@==ซีมะโด่งทัวร์ปักกิ่ง===@

<< < (433/434) > >>

jamsai:
เรื่องทานข้าวด้วยความยินดีค่ะ
และจะดีใจมากถึง มากที่สุดถ้าพี่นภจะมา
วันอาทิตย์ที่แล้ว ได้มีโอกาส ทำก๋วยจั๊บญวน (สมัยยังเด็กๆเรียกว่า ข้าวเปียกแกว)เลี้ยง
คุณเป้า คุณแววตา น้องทิปปี้ คุณอิ๊ด และคุณหลิว ก็ได้คุยกันสนุกสนาน มาก ก๋วยจั๊บก็อร่อยพอกินได้
คุณเป้าตั้งชื่อให้แล้ว ว่า ก๋วยจั๊บแอมเต๋า
ถ้ามีเวลา และโอกาสเหมาะ ในเดือน กุมภาพันธ์ จะขอเชิญพี่นภมาร่วมทาน และขอโหลดภาพนะคะ
อาจมีร้องเพลงเต้นรำแถม ให้ครึกครื้น เสียดายก็แต่ไม่มีโยคะ เสียแล้ว เพราะไม่มีครูสอน

เหยง 16:
สวัสดีครับ อจ.แจ่มใส, พี่นพ'

ผมเพิ่งกลับจากสำรวจปริมาณข้าวดพดเลี้ยงสัตว์ บริเวณจังหวัดจันทบุรี สระแก้ว ปราจีนฯ มาเดี่ยวนี้เลยครับ
เข้าเว็ปมาเจอพี่กำลัง online พอดี

พี่นพ' ครับ
เขียนและโพสต์เรื่อง สวัสดีปีใหม่ที่เซี่ยงไฮ้ ก็ดีครับ ภาพและความรู้สำหรับรุ่นต่อๆไปครับ
ซึ่งผมได้ตามพี่ไปดูแล้วในเว็ปบล็อกของพี่ แต่ยังไม่สะใจครับ

เหยง 16:
จีนจะแปลงโฉมศูนย์กีฬาทางน้ำ "ลูกบาศก์น้ำ" เป็นสวนน้ำระดับโลก

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000016389

เหยง 16:
ก้าวไกลแบบ..จีน แบบที่ไทย..ไม่มี



ทุกครั้งที่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุปะทะระหว่างทหาร-ตำรวจ กับกลุ่มผู้ชุมนุมในเมืองไทย แต่ละภาพชวนสยองมีปรากฏในทีวีไทยเช่นไร ก็มีปรากฏอยู่ในรายการข่าวช่องดัง CCTV ของเมืองจีนเช่นนั้น

ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาชาวจีนยามนี้ จึงไม่น่าอภิรมย์นัก แถมยังสอดรับกับจำนวนผู้โดยสารของสายการบินไทย ทั้งเที่ยวบินจากไทยไปจีน และจากจีนมาไทยอย่างเด่นชัด

เที่ยวบินขาออกจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีผู้โดยสารทั้งชาวไทย จีน และตะวันตก แน่นขนัดเต็มลำ ขณะที่เที่ยวบินขาเข้าจากปักกิ่งมายังไทย แต่ละลำมีผู้โดยสารเฉลี่ย 60-70%

สังเกตได้จากที่นั่งโดยสารชั้นประหยัด ปกติมักจะมีผู้โดยสารนั่งเบียดเสียดกันแน่นราวกับปลากระป๋อง

แต่ในระยะหนึ่งเดือนให้หลังมานี้ หลังจากกัปตันนำเครื่องบินขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ แอร์โฮสเตสเสียงหวานอนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถเลือกย้ายก้นไปนั่งตามที่ว่างบนเครื่องฯ ตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ

ความเจริญของจีนแผ่นดินใหญ่ยามนี้ ไม่เพียงต่างจากเมื่อหลายปีก่อนเป็นอันมาก ยังก้าวหนีทิ้งห่างไทยอย่างน่าสนใจในหลายๆเรื่อง

โดยเฉพาะที่ มหานครปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองหลวง และที่ เมืองเทียนจิน หรือเทียนสิน (ออกเสียงแบบคนไทย) หนึ่งในเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของจีนยุคปัจจุบัน

สุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินกิจการร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่นในไทย ซึ่งไปๆมาๆไทย-จีนบ่อยครั้ง บอกว่า

ทุกวันนี้ปักกิ่ง นอกจากได้ชื่อว่าเป็นมหานครที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากเซี่ยงไฮ้ ยังถือเป็นศูนย์กลางการปกครอง การศึกษา การขนส่ง และแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ความพิเศษอย่างหนึ่งของกรุงปักกิ่ง อยู่ที่สามารถอนุรักษ์หรือรักษาสภาพบ้านเรือนแบบโบราณเอาไว้ได้ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทันสมัยที่ไหลบ่า

สุวิทย์บอกว่า หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าปกครองประเทศ

ได้ทำการปรับปรุงกรุงปักกิ่งด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับมาจากรัสเซีย มีการเวนคืนบ้านเรือน ทุบกำแพงเมืองเก่า เพื่อตัดขยายถนนจำนวนมาก จนทำให้ตัวเมืองถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายตารางสี่เหลี่ยม ถนนหนทางส่วนใหญ่มักตัดเป็นเส้นตรงยาว ถ้าเป็นที่อื่น สภาพบ้านเรือนแบบโบราณคงไม่เหลือซากให้เห็น

แต่ปัจจุบันทั่วกรุงปักกิ่ง แม้จะมีการก่อสร้างอนุสรณ์สถาน ตึกสูงระฟ้า ช็อปปิ้งมอลล์ อาคารสำนักงาน อพาร์ตเมนต์ทันสมัย และเคหสถานแบบใหม่ที่เรียกว่า Linnking Hybrid หรือที่อยู่อาศัยแบบตึกสูง ที่เชื่อมติดกันเป็นพรืดเดียวไปหมด

แต่สุวิทย์บอกว่า มหานครปักกิ่ง ยังสามารถดำรงสภาพของอาคารบ้านเรือนชั้นเดียวหลังเล็กๆ และตรอกแคบๆ ที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายทางวัฒนธรรมโบราณไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

"20 ปีที่แล้ว ตอนผมไปปักกิ่งครั้งแรก ผู้คนแต่งตัวชุดเดียวกันทั้งเมือง แบบชุดของประธานเหมา มองไปทางไหนเต็มไปด้วยจักรยาน สมัยนั้นยังไม่มีรถแท็กซี่ จะไปไหนทีต้องนัดหมายให้พรรคพวกมารับ

ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้การคมนาคมสะดวกสบาย มีแม้กระทั่งรถไฟความเร็วสูง วิ่งจากปักกิ่งไปเมืองเทียนสิน ระยะทาง 150 กิโลเมตร วิ่งด้วยความเร็ว 300 กว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมง"

แม้จะเป็นมหานครขนาดใหญ่ติดอันดับโลก และมองไปทางไหนแทบไม่เห็นตำรวจตามท้องถนน แต่ปักกิ่งยุคนี้กลับได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีออลล์ฯ บอกว่า เพราะทั่วทั้งมหานครเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถกรอภาพย้อนกลับไปเช็กรายละเอียดได้ทั้งหมด

รวมทั้งปัจจุบันคนจีนทั้งประเทศมีแฟ้มประวัติที่สามารถตรวจสอบได้ทุกคน จึงแทบไม่มีใครกล้าก่อปัญหาอาชญากรรม

ข้อสังเกตอีกอย่าง ก็คือ คำทักทายของชาวปักกิ่งและคนจีนยุคนี้ เปลี่ยนไปมากจากเมื่อก่อน ในยุคที่ชาวจีนส่วนใหญ่ยังมีวิถีชีวิตแบบอดอยาก คนจีนมักมีธรรมเนียมทักทาย หรือถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันว่า "กินข้าวแล้วหรือยัง"

สุวิทย์บอกว่า แต่วันนี้เทรนด์ใหม่ของชาวปักกิ่ง รวมทั้งชาวจีนในหลายมณฑล ในยุคที่จีนมีทุนสำรองของประเทศสูงที่สุดในโลก มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีสูงถึง 8% มีงบประมาณทางทหารสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (สูงเป็นที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ)

