เรื่องระบบการสอบนี่ผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกแล้วครับ ที่ให้สอบแบบมาราธอน
สมัยก่อน ผมสอบ Entrance มา ก็สมัครคณะก่อน แล้วมาสอบวัดใจกัน ได้ไม่ได้ ก็ยอมรับในโชคชะตา
เด็กเครียด ก็เครียดแค่ครั้งเดียว และการสอบก็ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบจากการไม่รู้ เพราะสอบตอนที่มุกคนเรียนจบ ม.6 เทอม 2 แล้ว (เรียกได้ว่า ได้เรียนทุกคน)
ผมเข้ามาด้วยระบบนี้
ตอนนั้น เห็นมีข่าว ว่าเด็กเครียด ฆ่าตัวตาย จากการที่ไม่ได้คณะดังหวัง เลยปรึกษากัน จะทำยังไงไม่ให้เด็กเครียด เลยจัดทำเป็นสอบ 2 ครั้ง ครั้งแรกก็ ประมาณ ตุลา ครั้งที่ 2 ก็ เหมือนกันกับระบบเดิม คือ เดือน เมษายน เด็กจะได้ทดลองสนาม
ปัจจุบัน เป็นไงมาไงไม่รู้ ไม่รู้ใช้สมองส่วนไหนคิด เล่นสอบกันตั้งแต่ไก่โห่ ม.6 เทอม 1 ก็สอบแล้ว ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันมากระหว่างคนจนกับคนมีเงิน เพราะคนมีเงิน สามารถที่จะหาโรงเรียนกวดวิชาได้ คนจนๆ (อย่างผม หากเกิดสมัยนี้) คงต้องยอมรับสภาพว่า สู้ไม่ได้ เพราะไม่ได้เรียนในห้อง และไม่ได้กวดวิชามา ผมคิดว่า ผมก็คงไม่ได้มาเีรียนจุฬาฯอย่าง 1000%
ยิ่งไปกันใหญ่ มีการรวม ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เข้าด้วยกันเป็น วิทยาศาสตร์ ยิ่งลงเหว เพราะบางคณะบางสาขาวิชา ไม่ได้ต้องการแบบนั้นแต่กลับเอามารวม เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ ไม่ได้ต้องการคนเก่งชีวะมาเรียนเลย ผลคือ มีข่าวออกมาว่า นิสิตนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ ตกวิชา ฟิสิกส์ เกือบครึ่งห้อง เพราะไม่ถนัดวิชานี้ แต่สามารถเข้าได้ด้วย วิชาอื่น ทั้งๆที่ ฟิสิกส์คือวิชาหลัก เป็นต้น
อ่านหลักฐานได้ที่นี่
http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1246828สะท้อนการศึกษาไทยที่ล้มเหลว
หลายคนบอกว่า นักเรียนบ้าน เราเรียนเยอะเกินไป ผมพอทราบเหตุผลครับ ที่เรียนเยอะ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะไปทางไหน เด็กไทยค้นหาตัวเองได้ช้ากว่าประเทศตัวอย่างหรือเปล่า บางคนจะรู้ว่าตัวเองจะไปทางไหนก็ ม.6 ระบบเก่าๆเลยให้เรียนให้หมด จะได้ไม่มีหลายทางเลือก (เผื่อคิดผิดจะได้ปรับเปลี่ยนได้ทันใช่ไหม) เลยทำให้เรียนให้มากเข้าไว้่ เด็กแบกตำราไปเรียนยังกะแบกครก
สำหรับโรงเรียนกวดวิชา ผมว่ายังไงมันก็ต้องมีอยู่วันยังค่ำครับ ตราบใดที่สังคมไทย ยังอยากให้ลูกหลานตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น ตราบใดที่ยังมองว่า มหาลัย มีความไม่เสมอภาคกัน มีมหาลัย A ดีกว่า มหาลัย B ลูกฉัน (ตัวฉัน)ต้องเข้่ามามหาลัย A ให้ได้
แต่ผมกลับมองที่ความเหลื่อมล้ำมากกว่าครับ ผมคิดว่า ทำอย่างไร ให้คนที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนกวดวิชาสามารถสอบเข้่ามาได้ ด้วยตัวเอง (เช่น อ่านหนังสือเองจากที่ครูที่โรงเรียนป้อนทฤษฎีให้แล้ว) ไม่ใช่จากครูโรงเรียนกวดวิชา ที่ป้อนให้
ส่วนตัวผม ยังอยากให้การสอบเป็นแบบสอบ ตุลา และ เมษา นะครับ โดยทั้งสองรอบ สอบให้ครบทุกวิชา วิชาไหนที่รวมได้ก็รวม รวมไม่ได้ก็ไม่ต้องรวม อาจจะสับสนหน่อย แต่ขอให้ได้นิสิตนักศึกษาที่ตรงตามเจตนารมณ์ก็พอ