อาจารย์อำไพ จูฑะศรี อาจารย์แม่บ้านหอหญิงถึงแก่กรรรมแล้วค่ะ
เหยง 16:
สวัสดีครับ ชาวซีมะโด่ง ที่รักทุกท่าน
ผมมีภาพการพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์แม่บ้านหอพักนิสิตหญิง ท่านอาจารย์อำไพ จูฑะศรี มาฝากจากวันชลประทานฯ ครับ ผมเองไปถึงวัดตอน 08:30 น. ปรากฎว่า คุณอดิสร ได้ไปถึงก่อนผม และได้ทำหน้าที่ถ่ายภาพบางส่วนไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนเจ้าภาพนั้นไม่ได้ถ่ายภาพเลย นั่นอาจจะเป็นความประสงค์ของท่านอาจารย์ ที่ท่านไปดีแล้ว ไม่อยากให้ น้องๆ หลาน ๆ ต้องลำบาก ผมได้ถามทางหลานท่านอาจารย์ เขาตอบว่า ท่านอาจารย์สั่งไว้ก่อนเสียชีวิตว่าให้เอาไปเผาที่วัดชลประทานฯ สวดพระอภิธรรม คืนเดียวแล้วเผาเลย แต่ทางหลานๆ กระทำตามบางส่วนเท่านั้นครับ เพราะ อยากทำตามประเพณี คือสวดอย่างน้อยสามวันแล้วจึงเผา ตามที่พวกเราได้ทราบกันแล้ว
เชิญชมภาพครับ
เหยง 16:
สำหรับพิธีการนั้นไม่มีอะไรมาก พระท่านเองยังชอบใจเลยบอกว่า 9:30 น. ฟังเทศน์ และ 10:00 น. เผาเลย พระท่านบอกเรียบง่ายดี ไม่เหมือนศพอื่นๆ ที่ผ่านมาครับ
ก่อนเวลา 09.30 น.เล็กน้อยท่านอาจารย์สุพพัดดา เดินทางมาถึงทำให้พวกเราที่มาก่อนแล้วลุกมาสวัสดีอาจารย์ และมัวทักทายกันเป็นจ้าระหวั่น จนพระท่านเทศน์ไม่ได้ ให้หาที่นั่งพวกเราก็ทำไม่ได้ยิน พระท่านจึงนำธรรมชาติขอนกมาเล่าสู่กันฟัง คือตอนเย็นนกมันจะชุมนุมกันโดยเแพาะนกเอี้ยง จะส่งเสียดังมาก เป็นเพราะนกมันคุยกันทักทายกัน และกำลังโต้เถียงกันว่าจะนอนกันที่ไหน คู่กับใคร ใครไปไหนมาบ้าง(หาอาหาร) จึงส่งเสียงดัง กว่าจะสงบอยาก พระท่านจึงขอให้ญาติโยมเมื่อมาถึงแล้วรีบหาที่นั่งค่อยคุยกันภายหลังเพราะเป้นเวลาฟังเทศน์แล้ว
พระท่านเริ่มต้นเทศน์โดยยกคำสวดของพระ คือ กุศลาธรรมมา อกุศลาธรรมา ท่านบอกว่ามางานศพนั้น เราฟังพระสวดคำที่พระสวดนั้นเป็นเรื่องของคนที่มีชีวิตอยู่แต่เราฟังไม่ทราบความหมายเพราะเป็นภาษาบาลี สิ่งแรกที่ท่านสอนคือ เรื่องรูป-นาม เกิดจากการปรุชมรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าขันธ์ ๕ นี้ไม่ครบองค์หมายความว่า ไม่พร้อมใจกันที่จะอยู่ให้ครบ นั่นหมายความถึงว่าชีวิตที่ตายไปแล้ว รูปก็คือร่างกายเราที่ประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลมไฟ มาประชุมกัน ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นไม่มีรูปหรือร่างกาย เป็นเพียงจิต ที่เรียกย่อว่านาม เวทนา คือความรู้สึกได้ว่า นี่สุข นี่ทุกข์ นี่เฉยๆ สัญญา นั้น คือความจำได้หมายรู้ สังขารนั้นคือความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นจากเหตุปัจจัย ส่วนวิญญาณนั้น คือการสัมผัสหรือรับรู้ทางอายตนะ ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านได้ยกตัวอย่างให้ฟัง
นอกจากนี้ท่านยกพระสูตรมาแสดงคือ ภัทเทกรัตตสูตร อะตีตัง นานวาคะเมยยะ นัปปะฏิกังเข อนาคะตัง แปลว่า บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง พระพุทธองค์ท่านให้มีสติอยู่กับปัจจุบันที่กำลังกระทำอยู่ ซึ่งจะทำให้เราไม่ทุกข์ คือไม่มีสังขารา (การปรุงแต่งอารมณ์ หรือความคิดไปต่างๆ นาๆ)
นอกจากนี้ท่านก็ยกบทสวด สัเพสังขาราอะนิจจา สัพเพสังขาราทุกขา สัพเพธัมมาอะนัตตา ว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปอย่างนี้โดยธรรมชาติของมัน จะมีหรือไม่มีพระพุทธเจ้าก็ตาม ท่านได้ยก อนัตตามาอธิบายได้สองความหมายคือ อนัตตานั้นบางครั้งมันก็มีตัวตนบางขณะ เช่นมือเราเมื่อกางนั้นประกอบไปด้วยห้านิ้ว แต่พอกำแล้วเรียกว่ากำปั้น นั่นคืออนัตตาบางขณะ บางช่วง ของคำว่าไม่มีตัวมีตน ท่านจึงไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้น
พอพระเทศน์จบเมื่อเวบา 10:00 น.ทางน้องของท่านอาจารย์ได้มากล่าวประวัติของท่านอาจารย์ ทำให้ทราบว่าท่านอาจารย์ ขบพยาบาลศิริราช เคยทำงานที่กรมชลประทานมาก่อนแล้วโอนมาทำงานที่จุฬาฯ หอพักนิสิตหญิง อาจารย์เป็นมะเร็งลำไส้ ลามมาที่ตับ และเสียชีวิตด้วยน้ำท้วมปอด สิริอายุ 84 ปี 4 เดือน 29 วัน
หลังจากนั้นได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพโดย มล...... (จำชื่อไม่ได้) ทำหน้าที่ทอดผ้าไตร และจุดไฟเผา เป็นจบพิธี แบบง่ายดีมากครับ
เชิญชมภาพ
เหยง 16:
พี่ป๋องเขียนว่า............
หม่อมหลวงที่ว่า นามสกุลเทวกุล อาจจะเป็นลูกชาย ศ. ม.ร.ว.ชนาญวัต เทวกุล ท่านอนุสาสกหอฯชาย ก็เป็นได้
แต่เราไม่ได้ติดต่อกันมานาน จึงจำกันไม่ได้ ผิดถูกประการใด อภัยให้ผมด้วย
เหยง 16:
พี่สิงห์โพสต์.........
สำหรับการวางดอกไม้จันทร์นั้น พระท่านให้เดินไปเป็นคู่ๆ จะได้สะดวก สวยงาม ครับ
เหยง 16:
พี่ป๋องโพสต์.........
ส่วนน้องสะใภ้ของท่านอาจารย์อำไพ ชื่อ อาจารย์ ดลฤดี จูฑะศรี เป็นผู้อ่านประวัติท่านอาจารย์อำไพ
ซึ่งอ่านไปร้องไห้ไปนั้น เป็นสถาปนิก เคยสอนเทคนิคนครสวรรค์กับผมอยู่สองสามปี
แต่ไม่เคยคุยกันเรื่องท่านอาจารย์อำไพเลย มาพบกันวันนี้ท่านเข้ามาทัก จึงได้ระลึกความในอดีตกัน
นำร่อง
[0] ดัชนีข้อความ
[#] หน้าถัดไป
[*] หน้าที่แล้ว