จีนยังสามารถส่งคนขึ้นไปสำรวจอวกาศ มีเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์ และมีขีปนาวุธต่อต้านขีปนาวุธจากข้าศึก

เดี๋ยวนี้ชาวจีนนิยมทักทายกันใหม่ว่า "ไปเที่ยวไหนมา" แทน

สะท้อนให้เห็นว่า รูปแบบการใช้ชีวิตของคนจีนยุคนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก แม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง ก็สามารถทำได้ในที่สาธารณะ เพียงแต่ยังห้ามวิจารณ์ออกทางโทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์

ว่ากันว่า การที่นิสัยประจำชาติของชาวจีน เป็นพวกที่ ยึดติดกับสถิติตัวเลข และ ชอบเอาชนะ พฤติกรรมทั้งสองอย่าง มีส่วนผลักดันให้จีนกลายเป็นประเทศเจ้ากีฬาเหรียญทองโอลิมปิก และได้รับการพัฒนาให้รุดหน้าทุกด้านอย่างรวดเร็วกว่าอีกหลายประเทศ

แต่ถึงแม้จีนจะเจริญอย่างรวดเร็ว ก็ยังมีข้อเสียตรงที่ เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมตามมา ผู้นำจีนจึงต้องเน้นสร้างความกลมเกลียวให้เกิดขึ้นในสังคมตลอดเวลา

ปัจจุบันจีนมีประชากรประมาณ 1,300 ล้านคน อัตราการเพิ่มของประชากร จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จึงมีการกำหนดให้คู่สมรสสามารถมีลูกได้ครอบครัวละไม่เกิน 1 คน

กรณีชาวบ้านทั่วไป หากปล่อยให้ตั้งท้องลูกคนที่ 2 ทางการมักหาทางบีบให้ไปทำแท้งที่โรงพยาบาล หากเป็นข้าราชการปล่อยให้ตั้งท้องจนคลอดลูกคนที่ 2 ออกมา อาจถูกลงโทษด้วยการตัดเงินเดือน หรือลดตำแหน่ง จนไม่สามารถไต่เต้าตามเพื่อนทัน

จะมีก็แต่บรรดามหาเศรษฐี คนใหญ่คนโต หรือผู้มีชื่อเสียงในสังคม เมื่อตั้งท้องลูกคนที่ 2 มักแก้ปัญหาโดยเมื่อใกล้คลอด จะหาทางไปคลอดลูกกันที่ฮ่องกง เพื่อให้เด็กที่เกิดมาได้สัญชาติเป็นชาวฮ่องกง

ด้วยเหตุนี้สำหรับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ต้องการจะเข้าฮ่องกง (แม้เป็นประเทศเดียวกัน) ก็ต้องขอวีซ่าเข้าฮ่องกงด้วย

เทียนสิน จัดเป็น 1 ใน 4 ของ เมืองที่ปกครองตนเอง ในจีน อันประกอบด้วยปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ จุงกิง และเทียนสิน ซึ่งทั้ง 4 เมืองล้วนน่าจับตาติดตามความเคลื่อนไหว

ทั้ง 4 เมืองที่กล่าวมา ล้วนมีโครงสร้างการปกครองที่มีฐานะทัดเทียมกับ มณฑล และอยู่ภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรีจีนโดยตรง

สุวิทย์บอกว่า เมืองเทียนสินอยู่ติดกับทะเลเยื้องไปทางตะวันออก

เฉียงใต้ของปักกิ่ง มองผิวเผินเหมือนเมืองนี้ดังสู้เมืองปกครองตนเองอีก 3 แห่งของจีนไม่ได้

ระหว่างปักกิ่งกับเทียนสิน พอเทียบเคียงได้กับกรุงเทพฯ กับ จ.สมุทรปราการ แม้จะไม่โด่งดังหวือหวาเท่าปักกิ่ง แต่เทียนสินก็เป็นเมืองท่าที่สำคัญ มีศักยภาพแฝงทางเศรษฐกิจ เป็นจุดขนถ่ายสินค้าที่สำคัญระหว่างตอนใต้และตอนเหนือของประเทศจีน รวมทั้งยังเป็นเมืองที่มีทรัพยากรแร่หลายชนิดมากที่สุดของประเทศ

เมื่อเทียบกับเมืองปกครองตนเองอีก 3 แห่ง และเมืองเอกในแต่ละมณฑลของจีน ค่าครองชีพในเทียนสินถือว่ายังอยู่ในระดับกลาง ทั้งยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องความปลอดภัย จึงได้รับเลือกให้เป็นเมืองน่าอยู่ของจีนตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งกลายเป็นที่หลงใหลของชาวจีนและชาวต่างชาติ

นอกจากเทียนสิน ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และจุงกิง สุวิทย์บอกว่า ยังมีเมือง

ที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจอีกหลายแห่ง จ่อคิวให้รัฐบาลจีนกำหนดให้เป็นเมืองปกครองตนเอง เช่น เมืองเซินเจิ้น ทางตอนใต้ หรือเมืองเสิ่นหยาง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เป็นต้น

เมืองเหล่านี้ ล้วนปรารถนาจะได้รับเลือกให้เป็นเมืองปกครองตนเอง เพราะสิ่งที่ได้รับนอกเหนือจากความภาคภูมิใจของคนในเมืองนั้น ยังเต็มไปด้วยผลประโยชน์และโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่รออยู่ตรงหน้า

ไม่เหมือนบางประเทศ ที่เอาแต่ทะเลาะกันไม่เลิก ปล่อยให้ชาวบ้านชาวช่องเขาหนีแซงหน้าไปถึงไหนๆ.

 

ไทยรัฐออนไลน์
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
8 พฤษภาคม 2553, 05:00 น.
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
tags:
ประเทศจีน สกู๊ปหน้า 1 เศรษฐกิจ

http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/81459
 

 
 
5500  emo28:win:

เหยง 16:
ตึก CCTV ของจีนที่ถููกเพลิงไหม้ ได้ข้อสรุปแล้ว

ศาลจีน จำคุก 7 ปี อดีตผอ.สถานีโทรทัศน์ ต้นเหตุเพลิงไหม้ปีใหม่
10 พฤษภาคม 2553 17:07 น.



 
       เอเอฟพี-ศาลจีนพิพากษาเมื่อวันที่ 10 พ.ค. จำคุก 7 ปี อดีตผู้บริหารระดับสูงของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี China Central Television ต้นเหตุ ไฟไหม้อาคารโรงแรมแมนดาริน วันตรุษจีน
       
       สวี เหว่ย หนึ่งในจำเลย 21 คนในคดีก่อเหตุเพลิงไหม้ ขณะจัดงานแสดง จุดพลุฉลองตรุษจีนปีใหม่ และไฟข้ามไปยังตึกสูงที่กำลังก่อสร้างใกล้เสร็จของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนทัล และกำลังได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมหรูหรา หน้าตาของกรุงปักกิ่ง ด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นจนเกิดเพลิงไหม้หมด มีมูลค่าความเสียหายราว 163 ล้านหยวน
       
       นอกจากนี้ ยังกลายเป็นโศกนาฏกรรมเมื่อมีพนักงานดับเพลิงเสียชีวิตระหว่างเข้าไปดับเพลิงที่โรงแรมแมนดาริน หนึ่งคน และมีผู้บาดเจ็บอีก 6 คน
       
       อาคารโรงแรมแมนดาริน โอเรียนทัล เมื่อสร้างเสร็จจะมีความสูง 159 เมตร ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฮอลแลนด์ เป็นส่วนหนึ่งของคอมเพล็กซ์ ที่มีส่วนช่วยปรับโฉมหน้าของกรุงปักกิ่ง ด้วยมูลค่าการก่อสร้างทั้งคอมเพล็กซ์ อยู่ที่ 5 พันล้านหยวน และตั้งอยู่ใกล้กับอาคารสำนักงานใหญ่ของซีซีทีวีต้นเหตุเพลิงไหม้ แต่ไม่ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้ครั้งนั้นแต่อย่างใด

 
 
 
จาก http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrView.asp?NewsID=9530000064349
 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว