Cmadong Chula

เรือนประจำรุ่น อบอุ่นทุกสมัย => รุ่น 2524 => ข้อความที่เริ่มโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 มกราคม 2553, 18:42:01



หัวข้อ: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 มกราคม 2553, 18:42:01
เลิกนิสัยน่าเบื่อ รับปีเสือกันเถอะ
 

เพิ่งผ่านพ้นปีเก่าไปหยกๆ คุณผู้อ่านไปเที่ยวไหนกันมาบ้างฮ้า เพราะเห็นบางท่านได้หยุดยาวติดต่อกันหลายวันเชียว จนสามารถใช้เวลาในช่วงวันหยุดนี้ เที่ยวไปด้วย และทำบุญทำกุศลไปด้วย แหมหากได้ทั้งบุญและได้ทั้งความสนุกตื่นเต้นหยั่งงี้ก็ขออนุโมทนาสาธุด้วยนะ จ๊ะ ส่วนใครถ้าเป็นคู่ที่เพิ่งเลิฟกันใหม่ๆ คงชวนกันออกเดท ไปนู่นไปนี่ เพื่อศึกษานิสัยใจคอกันและกันให้รู้ดีรู้ชั่ว...เอ๊ย...ให้ชุ่มฉ่ำ กับรสรักที่แสนหวานไปเลยสินะ อ่ะถ้าไม่มีใจให้กันแล้วจะอยากอยู่ใกล้ชิดกันเรอะ

ว่าแต่ขึ้นปีใหม่ ทั้งที คงมีท่านผู้อ่านหลายคนอยากปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในชีวิตให้ดี ขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาบ้างละน่า เพราะบางท่านหลังจากได้ทำการสำรวจตัวเองตลอดปีเก่าแล้ว เกิดพบว่า น่าจะปรับปรุงตัวเองให้ดีกว่านี้ได้นี่หว่า จึงจุดประกายให้อยากทำตัวให้ดีขึ้นน่ะซี หรือบางรายไม่ได้หันไปสำรวจตัวเองในปีเก่าที่ผ่านมาหรอก ทว่าอยากให้สัญญากับตัวเองว่า จะทำตัวให้ดีขึ้นหยั่งงั้นหยั่งงี้เพื่อต้อนรับปีใหม่ ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดีไงจ๊ะ

ซึ่งพูดก็พูดเหอะ พอขึ้นปีใหม่ทีไรใครๆก็มักตั้งเป้าหมายให้ตัวเองมีพฤติกรรมหรือนิสัยใจคอ เป็นไปในทางที่ดีขึ้นทุกปีนั่นแหละ ยกตัวอย่าง เพื่อนที่ชื่อฝนให้ฟังก็ได้ หล่อนบอกว่า ตั้งใจไว้ว่าปีใหม่อยากจะเลิกเป็น "คนขี้วีน" สักที... เออแน่ะ แสดงว่ารู้ตัวด้วยแฮะ

เพื่อนบอก...ก็รู้นะว่าตัวเองเป็นสาว เจ้าอารมณ์ ที่หากใครเกิดทำอะไรให้หล่อนผิดใจเข้าให้ละก็ หล่อนก็พร้อมระเบิดอารมณ์ใส่คนนั้นทันที แต่ดีหน่อยตรงนิสัยขี้วีนของหล่อน เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผลพอสมควร ไม่ใช่เอะอะอะไรก็จะวีนใครเค้าไปทั่ว แหม...หล่อนไม่ใช่คนแบบน้าน หรอกน่า

ก็ขออวยพรให้หล่อนสามารถระงับ อาการขี้วีนได้สมปรารถนาทีเถิด แต่ขอบอกหน่อยเหอะว่า ถ้าขี้วีนอย่างมีเหตุผล ยังถือเป็นการกระทำที่ไม่หนักหนาสาหัสกับคู่กรณีของเพื่อนหรอกจ้ะ

เพราะ คนขี้วีนแบบไม่มีเหตุผลต่างหากล่ะ ที่มักส่งผลให้ชาวบ้านชาวช่องหรือคนใกล้ตัวแทบประสาทกินไปตามๆกันมากกว่า เอ้ามีนะบางคนพอโกรธหรือโมโหโกรธาแบบนางร้ายในละครทีวีขึ้นมางี้ พี่แกยังพาลทำลายและขว้างปาข้าวของ อย่างที่เรียกกันว่า "วีนแตก" ยังมีเลย

ดังนั้น การพยายามระงับอาการขี้วีน จึงเป็นความตั้งใจที่ดีของเพื่อนที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง

งั้นไหนๆก็ขึ้นปีใหม่แล้ว ลองมาตั้งใจทำให้ ชีวิตของพวกเรามีพฤติกรรมและนิสัยที่ดีขึ้นกว่าเดิมกันมะ เช่น....

1. เลิกขี้บ่นกะแฟนซะที

หาก แต่ก่อนคุณเกิดไม่สบอารมณ์กับการกระทำอะไรสักอย่างของแฟนขึ้นมา แล้วคุณก็มักนำสิ่งที่ไม่พอใจในตัวแฟนมาบ่นแล้ว บ่นอีก แบบว่า ทำไมเค้าไม่เคยจำได้สักทีว่า วันเกิดของคุณน่ะวันที่เท่าไหร่? หรือแม้แต่วันครบรอบความเลิฟของเราเค้าก็ไม่เคยแคร์เลยสักกะติ๊ด แหม...ถ้าเป็นงี้ก็น่าเห็นใจคุณเนอะ แต่ลองคิดดูเดะ ว่า เมื่อคุณบ่นเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร เค้าเคยทำท่าหันมาสนใจบ้างไหมล่ะ...ก็ไม่เคยใช่มะ ดังนั้น ทางที่ดีจึงควรเลิกบ่นกระปอดกระแปดกะแฟน แล้วหันมาใช้วิธีพูดคุยกันอย่างมีเหตุมีผล ละกัน...หรือถ้าสามารถพูดกันด้วยภาษาที่ไพเราะเสนาะหูซะมั่งก็จะดีมากจ้า

โดย คุณเกริ่นกะเค้าไว้ล่วงหน้าซะเลยสิว่า วันเกิดปีนี้ของเดี๊ยนน่ะ (บอกไปเลยว่าวันไหน อย่าใช้การลองใจว่าจำได้ไหม)....คุณอยากได้ของขวัญอะไรจากเค้า เช่น อยากให้เค้ามีเวลาว่างพาคุณไปฉลองวันเกิดที่ไหนก็ว่ากันไป, อยากให้เค้าพาไปเที่ยวต่างประเทศ, อยากให้เค้าชวนไปทำบุญตามสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือสถานดูแลคนชราและคน พิการ...ก็ระบุไปได้เลย

2. เลิกสอดรู้สอดเห็น แล้วหันมาไว้ใจแฟนให้มากขึ้นดีฝ่า


ก่อน หน้านี้ถ้าคุณเคยส่ออาการไม่ไว้ใจแฟนมาก่อน ด้วยเหตุที่คุณเป็นคนชอบระแวงขึ้นมาเอง ไม่ใช่เพราะเค้าเจ้าชู้เป็นปลาไหลใส่สเกตละก็ พอขึ้นปีใหม่ทั้งทีคุณจึงควรละเว้นพฤติกรรมและนิสัยชอบสอดรู้สอดเห็นใน เรื่องของแฟนว่า เค้าจะไปแอบจีบใครลับหลังคุณได้แล้ว เพราะการทำเช่นนี้ มีแต่จะทำให้คุณไม่สบายใจมากกว่า และถือเป็น "การทำร้ายตัวเอง" อย่างนึงนะเนี่ย

แต่หากแฟนคุณเป็นคนเจ้าชู้ตัวยงละก็ เห็นทีคุณต้องเปิดฉากปะฉะดะ...เจรจากะเค้าให้รู้เรื่องแล้วละว่า เค้าจะเจ้าชู้อีกนานมะ โห...แก่ป่านนี้แล้วยังเจ้าชู้อยู่ได้ ไม่เจียมตัวเอาซะเลยนะยะ แล้วดูสิว่า เค้าจะตอบโต้คุณกลับมาไหม? หรือบางทีเค้าอาจสำนึกขึ้นมาบ้างก็ได้นะ...ขอให้เป็นงี้เหอะว้า

3. เลิกวิพากษ์วิจารณ์แฟนให้ใครๆ ฟังสักที

แบบ ว่า ถ้าคุณเป็นคนช่างคุย ช่างจำนรรจาโดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ดีของแฟนให้ญาติสนิท มิตรสหายของคุณฟังละก็ หากเค้าเป็นคนที่โหลยโท่ยอย่างแท้จริง เช่น ชอบใช้กำลังทำร้ายร่างกายคุณ, ไม่เคยเจียดเงินเดือนมาให้คุณใช้บ้างเลย แม้จะอยู่ด้วยกันแล้วก็ตาม แต่ที่ผ่านมาต่างคนต่างก็ยังใช้เงินคนละกระเป๋าเหมียนเดิม เพราะเค้าไม่เคยคิดจะจุนเจือหรือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้คุณเลยแม้แต่ติ๊ด เดียวละก็

ขอแนะนะฮ้าว่า อย่าเสียเวลานำเรื่องที่ไม่ดีของเค้าไปเล่าให้คนรอบข้างฟังเลย มันเสียเวลาเปล่าๆ เพราะควรเลิกกะมันซะ...เอ๊ย บอกให้แฟนมีความรับผิดชอบกะคุณมากกว่านี้ไม่ดีเรอะ

4. เลิกตามใจปาก   เพื่อรักษาหุ่นเอาไว้ให้ เช้งกระเด๊ะไง

จริงอยู่เกิดมาทั้งที เราก็ควรมีอิสระที่จะรับ ประทานอะไรต่อมิอะไรที่ตัวเองชอบสิ แต่ช้าก่อน...

หาก คุณขยันกินจุกกินจิกมากเกินไปจนทำให้ตัวเองอ้วนเผละเป็นหมูพะโล้ล่ะก็ โหเท่ากับบั่นทอนความสวยและความสเลนเดอร์ของตัวเลยนะ แถมสังคมยังชอบมองและให้ความสำคัญกับสาวหุ่นผอมเพรียวซะด้วย ดังนั้น ไม่ต้องถึงกะอดหรอกหนู แค่ทานอาหารพอประมาณ คุณก็รักษาหุ่นได้แล้วจ้า.

@@@

เมอร์ลิน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 05 มกราคม 2553, 19:17:45
เค้าเรียก "Vorsatz"(Intention)ในภาษาเยอรมันค่ะ


หัวข้อ: โภชนาการกับสุขภาพ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 มกราคม 2553, 21:54:49
โภชนาการกับสุขภาพ
 
  
การที่คนเราจะมีสุขภาพดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอง ส่วนที่นอกเหนือการควบคุมมีน้อย เช่น กรรมพันธุ์ ดังนั้นถ้าเราควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้เช่น การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง คนส่วนใหญ่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ในครอบครัวมีความสงบสุขดีคือมีสุขภาพจิตดี และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเอาใจใส่เรื่องโภชนาการ ถ้าสามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้หมด สุขภาพดีถ้วนหน้าก็คงจะไม่เกินความเป็นจริง

โภชนาการ หมายถึง อาหารที่เรารับประทานเข้าไป แล้วร่างกายนำเอาไปใช้ เพื่อการทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอของอวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ ปอด เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำไปใช้เพื่อสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เราสามารถแบ่งอาหารออกเป็นประเภท โดยอาศัยหลักทางโภชนาการ ได้เป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของร่างกายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

โดย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายจะเผาผลาญทำให้เกิดพลังงานได้ ส่วนพวกวิตามิน เกลือแร่ และน้ำ จะเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญในการทำให้วงจรการทำงานต่างๆ ของร่างกาย ดำเนินต่อไปได้เป็นปกติ ดังนั้นเราทุกคนถ้าหวังที่จะให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี ควรจะต้องสนใจที่จะเรียนรู้ และปฏิบัติตามวิธีการรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ไม่มีใครมาช่วยท่านได้ ถ้าท่านไม่ลงมือปฏิบัติเอง

นอกจากนี้ควร รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ทุกคนควรชั่งน้ำหนักตนเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง ถ้าผอมไปก็กินอาหารที่มีประโยชน์ น้ำหนักจะได้เพิ่ม ถ้าอ้วนไปก็กินให้น้อยลง ร่วมกับการออกกำลังกายให้มากขึ้น ไม่ละเลยตนเองถึงขั้นเกิดภาวะแทรกซ้อนจากอ้วน หรือผอมแล้ว

ความสำคัญของอาหารกับสุขภาพ

กิจกรรม ของมนุษย์ในแต่ละวันจำเป็นต้องใช้พลังงาน และสารอาหารที่ร่างกายได้รับจากการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ การรู้จักเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตอย่างเต็มที่สมบูรณ์ และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง โภชนาการเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต หากสภาพร่างกายได้รับอาหารที่มีสารอาหารครบ และเพียงพอต่อความต้องการ ร่างกายสามารถนำสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ได้อย่างเต็มที่ เรียกว่าภาวะโภชนาการที่ดี แต่ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน และไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะเรียกว่าภาวะโภชนาการที่ไม่ดี หรือทุพโภชนาการ

ภาวะโภชนาการต่ำ เป็นสภาวะของร่างกายที่ขาดอาหาร ได้รับสารอาหารต่ำกว่าที่ร่างกายต้องการ หรือรับประทานอาหารไม่ได้เนื่องจากสาเหตุต่างๆ ทำให้เกิดโรคขาดสารอาหารภาวะโภชนาการเกิน เป็นสภาวะของร่างกายที่ได้อาหาร และสารอาหารเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดการสะสมจนเกิดโทษแก่ร่างกาย

ผลทางร่างกายของภาวะโภชนาการ

ขนาดของร่างกาย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อขนาดของร่างกาย ได้แก่ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม พันธุกรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่สภาพแวดล้อม เช่น การรับประทานอาหาร เราสามารถปรับปรุงได้ โดยเลือกรับประทานอาหารให้เพียงพอ และเหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย ก็จะทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายเป็นปกติ  

ภูมิต้านทานโรค


ผู้ที่ได้รับสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย จะทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้ หรือหากได้รับเชื้อโรค ก็สามารถฟื้นตัวได้เร็ว  ไม่แก่ก่อนวัย และอายุยืน เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควรก็ลดน้อยลง

ผลต่อสติปัญญา และอารมณ์

การรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ มีส่วนให้เกิดพัฒนาการทางด้านสมอง มีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด อารมณ์แจ่มใส กระตือรือร้น ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ง่าย ผิดกับผู้ที่รับประทานอาหารไม่มีประโยชน์จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ พัฒนาการทางด้านสติปัญญาลดน้อยลง อารมณ์หดหู่ ไม่แจ่มใส จนบางครั้งอาจไม่สามารถดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข

การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ

รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ทุกวัน ไม่รับประทานอาหารที่ซ้ำซาก ควรรับประทานอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารครบตามที่ต้องการ  รับประทานอาหารที่สะอาดและปลอดภัย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสิ่งที่เป็นพิษที่มีอยู่ในอาหาร ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวผู้บริโภค อาหารปนเปื้อนได้จากหลายสาเหตุ คือ จากเชื้อโรค และพยาธิต่างๆ สารเคมีที่เป็นพิษหรือสารปนเปื้อน หรือโลหะหนักที่เป็นอันตราย ทั้งนี้อาจเกิดจากกระบวนการผลิต ปรุง ประกอบ และจำหน่ายอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น แผงลอยริมบาทวิถี การใช้สารปรุงแต่งอาหารไม่ได้มาตรฐาน การใช้สารเคมีในการถนอมอาหาร การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมาก เป็นต้น

หลักการในการเลือกกินอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ควรเลือกกินอาหารที่สด สะอาด ผลิตจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ มีกลิ่น รส และสีสันตามธรรมชาติ ในการปรุงอาหารในครัวเรือน ควรเลือกซื้ออาหารที่สด สะอาด มาปรุง ล้างทำความสะอาด ก่อนนำไปปรุงประกอบ ใช้ภาชนะอุปกรณ์ที่สะอาดปลอดภัย ล้างเก็บถูกสุขลักษณะ มีพฤติกรรมบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ คือ ล้างมือก่อนบริโภค ใช้ช้อนกลาง

การเลือกซื้ออาหารปรุงสำเร็จ อาหารถุง ควรเลือกซื้อจากร้านจำหน่ายอาหาร หรือแผงลอยที่ถูกสุขลักษณะ ปรุงสุกใหม่ มีการปกปิดป้องกันแมลงวัน บรรจุในภาชนะที่สะอาดปลอดภัยมีการใช้อุปกรณ์หยิบจับ หรือตักอาหารแทนการใช้มือ  

รับประทานอาหารไขมันพอเหมาะ เพื่อป้องกันการสะสมไขมันมากเกินไป   รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยระบบการขับถ่าย และลดไขมันในเลือด ควรกินใยอาหารอย่างสม่ำเสมอ ใยอาหารทำให้การขับถ่ายอุจจาระเป็นไปตามปกติ และป้องกันโรคหลายชนิดด้วย  ระมัดระวังการรับประทานอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารประเภททอด ย่าง เผา หรืออาหารที่ไหม้เกรียม  ลดปริมาณ และระดับการรับประทานอาหารรสจัด เช่น หวานจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร และอาจก่อโรค เช่น โรคอ้วย โรคเบาหวาน โรคไต โรคกระเพาะ เป็นต้น  หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม เพราะเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคตับแข็ง โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคมะเร็ง ฟันผุ โรคเบาหวาน เป็นต้น

การดื่มเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์นำไปสู่
การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ตับแข็ง โรคกระเพาะ เป็นต้น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ได้แก่สุรา เบียร์ ไวน์ บรั่นดี กระแช่ ฯลฯ จึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มดังกล่าว ระวังเรื่องดื่มเหล้า แม้ว่าเหล้าที่กินจะถูกเผาผลาญให้กำลังงานได้ก็จริง แต่เราไม่จัดเหล้าเป็นสารอาหาร เพราะผลที่ได้ไม่คุ้มกับอันตรายที่เหล้าคุกคามสุขภาพ คนติดเหล้ามักเป็นโรคขาดสารอาหารได้หลายชนิด เช่น โรคขาดโปรตีน และแคลอรี โรคเหน็บชา เมื่อกินเหล้าไปนานๆ ตับถูกทำลาย ยิ่งทำให้การขาดสารอาหารรุนแรงมากขึ้น

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่


กินอาหารหลัก 5 หมู่ให้ครบ ได้แก่ อาหารพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง อาหารประเภทนี้จะให้โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ อาหารพวกข้าว เผือก มัน และน้ำตาล ให้กำลังงาน และโปรตีน แต่ปริมาณ และคุณภาพของโปรตีนด้อยกว่าพวกเนื้อสัตว์ เฉพาะน้ำตาลให้แต่กำลังงานอย่างเดียวผัก และผลไม้ให้วิตามิน และเกลือแร่หลายชนิดตลอดจนใยอาหารด้วย ส่วนไขมัน เป็นแหล่งอาหารที่ให้กำลังงานที่ดี และน้ำมันพืชบางชนิดให้กรดไลโนเลอิกด้วย ในแต่ละวันถ้ากินอาหารทั้ง 5 หมู่ ให้ครบถ้วนโอกาสที่จะขาดสารอาหารย่อมเป็นไปได้ยาก และไม่ต้องไปหายาบำรุงมากินให้เสียเงิน  กินอาหารแต่ละหมู่ให้หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายรับสารอาหารต่างๆ ครบในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ ถ้ากินอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่ หรือกินอาหารซ้ำซากเพียงบางชนิดทุกวันอาจทำให้ได้รับสารอาหารบางประเภทไม่ เพียงพอหรือมากเกินไป หมั่นดูแลน้ำหนักตัว น้ำหนักตัวเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญที่บอกถึงภาวะสุขภาพ แต่ละคนจะต้องมีน้ำหนักที่เหมาะสมตามวัย และได้สัดส่วนกับความสูงของตนเอง

การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์โดยการกินอาหารให้เหมาะสมควบคู่ไปกับการออก กำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถ้าน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ หรือผอมไปจะทำร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย ประสิทธิภาพการเรียน และการทำงานด้อยลงกว่าปกติ หากมีน้ำหนักมากกว่าปกติหรืออ้วนไป จะมีการเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็งบางชนิด  ทุกคนควรชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เดือนละครั้ง เพื่อประเมินว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ ในเด็ก ใช้ค่าน้ำหนักตามเกณฑ์อายุ หรือค่าน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน ในผู้ใหญ่ ใช้ดัชนีมวลกายเป็นเกณฑ์ ค่าระหว่าง 18.5-22.9 อยู่ในเกณฑ์ปกติ ค่าต่ำกว่า 18.5 ถือว่าผอม หรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ค่าอยู่ระหว่าง 23-29.9 น้ำหนักเกินหรืออ้วน ค่าตั้งแต่ 30 ขึ้นไป ถือว่าเป็นโรคอ้วน

ข้าวเป็นอาหารหลัก


ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่ให้พลังงาน สารอาหารที่มีในข้าว ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน โดยเฉพาะข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือจะมีสารอาหารโปรตีน ไขมัน ใยอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินในปริมาณที่สูงกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว  อาหารประเภทแป้ง เช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน บะหมี่ เป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงานเช่นเดียวกัน จัดว่าเป็นอาหารจานด่วน หรืออาหารจานเดียวแบบไทยๆ ที่ใยอาหารจากผักที่เป็นเครื่องปรุงมากกว่าอาหารจานเดียวแบบตะวันตก เช่น เบอร์เกอร์ พิซซ่า ซึ่งมีค่าสูงกว่ากันมาก

กินน้ำตาลแต่พอควร

การกินน้ำตาลมากๆ มีผลร้ายต่อสุขภาพได้ เด็กที่กินของหวานมาก อมลูกกวาด และทอฟฟี่ แล้วไม่แปรงฟัน จะเป็นโรคฟันผุซึ่งมีผลทำให้การกินอาหารเป็นไปได้ไม่ดี นอกจากนี้คนที่กินหวานมากๆ จะอ้วน และมีไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด  พืช ผัก ผลไม้  พืชผัก และผลไม้เป็นแหล่งวิตามินและแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย มีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ช่วยนำคลอเลสเตอรอล และสารพิษที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย  พืชผักผลไม้หลายอย่างให้พลังงานต่ำ จึงทำให้ไม่เกิดโรคอ้วน  ควรกินพืชผักทุกมื้อให้หลากหลายสลับกันไป ส่วนผลไม้ควรกินประจำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังกินอาหารแต่ละมื้อ และกินเป็นเป็นอาหารว่าง

อาหารโปรตีน

กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นประจำ ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ โดยเฉพาะปลาเป็นโปรตีนที่ดีย่อยง่าย มีไขมันต่ำ หากกินปลาแทนเนื้อสัตว์เป็นประจำจะช่วยลดปริมาณไขมันในโลหิต ในปลาทะเลมีสารไอโอดีนป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน ส่วนเนื้อสัตว์ควรเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมันเพื่อลดการสะสมไขมันในร่างกาย ไข่เป็นโปรตีนราคาถูก ปรุงง่าย เด็กควรกินไข่วันฟอง ผู้ใหญ่ที่มีภาวะโภชนาการปกติควรกินไข่สัปดาห์ละ 2-3 ฟอง และควรกินไข่ที่ปรุงสุกแล้ว ถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์จากถั่วเช่น เต้าหู้ เต้าเจี้ยว น้ำนมถั่วเหลือง ขนมถั่วกวน ก็เป็นแหล่งโปรตีนราคาถูกเช่นกัน

ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย

นม เป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และผู้ใหญ่ ประกอบด้วยแร่ธาตุสำคัญ คือ แคลเซียม และฟอสฟอรัส ช่วยให้กระดูก และฟันแข็งแรง มีโปรตีน และวิตามินต่างๆ ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ ทำหน้าที่ปกติ หญิงตั้งครรภ์ เด็กวัยเรียน วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ควรดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายจะทำให้กระดูกแข็งแรง ชะลอการเสื่อมสลายของกระดูก

ระวังอาหารไขมัน

กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร ไขมันให้พลังงาน และความอบอุ่น ให้กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยการดูดซึมของวิตามินที่ละลานในไขมันคือ วิตามินเอ ดี อี และเค แต่ไม่ควรกินไขมันมากเกินไปเพราะจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม อ้วน และเกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น วิธีประกอบอาหารมีส่วนทำให้ปริมาณไขมันในอาหารเพิ่มขึ้น เช่น ทอด ชุบแป้งทอด ผัดน้ำมัน และอาหารที่มีกะทิ จึงควรกินแต่พอควร การประกอบอาหารโดยวิธีต้ม นึ่ง ปิ้ง ย่าง จะมีไขมันน้อยกว่า กินไขมันในขนาดที่พอเหมาะ ไม่กินไขมันมากเกินไป และต้องกินน้ำมันพืชที่ให้กรดไลโนเลอิกเป็นประจำด้วย

หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด

การกินอาหารรสจัดมากจนเป็นนิสัย จะเกิดโทษต่อร่างกาย เช่น รสหวานจัด เค็มจัด การรับประทานหวานจัดเป็นนิสัยทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นใน เด็กจะทำให้ความอยากอาหารลดลง เบื่ออาหาร ฟันผุ การกินอาหารรสเค็มจัดที่ได้จากเกลือแกงมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวัน จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรส

ไม่กินโซเดียมมาก

โซเดียม มีมากในเกลือนอกจากนี้ยังพบในอาหารธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ นม สารบางชนิดที่ใช้ในการปรุงอาหาร เช่น ผงชูรส ผงฟู ผู้ที่กินโซเดียมมาก ๆ มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงได้มากกว่าผู้ที่กินโซเดียมน้อย.

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://www.bangkokhospital.com
http://www.bangkokhealth.com



หัวข้อ: ชั่งหัวมัน
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 มกราคม 2553, 19:11:40
“ชั่งหัวมัน”

ได้กลับบ้านเกิดในวันหยุดยาววันพ่อ คุณพ่อก็ชวนขับรถเที่ยว

อำเภอเล็กๆ ในจังหวัดเพชรบุรี อย่างอำเภอท่ายาง ไม่ได้มีที่เที่ยวน่าสนใจไปกว่า ชะอำ หัวหิน จึงนึกไม่ออกว่าจะขับรถไปเที่ยวที่ไหนได้อีกนอกจากสองที่นั้น

คำเชิญชวนต่อมาของพ่อชวนให้รู้สึกสนใจขึ้นไปอีก เพราะพ่อบอกว่า "ไปดูไร่ที่ในหลวงซื้อเอาไว้ไหม"

พ่อเล่าต่อว่า ไร่นั้นอยู่ห่างไกลความเจริญ ถนนราดยางยังเข้าไม่ถึง ไฟฟ้าไม่มี แต่พระองค์ท่านทรงปลูกบ้านอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว

บ้านมีสองหลัง หลังแรกของในหลวง หลังที่สองของพระเทพฯ ราชการทูลเกล้าถวายเลขที่บ้าน เลขที่ 1 กับเลขที่ 2 ให้

ฟังทีแรกก็ไม่เข้าใจว่าพระองค์ท่านจะไปซื้อที่ดินในที่ธุรกันดาร แถมยังปลูกบ้านไว้ที่นั่นทำไม ในเมื่อปัจจุบันพระองค์ท่านก็อาศัยอยู่ที่หัวหินเป็นกิจลักษณะแล้ว

แถมพ่อยังบอกอีกว่า ขับรถเข้าไปในที่ดินได้เลยนะ ทหารเขาให้เข้า ก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ว่าเราจะเข้าไปขับรถเล่นในเขตพระราชฐานกันได้ยังไง ด้วยความอยากรู้ อันนี้ก็ต้องพิสูจน์ ไปกันดู

จากตัวอำเภอท่ายาง ขับเลี้ยวเข้าไปทางตำบลเขากระปุก ถนนเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยไร่นา

นั่งมองต้นไม้ไปได้สักครู่ สองข้างถนนก็เริ่มมีธงชาติ ธงเหลือง ธงฟ้า และธงม่วง พร้อมตราสัญลักษณ์ของแต่ละพระองค์ (ราชาศัพท์เรียกอะไร??) ติดเต็มไปตลอดทาง

ดูจากเสาธงก็รู้ว่าเป็นธงที่ชาวบ้านช่วยกันทำขึ้นอย่างตั้งใจเพื่อรับเสด็จ ข้างๆ ธงมีร่องรอยตะเกียงน้ำมันอย่างง่าย (หรืออาจเรียกได้ว่าคบไฟ) เพื่อรอรับเสด็จในเวลากลางคืน ทั้งธงและคบไฟบ่งบอกได้ว่าข่าวของพ่อไม่ผิด เรากำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้ไร่ของในหลวงเข้าไปทุกขณะ

ในขณะที่นั่งชมทิวธงและคบไฟไปได้จนเริ่มง่วง ถนนราดยางก็เปลี่ยนเป็นถนนลูกรัง ฝุ่นคลุ้งตลบ แต่เราคงมาไม่ผิดทางแน่ เพราะทิวธงยังคงอยู่

มองไปแต่ไกลเห็นภูเขาขนาดย่อมอยู่ตรงหน้า กังหันผลิตไฟฟ้าประมาณสิบกว่าต้น สูงเด่น มีรถทะเบียนกรุงเทพฯ วิ่งสวนมาเป็นระยะ ฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มถนนแคบ

รั้วลวดหนามทอดตัวยาวไกล ต้นไม้หลากหลายชนิดเรียงตัวเป็นระเบียบอยู่ในนั้น เขื่อนดินขนาดใหญ่ พร้อมศาลาเก้าเหลี่ยมสูงเด่น เราเดินทางมาถึงไร่ของในหลวงกันแล้ว

เมื่อแลกบัตรที่ป้อมทหาร และเลี้ยวรถเข้าไป ก็เพิ่งถึงบางอ้อ
ที่ดินจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ว่า ไม่ใช่ไร่ที่ซื้อเอาไว้หลบหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง หรือใช้ตากอากาศ แต่มันคือที่ดินเพื่อใช้เป็น โครงการในพระราชดำริ ที่มีชื่อมันๆ ว่า "โครงการชั่งหัวมัน"
 
 (http://img519.imageshack.us/img519/281/att00001x.jpg)

ดูจากวันที่ตั้งโครงการ คาดว่าน่าจะเป็นโครงการล่าสุดเลยทีเดียว
พอได้เดินเข้าไปในโครงการก็เกิดอาการซาบซึ้ง เพราะไม่นึกว่าในหลวงที่เราเห็นในทีวีที่แทบไม่มีแรงยกมือ กลับยังมีใจ + มีไฟ ริเริ่มโครงการใหม่ๆ ในถิ่นที่อยู่ห่างไกลความเจริญอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุด

(http://img519.imageshack.us/img519/9655/att00002p.jpg)

ดูจากบอร์ดภายในโครงการ อธิบายว่า โครงการนี้เป็นเสมือนแปลงทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่น อันได้แก่ มะนาว มะพร้าว ชมพู่เพชร และพืชไร่ พืชสวน อะไรอีกจิปาถะมากมายที่ไม่รู้จัก หรือไม่มีความรู้พอจะเขียนถึง

มีการขุดบ่อ (หรือในโครงการคือเขื่อน) เพื่อเก็บกักน้ำ มีกังหันและโซล่าเซลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เหมือนจะเป็นแบบทดลองตัวอย่างแก่เกษตรกรโดยรอบ เพื่อเพิ่มคุณภาพให้ผลผลิต แบบพึ่งพาตัวเอง

และเหนือสิ่งอื่นใด พอมีข่าวในหลวงเสด็จมาตั้งโครงการปั๊บ ชาวบ้านแถวนั้นก็ดีใจกันยกใหญ่ หลายคนถวายแรงกายแรงใจ เข้ามาช่วยงานในโครงการฟรี ชาวบ้านบางคนที่ทำงานอยู่ในนั้น พูดอวดใครต่อใครที่มาเยือนว่าได้ก้มลงกราบฝ่าพระบาทถวายตัวรับใช้งาน พูดไปน้ำตาไหลไป มีความภาคภูมิใจในถิ่นที่เกิดและอาชีพของตัวเอง

นี่คือเรื่องราวๆ ดีๆ เพียงไม่กี่เรื่องในรอบปีที่ได้รู้แล้วก็อยากเอามาเล่าต่อ

ในขณะที่กลุ่มแอนตี้รอยัลลิสต์ ที่เขียนโจมตีโครงการในพระราชดำริในเว็บบอร์ดของตัวเองว่าเป็นโครงการที่ไม่เคยผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย

วันนี้อยากพูดกรอกหูคนเหล่านั้นว่า อย่างน้อยโครงการนี้ก็เป็นโครงการที่เกิดจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มีประโยชน์เพื่อการพัฒนารากเหง้าของชาวบ้านที่แท้จริง ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานฝรั่ง แต่เอารากที่เมืองไทยมี คือการเกษตร มาพัฒนา ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมัน ไม่ต้องตามตลาดโลก ไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่ต้องออกข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ทำอย่างเงียบๆ ทำดีอย่างที่ในหลวงบอกคนไทยเสมอว่าเป็นการ "ปิดทองหลังพระ" อย่างแท้จริง
และงานแบบนี้ ถ้าในหลวงไม่ทำ ก็อย่าหวังว่ารัฐบาลชุดไหนจะมาทำให้คนไทย รับรองได้ว่าไม่มีแน่ๆ
แถมท้าย

หลังจากกลับมาค้นข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้ในอินเตอร์เน็ต

ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชื่อที่มาของโครงการว่า

ตอนที่ในหลวงเสด็จมาที่ที่ดินนี้ครั้งแรกๆ มีชาวบ้านเอาหัวมันมาถวาย

แต่ยังไงไม่รู้ ในหลวงทรงลืมเอาหัวมันกลับไปด้วย พอกลับมาที่ที่ดินนี้อีกที หัวมันนั้นก็เริ่มงอกขึ้นมาเป็นต้น

เมื่อถึงเวลา ก็พระราชทานชื่อโครงการนี้ว่า "โครงการชั่งหัวมัน"

ถ้าใครได้ติดตามผลงานของในหลวงมาตลอด ก็จะรู้ว่า ในหลวงท่านทรงมีเอกลักษณ์ในการตั้งชื่อแบบนี้ ชื่อไทย+จำง่าย+ มีอารมณ์ขัน

หลายคนต่างก็ตีความคำว่า ชั่งหัวมัน ไปต่างๆ นานา แต่การตีความไปได้ต่างๆ ก็เป็นเสน่ห์ที่ดีอีกอย่างหนึ่งของการตั้งชื่อ ดังนั้น แล้วแต่ใครจะไปคิดเป็นอะไรก็แล้วกัน

แต่ส่วนตัวของกระผม คิดว่าพระองค์ท่านน่าจะมีความสุขทีเดียวที่ได้ทำงานนี้ การได้เลี้ยวรถจากหัวหินมาแวะที่โครงการชั่งหัวมัน ถ้ามันสร้างความสุขให้พระองค์ท่านได้ สร้างความสุขให้กับชาวบ้านแถวนี้ได้ ผลผลิตทางการเกษตรก็ถือเป็นของแถมไปแล้ว

โครงการชั่งมัน ตั้งอยู่ที่ บ้านหนองคอกไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

ภาพข้างล่างคือ บ้านพักส่วนพระองค์ของในหลวง บ้านเลขที่ 1 เด่นเป็นสง่าภายในโครงการ
 
(http://img177.imageshack.us/img177/9779/att00003s.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 07 มกราคม 2553, 19:24:46
อุ๊ย,ภาพข้างบน
แปลงสัปปะรดนี่


หัวข้อ: "พ่อผู้พอเพียง"
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 มกราคม 2553, 20:09:43
ได้อ่านไปก็เป็น แพรว-รายปักษ์ (ฉบับย้อนหลัง)
ฉบับที่ 678 ปักษ์หลังประจำวันที่ 25 พ.ย. 50
คอลัมน์ "พ่อผู้พอเพียง"
เห็นว่าน่าประทับใจ และน่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
จึงขอนำมาแบ่งปันกัน ณ โอกาสนี้

.............................

 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา
เคยเล่าถึงความพอเพียงของพระองค์ท่านผ่านแพรวว่า

“เมื่อปี 2524 ผมได้รับการมอบหมายจากรัฐบาลให้ไปตามเสด็จฯถวายงานเป็นครั้งแรก

"ผมพยายามจ้องมองทุกสิ่งทุกอย่างถึงพระราชจริยวัตรต่างๆ

"เครื่องใช้ต่างๆของพระองค์ท่าน

“จนกระทั่งทรงรู้สึกพระองค์ว่าผมจ้องดูข้อพระหัตถ์ว่าทรงใช้นาฬิกาอะไร

"ก็ทรงยื่นให้ดูเลย ผมจึงจำแบบและรุ่นไว้

"แล้วไปดูที่ร้านขาย ปรากฏว่า 750 บาทเอง

“นี่คือพระเจ้าแผ่นดินไทยนะ

"ผมตกใจว่าทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

"สามารถมีของใช้สารพัด ราคาแพงแค่ไหนก็ได้ แต่ไม่ทรงใช้


“เวลาเสวย เครื่องเสวยก็เรียบง่าย ธรรมดา

"ไม่ทรงใส่พระราชหฤทัยว่าบนโต๊ะเสวยมีอะไรบ้าง

"ไม่เคยทรงปรุงหรือแต่งเติมอะไร

"ดูๆแล้วพระองค์ท่านทรงเหมือนพระ ละซึ่งอะไรต่างๆแล้ว

"เสวยของเรียบง่าย อาจมีบ้างที่มีรับสั่งว่า นั่นอร่อยนะ”


ตรงกับคำบอกเล่าของนายทหารท่านหนึ่ง
ที่เคยตามเสด็จฯพระองค์ท่านไปตามที่ทุรกันดารว่า

“สมัยที่พระองค์ท่านเสด็จฯพื้นที่กันดาร

"มีราษฎรคนหนึ่งนำถั่วฝักยาวมาถวาย

"พระองค์ท่านให้แม่ครัวเอาไปผัดน้ำมันกระเทียม แล้วก็เสวยจนหมด

“ต่อมารับสั่งให้ผัดอีก คราวนี้ทางห้องเครื่องใส่กุ้งใส่หมูมาด้วย .

"พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งว่า ไม่เอา แบบนี้เป็นอาหารของพระยา”




คุณสมภพ หลุยลาภประเสริฐ
เจ้าของร้านยูไลย ซอยศาลาแดง
ผู้ถวายงานตัดฉลองพระองค์สืบต่อมาตั้งแต่รุ่นพ่อเล่าว่า

“ตั้งแต่สมัยคุณพ่อ (ยูไลย หลุยลาภประเสริฐ) เป็นเจ้าของร้าน

"คุณชูพาศน์ ชูโต ซึ่งเป็นผู้ถวายงานดูแลด้านฉลองพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เป็นลูกค้าตัดเสื้อกับร้านเราอยู่ก่อน

“วันหนึ่งท่านพามิสเตอร์วัตสัน ช่างตัดฉลองพระองค์ชาวอังกฤษพร้อมชุดฉลองพระองค์มาให้คุณพ่อผมลองแก้ไข

“ปรากฎว่าพอมิสเตอร์วัตสันเห็นผลงานก็พอใจ
"นำความไปกราบบังคมทูลพระองค์ท่านว่า ช่างร้านยูไลยทำงานได้ละเอียด

“พระองค์ท่านทอดพระเนตรแล้วก็โปรดว่าคุณพ่อแก้ไขได้เรียบร้อยดี จึงทรงให้ทดลองตัดดู

"และจากนั้น (ปี 2500) ร้านเราก็ได้ตัดถวายมาตลอด ทั้งฉลองพระองค์ สูท ชุดทหาร ชุดบรรทม



“ฉลองพระองค์ชุดแรกที่ผมตัดถวายเป็นฉลองพระองค์สูทสีเข้ม

"เฉลี่ยแล้วฉลองพระองค์ชุดหนึ่งพระองค์ท่านทรงใช้อยู่ประมาณ 8 – 10 ปี

"เรียกว่าถ้าทรงแล้วยังดีอยู่ก็จะทรงหมุนเวียนกลับมาทรงเรื่อยๆ

“จะทรงยอมตัดใหม่เฉพาะในโอกาสพิเศษ
"หรือมีงานสำคัญต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเท่านั้น

“อย่างฉลองพระองค์ชุดบรรทม พอนานปีเข้ายางยืดที่บั้นพระองค์ยืด

"ก็ทรงให้เปลี่ยนยางยืดใหม่ เรียกว่าต้องชำรุดจริงๆถึงจะทรงเปลี่ยน

“หรือพระสนับเพลาบางองค์ก็เป็นรู

"เพราะเวลาทรงเล่นกับสุนัขทรงเลี้ยง เขาก็จะกัด

"ผมเห็นแล้วก็กราบทูลว่าอยากตัดถวายให้ใหม่

"พระองค์ท่านก็ทรงรับฟังเฉยๆ เสร็จแล้วก็ยังทรงใส่ตัวเดิมที่เป็นรูนั่นละ


“ตั้งแต่ถวายการรับใช้มา พระวรกายเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

"มีระยะหลังที่พระวรกายสมบูรณ์ขึ้น

"ก็โปรดเกล้าฯให้ผมนำฉลองพระองค์ชุดเก่าไปขยายให้พอดี แล้วทรงนำไปใช้ต่อ

“เพราะฉะนั้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านจึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผมเลย

"พระองค์ทรงปฏิบัติมานานก่อนที่จะพระราชทานแนวพระราชดำริให้คนไทยได้รู้กันด้วยซ้ำ

“ทั้งๆที่พระองค์ท่านไม่จำเป็นต้องทรงทำแบบนี้ก็ได้

"ถ้าจะทรงใช้ฉลองพระองค์แบรนด์ดังๆก็ทรงทำได้

"แต่พระองค์ท่านก็ยังทรงประหยัด มัธยัสถ์

“ทำให้ผมคิดว่า ขนาดพระองค์ท่านซึ่งยังเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินยั้งทรงปฏิบัติพระองค์แบบนี้

"เราในฐานะพสกนิกรก็ควรเดินตามรอยท่าน

"อะไรที่ไม่จำเป็น อะไรที่เกินตัวก็ไม่ควรทำ”




ด้านคุณศรไกร แน่นสีนิล หรือ “ช่างไก่”
เจ้าของร้าน ก.เปรมศิลป์ ย่านสี่แยกพิชัย
ก็เล่าถึงงานซ่อมฉลองพระบาทถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า

“ปี 2545 เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังท่านหนึ่งได้ถือพานใส่ร้องเท้าเดินเข้ามาในร้าน

"ก่อนยื่นให้ผมแล้วค่อยก้มลงกราบพาน ผมก็ตกใจ ถามว่าเอาอะไรมาให้

“เขาบอกว่าเป็นฉลองพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่โปรดมาก แต่เก่าแล้ว ไม่รู้จะเอาไปซ่อมที่ไหน

“โอ้โห...ผมขนลุกซู่ ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกอย่างไร ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมีโอกาสดีๆแบบนี้

"เพราะร้านดังๆมีเยอะแยะ แต่กลายเป็นเราที่ได้รับโอกาสสำคัญทำงานนี้


“จำได้ว่าบนพานนั้นเป็นฉลองพระบาทหนังสีดำ

"สภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานมาหลายสิบปี หนังข้างนอกหลุดลุ่ย

"ส่วนภายในก็ผุกร่อนหลุดลอกหลายแห่ง ถ้าเป็นคนทั่วไปคงทิ้งไปแล้ว

"แต่พระองค์ท่านกลับให้เจ้าหน้าที่นำมาซ่อมเพื่อใช้งานต่อ


“ผมใช้เวลาซ่อมเกือบเดือน ทั้งที่จริงแล้วทำไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ

"แต่เพราะอยากให้อยู่บ้านเรานานๆ (หัวเราะ)


“ที่ประทับใจสุดคือ

"ตอนที่เลาะพื้นด้านในออกมาแล้วเห็นรอยพระบาท ตื่นเต้นมาก

“เคยเห็นภาพข่าวพระราชกรณียกิจในทีวีมีคนไปรับเสด็จฯแล้วเอาผ้าเช็ดหน้าปูให้ทรงเหยียบ

"แต่นี่เราเห็นรอยพระบาทปรากฏชัด จะทิ้งได้อย่างไร

“ผมก็เลยเอาใส่กรอบแล้วตั้งเอาไว้บนหิ้งสูงสุด ตกแต่งอย่างดี มีพานและผ้าคลุมพานสีเหลือง

“ลูกค้าเห็นเข้าก็ถามว่าอะไร

"พอรู้ว่าเป็นฉลองพระบาทของพระองค์ท่าน ก็ขออนุญาตเอามาเทินหัวกันใหญ่


“หลังจากนั้นผมมีโอกาสซ่อมฉลองพระบาทให้พระองค์ท่านอีก 4 คู่

“คู่แรกเป็นฉลองพระบาทลำลองซ้ายที่ถูกคุณทองแดงกัดขาด ผมก็ปะตรงรอยที่ขาด

“คู่ที่สองเป็นฉลองพระบาทแคชชูส์ผูกเชือกสีดำ ส่งมาแปะแผ่นกันลื่น

“คู่ที่สามเป็นฉลองพระบาทบู๊ต ส่งมาเปลี่ยนยางยืดด้านข้างและจัดทรงใหม่

“และคู่ที่สี่เป็นฉลองพระบาทบู๊ตสั้น ส่งมาเปลี่ยนพื้นด้านล่างทั้งสองข้าง


“ฉลองพระบาทของพระองค์ท่านเป็นตัวอย่างหนึ่งของความพอเพียงที่พสกนิกรของพระองค์ควรดำเนินรอยตาม

“สารภาพก็ได้ว่า ก่อนหน้านี้ผมเองก็เคยอยากมีอยากได้ อยากรวย

"แต่ตอนนี้ใจเบาขึ้นเยอะ เพราะรู้จักพอ ไม่ปรารถนามากกว่านี้

“ถึงปัจจุบันร้านจะมีชื่อเสียง ผู้คนรู้จัก แต่ผมก็ไม่คิดจะขยายให้ใหญ่โต เปิดสาขา เพราะมีเท่านี้ก็พอแล้ว

“เงินมีไม่มาก แต่มีความสุข เพราะผมมีสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตอยู่ในบ้าน

"นั่นคือรอยพระบาทของพระองค์ท่าน ซึ่งผมถือว่าสูงสุดในชีวิตเราแล้ว”

 

 

 

อ่านแล้วแอบคิดถึงตัวเอง “ เราทำอะไรอยู่  ดิ้นรนกันเสียมากมาย ”


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 11 มกราคม 2553, 04:13:29
อ่านเกือบจบแล้วคะ
อีกนิด


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 มกราคม 2553, 04:32:13
(http://img340.imageshack.us/img340/6978/image0071t.gif)
มหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่ง
สุดแสนจะภูมิใจที่ลูกชาย
วัยห้าขวบของเขากำลังจะได้
เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง
ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น

โดยส่วนตัวของเขาเอง
ก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก
ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน
ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียวไป
ท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ
แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่อง
”ความยากจน”
เพราะเขามีความเชื่อว่า
ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง
และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน

เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมา
มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่า
ลูกชายได้อะไรบ้างจากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดา ว่า
เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนา
และพักแรมที่นั่น
ซึ่งทำ ให้เขาได้พบว่า....
ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง
แต่ก็ยังน้อยกว่าห้องทำงานของชาวนา

อาหารที่ชาวนารับประทานสามารถหาได้ตลอดเวลา
รอบๆบริเวณบ้านโดย ไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้น ที่เป็นที่เก็บอาหาร
เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อน
คุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหาร
กับโต๊ะอาหารที่ยาวเกือบสิบเมตร
และ มีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน

ลูกชาวนา ที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา
ต้องกอดเอวพ่อให้แน่น
เพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน

แต่เขาเอง ต้องนั่งในรถที่ใหญ่โต
อยู่ข้างหลังเพียงลำพังโดยมีคนขับรถพาไปทุกที่

ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟ
ส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน
แต่เขา ก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน
......... ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีดหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย

เขาขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้เขารู้คำตอบว่า.....
จริงๆ แล้ว.......เรายากจนกว่าชาวนามาก


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 11 มกราคม 2553, 04:50:41
งั้นมาแลกที่กันคะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 11 มกราคม 2553, 20:52:39
ขอบใจจ่ะป๋าทูนำเรื่องดีๆมีคุณค่่าน่านำเสนอให้พี่น้องผองเพื่อนจ่ะเอาอีกเอาอีกนะจ๊ะท่่านป๋าทู


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khwan24 ที่ 11 มกราคม 2553, 23:06:49
ท่านทู เราเพิ่งเข้ามาดูครั้งแรกมีเรื่องดีดี มีสาระ ตัวหนังสือใหญ่ๆน่าอ่านดีกว่าตัวเล็กนะ ขอบคุณหลายๆๆแล้วจะแวะมาใหม่นะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: jum2524 ที่ 12 มกราคม 2553, 13:22:10
อ้างถึง
ข้อความของ khwan24 เมื่อ 11 มกราคม 2553, 23:06:49
ท่านทู เราเพิ่งเข้ามาดูครั้งแรกมีเรื่องดีดี มีสาระ ตัวหนังสือใหญ่ๆน่าอ่านดีกว่าตัวเล็กนะ ขอบคุณหลายๆๆแล้วจะแวะมาใหม่นะ

ทั่นทูเค้าเข้าใจวัยหยั่งเราๆจ้ะขวัญ... emo4:))



หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 12 มกราคม 2553, 15:54:09
กัลยาณมิตร

แนวคิดนี้น่าอ่านมากจริงๆ  อ่านแล้วขบให้แตกนะจ๊ะ

แนวคิดดีๆแด่เพื่อนพ้องน้องพี่ทุกๆคนๆๆๆๆๆ บันทึกช่วยจำของ“เหลียงจี้จาง”
“เหลียงจี้จาง”เป็นพิธีกรดังของ TVB ในฮ่องกงและเป็นนักเขียนด้วย
บันทึกช่วยจำที่เขาเขียนให้ลูกได้รับการเผยแพร่เป็นวงกว้างเมื่อไม่นานมานี้
นอกจากแสดงถึงความห่วงหาอาทรที่พ่อมีต่อลูกเฉกเช่นคุณพ่อทั่วๆไป
มุมมองของเขาบางเรื่อง(ในแบบสังคมฮ่องกง)แม้บางคนจะเคยประสบมาบ้างเหมือนกัน
อ่านแล้วก็ยังอดอึ้งไม่ได้  เลยถ่ายทอดสู่กันฟัง...



ลูกรัก..

ที่พ่อเขียนบันทึกช่วยจำฉบ ับนี้ให้ลูก มีเหตุผลอยู่ 3 ประการ คือ
1. สรรพสิ่งล้วนอนิจัง จะมีชิวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใดไม่มีใครบอกได้
พ่อจึงคิดว่า  บางเรื่องพ่อน่าจะสั่งเสียไว้แต่เนิ่นๆ ย่อมจะดีกว่า
2. เพราะพ่อเป็นพ่อของลูก ถ้าพ่อไม่บอกลูก
ไม่มีใครหรอกที่เขาจะบอกลูกแบบที่พ่อบอก

3. สิ่งที่พ่อบันทึกไว้นี้
ล้วนเป็นประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดที่พ่อได้เรียนรู้มา
มันจะทำให้ลูกไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้มันอีก


ในชีวิตของลูก ขอให้จำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้ให้ดี


1. คนที่ไม่ดีต่อเรา ไม่ต้องไปใส่ใจนัก
ในชีวิตคนเรา ไม่มีใครมีหน้าที่ที่จะต้องมาดีต่อเรา ยกเว้นพ่อกับแม่ของลูก  สำหรับคนที่ดีกับลูก นอกจากลูกต้องหวงแหนและขอบคุณเขาแล้วยังต้องคอยระวังตัวไว้ด้วย เพราะคนเราทุกคน  ทำอะไรย่อมมีจุดประสงค์ เขาทำดีกับลูก ใช่ว่าเขาจะทำเพราะชอบลูกเสมอไป ลูกต้องตระหนักจุดนี้ให้ดี  อย่าเพิ่งรับเขาเป็นเพื่อนเร็วเกินไป

2.ไม่มีคนที่ทดแทนกันไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดที่ต้องมีให้ได้
  ถ้าเข้าใจจุดนี้หากวันใดคนข้างกายของลูกไม่ต้องการลูกอีกต่อไป  หรือวันใดที่ลูกต้องเสียสิ่งที่รักที่สุดไป ลูกจะได้เข้าใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย

3. ชีวิตนี้แสนสั้น  หากลูกยังใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นคุณค่า
พรุ่งนี้ลูกจะพบว่าชีวิตจะหลุดลอยไปไกลยิ่งขึ้น  ดังนั้นยิ่งรู้จักถนอมชีวิตเร็วเท่าใด  เวลาที่ลูกจะได้รับความสุขจากชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นหาความสุขเสียแต่วันนี้  ดีกว่านั่งหวังให้มีอายุยืนนาน

4. ในโลกนี้ไม่มีเรื่องรักนิรันด์กาล
ความรักเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ  โดยความรู้สึกนี้ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและอารมณ์  หากสิ่งที่ลูกรักมากที่สุดจากลูกไป ขอให้รอคอยอย่างอดทน  ให้เวลาช่วยชะล้าง  ให้จิตใจค่อยๆตกตะกอน แล้วความทุกข์ของลูกจะค่อยๆจางหายไป..  อย่าวาดหวังความรักให้สวยเกินไป และอย่าซ้ำเติมการอกหักให้ทุกข์เกินเหตุ

5.แม้ว่าคนหลายคนที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ไม่ได้เรียนมาสูง แต่ไม่ได้หมายความว่า หากไม่ขยันเรียน แล้วจะได้ดี
ความรู้คืออาวุธ คนเราอาจสู้แล้วรวย แต่ไม่มีทางรวยได้ หากปราศจากอาวุธสู้.. จำไว้

6.พ่อจะไม่ขอให้ลูกเลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของพ่อ  เพราะพ่อก็จะไม่เลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของลูกเช่นกัน
เมื่อลูกโตพอจนเป็นอิสระได้แล้ว พ่อก็หมดหน้าที่แล้วเช่นกัน หลังจากนั้นไป  ลูกจะนั่งรถเมล์หรือจะนั่งรถเบ๊นซ์  จะกินหูฉลามหรือจะกินบะหมี่ยำๆ
ลูกต้องเลือกเอง

7. ต้องทำดีต่อผู้อื่นแต่อย่าหวังว่าผู้อื่นต้องทำดีต่อเรา
เราปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร มิได้หมายความว่าผู้อื่นก็จะปฏิบัติตอบต่อเราในแบบเดียวกัน..
ลูกต้องเข้าใจในข้อนี้ จะได้ไม่หาทุกข์ใส่ตัวโดยไม่จำเป็น

8.พ่อซื้อล๊อตเตอรี่มาตลอดชีวิต ยังยากจนเหมือนเดิม
แม้แต่รางวัลเลขท้ายยังไม่เคยถูกเลย นี่เป็นบทพิสูจน์ว่า  คนเราจะเจริญก้าวหน้าได้ ต้องขยันขันแข็งอย่างเดียวเท่านั้น
ในโลกนี้ไม่มีมื้อเที่ยงที่ไม่ต้องเสียตังค์ (No free lunch)

9. ญาติ มิตร หรือสหาย ล้วนเป็นกันชาตินี้ชาติเดียว
ฉะนั้นจงหวนแหนโอกาสที่ได้อยู่ด้วยกันและแสนมีค่านี้ เพราะในชาติหน้า  ไม่ว่าท่านจะรักใครหรือชังใคร ท่านก็จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก (หมายเหตุ
ถึงพบกันก็ไม่รู้)

ถึงแม้นไม่เห็นด้วยแต่อยากให้ช่วยกันคิด


หัวข้อ: "หนูดี" เจ้าของความสุข 360 องศา
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 12 มกราคม 2553, 16:17:12
"หนูดี" เจ้าของความสุข 360 องศา
 
                 โด่งดังข้ามปีในฐานะ เจ้าของสโลแกนคุ้นหู “อัจฉริยะสร้างได้” สำหรับสาวเก่ง “หนูดี” วนิษา เรซ ที่นอกจากบุคลิกหน้าตาที่ชวนมองแล้ว เชื่อว่าหากใครได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเธอแล้ว คงต้องหลงใหลในเสน่ห์ของสาวผมยาว ตากลมคนนี้แน่ คอนเฟิร์ม!!!
               และ เพื่อลบภาพเด็กเนิร์สของอัจฉริยภาพของโลก อย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ชายแก่ภายใต้แว่นตาหนาเตอะ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ว่าแท้จริงแล้ว คนที่จะเป็นอัจฉริยะอาจจะเป็นคนหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนคนทั่วไปก็ได้ เราจึงไม่พลาดมาหาคำจากสาวเก่งผู้นี้ พร้อมตอกย้ำแนวคิดอัจฉริยะสร้างได้ของสาวอัจฉริยะ ที่บอกว่าสร้างได้ง่ายๆ เพียงแค่รู้จักหาวิธีในการดูแลและพัฒนาตัวเองอย่างถูกต้อง
                 มาดูกันสิ ว่าสาวเก่งในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดคนแรก ของไทยจะมีไลฟ์สไตล์ และวิธีการดำเนินชีวิตให้มีความสุขกับชีวิตได้ในทุกๆ วัน โดยเฉพาะในสังคมที่เต็มไปด้วยความเครียดแบบนี้
                วันนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" นัดพบกับสาวเก่งที่โรงเรียนวนิษาของเธอ หนูดีปรากฏตัวในชุดสีส้ม สีสันบาดตา ขับกับผมยาวดำสลวยของเธอ ทำให้ในวันนี้หนูดีดูสวยมีเสน่ห์ สะท้อนออร่าออกมาเป็นประกายไม่แพ้มุมมองและทัศนะของเธอ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่รอช้าที่จะไขความลับความดูดีแบบสมบูรณ์ของหนูดี

 
ดูแลตัวเองแบบ 3 มิติ
                  หนูดีมองว่า เราต้องดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ไปควบคู่กัน เพราะร่างกาย เป็นที่อยู่ของจิตใจ ถ้าร่างกายอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อม ก็ยากที่จะทำให้มีจิตใจที่ดี ขณะที่ต่อให้ร่างกายพร้อมแค่ไหน แต่จิตใจเราไม่โอเค ก็ไม่มีประโยชน์ การดูแลจิตใจในที่นี่ คือ การไม่พูดอะไรให้ใครเสียใจ ไม่ทำอะไรให้ตัวเองรู้สึกแย่ ส่วนอีกมิติหนึ่งที่สูงขึ้นไป คือ จิตวิญญาณ มันเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งที่เราสามารถเข้าไปเยือนมันได้เรื่อยๆ แต่การที่เราจะไปเยือนโลกตรงนั้น มันต้องมีคนที่ชี้เส้นทางให้เราเข้าไป เพราะบางครั้งให้เราเดินเองเราไม่รู้จะเดินเข้าไปยังไง เช่น บางทีเวลาที่เราโกรธมากๆ เราไม่รู้จะระงับความโกรธยังไง ถ้าผิดหวังมากๆจะจัดการยังไง ทุกข์ใจ เศร้าใจ คืออันนี้เป็นความรู้สึกของมนุษย์อย่างเรา แต่จะไปนั่งเรียนในห้องเรียนจิตวิทยาบางทีมันบอกได้ไม่หมด แต่พอเข้ามาในโซนของศาสนา หรือการปฏิบัติธรรม มันเหมือนสิ่งที่ทุกคนที่เข้ามาต้องทำเป็นหน้าที่ มันก็เหมือนไปได้ทุกมิติแล้ว พอมิติหนึ่งล่ม เช่น ร่างกายป่วย ก็มีมิติจิตใจมาช่วย ซึ่งหนูดีรู้สึกว่ามันดีมาก แต่เราไม่จำเป็นต้องแบ่งเวลาว่าตอนนี้ต้องทำมิตินี้ ทำอันนี้ แต่พอมีเวลาว่างทำอันไหนได้ก็ทำ ออกกำลังกายช่วงนี้ได้ออก หรือถ้ามีเวลาไปปฏิบัติธรรมก็ไป
สร้างอัจฉริยะด้วย 2 มือ
                    หนูดีแบ่งวิธีในการพัฒนาสมองของคนเราเป็น 2 ส่วน คือ การกินอาหารดี ไม่ได้หมายถึงอาหารเสริม เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราฉลาดหรืออัจฉริยะ เพียงแต่ช่วยให้โครงสร้างทางร่างกายและโครงสร้างทางเคมีในสมองพร้อมที่จะ เรียนรู้เท่านั้นเอง
 
                    บางคนบอกว่าความฉลาดคือการต้องเรียนรู้หรือฝึกฝนบ่อย หนูดียอมรับว่ามีส่วน แต่นั่นเป็นเพียงความฉลาดในเชิงทักษะ เช่น การจะทำงานหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ มันต้องมีเป้าหมาย และทักษะที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น แต่ปัญหาคือ บางคนเป็นแต่ตั้งเป้าหมาย แต่ไม่มีทักษะ เช่น เด็กสมัยนี้อยากเป็นดาราดัง อันนั้นคือเป้าหมายที่ชัดเจน แต่ทักษะที่จะไปถึงตรงนั้นล่ะ คนเป็นดาราต้องทำอะไร ต้องร้องเพลงได้ไหม ต้องกล้าอยู่ต่อหน้าที่ชุมชนไหม ต้องมีทักษะการแสดงไหม  นั่นคือเรื่องที่ต้องไปฝึก ซึ่งส่วนนั้นแหละคือทักษะที่ต้องไปฝึกฝนบ่อยๆ แต่ว่าในการที่จะไปฝึก ก็ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อม เช่น สมองพร้อมไหม สมองต้องไม่อยู่ในภาวะขาดน้ำ ขาดอาหาร ร่างกายพร้อมไหม ไม่อยู่ในสภาพเจ็บป่วย คือทั้งหมดเป็นองค์ประกอบเอื้อกัน

อย่ามองอนาคตตัวเองเกิน 5 ปี
                  หนูดีมองว่า เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องเริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนก่อน แต่หนูดีไม่เห็นด้วยว่าเมื่อคนเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ต้องพยายามทำให้ได้ในทุกกรณี เพราะคนเราตั้งเป้าหมายอย่างหนึ่งด้วยความคิดอย่างหนึ่ง ด้วยวัยๆ หนึ่ง ที่สำคัญเป้าหมายใหญ่ๆ มักเกิดในอดีต ซึ่งถ้าอดีตมันทำให้เราไม่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามาในปัจจุบันได้ ก็เหมือนเราทิ้งโอกาสไป สำหรับหนูดีมองว่า การตั้งเป้าหมายดีก็จริง แต่เราต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนได้เสมอ ถ้ามีอะไรที่ดีกว่า ดร.การด์เนอร์ อาจารย์ของหนูดีเคยบอกว่า บอกว่าคนเราไม่ควรรู้อนาคตอีก 5 ปี เพราะถ้าเราวางแผนอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้า เท่ากับเรากำลังปฏิเสธโอกาสดีๆ ในอนาคตทั้งหมด เพราะไม่มีวันที่เราจะรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกบ้าง แต่ถ้าเราเป็นคนคิดเก่ง เราจะพัฒนาตัวเองทุกปี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ในปีนี้ อีก 3 ปีข้างหน้ามันอาจจะไม่ใช่ เราอาจจะเป็นคนที่เก่งมากขึ้น เมื่อเราเก่งมากขึ้น ประตูมันเปิดอีกเยอะ เหมือนวันที่หนูดีเดินเข้าไปเรียน ป.โท หรือวันที่เรียนจบ โอกาสมันต่างกันเยอะเลย เพราะปริญญาดีๆ ใบหนึ่งมันเปิดประตูให้เราได้อีกตั้งหลายบาน ทั้งที่ก่อนหน้าเราได้ปริญญามาเราไม่สามารถเดินเข้าไปบริษัทดีๆในอเมริกา หรือทั่วโลกได้

โอกาสที่เข้ามาเหมือนน้ำที่ทะลักเข้าเขื่อน
                  โดยส่วนตัวหนูดีเป็นคนเลือกมาก เราผ่านช่วงชีวิตหนึ่งที่มีหลายคนเสนอโอกาสมาให้ วันหนึ่งอาจมีเป็นสิบๆ แต่คนที่เสนอโอกาสเข้ามาให้หนูดี ไม่มีใครที่รู้จักตัวหนูดีมากกว่าตัวหนูดีเอง เพราะฉะนั้นมันไม่ผิดที่เขาเสนออะไรที่ไม่เหมาะกับตัวหนูดี เพราะหนูดีต้องเป็นคนตัดสินใจว่าจะเลือกอะไร ไม่เลือกอะไร เหมือนกับน้ำที่ทะลักเข้ามาเขื่อนของเรา เราต้องเลือกที่จะตักเองว่าอันไหนเป็นน้ำดีเป็นน้ำเสีย แต่ทั้งนี้เวลาตักก็ตักแบบพอประมาณ ตามศักยภาพของตัวเรา ไม่ใช่หนูดีเงยหน้ามาอีกที แม่บอกว่าไม่ได้เห็นหน้าเรา น้องเรามีปัญหา หรือเพื่อนบอกเราไม่มีเวลาเลย แบบนั้นก็ไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้มีผลต่อมิติทางจิตใจ ถ้าไม่มีคนเหล่านี้ สภาพจิตใจของหนูดีก็ไม่อยู่ในสภาพที่ปกติ
                  โดยส่วนตัวหนูดีไม่เห็นด้วยกับการคว้าทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เห็นด้วยว่าเราควรดูและพิจารณาทุกโอกาสอย่างใกล้ชิด แม่หนูดีเคยพูดว่าก่อนจะปฏิเสธอะไร ต้องดูว่าเรากำลังปฏิเสธอะไรอยู่ ไม่ใช่แค่ดูว่าไม่น่าจะเข้ากับเรา แล้วก็ปฏิเสธไปเลย
พอใจและประสบความสำเร็จในทุกๆ วัน   ประสบความสำเร็จเรื่อยๆ เพราะบางคนบอกว่าต้องตั้งเป้าใหญ่ โดยไม่มองความสำเร็จระหว่างทาง แต่สำหรับหนูดีจะมีเป้าเล็กๆในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละไตรมาส เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าหนูดีสามารถประสบความสำเร็จทุกวัน แต่ละวันมีเป้าหมายต่างกัน ขึ้นอยู่กับงานในวันนั้นๆ
                  ทุกวันนี้หนูดีพอใจ กับชีวิตมาก บางคนอาจคิดว่าเหมือนเราไม่ทะเยอทะยาน แต่หนูดีมองว่าเป็นคนละเรื่อง คือ แม้จะพอใจ แต่ก็ยังมีแรงผลักดันในตัวเอง ที่อยากพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ ชีวิตคนเรามันจะไม่มีความสุขขนาดไหน ถ้าเราไม่พอใจในชีวิตตัวเอง ยกตัวอย่าง คนที่มองตัวเองในกระจกแล้วไม่ชอบตัวเอง ไม่ชอบหน้าตัวเอง ไม่ชอบสิ่งที่เห็นอะไรในตัวเองก็แล้วแต่ มันจะเป็นชีวิตที่มีความสุขไม่ได้ เพราะเราไม่ยอมรับ หรือไม่ชอบในสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ เช่นเดียวกับที่เราไม่พอใจในชีวิต ตรงนู้นไม่พอใจ ตรงนี้ไม่พอใจ มันจะเป็นชีวิตที่มีความขัดแย้งอยู่สูงมาก แล้วทำให้เราต้องลุกขึ้นทำนู่นทำนี่เยอะมาก เพราะหนูดีคิดว่าการที่คนเราจะมีความสุข มันต้องเป็นความสามารถที่จะอยู่นิ่งกับตัวเองได้ แล้วบอกตัวเองว่าเราชอบตัวเรา และถ้าไม่มีอันนี้ต่อให้ทำอะไรทั้งโลก ก็ไม่สามารถมีความสุขอย่างแท้จริงได้ เพราะเป็นการวิ่งหนีตัวเอง
 

ขอบคุณทุกความล้มเหลว
                  หนูดีเจอเรื่องที่ล้มเหลวมาเยอะ ซึ่งหนูดีเลือกที่จะยอมรับและขอบคุณมัน แต่ที่พูดนี้ไม่ได้ทำกันง่ายๆนะ (หัวเราะ) อย่างตอนแรกๆ ที่เจอ ด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนเราตกลงไปในหลุมมืด ก็ร้องไห้ เสียใจ แต่พอโตขึ้น เจอปัญหามากขึ้น เราก็เริ่มหาที่ยึดเหนี่ยว หาไอดอลที่เขาเคยล้มเหลวมามากกว่าเรา มาเปรียบเทียบกับว่าเรื่องที่เราเจอมันเล็กมาก เหมือนเป็นการหาจิตวิทยาเชิงบวกมาปลอบใจตัวเอง ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น จนเดี๋ยวนี้ กลายเป็นเรื่องง่ายที่เราจะบอกกับคนใกล้ตัวว่าเราล้มเหลวเรื่องนี้นะ ใจเรามันตกหลุมเหมือนแต่ก่อน แม้ภายนอกจะล้มเหลวแต่ใจเรายังเป็นอิสระ

เคล็ดลับความสำเร็จ
               ก่อนนอนทุกวัน หนูดีจะวาดภาพวันพรุ่งนี้ไว้ในหัวก่อน ว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไร ทำแบบไหน ด้วยอารมณ์ไหน จะใส่ชุดไหน เตรียมงานไว้ประมาณไหน ที่สำคัญต้องจินตนาการไว้แบบประสบความสำเร็จด้วยนะ แล้วหนูดีเชื่อว่าวันนั้นของหนูดีจะจบลงแบบมีความสุข
                หนูดีคิดว่าคน เราควรอยากตื่นขึ้นมาเจอกับทุกวัน อย่างตัวหนูดีเลือกทำในงานที่เราทำแล้วมีความสุข หนูดีคิดว่าการที่เราได้เห็นชีวิตตัวเองล่วงหน้า 3 เดือน หรืออย่างน้อย 1 วัน มันเหมือนเราได้มีชีวิต 2 ครั้ง ซึ่งหลักการนี้มีงานวิจัยรองรับเยอะมาก ส่วนใหญ่หนูดีจะใช้เวลาช่วงก่อนนอนในการจินตภาพเหตุการณ์ เพราะเป็นเวลาที่หนูดีคิดว่าวิเศษมาก เป็นเวลาที่เรารู้สึกเป็นส่วนตัวมาก และเป็นของเราอย่างแท้จริง

จบบทสนทนาของเราในวันนี้ นึกสงสัยก่อนจากโรงเรียนวนิษาว่า สงสัยอัจฉริยะจะสร้างได้จริงๆอย่างที่เธอบอก แต่ความเป็นอัจฉริยะของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แล้วแต่ใครจะเลือกตีความอย่างไร...


หัวข้อ: ถังน้ำสองใบ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 12 มกราคม 2553, 22:40:40

              ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร  ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก  ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง  แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล  จากลำธารกลับสู่บ้าน  จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม ที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจ ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง
              ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึกอับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง  มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา หลังจากเวลา 2 ปีที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น   วันหนึ่งที่ข้างลำธารมันได้พูดกับคนตักน้ำว่า       "ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน"
คนตักน้ำตอบว่า "เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่ ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า และทุกวันที่เราเดินกลับ...เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ  เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว...เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้"

       คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้  สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็นและมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง

                มองโลกหลาย ๆ ด้าน เพราะคนเราไม่ได้มีแต่ข้อเสียเท่านั้น


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 12 มกราคม 2553, 23:02:19
 ป๋าทูจ๋าาาาาเอาอีก เอาอีกจ่ะ emo4:)) emo4:)) emo4:))


หัวข้อ: ตั้งเรือนจำทันสมัยเป็นแห่งแรกของโลก เฉพาะผู้แปลงเพศ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 17 มกราคม 2553, 02:37:10
ตั้งเรือนจำทันสมัยเป็นแห่งแรกของโลก เฉพาะผู้แปลงเพศ
 

รัฐบาลเมืองมักกะโรนีเปิดเรือนจำ เฉพาะนักโทษซึ่งเป็นผู้แปลงเพศแห่งแรกของโลก เริ่มด้วยนักโทษทั้งเรือนจำรุ่นแรกเพียง 2 คน แต่มีเจ้าหน้าที่ถึง 22 คน

ปัจจุบัน อิตาลีมีนักโทษที่เป็นผู้แปลงเพศด้วยกัน 60 คน โดยแยกย้ายฝากขังเอาไว้ตามเรือนจำสตรีต่างๆ เป็นที่คาดว่านักโทษส่วนใหญ่ของเรือนจำแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ที่เมืองปอซซาเล ใกล้กับเมืองฟลอเรนซ์ จะเป็นนักโทษในคดียาเสพติดและโสเภณี

ตาม รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์รายวันอิตาลีฉบับหนึ่ง เผยว่า เรือนจำสามารถควบคุมนักโทษ 30 คน มีห้องสมุด ศูนย์พักผ่อนหย่อนใจ สนามฟุตบอล และแปลงเพาะปลูก เพื่อผลิตน้ำมันมะกอกและทำไวน์ด้วย นักโทษแต่ละคนมีห้องเฉพาะของตัว และมีแผนการฝึกอบรมเฉพาะตนด้วย.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 17 มกราคม 2553, 14:09:33
อยากไปเป็นนักโทษที่นี่จัง!!!!!! emo20:)):) emo20:)):)


หัวข้อ: ป้องกันเด็กสายตาสั้นได้หากให้โดนแดดวันละสัก 2 ชม.
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 18 มกราคม 2553, 17:37:54
ป้องกันเด็กสายตาสั้นได้หากให้โดนแดดวันละสัก 2 ชม.

สภาวิจัยเมืองจิงโจ้แสดงความแปลกใจที่เด็กๆของชาติเอเชียตะวันออกพากันสายตา สั้นกันมาก ศึกษาวิจัยพบเหตุส่อว่า อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยได้ตากแดด แนะให้ควรจะออกมาโดนแดดกลางแจ้ง นานวันละไม่น้อยกว่า 2 ชม.

ศาสตราจารย์ เอียน มอร์แกน แห่งสภาวิจัยออสเตรเลีย กล่าวว่า ได้ศึกษาพบหากเด็กได้มีโอกาสถูกแสงสว่างไสวทุกวัน  วันละสัก  2-3  ชม.  จะช่วยควบคุมการเติบโตของตา ป้องกันการเกิดสายตาสั้นได้อย่างน่าทึ่ง

อาจารย์ เอียนเล่าว่า ปัญหาสายตาสั้นมักเป็นกับผู้ที่เล่าเรียนสูง และก็พบว่าเด็กๆตามชาติเอเชียตะวันออก เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และจีน พากันเป็นกันมาก ยิ่งคนสิงคโปร์ เมื่อออกจากโรงเรียน ล้วนแต่ต้องใส่แว่นกันมากถึงร้อยละ 90 แม้แต่เด็กอายุแค่ 6-7 ขวบ ก็ใส่แว่นกันถึงร้อยละ 30 แล้ว "เทียบกับเด็กออสเตรเลีย ที่เป็นกันอยู่เพียงร้อยละ 20 ซึ่งเรารู้สึกแปลกใจมาก" เขากล่าวต่อไปว่า "ได้พบว่าเด็กสิงคโปร์มีโอกาสได้ออกมาเจอแดดข้างนอกน้อย เฉลี่ยแค่วันละ 30 นาทีเท่านั้น เทียบกับเด็กออสเตรเลีย ซึ่งออกมาอยู่กลางแจ้งวันละ 2 ชม."

เขาสรุปว่า "อาจจะเทียบได้ว่าการศึกษาเล่าเรียนทำให้สายตาสั้น แต่การออกมาอยู่กลางแจ้งอาจจะเป็นเครื่องช่วยชะลอเอาไว้ได้".

 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 มกราคม 2553, 14:21:03
บทความนี้ให้ใช้ปัญญาในการอ่าน
'สมิทธ-โสรัจจะ'ฟันธง กลางปีเกิดสึนามิ โดนไทยเต็มๆ
 

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช  -  โสรัจจะ นวลอยู่

อดีต ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กับ โหรชื่อดังฉายา "นอสตราดามุสเมืองไทย" ทำนายตรงกัน กลางปีนี้ประเทศไทยเจอสึนามิถล่มหนักแน่ๆ...

หลังจากเป็นที่ฮือฮากับรายงานข่าวจากต่างประเทศ เมื่อคณะผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาจากประเทศไอร์แลนด์เหนือ นำโดย ศาสตราจารย์จอห์น แมคคลอสคีย์ สถาบันวิจัยนิเวศวิทยาแห่งมหาวิยาลัยอัลส์เตอร์ ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการที่ขึ้นชื่อว่าทำนายเหตุการณ์สึนามิได้แม่นยำมากที่ สุด ได้ส่งจดหมายเตือนภัยว่าอาจจะเกิดคลื่นยักษ์ที่เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวถล่ม ชายฝั่งเกาะสุมาตราในอนาคตอันใกล้

คำเตือนที่ว่านั้นยิ่งสร้างความ สะพรึงกลัวให้กับคนไทย เมื่อมันมาตรงกับคำทำนายของนักวิชาการและโหราศาสตร์ชื่อดังก่อนหน้านี้ ที่ว่าสึนามิจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ที่สำคัญประเทศไทยจะได้รับความเสียหายมากมายกว่าสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547

ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์สอบถามไปยัง ดร.สมิทธ ธรรมสโรช อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ผู้ที่เคยทำนายว่าประเทศไทยจะเกิดสึนามิครั้งใหญ่อีกครั้งในอนาคตอันใกล้ โดยเขาเห็นด้วยกับคำเตือนของศาสตราจารย์สถาบันวิจัยนิเวศวิทยาแห่งมหาวิยา ลัยอัลส์เตอร์ ไอร์แลนด์เหนือ และว่าถ้าเกิดสึนามิครั้งนี้ ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบผู้คนจะล้มหายตายจากมากมายกว่าครั้งที่แล้วมาก

"ปี ที่แล้วผมมีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมกับนักวิจัยญี่ปุ่น ซึ่งเขาก็พูดถึงเรื่องของศาสตราจารย์จอห์น แมคคลอสคีย์ ออกมาบอกว่าอีกไม่นานจะเกิดสึนามิอีกครั้ง ในส่วนประเทศไทย จะได้รับผลกระทบมากๆ เพราะว่ารอยเลื่อนแผ่นดินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 มันเลื่อนแค่เศษ 1 ส่วน 4 เท่านั้น ดังนั้นจะเหลืออีกเศษ 3 ส่วน 4 ที่ยังไม่เกิด ซึ่งแผ่นดินมันค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาทางเหนือระหว่างเกาะนิโคบาและเกาะอันดามัน โดยการเลื่อนในครั้งนี้มันจะเขยิบเข้ามาใกล้กับชายฝั่งของประเทศไทยมากขึ้น จากครั้งที่แล้ว"

ดร.สมิทธ กล่าวต่อว่า ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้อง 9 ริกเตอร์เหมือนกับครั้งที่แล้ว เรียกว่าขอให้เกิดสึนามิขึ้นเมื่อใด ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมหาศาล

"คำนวณง่ายๆ ว่าสึนามิครั้งที่แล้วมันไกลจาก 6 จังหวัดภาคใต้ถึง 1,200 กิโลเมตร แต่รอยเลื่อนอีกเศษ 3 ส่วน 4 มันอยู่ใกล้ประเทศไทยเพียง 300-400 กิโลเมตา ดังนั้นถ้าเกิดสึนามิขึ้นไม่ว่าจะกี่ริกเตอร์ ประเทศไทยจะได้รับความเสียหายมากกว่าครั้งที่แล้วแน่นอน"

ถามว่าจังหวัดไหนบ้างที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ดร.สมิทธ  กล่าวว่า คงไม่พ้น 6 จังหวัดที่โดนสึนามิครั้งที่แล้วถล่ม

"ที่ น่ากลัวที่สุดก็ไล่ไปตั้งแต่ จ.ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง และสตูล และเรื่อยลงไปอีกซึ่งมันจะกินพื้นที่มากๆ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดปัจจัยหลักก็ต้องดูจุดเกิดสึนามิที่แน่นอนอีกที ซึ่งไม่มีใครพยากรณ์ได้ตรงเป๊ะๆ แต่รวมๆ แล้ว 6 จังหวัดที่ว่าโดนผลกระทบมหาศาลมากๆ ถ้าไม่เฝ้าระวัง ซึ่งเรื่องนี้ในการประชุมเรื่องสึนามิที่ประเทศไทยเมื่อปีที่แล้วเราพูดกัน เยอะ แต่ก็เขาก็ไม่ได้บอกชัดเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทย ระบุแต่ถ้าเกิดสึนามิอีกครั้ง ตั้งแต่พม่าโดนหมด อย่างแผ่นดินไหวที่เฮติในครั้งนี้ บางคนก็พยากรณ์ว่าอีกนานจะเกิด 10-100 ปี แต่ผมเชื่อว่ามันพยากรณ์ไม่ได้ อยู่ๆ มันเกิดตูมขึ้นมา ภายใน 1-5 ปีนับจากนี้อาจไม่เกิดก็ได้ หรืออาจจะเกิดพรุ่งนี้ก็ได้ ไม่มีใครพยากรณ์ได้ ประเทศไทยก็เหมือนกัน แต่เราก็ทำได้แค่ระวังตัว"

สำหรับ วิธีป้องกัน อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยก็ต้องมีระบบเตือนภัยที่ดี ซึ่งอาจจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ซึ่งเห็นคนในพื้นที่บอกว่า ทุ่นเตือนภัยก็แบตฯ หมด หอเตือนภัยก็ใช้การได้ไม่หมด ทั้งนี้ ตนคงพูดอะไรไม่ได้มาก เพราะโดนรัฐฟ้องอยู่ข้อหาหมิ่นประมาท

"สิ่งที่ผมทำได้ก็คือ ปัจจุบันผมทำมูลนิธิเตือนภัยโดยไม่หวังกำไรทำงานคู่ขนานไปกับศูนย์เตือนภัย พิบัติแห่งชาติของรัฐ โดยมูลนิธิเรามีหน้าที่เตือนภัยทำเหมือนกับศูนย์เตือนภัยพิบัติทุกๆ อย่าง โดยเรามีเครือข่ายจากลูกทุ่งเน็ตเวิร์คกระจายเสียงทั้งหมด 81 สถานี ทั้งเอฟเอ็ม เอเอ็มทั่วประเทศที่จะติดตามความเหตุการณ์พร้อมกับเตือนภัยได้ 24 ชั่วโมง โดยมีสถานีวิทยุให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายสนุนค่าใช้จ่าย"

สุด ท้าย ดร.สมิทธ ฝากไปถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยว่า มูลนิธิจะพยายามเตือนให้ทราบล่วงหน้าว่า ภัยธรรมชาติชนิดไหนจะเกิดขึ้นที่ไหน เราจะทำให้ดีที่สุดขอให้ติดตามรับฟังเครือข่ายและสถานีวิทยุของเรา โดยสามารถสอบถามและแจ้งเหตุได้ที่ โทร.0-2888-2215 ได้ 24 ชั่วโมง

ด้านโหรชื่อดัง นายโสรัจจะ นวลอยู่ ฉายานอสตราดามุสเมืองไทย ผู้ที่เคยทำนายประเทศไทยจะเกิดสึนามิใหญ่ อีกทั้งยังฟันธงอีกว่า กลางปีนี้ประเทศไทยจะมีสึนามิอีกครั้ง กล่าวว่า

"ตามดวง ดาวจริงแล้วมีเกณฑ์กลางปีนี้ 100% ซึ่งผมดูจากดวงดาวแล้ว กลางปีนี้ค่อนข้างจะน่าเป็นห่วงมากๆ เพราะว่าดาวที่สำคัญอย่าง ดาวเสาร์ อยู่ในภพอริของดวงเมือง อีกทั้งราหูมาอยู่ในภพที่ 9 ซึ่งตรงนี้มีผล มากๆ คือดาวสองดวงนี้ทำมุมกัน แล้วดาวพฤหัสก็เกี่ยวกับน้ำ พฤหัสอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ค่อยดี อย่างไรก็ดี ผมก็คิดว่าเป็นไปได้ว่าประเทศไทยมีโอกาสใกล้เคียงจะเกิดทั้งแผ่นดินไหวแล้ว ก็เกิดสึนามิด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่ง หรือแถบอันดามันตั้งแต่ระนองลงไปอันตรายมากๆ"

เมื่อถามถึงวิธีป้องกัน โหรชื่อดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะว่ามันเป็นกฎแห่งดวงดาว ที่มาบรรจบกับภัยธรรมชาติ

"สิ่ง ที่เตือนได้นอกจากการทำบุญแล้ว ผมอยากให้ภาครัฐใส่ใจตรวจสอบเครื่องเตือนภัยต่างๆ ให้สมบูรณ์แบบ ส่วนประชาชนก็ต้องคอยระมัดระวังฟังศูนย์เตือนภัย ซึ่งอาจจะทำให้เหตุการณ์ที่หนักหนาสาหัสในกลางปีนี้ทุเลาลงไปได้" นายโสรัจจะกล่าว.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: SC (ก้าน 24) ที่ 19 มกราคม 2553, 20:30:34
อ้างถึง
ข้อความของ Lamai เมื่อ 17 มกราคม 2553, 14:09:33
อยากไปเป็นนักโทษที่นี่จัง!!!!!! emo20:)):) emo20:)):)

ไปแปลงเพศสิจ๊ะ ละไม

 emo20:)):) emo20:)):) emo20:)):)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: SC (ก้าน 24) ที่ 19 มกราคม 2553, 20:31:28
สวัสดีนายทู
สบายดีนะตั้งแต่วันนั้น


 emo48:)


หัวข้อ: "ใบหม่อน-มะละกอ" ล้างไขมันลำไส้
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 มกราคม 2553, 22:21:50

"ใบหม่อน-มะละกอ" ล้างไขมันลำไส้

ไขมัน ที่เคลือบอยู่ตามผนังลำไส้สามารถล้างออกได้ด้วยวิธีธรรมชาติแบบง่ายๆ คือ ให้เอา "ใบหม่อน" แบบแห้งจำนวน 15 กรัม กับผล "มะละกอ" ดิบ ผ่าขวางครึ่งผลเล็กหรือใหญ่แล้วแต่จะซื้อหาได้ จากนั้นนำเอาทั้ง 2 อย่างไปต้มกับน้ำสะอาดกะจำนวนพอเหมาะจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่นครั้งละครึ่ง แก้ว 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ต้มดื่มทุกวันไม่มีอันตรายอะไร จะช่วยทำหน้าที่ละลายไขมันที่เคลือบอยู่ตามผนังลำไส้ และช่วยดูดซับไขมันส่วนที่ไม่มีประโยชน์ได้ดีมาก

หม่อน หรือ WHITE MULBERRY, MUL-BERRY TREE, MORUS ALBA LINN. อยู่ในวงศ์ MORACEAE ประโยชน์ทางอาหาร ยอดอ่อนใส่แกงแทนผงชูรส  ผลรสอมเปรี้ยวทำแยม  ไวน์  ใบเลี้ยงตัวไหม ปลาดุก  ทำชาใบหม่อน สรรพคุณทางสมุนไพร ใบแก้ไอ ระงับประสาท  หรือต้มเอาน้ำล้างตา  แก้ตาแดง  ตาแฉะ หรือตาฝ้าฟาง  ต้นและใบแห้งมีขาย  ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง

มะละกอ หรือ CARICA PAPAYA  LINN. อยู่ในวงศ์ CARICACEAE มีผลวางขายตามตลาดสดทั่วไป  ประโยชน์ทางอาหาร ใบกินกับตำกล้วยตานี เมี่ยง ผลใช้ตำส้มตำ แกง นึ่ง สรรพคุณทางยา ยางใช้กัดหูด ตาปลา และเป็นยาระบาย เมล็ดสด กินแก้ลมเดิน ขับลม แต่ผลงานวิจัยระบุว่า เมล็ดสดหากกินมากๆ จะก่อให้เกิดมะเร็งได้ การใช้สอยอื่นๆ ยางใช้หมักไก่ ต้มเนื้อให้ยุ่ย ทำครีมทากันส้นเท้าแตก  ใช้ซักผ้าแต่มีข้อยกเว้นซักผ้าห่มไม่ได้

ครับ หนังสือ "สมุนไพรไม้ประดับหายาก" เล่มที่ 4 ของ "นายเกษตร" พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม หนา 256 หน้า มีสูตรยาและไม้ดอกไม้ผลหายากมากกว่า 150 ชนิด เหลือน้อยลงเรื่อยๆ ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติ ซื้อสั่งจ่าย  "คุณนงลักษณ์  ศรีอัชรานนท์" ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901   ระบุที่ส่งกลับให้ชัดเจน   หรือ สอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพรตรีผลา ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ผงยาโบราณ แก้สิวแผ่นหลังตุ่มหนองใส  ลมพิษต่างๆ,  ขมิ้นชัน  สูตรรักษาแผลในกระเพาะอาหารลำไส้,  แห้วหมูแคปซูลลดความดันโลหิต,  เพชรสังฆาต  แคปซูลแก้ริดสีดวงทวารอุจจาระมีเลือดติด,  ครีมโลดทะนง  รักษาสิวฝ้าทำให้หน้าเนียนใสรูขุมขนตีบลง,  ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อยแก้เกาต์  ลดเบาหวาน  บำรุงไตบำรุงกำลัง,  คอลลาเจนบริสุทธิ์  ทำให้หน้ากระชับรอยย่นจางหาย  โทร. 0-2275-2692 ครับ.

"นายเกษตร"


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: หนุ่ม2524 ที่ 22 มกราคม 2553, 10:48:19
เหตุเกิดที่ชานชลา 11 บี สถานีคิงครอส    

(http://img264.imageshack.us/img264/8127/21077396.png)

     เดลิเมล์ - ภาพหญิงสูงวัยขณะะก้าวขึ้นรถไฟภาพนี้ ไม่ใช่ภาพของสุภาพสตรีทั่วๆ ไป แต่เป็นสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งทรงซื้อตั๋วโดยสาร(ในราคาผู้สูงอายุ) เดินทางออกนอกเมือง เพื่อเตรียมฉลองเทศกาลคริสมาต์กับพระบรมวงศานุวงศ์ในแคว้นนอร์ฟอล์ก
  
   แม้ไม่มีหมายกำหนดการประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ แต่ผู้โดยสารที่กระจัดกระจายอยู่ที่สถานีคิงครอสในกรุงลอนดอน กลับมาออกันที่ชานชลา 11บี เมื่อทราบว่า หนึ่งในผู้โดยสารที่ตีตั๋วชั้นหนึ่งนั้น คือ พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งกำลังจะเสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระตำหนักแซนดริงแฮม ในช่วงคริสตมาส์นี้
  
   เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี(17) ที่ผ่านมา แอนดรูวส์ สมิธ ผู้โดยสารเที่ยวเดียวกัน กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า "เหลือเชื่อ ภรรยาผมคงไม่เชื่อผมแน่ๆ " ขณะที่นักเดินทางบางส่วนรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย เมื่อตำรวจปิดกั้นพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระองค์เพียง 5 นาทีก่อนที่รถไฟจะออกเดินทาง
  
   ประมุขแห่งอังกฤษ มีข้าราชบริพารติดตามเพียงไม่กี่คนในการเสด็จครั้งนี้ ทรงประทับนั่งในตู้โดยสารที่มี 8 ที่นั่ง โดยพระองค์ทรงพระองค์นั่งเคียงข้างองค์รักษ์ในห้องโดยสารที่มีบานประตูกั้นแยกจากที่นั่งห้องอื่นๆ ทรงมีท่าทางผ่อนคลายอย่างเป็นที่สุด ขณะที่มีปฏิสันถารกับองค์รักษ์ ในการเดินทางบนขบนรถไฟเฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ไปยังสถานีคิงสลิน สถานีที่ใกล้กับพระตำหนักซานดริงแฮมที่สุด
  
   และมีเพียงเด็กน้อยคนเดียวเท่านั้นที่ฝ่าด่านความปลอดภัยเข้าไปได้ เมื่อเด็กน้อยวิ่งไปตามทางเดิน ขณะที่พ่อวิ่งไล่ตาม แต่เด็กน้อยก็ได้แต่เพียงชะเง้อหน้าขึ้นมองบานกระจกรถไฟ เขาตัวเล็กเกินไปที่จะเอื้อมกดปุ่มเปิดประตู อย่างไรก็ตาม เด็กชายได้รับรอยยิ้มสดใสจากสมเด็จพระราชินี ผู้มีพระชนมายุ 83 พรรษาแล้วในปีนี้
  
   เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานียืนยันว่า สมเด็จพระราชีนีอลิซาเบธที่ 2 และข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งหมดได้จ่ายเงินซื้อตั๋วโดยสาร โดยราคาตั๋วไป-กลับ(ยังไม่ระบุเที่ยวกลับ) สำหรับวันนั้น คือ 86 ปอนด์ (4,655 บาท)แต่เขากล่าวติดตลกว่า พระองค์จะทรงได้ประหยัดเงินมาก เพราะซื้อตั๋วในราคาผู้สูงอายุได้และจากการซื้อตั๋วล่วงหน้า ทั้งนี้ ราคาตั๋วล่วงหน้าสำหรับรถไฟชั้นหนึ่งในราคาลดแล้วอยู่ที่ 44.40 ปอนด์(2,403 บาท)
  
   ทั้งนี้ หลังจากถึงสถานคิงสลิน เมื่อเวลา 12. 20 น. รถแรนโรเวอร์ก็มารถรับพระองค์ต่อไปยังซานดริงแฮม การเดินทางครั้งนี้ พระองค์เสด็จเพียงลำพัง โดยดยุคแห่งเอดินเบอระ พระสวามี เสด็จเดินทางไปก่อนหน้านี้สองสามวัน โฆษกของเฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ระบุว่า พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ไม่ได้รับการปฏิบัติพิเศษเหนือกว่าผู้โดยสารธรรมดา และพระองค์ก็ซื้อตั๋วล่วงหน้าด้วย
  
   ด้านโฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮม เผยว่า พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระราชินีทรงเดินทางด้วยโรถไฟสาธารณะอยู่บ่อยๆ
  
   "เราต้องพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่นความคุ้มค่าและความปลอดภัย และเราจะลองหากทุกอย่างเหมาะสม"
  
   แน่นอนว่า สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ ทรงมีสิทธิ์ใช้ขบวนรถไฟส่วนพระองค์ แต่การเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้ภาษีของประชาชนถึง 57,142 ปอนด์ (3,090,000 บาท)เลยทีเดียว  

 (http://img264.imageshack.us/img264/5145/27403492.png)

ก้าวนี้เป็นก้าวที่ช่วยประหยัดงบให้แก่ท้องพระคลังจำนวนไม่น้อย  
 
(http://img264.imageshack.us/img264/3673/57844900.png)

สาวน้อยถวายช่อดอกไม้ ขณะที่พระองค์มีพระพักตร์สดชื่น แจ่มใส  
      
(http://img262.imageshack.us/img262/5660/57276355.png)

ทรงทอดพระเนตรออกมาจากหน้าต่างชั่วขณะก่อนออกเดินทาง  

(http://img262.imageshack.us/img262/1770/54459312.png)

มีข้าราชบริพารติดตามมาไม่กี่คน
 
  emo26:D
 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 22 มกราคม 2553, 17:10:04
ขอบคุณมากหนุ่มที่เอาเรื่องดี ๆ มาแบ่งปันกันอ่าน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 22 มกราคม 2553, 20:13:37
อ้างถึง
ข้อความของ หนุ่ม2524 เมื่อ 22 มกราคม 2553, 10:48:19
เหตุเกิดที่ชานชลา 11 บี สถานีคิงครอส   

(http://img264.imageshack.us/img264/8127/21077396.png)
     เดลิเมล์ - ภาพหญิงสูงวัยขณะะก้าวขึ้นรถไฟภาพนี้ ไม่ใช่ภาพของสุภาพสตรีทั่วๆ ไป แต่เป็นสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งทรงซื้อตั๋วโดยสาร(ในราคาผู้สูงอายุ) เดินทางออกนอกเมือง เพื่อเตรียมฉลองเทศกาลคริสมาต์กับพระบรมวงศานุวงศ์ในแคว้นนอร์ฟอล์ก
   
   แม้ไม่มีหมายกำหนดการประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ แต่ผู้โดยสารที่กระจัดกระจายอยู่ที่สถานีคิงครอสในกรุงลอนดอน กลับมาออกันที่ชานชลา 11บี เมื่อทราบว่า หนึ่งในผู้โดยสารที่ตีตั๋วชั้นหนึ่งนั้น คือ พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งกำลังจะเสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระตำหนักแซนดริงแฮม ในช่วงคริสตมาส์นี้
   
   เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี(17) ที่ผ่านมา แอนดรูวส์ สมิธ ผู้โดยสารเที่ยวเดียวกัน กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า "เหลือเชื่อ ภรรยาผมคงไม่เชื่อผมแน่ๆ " ขณะที่นักเดินทางบางส่วนรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย เมื่อตำรวจปิดกั้นพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระองค์เพียง 5 นาทีก่อนที่รถไฟจะออกเดินทาง
   
   ประมุขแห่งอังกฤษ มีข้าราชบริพารติดตามเพียงไม่กี่คนในการเสด็จครั้งนี้ ทรงประทับนั่งในตู้โดยสารที่มี 8 ที่นั่ง โดยพระองค์ทรงพระองค์นั่งเคียงข้างองค์รักษ์ในห้องโดยสารที่มีบานประตูกั้นแยกจากที่นั่งห้องอื่นๆ ทรงมีท่าทางผ่อนคลายอย่างเป็นที่สุด ขณะที่มีปฏิสันถารกับองค์รักษ์ ในการเดินทางบนขบนรถไฟเฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ไปยังสถานีคิงสลิน สถานีที่ใกล้กับพระตำหนักซานดริงแฮมที่สุด
   
   และมีเพียงเด็กน้อยคนเดียวเท่านั้นที่ฝ่าด่านความปลอดภัยเข้าไปได้ เมื่อเด็กน้อยวิ่งไปตามทางเดิน ขณะที่พ่อวิ่งไล่ตาม แต่เด็กน้อยก็ได้แต่เพียงชะเง้อหน้าขึ้นมองบานกระจกรถไฟ เขาตัวเล็กเกินไปที่จะเอื้อมกดปุ่มเปิดประตู อย่างไรก็ตาม เด็กชายได้รับรอยยิ้มสดใสจากสมเด็จพระราชินี ผู้มีพระชนมายุ 83 พรรษาแล้วในปีนี้
   
   เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานียืนยันว่า สมเด็จพระราชีนีอลิซาเบธที่ 2 และข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งหมดได้จ่ายเงินซื้อตั๋วโดยสาร โดยราคาตั๋วไป-กลับ(ยังไม่ระบุเที่ยวกลับ) สำหรับวันนั้น คือ 86 ปอนด์ (4,655 บาท)แต่เขากล่าวติดตลกว่า พระองค์จะทรงได้ประหยัดเงินมาก เพราะซื้อตั๋วในราคาผู้สูงอายุได้และจากการซื้อตั๋วล่วงหน้า ทั้งนี้ ราคาตั๋วล่วงหน้าสำหรับรถไฟชั้นหนึ่งในราคาลดแล้วอยู่ที่ 44.40 ปอนด์(2,403 บาท)
   
   ทั้งนี้ หลังจากถึงสถานคิงสลิน เมื่อเวลา 12. 20 น. รถแรนโรเวอร์ก็มารถรับพระองค์ต่อไปยังซานดริงแฮม การเดินทางครั้งนี้ พระองค์เสด็จเพียงลำพัง โดยดยุคแห่งเอดินเบอระ พระสวามี เสด็จเดินทางไปก่อนหน้านี้สองสามวัน โฆษกของเฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ระบุว่า พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ไม่ได้รับการปฏิบัติพิเศษเหนือกว่าผู้โดยสารธรรมดา และพระองค์ก็ซื้อตั๋วล่วงหน้าด้วย
   
   ด้านโฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮม เผยว่า พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระราชินีทรงเดินทางด้วยโรถไฟสาธารณะอยู่บ่อยๆ
   
   "เราต้องพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่นความคุ้มค่าและความปลอดภัย และเราจะลองหากทุกอย่างเหมาะสม"
   
   แน่นอนว่า สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ ทรงมีสิทธิ์ใช้ขบวนรถไฟส่วนพระองค์ แต่การเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้ภาษีของประชาชนถึง 57,142 ปอนด์ (3,090,000 บาท)เลยทีเดียว 

 (http://img264.imageshack.us/img264/5145/27403492.png)
ก้าวนี้เป็นก้าวที่ช่วยประหยัดงบให้แก่ท้องพระคลังจำนวนไม่น้อย 

 
 
(http://img264.imageshack.us/img264/3673/57844900.png)
สาวน้อยถวายช่อดอกไม้ ขณะที่พระองค์มีพระพักตร์สดชื่น แจ่มใส 

 
 




       
 (http://img262.imageshack.us/img262/5660/57276355.png)
ทรงทอดพระเนตรออกมาจากหน้าต่างชั่วขณะก่อนออกเดินทาง 

 
 



(http://img262.imageshack.us/img262/1770/54459312.png)
มีข้าราชบริพารติดตามมาไม่กี่คน 
  emo26:D
 

หนุ่มมีเรื่องดีดีเข้ามาเล่าอีกนะคะเราจะเข้ามาอ่านบ่อยๆ ขอบคุณท่านทูที่ตั้งกระทู้นี้ emo4:))


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 29 มกราคม 2553, 18:19:56
นอกเครื่องแบบเป็นร้อยคะพี่!!
ทำยากนะ ใครบอกว่าง่าย


หัวข้อ: ศาลเจ้ายะสุคุนิ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2553, 18:29:50
ทำไมนายกฯญี่ปุ่นต้องไปศาลเจ้ายะสุคุนิ?

คำถามจากผู้อ่านท่านหนึ่ง ถามถึงกรณีที่ผู้นำญี่ปุ่นหลายคน เดินทางไปบูชาศาลเจ้ายะสุคุนิในกรุงโตเกียว ทั้งที่ทราบว่าหลายประเทศที่เคยมีปัญหาถูกญี่ปุ่นรุกรานไม่ชอบการกระทำอย่าง นี้ ทำไมถึงยังทำ นิติภูมิมีคำอธิบายอะไรไหม?

ตอบ อันนี้เป็นพิธีกรรมของศาสนาชินโต ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ ญี่ปุ่นครับ คำว่าชินโตแปลว่าวิถีเทพเจ้า ศาสนาเดิมของคนญี่ปุ่นไม่มี
ชื่อ เรียก เป็นแต่เพียงพวกลัทธิต่างๆ ส่วนใหญ่ถือเวทมนตร์คาถาบ้าง เป็นลัทธิเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารบ้าง เป็นการบูชาธรรมชาติบ้าง หรือเป็นการบูชาบรรพบุรุษบ้าง

ต่อมา อิทธิพลของหลายศาสนาจากจีนแผ่ขยายกระจายเข้ามาในญี่ปุ่น มีทั้งขงจื๊อ เต๋า และพระพุทธศาสนา คนญี่ปุ่นจึงปรับปรุงวิถีปฏิบัติให้เป็นแบบของตัวเอง เป็นศาสนาของตัวเอง และตั้งชื่อว่า "ศาสนาชินโต" และเพื่อให้มีความแตกต่างไปจากศาสนาอื่น ชินโตจึงเป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดา

ชินโต เป็นศาสนาที่ไม่มีคำสอนเรื่องโลกหน้า ไม่มีเรื่องชีวิตหลังความตาย และไม่พูดถึงเรื่องการติดต่อกับวิญญาณของผู้ตาย คำสอนของชินโตเป็นเรื่องที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับชีวิตครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นชีวิตในโลกนี้เท่านั้น

ชินโตถือว่าวิญญาณ เป็นอมตะ เมื่อมนุษย์ตายแล้ว วิญญาณก็จะไปหาร่างใหม่ เหมือนเป็นการเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ ส่วนดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ไม่ได้ไปเกิดในร่างใหม่จะวนเวียนอยู่กับญาติ มิตร คอยร่วมสุขร่วมทุกข์อยู่ด้วยกันในครัวเรือน ถ้าต้องการให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นมีความสุข ญาติมิตรที่ยังไม่ตาย จะต้องทำความดี และผลแห่งความดีก็จะส่งถึงดวงวิญญาณนั้นการทำอย่างนี้ คนที่ปฏิบัติจะได้รับพรจากดวงวิญญาณเป็นการตอบแทน แต่คนที่ยังไม่ตายทำความชั่ว ผลแห่งความชั่วก็จะส่งถึงดวงวิญญาณ และดวงวิญญาณก็จะลงโทษ

ที่ผู้อ่านท่านถามมาเรื่องทำไมนายกรัฐมนตรี ของญี่ปุ่นต้องไปสักการะศาลเจ้ายะสุคุนิ? ขอตอบว่า เพราะศาลนี้เป็นศาลเจ้าที่สร้างเพื่อ อุทิศแก่วีรชนเป็นจำนวนมาก และคนญี่ปุ่นต้องทำพิธีกรรมตามหลักของศาสนาชินโตหลายอย่าง อย่างแรกเลยต้องบูชาธรรมชาติ ประชาชนคนญี่ปุ่นเชื่อว่าธรรมชาติทั้งหลายที่เทพเจ้าทรงสร้างขึ้นมานั้น ล้วนมีคะมิซึ่งเป็นวิญญาณของเทพเจ้าสถิตอยู่ด้วย ญี่ปุ่นจึงบูชาธรรมชาติและปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ลม พายุ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ภูเขา แม่น้ำ ทะเล น้ำตก ต้นไม้ ต้นหญ้า ก้อนหิน และสัตว์ ต่างๆ แม้แต่เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพนี่ คนญี่ปุ่นก็ยังบูชาด้วย

นอกจากบูชาเทพเจ้าแล้ว พวกญี่ปุ่นยังบูชาบรรพบุรุษ บรรพบุรุษที่คนญี่ปุ่นบูชาเป็นสุริยเทพีที่มีพระนามว่าอะมะเตระสุ พระจักรพรรดิยิมมู ซึ่งเป็นจักรพรรดิพระองค์แรก และจักรพรรดิองค์ต่อๆมาทุกพระองค์

คนญี่ปุ่นต้องบูชาวีรชนคนที่ทำ ความดีทั้งหลาย ใครก็ตามที่ประกอบอาชีพซื่อสัตย์ ไม่หลอกลวงประชาชน ไม่คดโกงประชาชน คนญี่ปุ่นถือว่าเป็นคนดีที่ควรยกย่องและเป็นเทพเหมือนกันหมด ด้วยเหตุผลนี้นี่ยังไงละครับ คนญี่ปุ่นจึงสร้างศาลเจ้าที่อุทิศแก่วีรชนเป็นจำนวนมาก

ญี่ปุ่นเชื่อ ว่าพระจักรพรรดิและคนญี่ปุ่นทั้งหมดสืบเชื้อสายมาจากสุริยเทพี คนชาตินี้จึงถือว่าพวกตนเป็นเผ่าพันธุ์ของสวรรค์ และแผ่นดินของตัวเองเป็นแผ่นดินที่เทพเจ้าทรงสร้างประทานให้ ความเชื่ออย่างนี้เหมือนกับพวกยิวนะครับ ทำให้ทั้งยิวและญี่ปุ่นเป็นพวกรักชนชาติ รักแผ่นดิน ส่วนญี่ปุ่นนั้นก็จงรักภักดีต่อจักรพรรดิสูงมาก ศูนย์กลางของการบูชาในศาสนาชินโตได้แก่ศาลเจ้าอิซุโมะที่ชายทะเลญี่ปุ่นใกล้ แหลมเกาหลี และศาลเจ้าที่เมืองอีเสะซึ่งเป็นศาลแห่งสุริยเทพี

ศาลเจ้าของญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษก็คือ shrine ออกเสียงว่า "ฌไรน" ศาลทำด้วยไม้ มักจะมีห้องเดี่ยว หรือบางทีก็มีห้องโถงอยู่ห้องหนึ่ง เป็นห้องที่ยกพื้นสูงและมีขั้นบันไดเข้าทางด้านข้างหรือด้านหน้า ในห้องนี้จะมีกระจกเงา กระจกเงาคือเครื่องหมายแห่งปัญญาของสุริยเทพี มีดาบซึ่งเป็นอาวุธของเทพซูซาโนะโอะ ทั้งกระจกและดาบนี่แหละครับ เป็นเครื่องหมายสำคัญของศาสนาชินโต

คนสำคัญของญี่ปุ่นจำเป็นต้องไป สักการะศาลเจ้า "ยะสุคุนิ" เพราะเป็นสถานที่รำลึกนึกถึงทหารผ่านศึกที่เสียชีวิตตั้งแต่ก่อนและหลังสมัย "เมจิ" เรื่อยมาเป็นเวลากว่า 100 ปี จนกระทั่งถึงยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง จำนวนทหารและผู้เสียชีวิตอื่นๆที่ได้รับการบูชา ณ ศาลเจ้าแห่งนี้นับรวมได้กว่า 2,500,000 คน รวมทั้งบรรดา "อาชญากรสงคราม" ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองด้วยครับ.

นิติภูมิ นวรัตน์
ไทยรัฐออนไลน์

    * โดย นิติภูมิ นวรัตน์
    * 3 กุมภาพันธ์ 2553, 05:01 น.



tags:
ญี่ปุ่น ศาลเจ้ายะสุคุนิ เปิดฟ้าส่องโลก นิติภูมิ นวรัตน์ ทำไมนายกฯญี่ปุ่นต้องไปศาลเจ้ายะสุคุนิ?


หัวข้อ: หนุ่มในฝันของสาวแขก
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2553, 18:37:33
หนุ่มในฝันของสาวแขก


ถ้าสาวๆยุโรปยกย่องให้ "เจ้าชายวิลเลียม" รัชทายาทอันดับสองของอังกฤษ เป็นหนุ่มโสดที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลที่สุด และคู่ควรจะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของราชวงศ์วินด์เซอร์ ลองไปถามสาวแขกทั่วโลกคงส่ายหน้า แล้วเถียงหัวชนฝาว่า เจ้าชายที่หล่อกระชากใจที่สุดต้องเป็น มกุฎราชกุมารหนุ่มแห่งดูไบ "ชีคฮัมเดน บิน มูฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มาคทูม" พระโอรสองค์ที่สอง ของชีคมูฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มาคทูม ผู้ปกครองดูไบ นายกรัฐมนตรี และรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งได้รับการวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากพระบิดา

"ชีคฮัมเดน" ปัจจุบันมีพระชนม์ย่าง 27 ชันษา ทรงเป็นพระโอรสองค์ที่สองของ "ชีคมูฮัมหมัด" กับพระชายาองค์แรก ทรงมีแฟนคลับอยู่ทั่วทุกมุมโลก เพราะนอกจากจะทรงหล่อคมเข้มบาดจิตบาดใจแบบเจ้าชายอาหรับในเทพนิยายแล้ว ยังทรงมีคุณสมบัติเพียบพร้อมเหมาะจะเป็นประมุของค์ต่อไปของรัฐดูไบ ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สต์ ประเทศอังกฤษ จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่ลอนดอน สกูล ออฟ อีโคโนมิกส์ หลังสำเร็จการศึกษาจากแดนผู้ดี ได้เสด็จกลับมาช่วยงานพระบิดา โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสภาบริหารแห่งรัฐดูไบ ขณะพระชนม์เพียง 24 ชันษา ทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารแผ่นดินของรัฐบาล และกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ รวมถึงการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ขณะเดียวกัน ยังทรงรั้งตำแหน่งนายกสมาคมผู้นำทางธุรกิจรุ่นใหม่ และประธานคณะกรรมการด้านกีฬาของดูไบ

แม้องค์ประมุขผู้ปกครองดูไบจะ ทรงมีพระโอรสถึง 7 พระองค์ และพระธิดา 9 พระองค์ แต่ก็ทรงไว้ วางพระทัยในตัวพระโอรสองค์ที่สองเป็นพิเศษ เพราะเล็งเห็นถึงพระปรีชาสามารถอันโดดเด่นเกินวัย ทรงแต่งตั้งให้ "ชีคฮัมเดน" ดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารดูไบเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2008 ขณะมีพระชนม์เพียง 25 ชันษา

ผลงานสร้างชื่อที่พิสูจน์ความมี กึ๋นของเจ้าชายสุดหล่อ ก็มีตั้งแต่การเป็นโต้โผร่วมร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนารัฐดูไบ ปี 2015 ซึ่งเริ่มประกาศบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2007 ตั้งเป้าไว้ 8 ปี ว่าจะพลิกผืนทะเลทรายให้เป็นเมืองแห่งอนาคต เมืองการค้าเสรี เมืองท่าเพื่อการส่งออกสินค้า เมืองแห่งการท่องเที่ยว ศูนย์กลางการเงินของโลก และมหานครโลกเทียบชั้นกับนิวยอร์ก...น่าเสียดายที่มาสะดุดเพราะฟองสบู่แตก เมื่อเร็วๆนี้ จนต้องปรับกระบวนยุทธ์ขนานใหญ่ เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของดูไบกลับคืนมา

"ชีคฮัมเดน" ยังทรงเป็นขวัญใจประชาชนระดับรากหญ้า ทรงสนพระทัยเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการและผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยเมื่อปี 2006 ได้ทรงประกาศแผนการช่วยเหลือคนพิการให้มีชีวิตเฉกเช่น คนปกติ และสามารถอยู่ร่วมกับคนส่วนใหญ่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ ยังทรงริเริ่มโครงการขับขี่อย่างปลอดภัย ใส่ใจจราจร โดยทรงนำระบบหักแต้มใบขับขี่มาบังคับใช้ เพื่อรณรงค์ให้เกิดวินัยในการขับขี่บนท้องถนน

ยามว่างจากภารกิจ บริหารรัฐดูไบ "ชีคฮัมเดน" มักจะทรงทุ่มฝึกซ้อมขี่ม้าเป็นประจำ ทรงหลงใหลกีฬาประเภทนี้เช่นเดียวกับพระบิดา และผลจากความพากเพียรอย่างหนัก ทำให้สามารถคว้าเหรียญทองมาครองมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงเหรียญทองจากการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ปี 2006 ที่ประเทศกาตาร์ ไม่เพียงเท่านี้ ยังโปรดปรานการแข่งรถเป็นที่สุด ทรงสะสมรถสปอร์ตระดับซุปเปอร์คาร์มากมายหลายยี่ห้อมีครบหมด ทั้งเมอร์เซเดส เบนซ์, พอร์ช, แลมโบรกินี, เฟอร์รารี่ และรถจี๊ปไว้สำหรับขับลุยทะเลทราย

เห็นมาดเข้มดูเอาการเอางานแบบนี้ เชื่อหรือไม่คะว่ามกุฎราชกุมารดูไบทรงเป็นหนุ่มเจ้าบทเจ้ากลอนและโรแมนติก มากๆ ทรงใช้นามปากกาว่า "Fazza" ในการเขียนบทกวีออกเผยแพร่สู่สาธารณชน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักชาติ ความผูกพันในครอบครัว และมุมโรแมนติกตามประสาหนุ่มรูปงาม

ก็เพราะรูปหล่อพ่อรวยล้นฟ้าขนาดนี้ จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็นราชนิกุลรุ่นใหม่ที่เซ็กซี่เร้าใจที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก.

มิสแซฟไฟร์
ไทยรัฐออนไลน์

    * โดย มิสแซฟไฟร์
    * 30 มกราคม 2553, 05:00 น.

 

tags:
หนุ่มในฝันของสาวแขก คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์ มิสแซฟไฟร์


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Uncle Na ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553, 07:44:13
- ความรู้ทั้งนั้น กระทู้ใหม่นี้  มาตามอ่าน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553, 17:12:29
ล้มความเชื่ออันเก่าแก่ หลงคิดว่าบุหรี่ป้องกัน โรคสมองเสื่อมได้
 

คณะ ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยซิดนีย์ แห่งออสเตรเลีย ได้ประกาศล้มล้างความเชื่อถือของคนส่วนใหญ่มาตั้งแต่นมนานกาเลที่ว่า การสูบบุหรี่อาจป้องกันโรคสมองเสื่อมในหมู่ผู้สูงอายุได้ ว่าไม่ใช่เช่นนั้น ความจริงยังปรากฏว่า ที่จริงแล้วบุหรี่กลับทำให้เสี่ยงกับสมองเสื่อมทรามลงได้มากถึง 2 เท่า

ศาสตราจารย์ เจอเกน กอตซ์ แห่งสถานวิจัยสมองและจิตใจซิดนีย์ ได้ศึกษาโดยการนำรายงานการศึกษาที่แล้วมา ทบทวนใหม่รวม 40 เรื่องด้วยกัน และเชื่อว่าพวกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ อาจจะมีส่วนในการแพร่ขยายความเชื่อที่ผิดๆ อันนี้เขาสรุปว่า "ความเชื่อเรื่องนี้ได้ถูกศึกษาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่เป“นจริงทั้งในมนุษย์ สัตว์และระบบเซลล์ที่เพาะเลี้ยงขึ้น ตรงกันข้ามแล้ว นิโคตินกลับไปเร่งสมองให้เสื่อมเร็วขึ้น".


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553, 14:30:16
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7022 ข่าวสดรายวัน


แฝด4สาวฝึกพยาบาล-ทดแทนคุณร.พ.เกิด



เมื่อ 18 ก.พ. เอเอฟพีเผยแพร่ภาพพร้อมเรื่องราวแฝดสาว 4 คนของเกาหลีใต้ วัย 21 ปี เมื่อหญิงสาวทั้งสี่เริ่มเข้าทำงานในฐานะพยาบาลฝึกหัดในโรงพยาบาลที่เกิด ตามสัญญาที่ให้ไว้กับผู้อำนวยการหญิงของโรงพยาบาล

แฝดทั้งสี่มีชื่อ ว่า ฮวาง เซอุล, ฮวาง เซโอล, ฮวาง โซล และฮวาง มิล เป็นแฝดสี่ชุดที่ 2 ของประเทศ หลังจากเคยมีชุดแรกเมื่อปี 2520 ทั้งสี่เกิดเมื่อปี 2532 ที่โรงพยาบาลกาชอน ยูนิเวอร์ ซิตี้ กิล ในเมืองอินชอน ฝั่งตะวันตกของกรุงโซล ในช่วงเวลานั้น นางลี กิลยา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ยอมรับแม่เด็กไว้เป็นคนไข้ หลังจากคลินิกอื่นๆ บอกปัด เพราะรู้ว่าแม่เด็กฐานะไม่ดี ซึ่งต่อมาแม่เด็กแฝดสี่คลอดลูกๆ ออกมาอย่างปลอดภัย

ผู้อำนวยการลีผ่อน ผันค่าทำคลอดให้ และสัญญาจะให้เด็กๆ เรียนในระดับวิทยาลัย รวมถึงจะให้งานพยาบาลทำ หากทั้งสี่สอบผ่านการทดสอบระดับประเทศ ซึ่งแฝดสี่ แม้จะผ่านชีวิตที่ไม่ได้สุขสบาย เพราะปัญหาด้านการเงิน แต่ทั้งหมดก็สอบผ่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

"ขอชื่นชมแม่ของแฝดทั้ง สี่ ซึ่งหาได้ยากในโลก ที่เลี้ยงดูลูกๆ มาได้เป็นอย่างดีอย่างนี้ ดิฉันจะเฝ้ารอให้หญิงสาวทั้งสี่ได้เป็นนางพยาบาลที่ดีเหมือนฟลอเรนซ์ ไนติงเกล" ผู้อำนวยการกล่าว

ฮวาง เซอุล พี่คนโต กล่าวว่า แม้จะตื่นเต้นในวันฝึกวันแรก แต่จะตั้งใจฝึกให้หนัก และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ เพื่อจะได้เป็นพยาบาลที่ดีที่สุด


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553, 15:40:56
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 16:15:48 น.   มติชนออนไลน์

ดาราหนังโป๊อ้างท้องลูกไทเกอร์ วูด 2 ครั้งแต่ทำแท้งหมด สารภาพตกหลุมรัก"พ่อเสือ"

"เดลี่ เมล์"รายงานเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ว่า โจสลิน เจมส์ ดาราหนังโป๊ วัย 32 ปี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในชู้รัก 14 รายของไทเกอร์ วูด ยอดโปรกอลฟ์ชื่อดังของโลกผู้อื้อฉาว ได้เปิดเผยเรื่องราวของเธอทางสถานีโทรทัศน์สหรัฐแห่งหนึ่ง ระบุว่า เธอได้ตั้งท้องลูกของไทเกอร์ วูด ถึงสองครั้งสองครา แต่ทำแท้งทุกครั้ง โดยครั้งแรกเธอตั้งท้องพร้อม ๆ กับที่นางเอลิน ภรรยาของไทเกอร์ กำลังตั้งครรภ์ลูก เมื่อเดือนมิ.ย.ปี 2007 และครั้งที่สอง เธอตั้งท้องครั้งที่สองเมื่อช่วงใกล้เดือนก.พ.2009 ซึ่งเป็นช่วงที่นางเอลินให้กำเนิดลูกคนที่สองของไทเกอร์

 

ดาราหนังโป๊รายนี้ระบุว่า เธอมีความสัมพันธ์กับไทเกอร์ เป็นเวลา 3 ปี และไม่เคยใช้ถุงยางอนามัยเมื่อยามมีเพศสัมพันธ์กัน แต่เธอยืนยันว่า เธอไม่เคยบอกวูดว่าเธอท้อง เพราะไม่ต้องการทำลายชีวิตเขา อย่างไรก็ตาม เธออ้างว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอได้รับข้อความเสน่หาจากไทเกอร์ วูด เป็นจำนวนกว่าร้อยครั้ง และเธอมารู้ตัวว่า ตกหลุมรักเขาหลังจากทำแท้งลูกคนที่สองและว่า เพียงช่วงเดือนก.ย.ปีที่แล้ว วูดเพิ่งส่งเมสเสจมาหาเธอ บอกว่า ชีวิตที่เขามีเธอถือเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ และเธอทำในสิ่งที่ผุ้หญิงคนอื่นไม่สามารถทำให้เขาได้ และเขาจะไม่มีวันยอมสูญเสียมันไป นอกจากนี้ โจสลินบอกด้วยว่า เธอเชื่อว่า ไทเกอร์ วูด รักเธอ เพราะเธอและเขาอยู่ด้วยกันมานาน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 มีนาคม 2553, 19:34:42
วันที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:01:35 น.   มติชนออนไลน์

จำคุกแล้วโปรดิวเซอร์เสือผู้หญิง"บีบีซี"ติดกล้องลอบถ่ายหญิงนับสิบขณะมีเซ็กส์ด้วย

(http://img256.imageshack.us/img256/9671/12677725181267772530.jpg)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ว่า นายเบนจามิน วิลกิ้นส์ โปรดิวเซอร์รายการของสถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษ วัย 37 ปี ได้ถูกศาลพิพากษาสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน และถูกสั่งให้ถูกขึ้นบัญชีบุคคลผู้คุกคามทางเพศเป็นเวลา 10 ปี ภายหลังเป็นผู้ต้องหาคดีถ้ำมอง จากกรณีแอบติดกล้องวงจรปิดบันทึกภาพผู้หญิงซึ่งเป็นทั้งบุคคลในแวดวงผลิต รายการ และผู้ประกาศหน้ากล้อง เป็นจำนวนกว่า 10 ราย

รายงานระบุว่า ในการตัดสินคดีดังกล่าว ผู้พิพากษาได้กล่าวประนามนายวิลกิ้นส์ต่อพฤติกรรมของเขา ระบุว่า สิ่งที่เขากระทำเป็นเรื่องชั่วร้าย,เห็นแก่ตัว,และทรยศต่อความซื่อสัตย์ของ ผู้หญิงที่มีให้ต่อเขา และศาลไม่พิพากษาจำคุกเขาเพราะว่าความอยากทางเพศ แต่เพราะเขาทรยศต่อศรัทธาของผู้หญิงที่ยอมให้เขามีเพศสัมพันธ์ด้วย ขณะที่เหยื่อบางรายบอกว่า รู้สึกสะอิดสะเอียน และโสโครกต่อพฤติกรรมที่โปรดิวเซอร์รายนี้ได้กระทำ

ทั้งนี้ นายเบนจามิน ได้ถูกจับกุมหลังจากหญิงรายหนึ่งซึ่งกำลังจะกลายเป็นคู่ร่วมเตียงของเขา เกิดพบเทปบันทึกภาพเขามีเซ็กส์กับผู้หญิงคนอื่น ๆ ในบ้านพักของเขา ก่อนจะแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเขาเกิดถูกจับกุม เมื่อเดือนก.ค.ปี 2008 โดยตำรวจได้พบเทปวีดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์เซ็กส์เป็นจำนวนกว่า 50 ชม.กับเหยื่อ 5 ราย ที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยตั้งแต่ปี 2005-2008 [/color]


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 มีนาคม 2553, 19:54:25
มือชา ปัญหาที่พบได้ในคนทำงานออฟฟิศ
 

มือ ชาเท้าชา เป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่ง ที่มักเกิดกับคนในวัยทำงาน หรือผู้ที่ต้องนั่งทำงานประจำออฟฟิศ ทำงานนั่งโต๊ะใช้คอมพิวเตอร์นานๆ นพ.กวี ภัทราดูลย์ ศัลยแพทย์ทางมือและจุลศัลยกรรม โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลว่า “คนที่ต้องนั่งทำงานอยู่ท่าเดิมนานๆ ก็อาจมีโอกาสเกิดอาการมือเท้าชาได้มากกว่าปกติบ้าง จากการที่เส้นประสาทโดนกดทับ ที่พบบ่อยคือ บริเวณข้อมือ จากการที่ข้อมืออยู่ในท่าแอ่น หรือ งอนานๆ เช่น การใช้เมาส์ หรือ พิมพ์งาน เป็นต้น

อาการมือเท้าชาในคนทำงานเกิดจากการที่เส้นประสาทที่พาด ผ่านบริเวณข้อมือถูกกดทับ ซึ่งเส้นประสาทนี้จะผ่านจากแขนไปยังข้อมือเพื่อไปรับความรู้สึกที่บริเวณมือ โดยทอดผ่านบริเวณข้อมือและลอดผ่านเอ็นที่ยึดบริเวณข้อมือ อาจมีสาเหตุบางประการที่ทำให้เส้นประสาทนี้ถูกกดทับได้ จึงทำให้มือชา ร่วมกับมีอาการปวดชาร้าวไปยังท่อนแขนหรือต้นแขนได้ และบางคนพบว่ามือข้างที่เป็นอ่อนแรงหยิบจับสิ่งของไม่ถนัด ถ้าทิ้งไว้จะพบว่า กล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มืออาจจะแฟบลงเมื่อเทียบกับมืออีกข้างหนึ่ง พบในเพศหญิงมากกว่าชาย ระหว่างวัย 30-60 ปี

ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอาการมือเท้าชาได้

-    การกระแทกที่บริเวณข้อมืออยู่เป็นประจำ เช่น ใช้เครื่องตัดหญ้า เครื่องเจาะสกรู กำไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ
-    กระดูกข้อมือหัก หรือการหลุดเคลื่อนของข้อ
-    โรคไขข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เก๊าต์
-    คนที่เป็นเบาหวาน กลุ่มไทรอยด์บกพร่อง
-    ภาวะบวมน้ำจากโรคไต และตับ
-    ภาวะตั้งครรภ์
-    คนที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนจากการหมดประจำเดือน

ความอ้วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการมือชาหรือไม่

เดิม เชื่อว่าความอ้วนน่าจะเป็นเหตุปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคด้วย แต่ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานยืนยันชัดเจน จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีความสัมพันธ์กัน

อาการมือเท้าช้าที่อาจสังเกต ได้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ซึ่งควรมาพบแพทย์ คือ อาการเริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการชานิ้วมือ ซึ่งมักจะเป็นที่นิ้วกลางและนิ้วนาง รวมทั้งนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือชาได้ เริ่มแรกอาการมักจะชาตอนกลางคืน สะบัดข้อมืออาการจะดีขึ้น หรือชาตอนทำงาน ต่อมาอาการชาจะเป็นมากขึ้นและบ่อยขึ้น จนกระทั่งชาเกือบตลอดเวลา มักจะมีอาการปวดตื้อๆ ร่วมด้วยที่มือและแขน ร่วมกับอาการชานอกจากนี้ ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีแรง มีของหลุดจากมือโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเป็นนานๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการอุ้งมือด้านข้างลีบได้

รักษาอย่างไร

การ รักษาอาการมือชาที่มาจากการกดทับเส้นประสาทมีทั้งวิธีไม่ผ่าตัด และวิธีผ่าตัด โดยการรักษาวิธีเบื้องต้นโดยการไม่ผ่าตัด ลดความดันในโพรงข้อมือ ได้แก่

-    การดามข้อมือ พบว่า ถ้าให้ข้อมืออยู่นิ่งๆ ตรงๆ จะมีความดันในโพรงข้อมือต่ำสุด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงเส้นประสาทดีขึ้น ถ้าเป็นระยะแรก (พังผืดยังไม่หนามากนัก จะได้ผลค่อนข้างดี)
-    ปรับการใช้ข้อมือในการทำงานและชีวิตประจำวันให้ถูกต้อง พบว่า การทำงานที่ต้องใช้ข้อมือกระดกขึ้น หรืองอข้อมือซ้ำๆ กันนานๆ รวมทั้งงานที่มีการสั่นกระแทก จะทำให้ความดันในโพรงข้อมือสูงขึ้นได้ การปรับอุปกรณ์การทำงานให้ถูกตามหลักอาชีวศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
-    การให้ยาต้านโรครูมาตอยด์จะช่วยลดความดันในบริเวณข้อมือได้ ในรายที่เป็นโรคนี้แบบทุติยภูมิ เช่น จากภาวะรูมาตอยด์ และมีเยื่อหุ้มเอ็นหนาตัวขึ้น
-    ถ้าอาการเป็นมากขึ้น แพทย์จะแนะนำให้ฉีดยาสเตียรอยด์ เข้าไปในบริเวณที่เส้นประสาททอดผ่าน ซึ่งยานี้จะแพร่กระจายไปยังบริเวณเยื่อบุผิวข้อ และเส้นเอ็นที่มีการอักเสบ และบวม ทำให้อาการบวมยุบลง การกดเส้นประสาทจะน้อยลง ปริมาณของยาที่ใช้ฉีดไม่มากนักและไม่มีอันตรายที่รุนแรง การรักษาด้วยวิธีการเหล่านี้จะได้ผลดีในกรณีที่เส้นประสาทไม่ถูกกดทับมากนัก ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยตัดเอาส่วนของพังผืด เส้นเอ็นในส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก หลังผ่าตัดอาการก็จะดีขึ้น อาการปวดลดลง อาการชาลดลง แต่อาจไม่ถึงกับหายสนิทยังจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง
-    ยารับประทานที่มักนิยมใช้คือ ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์และยาบำรุงเส้นประสาท

อาการ มือชา ถ้าไม่รับการรักษาและปล่อยทิ้งไว้นานๆ จนส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงได้นั้น คือ การที่กล้ามเนื้อบริเวณอุ้งนิ้วหัวแม่มือลีบไป และทำให้กำลังมือลดลง

คำแนะนำถึงวิธีบรรเทาอาการ หรือวิธีปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากอาการมือชา

-    หลีกเลี่ยงการใช้งานมือในลักษณะเกร็งนานๆ
-    ควบคุมหรือรักษาโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวานให้ดี
-    การใช้ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดรับประทานมักจะได้ผลดี โดยอยู่ในดุลพินิจของแพทย์
-    บางรายอาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยดามข้อมือชั่วคราว

อย่าง ไรก็ตาม อาการมือเท้าชาอาจมีสาเหตุมาจากระบบประสาท จึงควรเข้ารับการตรวจและพบแพทย์ที่ศูนย์เฉพาะทางสมองและระบบประสาทด้วย เพื่อหาแนวทางรักษาที่เหมาะสม

ศูนย์ศัลยกรรมทางมือ โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 มีนาคม 2553, 19:59:02
พระสยามเทวาธิราช 
ไทยรัฐออนไลน์       * โดย บาราย        * 28 กุมภาพันธ์ 2553, 05:00 น.



ใน หนังสือ เรื่อง เลาะเหลี่ยมโลก กับประภัสสร เสวิกุล (สำนักพิมพ์สยามบันทึก)...ประภัสสร เสวิกุล เขียนเรื่อง พระสยามเทวาธิราช เอาไว้ว่า...ในสมัยกรุงสุโขทัย คนไทยเชื่อว่า มีพระขะพุงผี เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาถึงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น มีความเชื่อว่าเทวดาที่คุ้มครองบ้านเมือง มีพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระหลักเมือง

สมเด็จกรมพระยาดำรง ราชานุภาพทรงให้ ความหมายของพระเสื้อเมืองว่า คืออำนาจทางทหาร พระทรงเมือง คืออำนาจข้าราชการพลเรือน ส่วนพระหลักเมืองเป็นอำนาจตุลาการ

สาม อำนาจที่ว่านี้ สื่อแสดงว่า บ้านเมืองจะร่มเย็นได้ ก็ต้องประกอบด้วยความเข้มแข็งทางทหาร การปกครองที่ดีงาม และกระบวนการด้านความยุติธรรมอันถูกต้องเที่ยงตรง

แต่ชาวบ้านทั่วไป ก็ยังให้การเคารพยำเกรงพระแก้ว พระกาฬ จนมีคำสาบานที่อ้างพระแก้วพระกาฬติดปาก พระแก้วคือพระแก้วมรกต ซึ่งถือว่าเป็นของคู่บ้านคู่เมือง เพราะชื่อเมืองคือรัตนโกสินทร์ ซึ่งหมายถึงที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต

ส่วนพระกาฬ หรือพระกาฬไชยศรี ที่เป็นบริวารพระยม   มีหน้าที่นำดวงวิญญาณมนุษย์ไปยมโลก

ใน สมัย ร.4 ทรงพระราชดำริว่า ประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่บังเอิญมีเหตุรอดพ้นภยันอันตรายมาได้เสมอ ชะรอยจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่ สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา

โปรดเกล้าฯให้พระองค์ เจ้าพระประดิษฐวรการ ปั้นรูปสมมติขึ้น แล้วหล่อด้วยทองคำแท่ง มีลักษณะแบบเทวรูป มีความสูง 8 นิ้ว ทรงเครื่องอย่างเทพารักษ์ ทรงมงกุฎ ประทับยืน พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ ซ้ายยกขึ้นในท่าจีบเสมอพระอุระ ประทับในเรือนแก้ว ทำด้วยไม้จันทน์ มีลักษณะแบบวิมานในเก๋งจีน

ถวายพระนามว่า พระสยามเทวาธิราช

โปรดเกล้าฯให้ประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งไพศาล ทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

ร.4 ทรงเคารพบูชาพระสยามเทวาธิราชเป็นอย่างสูง ทรงถวายเครื่องสักการะเป็นประจำทุกวัน และทรงถวายเครื่องสังเวยทุกวันอังคาร และวันเสาร์ก่อนเวลาเพล กับโปรดให้จัดพิธีสังเวยเทวดาในวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 อันตรงกับวันปีใหม่ทางจันทรคติแบบโบราณ

มาถึงสมัย  ร.5  ทรงเคารพบูชาพระสยามเทวาธิราช เช่นเดียวกับพระราชบิดา นอกจากจะโปรดเกล้าฯให้สร้างพระบรมรูป ร.4 ในเครื่องทรงแบบพระสยามเทวาธิราชขึ้นองค์หนึ่ง ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต แล้ว

ยังโปรดเกล้าฯ ให้นำรูปพระสยามเทวาธิราชประทับนั่ง ใส่ในด้านหลังเหรียญกษาปณ์ ราคาเสี้ยว อัฐ และโสฬส ออกใช้ในรัชสมัยของพระองค์ด้วย

รัชกาล ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ หรือพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ เสด็จแทนพระองค์ไปทรงถวายเครื่องสังเวยพระสยามเทวาธิราช ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5

และระหว่างงานฉลองกรุงเทพฯ 200 ปี ในปี พ.ศ.2525 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระสยามเทวาธิราช ออกมาให้ประชาชนทั่วไปได้สักการบูชาเป็นครั้งแรก

ม.จ.หญิงพูนพิสมัย ดิสกุล ทรงบันทึกเรื่องพระสยามเทวาธิราชไว้ มีความตอนหนึ่งว่า

"เหตุการณ์ ต่างๆ ดังเราได้ประสบมาด้วยตัวเอง ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นว่า พระสยามเทวาธิราชนั้นมีจริง  เราจงพร้อมใจกันอธิษฐาน  ด้วยกุศลผลบุญที่เราทำมาแล้วด้วยดี ขอให้เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ จงได้คุ้มครองป้องกันภัย และโปรดประสิทธิ์ประสาทความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ประชาชนชาวสยามทั่วกัน เทอญ..."

O บาราย O


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 06 มีนาคม 2553, 20:35:10
ขอให้พระสยามเทวาธิราชช่วยดลบันดาลให้พวกเราชาวไทยอยู่ร่วมกันโดยสันติสุขด้วยเถอะค่ะอย่าแตกแยกกันเลยค่ะ ...สาธุ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 06 มีนาคม 2553, 20:50:18
อ้างถึง
ข้อความของ Kaimook เมื่อ 06 มีนาคม 2553, 20:35:10
ขอให้พระสยามเทวาธิราชช่วยดลบันดาลให้พวกเราชาวไทยอยู่ร่วมกันโดยสันติสุขด้วยเถอะค่ะอย่าแตกแยกกันเลยค่ะ ...สาธุ

ขอร่วมอธิษฐานด้วยคน emo4:))


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: jum2524 ที่ 11 มีนาคม 2553, 09:55:28
อ้างถึง
ข้อความของ Lamai เมื่อ 06 มีนาคม 2553, 20:50:18
อ้างถึง
ข้อความของ Kaimook เมื่อ 06 มีนาคม 2553, 20:35:10
ขอให้พระสยามเทวาธิราชช่วยดลบันดาลให้พวกเราชาวไทยอยู่ร่วมกันโดยสันติสุขด้วยเถอะค่ะอย่าแตกแยกกันเลยค่ะ ...สาธุ

ขอร่วมอธิษฐานด้วยคน emo4:))

ขอร่วมอธิษฐานด้วย(อีก)คน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 มีนาคม 2553, 00:00:29
ระยะไม่นานที่ผ่านมานี้ มีข่าวลือว่าน้ำจะท่วม คนจะตายกันครึ่งค่อนประเทศ ทำให้คนกลัวกันใหญ่ โดยเฉพาะมีหนังสือบางเล่ม คนเขียนขึ้นมามันขาดความรับผิดชอบ มันเขียนโดยเอาคำพยากรณ์ส่วนหนึ่งของหลวงพ่อวัดท่าซุงนำหน้า แล้วเอาตำนานเทพทำนายไปต่อไว้ข้างใน แล้วไปสรุปด้วยคำพูดของหลวงพ่ออีกทีหนึ่ง ก็เลยกลายเป็นว่าหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านทำนายว่าจะเกิดภัยพิบัติขนาดนั้น

เพราะฉะนั้นใครอ่านแล้วให้มีสติสัมปชัญญะด้วย ถ้ามันจะแย่อย่างนั้นจริง จะมากหรือน้อยขนาดไหนก็ตาม คนที่อยู่ใกล้ชิดต้องได้ยินจากหลวงพ่อท่านบ้าง

เรื่องของน้ำท่วมมันต้องท่วมอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล เราลองมาคิดดูว่าในสมัยที่เทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือทุกอย่างมันพร้อมขนาดนั้น ถ้าเราเป็นรัฐบาล เราจะปล่อยให้ราษฎรตายขนาดนั้นเลยหรือ

ฉะนั้น ในเรื่องของการถือมงคลตื่นข่าว ถ้าหากว่าเรายังเชื่อถือและแตกตื่นก็แสดงว่าเราไม่มั่นคงในพระรัตนตรัยจริงๆ บุคคลที่ไม่มั่นคงในพระรัตนตรัยโอกาสที่เข้าถึงความ เป็นพระอริยเจ้าก็ยาก จึงกล่าวได้เต็มปากว่าถ้าเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปจะไม่ถือมงคล ตื่นข่าวอีกแล้ว

ใครว่าอะไรดีที่ไหน....ดีด้วย แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องตะเกียกตะกายไปจนถึงที่ เพราะว่าท้ายสุดแล้วหลักธรรมทุกอย่างมันอยู่ที่เรา ปฏิบัติเอง ใครทำใครได้ ทำแทนกันไม่ได้

การศึกษาหลักธรรมเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเรียนมากไปก็เสียเวลา จับหลักอันใดอันหนึ่งได้แล้วรีบตะเกียกตะกายทำมันให้สำเร็จ เมื่อสำเร็จแล้วหากยังปีติน่าภูมิใจอยู่ เราก็ค่อยทำอย่างอื่นต่อไป ไม่ใช่ตีอวนจะเอาปลาทั้งทะเล ถ้าตีอวนจะเอาปลาทั้งทะเล โอกาสที่มันจะได้ก็ยาก เพราะมันหนักเกินกำลังของเรา ต่อให้สมัยนี้มีเครื่องมือดีๆ แบบพวกเรือประมงระดับโลก แต่ถ้าไปเอาปลาทั้งทะเล เครื่องมันก็จะหักจะพังเสียหมด

ดังนั้น ถ้าเราจับจุดใดจุดหนึ่งในศีล สมาธิ ปัญญาที่ชอบใจได้ ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำ ทำจนเกิดผล แล้วหลังจากนั้นถ้ายังมีอารมณ์จะทำต่อ ค่อยขยับไปที่อื่น เพียงแต่ว่าในเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ถ้า เราทำเป็น...กองเดียวจริงๆ ก็จบ หัวข้อเดียวจบเลย ถ้าจบแล้วยังไม่หายคันก็เชิญทำอย่างอื่นต่อ แต่ส่วนใหญ่ถ้าเป็นพระอริยเจ้าท่านหายคันตั้งแต่ยังไม่ทันจะจบเลย

เรียนรู้ไว้ดี แต่ถ้าหากความรู้ท่วมหัวแล้วจะเอาตัวไม่รอด บางทีจะโดนคนอื่นเขาเยาะเย้ยเอาเสียด้วย ที่เขาบอกว่า รู้มากยากนาน นั่นก็ดี นี่ก็น่าปฏิบัติ ว่าแล้วก็เล่นไปเรื่อย ไม่จบสักที มันก็เลยไปลงตรง รู้น้อยพลอยรำคาญ ความรู้ไม่ พอใช้งาน เอาแค่รู้พอดีๆ ถ้าหากว่ารู้พอดี ทำพอดี ทุกอย่างก็เกิดผลเร็ว


พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เทศน์ที่ บ้านอนุสาวรีย์
๗ มิถุนายน ๒๕๕๒


ที่มา : http://www.watthakhanun.com/webboard...read.php?t=614


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 18 เมษายน 2553, 20:40:06
Phra Paisal Visalo  หากวันนี้คุณ ใช้อำนาจในมือเพื่อพิมพ์คีย์บอร์ ดทำร้ายจิตใจผู้อื่น พรุ่งนี้ย่อมไม่ยากที่คุณจะใช้อำนาจในมือเพื่อทำลายชีวิตของผู้คน ความโหดเหี้ยมในวันพรุ่งตั้งเค้าแล้วในวันนี้ด้วยมือที่กำลังประดิษฐ์ถ้อยคำห้ำหั่นกัน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 18 เมษายน 2553, 22:09:05
สวัสดีค่ะป๋าทู...เข้ามาอ่านเรื่องดีๆค่ะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 21 เมษายน 2553, 22:54:12
ซ่อน
Phra Paisal Visalo บางครั้งคำถามบอกอะไรเราได้มากกว่าคำตอบยิ่งนัก ข้างล่างเป็นคำถามหนึ่งที่บอกถึงสภาพของบ้านเมืองและจิตใจของผู้คนในแผ่นดินที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อ ว่า land of smile
What colors do you like? mom!
วันก่อนหลาน สาวอายุ 8-9 ขวบ ถามแม่ว่า "แม่ๆ หนูถามอะไรแม่หน่อยได้ไหม" แม่ของเธอบอกว่าได้สิลูก ถามได้เลย เธอจึงกระซิบถามเบาๆ ข้างหูแม่ว่า "หนูอยากรู้ว่าแม่อยู่สีอะไรเหรอ"
โดย: แปรง พันสาย


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 21 เมษายน 2553, 23:18:45
วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 19:10:19 น.   มติชนออนไลน์

เสียงกระซิบจาก"คนเสื้อแดง" อยากบอกดังๆ มีเลือด มีเนื้อ "เจ็บ" เป็นเหมือนกัน

โดย "ชฎา ไอยคุปต์"

โปรดอย่าถามว่าแค้นไหม ?


ไม่ว่าจะ "ลูก เล็ก เด็ก แดง พ่อ แม่ พี่ น้อง" ที่สูญเสียคนในครอบครัวไปจากเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ชุมนุมที่ สูญเสียญาติไปในเหตุการณ์ "เมษาวิปโยค" ความโศกเศร้า เสียใจ ยังคงเกาะกุมจิตใจไปพร้อมกับความเคียดแค้นคับอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประชาชนธรรมดาคงไม่อาจภาคภูมิใจกับ การจากไปของลูกหลาน เยี่ยงชายชาติทหาร ที่ปฏิญาณตนว่าจะยอมพลีกายเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แม้จากไปยังมีลาภ ยศ คำสรรเสริญ เสียชีวิตในหน้าที่ ส่งต่อมาให้ครอบครัวให้พอคลายความเศร้าได้บ้าง สำหรับชาวบ้านคงไม่คิดว่าการมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ตามระบอบ ประชาธิปไตยจะต้องมากลายเป็นศพ นอนตายแบบหมาข้างถนน

นายสวาท วางาม อายุ 28 ปี  ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ยืนถือธงสีแดงกลางวงคนเสื้อแดง  จู่ๆ ล้มลงท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จับจ้องภาพเลือดที่ไหลนองอยู่เต็มพื้นถนนกับศพ ที่ไม่ไหวติง หลังจากถูกซุ่มยิง จนเสียชีวิตระหว่างที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าสลายการชุมนุมเพื่อขอพื้นที่คืน

"เขาจะมาไล่พวกผมก็ต้องสู้ผลักดัน ทหารออกไป เขาใช้กระบองตีหน้าแข้งผม ยิงแก๊สน้ำตาใส่ ผมยืนสู้ร่วมกับพี่ชาย พวกเราตะลุยเข้าไปแบบไม่กลัว แต่ผมแสบตามากจึงออกมาหาน้ำล้างตา" นายวรเมธ วางงาม อายุ 15 ปี เล่านาทีก่อนที่พี่ชายนายสวาท จะเสียชีวิตว่าถ้าไม่กลับออกมาล้างตาและเจ็บขาเพราะถูกกระบองฟาดอาจจะไม่มี ชีวิตรอดกลับมาเช่นกัน เพราะจะอยู่ติดกับพี่ตลอดเพื่อทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ทหารบุกเข้ามาภายใน

รัฐบาลยังไม่ยอมยุบสภาจะมาไล่แบบนี้ใครจะยอม พวกเราจึงต้องออกมาสู้แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นยิงกันแบบนี้

 "พี่ผมต้องไม่ตายเปล่า"  นาทีที่ทหารบุกเข้ามาพวกเราล้มลุก คลุกคลาน แสบตา แต่ต้องสู้ ทหารมีโล่กำบังแต่พวกผมไม่มี แต่ผมไม่กลัวยิ่งเห็นทหารเอากระบองตียิงปืนใส่ผมลุยอย่างเดียว กล่าวเพียงเท่านี้เด็กชายที่เพิ่งจะก้าวข้ามมาใช้ "นาย"แสดงแววตาที่จริงใจแข็งกร้าวพร้อมกับชูภาพศพจากโทรศัพท์มือถือให้ดู

สำหรับผู้เป็นพ่อ นายสำราญ วางาม ชาวสุรินทร์  ต้องสูญเสียลูกชายที่เป็นแรงงานหลักของบ้านไปว่า เสียใจมาก ไม่คิดว่าลูกชายจะมาตายแบบนี้ ครอบครัวเราเป็นคนยากจน มีที่ดินแค่ 1 ไร่ แต่ทำกินไม่พอลูกจึงต้องมาทำงานในกรุงเทพฯใช้แรงงาน แต่วันนี้พวกเราไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว เหลือเพียงชีวิตแต่ก็ถูกพรากไปอีก ลูกชายผมเกิดวันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2525  แล้วมาตายในวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2553

ประชาธิปไตยสำหรับคนยากจนอย่างผมอธิบายอะไรไม่ได้ รู้เพียงแต่ว่ารัฐบาลต้องยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกผู้นำที่คน ส่วนใหญ่ต้องการมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนี้พวกผมเดือดร้อน ไม่มีอะไรจะกิน ผมเสียลูกชายไป 1 คน ไม่ขออะไรมากขอแค่รัฐบาลอย่าได้ฆ่าประชาชนเหมือนผักเหมือนปลาอีกเลย ถ้าชีวิตลูกชายของผมยังมีค่าพอจะแลกกับตำแหน่งได้ ขอให้ "ยุบสภา"

"ลูกชายผมยังลืมตาค้างแบบตายวันแรก" ผมเป็นพ่อคงไม่อยากเห็นลูกนอนตายตาค้างแบบนี้ พวกเราจะสู้ต่อไปชุมนุมจนกว่าจะได้ประชาธิปไตยคืนมา เพื่ออนาคตของลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่

นางสาวอัมพิตา สมุทรติรัมย์ อายุ 28 ปี อุ้มท้อง 6 เดือน ภรรยานายสวาท วางาม อายุ 28 ปี ที่เสียชีวิตขณะถือธงต้านทหารถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ กล่าวว่า  เสียใจมากที่สามีไม่มีโอกาสได้ดูหน้าลูกสาวที่กำลังจะเกิดในอีก 4 เดือน สามีคงตายตาไม่หลับจนถึงตอนนี้ยังนอนตายตาค้าง ตอนนี้ครอบครัวของเราก็ลำบากมากขาดผู้นำครอบครัวไป โชคดีที่ยังมีน้าคอยดูแล ต่อไปคงต้องเลี้ยงลูกเอง ถ้าลูกคลอด ออกมาคงต้องอธิบายว่าทำไมถึงไม่มีพ่อ ซึ่งจะบอกเล่าให้ลูกฟังทั้งหมด

นางสุภารัตน์ ทองผุย ภรรยานายบุญธรรม คลองผุย ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวที่แยกคอกวัว กล่าวว่า ทุกครั้งที่มาชุมนุมนายบุญธรรม จะมาพร้อมลูกชายคนเล็ก แต่ครั้งนี้เขามาคนเดียว และบอกลูกชายว่า เดี๋ยวพ่อไปกลับ หลังจากนั้น ก็เห็นข่าวว่านายบุญธรรมเสียชีวิตแล้ว รู้สึกเสียใจมาก ยังช็อคไม่หายเลย

นางสุภารัตน์  กล่าวว่า ก่อนหน้าเกิดเหตุร้ายก็ฝันว่าสามีถูกตามฆ่า เชื่อว่าเป็นฝันบอกเหตุ ต่อมาก็ได้รู้ว่าสามีเสียชีวิตแล้ว เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งอยู่กับสามีคนแรก ก็ฝันว่า สามีคนแรกถูกฆ่าต่อมาสามีคนแรกก็ตายเหมือนกัน จึงเชื่อในความฝันมาก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการเสียชีวิตของสามีเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ทหาร ไม่เกี่ยวกับชายชุดดำ ทั้งนี้ รัฐบาลไม่น่าสลายการชุมนุม เพราะแค่คำว่า "ขอยุบสภา" ไม่น่าจะพูดยาก

เมื่อถามว่า หากรัฐบาลยอมยุบสภาแล้ว จะเป็นไรต่อ นางสุภารัตน์ กล่าวว่า ต้องมีการเลือกตั้งอย่างยุติธรรม ให้ได้รัฐบาลขึ้นมา เมื่อถามต่อว่า หากได้รัฐบาลขึ้นมาแล้ว มีบางกลุ่มไม่เห็นด้วยและออกมาเรียกร้องให้ยุบสภาอีก นางสุภารัตน์ กล่าวว่า ก็ต้องดูกันอีกที

คุณยายคำกอง ทองผุย แม่ของนายบุญธรรม  อายุ 77 ปี บอกว่ายังรู้สึกเสียใจกับการจากไปของลูกชาย แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่ลูกชายต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  ภูมิใจมาก   รู้สึกโกรธแค้นเช่นกันที่ลูกชายต้องมาเสียชีวิตลงจากเหตุการณ์ครั้งนี้

คิดว่าทางออกที่ดีที่สุดของประเทศตอนนี้คืออะไร

คุณยายคำกองบอกว่า รัฐบาลต้องยุบสภา เพราะตนเชื่อว่า จะทำให้ชาติสงบสุข อีกทั้งระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ ตนไม่ได้เลือกตั้งมา อยากให้รัฐบาลที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี กลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง  เนื่องจากสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เด็กในหมู่บ้านไม่มีคนดมกาว และโจร ขโมยก็ไม่เยอะ

ได้รับเงินช่วยเหลือค่าทำศพรวมทั้งหมดเท่าไหร่

ยายคำกองกล่าวว่า ตนยังไม่เห็นเงินช่วยเหลือเลยสักบาท เนื่องจากลูกสะใภ้ (นางสุภารัตน์) เป็นคนจัดการทั้งหมด  ซึ่งตอนนี้ ตนมาพักอยู่กับลูกอีกคนที่มีบ้านอยู่ที่จ.ปทุมธานี โดยที่มาวันนี้ ทางพรรคเพื่อไทยก็เป็นคนส่งรถไปรับถึงบ้านพร้อมกับพาไปรับประทานอาหาร และก็เดินทางมาพร้อมกับลูกสะใภ้และหลานชายเพื่อมาขอความเป็นธรรมดังกล่าว


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 22 เมษายน 2553, 05:43:47
ช่างภาพอิสระ โดนกลุ่มคนหลากสีทำร้าย เนื่องจากใส่ปลอกแขนสีเขียวของคนเสื้อแดง ทำให้เกิดการเข้าใจผิด ขณะผู้สื่อข่าวต้องระวังในการทำงานมากขึ้น...

บรรยากาศ การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ ช่วงหลังเที่ยงคืน วันที่ 22 เม.ย. 2553 มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากต่างทยอยกันมา สมทบที่เวทีราชประสงค์มากขึ้น และได้มีช่างภาพอิสระ ชื่อ นายภู ดาลัมพก อายุ 38 ปี เป็นช่างภาพของฟรีแม็คทาวเวอร์ ได้รับบาดเจ็บอาการฟกช้ำบนใบหน้า และศีรษะโน เนื่องจากช่างภาพคนดังกล่าว ซึ่งสวมปลอกแขนสีเขียว และสกรีนคำว่า “นักรบไซเบอร์” และ มีป้ายสีแดงห้อยคอ ได้เข้าไปถ่ายรูปในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อหลากสี ที่ใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มคนเสื้อหลากสีชุมนุม ทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าคนเสื้อแดงเข้ามาถ่ายภาพกลุ่มคนเสื้อหลากสี จึงได้เข้ามาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ แต่เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้ามาห้ามไว้ แล้วได้นำตัวช่างภาพไปส่งคืนยังกลุ่มคนเสื้อแดงที่ตั้งฐานชุมนุมอยู่ที่หน้า ลานพระบรมรูป ร.6 สวนลุมพินี และทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้พาตัวช่างภาพกลับมายังเวทีราชประสงค์แล้ว

จาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวทุกช่องต้องระวังมากขึ้น เพราะปลอกคล้องแขนที่ทางผู้สื่อข่าวใช้นั้น ทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้ทำออกมา 3 แบบ คือ 1.ปลอกคล้องแขนสีขาวมีคำว่ายุบสภา จะเป็นแขกวีไอพี 2.ปลอกคล้องแขนสีเขียวมีคำว่ายุบสภา จะเป็นของผู้สื่อข่าว และ 3.ปลอกคล้องแขนสีแดง จะเป็นของพวกการ์ดเสื้อแดง ซึ่งปลอกคล้องแขนของผู้สื่อข่าวที่มีคำว่ายุบสภานั้น ทางผู้สื่อข่าวได้มีการทักท้วง ว่า ไม่น่าจะมีคำว่ายุบสภาติดไว้ เพราะผู้สื่อข่าวจะต้องวางตัวเป็นกลาง ถ้าติดปลอกคล้องแขนที่มีคำว่ายุบสภาไปยังจุดอื่น จะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ว่าไปเข้าข้างกลุ่มคนเสื้อสีแดงได้

ขณะ นี้ ผู้สื่อข่าวจึงต้องระมัดระวังกันมากขึ้น และผู้สื่อข่าวที่มาทำข่าวเป็นประจำในจุดเวทีราชประสงค์จะรู้จักและสนิทกับ การ์ดเสื้อแดง จึงขอทางการ์ดไม่ต้องสวมปลอกคล้องแขนที่มีคำว่ายุบสภา เพื่อเป็นการสะดวกในการไปทำข่าวนอกเวทีราชประสงค์ด้วย
ไทยรัฐออนไลน์

    * โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
    * 22 เมษายน 2553, 02:15 น.

 

tags:
เสื้อแดง ช่างภาพอิสระ ปลอกแขน คนหลากสี


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 23 เมษายน 2553, 16:05:19
จาก link

http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9530000052655&Page=1

 

 

ชื่อของ “อี้ เอกชัย บูรณผานิต" เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนในฐานะนักแสดงดาวรุ่ง ก่อนจะห่างหายไปจากวงการและโผล่มาอีกครั้งกับชื่อใหม่ “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ” ในฐานะพิธีกรรายการของเวิร์คพอยท์หลายรายการ อาชีพพิธีกรของอี้กำลังก้าวหน้าไปด้วยดี ถึงขั้นมีการวางตัวจะให้เป็นตัวตายตัวแทนของ “ปัญญา นิรันดร์กุล” เจ้าพ่อเวิร์คพอยท์เลยด้วยซ้ำ
     
      แต่เหตุการณ์ที่อี้นำ 84 องค์กรเครือข่ายต้านคอรัปชั่นไปยื่นถวายฎีกาไม่เอา “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกเมื่อปี 2551 ก็ทำให้ชีวิตในการทำงานของอี้พลิก ผันอีกครั้งตามสไตล์ดาราที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเมือง ที่มักจะถูกนายทุนติดเบรก เป็นเหตุให้ไม่มีดาราคนไหนกล้าแสดงจุดยืน เรื่องการเมืองสักเท่าไหร่
     
      หลังจากสร้างประวัติศาสตร์คนบันเทิงโดยการยื่นถวายฎีกาแล้ว อี้ แทนคุณ ก็หายไปจากวงการกลับไปทำงานภาคพลเมืองให้กับองค์กรต่างๆ เหมือนที่เคยทำมา ก่อนจะมาปรากฏเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวโผล่มาเป็นนักวิเคราะห์ข่าวและทำหน้าที่สัมภาษณ์ บุคคลต่างๆ ในรายการ “ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า” ช่อง 11 สทท. ซึ่งเป็นรายการเฉพาะกิจที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ “ม็อบเสื้อแดง” ประกาศรวมพลใหญ่ เพื่ออธิบาย คลี่คลาย สถานการณ์บ้านเมืองให้ประชาชนเข้าใจ
     
      กับการทำหน้าที่ครั้งนี้ อี้ได้สร้างความตกตะลึงในวงการข่าวฟรีทีวี ด้วยการกล้าพูด กล้าถาม กล้าอธิบาย ในสิ่งที่ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าวช่องต่างๆ ไม่กล้าทำ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย จนเป็นเหตุให้ม็อบเสื้อแดงถึงกับขึ้นบัญชีดำ อะไรที่ทำให้เขากล้า และต้องใช้ความบ้าซักเท่าไหร่ ไปทำความรู้จักตัวตนของ อี้ แทนคุณ กัน
     
      “จริงๆ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ผมสนใจมานานแล้ว และผมก็ทำงานภาคพลเมืองมานานตั้งแต่สมัยผู้ว่าอภิรักษ์ตอนนั้นรณรงค์ เรื่องการไปเลือกตั้งใช้ชื่อว่า บิ๊กแบงบางกอก แล้วก็ไปทำกับกลุ่มเยาวชนต่างๆ กลุ่มคนพิการ กลุ่มระมัดระวังตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น และก็ร่วมกับอีกหลายๆ กลุ่มในการรณรงค์เรื่องต่างๆ และก็มีกลุ่มสื่อของตัวเอง ชื่อกลุ่มสื่อธรรมะเพื่อเยาวชน แต่ไม่เคยไปปรากฏตัว ผมคิดว่าภาคพลเมืองเรา ควรจะทำให้มันดีไม่ต้องเด่น”
     
      “แต่ภาพมันพึ่งจะชัดเจนเมื่อตอนที่ไปยื่นฎีกา ครั้งนั้นที่ตัดสินใจไปยื่นเพราะมีความรู้สึกว่า มันแย่ พรรคการเมืองพึ่งพาไม่ได้แล้ว ขณะนั้นผลการตัดสินของศาลก็ออกมาแล้วทุก คนก็ควรที่จะเคารพ ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ เพราะมันเป็นขบวนการยุติ ยุติโดยธรรม ความถูกต้องมันต้องมาก่อน”
     
      “แต่ที่สุดแล้วนักการเมืองก็ไม่จบ เขาไม่สนใจ เขารู้สึกว่าอยากจะทำอะไรก็ได้ มันคือกลียุคแห่งความคิด คิดว่าพวกพ้องของตัวเองเป็นใหญ่ เห็นแก่ตัวตามประสานักการเมือง ซึ่งความคิดเหล่านี้มันปรากฏชัดเจนตอนยุคของคุณทักษิณ ที่คิดรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เลยทำให้พรรคพวกกลุ่มผลประโยชน์ใช้ วิธีคิดแบบเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่ามันน่ากลัวมาก ขอเพียงให้เขาได้อำนาจฐานจากเสียงจากประชาชน แล้วเขาจะทำอะไรยังไงก็ได้ ซึ่งเบื้องหลังก็รู้กันอยู่ ว่ามันได้มาโดยใสสะอาดบริสุทธิ์มากนัก การที่เขาถูกยุบพรรคอะไรต่างๆ มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว”
     
      “เพราะฉะนั้นผมก็มีความรู้สึก ว่า มันต้องช่วยทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้อำนาจมันไหลเลื่อนไปทาง นักการเมืองและก็ปกครองแบบนี้ ประชาธิปไตยมันไม่ใช่คนที่ต้องอยู่ ใต้ปกครอง มันต้องร่วมปกครอง และคนที่เป็นนักการเมืองก็ต้องรู้สึก ตระหนักว่า พลังของประชาชนมันไม่ได้จบที่การให้อำนาจเป็นตัวแทนประชาชน แล้วคุณจะไปทำอะไรยังไงก็ได้ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความดีงามที่ ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าพวกฉันใหญ่พวกฉันมาก จนเกิดวาทกรรมประมาณว่า โกงแล้วได้ แต่แบ่งกูด้วย” (ยิ้ม)
     
      “คือโกงก็ได้ แล้วก็แบ่งเศษเงินเศษทองให้กับประชาชน คือแทนที่ประชาชนจะได้รับเต็มเม็ด เต็มหน่วย แต่เขาแบ่งสรรให้พวกเราเพียงน้อยนิด (กำลังจะหมายถึงนโยบายประชานิยมหรือ เปล่า) คืออันนี้น่ากลัวที่สุด เมื่อนักธุรกิจมาทำการเมือง เขาก็เลยใช้ระบบมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งมันไม่ยั่งยืน คำนึงถึงผลกำไรเป็นตัวตั้ง และมีการสร้างภาพว่ามันเป็นผลสำเร็จ ความสวยงามดูดี ทำให้ภาพความเป็นจริงไม่ถูกแสดงออกมา งบประมาณบางส่วนก็ถูกนำมาใช้เพื่อการ โปรโมทตัวเอง มีผลงานอะไรก็แถลงข่าวใหญ่โต ด้านมืดด้านลบอะไรก็ไม่บอก”
     
      “ลึกๆ ผมมีความเจ็บปวดกับรัฐบาลของคุณทักษิณมาก ทั้งๆ ที่เดิมทีผมรู้สึกศรัทธาคุณทักษิณในระดับหนึ่ง เขาเป็นคนเก่ง ยุคควบคุมสื่อเริ่มจากยุคเขาเป็นยุคแรก ตอนแรกๆ ผมทำรายการของหลวงปู่พุทธอิสระ ช่อง 9 รายการออกทุกวัน หลวงปู่ท่านก็วิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ ซึ่งตอนนั้นท่านไม่ได้โฟกัสห รอกว่าเป็นคุณทักษิณ แต่ท่านพูดถึงนักการเมืองที่โกงกิน ตอนหลังรายการก็เลยถูกยุบ ถามจากวงในทำให้ทราบว่า เราวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกินไป”
     
      “อย่างไรก็ตาม อันนี้ก็ไม่ได้เป็นเหตุที่อคติต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลคุณสมัคร แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่ง ขนาดเราคิดว่า เราไม่ได้ทำร้ายใคร พูดอะไรเขายังไม่ฟังเลย แล้วคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ต้องถูกครอบงำ ความคิดถูกเปลี่ยนแปลงทัศนะคติ ถูกครอบงำหรือถูกหลอกใช้หลอกลวง มากขึ้น การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงก็เป็นปรากฏการณ์ที่มันสะสมมาทีละนิดๆ ใส่ข้อมูลว่าเขาดีๆ มากขึ้นๆ จนคนมองไม่เห็นความชั่วของเขา นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ให้คิดว่า เราต้องรวมตัวกัน”
     
      “ซึ่งหลังจากยื่นไปแล้วก็มีผู้ใหญ่มาบอกว่า ผมขึ้นแบล็คลิสต์ ของกลุ่มเสื้อแดง ทำอะไรก็ต้องระวังตัวหน่อย เพราะเป็นศัตรูเขา ถามว่ากลัวไหม ก็กลัว ทำไมต้องคุกคาม แต่โดยส่วนตัวผมไม่ได้คิดว่าเขา เป็นศัตรูนะ ผมแค่รู้สึกว่า ทำไมไม่ทำให้ถูกต้อง หาคนอื่นมาเป็นนายกไม่ได้เหรอ ทำไมจะต้องเอาคุณสมัครซึ่งถูกตัดสินแล้ว การที่คนในพรรคยังเลือกคุณสมัครมาเป็น ทั้งๆ ที่ถูกตัดสินแล้ว ก็แปลว่าเขาไม่เห็นหัวประชาชนเลย”
     
      “หลังจากที่ผมออกมาครั้งนั้น ก็มีหลายคนมาเตือน เพราะผมค่อนข้างออกหน้ามาก จากนั้นผมก็หายไป แต่ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ ผมเองก็ยังทำหน้าที่ภาคพลเมืองอ ยู่ อย่างไรก็ตามช่วงนั้นมันก็ยังไม่ชัดเท่าช่วงนี้”
     
      “ม็อบอยู่...ผมอยู่ เพื่อคลี่คลายความจริง”
      “จริงๆ แล้วต้องบอกว่าผมไม่ใช่นักข่าวมืออาชีพ แต่จุดเริ่มต้นมาจากตอนที่ผม ทำเครือข่ายศึกษาและพัฒนาสันติวิธีของมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นที่ปรึกษาของกลุ่มเยาวชน และวันนั้นก็ไปจัดกิจกรรมกันที่อนุสรณ์ สถาน 14 ตุลา ก็มีท่านว.วชิรเมธีโฟนอินเข้ามา และก็มีพระพยอม ผมก็พูดเรื่องธรรมะศาสนาและก็เรื่องการเมือง การเมืองจะต้องเสียสละ เอาธรรมะเป็นที่ตั้ง”
     
      “จากนั้นทางช่อง 11 ก็ติดต่อเข้ามาว่า อยากใช้แนวทางสันติวิธีแบบนี้ช่วยมาเป็นพิธีกรให้ หน่อย ผมก็เลยบอกว่า ผมมีจุดยืนของตัวเองคือ ไม่เป็นเครื่องมือของรัฐบาล จะให้มานั่งบอกว่ารัฐบาลดีอย่างโน้นอย่างนี้ไม่เอา สอง ผมจะเชื่อในสิ่งที่ผมคิดว่าใช่ ถ้าผมตรวจสอบแล้วว่ามันถูกต้อง ผมจะช่วยเต็มที่ อันไหนผิดถูกผมจะบอกเต็มที่”
     
      “ผมเริ่มทำรายการตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม คือพอเขาชุมนุมผมก็เริ่มทำเลย เป็นรายการเฉพาะกิจ(เหมือนเขาปั้นเราขึ้นมาต่อสู้กับเสื้อแดง) มันก็คล้ายๆ อย่างนั้นครับ(หัวเราะ) แต่อย่างว่าใจผมมันมาเกินร้อย วันแรกผมสัมภาษณ์ท่านไพศาล วิสาโล ทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น”
     
      “เข้า ใจอย่างแรกก็คือ เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากคุณทักษิณจริงๆ เขาเป็นคนที่ไม่ยอมรับกติกาเพราะอุปนิสัย ใครที่ทำให้เขาผิดเป้าหมาย เขาจะมองเป็นศัตรูหมด ใครที่เป็นคู่แข่งกับเขาจะเป็นคู่แค้นด้วย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ขัดขวางผลประโยชน์ของเขา เขาจะทำร้ายล้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้วไอ้ความคิดแบบนี้มันได้เข้าไปครอบคลุมกลุ่มพรรค การเมืองเพื่อไทย”
     
      “อย่างที่สอง คนเสื้อแดงถูกบิดเบือนข้อมูลเยอะมาก ถูกบิดเบือนว่ารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เป็นรัฐบาลที่เกิดจากทหาร และการยุบพรรคก็เกิดจากอำมาตย์ เขามองว่ามันเชื่อมโยงกันหมด การตัดสินของศาลไม่ยุติธรรม เขามองว่าเป็นการใช้อำนาจครอบงำศาล ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือเขาไม่ดูที่เหตุ แต่เขาดูที่ผล ถ้าผลออกมาไม่ถูกใจเขาก็จะบอกว่าไม่ถ ูกต้อง”
     
      “หลังจากสัมภาษณ์เทปแรกเสร็จ ผู้ใหญ่ทางช่องก็บอกว่า ผมมีเซ้นส์ทางการเมือง ผมก็บอกว่า ถ้ามันผิดผมก็จะบอกว่าผิด ถ้าถูกก็จะบอกว่าถูก ซึ่งผมเองก็มองว่าคุณทักษิณคือต้นเหตุทั้งหมด ผู้ใหญ่ทางช่องก็ถามว่า พร้อมจะช่วยไหม เพราะไม่ค่อยมีผู้ประกาศคนไหนที่กล้าจะพูดแบบนี้ ผมก็บอกว่า ไม่มีปัญหา ถ้าการที่ผมออกมาแล้ว มันทำให้บ้านเมืองสงบได้และคลี่คลายได้”
     
      “คือตอนนี้สถานการณ์มันค่อนข้างวิกฤติมาก ข้อมูลทุกอย่างถูกบิดเบือน และมันก็ลุกลามไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด ผู้ใหญ่ก็บอกว่า มันเสี่ยงนะ มันอาจจะมีผลตามมา ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก คือถ้าเรามีส่วนเล็กๆ น้อยๆ ทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ มันสื่อออกไปทั่วประเทศและทำให้มีคนเข้าใจอะไรมากขึ้นได้ผมก็ยินดี”

 

“การทำงานเวลาไม่แน่นอน ช่วงที่เกิดสถานการณ์ใหม่ๆ ผมจะรายงานทั้งวันเลยตั้งแต่บ่ายไปจนดึก ก็จะสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือม็อบอยู่ผมอยู่ แต่เป้าหมายของผมเนี่ย ไม่ใช่ต้องการจะโจมตีคุณทักษิณตามล่าตามล้าง แต่อยากจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทุกคนเข้าใจ เราก็ไม่ได้คิดถึงขั้นคุกคาม ไม่งั้นเราจะไม่แตกต่างกับคนที่คิดคุกคาม คนอื่น”
     
      “กับการที่ผมพยายามอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ ผมก็โดนแบล็คลิสต์เลย หาว่ารับใช้พวกอำมาตย์ เลวชั่วต่ำช้า ก็โอเคไม่เป็นไร(ยิ้ม) ทุกคนก็โทร.มาเตือนผม ไม่ว่าจะเพื่อนๆ หรืออาจารย์ ทุกคนก็ให้กำลังใจ ให้ระวังตัว เขาบอกว่า ผมพูดอะไรตรงเกินไป แต่ผมว่าทุกวันนี้มันเห็นชัดนะครับ ว่าคุณทักษิณคือคนที่เป็นต้นเหตุ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวลในสังคมไทย การที่เขาไม่ได้ผลประโยชน์ ทำให้เขาต้องปลุกระดม พยายามล้างสมอง กระตุ้นเร้าอารมณ์คนให้คล้อยตาม เขา ม็อบนี่เป็นม็อบของเขาพรรคของเขาที่ได้เงินเขามา และรับใช้เขา”
     
      “ถึงผมจะไม่ใช่สื่อมวลชนที่เป็นนัก ข่าว แต่ผมก็เป็นคนทำงานด้านสื่อในเรื่องการสัมภาษณ์ เวลาที่เกิดปัญหาในเรื่องการบิดเบือนข้อมูล สิ่งหนึ่งที่เราควรจะต้องทำคือไม่หลบหนีความจริง เช่น วาทกรรมเรื่องอำมาตย์ ไพร่ ผมก็ได้มีการหยิบยกขึ้นมาถามอาจารย์ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ปราโมทย์ นาครรทรรพ ผมก็ถามตรงๆ ว่า ชนชั้นพระมหากษัตริย์ทำให้ไม่เกิดความเป็นประชาธิปไตยจริงไหม ที่ต้องถามเพราะว่ามีคนอีกเยอะมาก ที่พร้อมจะเอนเอียงไปทางเขา ถ้าเราไม่เปิดใจกว้างพูดคุยเรื่องนี้ในอนาคตก็อาจจะมีปัญหา”
     
      “ท่านอาจารย์ปราโมทย์ก็ได้ตอบว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด คำนึงที่ผมยิ่งสะเทือนใจและตอกย้ำว่า เราจะต้องทำหน้าที่ตรงนี้ เราจะต้องทำนะ เราจะต้องสู้ และถ้าจะเอาชีวิตเข้าแลกก็ต้องทำก็คือ ท่านอาจารย์บอกว่า ในหลวงทรงรู้ว่ามีคนที่ไม่อยากให้มีสถาบัน ท่านก็พยายามบอกผ่านคนทำงานของท่านว่า ขอให้บอกเรานะ อยากให้เราปรับตัวอะไรบ้าง ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ ให้โอกาสในการที่เราจะปรับตัวด้วย นี่คือสิ่งที่เราสัมภาษณ์ออก โทรทัศน์กันสดๆ เลย”
     
      “ผมฟังแล้วแบบ....รู้สึก ว่าท่านโดดเดี่ยว และก็รู้สึกว่า ถ้าประชาชนไม่ช่วยกันปกป้องท่าน ท่านก็ไม่มีพระราชอำนาจอะไรที่จะบังคับความรักความศรัทธาของผู้คน ให้รักเรานะ จงรักภักดีกับเรา แต่ตรงกันข้าม พระองค์กลับพยายามบอกว่า มีอะไรให้ปรับตัว ยินดีที่จะช่วยเหลือประชาชนทุกคน ท่านเป็นในหลวงที่ เหนื่อยที่สุดในโลก ทรงงานหนักมาขนาดนี้ แต่กลับถูกคนที่เห็นแก่ตัวไม่กี่คนปลุกระดมคน ฉะนั้นถ้าผมจะทำอะไรได้ จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ยอม”
     
      “นอกจากนั้นแล้ว อาจารย์ก็ยังเชื่อมโยงให้เห็นว่า ที่ประเทศอื่นๆ เขามีสำนักพระราชวัง สำนักราชเลขานุการคอยตอบโต้เวลาที่มีใครโจมตี แต่ในหลวงไม่มี คือในหลวงทรงเสียเปรียบเวลาที่ถูกพาดพิง คนที่ไม่เคยศึกษาไม่เคยรู้ว่าท่านทรงงานทำอะไร ก็จะคล้อยตามสิ่งที่โจมตีท่าน สังคมไทยถ้าเป็นแบบนี้มันน่ากลัว เพราะคำว่าผลประโยชน์ และความไม่รู้”
     
      “ศัตรูของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่ ทักษิณ แต่มันคือความไม่รู้ ทุกวันนี้เรามีสื่อที่ทันสมัยมากมาย แต่วิธีคิดของสื่อที่เจริญแล้วเนี่ยมันแฝงไว้ด้วยอำนาจ ความชิงชัง ความเกลียด อคติ ผลประโยชน์ ผมเรียกว่าเป็นยุค ไอซีทีกาลียุค กาลิกาลี แปลว่า เหลือ 1 ส่วน 4 ความจริงเหลือน้อยลง ก็กลายเป็นว่าความจริงถูกบิดเบือนไป”
     
      “ตอนนี้มี 3 กลุ่มที่เป็นปัญหา คุณทักษิณ ,พรรคการเมืองสส.เพื่อไทย ที่ถวายตัวรับใช้ และก็แกนนำเพราะเขาได้ผล ประโยชน์ อย่างวันนั้นที่เจรจาก็เกิดศัพท์แสลงคำว่าเหวง เพราะชวนเสียเรื่อง แต่พอเจรจาเสร็จกลับมาเวทีก็ประกาศเลยว่า พี่น้องของเราจะต้องไม่ตายฟรี อันนี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลอย่างร้ายกาจ เป็นการหลอกลวงและการหลอกใช้”
     
      “พอเรานั่งดูแล้วแบบ....ทำไมถึงมีคนที่ทำอะไรได้เลวขนาดนี้ เลวชนิดที่ว่าไม่ต้องอธิบายกันแล้ว สังคมมีคนที่เลวและดี เราก็ไม่ใช่ว่าดีเลิศ ทุกคนมันต้องมีบาดแผลแต่ก็ไม่ควรทำให้คนอื่นติด เชื้อไปด้วย ทุกวันนี้มันเป็นการเมืองแบบหมาหางด้วน คือหมาตัวหนึ่งมันหางด้วน และมันก็กลัวว่ามันจะถูกด่า มันก็เลยเที่ยวไปโฆษณาว่า หางด้วนสิดี เธอหางยาวไม่ดีนะ มาตัดหางด้วนอย่างฉัน”
     
      “คุณทักษิณกำลังสร้างประชาธิปไต ย หรือการเมืองแบบหมาหางด้วน เขากำลังสร้างค่านิยมแบบผิดๆ คือตัวเองหางด้วนแล้ว ตัวเองโกงแล้ว ก็เลยมองว่า คนโกงถ้าทำประโยชน์ให้คนพอใจ ก็จะได้คะแนนเสียง เลือกตั้งใหม่ก็จะได้อีก เขาก็จะพยายามเรียกร้องให้ยุบสภาๆ เพราะเขาก็จะมีกลโกงอีก”
     
      “เมื่อก่อนเรารู้ว่าเขา โกงอะไรบ้าง แต่ก็ยังพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำ แต่พอคำตัดสินมันออกมา ทุกอย่างมันชัดเจนมาก กับการทำหน้าที่สื่อหลายๆ คนต้องบอกว่า เป็นกลางๆ แต่ผมบอกตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานที่ช่อง 11 เลยว่า ความเป็นกลางก็คือความเป็นธรรม ความถูกต้อง หน้าที่เราก็คือการอธิบายให้ทุกคน ทราบข้อเท็จจริง”
     
      “เรื่องการเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่ สุด ทุกคนต้องมีส่วนร่วม อย่ามาบอกว่าฉันเป็นกลาง กลางผมมองว่าการเลือกข้าง หรือการทำตัวเป็นกลางมันก็คือการแบ่งแยกเหมือนกันนะ กลางมีสองอย่าง กลางคลี่คลายช่วยเหลือแก้ไข กับกลางแบบเอาให้ทะเลาะกันไปแล้วค่อยออกมา แสดงว่าฉันเป็นกลาง เราควรจะเป็นกลางแบบเข้าไปคลี่คลายอาจจะเจ็บตัว หน่อย แต่ว่ามันก็ทำให้ประเทศดีขึ้น คือมันไม่ได้ทำเพื่อตัวเองนะ(ยิ้ม) ก็ไม่รู้จะเชื่อหรือเปล่า คือถ้าทำด้วยตัวเองนะ อยู่เฉยๆ สบายกว่าเยอะ ไม่ต้องเดือดร้อนขนาดนี้”
     
      “มีวันหนึ่ง ผู้ใหญ่ที่เป็นตำรวจโทร.มาบอกว่า ตอนนี้สถานการณ์ผมค่อนข้างจะน่าเป็น ห่วง เขาก็ถามว่าอยากให้ช่วยอะไรไหม ผมก็บอกว่า ถ้าช่วยก็ขอให้มีรถตำรวจมาดูแลบ้านผมหน่อย ผมยืนยันนะครับ ว่าไม่ได้เกลียดคนเสื้อแดงเพราะเขาก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ผมขอแค่อย่าคุกคาม เจอกันไม่ชอบหน้าผม ก็ด่าบ้างก็ไม่เป็นไร แต่จะเอาชีวิตกันจะเข่นฆ่ากันมันก็.....”
     
      “อย่างวันนั้นผมสัมภาษณ์อดีตแม่ทัพภาค 4 ก็มีระเบิดที่ช่อง 11 ตอนนั้นเลย แว๊บแรกที่ผมคิดก็คือจะมีคนตายไหม จะมีลูกสองลูกสามตามมาไหมเพราะเสียงมันดังมาก แต่ผมก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด(คิดว่าเขาจงใจหรือเปล่าต้องยิงช่วง ที่อี้ออกอากาศ) ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ผมแค่พยายามชี้แจงให้ทุกคนได้รู้ความ จริง ผมไม่ใช่นักข่าวที่จะต้องมานั่งรายงาน ผมต้องวิเคราะห์วิพากษ์ให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งหลายคนบอกว่ามันแรงดีนะ มันกล้าดีนะ แต่ผมก็ต้องทำ และอีกอย่างที่ผมทำไปพร้อมๆ กันในเชิงคู่ขนานก็คือ กระบวนการหาทางออก”
     
      “ผมอยากเห็นคนไทยเถียงกันได้ เห็นต่างกันได้ นั่งเถียงกันเสร็จ ได้แสดงได้โชว์แลกเปลี่ยนจบเป็นจบ อย่าแค้นอย่าฝังใจอย่ามาขู่ว่า เฮ้ย...เห็นต่างเดี๋ยวมึงตาย แล้วก็อยากให้สังคมไทยหมดจากเรื่องโกงซักที เคยฟังทางเสื้อแดงพูดรัฐบาล อำมาตย์ รัฐบาลทหาร ซึ่งผมว่าการปฏิวัติโดยที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ กับการโกงกินสูบเลือดสูบเนื้อ สิ่งหลังมันเลวร้ายกว่า การสูบเลือดสูบเนื้อแม้แต่คนที่ลำบากยากจนไม่มีหนทางทำมาหากิน คนรากหญ้าก็ยังถูกเอามาใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่โกงกิน เพื่อให้ได้มาซึ่งขั้วอำนาจของตัวเอง”
     
      นักวิชาการหัวหด ไม่กล้าแสดงความเห็น
      “อีกอย่างที่น่ากลัวก็คือ คนที่รู้แต่ไม่กล้าออกมาพูด หรือแสดงออกให้สังคมได้รับรู้ ที่ผ่านมาผมพยายามเชิญกลุ่มอาจารย์มาใน รายการ ให้ช่วยมาพูด ให้ช่วยมาบอกความจริงกับสังคม เพราะผมคนเดียวคงไม่มีปัญญา ทำอะไรได้มาก ท่านก็บอกว่าได้สิ แต่พอถึงเวลาออกรายการท่านก็เปลี่ยน ไม่กล้าพูด ผมขอไม่แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ เราก็เข้าใจว่าต่างคนต่างต้องการอยากจะปกป้องตัวเอง “
     
      “นักวิชาการบางคนที่มีความคิด มีความเข้าใจแต่ไม่มีความกล้าหาญทาง จริยธรรมในการออกมาแสดงออก และวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดกว้าง เพื่อหาทางออกให้กับสังคมจริงๆ ผมเชื่อในสันตินะ แต่ผมไม่เชื่อว่าสันติมันจะเกิดขึ้นเองโดยลอยๆ สันติเถอะๆ สมานฉันท์เถอะ แค่ออกมาเดินๆ รณรงค์แล้วพูดแบบนี้มันเป็นเรื่องปลาย เหตุ มันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ มันเหมือนฝุ่นใต้พรมที่ถูกหมักหมมเอาไว้ ไม่มีใครไปกวาดให้คลี่คลาย”
     
      “รัฐบาลต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่การแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญเท่า นั้น แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคม อย่างน้อยต้องมีคณะกรรมปฏิรูปประเทศไทยที่หมอประเวส วะสี ทำ เอาคนกลางที่น่าเชื่อถือหลายๆ ฝ่ายหลายๆ ภาคส่วน มาร่วมกันใช้เวลา 3 – 4 เดือน ทำเลยทั่วประเทศ ผ่านอบต.อบจ. กระจายอำนาจไปเพื่อให้มันมีทาง แก้ไขอย่างตกผลึก ดีกว่ามานั่งประชาพิจารณ์ มานั่งถาม ลงมือทำเลยดีกว่า มีปัญหาอะไรจะได้แก้ไข”
     
      “ปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน ถ้ามองว่าทางองคมนตรี พล.อ.เปรม ผิด ก็แยกออกมาเป็นตัวบุคคล ไม่ใช่เหมารวมสถาบันองคมนตรี และไม่ควรจะเหมาสถาบันพระมหากษัตริย์โดย เด็ดขาด แล้ว คนที่อยู่ในกลุ่มเสื้อแดง ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงต้องถอยออกมาแล้วก็บอกว่า ถ้าโจมตีพระมหากษัตริย์ไม่เอาด้วยนะ”
     
      “ยุทธศาสตร์การชูประเด็นของเสื้อแดง ตอนนี้มันไม่ชัด อำมาตย์ ไพร่ สองมาตรฐาน ยุบสภา มันคนละเรื่องกัน คือเขามองแค่วันนี้จะต้องดิสเครดิตรัฐบาลให้ได้ โจมตีทุกวิถีทางเพราะเขาคิดว่า ถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่เขาจะได้เสียง ข้างมาก เพราะเขาจะใช้เงินซื้อพรรคเหมือนที่เขาเคยทำ แล้วเขาจะกลับ และเขาก็จะเรียกมันว่านี่คือประชาธิปไตย อันนี้น่ากลัวที่สุด เพราะคนจะคิดว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง”
     
      “รัฐบาลสองสมัยที่ผ่าน มา ทั้งรัฐบาลคุณสมัครและคุณสมชาย ก็มาจากรัฐธรรมนูญชุดเดียว ส.ส.ชุดเดียวกันกับของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งถ้าจะพูดว่าไม่ยอมรับรัฐบาล อภิสิทธิ์ มันก็ควรจะมีการพูดถึงการมาของคุณสมัครและคุณสมชายด้วย แต่ทุกอย่างมันไม่ใช่มันเกิดจาก การปลุกระดมปลุกเร้า มันเป็นการครอบงำทางความคิด เหมือนยาพิษที่ค่อยๆ ซึมเข้าไป จนคนที่ป่วยเป็นโรคก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรค และกำลังแพร่เชื้อต่อไป แต่ด้วยความเคารพนะครับตอนนี้นอกจากหากระ บวนการเพื่อดึงมวลชนไปรักษาเยียวยาบำบัดแล้ว การกระจายรายได้ การกระจายเศรษฐกิจให้กับพวกเขาก็เป็นสิ่งสำคัญ พวกเขาจะได้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องคิดจะพึ่งพานักการเมือง”

“รัฐบาลของคุณทักษิณ ได้สร้างร่องรอยของการครอบงำด้วยระบบนายทุน ทำให้เกิดระบบประชานิยม ทำให้คนที่มาเป็นรัฐบาลต่อไปก็ต้องใช้ระบบนี้ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อที่จะได้ใจประชาชน เป็นการกระตุ้นและทำลายเศรษฐกิจพอเพียง คุณทักษิณหรือพรรคเพื่อ ไทยบอกว่า รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์พยายามก็อบปี้นโยบายของเขา แต่จริงๆ แล้ว คุณทักษิณนั่นแหละเป็นนักก็อบปี้ตัวพ่อเลย(ยิ้ม) เพราะนโยบาย 30 บาท เป็นความคิดของหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ซึ่งท่านบอกว่าประเทศไทยยังไม่พร้อม ต้องรออีก 8 ปีถึงจะพร้อม แต่เขาก็ไม่เชื่อก็เอามาใช้ แล้วมันก็ขาดๆ แหว่งๆ หมอสงวนเจ็บปวดมากที่ความคิดของท่านถูกเอาไปใช้เป็นผลประโยชน์ ของนักการเมือง เอาไปบอกว่า เป็นความคิดของตัวเอง หลักประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่มันต้องมีเมื่อถึงเวลาที่สมควร”
     
      กล้าหยิบคำว่า อำมาตย์ กับ ไพร่ ขึ้นมาพูดในฟรีทีวีครั้งแรก
     
      “คือถ้าเราไม่กล้า ทุกคนก็ไม่มีใครกล้าหมด มันก็ไม่มีความจริงให้ปรากฏขึ้นมา ผมรับไม่ได้กับสิ่งที่เขาบอกว่า ความจริงวันนี้เพราะมันคือความเท็จ ทั้งนั้น ผมมีความรู้สึกอึดอัดใจมาก หลายๆ คนเตือนว่าระวังนะเว้ย ซึ่งเราก็ไม่ได้เจ๋งไม่ได้เก่งอะไร แต่ในเมื่อโอกาสมันมาแล้ว จังหวะมันมาแล้ว และถ้าเราไม่ช่วย เราไม่สู้เราก็จะเสียใจไปตลอดชีวิต เราจะต้องละอายใจไปตลอดชีวิต ถ้ามัวแต่คิดถึงตัวเอง ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ”
     
      “ผมทำเพราะอยากช่วยประเทศ ไม่ได้อยากเด่นอยากดัง อย่างครั้งที่ยื่นถวายฎีกาไม่เอาคุณสมัครเสร็จ ผมก็ไม่ได้มานั่งแถลงข่าวหรือมานั่งเปิดตัวเป็นผลงานของเรา เพราะจริงๆ ผมก็เห็นว่า เราไม่ควรจะทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นมันไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ผมกลัวว่ามันจะเกิดการนองเลือด ถ้าคุณสมัครกลับมาเป็นนายกอีก”
     
      “ผมไม่คิดว่า คุณทักษิณจะหยิบเอาประเด็นพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นประเด็นการ เมืองอย่างล่อแหลมรุนแรงขนาดนี้ มันน่ากลัวมาก ตอนนี้อาจจะมีแค่คนกลุ่มน้อยที่คิดล้มเจ้า แต่มันถูกพ่วงไปกับกระบวนการปลุกเร้าต่างๆ พูดทุกวันย้ำทุกวันจนเขาเชื่อว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีปัญหา”
     
      “ผมบอกตรงๆ ว่า ที่ออกมาครั้งนี้เพราะในหลวง ผมอยากจะช่วยท่านจริงๆ แต่ไม่ได้อยากหยิบยกเอามาเป็นประเด็นคุณงามความ ดี แต่อยากช่วยท่านบ้าง อยากช่วยอธิบายให้คนได้ฟังได้คิด จะให้ทำยังไงก็ได้ ให้ทุกคนได้กลับจิตกลับใจและถอยออกมา ผมไม่อยาก ให้ดึงประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นการเมือง เรื่องไพร่เรื่องอำมาย์อย่าเอามาพูด คุณทักษิณจะพูดบ่อยมาก อำมาตย์ กับ ประชาชน”
     
      “อำมาตย์ กับ ประชาชน เรารู้กันดีว่าเขาหมายถึงใคร คุณทักษิณนี่หลุดออกมาหลายครั้ง เขาพยายามปลุกสงครามชนชั้นขึ้นมา ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมันไม่เคยมี พระมหากษัตริย์ทรงมีคุณูปการในการ เปลี่ยนผ่านการแก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมืองมามากมาย แล้วตอนนี้เราจะปล่อยให้คนแค่บางคน บางกลุ่ม ซึ่งมีไม่เกิน 0.01 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไปพูดเป็นแกนนำ ที่มีสื่อ มีเงิน มีทุน ขยายกระจายเสียงออกไป แล้วสื่อหลักๆ ก็ไม่กล้าที่จะอธิบายทั้งที่รู้ว่าควรทำยังไง ไม่ต้องตำหนิ ไม่ต้องด่าคุณทักษิณเลยก็ได้ แต่ช่วยอธิบายหน่อยว่า วาทกรรมที่เขาพูดนี่มันเป็นยังไง”
     
      “ซึ่งเวลาที่ผมสัมภาษณ์ ผมก็จะถามตรงๆ และให้อธิบาย ซึ่งในเว็บไซต์แห่งหนึ่งก็จะมีการขึ้นแบล็คลิสต์ผม มีการด่า หาว่าผมรถชนแล้วสมองเสื่อม พาดพิงมั่วไปหมด ขอให้ลูกขอให้ครอบครัวมีอันเป็นไป เยอะไปหมด ก็รู้สึกว่าลึกๆ แล้วมันก็มีความเศร้าสลด แต่ถ้าเรามัวแต่คิดว่า เรารอดเว้ย เซฟตัวเองดีกว่า พูดอย่างนี้ดีกว่า มันไม่ได้”
     
      “อาจารย์ หลายคนก็เตือนว่า ทำไมเราจะต้องไปพูด ทำไมไม่ให้วิทยากรเขาพูดเอง ผมก็จะอธิบายให้ฟังว่า ผมทำรายการนี้ด้วยจิตสำนึก ถ้าผมเอาแต่โยนให้แขกรับเชิญพูด แล้วผมนั่งยิ้ม พูดแล้วเว้ย เข้าทางกูแล้วเว้ย ผมเท่ากับโยนบาปให้เขา ฉะนั้นไหนๆ ผมเชิญเขามา ถ้าจะมีการแสดงความคิดเห็นผมจะต้องพูดก่อน ผมต้องแสดงความจริงใจก่อนว่า ผมกล้าพูดนะ”
     
      “ซึ่งบางคนก่อนเข้ารายการก็คุยกัน แล้วว่ากล้าพูด แต่พอเราถามปุ๊บไม่กล้าพูด ตรงนี้เราก็ต้องเคารพและฝึกความ เป็นประชาธิปไตย เพราะเราทำรายการที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย เราต้องเคารพ แต่บางทีมันก็จี๊ดเหมือนกันนะ ตอนแรกคุยกันแบบนี้ พอเอาเข้าจริงๆ บอกต้องรักษาความเป็นกลาง คนก็เลยเข้าใจว่า เอออย่าไปแตะนั่นมาก อย่าไปลงลึก อย่าไปจี้”
     
      “แต่จริงๆ แล้ว เราต้องลงรายละเอียดลึกๆ เพราะตอนนี้ประเทศเหมือนคนที่ป่วยหนัก มากๆ ถ้าไม่ให้ยาแรงๆ มันไม่หาย มันต้องชัดเจนกล้าพูด แล้วเดี๋ยวนี้มันเลยไปถึงพระสงฆ์แล้ว มีพระสงฆ์เข้าร่วมม็อบด้วย ในภาคประชาชนตอนนี้มันได้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว วิถีชีวิตระบบอุปถัมภ์ ที่พ่อแม่ช่วยเหลือลูก คนในสังคมเกื้อกูลกัน มันกำลังเปลี่ยนเป็นเสรีทุนประชาธิปไตย ลูกไม่ต้องกตัญญูพ่อแม่ ทำไมต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ พ่อแม่ก็เลี้ยงดูตัวเองได้ มันถึงได้มีคำถามว่า ทำไมเราถึงจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ วิถีอุปถัมภ์ตอนนี้มันหายไปแล้ว เพราะเราไม่ได้รับการปลูกฝัง”
     
      “ปรากฏการณ์เสื้อแดงมันซ้อนทับกันหลายเรื่อง เรื่องการศึกษาที่ไม่สอนความจงรักภักดี ครูบางโรงเรียนก็เปลี่ยนรูปในหลวง ออก ก็กลายเป็นไม่ได้ปลูกฝัง ในขณะเดียวกันก็ยังถูกบิดเบือนไปในทางที่ ไม่ถูกต้อง ผมคิดว่าภาครัฐจะต้องรีบดำเนินการอะไรบางอย่างกับสื่อที่ ปลุกเร้า ถ้ามันไม่เข้าข่ายสันติวิธีหรืออารยะขัดขืนก็ต้อง จัดการ“
     
      “ต่อไปนี้ประเทศไทยเราจะน่ากลัวขึ้น เรื่อยๆ คนมันจะเข่นฆ่ากันได้เพราะไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ในหลวงที่ดีที่สุดในโลก ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้เลียนแบบ แต่เยาวชนกลับไม่ได้รับการปลูกฝัง จะหาใครที่ดีอย่างในหลวงของเรา สิ่งที่ผมประทับใจ มากๆ ก็คือ เวลาที่ท่านเสด็จไปไหนเห็นประชาชนนั่งอยู่ท่านก็จะคุกเข่าราบ กับพื้น แล้วก็ถามประชาชน ภาพนั้นคือภาพที่ผมจดจำมาตลอดชีวิต นี่เหรอคือสิ่งที่คุณมองว่าเป็นชนชั้น”
     
      “60 ปีที่ท่านครองราชย์ ท่านพยายามมากๆ ในการที่จะลดช่องว่าง ท่านทรงตรัสว่า เสรีที่แท้จริงจะยังไม่เกิดขึ้น ถ้าประชาชนเรายากจน ท่านก็พยายามช่วยประชาชน แต่ความยากจนมันไม่ใช่ปุบปับจะเปลี่ยนแปลงได้ มันต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่คุณทักษิณกลับพูดว่า จะไม่ยอมให้ประชาชนยากจนอย่างพอ เพียง วิธีคิดนี้เป็นวิธีคิดแบบผูกขาดทุนนิยม”
     
      ทางออก ประเทศไทย
     
      “สำหรับทางออกผมคิดว่า ท่านนายกจะต้องอดทนและเฉียบขาด ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก อะไรต่างๆ ที่เคยเป็นข้อผิดพลาด คนรอบตัวท่าน ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น ท่านต้องดำเนินการให้เฉียบขาด และต้องปรามการใช้ความรุนแรง ระเบิดเอ็ม 79 ต่างๆ ท่านต้องหยุดให้ได้ จับให้ได้ และควบคุมการปลุกระดมการชุมนุมที่ ไม่สันติ”
     
      “รวมไปถึงด้านสื่อด้วย ต้องใช้สื่อให้เป็น ปัจจุบันสื่อก็เป็นอาวุธนะ น่ากลัวกว่าระเบิดด้วยซ้ำไป เพราะสื่อทำให้เกิดระเบิดได้ สื่อสามารถทำให้เกิดความเครียดแค้นชิงชัง ได้ แต่รัฐบาลชุดนี้ใช้สื่อน้อยเพราะขี้เกรงใจ เพราะมีข้อครหาที่ดักทางไว้ว่า ครอบงำแทรกแซงสื่อ ท่านนายกใช้วิธีคิดแบบอ๊อกซฟอร์ด คือเป็นวิธีคิดที่ให้เกียรติคน ให้ความเชื่อมั่นใจวิถีประชาธิปไตย ตราบใดที่ยังอยู่ในกฏหมาย ซึ่งมันก็เป็นมาตรฐานที่ดี ถ้าสันติจริงๆ”
     
      “ท่านนายกเป็นคนที่ใจกว้างมาก ยอมแม้กระทั่งลงมาคุยกับแกนนำ ซึ่งหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะ เหมือนแกนนำมีเครดิต เป็นรัฐหนึ่งที่นายกต้องมาเจรจา แต่ก็มีคนให้ทัศนะว่า ยอดคนก็เหมือนกับยอดข้าวที่น้อมผ่อนลงมาหาคนที่ลำบาก ซึ่งท่านก็พูดชัดตั้งแต่แรกว่า ท่านรับฟังทุกเสียงถึงแม้จะเป็นเสียง ที่ไม่ได้เลือกท่าน คนที่ไม่ชอบท่านก็ต้องช่วย ผมว่านี่คือสปิริตของผู้นำ ผมไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากการมาชื่นชม แต่ผมคิดว่าท่านเป็นต้นแบบนักการ เมืองที่ดี และก็ดีใจที่เรามีนายกแบบนี้”
     
      “อีกอย่างที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ การหยิบยกสถาบันมาเป็นข้ออ้าง ฝั่งนี้รักมาก ฝั่งนี้ไม่รักมาก แล้วฝั่งไม่รักมากจะต้องไม่ใช่คนไทย คือเขาแค่หลง เราต้องให้ความรู้ความจริงกับคนที่โดนกรอกข้อมูล ซึ่งผมกำลังทำตรงนั้นอยู่ และก็อยากให้ทุกคนร่วมกันเผยแพร่ความจริง”
     
      “ผมยืนยันจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด ถามว่ากลัวตายไหม ก็กลัวเหมือนกัน ผมรู้ว่าเราทำแล้วมันน่ากลัว แต่ผมไม่รู้จะทำยังไง เราก็ต้องสู้ และก็ทำแบบหมดใจ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นห่วงเหมือนกัน เพราะทุกวันนี้เวลาที่มีให้กับครอบครัวก็น้อยลง เหนื่อยก็เหนื่อยมาก กว่าจะได้นอน ก็ต้องตื่นแต่เช้ามาเล่นกับลูกเพราะผมอยากใช้เวลากับเขา ให้ได้มากที่สุด และบ้านผมก็มีผมเป็นเสาหลักคนเดียว แต่ผมบอกได้เลยว่า ผมไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าตรงนี้จบ ผมก็จะถอยไปทำงานภาคพลเมืองต่อ แต่วันนี้มันวิกฤติจริงๆ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนกล้า แต่มันอาจจะไม่มีคนบ้าพอ”
     
      “ถ้าผมไม่มี โอกาสได้พูดอีก ก็อยากจะพูดเลยว่า ผมจะให้อภัยคนที่ทำกับผม เพราะผมรู้สึกว่า มันเป็นบุญสุดท้ายที่ผมจะทำได้ ที่ผ่านมาก็มีสิ่งเป็นสัญญาณเตือนบางอย่าง ก็อยากจะบอกว่า ผมให้อภัยคนที่ทำ และก็อยากฝากให้ช่วยดูแลครอบครัวผมหน่อย เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ผมยังห่วงอยู่”


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 23 เมษายน 2553, 18:30:04
วันที่ 22 เมษายน 2553 19:36
ฉาย"โฮเต็ล รวันดา"เตือนสติก่อนนองเลือดอีก

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

16องค์กรภาคประชาชน เร่งจัดฉายภาพยนตร์สะท้อนสงครามกลางเมือง 2เผ่าปลุกระดมชวนเชื่อจับอาวุธฆ่ากันตายนับล้านศพ หวังเตือนสติคนไทยก่อนสายเกินไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 12.00 น. ศุกร์วันที่ 22 เม.ย. ภาคประชาชน 16 องค์กร จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง "Hotel Rwanda" ผ่านจอ LED ขนาด 200 นิ้วกลางสถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพฯ เพื่อรั้งสติคนไทยให้หยุดคิดก่อนที่คนชาติเดียวกันจะต้องประหัตประหารกัน เอง

โดยกิจกรรมจะเริ่มขึ้นพร้อมกัน ณ จุดประชาสัมพันธ์สถานีรถไฟหัวลำโพง จากนั้นตัวแทน 16 องค์กรภาคประชาชน จะแถลงข่าวและฉายฉายภาพยนตร์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าความจริงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในสงครามกลางเมือง ระหว่างชนพื้นเมืองชาวตุดซี(Tutsi) และชนพื้นเมืองชาวฮูตู(Hutu) เสียชีวิตไปประมาณ 800,000 - 1,071,000 คน โดยมีกองกำลังทหารบ้านหัวรุนแรงชาวฮูตู 2 กลุ่มเป็นผู้ลงมือสังหารหมู่เผ่าตุดซี ในช่วงเวลา 100 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนไปถึงกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2537

ซึ่งสาเหุตมาจากการปลุกระดมผ่านสื่อสาร มวลชนให้เห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเพียงแค่เดรัจฉาน ไร้ค่าเหมือนแมลงสาป


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 03 มิถุนายน 2553, 19:39:04
วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 10:31:46 น.   มติชนออนไลน์

ปรากฎการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ในเครือข่ายสังคมออนไลน์

ปรากฏการณ์ การชุมนุมของคนเสื้อหลากสี หรือกลุ่มมั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนต่อต้านยุบสภา เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นภาพความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญ ที่เกิดขึ้นในโลกเครือข่ายออนไลน์ (social media network) ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ การสื่อสารความขัดแย้งทางการเมืองในเครือข่ายสังคมออนไลน์ แสดงให้เห็นถึงอำนาจของสื่อใหม่ (new media) ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทและพลังในการกำหนดความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่น่าสนใจทางนิเทศศาสตร์ ท่ามกลางกระแสวิกฤติการเมืองที่มีสื่อกระแสหลักอย่างหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์และวิทยุ ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพสื่อ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอคติ ความไม่เป็นธรรมและการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง


การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจ ตรวจสอบ ปรากฏการณ์การใช้สื่อออนไลน์ในการสื่อสารความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลาของการชุมนุมระหว่างวันที่ 12 มีนาคม – 30 เมษายน 2553 ด้วยวิธีการวิจัยเนื้อหา (content analysis) ผ่าน 4 กลุ่มช่องทางสื่อใหม่อย่างเว็บเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เว็บบอร์ดพันทิป และการใช้ฟอร์เวิร์ด เมล์

 

ผลการศึกษา พบว่า มีการใช้พื้นที่สื่อออนไลน์เพื่อการสื่อสารทางการเมืองในระดับกว้าง และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ในสื่อไมโครเว็บอย่าง “เฟซบุ๊ค”. ซึ่งมีลักษณะของการรวมกลุ่มรณรงค์ต่อต้านการชุมนุมและสนับสนุนรัฐบาลไม่ให้ ยุบสภาค่อนข้างสูงมากกว่ากลุ่มสนับสนุนเสื้อแดง การเชื่อมโยงจับกลุ่มทางออนไลน์ยังนำไปสู่การรวมตัวกันในโลกจริง เพื่อทำกิจกรรมรณรงค์และแสดงพลังทางการเมืองหลายด้าน


เฟซบุ๊คได้กลายมาเป็นพื้นที่แห่งการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่ม ที่ตรงข้ามกัน มีการเข้าไปตรวจสอบความคิดเห็นทางการเมืองแต่ละฝ่าย การตรวจสอบเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ และนำเอามาถ่ายทอดต่อในกลุ่มของตนเพื่อแจ้งข่าวสารยังสมาชิก ในลักษณะประจาน ประณามและขอให้ช่วยกันลงโทษทางสังคมออนไลน์ และมีการนำข้อมูลส่วนตัวของบุคคลดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อในอีเมล์,  เว็บบอร์ด เพื่อให้รับรู้กันในสาธารณะ ซึ่งมีกรณีที่นำไปสู่การจับกุม การไล่ออกจากสถานที่ทำงาน และการไม่คบค้าสมาคม-ปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง


ขณะที่สื่อทวิตเตอร์นั้น โดดเด่นไปการใช้งานเพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างเกาะติด ต่อเนื่อง โดยมีนักข่าว/ผู้สื่อข่าวเป็นผู้ทรงอิทธิพลในข่าวสารมากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวในเครือเนชั่น


ส่วนพื้นที่เว็บบอร์ดสาธารณะในพันทิป ก็มีการตั้งกระตู้หลายพันกระทู้ในช่วงเกิดเหตุการณ์ชุมนุม และได้กลายเป็นพื้นที่วิวาทกรรมทางความคิดการเมือง พื้นที่แห่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางความขัดแย้งทางการเมืองหลายๆ กรณี มีการเชื่อมโยง ระดมข้อมูลข่าวสารจากพลเมืองเน็ตมากมายเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง การใช้ความรู้ ข้อเท็จจริงมาหักล้างซึ่งกันและกันอย่างเสรี ขณะที่การแสดงความคิดเห็นบางส่วนก็มีทั้งช่วยกันเสริมสร้างความสมานฉันท์ ความเข้าใจและส่วนหนึ่งก็ได้กลายเป็นพื้นที่วิพากษ์ วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างดุดัน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย และสะท้อนความเกลียดชัง ผ่านภาษาเชิงเหยียดหยาม ประณาม


และยังมีการใช้ฟอร์เวิร์ดเมล์เพื่อ การสื่อสารให้ข้อมูลทางการเมืองในลักษณะชี้แจง แฉ วิพากษ์วิจารณ์ เบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์การชุมนุมของคนกลุ่มเสื้อแดง, พฤติกรรมของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในการตีตนเสมอเจ้าหรือการกระทำที่คิดล้มล้างสถาบัน-คดีคอร์รัปชั่นในอดีต, เบื้องหลังความรุนแรงของการชุมนุมของคนเสื้อแดง, กลุ่มบุคคล-องค์กร-สื่อเว็บไซต์ ที่เผยแพร่ความคิดล้มสถาบันกษัติรย์


การศึกษาพบว่า การใช้สื่อออนไลน์เพื่อการสื่อสารความขัดแย้งทางการเมือง กลายเป็นพื้นที่ของการโต้ตอบ ต่อสู้ เอาชนะกันทางการเมือง ระหว่างคนชนชั้นกลางและกลุ่มผู้ชุมนุม, ระหว่างผู้สนับสนุนรัฐบาลและผู้ต่อต้าน แม้จะมีเนื้อหาจากฝั่งกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง/นปช. บ้าง แต่ก็พบค่อนข้างน้อย ซึ่งอาจมาจากสาเหตุที่รัฐควบคุม หรือสั่งปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาท ปลุกระดม และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และสะท้อนว่าผู้คนที่ใช้สื่อออนไลน์ในเชิงสันติวิธี การหาทางออกและข้อเสนอแนะของวิกฤติปัญหาทางการเมืองนั้นยังอยู่ในระดับที่ ไม่เข้มข้น


ผลการศึกษา แบ่งออกเป็น 4 ประเด็น ดังนี้


1. กลุ่มรณรงค์ทางการเมืองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ “facebook” พบ 45 เว็บไซต์ โดยกลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดคือ กลุ่ม “มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนต่อต้านการยุบสภา” เป้าหมายหลักของการตั้งกลุ่มการเมืองผ่านเว็บเฟซบุ๊ค คือการสื่อสารรวมกลุ่มความคิดทางการเมือง การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การรายงานข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของการชุมนุม และจุดเด่นคือการวิพากษ์วิจารณ์อภิปรายและจัดกิจกรรมแสดงพลังทางการเมือง


กลุ่มความคิดทางการเมืองหลัก คือ “กลุ่มที่ไม่สนับสนันกลุ่มคนเสื้อแดง” และมีกิจกรรมทางสังคม/การเมืองที่หลากหลายกว่า เช่น การนัดรวมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆ


การใช้ภาษาที่มีระดับตั้งแต่สุภาพไปจนระดับหยาบคาย รุนแรง และมีกรณีการประณาม ประจาน กลุ่มผู้ที่ให้ข้อมูลในเชิงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยการเชื่อมโยงกับอีเมล์และส่งต่อๆ กันไป นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับกลุ่ม “Social Sanction” ที่เน้นปฏิบัติการประณาม ประจาน และสืบค้นข้อมูลส่วนตัวเพื่อนำมาเผยแพร่ และ ลงโทษทางสังคมออนไลน์


ขณะที่กลุ่มสนับสนุนคนเสื้อแดงก็มีการใช้ข้อมูลโต้ตอบกับฝ่ายตรงข้าม และพยายามให้ข้อมูลเชิงบวกต่อกลุ่มคนเสื้อแดงกันเอง รวมทั้งอาจมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของสื่อไทยและต่างประเทศ และยังมีเว็บเฟซบุ๊คที่เน้นกระบวนการเชิงสันติวิธี เช่น เครือข่ายสันติวิธี ที่ออกแถลงการณ์และทำกิจกรรมเฝ้าระวังการสื่อข่าวการชุมนุมอย่างแข็งขัน


กลุ่มอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสื่อสารเชิงเสียดสี ประชดประชันกิจกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในลักษณะเน้นผ่อนคลายบรรยากาศ เช่น กลุ่มคนเสื้อใน, กลุ่มคนเสื้อแพง, กลุ่มคนอย่าเอาสีเสื้อไปโยงกับการเมืองได้มั๊ย ในตู้เสื้อผ้าไม่เหลืออะไรให้ใส่แล้ว


การสื่อสารในเว็บเฟซบุ๊คค่อนข้างเป็นไปอย่างรุนแรง มีลักษณะการแบ่งแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน มีการด่าทอ ประณาม ตำหนิ วิพากษณ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นไปตามวัตถุปะสงค์ของการตั้งกลุ่ม พบว่ามีการตักเตือนเรื่องการใช้ภาษาบ้าง แต่ก็อาจถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีข้อความสื่อสารทั้งในเชิงสมานฉันท์และสร้าง ความเกลียดชังไปพร้อมๆ กัน

 

2. ผู้ทรงอิทธิผลข่าวสารทางการเมืองข้อมูลข่าวสารผ่านไมโครเว็บ “twitter” จาก 20 อันดับ ผู้ที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดในทวิตเตอร์ (ข้อมูลจาก lab/thaitrend) เป็นนักข่าวทั้งหมด 10 คน สังกัดเครือเนชั่นมากที่สุดถึง 8 คน ที่เหลือเป็นบุคคลจากวงการต่างๆ เช่น ดารา นักร้อง นักเขียน ฯลฯ โดยมีสุทธิชัย หยุ่น เป็นผู้ที่คนอ้างอิงมากที่สุด


เนื้อหาที่พบในการท วิตเตอร์ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มคือ 1. กลุ่มเนื้อหาที่เน้นเผยแพร่ข่าวการเมือง  ส่วนมากเจ้าของทวิตเตอร์ที่เน้นเนื้อหากลุ่มนี้พบว่าเป็นนักข่าวหรือองค์กร สื่อ 2. กลุ่มเนื้อหาที่เน้นวิพากษ์วิจารณ์การเมือง แต่มีเนื้อหาด้านอื่นสอดแทรก เช่น การพูดคุย ทักทายเรื่องทั่วไปในกลุ่มผู้ที่ติดตาม การพูดคุยเรื่องกีฬา เรื่องชีวิตประจำวันทั่วไป 3. กลุ่มเนื้อหาที่เน้นข้อมูลการจราจร เช่น ศูนย์วิทยุ จส.100 4. กลุ่มเนื้อหาที่เน้นด้านธรรมะ และ 5.กลุ่มเนื้อหาที่เน้นพูดคุยทั่วไปและ ความคิดเห็นทางการเมือง


เป้าหมายของการสื่อสาร เพื่อ 1) สื่อข่าวให้ประชาชนทั่วไปที่ใช้ทวิตเตอร์ได้รับข้อมูลข่าวสารทางการเมือง และ 2) ใช้เพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ


ลักษณะการใช้ภาษาในทวิตเตอร์ คือ 2 รูปแบบ 1. ใช้ภาษาสนทนาทั่วไป หมายถึงใช้ภาษาพูดคุยทั่วไปและ 2. ใช้ภาษาในรูปแบบพาดหัวข่าว ซึ่งส่วนมากพบในทวิตเตอร์ของนักข่าว


การจัดกลุ่มของผู้ใช้ทวิตเตอร์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ใช้ทวิตเตอร์ในนามส่วนตัว แต่ไม่บอกถึงสถานะการทำงานของตน  2) ใช้ทวิตเตอร์ในนามส่วนตัวและองค์กร เช่น สุทธิชัยหยุ่น นักข่าว, บรรณาธิการข่าวเครือเนชั่น, และ 3) ใช้ทวิตเตอร์ในนามองค์กร เช่น  ศูนย์วิทยุ จส.100, ทวิตเตอร์ของไทยรัฐ, ทวิตเตอร์ของผู้จัดการของกรุงเทพธุรกิจ เป็นต้น


กลุ่มคำที่นิยมใช้ใน การสื่อสารผ่านทวิตเตอร์ในช่วงการชุมนุมทางการเมือง ได้แก่ อภิสิทธิ์, เสื้อแดง, ยุบสภา, ชุมนุม, ฝนตก, ทักษิณ, เลือกตั้ง, ราชประสงค์, รถติด, เหวง, ปชป, สีลม


3. กระบวนการทางการเมืองผ่าน “เว็บบอร์ ดสาธารณะ” พันทิป ดอตคอม แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มเนื้อหาสำคัญ

 

 1) กระทู้เพื่อแจ้งข่าวสารเหตุการณ์ทั่วไป
 2) กระทู้ที่เปิดโอกาสให้แสดงข้อมูล สืบค้น แสวงหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์
 3) กระทู้ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสื่อสารกันภายในกลุ่ม
 4) กระทู้ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพูดคุย เสนอแนะทางออกอย่างสันติวิธี/รณรงค์สร้างความสมานฉันท์
 5) กระทู้ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อโจมตี วิพากษ์วิจารณ์ฝั่งตรงข้าม


พื้นที่ของเว็บบอร์ดพันทิปได้กลายเป็นเวทีสาธารณะทางความคิดเห็นทาง การเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลกออนไลน์ จำนวนกระทู้ที่ถูกตั้งขึ้นหลายพันกระทู้ และหลายๆ กระทู้ที่โดดเด่นด้านการสืบค้น เสาะหา ตรวจสอบข้อเท็จจริง จากเหตุการณ์การปะทะ ระหว่างทหารและกลุ่มผู้ชมุนม หรือเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอื่นๆ ได้สร้างปรากฏการณ์ “นักข่าวไซเบอร์” (cyber journalism) ให้เกอดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 

4. ฟอร์เวิร์ดเมล์การเมือง จากการสำรวจ พบฟอร์เวิร์ดเมล์ที่มีเนื้อหาทางการเมืองที่ถูกส่งต่อกันในช่วงที่มี เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง แบ่งเป็น 3 ลักษณะเนื้อหา 1. วิพากษ์วิจารณ์ รณรงค์ต่อต้านกลุ่ม นปช. และทักษิณ ชิณวัตร 2. ความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ และ 3. วิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่หมิ่นสถาบันเบื้องสูง


ข้อเสนอแนะจากโครงการฯ สำหรับประชาชนและสื่อ: ควรมีความตระหนักและรู้เท่าทันการใช้สื่อออนไลน์ ดังนี้


1.ความน่าเชื่อถือของข้อมูล : พึงตระหนักว่าผู้ที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เว็บบอร์ด อาจไม่ได้เป็นผู้ที่เห็นเหตุการณ์นั้นจริง หรือมีวัตถุประสงค์อยู่เบื้องหลัง และสถานะ หรืออาชีพของบุคคลของผู้โพสต์ข้อความ ไม่ใช่สิ่งยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยเฉพาะผู้สื่อข่าว ควรตระหนักและเข้าใจว่า ข้อความที่ตนเองโพสต์ไว้ในที่ต่างๆ นั้น ย่อมมีความน่าเชื่อถือมากกว่าคนทั่วไป จึงควรมีความระมัดระวัง แยกแยะให้ชัดเจนระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นส่วนตัว


2.ความรวดเร็วของข้อมูล : พึงตระหนักว่า ความรวดเร็วของข้อมูลที่โพสต์ในในสื่อออนไลน์ อย่างรวดเร็วนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อมูลบางอย่างอาจไม่มีการตรวจสอบในเบื้องต้น อาจเป็นข่าวลือที่บอกต่อๆ กันมา ควรใช้วิจารณามากกว่าที่จะเชื่อถือเพียงเพราะความรวดเร็วของข้อมูล


การรับข่าวสารจากทวิตเตอร์ ควรใช้วิจารณญาณ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดในการหาประโยชน์โดยตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อข้อ ความในทวิตเตอร์ เนื่องด้วยทวิตเตอร์เป็นสื่อใหม่ที่มีการแสดงความคิดเห็นได้รวดเร็ว ทำให้ข้อมูลข่าวสารอาจเป็นข้อมูลเท็จ ข้อมูลที่ผิดพลาด หรือข้อมูลที่เอื้อ
ประโยชน์ ให้แก่ฝ่ายใด ดังนั้นก่อนเชื่อถือข้อมูลข่าวสารในทวิตเตอร์ ควรตรวจสอบก่อน โดยเปรียบเทียบกับสื่ออื่น เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์


3.การหมิ่นประมาทและการละเมิดสิทธิ ส่วนบุคคล: พึงตระหนักว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่ควรสงวนเอาไว้เพื่อปกปิด เช่น ชื่อ ที่อยู่ อาชีพ ประวัติการทำงาน การศึกษา เป็นสิ่งที่จะละเมิดหรือนำเอาไปใช้เพื่อการสร้างความคุกคาม ข่มขู่ มิได้ ผู้เผยแพร่ด้วยการ เจาะสืบ (แฮคเกอร์) ผลิต ส่งต่อ เผยแพร่อาจมีความผิดตามพระ ราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550


4. การแสดงความคิดเห็นบนพื้นที่ สาธารณะ: พึงตระหนักว่าความคิดเห็นของผู้ใช้ อาจสร้างความรู้สึกเกลียดชัง การแบ่งแยก การสร้างความขัดแย้ง ผ่านการประณาม ด่าทอ การเหยียดหยามและหมิ่นประมาทผู้อื่น โดยภาษาหรือการตั้งกระทู้ที่ไม่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ และพึงตระหนักว่า พื้นที่สื่อออนไลน์อย่างเว็บบอร์ดสาธารณะ เว็บไซต์ส่วนตัวอย่างเฟซบุ๊ค ไฮไฟว์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ เหล่านี้คือพื้นที่/ช่องทางการสื่อสารสาธารณะ ข้อมูลความคิดเห็นของผู้โพสต์จะไม่เป็นข้อมูลส่วนตัวอีกต่อไป การแสดงความคิดเห็นควรกระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและสุภาพ และตระหนักในผลที่จะเกิดขึ้นตามมาทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น


 1) ควรรณรงค์ให้เกิดกระทู้เพื่อพูดคุย เสนอแนะทางออกอย่างสันติวิธี/รณรงค์สร้างความสมานฉันท์ เป้าหมายเพื่อการรณรงค์สันติ ไม่ให้เกิดความแตกแยกแบ่งฝ่ายของกลุ่มคนต่างๆมากกว่าที่เป็นอยู่


 2) เว็บมาสเตอร์หรือผู้ดูแล ควรมีการควบคุมในการแสดงความคิดเห็นที่โต้แย้ง-โจมตีกันให้มากขึ้น มากกว่าการให้สมาชิกเป็นผู้ควบคุมกระทู้กันเอง เพื่อไม่ให้เกิดการแบ่งกลุ่ม สร้างความเกลียดชัง แตกแยกภายในเว็บบอร์ด


 3) ควรมีการควบคุมตรวจสอบข้อเท็จจริงของการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะการพาดพิงถึงบุคคลที่อื่น หรือในกระทู้ที่เปิดโอกาสให้แสดงข้อมูล สืบค้น แสวงหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ว่าข้อมูลที่ถูกนำเสนอ มีความถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน เพียงพอหรือไม่ หรือถูกบิดเบือนข้อมูลอย่างไร


 4) ควรรณรงค์ให้เรียกชื่อ หรือสรรพนามนำหน้าชื่อบุคคลที่ถูกพูดถึงอย่างสุภาพ แสดงความให้เกียรติกับผู้ที่ถูกกล่าวถึง งดเว้นการใช้ฉายาที่ไม่สุภาพหรือคำที่แสดงถึงการดูถูก เหยียดหยาม


5. อคติ ความเกลียดชัง ความรุนแรง: พึงตระหนักว่า พื้นที่สื่อออนไลน์นั้นเต็มไปด้วยข้อมูลหลากหลาย และไร้การควบคุมระดับความรุนแรงของเนื้อหา หน่วยงานรัฐหรือองค์กรอิสระด้านวิชาชีพสื่อหรือองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอาจไม่สามารถดูแลควบคุมได้ทั้งหมด ข้อมูลเนื้อหาจึงอาจแฝงไว้ด้วยเจตนาปลุกระดม สร้างอคติ ความเกลียดชังแก่บุคลหรือกลุ่มบุคคลใด จึงจำเป็นที่ต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูง


6. บทบาทสื่อใหม่ในการเสริมสร้าง คุณภาพของความรู้ ความคิดเห็นเสรีที่หลากหลาย และการส่งเสริมการสร้างความสมานฉันท์ ปรองดอง: เจ้าของสื่อ ผู้ก่อตั้ง ทั้งในระดับองค์กรขนาดใหญ่ หรือส่วนบุคคล ผู้ให้บริการเนื้อหา เจ้าช่องทางการสื่อสาร  และผู้ใช้สื่อออนไลน์ในระดับปัจจเจกชนทุกคน ควรมีความตระหนักรู้ถึงอิทธิพลและความสามารถของสื่อใหม่ และผลกระทบจากการใช้สื่อ ควรมีความเข้าใจร่วมกันว่า สื่อใหม่สามารถนำไปใช้ในทางที่จะเกิดประโยชน์ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ รวดเร็ว หลากหลาย เป็นพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ เปิดโอกาสให้ความคิดเสรีได้ประจักษ์ ให้ความจริงได้ถูกแสวงหา ตรวจสอบ และนำเสนอ แต่เสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกเหล่านี้ล้วนดำรงอยู่ได้ก็ด้วยสำนึกแห่ง ความรับผิดชอบและจรรยาบรรณ ตลอดจนสำนึกแห่งความดี คุณธรรมและความถูกต้องเพื่อประโยชน์ของสังคม

   ( หมายเหตุ วิจัยโดย โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการเรียนรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของ สังคม :Media Monitor )




หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 06 กรกฎาคม 2553, 21:15:22
ลายเซ็นที่ แพงที่สุดในโลก (Most expensive Autograph)นั้น เป็นของ.....
วิลเลียม เช็คสเปียร์ (William Shakespeare)

(http://www.cmadong.com/imageupload/2010_Cmadong-Image/data/image/l553it-a8468e.jpg)

ซึ่งลายเซ็นของ เขามีเพียง 6 อันเท่านั้น เท่าที่มีการค้นพบดังต่อไปนี้

(a)เซ็นในปี 1612 ในเอกสารให้การเป็นพยานในศาล

(b)เซ็นในปี 1612 ในโฉนดที่ Blackfriars

(c)เซ็นในปี 1612 ในเอกสารจำนองโฉนดที่ Blackfriars

(d)เซ็นในปี 1615 ในพินัยกรรมที่หน้าแรก

(e)เซ็นในปี 1615 ในพินัยกรรมที่หน้าสอง

(f)เซ็นในปี 1615 ในพินัยกรรมที่หน้าสาม

หากมีการขายในปัจจุบัน คงมีราคาไม่ต่ำกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 175 ล้านบาท)

แต่ยังมีการค้นพบลายเซ็นของ วิลเลียม เช็คสเปียร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังคงมีการตรวจสอบกันอยู่อีกมากมาย

 

ที่มา http://wowboom.blogspot.com




หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กรกฎาคม 2553, 21:04:48
รถเมล์เปลี่ยนเลขสาย
สาย 1 ท่าเตียน-ถนนตก เปลี่ยนเป็นสาย 601                                                               
สาย 5 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-จักรวรรดิ เปลี่ยนเป็นสาย 603                                     
สาย 8 ถนนนิมิตรใหม่-สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า เปลี่ยนเป็นสาย 606 และตัดระยะทางเหลือถนนนิมิตรใหม่-เซ็นทรัลลาดพร้าว   
สาย 9 อู่กัลปพฤกษ์-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ เปลี่ยนเป็นสาย 609 และตัดระยะทางเหลือ อู่กัลปพฤกษ์-สถานีรถไฟบางซื่อ     
สาย 10 ท่าน้ำภาษีเจริญ-นางเลิ้ง เปลี่ยนเป็นสาย 610                                                         
สาย 12 ห้วยขวาง-ปากคลองตลาด เปลี่ยนเป็นสาย 611                                                       
สาย 14 ศรีย่าน-โรงเรียนนนทรีวิทยา เปลี่ยนเป็นสาย 612                                                     
สาย 15 เดอะมอลล์ท่าพระ-สีลม-บางลำพู เปลี่ยนเป็นสาย 613 และตัดระยะเหลือ เดอะมอลล์ท่าพระ-สีลม                   
สาย 18 ท่าอิฐ-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 614                                                       
สาย 18 ทางด่วน ท่าอิฐ-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 658                                                 
สาย 19 วงกลมสถานีรถไฟบางกอกน้อย-บางลำพู เปลี่ยนเป็นสาย 615 และตัดระยะเหลือ วงกลมสถานีรถไฟบางกอก           
น้อย-อรุณอัมรินทร์                                                                                     
สาย 20 ป้อมพระจุลจอมเกล้า-ท่าน้ำท่าดินแดง เปลี่ยนเป็นสาย 616                                               
เพิ่ม สาย 617 ท่าน้ำท่าดินแดง-ท่าน้ำพระสมุทรเจดีย์                                                           
                                                                                                   
สาย 21 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-วัดคู่สร้าง เปลี่ยนเป็นสาย 618                                                 
สาย 23 สำโรง-สี่เสาเทเวศร์ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 619 และตัดระยะเหลือ สี่เสาเทเวศร์-สำโรง (เอกมัย)           
สาย 620 สี่เสาเทเวศร์-สำโรง (ทางด่วน)                                                                 
สาย 24 ประชานิเวศน์ 3-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 621                                               
สาย 24 ประชานิเวศน์ 3-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทางด่วน เปลี่ยนเป็นสาย 622                                         
สาย 25 อู่สายลวด-ท่าช้าง เปลี่ยนเป็นสาย 624 ขึ้นทางด่วน                                                     
สาย 26 มีนบุรี-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 625 และตัดระยะทางเหลือ มีนบุรี-อู่บางเขน                         
สาย 29 มธ.ศูนย์รังสิต-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 644 และตัดระยะเหลือ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-สถานีรถไฟหัว 
ลำโพง                                                                                             
สาย 32 ปากเกร็ด-วัดพระเชตุพนฯ เปลี่ยนเป็นสาย 631                                                       
สาย 34 รังสิต-พหลโยธิน-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 633 และตัดระยะเหลือ สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต-รังสิต                   
สาย 36 อู่โพธิ์แก้ว-สี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 635 และตัดระยะทางเป็น ห้วยขวาง-ท่าน้ำสี่พระยา                         
                                                                                                   
สาย 37 มหานาค-แจงร้อน เปลี่ยนเป็นสาย 636                                                             
สาย 39 มธ.ศู นย์รังสิต-สนามหลวง เปลี่ยนเป็นสาย 627 และตัดระยะทางเป็น สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-มธ.ศูนย์ 
รังสิต                                                                                             
เพิ่ม สาย 628 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-สถานีขนส่งสินค้าคลองหลวง                                   
                                                                                                   
สาย 42 วงกลมท่าพระ-เสาชิงช้า เปลี่ยนเป็นสาย 638                                                         
สาย 43 โรงเรียนศึกษานารี 2-เทเวศร์ เปลี่ยนเป็นสาย 668 และตัดระยะเป็นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-โรงเรียนศึกษานารี 2   
สาย 44 ตลาดแฮปปี้แลนด์-ท่าเตียน เปลี่ยนเป็นสาย 640                                                       
สาย 45 สำโรง-ท่าน้ำสี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 641                                                           
เพิ่ม สาย 642 ขึ้นทางด่วน                                                                             
สาย 48 วิทยาเขตรามคำแหง-วัดพระเชตุพน เปลี่ยนเป็นสาย 643                                                 
สาย 53 วงกลมเทเวศร์ เปลี่ยนเป็นสาย 648                                                               
สาย 56 วงกลมสะพาน กรุงธน เปลี่ยนเป็นสาย 650                                                           
สาย 57 วงกลมธนบุรี เปลี่ยนเป็นสาย 651                                                                 
สาย 60 อู่สวนสยาม-ปากคลองตลาด เปลี่ยนเป็นสาย 652 ขึ้นทางด่วน                                             
สาย 62 สาธุประดิษฐ์-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 653                                                   
สาย 63 อ.ต.ก.3-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 630 และตัดระยะทางเป็น สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-นนทบุรี
                                                                                                   
                                                                                                   
สาย 64 วงกลมสนามหลวง-รัตนาธิเบศร์ เปลี่ยนเป็นสาย 655 และตัดระยะเป็น วงกลมสนามหลวง-นครอินทร์                 
เพิ่ม สาย 721 สนามหลวง-ท่า  น้ำนนทบุรี                                                                 
สาย 67 วัดเสมียนนารี-เซ็นทรัลพระราม 3 เปลี่ยนเป็นสาย 656                                                 
สาย 68 บางลำพู-สมุทรสาคร เปลี่ยนเป็นสาย 657                                                           
สาย 69 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-รัตนาธิเบศร์-ท่าอิฐ เปลี่ยนเป็นสาย 654 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-กองสลากสนามบินน้ำ               
สาย 70 สนามหลวง-ประชานิเวศน์ 3 เปลี่ยนเป็นสาย 660                                                     
เพิ่ม สาย 661 ประชานิเวศน์ 3-สถานีรถไฟบางซื่อ                                                           
สาย 72 สี่เสาเทเวศร์-ท่าเรือคลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 662                                                   
สาย 73 อู่โพธิ์แก้ว-สะพานพุทธ เปลี่ยนเป็นสาย 663 ขึ้นทางด่วน                                                 
สาย 75 วัดพุทธบูชา-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 664                                                           
สาย 79 อู่บางแค (วัดม่วง)- ราชประสงค์ เปลี่ยนเป็นสาย 666 และตัดระยะเหลือ อู่พุทธมณฑลสาย 2-ราชประสงค์           
สาย 81 สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-พุทธมณฑลสาย 5 เปลี่ยนเป็น สาย 667                                         
สาย 82 พระประแดง-บางลำพู เปลี่ยนเป็นสาย 669                                                           
สาย 85 วัดแจงร้อน-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 670                                                           
สาย 88 วัดคลองสวน-ลาดหญ้า เปลี่ยนเป็นสาย 671 และตัดระยะเหลือ อาคารสงเคราะห์ กทม. (ทุ่งครุ) -ลาดหญ้า           
                                                                                                   
สาย 90 ท่าน้ำบางพูน-ย่านสินค้าพหลโยธิน เปลี่ยนเป็นสาย 647 ตัดระยะทางเป็น สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต-ปทุมธานี               
สาย 92 การเคหะชุมชนร่มเกล้า-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 607 และตัดระยะทางเป็น การเคหะชุมชนร่มเกล้า-เซ็นทรัล 
ลาดพร้าว                                                                                           
สาย 93 หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง-สี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 675                                                   
สาย 95 รังสิต-ม.รามคำแหง เปลี่ยนเป็นสาย 676 และตัดระยะเป็น แฮปปี้แลนด์ - รังสิต                               
สาย 96 สวนสยาม-สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต เปลี่ยนเป็นสาย 712 และเพิ่มระยะทางเป็น สวนสยาม-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ           
สาย 97 กระทรวงสาธารณสุข-โรงพยาบาลสงฆ์ เปลี่ยนเป็นสาย 678 และตัดระยะทางเป็น โรงพยาบาลสงฆ์-ท่าน้ำนนทบุรี       
สาย 102 ปากน้ำ-อู่สาธุประดิษฐ์ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 679                                                 
สาย 104 ปากเกร็ด-ถนนติวานนท์-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เปลี่ยนเป็นสาย 680                         
สาย 105 คลองสาน-ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ เปลี่ยนเป็นสาย 604 และตัดระยะเหลือ สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่-มหาชัยเมืองใหม่   
สาย 111 วงกลมตลาดพลู-บุคคโล เปลี่ยนเป็นสาย 683                                                         
สาย 113 มีนบุรี-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 682 หัวลำโพง-คลองกุ่ม                                               
สาย 116 วัดหนามแดง-สาทร เปลี่ยนเป็นสาย 686                                                           
                                                                                                   
สาย 166 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-เมืองทองธานี (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 711                                       
สาย 117 กทม.2-อ.ต.ก.3 เปลี่ยนเป็นสาย 687 และตัดระยะเหลือ กทม.2-ท่าน้ำนนทบุรี                               
สาย 120 คลองสาน-ถนนเอกชัย-สมุทรสาคร เปลี่ยนเป็นสาย 639 และตัดระยะเหลือ วงเวียนใหญ่-สมุทรสาคร               
เพิ่ม สาย 681 สะพานตากสิน-มหาชัยเมืองใหม่                                                               
สาย 123 ท่าราชวรดิฐ-พุทธมณฑลสาย 2-อ้อมใหญ่ เปลี่ยนเป็นสาย 688                                             
สาย 124 สนามหลวง-สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑล เปลี่ยนเป็นสาย 689 และตัดระยะเหลือ สนามหลวง-สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล 
วิทยาเขตศาลายา                                                                                     
เพิ่ม สาย 690 สนามหลวง-โรงเรียนกาญจนาภิเษก นครปฐม                                                     
สาย 129 บางเขน-สำโรง (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 691                                                     
สาย 131 อู่คลองกุ่ม-หนองจอก เปลี่ยนเป็นสาย 692                                                           
เพิ่ม สาย 693 คลองกุ่ม-สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 4                                                           
สาย 134 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-หมู่บ้านบัวทองเคหะ เปลี่ยนเป็นสาย 694                             
สาย 136 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ท่าเรือคลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 696                               
สาย 137 วงกลมรามคำแหง-ถนนรัชดาภิเษก เปลี่ยนเป็นส าย 697                                               
สาย 138 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ท่าน้ำพระประแดง (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 699                     
เพิ่ม สาย 698 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-อู่พระประแดง (ทางด่วน)                                   
                                                                                                   
สาย 139 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-วิทยาเขตรามคำแหง (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 637                   
สาย 140 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 700                                 
สาย 141 จุฬา-แสมดำ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 665 แสมดำ-สวนลุมพินี                                         
เพิ่ม สาย 709 ท่าเรือคลองเตย-จุฬา สาย 142 เคหะชุมชนธนบุรี-สมุทรปราการ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 701             
สาย 145 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-สมุทรปราการ เปลี่ยนเป็นสาย 703 และตัดระยะทางเป็น แฮปปี้แลนด์-สมุทร   
ปราการ                                                                                           
สาย 146 วงกลมบางแค-ถนนกาญจนาภิเษก เปลี่ยนเป็นสาย 704                                                 
เพิ่ม สาย 710 วงกลมอรุณอัมรินทร์-ถนนกาญจนาภิเษก                                                         
สาย 150 ปากเกร็ด-มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปลี่ยนเป็นสาย 705 มีนบุรี-ปากเกร็ด                                   
สาย 154 เคหะชุมชนออเงิน-เคหะชุมชนวัชรพล-คลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 706                                       
และตัดระยะเหลือ ท่าเรือคลองเตย-สำนักงานเขตสายไหม                                                       
สาย 156 วงกลม โรงเรียนสตรีวิทยา 2 -ถนนนวมินทร์ เปลี่ยนเป็นสาย 708                                         
สาย 168 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ถนนพระราม 9 -สวนสยาม เปลี่ยนเป็นสาย 729 ตัดระยะทางเป็น มีนบุรี-อสมท.               
สาย 169 วงกลมบางขุนเทียน-ปิ่นเกล้า-วงเวียนใหญ่ เปลี่ยนเป็นสาย 713                                           
                                                                                                   
สาย 175 ท่าน้ำภาษีเจริญ-อ.ต.ก.3 เปลี่ยนเป็นสาย 714                                                       
สาย 178 วงกลมสุคนธสวัสดิ์-เกษตรนวมินทร์ เปลี่ยนเป็นสาย 715                                                 
สาย 179 อู่พระราม 9 -สะพานพระราม 7 เปลี่ยนเป็นสาย 716                                                 
สาย 183 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-พุทธมณฑลสาย 2 -อ้อมใหญ่ เปลี่ยนเป็นสาย 605 ตัดระยะทางเหลือ พุทธมณฑลสาย 2-วงเวียนใหญ่ 
สาย 187 หมู่บ้านเอื้ออาทรคลอง 3 -ท่าน้ำสี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 717 ตัดระยะทางเป็น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-หมู่บ้านเอื้ออาทร   
คลอง 3                                                                                           
สาย 191 อู่โพธิ์แก้ว-กระทรวงพาณิชย์ เปลี่ยนเป็นสาย 719                                                     
สาย 193 วงกลมถนนกัลปพฤกษ์-ถนนพระราม 2 เปลี่ยนเป็นสาย 720                                               
สาย 204 กทม.2-ท่าน้ำราชวงศ์ เปลี่ยนเป็นสาย 649 และตัดระยะเหลือ วงกลมท่าน้ำราชวงศ์-อาคารสงเคราะห์ห้วยขวาง       
สาย 205 คลองเตย-ถนนรัชดาภิเษกตอนล่าง เปลี่ยนเป็นสาย 722                                                 
สาย 206 ม.เกษตรศาสตร์-ประเวศ เป ลี่ยนเป็นสาย 723 และตัดระยะเหลือ ม.เกษตรศาสตร์-อู่ศรีนครินทร์                 
สาย 207 ม.รามคำแหง-วิทยาเขตรามคำแหง เปลี่ยนเป็นสาย 724                                               
สาย 505 ปากเกร็ด-สวนลุมพินี เปลี่ยนเป็นสาย 726                                                           
                                                                                                   
สาย 509 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-อู่บางแค เปลี่ยนเป็นสาย 727 และตัดระยะเหลือ อู่บางแค-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 
สาย 510 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ตลาดไท เปลี่ยนเป็นสาย 629 ตัดระยะทางเป็น สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ตลาดไท 
สาย 511 ปากน้ำ-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ตลิ่งชัน)เปลี่ยนเป็นสาย 728                                       
สาย 513 สำโรง-รังสิต เปลี่ยนเป็นสาย 736 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ปากน้ำ (ทางด่วน)                                 
สาย 514 มีนบุรี-ถนนรัชดาภิเษก-สีลม เปลี่ยนเป็นสาย 730 มีนบุรี-สีลม (ทางด่วน)                                   
สาย 515 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-หมู่บ้านเอื้ออาทร-ศาลายา เปลี่ยนเป็นสาย 731                                       
สาย 516 เทเวศร์-หมู่บ้านบัวทองเคหะ เปลี่ยนเป็นสาย 732                                                     
สาย 517 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ลาดกระบัง  เปลี่ยนเป็นสาย 733 และตัดระยะเหลือ พระจอมเกล้าลาดกระ   
บัง-อู่พระราม 9                                                                                     
สาย 522 รังสิต-งามวงศ์วาน-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 734                                             
                                                                                                   
สาย 528 อ.ไทรน้อย-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 735 และตัดระยะเหลือ สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต-อ.ไทรน้อย           
สาย 523 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ม.เทคโนโลยีราชมงคล คลอง 6 เปลี่ยนเป็นสาย 738 และตัดระยะเหลือ ถนนศรี               
อยุธยา-ม.เทคโนโลยีราชมงคล คลอง 6                                                                   
สาย 537 ศรีอยุธยา-บางพลี เปลี่ยนเป็นสาย 737 และตัดระยะเหลือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-บางพลี                         
สาย 543 บางเขน-ลำลูกกาคลอง 9 เปลี่ยนเป็นสาย 740                                                       
สาย 549 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-มีนบุรี เปลี่ยนเป็นสาย 742                                                   
สาย 550 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-แฮปปี้แลนด์ เปลี่ยนเป็นสาย 743                                               
สาย 551 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-สยามพารากอน (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 744                                   
สาย 552 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-คลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 745                                                 
สาย 553 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-สมุทรปราการ เปลี่ยนเป็นสาย 747                                             
เพิ่ม สาย 746 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ปากน้ำ                                                               
สาย 554 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-รังสิต (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 749                                           
สาย 555 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานกรุงเทพ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 748                               
สาย 558 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-สะพานพระราม 9 -เซ็นทรัลพระราม 2 เปลี่ยนเป็นสาย 750       
[/color]


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กรกฎาคม 2553, 21:38:49


(http://img84.imageshack.us/img84/384/53583370.jpg)
รางวัลชมเชย นางสาวกรรณิการ์ ป้องทรัพย์ สมุทรปราการ
ชื่อภาพ ระกำสาวพันปี


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กรกฎาคม 2553, 21:42:24
(http://img84.imageshack.us/img84/493/96127303.jpg)
รางวัลชมเชย นางสาวพัชรินทร์ แสนยัน กรุงเทพมหานคร
ชื่อภาพ ตากปลาที่เขมหนู



หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กรกฎาคม 2553, 21:47:36

 
(http://img228.imageshack.us/img228/5946/56371105.jpg)
รางวัลชมเชย นางศิริพร ชวาลกุล กรุงเทพมหานคร
ชื่อภาพ สมบูรณ์ธรรมชาติ
 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กรกฎาคม 2553, 21:48:22


(http://img231.imageshack.us/img231/9645/17862433.jpg)
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 นายหรรษา ตั้งมั่นภูวดล กรุงเทพมหานคร
ชื่อภาพ หาดจ้าวหลาว
 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กรกฎาคม 2553, 21:49:03

(http://img231.imageshack.us/img231/4755/89281292.jpg)
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 นายจามิกร สุขทรามร ชลบุรี
ชื่อภาพ สูงสุดแห่งศรัทธา
 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กรกฎาคม 2553, 21:49:22

(http://img231.imageshack.us/img231/2900/42127820.jpg)
รางวัลชนะเลิศ นายวีระยุทธ พิริยะพรประภา กรุงเทพมหานคร
ชื่อภาพ เมืองแห่งความฝัน
 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 20 กรกฎาคม 2553, 22:48:18
ถ่ายมาจากไหนคะ,ภาพชนะเลิศ?
ดูมัวๆหมอกๆจัง
ฟ้าแดงอีกต่างหาก


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กรกฎาคม 2553, 23:26:15
อ้างถึง
ข้อความของ khesorn mueller เมื่อ 20 กรกฎาคม 2553, 22:48:18
ถ่ายมาจากไหนคะ,ภาพชนะเลิศ?
ดูมัวๆหมอกๆจัง
ฟ้าแดงอีกต่างหาก

เมืองจันทบุรีจ๊ะ  คงใส่ฟิวเตอร์ช่วย


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: pusadee sitthiphong ที่ 21 กรกฎาคม 2553, 00:00:05
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 20 กรกฎาคม 2553, 21:04:48
รถเมล์เปลี่ยนเลขสาย
สาย 1 ท่าเตียน-ถนนตก เปลี่ยนเป็นสาย 601                                                               
สาย 5 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-จักรวรรดิ เปลี่ยนเป็นสาย 603                                     
สาย 8 ถนนนิมิตรใหม่-สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า เปลี่ยนเป็นสาย 606 และตัดระยะทางเหลือถนนนิมิตรใหม่-เซ็นทรัลลาดพร้าว   
สาย 9 อู่กัลปพฤกษ์-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ เปลี่ยนเป็นสาย 609 และตัดระยะทางเหลือ อู่กัลปพฤกษ์-สถานีรถไฟบางซื่อ     
สาย 10 ท่าน้ำภาษีเจริญ-นางเลิ้ง เปลี่ยนเป็นสาย 610                                                         
สาย 12 ห้วยขวาง-ปากคลองตลาด เปลี่ยนเป็นสาย 611                                                       
สาย 14 ศรีย่าน-โรงเรียนนนทรีวิทยา เปลี่ยนเป็นสาย 612                                                     
สาย 15 เดอะมอลล์ท่าพระ-สีลม-บางลำพู เปลี่ยนเป็นสาย 613 และตัดระยะเหลือ เดอะมอลล์ท่าพระ-สีลม                   
สาย 18 ท่าอิฐ-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 614                                                       
สาย 18 ทางด่วน ท่าอิฐ-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 658                                                 
สาย 19 วงกลมสถานีรถไฟบางกอกน้อย-บางลำพู เปลี่ยนเป็นสาย 615 และตัดระยะเหลือ วงกลมสถานีรถไฟบางกอก           
น้อย-อรุณอัมรินทร์                                                                                     
สาย 20 ป้อมพระจุลจอมเกล้า-ท่าน้ำท่าดินแดง เปลี่ยนเป็นสาย 616                                               
เพิ่ม สาย 617 ท่าน้ำท่าดินแดง-ท่าน้ำพระสมุทรเจดีย์                                                           
                                                                                                   
สาย 21 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-วัดคู่สร้าง เปลี่ยนเป็นสาย 618                                                 
สาย 23 สำโรง-สี่เสาเทเวศร์ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 619 และตัดระยะเหลือ สี่เสาเทเวศร์-สำโรง (เอกมัย)           
สาย 620 สี่เสาเทเวศร์-สำโรง (ทางด่วน)                                                                 
สาย 24 ประชานิเวศน์ 3-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 621                                               
สาย 24 ประชานิเวศน์ 3-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทางด่วน เปลี่ยนเป็นสาย 622                                         
สาย 25 อู่สายลวด-ท่าช้าง เปลี่ยนเป็นสาย 624 ขึ้นทางด่วน                                                     
สาย 26 มีนบุรี-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 625 และตัดระยะทางเหลือ มีนบุรี-อู่บางเขน                         
สาย 29 มธ.ศูนย์รังสิต-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 644 และตัดระยะเหลือ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-สถานีรถไฟหัว 
ลำโพง                                                                                             
สาย 32 ปากเกร็ด-วัดพระเชตุพนฯ เปลี่ยนเป็นสาย 631                                                       
สาย 34 รังสิต-พหลโยธิน-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 633 และตัดระยะเหลือ สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต-รังสิต                   
สาย 36 อู่โพธิ์แก้ว-สี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 635 และตัดระยะทางเป็น ห้วยขวาง-ท่าน้ำสี่พระยา                         
                                                                                                   
สาย 37 มหานาค-แจงร้อน เปลี่ยนเป็นสาย 636                                                             
สาย 39 มธ.ศู นย์รังสิต-สนามหลวง เปลี่ยนเป็นสาย 627 และตัดระยะทางเป็น สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-มธ.ศูนย์ 
รังสิต                                                                                             
เพิ่ม สาย 628 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-สถานีขนส่งสินค้าคลองหลวง                                   
                                                                                                   
สาย 42 วงกลมท่าพระ-เสาชิงช้า เปลี่ยนเป็นสาย 638                                                         
สาย 43 โรงเรียนศึกษานารี 2-เทเวศร์ เปลี่ยนเป็นสาย 668 และตัดระยะเป็นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-โรงเรียนศึกษานารี 2   
สาย 44 ตลาดแฮปปี้แลนด์-ท่าเตียน เปลี่ยนเป็นสาย 640                                                       
สาย 45 สำโรง-ท่าน้ำสี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 641                                                           
เพิ่ม สาย 642 ขึ้นทางด่วน                                                                             
สาย 48 วิทยาเขตรามคำแหง-วัดพระเชตุพน เปลี่ยนเป็นสาย 643                                                 
สาย 53 วงกลมเทเวศร์ เปลี่ยนเป็นสาย 648                                                               
สาย 56 วงกลมสะพาน กรุงธน เปลี่ยนเป็นสาย 650                                                           
สาย 57 วงกลมธนบุรี เปลี่ยนเป็นสาย 651                                                                 
สาย 60 อู่สวนสยาม-ปากคลองตลาด เปลี่ยนเป็นสาย 652 ขึ้นทางด่วน                                             
สาย 62 สาธุประดิษฐ์-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 653                                                   
สาย 63 อ.ต.ก.3-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 630 และตัดระยะทางเป็น สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-นนทบุรี
                                                                                                   
                                                                                                   
สาย 64 วงกลมสนามหลวง-รัตนาธิเบศร์ เปลี่ยนเป็นสาย 655 และตัดระยะเป็น วงกลมสนามหลวง-นครอินทร์                 
เพิ่ม สาย 721 สนามหลวง-ท่า  น้ำนนทบุรี                                                                 
สาย 67 วัดเสมียนนารี-เซ็นทรัลพระราม 3 เปลี่ยนเป็นสาย 656                                                 
สาย 68 บางลำพู-สมุทรสาคร เปลี่ยนเป็นสาย 657                                                           
สาย 69 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-รัตนาธิเบศร์-ท่าอิฐ เปลี่ยนเป็นสาย 654 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-กองสลากสนามบินน้ำ               
สาย 70 สนามหลวง-ประชานิเวศน์ 3 เปลี่ยนเป็นสาย 660                                                     
เพิ่ม สาย 661 ประชานิเวศน์ 3-สถานีรถไฟบางซื่อ                                                           
สาย 72 สี่เสาเทเวศร์-ท่าเรือคลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 662                                                   
สาย 73 อู่โพธิ์แก้ว-สะพานพุทธ เปลี่ยนเป็นสาย 663 ขึ้นทางด่วน                                                 
สาย 75 วัดพุทธบูชา-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 664                                                           
สาย 79 อู่บางแค (วัดม่วง)- ราชประสงค์ เปลี่ยนเป็นสาย 666 และตัดระยะเหลือ อู่พุทธมณฑลสาย 2-ราชประสงค์           
สาย 81 สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-พุทธมณฑลสาย 5 เปลี่ยนเป็น สาย 667                                         
สาย 82 พระประแดง-บางลำพู เปลี่ยนเป็นสาย 669                                                           
สาย 85 วัดแจงร้อน-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 670                                                           
สาย 88 วัดคลองสวน-ลาดหญ้า เปลี่ยนเป็นสาย 671 และตัดระยะเหลือ อาคารสงเคราะห์ กทม. (ทุ่งครุ) -ลาดหญ้า           
                                                                                                   
สาย 90 ท่าน้ำบางพูน-ย่านสินค้าพหลโยธิน เปลี่ยนเป็นสาย 647 ตัดระยะทางเป็น สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต-ปทุมธานี               
สาย 92 การเคหะชุมชนร่มเกล้า-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 607 และตัดระยะทางเป็น การเคหะชุมชนร่มเกล้า-เซ็นทรัล 
ลาดพร้าว                                                                                           
สาย 93 หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง-สี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 675                                                   
สาย 95 รังสิต-ม.รามคำแหง เปลี่ยนเป็นสาย 676 และตัดระยะเป็น แฮปปี้แลนด์ - รังสิต                               
สาย 96 สวนสยาม-สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต เปลี่ยนเป็นสาย 712 และเพิ่มระยะทางเป็น สวนสยาม-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ           
สาย 97 กระทรวงสาธารณสุข-โรงพยาบาลสงฆ์ เปลี่ยนเป็นสาย 678 และตัดระยะทางเป็น โรงพยาบาลสงฆ์-ท่าน้ำนนทบุรี       
สาย 102 ปากน้ำ-อู่สาธุประดิษฐ์ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 679                                                 
สาย 104 ปากเกร็ด-ถนนติวานนท์-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เปลี่ยนเป็นสาย 680                         
สาย 105 คลองสาน-ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ เปลี่ยนเป็นสาย 604 และตัดระยะเหลือ สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่-มหาชัยเมืองใหม่   
สาย 111 วงกลมตลาดพลู-บุคคโล เปลี่ยนเป็นสาย 683                                                         
สาย 113 มีนบุรี-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 682 หัวลำโพง-คลองกุ่ม                                               
สาย 116 วัดหนามแดง-สาทร เปลี่ยนเป็นสาย 686                                                           
                                                                                                   
สาย 166 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-เมืองทองธานี (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 711                                       
สาย 117 กทม.2-อ.ต.ก.3 เปลี่ยนเป็นสาย 687 และตัดระยะเหลือ กทม.2-ท่าน้ำนนทบุรี                               
สาย 120 คลองสาน-ถนนเอกชัย-สมุทรสาคร เปลี่ยนเป็นสาย 639 และตัดระยะเหลือ วงเวียนใหญ่-สมุทรสาคร               
เพิ่ม สาย 681 สะพานตากสิน-มหาชัยเมืองใหม่                                                               
สาย 123 ท่าราชวรดิฐ-พุทธมณฑลสาย 2-อ้อมใหญ่ เปลี่ยนเป็นสาย 688                                             
สาย 124 สนามหลวง-สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑล เปลี่ยนเป็นสาย 689 และตัดระยะเหลือ สนามหลวง-สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล 
วิทยาเขตศาลายา                                                                                     
เพิ่ม สาย 690 สนามหลวง-โรงเรียนกาญจนาภิเษก นครปฐม                                                     
สาย 129 บางเขน-สำโรง (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 691                                                     
สาย 131 อู่คลองกุ่ม-หนองจอก เปลี่ยนเป็นสาย 692                                                           
เพิ่ม สาย 693 คลองกุ่ม-สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 4                                                           
สาย 134 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-หมู่บ้านบัวทองเคหะ เปลี่ยนเป็นสาย 694                             
สาย 136 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ท่าเรือคลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 696                               
สาย 137 วงกลมรามคำแหง-ถนนรัชดาภิเษก เปลี่ยนเป็นส าย 697                                               
สาย 138 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ท่าน้ำพระประแดง (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 699                     
เพิ่ม สาย 698 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-อู่พระประแดง (ทางด่วน)                                   
                                                                                                   
สาย 139 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-วิทยาเขตรามคำแหง (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 637                   
สาย 140 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 700                                 
สาย 141 จุฬา-แสมดำ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 665 แสมดำ-สวนลุมพินี                                         
เพิ่ม สาย 709 ท่าเรือคลองเตย-จุฬา สาย 142 เคหะชุมชนธนบุรี-สมุทรปราการ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 701             
สาย 145 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-สมุทรปราการ เปลี่ยนเป็นสาย 703 และตัดระยะทางเป็น แฮปปี้แลนด์-สมุทร   
ปราการ                                                                                           
สาย 146 วงกลมบางแค-ถนนกาญจนาภิเษก เปลี่ยนเป็นสาย 704                                                 
เพิ่ม สาย 710 วงกลมอรุณอัมรินทร์-ถนนกาญจนาภิเษก                                                         
สาย 150 ปากเกร็ด-มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปลี่ยนเป็นสาย 705 มีนบุรี-ปากเกร็ด                                   
สาย 154 เคหะชุมชนออเงิน-เคหะชุมชนวัชรพล-คลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 706                                       
และตัดระยะเหลือ ท่าเรือคลองเตย-สำนักงานเขตสายไหม                                                       
สาย 156 วงกลม โรงเรียนสตรีวิทยา 2 -ถนนนวมินทร์ เปลี่ยนเป็นสาย 708                                         
สาย 168 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ถนนพระราม 9 -สวนสยาม เปลี่ยนเป็นสาย 729 ตัดระยะทางเป็น มีนบุรี-อสมท.               
สาย 169 วงกลมบางขุนเทียน-ปิ่นเกล้า-วงเวียนใหญ่ เปลี่ยนเป็นสาย 713                                           
                                                                                                   
สาย 175 ท่าน้ำภาษีเจริญ-อ.ต.ก.3 เปลี่ยนเป็นสาย 714                                                       
สาย 178 วงกลมสุคนธสวัสดิ์-เกษตรนวมินทร์ เปลี่ยนเป็นสาย 715                                                 
สาย 179 อู่พระราม 9 -สะพานพระราม 7 เปลี่ยนเป็นสาย 716                                                 
สาย 183 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-พุทธมณฑลสาย 2 -อ้อมใหญ่ เปลี่ยนเป็นสาย 605 ตัดระยะทางเหลือ พุทธมณฑลสาย 2-วงเวียนใหญ่ 
สาย 187 หมู่บ้านเอื้ออาทรคลอง 3 -ท่าน้ำสี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 717 ตัดระยะทางเป็น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-หมู่บ้านเอื้ออาทร   
คลอง 3                                                                                           
สาย 191 อู่โพธิ์แก้ว-กระทรวงพาณิชย์ เปลี่ยนเป็นสาย 719                                                     
สาย 193 วงกลมถนนกัลปพฤกษ์-ถนนพระราม 2 เปลี่ยนเป็นสาย 720                                               
สาย 204 กทม.2-ท่าน้ำราชวงศ์ เปลี่ยนเป็นสาย 649 และตัดระยะเหลือ วงกลมท่าน้ำราชวงศ์-อาคารสงเคราะห์ห้วยขวาง       
สาย 205 คลองเตย-ถนนรัชดาภิเษกตอนล่าง เปลี่ยนเป็นสาย 722                                                 
สาย 206 ม.เกษตรศาสตร์-ประเวศ เป ลี่ยนเป็นสาย 723 และตัดระยะเหลือ ม.เกษตรศาสตร์-อู่ศรีนครินทร์                 
สาย 207 ม.รามคำแหง-วิทยาเขตรามคำแหง เปลี่ยนเป็นสาย 724                                               
สาย 505 ปากเกร็ด-สวนลุมพินี เปลี่ยนเป็นสาย 726                                                           
                                                                                                   
สาย 509 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-อู่บางแค เปลี่ยนเป็นสาย 727 และตัดระยะเหลือ อู่บางแค-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 
สาย 510 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ตลาดไท เปลี่ยนเป็นสาย 629 ตัดระยะทางเป็น สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ตลาดไท 
สาย 511 ปากน้ำ-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ตลิ่งชัน)เปลี่ยนเป็นสาย 728                                       
สาย 513 สำโรง-รังสิต เปลี่ยนเป็นสาย 736 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ปากน้ำ (ทางด่วน)                                 
สาย 514 มีนบุรี-ถนนรัชดาภิเษก-สีลม เปลี่ยนเป็นสาย 730 มีนบุรี-สีลม (ทางด่วน)                                   
สาย 515 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-หมู่บ้านเอื้ออาทร-ศาลายา เปลี่ยนเป็นสาย 731                                       
สาย 516 เทเวศร์-หมู่บ้านบัวทองเคหะ เปลี่ยนเป็นสาย 732                                                     
สาย 517 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ลาดกระบัง  เปลี่ยนเป็นสาย 733 และตัดระยะเหลือ พระจอมเกล้าลาดกระ   
บัง-อู่พระราม 9                                                                                     
สาย 522 รังสิต-งามวงศ์วาน-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 734                                             
                                                                                                   
สาย 528 อ.ไทรน้อย-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 735 และตัดระยะเหลือ สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต-อ.ไทรน้อย           
สาย 523 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ม.เทคโนโลยีราชมงคล คลอง 6 เปลี่ยนเป็นสาย 738 และตัดระยะเหลือ ถนนศรี               
อยุธยา-ม.เทคโนโลยีราชมงคล คลอง 6                                                                   
สาย 537 ศรีอยุธยา-บางพลี เปลี่ยนเป็นสาย 737 และตัดระยะเหลือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-บางพลี                         
สาย 543 บางเขน-ลำลูกกาคลอง 9 เปลี่ยนเป็นสาย 740                                                       
สาย 549 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-มีนบุรี เปลี่ยนเป็นสาย 742                                                   
สาย 550 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-แฮปปี้แลนด์ เปลี่ยนเป็นสาย 743                                               
สาย 551 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-สยามพารากอน (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 744                                   
สาย 552 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-คลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 745                                                 
สาย 553 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-สมุทรปราการ เปลี่ยนเป็นสาย 747                                             
เพิ่ม สาย 746 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ปากน้ำ                                                               
สาย 554 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-รังสิต (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 749                                           
สาย 555 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานกรุงเทพ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 748                               
สาย 558 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-สะพานพระราม 9 -เซ็นทรัลพระราม 2 เปลี่ยนเป็นสาย 750       
[/color]
9kpc]h; vpjk'ouh9hv' ธฤ)ณ ]^dgfup;g]pgik


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 21 กรกฎาคม 2553, 00:22:39
พี่ป้อมกระผมอ่านไม่ออก


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: pusadee sitthiphong ที่ 21 กรกฎาคม 2553, 08:43:42
ขออภัย รหัสนี้คิดว่ารู้กันแล้ว พิมพ์ไทยเป็นอังกฤษ อังกฤษเป็นไทยค่ะ
พี่ว่าทำนองนี้นะ
ตายแล้วอย่างนี้ต้อง TAXI ลูกเดียวเลยเรา
ขืนนั่งรถเมล์หลงแน่ๆ จริงๆนะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 12 กันยายน 2553, 19:34:45
วิธีแก้อาการ "หึง"

        1. บอกเขาแต่แรกว่าคุณขี้หึง ไม่ต้องอาย บอกเขาว่าคุณจะพยายาม แก้นิสัยนี้แต่ขอให้เขาเข้าใจด้วยการบอกตรง ๆ เช่นนี้ จะทำให้เขายิ่งระวังตัว ไม่ทำอะไรให้คุณหึง เมื่อคุณเห็นเขาทำอะไรที่จะเริ่มรู้สึกหึง ให้รีบบอกไปเลยว่ามันบาดตานะ ที่เขาทำอย่างนั้นกับผู้หญิงคนอื่น บอกว่า ไม่ชอบให้ทำแบบนี้เลย ให้บอกเขาถึงความรู้สึก ไม่ใช่ต่อว่าเขานะ
        2. อดทนไม่พูดจาประชดประชัน เมื่อรู้สึกหึงหวง ไม่ตวาดหรือพูดเฉยชากับเขาใช้ไม่ได้ผลหรอก
        3. อย่าเอ่ยปากถามถึงผู้หญิงที่คุณหึงหวง  ในทำนองว่า หล่อนน่ารักกว่าฉัน เพราะนั่นหมายถึง คุณสร้างความรู้สึกแล้วว่าหล่อนเป็นคู่แข่งกับคุณ และหล่อนมีความสำคัญ ต่อความรู้สึกคุณ จึงไม่น่าจะนำมาใส่ใจหน่า
        4. อย่ารุกเร้าเขาให้สัญญากับคุณ หรือทำอะไรที่เป็นการพิสูจน์ว่า เขารักคุณในยามที่คุณหึง เพราะมันจะทำให้เขารู้สึกว่าคุณไม่ไว้ใจเขา
        5. อย่าไปราวีผู้หญิงที่คุณสงสัย จงอยู่เฉย ๆ ในเขตแดนของคุณ ยิ่งถ้าคุณใจร้อน ลงมือทำอะไรไปจะทำให้เหตุการณ์ต่าง ๆ จะลุกลามไปกันใหญ่จากเล็ก ๆ น้อย ๆ กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเสียคะแนนไปเปล่า ๆ อย่าทำอย่างนั้นนะจ๊ะ
        6. อย่าขู่ว่าจะเลิกกับเขา เพราะถ้าบอกเลิกกันบ่อย ๆ มันไม่ดีหรอก เกิดวันใดวันหนึ่งเขาเลิกกับคุณเข้าจริง ๆ ทีนี้จะทำอย่างไรล่ะถ้าพูดไปอย่างนั้นเอง
        7. สร้างความมั่นใจในตัวเอง อย่าลดค่าตัวเอง อย่าคิดว่าหล่อนคนนั้น ผมยาวกว่า เซ็กซี่กว่า เพราะหนุ่มของคุณ อาจนิยมชมชอบคุณอย่างที่คุณเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
        8. ต้องคิดอยู่เสมอว่า คุณไม่อาจเป็นเจ้าของใคร คนหนึ่งได้ตลอดไปไม่ควรที่จะยึดติด เพราะโลกนี้ก็ไม่แน่นอน
        9. อย่าพยายามตามคุมเขาในช่วงที่คุณเริ่มหึงหวง การตามคุมทำให้ผู้ชายอึกอัด จาอาจจะคิดหาแฟนใหม่จริง ๆ ก็ได้
      10. ไม่ทำตัวขี้หึงในเรื่องเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา เช่น ยิ้มกับหญิงอื่นก็หึงแล้ว คุณควรหึงในสถานการณ์ที่ควรจะหึง จึงจะทำให้ผู้ชายเกิดความเกรงใจ   


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 กันยายน 2553, 17:26:36
(http://img153.imageshack.us/img153/3003/100pxzhaoyun.jpg)
เตียวจูล่ง 趙雲

             จูล่ง (อังกฤษ: Zhao Yun; จีนตัวเต็ม: 子龍; จีนตัวย่อ: 子龙; พินอิน: Zǐlóng) เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก ชื่อจริงคือ เตียวหยุน (จีนตัวเต็ม: 趙雲; จีนตัวย่อ: 赵云; พินอิน: Zhào Yún) แม่ทัพคนสำคัญของเล่าปี่ ในยุคสามก๊กของประเทศจีน และเป็น 1 ใน 5 ขุนพลทหารเสือของเล่าปี่ ในวรรณกรรมสามก๊กโดยจูล่งเป็นทหารเสือคนที่ 3
 
             จูล่ง ได้รับฉายาว่าเป็น "สุภาพบุรุษจากเสียงสัน" เกิดในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 ที่อำเภอเจินติ้ง เมืองเสียงสัน มีแซ่เตียว (จ้าว) แต่ไม่มีใครเรียกว่า เตียวจูล่ง สูงประมาณ 6 ศอก (1.89 เมตร) หน้าผากกว้างดั่งเสือ ตาโต คิ้วดก กรามใหญ่กว้างบ่งบอกถึงนิสัยซื่อสัตย์ สุภาพเรียบร้อย น้ำใจกล้าหาญ สวมเกราะสีขาว ใช้ทวนยาวเป็นอาวุธ พาหนะคู่ใจ คือ ม้าสีขาว คอยติดตามเล่าปี่ และขงเบ้ง จูล่งเป็น 1 ใน 5 ขุนพลทหารเสือที่ เล่าปี่แต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วย จูล่ง กวนอู เตียวหุย ม้าเฉียว และฮองตง

             จูล่ง เดิมเป็นชาวเมืองเสียงสัน ต่อมาได้มาเป็นทหารของอ้วนเสี้ยว แต่อ้วนเสี้ยวหยาบช้า ไร้น้ำใจ จูล่งจึงหนีไปอยู่กับกองซุนจ้านเจ้าเมืองปักเป๋ง โดยที่ขณะนั้นกองซุนจ้านได้ทำศึกกับอ้วนเสี้ยว จูล่งยังได้ช่วยชีวิตกองซุนจ้านไว้แล้วสู้กับบุนทิวถึง 60 เพลง จนบุนทิวหนีไป ต่อมาจูล่งได้มีโอกาสรู้จักกับเล่าปี่ ทั้งสองต่างเลื่อมใสซึ่งกันและกัน เมื่อกองซุนจ้านฆ่าตัวตายเพราะแพ้อ้วนเสี้ยว จูล่งจึงได้ร่อนเร่พเนจรจนมาถึงเขาโงจิวสัน ซึ่งมีโจรป่ากลุ่มหนึ่งมีหุยง่วนเสียวเป็นหัวหน้า หุยง่วนเสียวคิดชิงม้าจากจูล่ง จูล่งจึงฆ่าหุยง่วนเสียวตายแล้วได้เป็นหัวหน้าโจรป่าแทน ต่อมากวนอูได้ใช้ให้จิวฉองมา ตามหุยง่วนเสียวและโจรป่าไปช่วยรบ จิวฉองเมื่อเห็นจูล่งคุมโจรป่าจึงคิดว่าจูล่งคิดร้ายฆ่าหุยง่วนเสียว จิวฉองจึงตะบันม้าเข้ารบกับจูล่ง ปรากฏว่าจิวฉองต้องกลับไปหากวนอูในสภาพเลือดโทรมกาย ถูกแทงถึง 3 แผล (สำนวนสามก๊กฉบับวณิพกของ ยาขอบ) จิวฉองเล่าว่าคนผู้นี้มีฝีมือระดับลิโป้ ดังนั้นกวนอูกับเล่าปี่จึงต้องรุดไปดูด้วยตนเอง แต่เมื่อได้พบกันจูล่งก็เล่าความจริงทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมาจูล่งก็ได้เป็นทหารเอกของเล่าปี่

             ในปี พ.ศ. 751 จูล่งสร้างวีรกรรมครั้งสำคัญคือ ฝ่าทัพรับอาเต๊า บุตรชายของเล่าปี่ที่เกิดจากนางกำฮูหยิน ซึ่งพลัดหลงกับเล่าปี่ที่ทุ่งเตียงบันโบ๋ จูล่งทำการครั้งนี้เพียงคนเดียว ท่ามกลางทหารและองครักษ์มากมายของโจโฉที่ยกทัพลงทางใต้หวังรวบรวมแผ่นดิน และได้ฆ่าทหารเอกและทหารเลว ของโจโฉมากมาย ตั้งแต่ 03.00 น. จนถึง 15.00 น. ของอีกวัน และบุกไปชิงตัวอาเต๊าคืนมาจากซุนฮูหยิน ที่ต้องกลของซุนกวนหวังจะดึงไปเป็นตัวประกันที่ง่อก๊ก เป็นผู้ที่ติดตามเล่าปี่ตลอด แม้จะไม่ได้สาบานเป็นพี่น้องกันเหมือน กวนอูและเตียวหุย แต่จูล่งก็เรียกกวนอูและเตียวหุยว่า "พี่สองและพี่สาม" แต่กับเล่าปี่ จูล่งจะเรียกว่า "นายท่าน" ตอนที่เล่าปี่จะสิ้นใจในเรียก ขงเบ้งเข้าพบ และเรียกจูล่ง ทรงตรัสด้วยคำพูดว่า " ท่านกับเรานั้นต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา แต่มาบัดนี้ ชะตากรรมกำลังพรากเราสอง ขอให้ท่านนึกถึงนำใจเก่าก่อนช่วยเหลือบุตรเราและท่านขงเบ้ง ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นอัญเชิญราชวงศ์ฮั่นกลับสู่ราชธานีลกเอี๋ยงด้วย "

            และหลังจากที่เล่าปี่เสียชีวิตลง จูล่งเป็นทหารสังกัดของขงเบ้ง เมื่อยามศึกยังสู้แม้ตัวเองแก่แล้ว มีครั้งหนึ่ง ก่อนรบศึกกับฝ่ายวุยก็ก ช่วงนั้นขงเบ้งเลือกทหารให้ไปรบ แต่กลับไม่เลือกจูล่ง เพราะขงเบ้งว่าจูล่งแก่แล้ว แต่จูล่งกลับแย้งขี้นมา จูล่งเสียชีวิตอย่างสงบในเมืองฮั่นจง เมื่อปี พ.ศ. 772 หลังจากที่จูล่งตาย ขงเบ้งได้รำพันออกมาว่า "แขนซ้ายข้าขาดแล้ว" และเป็นลมสิ้นสติไปด้วยความเสียใจ ซึ่ง ตัวละคร จูล่ง มักเป็นตัวละครที่ผู้อ่านสามก๊กชาวไทยมักจะตอบว่า ชอบที่สุดในบรรดาตัวละครทั้งหมดในเรื่อง เนื่องจากเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ ทำการโดยไม่เห็นแก่ลาภยศ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 13 กันยายน 2553, 21:17:44
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 12 กันยายน 2553, 19:34:45
วิธีแก้อาการ "หึง"

        1. บอกเขาแต่แรกว่าคุณขี้หึง ไม่ต้องอาย บอกเขาว่าคุณจะพยายาม แก้นิสัยนี้แต่ขอให้เขาเข้าใจด้วยการบอกตรง ๆ เช่นนี้ จะทำให้เขายิ่งระวังตัว ไม่ทำอะไรให้คุณหึง เมื่อคุณเห็นเขาทำอะไรที่จะเริ่มรู้สึกหึง ให้รีบบอกไปเลยว่ามันบาดตานะ ที่เขาทำอย่างนั้นกับผู้หญิงคนอื่น บอกว่า ไม่ชอบให้ทำแบบนี้เลย ให้บอกเขาถึงความรู้สึก ไม่ใช่ต่อว่าเขานะ
        2. อดทนไม่พูดจาประชดประชัน เมื่อรู้สึกหึงหวง ไม่ตวาดหรือพูดเฉยชากับเขาใช้ไม่ได้ผลหรอก
        3. อย่าเอ่ยปากถามถึงผู้หญิงที่คุณหึงหวง  ในทำนองว่า หล่อนน่ารักกว่าฉัน เพราะนั่นหมายถึง คุณสร้างความรู้สึกแล้วว่าหล่อนเป็นคู่แข่งกับคุณ และหล่อนมีความสำคัญ ต่อความรู้สึกคุณ จึงไม่น่าจะนำมาใส่ใจหน่า
        4. อย่ารุกเร้าเขาให้สัญญากับคุณ หรือทำอะไรที่เป็นการพิสูจน์ว่า เขารักคุณในยามที่คุณหึง เพราะมันจะทำให้เขารู้สึกว่าคุณไม่ไว้ใจเขา
        5. อย่าไปราวีผู้หญิงที่คุณสงสัย จงอยู่เฉย ๆ ในเขตแดนของคุณ ยิ่งถ้าคุณใจร้อน ลงมือทำอะไรไปจะทำให้เหตุการณ์ต่าง ๆ จะลุกลามไปกันใหญ่จากเล็ก ๆ น้อย ๆ กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเสียคะแนนไปเปล่า ๆ อย่าทำอย่างนั้นนะจ๊ะ
        6. อย่าขู่ว่าจะเลิกกับเขา เพราะถ้าบอกเลิกกันบ่อย ๆ มันไม่ดีหรอก เกิดวันใดวันหนึ่งเขาเลิกกับคุณเข้าจริง ๆ ทีนี้จะทำอย่างไรล่ะถ้าพูดไปอย่างนั้นเอง
        7. สร้างความมั่นใจในตัวเอง อย่าลดค่าตัวเอง อย่าคิดว่าหล่อนคนนั้น ผมยาวกว่า เซ็กซี่กว่า เพราะหนุ่มของคุณ อาจนิยมชมชอบคุณอย่างที่คุณเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
        8. ต้องคิดอยู่เสมอว่า คุณไม่อาจเป็นเจ้าของใคร คนหนึ่งได้ตลอดไปไม่ควรที่จะยึดติด เพราะโลกนี้ก็ไม่แน่นอน
        9. อย่าพยายามตามคุมเขาในช่วงที่คุณเริ่มหึงหวง การตามคุมทำให้ผู้ชายอึกอัด จาอาจจะคิดหาแฟนใหม่จริง ๆ ก็ได้
      10. ไม่ทำตัวขี้หึงในเรื่องเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา เช่น ยิ้มกับหญิงอื่นก็หึงแล้ว คุณควรหึงในสถานการณ์ที่ควรจะหึง จึงจะทำให้ผู้ชายเกิดความเกรงใจ   

เฮ้อ.....คงจะไม่ได้ใช้ว่ะ เอ๊ยยย...ค่ะ emo9:huhu:


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 29 กันยายน 2553, 22:57:55
กำหนดการ     วันจันทร์ที่  4  ตุลาคม  2553

08.30 น.   ถึงวัดสังฆทาน อ.เมือง จ.นนทบุรี  เพื่อขึ้นรถจากวัดสังฆทานเดินทาง

ไปบ้านสว่างใจ วัดถ้ำกฤษณาธรรมราม ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

13.00 น.   ออกเดินทางจากวัดสังฆทานไปบ้านสว่างใจ จ.นครราชสีมา

16.00 น.   ไปตลาด อ.ปากช่อง เพื่อรับประทานอาหารเย็นตามอัธยาศัย

17.00 น.   ถึงบ้านสว่างใจ วัดถ้ำกฤษณาธรรมราม ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

19.00 น.   ถึงห้องปฏิบัติรวม รับศีล 8 ปฐมนิเทศการอยู่ร่วมกันตลอดเวลา 3 วัน

กิจกรรม   ตั้งแต่วันอังคารที่ 5  ถึงวันพฤหัสบดีที่  7  ตุลาคม  2553

เวลา 04.00 น.   สวดมนต์ทำวัตรเช้า

04.30 น.   อบรมสมาธิตามแนวสติปัฏฐาน 4

06.30 น.   อาหารเช้า

07.30 น.   เดินจงกรม

09.00 น.   อาหารว่าง

10.30 น.   อาหารกลางวัน

13.00 น.   ทำวัตร สวดมนต์

13.30 น.   อบรมสมาธิตามแนวสติปัฏฐาน 4

15.30 น.   ปัดกวาดเสนาสนะ

16.30 น.   เดินจงกรม

17.30 น.   อาหารว่าง

19.00 น.   สวดมนต์ทำวัตรเย็น

19.30 น.   อบรมสมาธิตามแนวสติปัฏฐาน 4

21.00 น.   พักผ่อนตามอัธยาศัย

วันพฤหัสบดีที่  7  ตุลาคม  2553

 เวลา 04.00 น.   สวดมนต์ทำวัตรเช้า

04.30 น.   อบรมสมาธิตามแนวสติปัฏฐาน 4

06.30 น.   อาหารเช้า

07.30 น.   เดินจงกรม

09.00 น.   อาหารว่าง

11.00 น.   อาหารกลางวัน

                14.00 น.   เดินทางออกจากบ้านสว่างใจ วัดถ้ำกฤษณาธรรมราม จ.นครรราชสีมา

        17.00 น.   ถึงวัดสังฆทาน อ.เมือง จ.นนทบุรี  (โดยประมาณ)

สิ่งที่ต้องนักศึกษาต้องนำไปใช้ในโครงการคือ

1.   ความเงียบ  ความสุภาพ  ต้องปิดวาจาทุกคน ห้ามส่งเสียงดัง (จำเป็นมากที่สุด)

2.   เสื้อสีขาวแขนสั้นหรือยาว เสื้อยืดหรือผ้าธรรมดาตามอัธยาศัย

3.   กางเกงขายาวสีขาว (ถ้ามี) ผ้าถุงสีขาว (ถ้ามี)

4.   ยารักษาโรค  (ถ้ามี)

5.   ไฟฉาย (จำเป็นมาก)

6.   ร่ม (จำเป็น)

7.   สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน   

8.   ขันน้ำ (ถ้ามี)

9.   ผ้าห่ม  หรือ ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่  หรือ ถุงนอน (อากาศในเวลากลางคืนหนาวเย็นเพราะอยู่ติดเขา)

10. ไม้แขวนเสื้อ (ตามอัธยาศัย)

11. รองเท้าแตะ (จำเป็นมาก)

12. ปากกา (ต้องเขียนตอบแบบสอบถามและใช้บันทึกกิจกรรม)

13. เงินชำระหนี้สงฆ์ตามแต่ศรัทธา (ชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ค่ารถ ค่าเหยียบแผ่นดิน)

        พวกเราต้องไปอยู่ ร่วมกับผู้ปฏิบัติอื่นๆ ของวัดสังฆทาน อีกประมาณ 100 คน ต้องระมัดระวังมาก เพราะอาจไปทำให้ ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยฯ  เสียหาย รุ่นน้องของเราต่อไปอาจจะไม่ได้รับความสะดวก  คอร์สนี้เป็นคอร์ สที่ต้องปิดวาจา ควรพูดได้ในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้นและต้องพูดด้วยเสียงที่เบามากๆ

สิ่งที่ไม่ต้องนำไป

1.  ความคิดและท่าทางที่เศร้าหมอง กิริยาที่ไม่สุภาพเรียบร้อยไม่ต้องนำไปด้วย

2.  บุหรี่ สุรา ไพ่ สิ่งเสพติดทุกชนิด  กลิ่นบุหรี่ กลิ่นสุราเมื่ออยู่ในป่าจะมีกลิ่นที่แรงและฉุนมาก

             ถ้าฝ่าฝืนไปแอบทำที่ใดก็ตาม (ในห้องน้ำหรือในป่าหรือที่อื่นๆ) จะถูกตัดแต้มครั้งละ 20 คะแนน

3.  วาจาหยาบคายไม่สุภาพ ไม่สำรวม ถูกตัดแต้มคำละ 10 คะแนน

4.  ชกต่อย ทำร้ายกัน ถูกตัด คะแนน 100 %  ของวิชาที่เรียนกับครูทั้งขณะนี้และในอนาคตทุกวิชา

5.  กางเกงขาสั้น เสื้อรัดรูป เสื้อที่ใช้ผ้าบาง ๆ ไม่ต้องนำไปเพราะไม่ได้ใช้


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 30 กันยายน 2553, 20:38:23
พี่ป๋าพูดถึงอะไรน่ะ??
ไม่มีปี่..ไม่มีขลุ่ย
รู้แต่ : อะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่
แต่ : ใคร ทำไม ไม่รู้


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 30 กันยายน 2553, 23:47:56
 ตามมาชมภาพสวยๆค่ะป่าทู...


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 06 ตุลาคม 2553, 03:28:54
    “โรคซึมเศร้า” หรือภาษาฝรั่งเรียก “Depression” อาการโดยทั่วไปก็จะเป็นไปตามชื่อโรคนั่นแหละครับ คือมีอาการซึม เศร้า อยู่ตลอดเวลาหรือเป็นเวลาส่วนใหญ่ของการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น พอเผลอๆ ก็จะนั่งซึมๆ เหม่อๆ แววตาเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง และนอกจากนี้แล้วยังมีอาการอื่นๆ ที่สังเกตได้อีกดังนี้

     • อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป เอาอย่างที่พบได้บ่อยที่สุดคือ กลายเป็นคนมีอารมณ์เศร้าสร้อย หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย ดูเหมือนจะกลายเป็นคน sensitive ไปเสียทุกเรื่อง อดทนกับการว่ากล่าวเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ รู้สึกจิตใจห่อเหี่ยว โลกนี้ดูโหดร้ายไปหมด ไม่ยุติธรรมเลย ซึ่งถ้าในรายที่ไม่พูดตรงๆ อย่างนี้ก็อาจจะมีบ่นๆ เบื่อๆ อยากๆ บ้าง รู้สึกไม่แจ่มใสสดชื่นบ้าง หลายคนเบื่อหน่ายในชีวิต รู้สึกไม่สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตที่เคยทำแล้วสนุกเหมือนก่อน หรือในบางรายก็อาจจะกลายเป็นคน หงุดหงิดโมโหง่าย ฉุนเฉียวง่าย ทุกอย่างดูขวางหูขวางตาไปหมด

     • ความคิดเปลี่ยนไป คนซึมเศร้าจะมองโลกไม่เหมือนก่อน มองอะไรก็รู้สึกว่าแย่ไปหมด เห็นแต่ความผิดพลาดความล้มเหลวของตนเอง รู้สึกว่าชีวิตตอนนี้อะไรๆ ก็ดูแย่ไปหมด ไม่มีทางออก รู้สึกท้อแท้หมดหวังกับชีวิต บางคนกลายเป็นคนไม่มั่นใจในตนเอง การตัดสินใจเป็นไปด้วยความลังเล หรือไม่กล้าตัดสินใจแม้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้วยความที่กลัวผิดพลาด รู้สึกไร้ค่า หมดความหมาย หมดราคา รู้สึกเป็นภาระต่อเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง

     • ความจำและสมาธิแย่ จะมองเห็นชัดมากในรายที่ปกติจำได้แม่นยำ โดยคนรอบข้างจะมองเห็นได้ว่าเริ่มมีอาการป้ำๆ เป๋อๆ บ่นว่าของหายบ่อยหรือลืมว่าวางไว้ตรงไหน ประสิทธิภาพในการทำงานแย่ลง ทำงานผิดพลาดบ่อย หรือบางรายก็บ่นว่าอยากลาออกจากงาน ไม่มีอารมณ์ในการทำงาน จนบางครั้งก็มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานได้ หรือถ้าเกิดขึ้นในเด็กวัยเรียนก็จะมีอาการไม่อยากไปโรงเรียน การเรียนแย่ลงอย่างมาก หรืออาจจะบ่นว่าเรียนไม่รู้เรื่อง โดยอาจจะค่อยเป็นค่อยไปหรือเป็นโดยเฉียบพลันก็ได้

     • เกิดอาการทางร่างกาย ที่พบบ่อยก็คือปวดหลัง ซึ่งที่จริงแล้วอาการนี้อาจไม่ได้เกิดจากความ เครียดเพียงอย่างเดียว แต่เจ้าโรคซึมเศร้านั้นมักมาพร้อมกับความ เครียดด้วย ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวอยู่เป็นระยะเวลานานๆ ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ ถ้าเป็นอยู่นานก็จะกลายเป็นโรคปวดหลัง เรื้อรัง อาการอื่นๆ ที่พบได้ เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง กำลังวังชาถดถอย บางรายเกิดควบคู่กับกลางคืนนอนไม่หลับ หรือหลับๆ ตื่นๆ นอนหลับไม่สนิท ฝันร้าย หรือนอนมากไปเลย บวกกับอาการไม่อยากทำอะไร ทำให้คนอื่นมองว่าเป็นคนขี้เกียจ นั่งๆ นอนๆ บางคนผอมลงมากเพราะเบื่ออาหาร แต่บางคนก็อ้วนขึ้นเพราะกินอาหารมากขึ้น

     • ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปลี่ยนไป ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะอยากเก็บตัว อยู่คนเดียว ไม่ออกไปไหน ไม่ค่อยอยากทำอะไร ไม่อยากเจอใครแม้กระทั่งกับคนในบ้าน บางครั้งก็อาจมีปากเสียงกันบ่อยขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 12 ตุลาคม 2553, 06:04:29
Q : ผู้หญิงเซ็กซี่ดูมีเสน่ห์ในสายตาผู้ชายมากกว่าผู้หญิงทั่วไปจริงหรือเปล่าคะๆ แล้วถ้าอยากทำตัวเซ็กซี่บ้าง ต้องประมาณไหน ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ?

A : คงต้องยอมรับว่าการแต่งตัวน้อยชิ้นหรือเซ็กซี่นั้น เป็นวิธีดึงดูดความสนใจของทุกคนที่ได้ผล แต่ดึงดูดแล้วยังไงต่อนั้นเป็นคนละเรื่องกันอันผู้หญิงลองเดินแก้ผ้าเปิดมรดกหราลอยเด่นสง่ามาเลยนั้น ถ้าไม่สวยสุดใจจริง ๆ น้อยนักจะน่าดูนะ ผู้ชายยิ่งไม่ต้องพูดถึง น่ากลัวเข้าไปใหญ่ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะมันไม่เหลืออะไรให้จินตนาการไง ถ้าคิดจะโชว์ก็โชว์ แต่พอวูบ ๆ วาบ ๆ ให้พอตื่นเต้น ส่วนที่เหลือในร่มผ้าก็ปล่อยให้เขาไปฝันต่อเอง ซึ่งโดยมากจินตนาการมักสวยกว่าความจริงนัก เพราะเรามักรวมฮิต สิ่งที่ดีที่สุดของประสบการณ์ที่เราเคยเห็นมาไว้ในความฝันนั้น ๆ เช่น ริมฝีปากของ โจลี่ ขายาวเรียวของ คาเมรอน ดิแอช ดูมดูมของ ทาทา ดวงตาของ ชารอน เป็นต้น

สรุปที่จะบอกคือ เซ็กซี่มีระดับของมัน ถ้ามากเกินจะดูอี๋แหวะได้ไม่รู้ตัว เปิดพองาม คงดูดี มีเสน่ห์ เปิดมากไปหน่อย แน่นอนใครต่อใครคงหันมาดู แต่ดูแล้วเค้าจะคิดยังไงต่อละ ถ้าคุณอยากให้ผู้ชายที่คุณปลื้มเห็นคุณเป็นแต่วัตถุทางเพศก็ขอให้ตั้งใจ แหวกซ้าย ถกขวา ถลกหน้า เปิดหลังต่อไปสมดังเจตนาแล้วกัน อันผู้ชายนั้นชอบอยู่แล้ว เปิดให้ดูฟรี ๆ ก็ยินดีดู แต่ถ้าจะต้องเสียเงินดูก็ขอคิดก่อนแล้วกันว่าคุ้มไหม แต่ถ้าคุณทำตัวให้ดูดีทรงคุณค่า เค้าก็จะมองคุณอย่างของที่มีค่า

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจากนี้ต้องใส่เสื้อคอเต่าแขนยาว รองเท้าหุ้มข้อซะมิดชิด มันก็สุดขั้วไป อยากเซ็กซี่เป็นสิ่งดี แต่อย่าลืมดูทรัพยากรพื้นฐานที่เรามี และต้องทำให้พอดี ซึ่งตรงคำว่า "พอดี" นี่แหละที่ยากที่สุด โป๊บนแล้วอย่าโป๊ล่างมาก เลือกปิดให้มากกว่าเลือกเปิดละกันผมว่า โชว์ทีละอย่าง ที่เหลือเก็บ ๆ ไว้บ้างก็ดี

รสนิยมเป็นเรื่องสอนยาก เอาเป็นว่าหากอยากแต่งตัวแนวเสี่ยง ๆ ต้องไม่หลอกตัวเองว่าที่ใครต่อใครมองชั้นนั้นเพราะสวย เค้าอาจจะมองเพราะคิดว่าเธอช่างกล้าและบ้าบิ่น แต่งตัวเซ็กซี่แบบผิด ๆ เหมือนชีวิตไม่มีเพื่อนสนิทคอยเตือนอยู่ก็ได้ ค่อย ๆ เรียนรู้ค่อย ๆ แต่ง อย่ามั่นใจมากไป จนกลายเป็นตัวตลกที่ทำให้เซ็กซ์หดหู่มากกว่าซู่ซ่านะ และแทนที่จะตั้งใจใส่เสื้อผ้าน้อยขึ้น เอาแค่ตั้งใจทำให้ตัวเองดูดีที่สุดแบบธรรมชาติก็พอละกันนะ เพราะสำหรับผมแล้ว ผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดคือผู้หญิงที่ผมรักล่ะครับ ไม่ใช่ผู้หญิงที่แต่งตัวน้อยชิ้นที่สุดแต่อย่างใด และในเรื่องนี้ผมว่าผู้ชายส่วนใหญ่น่าจะมองคล้าย ๆ กันนะ


http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=195&post_id=101784&title=%CD%C2%D2%A1%E0%AB%E7%A1%AB%D5%E8%E3%B9%CA%D2%C2%B5%D2%BC%D9%E9%AA%D2%C2...%B7%D3%C2%D1%A7%E4%A7%E4%B4%E9%BA%E9%D2%A7?-


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 14 มีนาคม 2554, 21:44:41
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd358926.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 14 มีนาคม 2554, 23:34:19
พี่ป๋าอย่าลืมไป,
สวมเสื้อสีอะไร เตรียมคิดล่วงหน้า!
ขอเด่น ขอเข้ม เกินหน้าคนข้างๆ...เป็นพอ
งานตอนเย็น?งั้นเข้าgap!
แต่ถ้ากลางวันต้องรับเสด็จ..ก็ถือใส่ถุงไปด้วย

สรุป:ถือกล้องไปด้วย เก็บภาพมาฝากคนไกลเยอะๆ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 21 มิถุนายน 2554, 22:40:21
มติชนออนไลน์  -วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 21:30:00 น.
พรรคของผม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ถ้าผมมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเองเหมือนคุณบรรหาร คุณสุวัจน์ คุณทักษิณ คุณเนวิน หรือคุณสนธิ ผมจะเสนอนโยบายบางอย่างแก่ผู้เลือกตั้ง และหวังว่าพรรคของผมจะได้รับเลือกตั้งจำนวนมาก ไม่ในครั้งนี้ก็ครั้งหน้า ผมขอเสนอเพียงบางนโยบายที่ตรงกับการหาเสียงของพรรคการเมืองเวลานี้

1.พรรคของผมจะไม่ลดหย่อนดอกเบี้ยให้แก่การผ่อนรถคันแรก แต่กลับมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวัน โดยทำให้การขนส่งสาธารณะมีความสะดวกปลอดภัยมากขึ้น และเพื่อจะทำอย่างนั้นได้ ไม่ใช่การทุ่มเงินลงไปสร้างรถไฟเพียงอย่างเดียว แต่ต้องขจัดรถส่วนบุคคลออกไปจากท้องถนนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย ฉะนั้นในระยะยาวแล้ว พรรคของผมจะทำให้การใช้รถยนต์มีต้นทุนสูงขึ้นตลอด นับตั้งแต่ที่จอดรถซึ่งหาได้ยากขึ้น ห้ามนำรถขึ้นจอดบนทางเท้าอย่างเด็ดขาด เปิดพื้นที่ถนนแก่รถสาธารณะเป็นพิเศษ ฉะนั้นรถส่วนบุคคลจะเดินทางได้ช้าลงกว่ารถสาธารณะอย่างเทียบกันไม่ได้

2.พรรคของผมจะไม่ลดหย่อนดอกเบี้ยให้แก่การซื้อบ้านหลังแรกเหมือนกัน เพราะต้นทุนของบ้านและที่อยู่อาศัยซึ่งแพงมากขึ้นทุกขณะนั้น เกิดจากการปล่อยให้ที่ดินกลายเป็นสินค้าเก็งกำไร ที่ดินกลายเป็นต้นทุนของบ้านมากกว่าตัวเรือนหลายเท่าตัว หากมีการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง ราคาที่ดินก็จะลดลงเพราะถูกคายออกมาสู่ตลาดมากขึ้น ราคาของบ้านก็จะลดลงตามไปด้วย พรรคของผมจะสนับสนุนการศึกษาวิจัยที่จะทำให้การก่อสร้างที่อยู่อาศัยราคาต่ำลง เช่น การใช้วัสดุที่เอามาเชื่อมต่อกันได้ง่าย (pre-fabricated) ลดค่าแรง และลดราคาของวัสดุลงไปพร้อมกัน

เรื่องนี้ไม่ต้องกินเวลานานนัก เพียงแค่ประกาศอัตราภาษีทรัพย์สิน (รวมที่ดิน) ในอัตราก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ต่อที่ดินที่มีปริมาณเกินกว่ากำหนด ภายในปีเดียว ก็จะมีผู้คายที่ดินออกมาจำนวนมากจนทำให้ราคาที่ดินลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว

3.หากพรรคของผมจะรับประกันหรือรับจำนำพืชผลการเกษตร ก็จะเป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น เราไม่มีกำลังพอจะยกพืชผลการเกษตรของไทยให้พ้นไปจากกลไกราคาของตลาดโลกได้

ปัญหาหลักของเกษตรกรรมไทยไม่ได้อยู่ที่ราคาพืชผลซึ่งอาจตกต่ำในบางปี แต่อยู่ที่สองเงื่อนไข คือต้นทุนการผลิตที่สูงเกินไป และการที่เกษตรกรเข้าไม่ถึงตลาดที่เสรีและเป็นธรรมต่างหาก

นอกจากการปฏิรูปที่ดินจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไปได้อย่างมากแล้ว ยังต้องทำลายการผูกขาดปัจจัยการผลิตในรูปต่างๆ เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ หรือพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เป็นต้น ในส่วนการเข้าไม่ถึงตลาดที่เสรีและเป็นธรรม ความขาดแคลนทุนทรัพย์ของเกษตรกร ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรอง เป็นเพียงปัจจัยเดียว แต่ปัจจัยนี้ก็สามาถแก้ได้อีกหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้เกษตรกรตกเป็นเหยื่อสำหรับการขูดรีดของทุนแต่เพียงอย่างเดียว เช่น ส่งเสริมการรวมกลุ่ม สนับสนุนแหล่งเงินกู้ไม่ใช่เพื่อการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด เช่น เพียงมีเงินดำรงชีพได้อีก 3 เดือน ก็จะสามารถต่อรองราคาได้อีกเป็นเท่าตัว เงินกู้ระยะสั้นเช่นนั้นอาจไม่คิดดอกหรือคิดในอัตราต่ำมากๆ ก็ได้

ที่สำคัญกว่านั้นคือการผูกขาดตลาดส่งออกพืชผลการเกษตร ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่เจ้า จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาดที่กว้างขวางกว่าท้องถิ่นให้ได้ ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี เช่น ตลาดกลางข้าว (ท่าข้าว) เปิดโอกาสการต่อรองแก่เกษตรกรได้มากกว่าการจำนำข้าวผ่านโรงสี เพราะโรงสีต้องแข่งราคากันเอง หรือการทำสัญญาการผลิตระหว่างผู้บริโภคในต่างประเทศกับผู้ผลิตในประเทศไทย (ซึ่งทำกับผลผลิตบางอย่างในประเทศไทยมานานแล้ว)

โดยสรุปก็คือ เป้าหมายระยะยาวของพรรคคือ ปฏิรูปเงื่อนไขการผลิตและตลาดด้านเกษตรกรรม  ไม่ใช่เอาเงินภาษีมาเปิดให้นักการเมืองโกงกินในนามของการประกันราคาหรือจำนำ ซึ่งไม่บังเกิดผลจีรังยั่งยืนอะไร หากดำเนินมาตรการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ก็จะเริ่มเห็นผลบางส่วนในเวลาเพียงปีสองปีเท่านั้น

4.เช่นเดียวกับราคาของพืชผลการเกษตร พรรคของผมจะค่อยๆ เลิกการควบคุมราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค กระทรวงพานิชย์ไม่ได้มีหน้าที่ควบคุมราคาสินค้า แต่มีหน้าที่กำกับดูแลให้การค้าดำเนินไปอย่างเสรีและเป็นธรรมต่างหาก ฉะนั้นพรรคของผมจะถือว่า การทำลายอำนาจเหนือตลาดเป็นเป้าหมายหลักในการทำให้สินค้ามีราคาเป็นธรรม ยกตัวอย่างเช่น ราคาของไก่และหมูไม่ได้ขึ้นลงเพราะความโลภของผู้เลี้ยงไก่และหมู แต่ขึ้นลงตามความโลภของทุนผูกขาด ซึ่งผูกขาดนับตั้งแต่ลูกไก่และลูกหมู ไปถึงอาหารสัตว์ ตลาดส่งออกไข่และเนื้อสัตว์ จนแม้แต่ร้านค้าที่วางจำหน่าย อำนาจเหนือตลาดเช่นนี้แหละที่รัฐบาลของพรรคผมจะต้องบั่นรอนให้ได้

5.พรรคของผมจะให้สัญญาว่า ตัวแทนฝ่ายรัฐในคณะกรรมการไตรภาคีจะร่วมกับตัวแทนฝ่ายแรงงาน เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอย่างแน่นอน แต่การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำไม่ใช่จุดมุ่งหมายในตัวเอง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูประบบแรงงานทั้งระบบ

จุดมุ่งหมายหลักคือการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งในเวลานี้ทำได้ยาก เนื่องจากส่วนใหญ่ของแรงงานต้องทำงานนอกเวลาเพื่อให้พอกิน จึงไม่มีเวลาเหลือสำหรับการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสมใดๆ ทั้งสิ้น ที่ต้องเพิ่มค่าแรงเป็นเบื้องต้นก็เพื่อปลดปล่อยแรงงานให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการพัฒนาตนเอง

แต่ระบบค่าตอบแทนต้องแยกจากกันระหว่างรายได้สำหรับดำรงชีพขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพพอสมควร กับค่าตอบแทนประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะด้าน

รัฐบาลของพรรคผมจะตั้งสถาบันอิสระ ที่มีหน้าที่และความชำนาญในการประเมินฝีมือแรงงาน (โดยการปฏิบัติจริง ไม่ใช่จากประกาศนียบัตร) และออกหนังสือรับรองมาตรฐานขั้นต่างๆ ให้แก่ผู้ผ่านการประเมิน ส่วนนี้ควรได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นต่างหากออกไปจากค่าตอบแทนพื้นฐาน

ในขณะเดียวกันกรมการศึกษานอกโรงเรียนและเอกชน จะได้รับการอุดหนุนให้สร้างกระบวนการเรียนรู้ชนิดต่างๆ ในแหล่งโรงงาน พร้อมกันไปนั้นโรงงานที่พร้อมลงทุนพัฒนามาตรฐานการผลิตก็จะได้รับการสนับสนุน อาจเป็นด้านภาษี หรือการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือการเปิดตลาดใหม่สำหรับสินค้าคุณภาพเป็นต้น

ในขณะเดียวกันกับที่เพิ่มค่าตอบแทนของแรงงาน ก็ควรลดรายจ่ายของแรงงานไปพร้อมกัน เช่น มีที่พักราคาประหยัดในแหล่งอุตสาหกรรมจำนวนมาก มีสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนในบริเวณใกล้โรงงาน มีสหกรณ์ผู้บริโภคซึ่งอาจมีสัญญากับผู้ผลิตโดยตรง และแน่นอนต้องมีโรงเรียนสำหรับลูกของคนงานในทุกระดับ อันจะทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับตัวคนงานเองด้วย

6.พรรคของผมจะไม่ให้สัญญาเรื่องเรียนฟรี เพราะไม่จำเป็น เนื่องจากสิทธินี้ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แต่กระทรวงศึกษาในรัฐบาลของพรรคผมจะกวดขันให้ฟรีจริงๆ ไม่มีการเก็บเงินแฝงทุกชนิด (เพราะถ้าปล่อยให้ทำอย่างนี้ต่อไป อาจต้องเก็บเงินค่าชอล์กจนได้)

พรรคผมจะดึงกระทรวงศึกษามาทำงานด้านอื่นที่กระทรวงน่าจะถนัดกว่าการบริหารจัดการโรงเรียน เช่น การช่วยอำนวยความสะดวกให้โรงเรียนพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนควรบริหารจัดการโดยองค์กรปกครองท้องถิ่น (ซึ่งจะได้งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก) หรือเอกชน กระทรวงศึกษาเป็นเพียงผู้ควบคุมมาตรฐานที่มีลักษณะยืดหยุ่นสูง

พรรคผมสนับสนุนทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ แต่ทั้งสองอย่างนี้ต้องสามารถเชื่อมโยงกันได้โดยสะดวก ผู้คนสามารถไต่เต้าด้านการศึกษาไปได้โดยไม่ต้องเข้าโรงเรียน หรือเข้าๆ ออกๆ ตามแต่เงื่อนไขในชีวิต โดยวิธีนี้เท่านั้นที่ครอบครัว โรงงาน ไร่นา สถานที่ทำงาน หรือแม้แต่บุคคล ฯลฯ จะเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาได้จริง

เป้าหมายคือขยายการศึกษา (ซึ่งจัดขึ้นโดยหน่วยนานาชนิดในสังคม) และพัฒนาคุณภาพของการศึกษา ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ ด้านการศึกษามากกว่านี้ไปอีกหลายปี เพราะความจริงแล้ว ไทยใช้เงินเพื่อการศึกษาต่อหัวเด็กสูงมาก (กว่าประเทศอื่นที่มีฐานะเศรษฐกิจระดับเดียวกัน) แต่การศึกษาไทยกลับมีคุณภาพต่ำกว่าประเทศที่ลงทุนน้อยกว่า

7. พรรคของผมจะไม่สัญญาเพียง แต่เพิ่มส่วนแบ่งงบประมาณให้ท้องถิ่นเท่านั้น แต่จะปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถปกครองตนเองได้จริง เรารวมศูนย์การปกครองไว้ที่ส่วนกลางมานานและมากเกินไป ดังนั้นการบริหารจัดการในท้องถิ่นจึงไม่ตอบสนองประชาชน จำเป็นต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นในทุกระดับ อำนาจสำคัญคือ อำนาจในการบริหารจัดการและตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น และการพัฒนาของท้องถิ่น

ดังนั้นส่วนแบ่งของงบประมาณที่น่าจะเป็นสิทธิของท้องถิ่นจึงมีสูงมากกว่า 25-35% อย่างที่สัญญากัน

แต่ในขณะเดียวกันต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการบริหารท้องถิ่น ให้ประชาชนมีอำนาจเข้ามาตรวจสอบ กำกับ และควบคุมได้โดยตรง ในขณะที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางยังมีอำนาจในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท.ตามเดิม

เอาแค่ 7 เรื่องนี้ก็น่าจะพอแล้วเพื่อใช้ในการหาเสียง (ทั้งๆ ที่มีเรื่องที่น่าจะต้องปรับเปลี่ยนมากกว่านี้อีกแยะ) ถามว่าพรรคของผมจะได้รับเลือกตั้งพอจัดตั้งรัฐบาลเองได้หรือไม่

คำตอบคือไม่หรอกครับ ในการเลือกตั้งครั้งนี้

แต่หากพรรคของผมสามารถผลักดันประเด็นเหล่านี้ต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้า อย่างต่อเนื่องและอย่างแข็งขัน


ผมมั่นใจว่าจะได้จัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะสังคมไทยในปัจจุบันกำลังต้องการความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่อาจหาคำตอบได้จากพรรคการเมือง แค่นี้ก็ยังไม่เป็นไร หากสังคมเข้มแข็งและมองแนวทางการเปลี่ยนแปลงได้ชัด ก็อาจร่วมกันกดดันและกำกับให้พรรคการเมืองปรับเปลี่ยนบ้านเมืองไปได้

ปัญหามาอยู่ที่ว่า สังคมก็ไม่พร้อมเท่าๆ กับพรรคการเมือง ฉะนั้น แทนที่จะตั้งพรรคการเมือง ผมคิดว่าเรามาช่วยกันผลักดันสังคมไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ที่มีผลดีอย่างยั่งยืนดีกว่า


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 21 มิถุนายน 2554, 22:51:01
มติชนออนไลน์-วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 12:45:32 น.

   ถ้า "เอเอสทีวี" ต้องเจ๊งเพื่อบ้านเมืองก็ขอให้เจ๊งไป!!! จริงของ"สนธิ" เพราะวันนี้เหลือแค่"บริษัททัวร์"?


ค่ำคืนวันที่ 4 มิถุนายน นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัยที่เวทีสะพานมัฆวานรังสรรค์  ตอนหนึ่งว่า   สื่อที่ไม่เห็นด้วยกับการโหวตโนว่า สื่อที่กระแนะกระแหนเราเรื่องโหวตโนยังมองไม่เห็นหรือ คนพวกนี้มาหาว่าเอเอสทีวีเป็นสื่อปลุกระดม เราไม่เคยปลุกระดมให้ใครไปเผาบ้านเผาเมือง แต่เราปลุกระดมให้มารักชาติรักบ้านรักเมืองกัน

"ถ้ามันต้องเจ๊งเพราะปลุกระดมให้รักบ้านรักเมืองก็ขอให้เจ๊งไปเถอะ อย่างน้อยเราก็เงยหน้าไม่อายฟ้าก้ม  หน้าไม่อายดิน เราทำงานใหญ่ เราต้องมองหลักใหญ่ อย่าไปสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างลมที่ผายออกมาจากปากของคนพวกนี้ แต่หลักการของชาติบ้านเมืองต้องมาก่อน"

"มติชนออนไลน์" ได้ตรวจสอบฐานธุรกิจของนายสนธิ พบว่า นายสนธิมีชื่อเป็นกรรมการใน 14 บริษัท ซึ่งส่วนมากมีสถานะล้มละลาย เลิก ร้าง หรือแปรสภาพ

1. บริษัท ผู้จัดการ จำกัด ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก่อนแปรสภาพเป็น บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีทุนจดทะเบียน 424,238,880 บาท เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2536 และต่อมาถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิพากษา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 ให้ล้มละลาย ซึ่งขณะนั้นนายสนธิยังเป็นผู้ถือหุ้น 0.75% มูลค่า 4,500,000 บาท

2. บริษัท เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด จดทะเบียนว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดอื่น ก่อนแปรสภาพเป็น บริษัท เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

3. บริษัท เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจการให้เช่า การขาย การซื้อและการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ ต่อมาถูกศาลฎีกาได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2548

4. บริษัท แซทเทลไลท์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทประกอบกิจการรับจัดทำ ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน เช่า ให้เช่า ให้เช่าช่วง รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ แต่ต่อมา นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2529

5. บริษัท เทคโนโลยี แอพพลิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการผลิตและประกอบเครื่องอีเล็คโทรนิค ต่อมาแปรสภาพเป็น บริษัท เทคโนโลยี่ แอพพลิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจผลิตและประกอบแผงวงจรอิเล็คทรอนิคส์ เมื่อ26 มกราคม 2537 แต่บริษัทนี้กลับไม่มีชื่อนายสนธิเป็นกรรมการ

6. บริษัท มังกรสยามตะวันออก จำกัด ผลิตนิตยสารรายสัปดาห์ ซึ่งต่อมา นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2544

7. บริษัท มิวส์ เคเบิลทีวี จำกัด เพื่อลงทุนในกิจการ วิทยุ โทรทัศน์ เคเบิลทีวี แต่ต่อมาได้จดทะเบียนเลิกบริษัท ซึ่งนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2542 และ ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2542

8. บริษัท วางแผง จำกัด ประกอบกิจการเป็นตัวแทน นายหน้า ตัวแทนค้าต่างทั้งในและภายนอกประเทศ สินค้าและบริการทุกชนิด ซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง ตามความในมาตรา 1246 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์แล้ว เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2529

9. บริษัท สำนักพิมพ์กรุงเทพ จำกัด ทำกิจการโรงพิมพ์ ถูกนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง ตามความในมาตรา 1246 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์แล้ว เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2531

10. บริษัท สำนักพิมพ์การเวก จำกัด ทำธุรกิจซื้อขายเช่าให้เช่าขายฝากแลกเปลี่ยนจำนองหรือจัดหามาด้วยประการใดๆ ซึ่งที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2529 นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง

11. บริษัท เอเชีย บรอดคาสติ้ง แอนด์ คอมมูนิเคชั่นส์ เน็ทเวิร์ค จำกัด บริษัทสั่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศ แปรสภาพเป็น บริษัท เอเชียบรอดคาสติ้งแอนด์คอมมูนิเคชั่นส์เน็ทเวิร์ค จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 แต่ไม่มีชื่อนายสนธิเป็นกรรมการ ต่อมา ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้บริษัท เอเชียบรอดคาสติ้งแอนด์คอมมูนิเคชั่นส์เน็ทเวิร์ค จำกัด (มหาชน) ล้มละลายในที่สุด
 
12. บริษัท เอส.พรอพเพอร์ตี้ จำกัด ประกอบกิจการบริการทางด้านกฎหมาย ทางบัญชี แต่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท ซึ่งนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 และ ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2542

และ 13. บริษัท แอร์โรว์ ซินดิเคท เอเซีย จำกัด ประกอบกิจการรับจัดยามเฝ้าสถานในหน่วยที่ในหน่วยงาน ของรัฐและเอกชน ต่อมานายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2543

อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทแห่งหนึ่ง ที่นายสนธิเป็นกรรมการ และยังดำเนินกิจการอยู่ คือ บริษัท อัลตร้า แทรเวิล จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเป็นกิจการนำเที่ยว,กิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ มีทุนจดทะเบียนปัจจุบัน 12,000,000 บาท นอกจากนี้ นายสนธิยังเป็นผู้ถือหุ้น 25% มูลค่า 3 ล้านบาทด้วย

นี่คือ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ยึดมั่นว่า หลักการของบ้านเมือง ต้องมาก่อนธุรกิจส่วนตัว..


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 22 มิถุนายน 2554, 20:34:26
ชอบนโยบายของคุณนิธิ....
มีพรรคการเมืองไหนเอาไปใช้มั่งเนี่ย จะได้เลือกถูก


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 23 มิถุนายน 2554, 01:22:10

ขอฟัง, ขออ่าน (แต่ไม่ขอเม้นท์)ด้วยคนครับ...


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 23 มิถุนายน 2554, 01:39:14

         แค่เพียงอ่าน ก็ดีใจ     แน่แล้ว พี่เอย
อ่านแล้วยัง คิดตาม              ยอดเยี่ยม
อ่านแล้วได้ปัญญา               ดี่เลิศ
อ่านแล้วนำไปใช้                 เรายิ่ง ยินดี


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 มิถุนายน 2554, 01:07:06
อันเฟรล ออกแถลงการณ์ กรณีเลือกตั้งล่วงหน้า 8 ประเด็น เรียกร้องสื่อรายงานข่าวสร้างสรรค์

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 21:08:29 น.

วันที่ 27  มิถุนายนที่ผ่านมา   เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (อันเฟรล)  ออกแถลงการณ์เรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศไทย วันที่  26  กรกฏาคม 2554   โดยแถลงการณ์มีสาระ ดังนี้


การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่  26  กรกฏาคม 2554 ทำให้กระบวนการเลือกตั้งในประเทศไทยก้าวเข้าสู่ก้าวใหม่อีกก้าวหนึ่ง  มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งภายในและภายนอกเขตเลือกตั้งเกือบ 3 ล้านคน  การดำเนินการเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย อันเฟรลขอชื่นชมคณะกรรมการการเลือกตั้งและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันจัดการการเลือกตั้งล่วงหน้าในครั้งนี้  ในขณะเดียวกันอันเฟรลใคร่ขอแสดงข้อคิดเห็นที่รวบรวมมาจากผู้สังเกตการณ์ เลือกตั้งกว่า 60 คนจาก 24 ประเทศที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การลงคะแนนล่วงหน้าในประเด็นดังต่อไปนี้เพื่อ การปรับปรุงแก้ไขสำหรับวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 3 กรกฏาคมต่อไป

ประเด็นแรก ผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งเมื่อการเลือกตั้งใน ปี 2550 กว่า 3,300,000 คน ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนยังมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและ จะไม่สามารถไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งจริงในวันที่ 3กรกฏาคม 2554 ได้ อันเฟรลขอแนะนำว่าทะเบียนรายชื่อของผู้ที่เลือกตั้งล่วงหน้าควรจะหมดอายุไป ในแต่ละครั้งของการเลือกตั้ง  ในขณะเดียวกันคณะกรรมการการเลือกตั้งควรมีอำนาจที่จะสั่งการให้มีการขยาย เวลาการเลือกตั้งออกไปได้ตามสมควรแก่สถานการณ์

ประการที่สอง คือการประกาศบัญชีรายชื่อสำหรับการตรวจสอบรายชื่อของประชาชนยังไม่เพียงพอ และไม่ทั่วถึงในต่างจังหวัด  ทำให้เกิดความสับสนในการตรวจสอบรายชื่อ ณ หน่วยเลือกตั้ง  ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขก่อนถึงวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 3กรกฏาคม 2554

ประเด็นที่สาม คือการจัดการภายในหน่วยเลือกตั้งยังต่างกันในแต่ละหน่วยและขาดการดำเนินการ ที่ครบถ้วนตามกระบวนการและขั้นตอนที่กำหนดไว้  แม้หน่วยเลือกตั้งในบริเวณเดียวกันบางหน่วยกลับมีการดำเนินการที่ไม่เหมือน กัน คณะกรรมการการเลือกตั้งควรจัดการอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งโดยเร่ง ด่วนและกรณีดังกล่าวนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในวันที่  3 กรกฏาคม 2554 นี้ การเตรียมการในหน่วยเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่จะต้องรองรับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าหลายแสนคนเป็นไป ด้วยดี  อย่างไรก็ตามการลดจำนวนวันเลือกตั้งล่วงหน้าให้เหลือเพียงวันเดียวทำให้เกิด ปัญหาการจราจรและจำนวนผู้มาใช้สิทธิมากเกินกว่าที่หน่วยเลือกตั้งนั้นๆ จะรองรับได้  ผู้มาใช้สิทธิจำนวนมากไม่สามารถใช้สิทธิได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  จังหวัดเชียงใหม่และสมุทรปราการเป็นต้น

ประการที่สี่ อันเฟรลเห็นควรให้มีการงดการรณรงค์หาเสียงในวันเลือกตั้งล่วงหน้าเฉกเช่นเดียวกับวันเลือกตั้งจริง

ประการที่ห้า อันเฟรลขอเรียกร้องให้มีการอบรมตัวแทนของพรรคการเมืองต่างๆ ให้ไปสังเกตการณ์ในบริเวณหน่วยเลือกตั้งมากกว่าที่เป็นอยู่และขอให้พรรคการ เมืองปฏิบัติตามจริยธรรมการเลือกตั้งตามที่ได้ลงสัตยาบรรณไว้

ประการที่หก  ถึงแม้จะมีการรักษาความปลอดภัยตามหน่วยเลือกตั้งเป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามอันเฟรลขอแสดงความเป็นห่วงในกรณีที่ทหารมีการติดอาวุธเข้าไปใน คูหาเลือกตั้งเพื่อลงคะแนนเสียงในพื้นที่ต่างๆ เช่นนราธิวาส  ปัตตานี  และสงขลา นอกจากนี้ยังมีการให้สิทธิพิเศษแก่ทหารให้สามารถเข้าไปลงคะแนนก่อนประชาชนใน เขตจังหวัดกาญจนบุรี  ซึ่งทำให้ประชาชนที่รออยู่บริเวณหน่วยเลือกตั้งหลายคนไม่สามารถใช้สิทธิได้ ทันเวลาและต้องกลับบ้านไปด้วยความผิดหวัง

ประการที่เจ็ด อันเฟรลเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นสำนักงานตำรวจแห่งชาติและไปรษณีย์ไทยดำเนินการด้วยความ โปร่งใสและถูกต้องในวันเลือกตั้งจริง  เช่นเดียวกับการดำเนินการในวันเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านไปแล้ว  หีบเลือกตั้งจะต้องได้รับการเก็บรักษาอย่างมิดชิดและการขนย้ายหีบบัตรรวม ทั้งการนับคะแนนจะต้องปราศจากข้อครหาใดๆ

ประการสุดท้าย
อันเฟรลขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนรายงานกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดอย่างสร้าง สรรค์โดยไม่พยายามรายงานข่าวใดๆ ที่เกี่ยวกับความรุนแรงเฉพาะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงเหตุการณ์เดียว จนเกินจริง  และขอเรียกร้องให้องค์กรภาคประชาชนต่างๆ ดำเนินการจัดหาและอบรมผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งในพื้นที่ รวมทั้งขอให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยอิสระและเป็นตัวของตัวเองใน วันที่ 3 กรกฏาคม 2554 นี้ต่อไป


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 28 มิถุนายน 2554, 01:11:11
ยังไม่ได้อ่านคะ
เรื่องยาวจัง.
จองที่นั่งอ่าน มุมๆหลืบๆไว้ก่อน
เดี๋ยวมาอ่านคะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 06 กรกฎาคม 2554, 02:30:49
เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นายแทน เทือกสุบรรณ ทายาทนายสุเทพ เทือกสุบรรณ  แกนนำพรรคประชาธิปัตย์   ได้โพสต์บทความเรื่อง "10 เหตุผลที่ชาวประชาธิปัตย์ไม่ควรเสียใจ" ลงในเว็บไซต์เฟซบุคของตน โดยมีใจความ ดังนี้

 

10 เหตุผลที่ชาวประชาธิปัตย์ไม่ควรเสียใจ

 

แทน เทือกสุบรรณ  5 ก.ค. 2554

 

1. เราได้ ส.ส. คุณภาพถึง 160 คนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา จำนวนไม่น้อยเป็น ส.ส. รุ่นใหม่ที่มีอนาคตไกล ที่พร้อมแบกรับ ปัญหาของประเทศชาติ

 

2. เราได้หักหน้าโพลรับจ้าง และ สื่อมวลชนที่เห็นแก่เงิน ที่พยายามจะชี้นำประชาชน จนถึงนาที่สุดท้าย

 

3. เราชนะในภาคใต้อย่างถล่มทลาย มากกว่าพรรคเพื่อไทยถึงเกือบสิบเท่า ในทุกเขต และ ชนะในพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานคร และ ภาคตะวันออกของประเทศไทย

 

4. เราสู้ได้อย่างสูสีในหลายเขตของภาคเหนือ และภาคอีสาน เชื่อว่าประชาชนในส่วนนี้ เริ่มเข้าใจ อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์บ้างแล้ว

 

5. คะแนนโดยรวม และ ส.ส. บัญชีรายชื่อของเราแพ้เพื่อไทยไม่มาก แม้ว่าฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยจะมีประชากรมากกว่ามากก็ตาม

 

6. พรรคเพื่อไทยไม่ได้ ส.ส. ในภาคใต้ และ ตะวันออกของประเทศไทย ในขณะที่เราเป็นพรรคการเมืองเดียวที่มี ส.สในทุกภาคส่วนของประเทศไทย ตั้งแต่ แม่ฮ่องสอน อุลบลราชธานี จันทบุรี จนถึง นราธิวาส เป็นพรรคการเมืองของคนไทยทั้งประเทศอย่างแท้จริง

 

7. หลายเขต เราแพ้อย่างเฉียดฉิว แต่ถ้ารวมคะแนนโหวตโน (ที่สนธิ ขโมยเราไปให้ทักษิณ) เราชนะเกือบทุกเขตใน กทม. หลายเขตทั่วประเทศ และ บัญชีรายชื่ออีกหลายคน ถ้านับรวมแล้วเราควรได้ ส.ส. ประมาณ 200 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าคราวที่แล้วมาก เชื่อได้ว่าครั้งต่อไปประชาชนจะไม่หลงเชื่อบุคคลเหล่านี้อีก

 

8. พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง ไม่ได้เป็นสมบัติประจำตระกูลของใคร เพราะฉะนั้นตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่สิ้นคนดี ตราบนั้นประชาธิปัตย์จะยังคงอยู่ ผิดกับพรรคเพื่อไทย ถ้าไม่มี ทักษิณ ทุกอย่างก็จบ

 

9. แม้ว่าท่านนายกฯจะลาออกจากหัวหน้าพรรค แต่ท่านก็ยังเป็นสมาชิกพรรค เป็น ส.ส. ของพรรค ไม่มีวันที่จะทิ้งพรรค และ มีโอกาสที่ท่านกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีอีก

 

10. ประเทศไทยยังมีระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 06 กรกฎาคม 2554, 19:47:02
เกจิดังลพบุรีฟันธง! ดวง"ยิ่งลักษณ์"เป็นนายกฯอายุถึง 60 ปี เชื่อพาชาติพ้นวิกฤต ไม่มีใครกล้าปฏิวัติ

วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:30:30 น.

ก่อนหน้านี้ "มติชนออนไลน์" ได้สัมภาษณ์พิเศษ "พระครูวิจิตรสุธาราม หรือพระอาจารย์นวย เจ้าอาวาสวัดธรรมิการาม (วัดค้างคาว) ต.บางขาม อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เกจิอาจารย์ชื่อดังเมืองลพบุรีที่หลายต่อหลายคนรู้จัก และศรัทธาในความสามารถของท่าน ที่ทำนายทายทักเหตุการณ์ต่างๆ ของบ้านเมืองได้อย่างแม่นยำ อย่างกับตาเห็นก็ว่าได้

 โดยเฉพาะการทำนายดวงของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ก่อนการเลือกตั้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ร้อยเปอร์เซ็นต์และจะได้เป็นถึง 2 สมัย นอกจากนี้ยังทำนายอีกว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงเกินครึ่ง คือ 250 เสียง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะได้เสียงไม่ถึง 200 เสียง ทำให้คำทำนายของพระอาจารย์นวยเป็นจริงอย่างที่ทำนายไว้ตั้งแต่แรก

สอดคล้องกับ "โหรเนวิน" ที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะแพ้การเลือกตั้ง ได้ส.ส.เพียง 160 เสียง และนายอภิสิทธิ์จะต้องลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ที่ไม่ใช่แค่การสร้างพื้นที่สื่ออย่างที่หลายฝ่ายออกมาตอบกลับแต่อย่างใด

              นอกจากนี้ พระอาจารย์นวย เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีพลังในตัวสูงถึงระดับ 19 เทียบเท่ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ซึ่งเลข 19 ในทางโหราศาสตร์ถือเป็นเลขที่ดี เป็นเลขจักพรรดิ์ ขณะที่ดวงของนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ไม่ค่อยดี จะสู้กับใครก็แพ้หมด และแพ้การเลือกตั้ง ทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรค และเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพื่อจะสู้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ได้ในสมัยหน้า พร้อมกับแนะนำให้นายอภิสิทธิ์เปลี่ยนชื่อด้วย ต้องเอาตัวอักขระผู้ชนะใส่เข้าไป แถมเหน็บแนมด้วยว่า นายอภิสิทธิ์คงไม่เชื่อหรอก เขาไม่เชื่อตั้งแต่สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว

จนถึงขณะนี้ผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว แม้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก็ตาม คงไม่มีคำทำนายไหนมาลบคำทำนายของพระอารย์นวยได้ แต่ภายหลังจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปแล้วนั้น ยังเป็นที่น่าสนใจของหลายๆ คนอยู่ไม่น้อย

พระอาจารย์นวย แห่งวัดค้างคาว ได้ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" อีกครั้ง ภายหลังการเลือกตั้งพึ่งผ่านพ้นไปไม่นาน โดยพระอาจารย์นวยกล่าวว่า ดวงของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังดีมาโดยตลอด ทั้งก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง เมื่อดวงของคนจะได้เป็นนายกฯ ยังไงแล้วก็จะต้องได้เป็นนายกฯ ยิ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ดวงอ่อนอย่างนายอภิสิทธิ์ เนื่องจากว่าดวงของความเป็นผู้นำไม่ดี ก็เลยทำให้มั่นใจว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่ได้ทำนายไว้ตั้งแต่แรก

ขณะเดียวกัน พระอาจารย์นวยเชื่อว่า ความเป็นผู้หญิงของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะพาประเทศฝ่าฟันอุปสรรค ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตของประเทศชาติไปได้ การค้า เศรษฐกิจ การลงทุนจะดี และลักษณะการทำงานที่อ่อนช้อย สุขุม นุ่มนวล เก่งกล้าสามารถ กล้าตัดสินใจ ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะช่วยบ้านเมืองไว้ได้ และช่วยหาหนทางทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข และในระหว่างการเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะไม่มีใครอาฆาต หรือกล้าทำร้ายด้วย ที่สำคัญก็คือ ไม่มีใครกล้าปฏิวัติด้วย

นอกจากนี้ ดวงของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่สามารถทำงานได้ก็เนื่องจากว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีเทพคุ้มครอง จากนี้ไปก็จะมีแต่คนนับถือ มีแต่คนเห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั่วโลกจะเชื่อถือ ซึ่งจะสังเกตุเห็นได้ว่า สมาชิกในพรรคเพื่อไทยแม้แต่ระดับพระกาฬ ยังต้องยอมให้กับอำนาจของน.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมถึงลูกพรรคคนอื่นๆ ก็ยังเกิดการยอมรับในความเป็นผู้นำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในทั้งๆ ที่พึ่งเข้ามาเล่นการเมือง และด้วยบารมีตรงนี้ก็จะทำให้การเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่น             

เมื่อดูลักษณะสังคมไทยอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้หญิงจะเป็นใหญ่อยู่แล้ว สามีไม่กล้าแข็งข้อกับภรรยา เพราะกลัวได้นอนบ้านเช่า (หัวเราะ) และในสมัยนี้ก็น้อยนักที่ผู้หญิงจะยอมผู้ชาย เมื่อสังคมมีความเท่าเทียมกัน ความเป็นผู้นำของผู้หญิงก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดี ต่างจากนายอภิสิทธิ์ ที่ชอบโจมตีในระหว่างการหาเสียง ยิ่งเป็นการโจมตีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้หญิงแล้ว ก็ทำให้คนมองว่าไม่ดี ก็ไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายอภิสิทธิ์แพ้ มากกว่านั้นพลังของผู้หญิงก็จะไปเทคะแนนเลือกผู้หญิงด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การจะเป็นผู้นำได้ นอกจากความสามารถแล้ว วันเดือนปีเกิด ชื่อ ดวง บารมี ก็มีส่วนช่วยเสริมให้ประสบความสำเร็จ ได้รับชัยชนะด้วย ทำให้น.ส.ยิ่งลักษ์ยังสามารถดำรงตำแหน่งได้ถึง 2 สมัย และจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีถึงอายุ 60 ปี ที่สำคัญพระอาจารย์นวย ยังเคยบอกไปแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาในอีกไม่ช้า

จากนี้ไปคงต้องรอดูคำทำนายของพระอาจารย์นวย ว่าจะเป็นจริง หรือแม่นยำเพียงใด ภายหลังจากที่เคยทำนายดวงของนายกรัฐมนตรีคนผ่านๆ ราวกับตาเห็นมานักต่อนักแล้ว

ทั้งนี้ต้องรอดูอีกว่า ความเป็นผู้หญิงจะสามารถนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตได้หรือไม่
รับรองคราวนี้ต้องไม่พลาดแน่นอน!!


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 06 กรกฎาคม 2554, 21:25:31
รัฐบาลยิ่งลักษณ์   โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 21:00:00 น.


(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2554)

ถ้าดูจากหุ้นที่พุ่งรับ ท่าทีของต่างประเทศ บรรยากาศทั่วๆ ไป ต้องถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ผ่านไปอย่างเรียบร้อย

ความเรียบร้อยมาจาก   1.พรรคเพื่อไทยได้ 265 เสียง เกินครึ่งจาก 500 เสียงของสภา
                                 2.ประชาธิปัตย์เหลือ 159 นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้ง

เป็นผลที่ปิดปากฝ่ายที่เตรียมจะลุกขึ้นมาป่วน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลายเป็นว่าที่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยไป

ผ่านไป 1 คืน วันถัดมารัฐบาล 5 พรรค 299 เสียงก็เกิดขึ้น ซึ่งถือว่ารวดเร็วมาก

ขั้นตอนต่อไปนี้ คือเรื่องของ "ตำแหน่ง" ต่างๆ

เพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ หลายกลุ่มหลายมุ้ง ผสมกับพรรคเล็กอีก 4 พรรค การบริหารจัดการให้ลงตัวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

คนอยากเป็นมีมากกว่าเก้าอี้ ก็อย่างที่พูดกันตอนนี้ว่า ยอดจองทะลุเกินจำนวนเก้าอี้ที่มีอยู่ 35 ที่

บางตำแหน่ง มีเกียรติยศยิ่งใหญ่ อย่างประธานสภาผู้แทนฯ ที่ต้องเป็นประธานรัฐสภาด้วย โดยทฤษฎีเทียบเท่านายกรัฐมนตรี และประธานศาลฎีกา

แต่ตำแหน่งนี้ ไม่ค่อยอยากรับกัน ขอไปเป็นรัฐมนตรีมากกว่า ขี้เกียจนั่งบัลลังก์ต่อปากต่อคำกับฝ่ายค้าน ซึ่งเที่ยวนี้มาแบบชุดใหญ่

ชื่อของตัวเต็งในตำแหน่งนี้ อย่าง สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ขุนค้อนเมืองขอนแก่น กับ วิทยา บุรณศิริ จากอยุธยา ก็เลยยังสรุปไม่ได้

สเปกของรัฐมนตรี ก็เป็นอีกเรื่องที่สังคมคาดหวังว่า พรรคเพื่อไทยควรจะคัดเลือกคนเก่งคนดีเข้ามาทำหน้าที่

ในงานบางด้านอย่างเศรษฐกิจ ก็มีเสียงจากนักธุรกิจบอกว่า อยากได้คนมีฝีมือ ที่เข้าใจถึงการแข่งขันระหว่างประเทศ

ต้องมองไกลไปถึงเศรษฐกิจระดับโลก ถึงจะเชื่อมต่อได้เป็นอย่างดีกับภาคเอกชนที่ล่วงหน้าไปไกลมากแล้ว

อีกสองตำแหน่งที่สังคมจับตา ได้แก่ รัฐมนตรีการต่างประเทศ และรัฐมนตรีกลาโหม

รัฐมนตรีการต่างประเทศ มีปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ที่จะต้องมาฟื้นฟูจัดระเบียบการอยู่ร่วมกันใหม่ เก็บกู้ระเบิดกรรมการมรดกโลกที่ยูเนสโก และบอมบ์ 4.6 ตร.กม. ข้างเขาพระวิหาร ที่ศาลโลกกำลังจะมีคำสั่งแรก หลังจากเขมรยื่นตีความคำพิพากษา

ก็ยังโชคดีที่กัมพูชาแสดงท่าทีต้อนรับรัฐบาลใหม่ อาจทำให้หารัฐมนตรีได้ง่ายขึ้น

ส่วน รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความละเอียดอ่อน รัฐบาลบางยุคให้นายกฯควบเก้าอี้ เพื่อให้เกียรติกับกองทัพและหน่วยงานทหาร

เที่ยวนี้ ใช้วิธี "ปรองดอง" โดยสอบถามจากผู้เกี่ยวข้องของฝ่ายทหาร เพื่อให้ได้ตัวบุคคลที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย

ขั้นตอนที่ยังต้องรอคอย ได้แก่การรับรอง ส.ส.โดย กกต. และการจัดทำโผเก้าอี้รัฐมนตรี

นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยจะไปได้หรือไม่ รายชื่อคณะรัฐมนตรีที่จะออกมา จะเป็นตัวตัดสินในเบื้องต้น

ประชาชนลงทุนเลือกเข้าไปเกินครึ่งของสภา ถือเป็นความได้เปรียบที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองไหน

แต่ถ้าบริหารความได้เปรียบนี้ ให้สนองความคาดหวังของประชาชนไม่ได้

ฝ่ายค้านผสมยี่ห้อ ปชป.กับชูวิทย์ "จัดหนัก" แน่


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 06 กรกฎาคม 2554, 21:31:37
ประวัติศาสตร์มีไว้ให้ศึกษาเพื่อความจริงไม่ใช่มีไว้ให้งมงาย

โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:30:00 น.


ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์และสื่อสารมวลชน เนื่องในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 ทำให้ผู้เขียนคิดถึงข้อเขียนของท่านเมื่อครั้งที่ท่านได้ไปเยือนประเทศจีนครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้วว่า

"ไปประเทศจีนเที่ยวนี้เขาพาผมไปฮวงซุ้ยซูสีไทเฮา ผมต้องยกมือไหว้ขอโทษแก เพราะผมโกหกแกไว้มากผมก็ไม่รู้ว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ ผมอ่านประวัติเอาหนังสือฝรั่งมาค้นเยอะ แต่ผมก็แต่งของผมใหม่ อ้ายเรื่องที่ไม่ควรจะเป็น ตรงไปไม่เข้าเกร็ดพงศาวดาร ผมก็เขียนเสียใหม่ อย่างว่าแกมีลูก ผมก็เอาว่าแกไปเอาลูกคนอื่นมา ฆ่าแม่มันเสียด้วย ไม่งั้นไม่สนุก คนอ่านไม่ตื่นเต้น"

ครับ! ท่านมุ้ยก็เอาเรื่องสุริโยไทและตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมาสร้างเป็นภาพยนตร์ก็ต้องเขียนเสียใหม่เยอะเหมือนกันไม่งั้นไม่สนุก คนดูหนังไม่ตื่นเต้นซึ่งท่านมุ้ยก็ทั้งบอกทั้งเขียนแหละว่าท่านเขียนเรื่องเพิ่มขึ้นเยอะจากจินตนาการและการค้นคว้าหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของท่านแต่หลักใหญ่ใจความก็คือเอาสนุกและให้คนดูหนังตื่นเต้นนั่นเอง

แต่ที่มันเป็นเรื่องงมงายขึ้นมาก็คือมีคนไทยจำนวนไม่น้อยเกิดทึกทักว่าเรื่องในหนังสือนั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่แท้จริงแบบว่าแยกความจริงจากนิยายไม่ออกนี่ซิครับน่ากลุ้มใจพิลึก

ครับ! ตรงนี้เองทำให้นึกถึงประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสช่วงการปฏิวัติใหญ่ พ.ศ.2332 ที่ผู้เขียนเคยเรียนตอนอยู่ชั้นมัธยมขึ้นมาได้

เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ เมื่อชาวปารีสนับพันคนพากันเดินขบวนไปประท้วงความขาดแคลนอาหารต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เสียงประท้วงความขาดแคลนอาหาร ต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เสียงประท้วงที่ดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าร้องคือ

"เราต้องการขนมปัง"

ซึ่งความนี้ทราบไปถึงพระนางมารีย์ อังตัวเนต พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระนางทรงตรัสว่า "เมื่อไม่มีขนมปังจะกินแล้ว ก็ให้พวกเขากินขนมเค้กซิ"

พระดำรัสนี่ ที่ว่า "ก็ให้เขากินขนมเค้กซิ" เปรียบเสมือนเอาน้ำมันราดเข้าไปในกองเพลิง ทำเอาชาวฝรั่งเศสโกรธแค้นหนักขึ้นไปอีก ลุกลามไปจนถึงเข้าทลายคุกบาสติลล์ และเริ่มการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส ค.ศ.1789 ที่นองเลือดขึ้นมา

คำตรัสนี้ ของพระนางมารีย์ อังตัวเนต ถ้าจะแปลให้เข้าใจกันชัดๆ ในคำพูดของคนไทยก็คือ "อ้าว! เมื่อไม่มีข้าวกินแล้วก็ให้กินบะหมี่หรือเกี๊ยวเสียสิ"

ความจริง แป้งทำขนมปังราคาถูกกว่าแป้งทำขนมเค้ก และขนมเค้กยังต้องผสมไข่ ผสมนมเนย ซึ่งแพงหนักขึ้นไปอีก ที่ชาวปารีส เคียดแค้น พระดำรัสของพระนางมารีย์ อังตัวเนต นี้ แบ่งเป็นสองนัย คือ

1.เข้าใจว่า ถูกพระนางมารีย์ อังตัวเนต ประชดประชันและไม่ไยดีต่อความทุกข์ยากของประชาชน

2.เข้าใจว่า บรรดาชนชั้นสูง ต่างมีชีวิตที่แตกต่างไปจากประชาชนอย่างไม่มีทางจะเข้าใจกันได้ เหมือนรัฐมนตรีที่ต้องดื่มไวน์ทุกวัน พอประชาชนร้องเรียนว่าไม่มีข้าวจะกินก็จะให้ดื่มไวน์แทนอย่างนั้นแหละ

เราเรียนประวัติศาสตร์สากลมาเช่นนี้ จนกระทั่งมีการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์คือ มีการไปค้นคว้าสอบเอาที่มาของเรื่องที่เล่ามานี้ ปรากฏว่า พบในนวนิยายที่นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส เขียนขึ้นสนุกๆ เพื่อให้มันอย่างว่า โดยเขียนขึ้นภายหลังการปฏิวัติใหญ่ ของฝรั่งเศสถึง 40 ปี

ส่วนข้อมูลคำดำรัสของพระนางมารีย์ อังตัวเนต ในช่วงก่อนนี้ไม่มีเลยจริงๆ

แต่บังเอิญคนฝรั่งเศสไม่โชคดีเหมือนคนไทย ที่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้แต่งเรื่องซูสีไทเฮา โดยท่านบอกว่าท่านเขียนสนุกๆ เติมโน่นเติมนี้ เพื่อให้เรื่องที่เป็นนวนิยายสนุกขึ้นมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่ประวัติศาสตร์จริงๆ

คราวนี้ลองมาพิจารณาถึงสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์พระองค์สุดท้าย แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ในพงศาวดารกล่าวหาว่าเอาพระทัยใส่ต่อบรรดานางสนมกำนัล ในพระบรมมหาราชวังมากกว่าการทหารและการศึกษาสงคราม ทั้งๆ ที่กองทัพพม่าข้าศึกได้ล้อมพระนครเอาไว้แล้ว

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ยังทรงมีพระบัญชาว่าหากนายทหารผู้ใดจะยิงปืนใหญ่เพื่อต่อต้านข้าศึกจะต้องแจ้งให้ทางสำนักพระราชวังทราบเสียก่อนเพื่อให้เวลานางสนมกำนัลได้อุดหู จะได้ไม่ตกอกตกใจ ในพงศาวดารเขียนกล่าวหาสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์กันถึงเพียงนี้

บังเอิญผู้เขียนเจอพงศาวดารอยุธยาที่เล่าเรื่องภาษี ผักบุ้ง ซึ่งนายสังข์มหาดเล็กใกล้ชิดของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์เอง ได้แอบอ้างอิทธิพลของพระเจ้าอยู่หัวไปเก็บภาษีผักบุ้ง โดยให้พวกเก็บผักบุ้งขายให้แก่เจ้าภาษีแต่ผู้เดียว ถ้าเอาไปขายผู้อื่นจะต้องถูกปรับเป็นเงิน 10 บาท เมื่อมีการผูกขาดผักบุ้งดังนี้แล้วก็มีการกดราคาซื้อผักบุ้งจากคนเก็บในราคาถูกแล้วเอาไปขายแพงๆ ต่อไป

เรื่องนี้จดไว้ว่า ศักราช 1124 มะเมีย จัตวาศก ทำภาษีผักบุ้ง

เรื่องเก็บภาษีผักบุ้งนี้ ทราบไปถึงสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์โดยพวกละครชาตรี ที่มีโอกาสไปแสดงต่อหน้าพระที่นั่งโดยจำอวดร้องซ้ำเล่าว่า

"จะเอาเงินมาแต่ไหน จนจะตายแต่เก็บผักบุ้งขายยังมีภาษี"

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงเอะพระทัย ได้เรียกตัวจำอวดมาซักถาม เมื่อทราบความก็ทรงพระพิโรธ มีรับสั่งให้เสนาบดีคืนเงินให้แก่ประชาชน

ส่วนนายสังข์มหาดเล็กตัวดี ทีแรกทรงลงโทษถึงประหารชีวิตแต่ต่อมาคลายพิโรธ จึงทรงลดโทษงดประหาร

ทำให้คิดว่าพระมหากษัตริย์ระดับนี้ มีหรือเมื่อศึกประชิดพระนครจะทรงกังวลถึงแต่นางสนมกำนัลจะตกใจจากการยิงปืนใหญ่มากกว่าความปลอดภัยของบ้านเมือง

ผู้เขียนว่าเป็นการใส่ความกันมากเกินไปละมั้ง?


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 07 กรกฎาคม 2554, 20:38:29
เพื่อนจากการบินไทย ส่งบทความนี้มาให้
แม้จะเห็นต่าง แต่อ่านแล้วนึกนิยมและนับถือในความเป็นนักประชาธิปไตยของ อ.สมเกียรติ
เลยเก็บมาฝาก



ผลการเลือกตั้ง คือเสียงของประชาชน

โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล | Somkiat Onwimon เมื่อ 4 กรกฎาคม 2011 เวลา 6:42 น.
ผลการเลือกตั้ง คือเสียงของประชาชน
 
โดย     สมเกียรติ อ่อนวิมล
 
ในระบอบประชาธิปไตย คะแนนเสียงของประชาชนส่วนใหญ่คือคะแนนตัดสินทิศทางของประเทศและสังคมในอนาคตข้างหน้า ทุกพรรคการเมืองและประชาชนทุกคนควรจะต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง แล้วดำเนินชีวิตและทำหน้าที่พลเมืองผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป  

หลังทราบผลการเลือกตั้ง การแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สะท้อนนำ้ใจประชาธิปไตยด้วยกันทั้งสองฝ่าย  

การจัดให้มีการเลือกตั้งตามกรอบของรัฐธรรมนูญและตามสัญญาประชาคม ถือเป็นมาตรฐานจิตวิญญาณประชาธิปไตยที่พรรคประชาธิปัตย์และท่านนายกฯอภิสิทธิ์มีอยู่ในตัว เป็นการกระทำที่น่ายกย่อง  

ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ในฐานะผู้แพ้การเลือกตั้งได้ออกมาแถลงยอมรับผลการเลือกตั้งและกล่าวแสดงความยินดีต่อพรรคเพื่อไทยและคุณยิ่งลักษณ์ในฐานะที่เป็นฝ่ายชนะ ถือเป็นมาตรฐานอันสูงของท่านนายกฯอภิสิทธิ์อันเป็นมาตรฐานสูงในระดับสากล เป็นมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สังคมควรยกย่องและนักการเมืองทั้งหลายควรยึดเป็นแนวปฏิบัติ

สำหรับคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นก็มีหน้าที่ทำความรู้จักกับการเมืองและบทบาทการเป็นผู้นำประเทศที่ได้รับอย่างฉับพลันทันทีให้ดีที่สุด พลเมืองไทยทั้งที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและที่เป็นฝ่ายสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคอื่นล้วนยังไม่รู้จักคุณยิ่งลักษณ์ดีพอที่จะเลือกด้วยเหตุผลของข้อมูลส่วนตัว แต่เมื่อประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทยที่มีคุณยิ่งลักษณ์เป็นผู้นำพรรคและมีคุณทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชายนำทางคุณยิ่งลักษณ์อีกชั้นหนึ่ง ดั่งนี้แล้วคุณยิ่งลักษณ์จึงจะต้องทำหน้าที่หัวหน้าพรรคที่มิใช่ตัวจริงแต่แรกเริ่มให้กลายเป็นผู้นำประเทศตัวจริงให้ได้ การเป็นผู้นำรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรีของราชอาณาจักรไทยนั้น คุณยิ่งลักษณ์เป็นตัวจริงแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นตัวแทนของพี่ชายหรือใครอื่นอีกต่อไปนอกจากจะเป็นตัวแทนของประชาชนชาวไทยทุกคน ทั้งที่เลือกและไม่เลือกคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักคุณยิ่งลักษณ์
 
เป็นสภาวการณ์ที่แปลกสำหรับชาวไทยที่ได้ผู้นำคนใหม่ทั้งๆที่ยังไม่รู้จักกันอย่างแท้จริง ทั้งส่วนตัวและส่วนสารธาณะ  
เป็นปรากฏการณ์ที่น่า “ ห่วงยิ่งนัก ” ที่ผู้นำประเทศคนใหม่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในงานการเมืองสาธารณะเลยในชีวิต  
เป็นปรากฏการณ์ที่น่า “ ห่วงยิ่งลักษณ์ ” น่าห่วงยิ่งลักษณ์ยิ่งนัก เพราะประชาชนยังไม่เคยได้รับรู้คุณภาพความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ของคุณยิ่งลักษณ์เลย ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ข้อมูลอื่นมากกว่าที่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวคุณยิ่งลักษณ์เองในการตัดสินใจลงคะแนนในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554
 
แต่ไม่ว่าความรู้สึกของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร เราพลเมืองไทยทุกคนต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เพราะเรากำลังสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามหลักปรัชญาพื้นฐานอันเป็นมาตรฐานโลก  

ส่วนคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยก็ต้องเคารพเสียงส่วนน้อยในสังคม เพราะคุณยิ่งลักษณ์กำลังเข้าสู่วัฒนธรรมประชาธิปไตยอันเป็นมาตรฐานสากลเช่นกัน

สำหรับคุณทักษิณ ชินวัตร ผู้กำกับดูแลคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยในเบื้องหลังก็กำลังปรากฏตัวเป็นผู้กำกับดูแลในเบื้องหน้ามากและเด่นชัดยิ่งขึ้น ความผูกพันกับพรรคที่คุณทักษิณสร้างขึ้นมาแต่แรกเริ่มและความแนบแน่นกับน้องสาวที่คุณทักษิณรักและเลี้ยงดูมาแต่วัยเด็กเป็นเรื่องส่วนตัวที่คุณทักษิณยังคงผูกพันแนบแน่นต่อไปโดยธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ แต่คุณทักษิณยังคงเป็นนักการเมืองผู้ประพฤติผิด ทุจริตทำผิดกฎหมายและผิดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คุณทักษิณมีโทษต้องได้รับตามกฎหมายต่อไป คุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยจะใช้อำนาจการเมืองที่ประชาชนมอบให้มาแก้ไขกฎหมายเพื่อช่วยคุณทักษิณให้พ้นผิดไม่ได้ คุณทักษิณจะต้องยอมรับในความผิดที่กระทำลงไป กลับมารับความผิดตามที่เป็นคำตัดสินของศาลฯและต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมในคดีความอื่นๆที่รออยู่
 
ประชาชนมอบอำนาจให้คุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศในเวลาสี่ปี

ประชาชนมิได้มอบอำนาจอันใดให้กับคุณทักษิณที่จะมาครอบงำพรรคเพื่อไทยและประเทศไทยได้

พรรคประชาธิปัตย์และท่านนายกฯอภิสิทธิ์แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ ก็มีโอกาสที่จะได้ทำหน้าที่ชนะใจผู้สนับสนุนและประชาชนทั่วไปที่มิได้สนับสนุน โดยการทำหน้าที่ฝ่่ายค้านที่มีพลังและคุณภาพต่อไป เมื่อถึงการเลือกตั้งสมัยต่อไป การแข่งขันกันรับใช้ประชาชนจะเวียนกลับมาอีกครั้ง และเป็นวัฏจักรแห่งระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้ต่อๆไป
 
ด้วยเหตุแห่งการขาดข้อมูลความจริงเกี่ยวกับคุณยิ่งลักษณ์ พร้อมกับข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับคุณทักษิณที่ผมมีมากพอ ผมจึงมีความห่วงใยคุณยิ่งลักษณ์ในบทบาทหน้าที่ผู้นำคนใหม่่ของประเทศไทยของผมเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นผมก็ขอแสดงความยินดีต่อคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ที่ได้โอกาสเป็นผู้บริหารประเทศและเป็นผู้นำของผมในสี่ปีข้างหน้า

ผมขอให้กำลังใจและยังคงยืนยันการสนับสนุนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป เพราะผมพอใจในผลงานการบริหารประเทศและคุณภาพการเป็นผู้นำของท่านและพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา  

ในฐานะพลเมืองผู้รับผิดชอบต่อสังคมประชาธิปไตย ผมจะเฝ้าติดตามตรวจสอบการทำงานของทั้งคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย ตลอดจนคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป
 
สมเกียรติ อ่อนวิมล
4 กรกฎาคม 2554


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 08 กรกฎาคม 2554, 03:59:21
ไม่อยากเห็นอะไรจากนายกฯใหม่

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:30:00 น.


ถ้าไม่มีการ "สับขาหลอก" ครั้งใหญ่แห่งศตวรรษของการเมืองไทยแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สตรีผู้ซึ่งเราเพิ่งรู้จักดีไม่ถึง 60 วัน ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยในฐานะคนไทยเราก็มีสิทธิจะขอ เห็นบางสิ่งจากเธอ (ท่าน) โดยมิบังอาจบอกให้ทำอะไรตามที่เราต้องการได้

อย่าง แรกที่อยากเห็นก็คือการสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทยของสาธารณชนทั้งใน ประเทศและต่างประเทศอย่างรวดเร็วด้วยการไม่ทำสิ่งต่อไปนี้

(ก) การนิรโทษกรรมพี่ชายและ/หรือพลพรรค ถึงแม้จะบอกว่า "ไม่มีการนิรโทษกรรมเพื่อคนคนเดียวเด็ดขาดค่ะ" แต่ผู้คนก็ระแวงว่าจะรักษาคำพูดจริงแต่เป็นนิรโทษกรรมหมู่ โดยมีพี่ชาย (แอบ) แฝงอยู่ด้วย

พรรคเพื่อไทยรู้ดีว่าประเด็นนี้ร้อน จึงเลี่ยงกลยุทธ์จากไม่ตอบชัดเรื่องนิรโทษกรรมและ "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" ในตอนต้นการหาเสียงเป็นระบุชัดว่าไม่มีนิรโทษกรรม มีแต่ปรองดอง ("ผมจะไม่ทำอะไรให้บ้านเมืองเดือดร้อนเป็นอันขาด ผมไม่แค้นใคร ตัวผมไม่สำคัญเท่าชาติ")

ความพยายามที่จะนิรโทษกรรมจะนำไปสู่ความ ยุ่งยาก เพราะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ทั้งในกรุงและต่างจังหวัด (ศาลากลางถูกเผาในอีสาน เช่น อุบลฯ อุดรฯ มุกดาหาร ขอนแก่น ฯลฯ) ไม่ต้องการ มิฉะนั้นพรรคเพื่อไทยคงโหมประเด็นนี้ไปนานแล้ว ความยุ่งยากนั้นก็คือการเกิดการประท้วงต่อต้านอย่างกว้างขวางอย่างค่อนข้าง แน่นอน ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะควักกลวิธีการตลาดออกมาใช้และรอเวลาอันเหมาะสมอย่างไร ก็ตาม เรื่องนี้ผู้คนรู้ทันและเตรียมตัวต่อต้านกันอยู่

เหตุผลที่การนิรโทษกรรมกระทบความเชื่อมั่นประเทศไทยก็เพราะคาดเดาได้ว่าเกิดความวุ่นวายขึ้นในอนาคตอันใกล้

(ข) การไม่ทำตามคำสัญญาของพรรคเพื่อไทยที่ได้ประกาศไว้เป็นอันขาดในบางเรื่อง เช่น แจกแท็บเบล็ตให้เด็กประถมหนึ่งทุกคน ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททันที ภาษีเงินได้นิติบุคคลลดจากร้อยละ 30 เป็น 23 และต่อไป 20 จำนำข้าวตันละ 15,000 บาท และถ้าเป็นข้าวหอมมะลิตันละ 20,000 บาท เงินเดือนคนจบปริญญาตรี 15,000 บาท

ถ้าแจกแท็บเบล็ตไม่ว่าจะเป็น iPad หรือของยี่ห้ออื่นจำนวน 700,000-800,000 เครื่อง (ใช้เงิน 10,000-20,000 ล้านบาท) ก็จะเป็นข่าวระดับโลก เด็กส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดไม่อาจรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้ในระยะเวลาอันใกล้ ใช้ไม่เป็นเพราะครูก็ไม่รู้จัก ก็จะกลายเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ แท็บเบล็ตจะขาดตลาดโลกชั่วคราวแต่จะมีขายมือสองที่บ้านเรานับแสนเครื่อง

ถ้า ค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นถึง 300 บาททันที ธุรกิจใหญ่น้อยรวมทั้งภาคครัวเรือนก็จะเดือดร้อน เพราะต้นทุนค่าครองชีพสูงขึ้น จากทั้งแรงผลักดันต้นทุนอันเกิดจากน้ำมันมีราคาสูงขึ้น และแรงผลักดันอำนาจซื้ออันเกิดจากค่าแรงสูงขึ้น จนต้องมีการปรับค่าจ้างครั้งใหญ่ตามระดับอ้างอิงใหม่ของค่าจ้างขั้นต่ำทั้ง ในภาครัฐและเอกชน ธุรกิจจำนวนไม่น้อยก็จะม้วนเสื่อเพราะปรับแล้วเจ๊ง และการจ้างงานก็จะลดลงไปด้วย

ค่าจ้างขั้นต่ำควรปรับขึ้นแต่เป็นไป อย่างมีขั้นตอนตามกาลเวลาและความเหมาะสม ไม่ใช่บอกตัวเลขมาเลยว่า 300 บาทต่อวัน ถึงแม้ผู้ใช้แรงงานในระบบแบบจ้างรายชิ้นและรายวันจะมีเพียง 11 ล้านคน ในแรงงานทั้งประเทศ 38 ล้านคน แต่อย่าลืมว่าระดับอ้างอิงใหม่นี้จะกระทบถึงค่าจ้างแม่บ้านของภาคบริการและ มีผลต่อการคาดหวังในการได้รับผลตอบแทนของภาคที่ไม่เป็นทางการ เช่น ขายลูกชิ้นปิ้ง เปิดท้ายขายของ ขายผลไม้ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ ด้วย

เงิน เดือนปริญญาตรีอย่างต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน ก็จะทำให้การจ้างงานของคนจบปริญญาตรีน้อยลงเพราะคงหาผู้จ้างที่มีปัญญาจ้าง ในระดับนี้ไม่มากรายนักในทันที

 
ความตั้งใจดีก็จะก่อให้เกิดผลในทางลบ ทำให้เกิดการจ้างงานต่ำกว่าระดับคือยอมรับเงินเดือนต่ำกว่าระดับปริญญาตรี เพียงขอให้มีงานทำเท่านั้น

ส่วนการกำหนดการประกันราคาข้าว ที่ 15,000 บาท และ 20,000 บาทนั้น เชื่อแน่ได้ว่าเกษตรกรจะทิ้งข้าวที่จำนำไว้แน่เพราะราคาตลาดยากที่จะสูงถึง ขนาดนั้นใน 2 ปีข้างหน้า นอกจากภาครัฐจะเสียเงินไปมหาศาลแล้ว จะมีข้าวล้นอยู่ในมือมากด้วย ครั้นจะขายสู่ตลาดในประเทศก็จะทำให้ราคาข้าวที่รัฐไม่ได้ประกันราคาตกลงไป ครั้นจะส่งออกนอกก็สูงกว่าราคาต่างประเทศ

ในขณะที่สัญญาจะสร้างรถไฟ ด่วนหลายสาย ให้บริการประชาชนมากมายแต่มีรายได้ของรัฐน้อยลงมากจากการลดภาษีเงินได้ นิติบุคคลลงจากร้อยละ 30 (จาก 30 เป็น 20) ในเวลาไม่นานฐานะการคลังก็จะไม่มั่นคง รัฐบาลขาดดุลเพราะใช้งบฯประเทศขนาดใหญ่มาก ทั้งหมดนี้จะทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น (กฎหมายกำหนดไม่ให้เกินร้อยละ 60 ของ GDP)

การออกมากู้เงินขนาดใหญ่ของภาครัฐเพื่อปิดหีบก็จะสร้างแรงกดดัน ให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้นเนื่องจากภาครัฐต้องแย่งชิงเงินออมกับภาค เอกชนที่ต้องการเงินเอาไปลงทุน เมื่อดอกเบี้ยถูกผลักดันสูงขึ้น คนโชคร้ายก็คือพวกกู้ยืมผ่อนส่งบ้านและรถทั้งหลาย

โดยส่วนตัวผมไม่ ว่าอะไรถ้าจะไม่ทำตามที่สัญญาเพราะรู้ว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมแก่พอจะแยกแยะออกว่าอะไรจริงอะไรลวง แต่ถ้ารัฐบาลจะทำจริงแม้เพียงสักครึ่งหนึ่งเพราะคิดว่าได้สัญญาไว้กับคนที่ เชื่อพรรคเพื่อไทยจนลงคะแนนให้ ผมก็รู้สึกหนาวแล้ว

เมื่อคุณยิ่ง ลักษณ์ได้ "เสียงสวรรค์" มากผมก็ยอมรับและมีความปรารถนาดีเพราะอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า อย่างไรก็ดี ก็ให้รู้สึกหนักใจแทนคุณยิ่งลักษณ์ (ผู้ซึ่งผมเคยพบส่วนตัวครั้งหนึ่งในงานหนังสือแห่งชาติและรู้สึกประทับใจใน ความเป็นมิตร) เพราะเชื่อว่ามีพันธกิจสำคัญยิ่งคือพาพี่ชายกลับบ้านให้ได้โดยเร็วเพื่อจะ ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงอีกครั้ง

 

มิฉะนั้นคุณทักษิณจะเลือกคนที่เชื่อได้ที่สุดว่าจะทำตามคำสั่งมาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวแทนทำไม

ตรง นี้แหละคือทุกขลาภของการเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ยกแรกของคุณยิ่งลักษณ์ ถ้าพยายามหาวิธีนิรโทษกรรมไม่ว่าด้วยวิธีใดก็จะปะทะกับประชาชนส่วนหนึ่งที่ รู้ทัน ครั้นไม่ทำก็ไม่ได้เพราะมันคือสาเหตุของการได้รับเลือกมาเป็นตัวแทน เมื่อคำนึงถึงการเป็นฝ่ายค้านของประชาธิปัตย์ที่มีประสบการณ์การเมืองสูง กว่าคุณยิ่งลักษณ์และพวกด้วยแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ก็น่าจะทุกข์ใจยิ่งขึ้นเพราะแรงกดดันที่มาจากสารพัดด้าน

ใน พรรคเพื่อไทยเองในขณะนี้ก็คงฟัดกันนัวแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ดูข้างนอกเหมือนมีอำนาจจริงแต่คนเคาะในทุกเรื่องคือพี่ชาย คุณยิ่งลักษณ์ก็คงมีความคิดเองบ้างว่าอะไรควรเป็นอะไร แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ตรงนี้แหละคือความอึดอัดและความทุกข์ที่จะทำให้แก่ลงไปอีกหลายปีในระยะเวลา เพียงไม่กี่เดือน

ช่วงเวลาฮันนีมูนกับประชาชนคงมีไม่นานเพราะผู้คน ปัจจุบันใจร้อน อยากเห็นผลเร็วๆ และไม่อยากเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็นและหลังจากเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ กี่เดือนก็จะเจอฝ่ายค้านในศึกอภิปรายงบประมาณ ศึกครั้งนี้เป็นของจริงที่โค้ชทั้งหลายก็ไม่อาจช่วยได้มากนัก เพราะคงใส่กันไม่ยั้งเพราะไม่มีอะไรต้องเกรงกันอีกแล้ว

ขอ ให้คุณยิ่งลักษณ์โชคดี ตัดสินใจถูกต้องและทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะเป็นโอกาสดีที่จะทิ้งสิ่งดีๆ ไว้เป็นอนุสรณ์แก่ชื่อของตนเองและน้องไปค์ในอนาคตครับ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 08 กรกฎาคม 2554, 04:16:11
โจทย์หินปูพรม"ประชานิยม"กระตุ้นศก. บททดสอบว่าที่นายกฯหญิง"ยิ่งลักษณ์" ธุรกิจลุ้นระทึก !

วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:58 น.

ยิ่งลักษณ์ในวันที่เรียกประชุมทีมงานศก.เพื่อไทย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่พรรคได้หาเสียงไว้

ในวันแถลงจับขั้วตั้งรัฐบาล

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลกำลังฟอร์ม"ครม.ยิ่งลักษณ์1"

ดูเหมือนว่าขณะนี้หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจต่อนโยบายเศรษฐกิจของพรรค เพื่อไทยที่หาเสียงก่อนหน้านี้ รวมถึงทีม"ครม.เศรษฐกิจ"ที่จะมาขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ

โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ทั้งเรื่องยกเลิกกองทุนน้ำมัน ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น300บาท/วัน ขึ้นเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรีเริ่มต้นที่15,000บาท/เดือน การลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ30เหลือร้อยละ23 การซื้อแท็บเล็ตแจกให้กับนักเรียน  เป็นต้น

แม้ก่อนหน้าบรรดาภาคเอกชน นักวิการจะออกมาเตือนอยู่เป็นระยะๆแล้วก็ตาม ว่า"นโยบายประชานิยม"จะมีผลกระทบตามมามากมาย

แต่เมื่อชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลแน่นอนแล้ว ภาคธุรกิจเอกชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวจึงออกมาเตือนถึงผลกระทบที่จะตามมาอีก ครั้ง

@เอกชนค้านหัวชนฝา "ขึ้นค่าแรง-ปรับฐานเงินเดือน"

เริ่มจากหัวเรือใหญ่ของภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมอห่งประเทศไทยหรือ ส.อ.ท.  นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธาน ส.อ.ท. สายแรงงาน ได้ออกมาย้ำอีกครั้งว่า นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศนั้น จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการมหาศาล  เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำในต่างจังหวัดเฉลี่ยอยู่ที่ 180 บาทต่อวัน กทม.และปริมณฑลอยู่ที่ 215 บาทต่อวัน เมื่อปรับขึ้นเป็น300บาทต่อวัน จึงเป็นการปรับแบบก้าวกระโดด

ที่สำคัญผู้ประกอบการที่เสี่ยงจะปิดกิจการทันทีคือกลุ่มผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพราะใช้แรงงานจำนวนมาก มีสัดส่วนมากถึง 60-70% จากทั้งหมดประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระบบมีมากถึง 80% ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ใช้แรงงานน้อยเพราะใช้เทคโนโลยี ใช้เครื่องจักรเป็นหลัก

ส่วนการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% นั้นผู้ที่ได้ประโยชน์คือผู้ประกอบการขนาดใหญ่ เพราะกำไรสูง แต่เอสเอ็มอีไม่ได้ประโยชน์เพราะมีกำไรไม่มากจึงจ่ายภาษีไม่สูง ส.อ.ท.เตรียมเสนอความเห็นและผลกระทบที่ภาคอุตสาหกรรมได้รับโดยเฉพาะผลจากการ ขึ้นค่าแรงจะทำให้กิจการใดเดือดร้อนหรือต้องปิดกิจการ

@เอกชนหวั่นราคาสินค้าพุ่ง ธุรกิจรอวันเจ๊ง


เช่นเดียวกับนายสมมาต ขุนเศรษฐ เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 300 บาทต่อวัน ส.อ.ท.ไม่คัดค้าน แต่เห็นว่ายังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งค่าครองชีพและเงินเฟ้อ ขณะที่การประกาศว่าจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็ได้กระตุ้นให้ราคาสินค้า อุปโภคบริโภคปรับราคาขึ้นไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20%

"หากรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทจริงๆ ก็ควรจัดทำแผนวิเคราะห์ผลกระทบให้รอบด้าน โดยเฉพาะตัวเลขผู้ประกอบการทุกขนาด จำนวนแรงงาน และดูว่าจะมีผู้ประกอบการล้มตายเท่าไร เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ" นายสมมาตกล่าว และว่า

ในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ ส.อ.ท.จะประชุมกับสมาชิกแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดจุดยืนต่อนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม เช่น การขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท ซึ่งเห็นว่าเวลาเหมาะสมที่การจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทคือหลัง 3 ปีไปแล้ว

@เตือน"เงินเฟ้อ"พุ่ง ฉุดภาพรวมศก.ชะลอตัว

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า เกือบจะทุกนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ไม่ควรทำทั้งสิ้น ถ้าจะทำจริงก็ควรทบทวนว่าจะทำได้แค่ไหน โดยเฉพาะการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ควรปรับขึ้นให้สมเหตุสมผลกับอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งไม่น่าจะถึง 300 บาท คิดว่าอัตราที่เหมาะสมน่าจะเพิ่มขึ้นปีละ 10% ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ของพรรค เพื่อไทยอาจทำให้เกิดความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ ถ้ารัฐบาลใหม่ยืนยันปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท จะส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นสูงและต้องผลักภาระมายังผู้บริโภค ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทันที

สอดรับกับบทวิเคราะห์ของต่างชาติหลายสำนักก็ออกมาเตือนรัฐบาลเพื่อไทยใน ทิศทางเดียวกันว่า นโยบายประชานิยมดังกล่าวจะสร้างความกังวลต่อแรงกดันทางด้านเงินเฟ้อตามมา เช่นวอลสตรีท เจอร์นัลระบุว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยแม้จะกระตุ้นการใช้จ่ายให้เติบโต แต่ก็จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นด้วย และอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษบกิจไทยตามมา เพราะเมื่อเงินเฟ้อเพิ่ม ธนาคารพาณิชย์ก็ต้องขึ้นดอกเบี้ย ก็จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

@ ยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ หนีไม่พ้นขึ้นภาษีสรรพสามิต

ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า การยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้น จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลดลงทันที 7.50 บาทต่อลิตร น้ำมันเบนซิน 91 ลดลงทันที 6.70 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล ลดลงทันที 2.40 บาทต่อลิตร

ส่วนพลังงานทางเลือก อาทิ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ที่ใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯชดเชยอยู่ในปัจจุบัน จะมีราคาเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 จะปรับเพิ่มขึ้น 1.30 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 จะปรับเพิ่มขึ้น 13.50 บาทต่อลิตร ส่วนเอ็นจีวีชดเชยกิโลกรัมละ 2 บาท

นายมนูญกล่าวว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ จะส่งผลกระทบต่อแผนพลังงานทดแทนของประเทศ โดยพลังงานทดแทนราคาเพิ่มขึ้น และราคาเบนซินลดลง ส่งผลให้ประชาชนจะหันกลับไปใช้พลังงานเดิมตามปกติ โดยราคาพลังงานก็จะเป็นไปตามกลไกราคาตลาดโลกตามความเป็นจริง

สำหรับมาตรการที่จะมาทดแทนกองทุนน้ำมันฯหากมีการยกเลิกนั้น นายธรรมนูญกล่าวว่ามีทางเดียวคือ มาตรการทางภาษีสรรพสามิตน้ำมันเท่านั้น

ไม่ต่างอะไรกับนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบางจาก หากยกเลิกกองทุนน้ำมัน ผลกระทบที่จะตามมาจะส่งผลไปถึงการสนับสนุนและพัฒนาพลังงานทดแทนด้วย ซึ่งจะส่งผลไปถึงเกษตรกรที่ภาครัฐส่งเสริมให้มีการปลุกพืชพลังงานทดแทน เพราะคนจะหันไปใช้น้ำมันเบนซินมากขึ้น

@ติงแจก"แท็บเล็ต" ดาบสองคม

ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแจกแท็บเล็ตเป็นดาบ 2 คม ข้อดีคือ เด็กไทยจะก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่และค้นคว้าข้อมูลได้ง่ายขึ้น แต่ด้านลบคือ เด็ก ป.1 ยังอ่านและเขียนไม่ได้ ช่วงเวลาหลังเลิกเรียนควรเป็นเวลาของการวิ่งเล่นออกกำลังกาย เรียนรู้การเข้าสังคมกับเพื่อนฝูง หากแจกแท็บเล็ตจะทำให้เด็กหมกมุ่นกับเกมคอมพิวเตอร์ ไม่มีสังคมกับคนรอบข้าง ขาดพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ

@ เพื่อไทยยันทำได้ "ยิ่งลักษณ์"ยันพร้อมชี้แจงทุกประเด็น

ขณะนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค พท. และอดีตปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวชี้แจงถึงการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เป็นนโยบายที่มุ่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เพื่อให้คนจนและระดับล่างลืมตาอ้าปากได้ ยืนยันจะให้เท่ากันทุกจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของลูกจ้างที่เรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำที่ 441 บาท แม้แต่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ก็ระบุว่าค่าจ้างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่สามารถเลี้ยงดูแรงงาน รวมทั้งคู่สมรสและบุตรได้ จากนี้เมืองไทยจะไม่มีค่าแรงถูกอีกต่อไป โดยจะยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานและยุทธศาสตร์การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในปี 2020

นายจารุพงศ์กล่าวว่า ยืนยันจะไม่รื้อระบบไตรภาคีค่าจ้าง เพราะถือว่าเป็นระบบที่ดีอยู่แล้ว แต่จะแก้กระบวนการสรรหาที่มาของตัวแทนไตรภาคีที่ยังไม่มีตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง เพราะติดขัดเรื่องสหภาพแรงงานที่มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนแรงงานทั้งประเทศ

"ส่วนการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจระดับปริญญาตรีไม่ต่ำ กว่า 15,000 บาท คาดว่าจะเริ่มในเดือนตุลาคมนี้ ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำจะเริ่มได้หลังทำความเข้าใจกับภาคเอกชน รวมถึงหานโยบายลดภาระให้เอกชนจากการขึ้นค่าจ้าง เช่น การลดภาษีนิติบุคคล ภาษีเครื่องจักร หาตลาดส่งออกให้ คาดจว่าะเริ่มได้ในเดือนมกราคม 2555 ส่วนที่กังวลการขึ้นค่าจ้าง จะทำให้มีการย้ายฐานผลิตนั้น ยืนยันว่าอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น หากจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิต ภาครัฐจะสนับสนุนให้ไปตั้งโรงงานในประเทศที่ค่าแรงถูกหรือตามแนวชายแดนแทน" นายจารุพงศ์กล่าว

กระนั้นก็ตามพลันที่การยกเลิกกองทุนน้ำมันฯค่อนข้างสับสนว่าจะยกเลิกหรือ ไม่อย่างไร จะทำเมื่อไหร่ ทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาชี้แจงอีกครั้งว่า  พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีนโยบายจะยุบกองทุนน้ำมัน เพียงแต่จะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแบบชั่วคราว ในรายการน้ำมันเบนซิน 95 เบนซิน 91 และ ดีเซล แต่ยังคงต้องรอดูระยะเวลาในการยกเลิกก่อนว่าจะนานเท่าใด เนื่องจากพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีนโยบายที่จะยกเลิกตลอด แต่จะดูระบบเศรษฐกิจเป็นที่ตั้ง อีกทั้งยังต้องรอดูแผนงบประมาณต่าง ๆ ด้วย

ซึ่งขัดแย้งกับเมื่อครั้งที่พรรคเพื่อไทยประกาศตอนหาเสียงไว้ชัดเจนว่าจะยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ

นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้อีก ครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุดด้วย ซึ่งในขณะนี้ยังคงเป็นเพียงแผนงานระยะสั้นเท่านั้น ส่วนกรณีหากราคาน้ำมันลดลงจะทำให้การใช้พลังงานทดแทนลดน้อยลงหรือไม่นั้น ตนคิดว่าในปัจจุบันพลังงานทดแทนก็ยังไม่มีเพียงพอต่อประชาชน ซึ่งในอนาคตก็จำเป็นที่จะต้องมีสร้างพลังงานทดแทนมากขึ้น

นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ในเบื้องต้นจะใช้เงินที่ยังคงมีเหลือจากกองทุนน้ำมันก่อน โดยเมื่อเงินหมด ก็จะเป็นหน้าที่ภาระของรัฐบาลที่จะจัดสรรเงินจากส่วนต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับค่าครองชีพและราคาของสินค้าต่าง ๆ อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยขอเวลาอีกสักระยะหนึ่งในการหารือและสร้างแผนงบ ประมาณ

@ ยันไม่แทรกแซงค่าเงินบาท ชี้การวิจารณ์เป็นความเห็นส่วนตัว

ส่วนกรณีเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศไทยนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้ถูกดึงเข้ามาเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท เพราะในขณะนี้ค่าเงินบาทที่ลอยตัว ก็ยังส่งผลดีต่อการที่ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่านโยบายต่าง ๆ ของพรรคเพื่อไทยจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศหรือไม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ทางพรรคเพื่อไทยก็มีนโยบายที่พยายามจะลดค่าใช้จ่าย ซึ่งตนคิดว่าคงไม่กระทบค่าเงินมากนัก ซึ่งประเด็นสำคัญนั้นประชาชนคงอยากจะเห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า ส่วนการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของผู้เชี่ยวชาญในขณะนี้ตนเห็นว่าเป็นความคิด เห็นส่วนตัว

แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็จะออกมาชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ อย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังจะต้องดูสภาพการเงินการคลังในขณะนี้ด้วย

นี่จึงเป็นบททดสอบด่านแรกของว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยว่าจะรับมือกับโจทย์เศรษฐกิจใหญ่นี้ได้หรือไม่ ?


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 08 กรกฎาคม 2554, 20:54:59
ป๋าเป็นอะไรไม่ยอมนอน มาเข้าบอร์ดตอนตีหนึ่งบ้าง ตีสี่บ้าง
นอนน้อยน้ำตาลจะขึ้นนะ...รักษาสุขภาพด้วย


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 08 กรกฎาคม 2554, 21:00:45
นอนไม่หลับ โดนรังแก


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 09 กรกฎาคม 2554, 00:17:15
ใคร ใครรังแกพี่?
บอก.
เดี๋ยวจ้างมอไซค์รับจ้างไปดักทุบ.



(ของเก่าก็ยังไม่อ่าน,ของใหม่ก็มาซ้ำ!
ช่วยด้วยยยย ใครช่วยรับจ้างอ่าน
briefให้ฟังที ให้ 10 €)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 09 กรกฎาคม 2554, 00:26:57
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 06 กรกฎาคม 2554, 02:30:49
เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นายแทน เทือกสุบรรณ ทายาทนายสุเทพ เทือกสุบรรณ  แกนนำพรรคประชาธิปัตย์   ได้โพสต์บทความเรื่อง "10 เหตุผลที่ชาวประชาธิปัตย์ไม่ควรเสียใจ" ลงในเว็บไซต์เฟซบุคของตน โดยมีใจความ ดังนี้

 

10 เหตุผลที่ชาวประชาธิปัตย์ไม่ควรเสียใจ

 

แทน เทือกสุบรรณ  5 ก.ค. 2554

 

1. เราได้ ส.ส. คุณภาพถึง 160 คนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา จำนวนไม่น้อยเป็น ส.ส. รุ่นใหม่ที่มีอนาคตไกล ที่พร้อมแบกรับ ปัญหาของประเทศชาติ

 

2. เราได้หักหน้าโพลรับจ้าง และ สื่อมวลชนที่เห็นแก่เงิน ที่พยายามจะชี้นำประชาชน จนถึงนาที่สุดท้าย

 

3. เราชนะในภาคใต้อย่างถล่มทลาย มากกว่าพรรคเพื่อไทยถึงเกือบสิบเท่า ในทุกเขต และ ชนะในพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานคร และ ภาคตะวันออกของประเทศไทย

 

4. เราสู้ได้อย่างสูสีในหลายเขตของภาคเหนือ และภาคอีสาน เชื่อว่าประชาชนในส่วนนี้ เริ่มเข้าใจ อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์บ้างแล้ว

 

5. คะแนนโดยรวม และ ส.ส. บัญชีรายชื่อของเราแพ้เพื่อไทยไม่มาก แม้ว่าฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยจะมีประชากรมากกว่ามากก็ตาม

 

6. พรรคเพื่อไทยไม่ได้ ส.ส. ในภาคใต้ และ ตะวันออกของประเทศไทย ในขณะที่เราเป็นพรรคการเมืองเดียวที่มี ส.สในทุกภาคส่วนของประเทศไทย ตั้งแต่ แม่ฮ่องสอน อุลบลราชธานี จันทบุรี จนถึง นราธิวาส เป็นพรรคการเมืองของคนไทยทั้งประเทศอย่างแท้จริง

 

7. หลายเขต เราแพ้อย่างเฉียดฉิว แต่ถ้ารวมคะแนนโหวตโน (ที่สนธิ ขโมยเราไปให้ทักษิณ) เราชนะเกือบทุกเขตใน กทม. หลายเขตทั่วประเทศ และ บัญชีรายชื่ออีกหลายคน ถ้านับรวมแล้วเราควรได้ ส.ส. ประมาณ 200 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าคราวที่แล้วมาก เชื่อได้ว่าครั้งต่อไปประชาชนจะไม่หลงเชื่อบุคคลเหล่านี้อีก

 

8. พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง ไม่ได้เป็นสมบัติประจำตระกูลของใคร เพราะฉะนั้นตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่สิ้นคนดี ตราบนั้นประชาธิปัตย์จะยังคงอยู่ ผิดกับพรรคเพื่อไทย ถ้าไม่มี ทักษิณ ทุกอย่างก็จบ

 

9. แม้ว่าท่านนายกฯจะลาออกจากหัวหน้าพรรค แต่ท่านก็ยังเป็นสมาชิกพรรค เป็น ส.ส. ของพรรค ไม่มีวันที่จะทิ้งพรรค และ มีโอกาสที่ท่านกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีอีก

 

10. ประเทศไทยยังมีระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ไชโย,
อ่านจบ!
it's true.




ไม่คะ,ชาวใต้แท้ๆรู้คะ
เค้าถูกฝึกให้คิดเป็น
ยอมรับและปฏิบัติหน้าที่ของตน
อะไรคือส่วนรวม อะไรคือส่วนตน
bla bla ที่เหลือ ล้วนว่ากันไป
แต่ที่แน่ๆ...พรรคนี้ที่พวกเค้าเชื่อ
...ยังอยู่.
นั่นคือความเชื่อมั่นที่แท้.



ลงชื่อ
ลูกพ่อกล่อม!


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 09 กรกฎาคม 2554, 10:39:05
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 08 กรกฎาคม 2554, 21:00:45
นอนไม่หลับ โดนรังแก

ภรรยากวนใจหรือป่าว หรือหลับไปแล้วปวดฉี่ แบบนี้เข้าวัยทองแล้ว


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 กรกฎาคม 2554, 22:45:14
น้องหนิง นายแทนมันโกหก และพูดไม่หมดหลายเรื่อง ต้องใช้วิจารณาญานในการอ่านนะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 กรกฎาคม 2554, 23:04:46
วิพากษ์รายงานกรรมการสิทธิฯ กรณีความรุนแรงปี 53 แล้วย้อนอ่านจดหมายโต้ตอบระหว่าง "ยุกติ-อมรา"

วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:30:00 น.

น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้รายงานผลการศึกษาผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ระหว่างวันที่ 12 มี.ค.2553 - 19 พ.ค.2553 ต่อที่ประชุมกสม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อรายงานดังกล่าวมีข้อสรุปว่า "รัฐบาลอภิสิทธิ์กระทำภายใต้หลักกฎหมาย" "ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เกินกว่าเหตุ" และ "ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน" ส่วนการชุมนุมของ นปช.นั้น "มิใช่การชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ" และ "ละเมิดสิทธิผู้อื่น"

ขณะเดียวกัน มีผู้วิจารณ์รายงานของคณะกรรมการสิทธิฯ บางท่าน ได้อ้างอิงถึงจดหมายวิพากษ์วิจารณ์จุดยืนและการทำงานในฐานะประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ของ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งเขียนโดย ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร นักวิชาการมานุษยวิทยารุ่นหลัง แห่งมหาวิทยาธรรมศาสตร์


ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสื่อมวลชนที่เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าว มติชนออนไลน์จึงขออนุญาตนำจดหมายที่ อ.ยุกติ เขียนถึง อ.อมรา มาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วย จดหมายที่ อ.อมรา เขียนตอบ อ.ยุกติ ในอีกไม่กี่วันหลังจากนั้น

จาก "ยุกติ" ถึง "อมรา"

เรียนอาจารย์อมรา พงศาพิชญ์ที่นับถือ

ผมเฝ้าติดตามการทำงานในหน้าที่ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของอาจารย์อมรามาโดยตลอด ในฐานะที่เป็นผู้ศึกษามาทางมานุษยวิทยาด้วยกัน นักมานุษยวิทยารุ่นเยาว์ผู้ห่วงใยสังคมไทยอย่างผมย่อมยินดีที่วิชาชีพทางมานุษยวิทยาจะได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคมที่ยุติธรรม ด้วยความละเอียดอ่อน ลึกซึ้งและกว้างขวางของสาระในวิชามานุษยวิทยาเพื่อการทำความเข้าใจมนุษย์ ผมเชื่อว่าวิชามานุษยวิทยาจะช่วยให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเล็งเห็นถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างละเอียดอ่อนตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ขณะนี้เห็นได้ชัดว่าเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในประเทศไทย แต่ผมสงสัยว่า อาจารย์อมราได้แสดงบทบาทของการเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่เห็นแก่มนุษยธรรมอย่างลึกซึ้งจากการฝึกฝนให้ทำงานกับเพื่อนมนุษย์แบบนักมานุษยวิทยาหรือไม่

มานุษยวิทยากับสิทธิมนุษยชน

พวกเรานักมานุษยวิทยาคงไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนกันอย่างจริงจังหรอก แต่ในขณะที่โลกก้าวมาสู่ยุคปัจุบัน ที่ความเป็นสากลของหลักการหลายๆ ประการเป็นที่ยอมรับ เป็นบรรทัดฐานสำหรับมนุษยชาติ พวกเรานักมานุษยวิทยาก็ยอมรับหลักการเหล่านั้นมาโดยตลอด อาจารย์อมราคงมิได้จะต้องมาถกเถียงกับผมในประเด็นปลีกย่อยเหล่านี้หรอกนะครับ

เช่น การที่มานุษยวิทยาหลังฟรานซ์ โบแอส บิดามานุษยวิทยาอเมริกันที่ผมมั่นใจว่าอาจารย์อมราก็จะต้องได้ศึกษามาไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยอาจารย์ก็ต้องนับได้ว่าเป็นหลานศิษย์ของลูกศิษย์คนใดคนหนึ่งของโบแอส ได้ต่อสู้กับแนวคิดวิวัฒนาการที่หลงใหลในความสูงส่งของชนชาติตนเอง (ethnocentrism) แล้วเขาเสนอให้ยอมรับว่า ความแตกต่างของมนุษย์ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหนือหรือด้อยกว่ามนุษย์อีกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจารย์ก็คงเคยสอนนักศึกษาว่า หลักการนี้พวกเราเรียกกันว่าวัฒนธรรมสัมพัทธ์ (cultural relativism) นอกจากนั้น หากใครร่ำเรียนมาทางมานุษยวิทยาแบบอาจารย์ ก็ย่อมทราบเช่นกันว่า โบแอสเป็นชาวยิว การที่เขาอพยพมาสหรัฐอเมริกานั้น ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากการเริ่มเกิดกระแสคุกคามชาวยิวในเยอรมนีในต้นศตวรรษที่ 20

หรือการที่นักมานุษยวิทยาอย่างโคลด เลวี-สโตรสส์ ได้รับการยกย่องจากแวดวงนักมานุษยวิทยาโลก ก็มิได้เพียงเพราะเขาแสดงความปราดเปรื่องแบบที่หลายๆ คนในโลกนี้ไม่สามารถทำได้ ด้วยการวิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์ของสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในนิทานที่ดูไร้เหตุผลของคนทั่วโลกเท่านั้น หากแต่ด้วยความที่เขายืนยันมาตลอดถึงการที่มนุษย์ทั้งผองมีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน อันแสดงให้เห็นจากความสลับซับซ้อนของวิธีคิดในบรรดานิทานต่างๆ ตลอดจนความสลับซับซ้อนของระบบความคิดของมนุษย์ทั่วโลก ที่แสดงในระบบต่างๆ ของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ การแต่งงานและเครือญาติ หรือแม้แต่อาหารการกิน

หากจะเล่าต่อไปเรื่อยๆ ถึงเกียรติประวัติของนักมานุษยวิทยาท่านต่างๆ ต่อการสร้างสรรค์ความเข้าใจกันและกันระหว่างมนุษย์ ผมและอาจารย์อมราก็คงจะแลกเปลี่ยนต่อกันไปได้ไม่มีวันสิ้นสุด แต่สิ่งที่อาจารย์น่าจะเห็นตรงกับผมคือ มานุษยวิทยามิได้แยกตนเองจากกระแสโลก หลักการสำคัญๆ ของมานุษยวิทยาสอดคล้องไปกับหลักการสากล ในเรื่องของสิทธิมนุษยชนพื้นฐานก็เช่นเดียวกัน นักมานุษยวิทยาย่อมเห็นตรงกันว่า การทำลายชีวิตมนุษย์ และการปิดกั้นสิทธิในการแสดงตัวตนของมนุษย์ ย่อมเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้ ไม่ว่าจะใช้มาตรฐานทางวัฒนธรรมใดๆ ประเทศไทยจึงไม่ควรได้รับการยกเว้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของหลักการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

บทบาทต่อเหตุการณ์รุนแรง

แต่กระนั้นก็ตาม ผมยังไม่ได้เห็นบทบาทที่เหมาะสมของอาจารย์อมราต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเลย เรื่องที่เห็นได้ชัดในลำดับแรกเลยคือการที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เป็นต้นมา กระทั่งข้อเท็จจริงจำนวนมากที่ต้องการการสืบสาวหาข้อสรุป ในกรณีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 - 20 เมษายน 2553

อาจารย์อมราที่นับถือ ผมหวังว่าอาจารย์จะไม่ใช้วาทศิลป์ทำนองเดียวกันกับถ้อยคำที่รัฐบาลใช้เรียกปฏิบัติการเหล่านี้เลย เพราะนักเรียนมานุษยวิทยารุ่นเยาว์อย่างผม ที่คิดด้วยหลักการง่ายๆ ทางมานุษยวิทยา ก็ยังเห็นได้ไม่ยากว่า คนที่ยืนอยู่บนพื้นที่เหล่านั้นย่อมสำคัญกว่าพื้นที่และที่ว่าง หรือหากจะให้ผมอ้างนักทฤษฎีหรือใครต่อใครมายืนยันว่าคนสำคัญกว่าพื้นที่ ก็คงจะต้องยกชื่อนักมานุษยวิทยามาหมดโลกนั่นแหละ แต่คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีและลึกซึ้งที่สุดคงไม่พ้นนักภูมิศาสตร์ชื่ออองรี เลอร์แฟบวร์ ที่วิพากษ์การทำพื้นที่ให้ไร้ความเป็นมนุษย์ เพื่อการที่ผู้มีอำนาจจะได้สามารถแปลงพื้นที่เหล่านี้ไปเป็นผลผลิตและการขูดรีดมนุษย์ ถ้าพูดแบบเลอร์แฟบวร์ ซึ่งอาจารย์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ถ้อยคำแบบ ศอฉ.และรัฐบาลเป็นภาษาที่นายทุนอำมหิตใช้เข่นฆ่าผู้คนอย่างไม่เห็นหัวมนุษย์ชัดๆ

ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ผมเห็นบทบาทอาจารย์อย่างชัดเจน ว่ามิได้แสดงความกระตือรือล้นที่จะประณามการกระทำของทุกฝ่าย และมิได้พยายามมุ่งค้นหาความจริง โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับฝ่ายรัฐบาลว่าได้ใช้กำลังติดอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตหรือไม่ แต่อาจารย์อมราในฐานะประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกลับให้ท้ายคำอธิบายของรัฐบาลอย่างน่าละอาย

บทบาทต่อการปิดกั้นสื่อ

ที่น่าละอายอย่างยิ่งคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกำลังปล่อยให้บทบาทในการค้นหาความจริงในประเทศนี้ ตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อยของสังคมบางคน ที่นั่งอยู่บนโพเดียม เป็นนักวิชาการติดเก้าอี้ แบบที่นักมานุษยวิทยาต้นศตวรรษที่ 20 วิจารณ์นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการในสมัยวิคทอเรียน แต่เที่ยวไปไล่ตัดสินใครต่อใครโดยมิได้พยายามทำความเข้าใจพวกเขาจากมุมมองของพวกเขาเอง

ผมคงไม่ต้องเท้าความไปมากมายนักถึงเรื่องการปิดกั้นสิทธิในการแสดงออก ด้วยการปิดสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หากเราจะไม่ยินดียินร้ายกับสื่อของ นปช. ผมก็ไม่เห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนยินดียินร้ายกับการปิดสื่อที่เสนอความจริงหลายด้าน หลายระดับความลุ่มลึก อย่าง "ประชาไท" แต่ประชาไทก็คงจะไม่ยินดีนักหรอกหากเขาจะได้รับการยกเว้นแต่ผู้เดียว เพียงเพราะพวกเขาเสนอมุมมองหลายด้านหลายระดับความลุ่มลึก เพราะทุกวันนี้ ศอฉ.เองนั่นแหละที่เสนอข่าวปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ให้เกิดความแตกแยก อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยปราศจากคำประณามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

หากอาจารย์อมราเห็นว่าการประกาศแต่ละครั้งของ ศอฉ.จะก่อให้เกิดความมั่นคง ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติขึ้นมาได้ อาจารย์คงจะยังไม่ได้อ่านงานที่ศึกษาเหตุหนึ่งแห่งความรุนแรงในรวันดา รวมทั้งความสลับซับซ้อนของการทำให้คนดำกลายเป็นคนอื่นจนกระทั่งสามารถถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมได้อย่างสม่ำเสมอบนท้องถนนในสหรัฐอเมริกา หากจะยกเรื่องราวในสหรัฐฯ ประเทศที่อาจารย์อมราร่ำเรียนมาทางมานุษยวิทยาเอาไว้ก่อน เพราะต้องอาศัยกลวิธีการวิเคราะห์สื่ออย่างแยบยลพอสมควร แล้วมามองเฉพาะที่รวันดา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่การปลุกปั่นของสื่อมวลชนมีส่วนรับผิดชอบอย่างยิ่งนั้น ให้บทเรียนกับคนทั่วโลกอย่างตรงไปตรงมาแก่ประเทศไทย

กรณีการเสนอข่าวของศอฉ. ก็มีทิศทางที่เป็นไปได้ว่าจะสร้างเงื่อนไขให้เกิดความแตกแยกที่นำไปสู่การทำลายล้างชีวิตกันอย่างในรวันดา หากว่าสื่อมวลชนไทย คณะวารสารศาสตร์ และคณะนิเทศศาสตร์ของสถาบันอันทรงเกียรติทั้งหลายในประเทศไทย ที่แสดงออกอย่างสม่ำเสมอว่าพวกเขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการนำเสนอข่าวด้านเดียวของสื่อมวลชนไทย ไม่อยากเรียนรู้บทเรียนอะไรจากเพื่อนร่วมโลก ผมก็ยังหวังว่าอาจารย์อมราและคณะกรรมการสิทธิที่อาจารย์เป็นประธานอยู่ จะเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี

การที่ผมอ้างเรื่องราวในรวันดา คงไม่ทำให้อาจารย์อมราคิดเห็นเป็นว่า เรื่องที่รวันดาจะมาเทียบกับสังคมพุทธที่รักสงบอย่างเมืองไทยของเราได้อย่างไร แต่เพราะวิธีการทางมานุษยวิทยาย่อมสนับสนุนให้มีการศึกษาเปรียบเทียบบทเรียนจากสังคมต่างๆ เพื่อส่องสะท้อนแก่กัน และเพื่อให้ตระหนักว่าเราก็ไม่ได้ดีเด่นต่างจากเขาเท่าไรนัก

แต่หากอาจารย์จะอ้างแบบที่ใครต่อใครมักพูดกันว่า ประเทศของเรามีลักษณะพิเศษแตกต่างจากที่อื่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรามีใครต่อใครที่ค้ำจุนหลักธรรมของประเทศอยู่ อาจารย์อมราก็ควรเลิกใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยาเสียเถิด เพราะนั่นเท่ากับว่าอาจารย์อมราเลิกเชื่อในหลักการทางมานุษยวิทยาว่าด้วยความเท่าเทียมกันของมนุษย์ต่างสังคมไปแล้ว ผมเห็นว่า วิธีคิดในเชิงสัมพัทธ์นิยมดังกล่าวเป็นการบิดเบือนสัมพัทธ์นิยมมารับใช้อำนาจนิยมอย่างสามานย์ หาใช่สัมพัทธ์นิยมเพื่อมนุษยธรรมไม่

บทบาทต่อการคุกคามนักวิชาการ

อาจารย์อมราที่นับถือ อาจารย์คงมิได้ทำงานปกป้องสิทธิมนุษยชนจนมือเป็นระวิง จนกระทั่งไม่ทราบว่าขณะนี้มีเพื่อนนักวิชาการหลายคนกำลังถูกคุกคาม ถูกกักขัง ถูกไล่ล่า หลายคนในจำนวนนั้นอาจไม่ได้มีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐหรือ ศอฉ. หลายคนยังไม่ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาด้วยซ้ำ แต่กลับถูกตัดสินด้วยวิธีการประโคมข่าวให้เกิดความเกลียดชังผ่านการสื่อสารทางเดียวของรัฐบาล และถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว โดยมิได้ดำเนินคดี หากนี่จะยังมิได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่มีอาจารย์อมราผู้เป็นศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยาเป็นประธานอยู่ควรเปลี่ยนชื่อ ด้วยการใส่สร้อยท้ายอะไรก็ตาม ให้หมดความเป็นสากลของแนวคิดสิทธิมนุษยชนไปเสียดีกว่า

แน่นอนว่าประเทศต่างๆ ย่อมมีกฎหมายที่รับรองหรือปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศ หากใครละเมิดอำนาจอธิปไตย ก็เท่ากับว่ากำลังทำลายสังคมนั้นอยู่ แต่ในฐานะนักมานุษยวิทยาที่ปวารณาตนเองว่าจะปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนในประเทศ เราก็ต้องยอมรับได้ว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างกันของบุคคลต่างๆ ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการแสดงออกและได้รับการรับฟัง ตราบเท่าที่ความคิดเห็นเหล่านั้นมิได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น การอ้างหลักการความมั่นคงของอำนาจอธิปไตยมาเพื่อกำจัดความคิดเห็นที่แตกต่าง เท่ากับไม่เคารพในความเป็นมนุษย์ของคนบางกลุ่ม

ผมสู้อุตส่าห์ใช้ความพยายามมากโข ในการศึกษางานรุ่นหลังทศวรรษ 1970 ที่นักมานุษยวิทยาอย่างเชอร์รี ออร์ตเนอร์ ประกาศให้พวกเราสืบสาวถึงบทบาทของมนุษย์ในการสรรค์สร้างพร้อมๆ กับถูกกระทำจากโครงสร้าง มานุษยวิทยาหลังแนวคิดมาร์กซิสม์ หลังแนวคิดโครงสร้างนิยม หลังแนวคิดสตรีนิยม จึงรุ่มรวยด้วยการยกย่องพลังในการต่อสู้กับระบบและโครงสร้างที่กดทับมนุษย์ หากนั่นจะไม่ถึงกับทำให้มานุษยวิทยากลายเป็นปัจเจกชนนิยมไปในชั่วข้ามทศวรรษ อาจารย์อมราคงเห็นด้วยกับผมว่า แนวโน้มใหม่ๆ ของมานุษยวิทยายิ่งทำให้เราเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ คุณค่าของความแตกต่างหลากหลายที่ไม่เพียงจำกัดเฉพาะความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไปสู่การยกย่องคุณค่าความหลากหลายของการสร้างสรรค์ของผู้กระทำการทางสังคมในโครงสร้าง (human agency) และคงไม่ใช่เฉพาะคนเล็กคนน้อยที่ยากจน ไร้อำนาจต่อรองใดๆ อยู่ชายขอบหรือใต้ถุนสังคมเท่านั้น ที่เราจะประยุกต์ใช้หลักการนี้ด้วย

หากเราในฐานะนักมานุษยวิทยาจะยอมรับร่วมกันถึงความเท่าเทียมกันของความคิดเห็นที่แตกต่าง เราก็ไม่สามารถตัดสินคนอื่นๆ หรือความคิดที่แตกต่างอื่นๆ จากความคิดที่แตกต่างของเราได้ ความอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่าง คือมาตรฐานทางศีลธรรมแบบมานุษยวิทยาที่พวกเราสู้อุตส่าห์ฝึกฝนกันมาอย่างยากเย็นมิใช่หรืออาจารย์อมราที่นับถือ ผมเฝ้ารอดูอยู่ว่า ในเวลานี้อาจารย์อมราจะปกป้องสิทธิมนุษยชนในด้านการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างของเพื่อนนักวิชาการอย่างไร อย่างน้อยที่สุด จะทำอย่างไรที่จะให้พวกเขาได้รับความยุติธรรมตามกระบวนการยุติธรรมแบบปกติของประเทศ มิใช่กระบวนการยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกงดเว้นในสภาวะที่ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่อย่างทุกวันนี้

บทสรุป

อันที่จริงผมไม่เคยลืมเลยว่า ผมสงสัยในความเป็นนักสิทธิมนุษยชนของอาจารย์อมรามานานแล้ว ดังที่ได้เห็นจากเมื่อหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจารย์อมรารับตำแหน่งในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ผมไม่สามารถยอมรับได้ว่าการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 จะอยู่บนหลักการใดๆ ของหลักสิทธิมนุษยชน หรืออยู่บนหลักการใดๆ ของหลักมานุษยวิทยา แต่ผมก็ยังมิได้แสดงออกแต่อย่างใด เนื่องจากหวังว่า อาจารย์อมราในขณะนั้น อาจจะตัดสินใจอย่างบริสุทธิ์ใจด้วยความหวังว่าจะได้นำเอาวิชาความรู้ทางมานุษยวิทยาเข้าไปหน่วงรั้งความเลวร้ายอันอาจจะเกิดขึ้นจากระบอบรัฐประหาร

แต่เมื่อเกิดการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ด้วยการยกเว้นบทบัญญัติต่างๆ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง แต่อาจารย์อมราและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็มิได้ประณาม หรือแม้แต่ทัดทาน ท้วงติง หรือมิได้แม้จะแสดงความเห็นตักเตือนรัฐบาลสักเพียงเล็กน้อย จนขณะนี้รัฐบาลได้บริหารประเทศในสถานการณ์ที่เรียกว่า "ภาวะฉุกเฉินร้ายแรง" ในพื้นที่เกือบครึ่งประเทศ มาเนิ่นนานจนในบางพื้นที่ อย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ถูกปกครองด้วยระบอบภาวะฉุกเฉินมาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 50 วันแล้ว อาจารย์อมราและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะปล่อยให้ระบอบภาวะฉุกเฉิน ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง กลายเป็นบรรทัดฐานในการปกครองประเทศไปหรืออย่างไร

วิชามานุษยวิทยาในปัจจุบันมิได้มุ่งเพียงเพื่อให้มนุษยชาติมีความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ต่างๆ ทั่วโลก แต่มานุษยวิทยาปัจจุบันให้ความสำคัญกับการที่มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างสังคม ต่างระบบคุณค่าทางวัฒนธรรม ต่างชนชั้น จะรู้สึกถึงความสุข ความทุกข์ ของเพื่อนร่วมโลก ของมนุษยชาติ หากอาจารย์อมราจะไม่รู้สึกรู้สากับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลในขณะนี้ ผมก็ยังหวังว่าอาจารย์จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะต้องดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนโดยไม่เคารพหลักการของวิชามานุษยวิทยา แต่หากอาจารย์ไม่รู้สึกรู้สากับประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ผมก็สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าอาจารย์จะยังคงเรียกตนเองว่านักมานุษยวิทยาได้หรือไม่

ด้วยความห่วงใยประเทศชาติและมนุษยชาติ
29 พฤษภาคม 2553
ยุกติ มุกดาวิจิตร


จาก "อมรา" ถึง "ยุกติ"

ตอบจดหมายเปิดผนึกของอาจารย์ยุกติ  มุกดาวิจิตร

ขอบคุณ อาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร  ที่ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงดิฉัน  ในฐานะที่ดิฉันเป็นผู้ร่วมวิชาชีพทางมานุษยวิทยา  และปัจจุบันรับทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมานุษยวิทยาและสิทธิมนุษยชนที่อาจารย์เขียนมา  ดิฉันเห็นด้วยทั้งหมด  และชื่นชมในความลุ่มลึกทางความคิดและความสามารถในการนำเสนอข้อคิดเห็นที่ลุ่มลึกนี้ได้อย่างชัดเจน  เข้าใจง่าย  ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ทางมานุษยวิทยาสู่สาธารณชนในวงกว้างได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น   ดิฉันได้ติดตามอ่านผลงานของอาจารย์ยุกติอย่างชื่นชมในความสามารถในการถ่ายทอดความคิดที่น่าสนใจเสมอมา  และในครั้งนี้อาจารย์ได้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสาธารณะได้อย่างไม่ผิดหวัง
 
  ดิฉันไม่มีข้อแก้ตัวในสิ่งที่ไม่ได้ทำ  หรือไม่ได้ทำตามความคาดหวังของอาจารย์และเพื่อนร่วมวิชาชีพ  นอกจากจะบอกว่าเมื่อมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการขององค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ  ดิฉันพบว่า  ดิฉันไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเหมือนเมื่อเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  ซึ่งมีเสรีภาพทางวิชาการสูง  และอาจารย์สามารถแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลต่อสาธารณะได้

ปัจจุบันการแสดงความคิดเห็นของดิฉันต้องคำนึงถึง ความคิดเห็นของกรรมการร่วมคณะอีก  6  ท่าน  อำนาจหน้าที่ขององค์กรที่มีจำกัดเฉพาะในบางเรื่อง  ภาพลักษณ์ขององค์กรต่อสาธารณะทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ในกรณีที่ข้อมูลไม่ชัดเจน การแสดงออกของดิฉันจึงมีความล่าช้า  รอบคอบ  และคำนึงถึงองค์กรมากกว่าส่วนตัว    หลายครั้งดิฉันอยากจะถอดหมวกประธานกรรมการฯ เพื่อจะได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวได้อย่างเต็มที่  แต่ดิฉันก็ไม่ได้ทำตามที่อยาก     ต้องขออภัยที่ทำให้อาจารย์ยุกติผิดหวัง

คณะกรรมการสิทธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนและการแสดงความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ   มีทั้งจากผู้ถูกละเมิดสิทธิ  ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม  ผู้สนับสนุนผู้ชุมนุม (เสื้อแดง)  ผู้ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม (เสื้อเหลือง)  ผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้รักชาติ  ฯลฯ   ดิฉันถูกต่อว่าว่าเข้าข้างกลุ่มเสื้อแดงและถูกต่อว่าว่าอยู่ในกลุ่มเสื้อเหลือง  ที่เป็นเช่นนี้คงเป็นเพราะแต่ละคนต่างมีอัตตาและเชื่อว่าความคิดเห็นของตัวเองคือสิ่งที่ถูกต้อง  และคาดหวังให้คณะกรรมการสิทธิฯ ทำตามความคิดเห็นของตน

ขอเรียนเพิ่มเติมว่า  การทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นข่าวหรือเป็นประเด็นสาธารณะ  แต่คณะกรรมการสิทธิฯ ได้แสดงให้รัฐบาลเข้าใจว่า  เราไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง  เราจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐ  และเราจะส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มแข็งตลอดไป

ในโอกาสนี้  ดิฉันขอบคุณอาจารย์ยุกติที่ได้ทำหน้าที่ของนักวิชาการ  โดยตั้งคำถามแก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  และเปิดโอกาสให้ดิฉันได้ชี้แจงในส่วนที่ทำได้   ดิฉันทราบดีว่าคำตอบนี้ไม่เพียงพอและไม่ช่วยให้ท่านหายข้องใจทั้งหมด  แต่หวังว่าคงจะช่วยแก้ปัญหาความคับข้องใจของท่านได้ในบางส่วน

ขอบคุณในความห่วงใยและข้อคิดเห็นที่ลึกซึ้ง
อมรา  พงศาพิชญ์
2 มิถุนายน 2553


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 กรกฎาคม 2554, 23:07:36
เสนาะ-ณัฐวุฒิ     โดย สรกล อดุลยานนท์

วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 21:00:00 น.

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2554)

ฟัง "เสนาะ เทียนทอง" และ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ให้สัมภาษณ์เรื่องตำแหน่ง "รัฐมนตรี" แล้ว

รู้เลยว่า "กระดานชนวน" กับ "แท็บเล็ต" แม้จะมีรูปร่างคล้ายกัน

แต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้คนในพรรคเพื่อไทยคงเริ่มสับสนว่า "ป๋าเหนาะ" เพิ่งก้าวเข้ามาในพรรคเพื่อไทยได้ไม่ถึง 1 เดือนก่อนสมัครรับเลือกตั้ง

หรือว่าเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่ในพรรคเพื่อไทยมายาวนาน

ลำพังแค่การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีให้ตนเองหรือลูกชาย ก็ถือว่า "กระดานชนวน" แล้ว

"เสนาะ" ยังตีกัน "ณัฐวุฒิ" และแกนนำคนเสื้อแดงไม่ให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีอีก

เพราะขนาด "สุเทพ เทือกสุบรรณ-บรรหาร ศิลปอาชา-สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-เนวิน ชิดชอบ" แกนนำพรรคคู่แข่งต่างออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองเดียวกัน

เขายอมรับว่าแพ้เพราะกระแสพรรคเพื่อไทย

และ "คนเสื้อแดง"

"คนเสื้อแดง" นอกจากลงคะแนนให้ "เพื่อไทย" แล้ว ยังเป็นอาสาสมัครช่วยหาเสียงแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ทำลายระบบโครงสร้าง "หัวคะแนน" แบบเดิมๆ

จน "กระสุน" แพ้ "กระแส"

ในทางการเมือง การจัดสรรตำแหน่งในรัฐบาลนั้นนอกจากเลือกคนดีมีฝีมือในการบริหารงานเป็น "รัฐมนตรี" แล้ว ส่วนหนึ่งยังต้องตอบแทนให้กับคนที่ทำงานการเมืองด้วย

เพราะในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลไม่ได้บริหาร "บ้านเมือง" เพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหาร "การเมือง" ด้วย

ดังนั้น ในทางการเมืองไม่ใช่เรื่องแปลกหาก "ณัฐวุฒิ" จะเป็น "รัฐมนตรี"

เพราะนอกจากเป็นแกนนำ "คนเสื้อแดง" พลังหลักของ "เพื่อไทย" แล้ว

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เขาเป็นคนเดินสายพร้อมกับ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เรียกคะแนนให้ "เพื่อไทย" ในทุกพื้นที่

"ณัฐวุฒิ" จึงเหมาะสมที่จะเป็น "รัฐมนตรี" มากกว่า "เสนาะ เทียนทอง"

แต่ในการให้สัมภาษณ์ "สรยุทธ" ทางช่อง 3 "ณัฐวุฒิ" กลับนิ่งมาก ไม่ได้เรียกร้องเก้าอี้ "รัฐมนตรี" เลย

เขายืนยันว่าจะยอมรับมติของพรรค จะให้ทำงานบริหารหรือทำงานสภาก็ได้

หากถามว่า "เพื่อไทย" ควรให้เก้าอี้รัฐมนตรีกับ "ณัฐวุฒิ" หรือไม่

ตอบได้เลยว่า "ต้องให้"

แต่ถามว่า "ณัฐวุฒิ" ควรรับตำแหน่งหรือไม่

ตอบว่า "ไม่ควร"

เพราะนอกจากเป็น "สายล่อฟ้า" ทางการเมือง และทำให้แผนการปรองดองไม่ราบรื่น

"คนเสื้อแดง" ยังเคยกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่าตั้งผู้ต้องหาคดี "ก่อการร้าย" อย่าง "กษิต ภิรมย์" มาเป็นรัฐมนตรี

ดังนั้น ถ้าเขารับตำแหน่งรัฐมนตรีก็เท่ากับทำซ้ำในสิ่งที่ "ประชาธิปัตย์" เคยทำ

หรือต้องเจอข้อหานำมวลชนออกมาเพราะอยากเป็น "รัฐมนตรี"

ช่วงเวลาแบบนี้เองที่จะพิสูจน์ความหนักแน่นของใจคน

ถ้า "ณัฐวุฒิ" รู้จักรอคอย และกล้าปฏิเสธความหอมหวนของ "อำนาจ"

เขาจะสง่างามมากในทางการเมือง

อย่าลืมบทเรียนของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่หรี่ตาทำเป็นมองไม่เห็นการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารและรับตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี"

ตัดสินใจผิดนิดเดียว ความเป็นนักประชาธิปไตยที่สร้างสมมาหายวับไปกับตา

ที่สำคัญถือเป็นการย้ำให้ "ป๋าเหนาะ" รู้ว่า "กระดานชนวน" กับ "แท็บเล็ต" นั้นแม้รูปร่างคล้ายกัน

แต่แตกต่างกันจริงๆ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: pusadee sitthiphong ที่ 12 กรกฎาคม 2554, 10:59:35
Happy Birthday น้องป๋าทูค่ะ
มีความสุข สุขภาพแข็งแรง รวยขึ้นๆนะคะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 15 กรกฎาคม 2554, 02:10:19
http://www.youtube.com/watch?v=JrFvqmaDS7U


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 15 กรกฎาคม 2554, 16:17:52
อาสาฬหบูชา วันกำเนิดพระรัตนตรัย

วันศุกร์ ที่ 15 กรกฎาคม 2554 เวลา 0:00 น
 

โบราณเรียกวันนี้ว่า “วันพระใหญ่ เดือน 8” ทางการเรียกว่าวันอาสาฬหบูชา อ่านว่า วัน-อา-สาน-หะ-บูชา แปลว่าการบูชาในเดือน 8
   
บูชาอะไร ตอบว่าบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ ภายหลังที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ ใต้ต้นโพธิ์ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา แคว้นมคธ (บัดนี้คือจังหวัดคยา รัฐพิหาร) เมื่อทรงทบทวนญาณและองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ได้ราวเดือนเศษแล้วจึงทรงปรารภที่จะเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี แคว้นกาสี (บัดนี้คือรัฐอุตตรประเทศ)
   
ระยะทางจากที่ตรัสรู้ไปป่าอิสิปตนมฤคทายวันไกลประมาณ 200 กิโลเมตร ต้องข้ามแม่น้ำยมุนา และข้ามพรมแดนกั้นแคว้นมคธกับแคว้นกาสี ชื่อป่าที่ปัญจวัคคีย์หรือนักบวชทั้ง 5 หลบหนีไปบำเพ็ญเพียรอยู่นั้นแปลว่า “สวนกวางอันเป็นที่ชุมนุมของฤๅษีชีไพร” เพราะนักบวชทั้งหลายชอบไปชุมนุม อวดวิชาประลองฤทธิ์กันที่นั่น
   
ว่ากันว่าที่พระพุทธเจ้าต้องไปโปรดนักบวชทั้ง 5 เพราะต้องการตอบแทนคุณที่ได้อุปัฏฐากกันมาประการหนึ่ง ต้องการพยานว่าบัดนี้ได้ทรงรู้ธรรมแล้วประการหนึ่ง และเพื่อจะได้นักบวชทั้ง 5 มาเป็นนักบวชช่วยเผยแผ่พระธรรมคำสอนอีกประการหนึ่ง
   
จุดที่พระพุทธเจ้าได้พบนักบวชทั้ง 5 นั้น อีกราว 300 ปีต่อมาพระเจ้าอโศกได้สร้างเจดีย์ครอบไว้เรียกว่า “เจาคัณฑีสถูป” นักบวชทั้ง 5 ไม่เลื่อมใสกลับผละหนีไปจนพระพุทธเจ้าทรงตามไปทันและให้นั่งลงสดับธรรม จุดนั้น ต่อมาพระเจ้าอโศกให้สร้างเจดีย์ใหญ่ครอบไว้เรียกว่า “ธัมเมกขสถูป”
   
จุดนั้นเองในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 สองเดือนหลังตรัสรู้ คือสถานที่แสดงปฐมเทศนาว่าด้วยอริยสัจ ตรัสแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตร จนโกณฑัญญะนักบวชผู้มีอาวุโสสูงสุดเกิดดวงตาเห็นธรรม ขอบวชเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา ส่วนนักบวชอีก 4 รูปได้ขอบวชในเวลาต่อมา
   
สถานที่นั้นบัดนี้เรียกว่าสารนาถ อยู่ห่างจากเมืองพาราณสีราว 10 กิโลเมตรเป็นป่าโล่งกว้างขนาดสวนจตุจักรเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถาน 4 ตำบลที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าควรไปดูเพื่อให้เกิดความสลดสังเวชในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสิ่งทั้งปวงใครไปที่นั่นต้องหาเวลานั่งสวดธรรมจักรให้ได้ แล้วเดินเวียนเทียนรอบสถูป ทำสมาธิ ทำจิตทำใจว่ามานั่งฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ตรงสถูปนั้นแสดงธรรม
   
ในบรรดาสังเวชนียสถาน 4 แห่ง ผมชอบที่ตรงนี้ที่สุด คงเพราะกว้างขวาง ร่มรื่น ผู้คนหมอบกราบ นั่งสมาธิหรือสวดมนต์ตามภาษาของตนหน้าพระมหาสถูปองค์ใหญ่ขนาดน้อง ๆ พระปฐมเจดีย์เต็มไปหมด ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ไม่ต้องหลบมุมยักเยื้องเหมือนที่พุทธคยา ไม่ร้อนแดดเหมือนที่ลุมพินี
   
เสร็จแล้วอย่าลืมเดินข้ามถนนไปชมพิพิธภัณฑ์สารนาถ ในนั้นมีพระพุทธรูปหินทรายงาม ๆ อายุร่วม 2,000 ปีหลายองค์ มีเสาหินพระเจ้าอโศกที่สมบูรณ์ ของส่วนใหญ่ขุดได้จากบริเวณนี้เหมือนจะยืนยันว่าสารนาถเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาโดยไม่ต้องสงสัย
   
เราไม่เคยให้ความสำคัญแก่วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 มาก่อน จนเมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านเจ้าคุณ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ) ราชบัณฑิต วัดราษฎร์บำรุง ชลบุรี เสนอให้รัฐบาลประกาศเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาเพราะเป็นวันที่พระรัตนตรัยเกิดขึ้นครบทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รุ่งขึ้นก็เป็นวันเข้าพรรษาพอดี
   
วันอย่างนี้ควรไปวัดเวียนเทียนฟังธรรม สวดธรรมจักรร่วมกัน และปรารภถึงทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์
   
วันสองวันนี้หยุดวิ่งเต้นตั้งรัฐบาล หยุดแบ่งโควตารัฐมนตรี แบ่งกระทรวงสักพักก็ได้ พระท่านว่าตัณหาทำให้เกิดทุกข์ แต่ตัณหามิได้มีแค่กามตัณหา หากรวมถึงภวตัณหาคือความอยากได้ อยากมี อยากเป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรี และวิภวตัณหาคือความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นฝ่ายค้านด้วยนะโยม.

ดร.วิษณุ  เครืองาม
wis.k@hotmail.com


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 15 กรกฎาคม 2554, 16:19:17
หลากวิธีแก้ปัญหาซิปติด

วันศุกร์ ที่ 15 กรกฎาคม 2554 เวลา 0:00 น
 
เนื้อหาข่าว

ปัญหาซิปติด รูดไม่ขึ้น หรือกินเนื้อผ้า แก้ไม่ยากหากรู้วิธี วันนี้เดลินิวออนไลน์หาเคล็ดลับทำให้ซิปลื่นมาฝาก

หลายคนคงเคยโชคร้าย ได้เสื้อผ้า กระโปรง กางเกง กระเป๋า ที่เมื่อรูดซิปแล้วไม่ลื่น ติดขัด รูดยาก หรือบางทีก็กินเนื้อผ้า หากฝืนดึงหรือกระชากไปก็อาจทำให้ซิปแตก ต้องเสียเงินเปลี่ยนซิปใหม่ หรือบางทีก็อาจจะไม่ได้แบบเดิม ต่อไปนี้เมื่อประสบปัญหานี้อีกให้ใจเย็น ๆ แล้วลองวิธีแสนง่ายเหล่านี้ดู

หากซิปติด วิธีแรกที่แนะนำคือให้ใช้สบู่ก้อนถูตรงซี่ฟันของซิป เท่านี้ก็จะรูดได้ปกติ หรือหากเกิดในช่วงที่หาสบู่ไม่ได้ลองลิปมันที่ใช้บำรุงริมฝีปากนั่นแหละถูทั้งด้านในและด้านนอก แล้วลองดึงดู ถ้าไม่ออกให้ใช้คีมดึงที่ตัวซิป ก็สามารถแก้ปัญหาได้เช่นกัน แต่วิธีที่ราคาถูกและง่ายที่สุดคือการใช้เทียนไข ควรใช้ทาบริเวณซิปทุกส่วนทั้งด้านในด้านนอกก่อนใช้ หากซื้อสินค้าที่มีซิปมาแล้วรูดยากไม่สะดวกมือ ซึ่งได้ผลอย่างยิ่ง

กรณีซิปติดเพราะดันไปกินเนื้อผ้าเข้า ให้ดูว่าผ้าที่เข้าไปติด เป็นด้านบนหรือด้านล่างของซิป แล้วใช้ไขควงปากแบนที่เอาไว้ไขน็อต แงะเบา ๆ ทางด้านที่ผ้าเข้าไปติด เสร็จแล้วค่อย ๆ ดึงเอาผ้าที่ติดออก ระวังอย่างัดแรงจนหัวซิปหลุดออกมา เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานชุดตัวโปรด หรือกระเป๋าใบเก่งได้ดีดังเดิมแล้ว.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 17 กรกฎาคม 2554, 01:14:18
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 11 กรกฎาคม 2554, 22:45:14
น้องหนิง นายแทนมันโกหก และพูดไม่หมดหลายเรื่อง ต้องใช้วิจารณาญานในการอ่านนะ

หนิงไม่ต้องรู้จักใคร คนใดทั้งนั้นคะพี่ป๋า
ขอให้รู้จักคนใต้พอ!
รู้ว่าถ้าโรซก ซกมก และจอแหล
เค้าตามดู ตามด่า ตามติด
ไม่เอาก็คือไม่เอา
ร้าย ลายผัง...เค้าก็ด่าคนของเค้า
และ เอาจริง.
คนที่นั่นซื้อเค้าไม่ได้คะ.
(ไม่อยากบอกว่า"เลี้ยงไม่เชื่อง"..เพราะจะcheapป่ะ)
ไม่ไช่ว่าสักแต่รวย แล้วพวกเค้าจะต้องงกๆกุมเป้า
ผงกหัว ค้อมตัวงุดๆ...
จะสมัยไหนก็เหอะพี่.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 17 กรกฎาคม 2554, 01:16:44
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 15 กรกฎาคม 2554, 16:19:17
หลากวิธีแก้ปัญหาซิปติด

วันศุกร์ ที่ 15 กรกฎาคม 2554 เวลา 0:00 น
 
เนื้อหาข่าว

ปัญหาซิปติด รูดไม่ขึ้น หรือกินเนื้อผ้า แก้ไม่ยากหากรู้วิธี วันนี้เดลินิวออนไลน์หาเคล็ดลับทำให้ซิปลื่นมาฝาก

หลายคนคงเคยโชคร้าย ได้เสื้อผ้า กระโปรง กางเกง กระเป๋า ที่เมื่อรูดซิปแล้วไม่ลื่น ติดขัด รูดยาก หรือบางทีก็กินเนื้อผ้า หากฝืนดึงหรือกระชากไปก็อาจทำให้ซิปแตก ต้องเสียเงินเปลี่ยนซิปใหม่ หรือบางทีก็อาจจะไม่ได้แบบเดิม ต่อไปนี้เมื่อประสบปัญหานี้อีกให้ใจเย็น ๆ แล้วลองวิธีแสนง่ายเหล่านี้ดู

หากซิปติด วิธีแรกที่แนะนำคือให้ใช้สบู่ก้อนถูตรงซี่ฟันของซิป เท่านี้ก็จะรูดได้ปกติ หรือหากเกิดในช่วงที่หาสบู่ไม่ได้ลองลิปมันที่ใช้บำรุงริมฝีปากนั่นแหละถูทั้งด้านในและด้านนอก แล้วลองดึงดู ถ้าไม่ออกให้ใช้คีมดึงที่ตัวซิป ก็สามารถแก้ปัญหาได้เช่นกัน แต่วิธีที่ราคาถูกและง่ายที่สุดคือการใช้เทียนไข ควรใช้ทาบริเวณซิปทุกส่วนทั้งด้านในด้านนอกก่อนใช้ หากซื้อสินค้าที่มีซิปมาแล้วรูดยากไม่สะดวกมือ ซึ่งได้ผลอย่างยิ่ง

กรณีซิปติดเพราะดันไปกินเนื้อผ้าเข้า ให้ดูว่าผ้าที่เข้าไปติด เป็นด้านบนหรือด้านล่างของซิป แล้วใช้ไขควงปากแบนที่เอาไว้ไขน็อต แงะเบา ๆ ทางด้านที่ผ้าเข้าไปติด เสร็จแล้วค่อย ๆ ดึงเอาผ้าที่ติดออก ระวังอย่างัดแรงจนหัวซิปหลุดออกมา เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานชุดตัวโปรด หรือกระเป๋าใบเก่งได้ดีดังเดิมแล้ว.


แล้วถ้า....
ซิบแตก เพราะอ้วน
พุงปลิ้นจนซิบแตกล่ะพี่ขา?
ช่วยทันม้าย?


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 17 กรกฎาคม 2554, 01:24:42
อ้างถึง
ข้อความของ pusadee sittipong เมื่อ 12 กรกฎาคม 2554, 10:59:35
Happy Birthday น้องป๋าทูค่ะ
มีความสุข สุขภาพแข็งแรง รวยขึ้นๆนะคะ


โอ,
พี่ป๋าวันเกิดเหรอคะ?


พี่ป๋า,
ขอให้พี่คงความเป็นพี่
ที่เพื่อน พี่ น้อง ที่นี่รู้จัก
ไม่ต้องแขม่ว ไม่ต้องหด
(อะไรแขม่ว อะไรหด?)
ขอให้พี่เดินหน้า ลุยด่ะ
แม้แปะเพลงดึกๆดื่นๆไม่หลับไม่นอน
ขอให้น้ำตาล เป็นเพียงนิยามของกวามหวาน
ที่มิได้มีอะไรต่อสุขภาพพี่ ที่คึกได้เรื่อยๆ(ดูหมั๋น!)
นานเท่านาน ขอให้พี่สร้างสรรร้อยแก้ว ร้อยกรอง
ไม่ต้องประหยัดหน้ากระดาษ!กำกวมก็ได้ฉุกให้คนคิด
เป็นเอกลักษณ์ที่ดีที่น่านิยม...ว่า...ตูจาทำ...ใครจาทำมาย!


belated happy birthdayค่ะ
 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กรกฎาคม 2554, 12:54:52
http://www.youtube.com/watch?v=mTK4TcE_0gA

http://www.youtube.com/watch?v=SpkStD8XB3M

http://www.youtube.com/watch?v=st_oS_fPZcw


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กรกฎาคม 2554, 14:09:42
http://www.youtube.com/watch?v=ik_axv4hlHU

http://www.youtube.com/watch?v=5_IUAgf929Q

http://www.youtube.com/watch?v=IY8kfu2r26A

http://www.youtube.com/watch?v=6Ap5-j4AszU

http://www.youtube.com/watch?v=0TrU99fySp4

http://www.youtube.com/watch?v=_X4Y6DXVJxY

http://www.youtube.com/watch?v=QBiwWjiOghU

http://www.youtube.com/watch?v=sUGYGThirP8


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 20 กรกฎาคม 2554, 17:25:17

มาฟังด้วย... จะว่าอะไรรึเปล่า? น้องป๋า


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 21 กรกฎาคม 2554, 21:56:10
ป๋าอย่านอนดึกมากนักนะ emo48:)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 22 กรกฎาคม 2554, 17:01:50

ยากครับ....


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 22 กรกฎาคม 2554, 21:06:27
ดร.วรภัทร จบวิทยา เคมีเทคนิค รุ่นเดียวกับอาว์ไม ต้องนั้นน่าจะทันเห็นกัน เนื่องจากหุ่นไล่เลี่ยกัน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 กรกฎาคม 2554, 02:32:27
ชัยชนะของ จาดุร อภิชาตบุตร ศาลปกครองสูงสุด สั่งให้กลับไปนั่งตำแหน่งเดิม คืนสิทธิปย.ทั้งสิ้น

วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 
   

 ก่อนหน้านี้ นายจาดุร อภิชาตบุตร   ได้ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีที่ 1  ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 2 ปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ 3 คณะรัฐมนตรีที่ 4    ตั้งแต่ปี 2552 ในข้อหา เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อศาลปกครอง   โดยฟ้องว่า การโยกย้ายตนเองจากตำแหน่ง รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(นักบริหาร 10)  โอนไปเป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจการ10) สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ
   
   
ล่าสุด วันที่ 25 กรกฎาคม ศาลปกครองสูงสุด ได้อ่านคำพิพากษา    การโอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยตามมติของผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 4 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 มิได้เป็นการใช้อำนาจ โดยถูกต้องตามที่กฏหมายกำหนด ประกอบกับการพิจารณาตกลงยินยอมการโอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทยมิได้เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย  ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 18 กันยายน 2551 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ที่ให้ผู้ฟ้องคดีจากตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ10) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีมติอนุมัติการโอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 และดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีที่ 4 มีมติอนุมัติการโอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 และดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีให้ แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน

 
 แต่ประเด็นที่ศาลปกครองสูงสุด  พิพากษาแก้    เป็นให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 18 กันยายน 2551 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีมติอนุมัติการโอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551
 
 
ทั้งนี้ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ประกาศฉบับดังกล่าวมีผลบังคับ โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง(8) แห่งราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ว่าให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน ของกฏหมายเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานนายกรัฐมนตรี โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2551 และให้คืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีพึงมีพึงได้ตามตำแหน่งดังกล่าว ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพากษา

 ตุลาการศาลปกครองสุงสุด เจ้าของสำนวนคือ นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ,นายวิษณุ วรัญญู  ,นายนพดล เฮงเจริญ ,นายมนูญ ปุญญกริยากร และนายสมรรถชัย วิศาลาภรณ์


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 31 กรกฎาคม 2554, 16:49:01
เมื่อ "ยิ่งลักษณ์" แพ้คดี 100 ล้าน วันที่ "ทักษิณ" กราบบังคมทูล "คุณหญิงอ้อ" ในบทกุนซือ "ชินวัตร"


วิษณุ เครืองาม


วันที่นักการเมืองไม่มีอำนาจ ปากกับใจของเขาจะตรงกัน

"วิษณุ เครืองาม" วันพ้นดงการเมือง ปากกา-ใจ ถูกถ่ายทอดเป็นตัวอักษร เห็นภาพ เห็นฉาก และเห็นตัวละคร

เขาเล่าประสบการณ์-ความเกี่ยวพันในการให้บริการทางเนติครั้งสุดท้าย หลังครองเก้าอี้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีมา 9 ปี

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนักเรียนทุนรุ่นเดียวกัน พูดจาภาษาเดียวกันรู้เรื่อง และในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอให้ "วิษณุ" ลาออกจากความเป็นข้าราชการประจำ เหตุเกิดหลังปี 2545 ยุคที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" พ้นพงหนามคดี "ซุกหุ้น"

เขาเล่าว่า "วันหนึ่งมีคดีระหว่างองค์การโทรศัพท์กับบริษัทของคุณทักษิณ ซึ่งคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นซีอีโอ พิพาทกันเป็นเงินนับร้อยล้าน เรื่องต้องส่งให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา ทางองค์การตั้ง คุณชัยเกษม นิติสิริ เป็นอนุญาโตตุลาการ บริษัทตั้งอัยการเก่าอีกคนหนึ่ง ทั้งสองคนเลือกผมมาเป็นประธานอนุญาโตฯ แต่ละคนตัดสินใจให้แต่ละฝ่ายชนะ ผมกลายเป็นคนที่ต้องชี้ขาด โดยเห็นด้วยกับฝ่ายองค์การ ให้องค์การชนะสองต่อหนึ่ง"

"...เมื่ออีกหลายปีต่อมา คุณทักษิณมาเป็นนายกฯ มีลูกน้องคุณทักษิณมา ชี้หน้าผมเหมือนกันว่า คนนี้แหละที่ตัดสินให้เราแพ้องค์การโทรศัพท์"

"...วันหนึ่ง คุณทักษิณเรียกผมไปประชุมที่ห้องทำงานนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า ตอนนั้นมีประเด็นว่า ถ้าเรื่องของกระทรวงหนึ่งกำลังอยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการแพ้ รัฐบาลจะทำอย่างไร...คุณทักษิณบอกคนในห้องนั้นว่า เลขาฯวิษณุเคยชี้ขาดให้ผมแพ้ต้องจ่ายเงินหรือขาดกำไรไปหลายสิบล้าน แต่เขาทำถูกแล้ว...คุณทักษิณจะพูดจริงหรือพูดเล่น จะชมหรือประชดก็ตาม แต่ผมรู้สึกดีกับคุณทักษิณขึ้นเยอะ"

ในยุคที่ไทยรักไทยเป็นรัฐบาล "วิษณุ" เล่าว่า เขาและครอบครัวได้พบ พ.ต.ท.ทักษิณอีกหลายครั้ง ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า แต่คนที่ทำให้เขาประทับใจและมีอิทธิพลทางความคิดในการเปลี่ยนอาชีพจากข้าราชการมาเป็นนักการเมือง กลับเป็น "คุณหญิงพจมาน"

เขาเล่าว่า ระหว่างที่มีการซักซ้อมกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล "วิษณุและครอบครัว" ได้รับโอกาสไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้านจันทร์ส่องหล้าหลายครั้ง

"คนที่น่าประทับใจคนหนึ่งคือ คุณหญิงพจมาน ผมได้เห็นการวางตัวที่ดี ไม่พูดเรื่องการเมืองเลย แต่โอภาปราศรัยกับแขกอย่างอ่อนโยน เป็นกันเอง แสดงความเอาใจใส่ในสารทุกข์สุกดิบ เมื่อรู้ว่าภริยาของผมป่วยเป็น โรคไต ต้องเข้ารับการผ่าตัด ก็กุลีกุจอปวารณาตัวว่า จะฝากฝังหมอที่โรงพยาบาลของท่านให้..."

"วิษณุ" มีคอนเน็กชั่นกับคนในตระกูล "ดามาพงศ์" อีกคนที่เป็น "ตัวช่วย" พ.ต.ท.ทักษิณ คือ "พี่ชาย" ของคุณหญิงพจมานที่ชื่อ "บรรณพจน์"

"...คุณชัชวาล อภิบาลศรี และเพื่อนเรียน วปอ.รุ่นเดียวกับผมอีกคนที่ชื่อคุณบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นญาติกับคุณหญิงพจมาน ชวนผมไปรับประทานอาหาร การสนทนาแกล้มอาหารมื้อนั้นเป็นเรื่องสัพเพเหระ หนักเข้าก็เป็นเรื่องการบ้านการเมือง ผมก็ได้ปรารภจุดแข็งจุดอ่อนของนายกฯทักษิณให้คุณบรรณพจน์ฟัง และวิตกว่าคุณทักษิณหลังคดีซุกหุ้นมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ฟังคนน้อยลง"

"...ไหนจะมีเงิน ไหนจะมีสติปัญญา ไหนจะมีพวกพ้องเสียงเชียร์มาก ไหนจะมีเสียงในสภาท่วมท้น ไหนจะหมดชนักปักหลัง คนอย่างนี้ผมเห็นมามากแล้วว่าจะคึกคะนองดุจอินทรชิตที่ได้ฤทธิ์จากพระเป็นเจ้าจนบิดเบือนกายินเหมือนองค์อมรินทร์ทรงคชเอราวัณได้"

"วิษณุ" แนะนำ "ทักษิณ" ผ่าน "บรรณพจน์" พี่ชาย "คุณหญิงพจมาน" ยาวเหยียด

ทั้งเรื่องเกรงว่าเมืองไทยจะเป็นรัฐตำรวจ

ทั้งเรื่องรัฐบาลขาดมือกฎหมาย ต้องใช้บริการคณะกรรมการกฤษฎีกา

พร้อมเสนอชื่อที่ปรึกษากฎหมายราว 10 คน

"บรรณพจน์" ไม่เป็นอันรับประทานอาหาร เพราะต้องจดชื่อและประเด็นที่ "วิษณุแนะ" ลงในกระดาษ

สามวันต่อมา "วิษณุ" ถูกคุณหญิงพจมานเชิญไปพบที่บ้านจันทร์ส่องหล้า มีวาระ "กระดาษ-คำแนะนำ-ชื่อที่ปรึกษา" ที่ "บรรณพจน์" จดมานำเสนอ

"คุณหญิงให้ผมวิจารณ์รัฐบาลให้ฟัง ว่าใครเป็นอย่างไร นายกฯเป็นอย่างไร ปัญหาในการทำงานมีอะไรบ้าง ที่ว่าไม่ค่อยฟังใครเช่นเรื่องอะไร ถ้าไม่ฟังแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คณะที่ปรึกษาที่ผมเสนอนั้น ไว้ใจได้ไหม"

จากนั้นผ่านไป 1 เดือน "วิษณุ" เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่วังไกลวังวล หัวหิน พร้อมกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เพื่อถวายรายงานการปฏิรูปราชการ

"ตอนหนึ่งรับสั่งถามอย่างเป็นห่วงว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ของทำเล่น ใครจะดูแล นายกฯกราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า รับสั่งถามว่า แล้วที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน การพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ดิน ที่ทำกินซึ่งยืดเยื้อมานานซึ่งทรงเป็นห่วงมาก เป็นภารกิจหลักของรัฐบาล ใครจะดูแล นายกฯกราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า"

"รับสั่งถามถึงกี่เรื่อง นายกฯก็กราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า สุดท้ายรับสั่งว่าเรื่องศาสนาก็เป็นเรื่องใหญ่ ละเอียดอ่อน เวลานี้มีปัญหาใคร จะดูแล นายกฯก็กราบบังคมทูลว่าข้าพระพุทธเจ้า"

แต่พอกลับจากเข้าเฝ้าฯ ยังไม่ทัน พ้นประตูวังไกลกังวล "พ.ต.ท.ทักษิณ" พูดกับ "วิษณุ" ว่า

"นี่เป็นเรื่องบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องการ เมือง ที่กราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าน่ะ ผมว่าผมทำไม่ไหวหรอก"

จากนั้นก็ชักชวนให้ "วิษณุ" และบุคคลระดับ "อัครมหาเศรษฐี" เมืองไทยช่วยทำ

"วิษณุ" ถูกชวนเข้าร่วมวงนักธุรกิจชั้นนำที่บางกอกคลับ ถนนสาทร ณ ที่นั้น คนที่รวมตัวรออยู่ก่อนแล้วมีทรัพย์สินรวมกันใกล้ ๆ ยอดงบประมาณประเทศไทย ทั้งคุณชาตรี โสภณพนิช คุณธนินท์ เจียรวนนท์ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี คุณบุญสิทธิ์ โชควัฒนา และคุณสถาพร กวิตานนท์

"พ.ต.ท.ทักษิณ" บอกกับกลุ่มเจ้าสัวว่า "ชวนวิษณุมาช่วยจำข้อเสนอของพวกท่าน"

จากนั้นไม่กี่วัน "วิษณุ" ก็ถูกเชิญจาก "ทักษิณ" ให้เข้าร่วมวงคณะรัฐมนตรี

ภายใต้เงื่อนไขของ "คุณหญิง" ที่ทั้ง "วิษณุและ พ.ต.ท.ทักษิณ" ไม่อาจปฏิเสธ

หมายเหตุ : ข้อมูลจากหนังสือ โลกนี้คือละคร โดยสำนักพิมพ์มติชน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 31 กรกฎาคม 2554, 16:51:57
"ซี-ฉัตรปวีณ์" หญิงเก่งที่ถูกเสนอชื่อเป็น "รมว.กระทรวงวิทย์" ในฝัน !!

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:00:11 น.



เมื่อช่วงเลือกตั้ง เว็บไซต์เด็กดีดอทคอมได้ยกให้คนดังในแวดวงต่างๆ เป็น "รัฐมนตรีในฝัน" ของวัยรุ่น โดยหนึ่งในนั้น คือ ซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ พิธีกรรายการไอทีหลายรายการได้รับเลือก "นั่งเก้าอี้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อะไรที่ทำให้ สาวสวยคนนี้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็น "รัฐมนตรีกระทรวงวิทย์" ในฝัน เราไปหาคำตอบมาแล้ว

ซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ อายุ 26 ปี พกพารูปร่างหน้าตาที่ดึงดูดสายตา ไม่ใช่แค่สวย!! มานั่งคุยกับเรา

"การจะเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจผู้ชมได้นั้นต้องอาศัยความสามารถล้วนๆ" ประโยคแรกของสาวที่ได้รับฉายาว่า "เจ้าหญิงแห่งวงการไอที" และสาวที่คว้ารางวัล "ผู้หญิงที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดแห่งปี" จากเวทีเอ็มไทย ท็อป ทอล์ค-อะเบาท์ 2011 บอกกับเรา

หลายคนคงคุ้นหน้าค่าตา "ซี" มาบ้างแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ เธอเคยเป็นทั้งผู้ประกาศข่าวช่อง 11 พิธีกรรายการวัยรุ่น เล่นมิวสิกวิดีโอ แสดงภาพยนตร์ นอกจากนี้ ยังเคยประกวดนางงามมาแล้ว 2 เวที ทั้งนางสาวไทยและมิสไทยแลนด์เวิลด์

"ซีเป็นคนที่ใช้เวลาคุ้มมากในแต่ละวัน วันไหนชิลจะรู้สึกอึดอัด เพื่อนเคยบอกว่า ถ้าคุณไม่เที่ยวกลางคืน ชีวิตจะขาดหายบางอย่าง ผิดกับซีที่รู้สึกว่า ถ้าไม่ทำงานต่างหากชีวิตจะขาดบางอย่างไป ซีเป็นคนรุ่นใหม่ที่จริงจังกับตัวเอง คิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตมีคุณค่าทั้งตัวเองและคนอื่น ซีว่า คนรุ่นใหม่คือคนที่ค้นพบตัวเอง หาในสิ่งที่รักเจอ และสามารถทำให้ได้ดีที่สุด"

นั่นคือความหมายของคนรุ่นใหม่ที่พิธีกรไอทีสาวนึกถึง แต่สำหรับเธอ นิยามตัวเองว่า เป็นคนรุ่นใหม่ที่ค่อนข้าง "ซน" แต่ในความซุกซนก็แฝงไปด้วยความดูดี ฉลาด และมีแนวทางเป็นของตัวเอง ชอบงานด้านข่าวและอยากใช้ให้เป็นประโยชน์

"เป็นคนที่ทำอะไรไม่หยุด ทำทุกอย่างที่คิดว่าเป็นการเรียนรู้ของชีวิต แต่ก็มีขอบเขตว่าจะไม่ทำสิ่งที่เสื่อมเสียภาพลักษณ์ไอดอล เพราะเราทำงานบนเว็บไซต์ มีเด็กหลายวัยที่เข้ามาดู เช่น เด็ก 6 ขวบกับคุณพ่อ ที่ดูคลิปของเรา แล้ว อยู่ๆ จะให้เราเปลี่ยนเป็นลุคเซ็กซี่มันก็ไม่ได้"

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ชอบด้านนี้ "ฉัตรปวีณ์" เล่าถึงวัยเด็กว่า เธอสนิทกับพี่ชายและเห็นของไฮเทคที่บ้านมาตั้งแต่เด็ก ตอนที่เข้าวงการและสนใจด้านนี้จริงๆ คือเมื่อเป็นพิธีกรรายการในช่องเกม "จี สแควร์" เป็นงานแรกที่เริ่มเปิดโลกทรรศน์ด้านไอที โดยทำงานในตำแหน่ง "นักข่าวสายไอที" รายงานข่าวเจาะลึกในประเด็นต่างๆ และวิเคราะห์ให้เข้าใจถึงข้อดีข้อเสียของเทคโนโลยี ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยใช้วิธีการนำเสนอให้คนดูเข้าใจง่ายๆ

"ตอนอ่านข่าวขายไตแลกไอแพด ซีคิดว่าเรื่องอย่างนี้ต้องไม่เกิดกับคนไทย ซีกลัวมาก และคนไทยชอบอยู่ในกระแส การรายงานข่าวทุกชิ้นของซี จะเป็นการรายงานข่าวที่ดึงให้คนอยู่เหนือกระแส เพราะถ้าอยู่ใต้กระแส มันจะทำให้อยากซื้อ

"ซีจึงใช้เทคนิคการพูดให้เห็นถึงข้อดีข้อเสีย และผลกระทบต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมคิดวิเคราะห์ มากกว่าพูดในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ ดูอย่างประเทศที่อยู่เหนือกระแสอย่างอเมริกา เมื่อใช้เสร็จ เขาแกะออกมาดูว่าข้างในประกอบด้วยอะไร โชว์ให้เห็นภายในว่าใส่อะไรไว้ เขาข้ามความอยากได้มาถึงการอยากเป็นผู้ผลิต น่าจะเริ่มสร้างความรู้สึกแบบนั้นให้คนไทย"

นอกจากเป็นคนรุ่นใหม่ที่ "คิดดี" แล้ว เธอยังใช้ชีวิตต่างจากคนรุ่นใหม่ทั่วไป เพราะชีวิตของสาวคนนี้ นอกจาก "งาน" แล้ว ก็แทบจะไม่ทำอย่างอื่นเลย

"ที่ผ่านมาชีวิตมันรัดมากจนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก เราได้ทำอะไรเยอะมาก แต่ความละเอียดอ่อนในชีวิตมันน้อย" ซีบอก ก่อนขยายความว่า นี่ถือว่าน้อยแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ ทำงานเยอะมาก ทั้งเป็นผู้ประกาศข่าว พิธีกร เล่นมิวสิกวิดีโอ แสดงภาพยนตร์ แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ต้อง "ตัดงาน" บางอย่างออกจากชีวิต และเลือกทำเฉพาะด้านไอที สายงานที่รักอย่างเดียว เพราะโหมงานหนักจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย

"เพื่อนเคยบอกว่า คนเรามีลูกบอลแก้วในชีวิตไม่กี่ลูก คือ ครอบครัว เพื่อน ญาติ ความสัมพันธ์เหล่านี้ตกแล้วแตกถ้าคุณไม่รักษาเอาไว้ ซีมีเพื่อนผู้ชายที่สนิทมากตอนที่เรียนในมหาวิทยาลัย เขาเสียชีวิตในช่วงที่งานเราติดพันเยอะมาก ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต 2 อาทิตย์ เขาส่งข้อความมา แล้วซีก็แค่ส่งข้อความกลับไป ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมาก วันที่เขาเสียชีวิตเพื่อนโทรศัพท์มาบอกตอนเช้าขณะทำงานผู้ประกาศข่าว ซีร้องไห้แล้วอ่านข่าวต่อไม่ได้เลย เราก็ได้คิดว่าทำไมตอนนั้นเราไม่ให้เวลากับเขา เริ่มคิดถึงสิ่งที่เสียไปแล้วไม่กลับมา จึงหันกลับมาให้ความสำคัญกับคนรอบข้างและสุขภาพมากขึ้น"

ถึงตรงนี้ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมสาวคนนี้ถึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็น "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ในฝัน

"รู้สึกดีใจค่ะ เคยมีคนถามว่า อยากเล่นการเมืองไหม ก็บอกไปว่า ขอคิดก่อน ตอนนี้อยากทำอะไรที่สนุกมากกว่า" เธอเล่ายิ้มๆ ก่อนตบท้ายว่า

"ไม่ขอเป็นรัฐมนตรี แค่ขอเป็น รัฐมนซี ในใจผู้ชม ก็พอ"

เชื่อว่า เธอคงอยู่ในใจใครหลายคน โดยเฉพาะผู้ชื่นชอบไอที ที่วันนี้อาจหลงรักเธอมากขึ้น



(มติชนรายวัน ฉบับ 30ก.ค.2554 หน้า25)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 01 สิงหาคม 2554, 19:14:16
ครม. เห็นชอบตั้ง "จาดูร” นั่ง รองปลัดสำนักนายกฯตามเดิม รอกกต.เห็นชอบอีกครั้ง

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 15:55:11 น.
   

นายอำพล กิตติอำพล เลขาธิการ ครม. แถลงข่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบวาระเร่งด่วนตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งขณะนั้นได้ย้าย นายจาดูร อภิชาติบุตร ให้พ้นจากตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นตำแหน่งผู้ตรวจราชการ  ซึ่งตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ได้สั่งให้นายจาดูร กลับสู่ตำแหน่งเดิมภายใน 30 วัน ซึ่งจะครบตามคำสั่งศาลประมาณวันที่  30 สิงหาคม อย่างไรก็ตามเนื่องจากเรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามข้อกฎหมายของการสั่ง บังคับคดีของศาลปกครองสูงสุด นอกจากนี้ทางคณะกรรมการ ก.พ. ได้ประชุมเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีมติให้เสนอตำแหน่งเฉพาะตัวของนายจาดูร ตามมาตรา 71 ตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมาอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยวันนี้ ครม. ให้ความเห็นชอบตามที่ คณะกรรมการ ก.พ. เสนอ

นายอำพล กล่าวต่ออีกว่า สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวมหาดไทยได้เห็นชอบในการแต่งตั้งนายจาดูร กลับมาเป็นรองปลัดปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีตามตำแหน่งที่ ครม. ให้ความเห็นชอบด้วย อย่างไรก็ตามเนื่องจากการแต่งตั้งดังกล่าว ครม.ได้อยู่ระหว่างการทำหน้าที่รักษาการ จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เช่นเดียวกับกรณีนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิพาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง โดยคำสั่งและมติ ครม. ทั้งหมดจะถูกต่องไปยัง กกต. ต่อไป

Notice: Undefined index: subcatid in /mnt/public_html/news_detail.php on line 194
   


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 02 สิงหาคม 2554, 22:56:25
 สุขสันต์วันเกิดป๋าทูย้อนหลังนะคะ...ขอให้มีความสุขมากๆค่ะ...


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 02 สิงหาคม 2554, 23:09:29
-ขอบใจหลายเด้อค่า


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 03 สิงหาคม 2554, 02:27:40
   วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7552 ข่าวสดรายวัน


สาวิทย์ แก้วหวาน ศาลให้รฟท.ไล่ออก

ข่าวทะลุคน


ศาล แรงงานกลาง มีคำสั่งอนุญาตให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เลิกจ้าง นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย กับพวกรวม 7 คน

กรณีเป็นหัวโจกอ้างเหตุรถไฟตกรางที่สถานีเขาเต่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2552 นำพนักงานสไตรก์หยุดเดินรถไฟเส้นทางภาคใต้

อ้างเพื่อให้ปรับปรุงหัวรถจักร จนกว่าจะสมบูรณ์และพร้อมใช้งาน

หยุดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

แต่ทำให้ผู้ใช้บริการเดือดร้อน คนนับหมื่นตกค้าง และถูกทิ้งอยู่กลางทาง ไปไม่ถึงจุดหมาย

ศาลตัดสินให้ไล่ออก พร้อมสั่งให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย รฟท. 15 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

เกิดปี 2504 อายุ 50 ปี

จบวิศวกรรมรถไฟ จากวิทยาลัยเทคนิคพัทลุง

ลูกหม้อการรถไฟฯ เริ่มงานตั้งแต่ปี 2525 เข้าสหภาพแรงงานในปี 2531 ร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวเรื่อยมา

เป็นประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สรส.รฟท.) และเลขานุการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)

เข้าร่วมการชุมนุมกับม็อบเสื้อเหลืองปี 2549 รับหน้าที่โฆษกและวิทยากรของพันธมิตรฯ

ปี 2551 เป็นแกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2

มี บทบาทสำคัญขับไล่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นัดรัฐวิสาหกิจ 43 แห่งทั่วประเทศขู่หยุดงานประท้วงรัฐบาล อ้างใช้ความรุนแรงสลายม็อบเมื่อ 7 ต.ค. 2551

สุดท้ายถูกศาลแรงงานตัดสินให้ไล่ออก เหตุทำชาวบ้านเดือดร้อน

แถมต้องชดใช้ค่าความเสียหายให้รฟท.รวม 15 ล้านบาท

หน้า 6


   














   
      
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd


หัวข้อ: คำชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องหูกระป๋อง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 สิงหาคม 2554, 22:55:18
คำชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องหูกระป๋อง
    จากการที่มีผู้สอบถามและนำหูกระป๋องและฝาเครื่องดื่มบำรุงร่างกายมามอบให้ แก่ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย เพื่อทำชิ้นส่วนของขาเทียมจำนวนมาก ทางชมรมฯ ขอขอบคุณและชื่นชมในความเอื้ออาทรของทุกท่านเป็นอย่างยิ่งและใคร่ขอชี้แจง ข้อเท็จจริงในการนำเศษวัสดุเหลือใช้มาผลิตขาเทียมให้ทุกท่านได้ทราบดังต่อไป นี้
1.หูกระป๋องหรือฝาเครื่องดื่มเป็นโลหะประเภทอลูมิเนียม ดังนั้นอลูมิเนียมทุกชนิด เช่น กระทะ ขัน กะละมัง ที่เป็นอลูมิเนียมสามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด
2.การรณรงค์นำของเหลือใช้มาทำประโยชน์เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรบริโภคเพื่อหวังจะนำหูกระป๋องมาเพื่อทำขาเทียมช่วยเหลือผู้พิการเพราะหูกระป๋อง 4,200 อัน มีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม มีมูลค่าเป็นเศษอลูมิเนียมเพียง 50 บาท จะหลอมได้ชิ้นส่วนเพียง 5 ชิ้น ในขณะที่เราต้องเสียเงินซื้อเครื่องดื่มอย่างน้อยถึง 42,000 บาท
3.เหตุใดถึงเลือกเฉพาะหูกระป๋องหรือหูเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ถ้าต้องการอลูมิเนียมเพื่อทำขาเทียมจริง ๆ ก็ควรจะรับบริจาค หม้อ ขัน กระทะ เครื่องต่าง ๆ ที่มีส่วนของอลูมิเนียม จะได้ประมาณมากมาย (ถ้าท่านมีศรัทธาอยากจะช่วยเหลือผู้พิการส่งเงินบริจาคไปยังที่อยู่ของหน่วยงานที่ขอบริจาคจะดีกว่าที่จะรวบรวมหูกระป๋อง เพราะนอกจากไม่คุ้มค่าแล้วยังเสียความรู้สึกที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือให้แก่นักฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ให้แก่ตน)
4.เศษอลูมิเนียมทุกชนิดต้องนำมาหลอมที่อุณหภูมิ 800 C เพื่อจะแปรรูปเป็นอลูมิเนียมแท่งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการหลอมอลูมิเนียมแท่งและค่าจัดส่งมากกว่าค่าวัตถุดิบ ถ้าหน่วยงานใดที่ต้องการชิ้นส่วนขาเทียม ทางชมรมฯ ยินดีจะผลิตให้พอกับความต้องการและไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
5.ความสามารถในการประกอบขาเทียมจากเศษอลูมิเนียม100 กิโลกรัม เมื่อนำมาทำชิ้นส่วนของขาเทียมจะได้ชิ้นส่วนถึง 500 อัน ผู้ประกอบขาเทียมต้องใช้เวลาประกอบหลายปี ดังนั้นการรณรงค์เพื่อเก็บหูกระป๋องกันอย่างแพร่หลายทั่วประเทศจึงเป็นเรื่องการสร้างภาพของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และควรจะให้ประชาชนได้รู้ความจริง
6.การดื่มน้ำกระป๋อง เป็นการสิ้นเปลือง เพราะแผ่นโลหะที่นำมาทำกระป๋องต้องนำเข้า และต้องจ่ายค่ากระป๋องเพิ่มจากน้ำขวดปรกติถึง3 บาท
7.การสร้างศรัทธาและจิตสำนึกเพื่อช่วยเหลือคนพิการเป็นสิ่งที่ดี แต่การโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายและนำสถาบันเบื้องสูงมาอ้างเช่นนี้ทำให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาเข้าใจผิดเป็นจำนวนมาก เรื่องอย่างนี้…ผู้คุ้มครองผู้บริโภคน่าจะดูแลให้ทั่วถึง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ…ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

http://www.thailegs.com/project01.htm


หัวข้อ: ชายรักชาย
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 09 สิงหาคม 2554, 05:18:34
เผยชายมีเซ็กซ์ทางทวารเสี่ยงมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 08 สิงหาคม 2554 เวลา 18:15 น
 
เนื้อหาข่าว

วิจัย พบกลุ่มชายรักชายติดเชื้อเอชไอวี 30% ส่วนชายจริงหญิงแท้ติด 10% ชี้ชายมีเซ็กซ์ทางทวารหนักและแถมเป็นฝ่ายรับมีโอกาสติดเชื้อเป็นมะเร็งทวาร


ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน แอนด์ ทาวเวอร์ วันนี้(8ส.ค.)  พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ แพทย์จากศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวในการสัมมนาวิชาการการพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและ ผู้ป่วยเอดส์ระดับประเทศครั้งที่ 3 ว่า  จากการทำวิจัยในกลุ่มชายรักชายที่มาใช้บริการตรวจหาเอชไอวีประมาณ 3,000-4,000 คน พบว่า 30% หรือ 1 ใน 3 ติดเชื้อเอชไอวี ในขณะที่ชายจริงหญิงแท้ที่มาใช้บริการศูนย์วิจัยโรคเอดส์พบติดเชื้อเอชไอวี ประมาณ 10%

พญ.นิตยา กล่าวต่อว่า ทางศูนย์วิจัยโรคเอดส์พยายามหาวิธีการให้กลุ่มชายรักชายมาตรวจหาเชื้อเอชไอ วีมากขึ้น จึงได้เพิ่มการบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนัก หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า เอนอล แป๊บ สเมียร์  “ Anal Pap Smear ) ค่าบริการครั้งละ 200 บาท โดยป้ายเข้าไปในรูทวารคล้าย ๆกับการตรวจมะเร็งปากมดลูกซึ่งใช้เวลาไม่นาน ดังนั้นเอคนมาใช้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนักทางศูนย์วิจัยโรคเอดส์ ก็จะขอร้องให้คนไข้ตรวจเอชไอวีด้วย  อย่างไรก็ตามจากกาตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนักในกลุ่มชายรักชายจำนวน 246 คน พบว่า 10-15% พบระยะก่อนเป็นมะเร็งปากทวารหนักซึ่งอาจเสี่ยงกลายเป็นมะเร็งในอนาคต โดยชายรักชายกลุ่มนี้ไม่มีอาการอะไรเลย  ทั้งนี้การตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนักจึงเป็นการหาเซลล์ผิดปกติในช่องทวา นหนักที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเอชพีวี และช่วยในการรักษาผู้ป่วยเพื่อไม่ให้พัฒนากลายเป็นมะเร็ง

แพทย์จากศูนย์วิจัยโรคเอดส์   กล่าวอีกว่า ในคนทั่วไปมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากทวารหนัก 1 คนใน 1 แสนคน  แต่ถ้าเป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากทวาร หนักมากว่าชายปกติถึง 40 เท่า เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักมีโอกาสได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีที่ เป็นต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูก  และความเสี่ยงจะเพิ่มเป็น   80 เท่าหากติดเชื้อเอชไอวีด้วย

พญ.นิตยา กล่าวด้วยว่า กลุ่มที่เสี่ยงเป็นมะเร็งปากทวารหนักคือ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย โดยเฉพาะฝ่ายรับทางทวารหนัก  การติดเชื้อเอชพีวี  การติดเชื้อเอชไอวี จำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว หรือ ซีดีโฟร์ต่ำ  การสูบบุหรี่ ดังนั้นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายทางทวารหนักควรได้รับการตรวจมะเร็งปากทวาร หนักเช่นเดียวกับผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูก ทั้งผู้ที่เคยมีอาการหูดหงอนไก่ที่ทวารหนักหรือไม่ก็ตาม ถ้าผลการตรวจไม่พบความผิดปกติควรตรวจซ้ำทุกปี ส่วนผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีควรได้รับการตรวจคัดกรองทุกก 6 เดือนในปีแรก ถ้าไม่พบความผิดปกติควรตรวจซ้ำทุกปี.

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=38&contentID=155965


หัวข้อ: เปิดกรุรายชื่อทำเนียบ 51 นายกรัฐมนตรีหญิงทั่วโลก ที่มี 2 ผู้นำดังถูกลอบสังหาร!!
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 09 สิงหาคม 2554, 05:47:44
เปิดกรุรายชื่อทำเนียบ 51 นายกรัฐมนตรีหญิงทั่วโลก ที่มี 2 ผู้นำดังถูกลอบสังหาร!!

วันที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 15:07:16 น.


Sirimavo Bandairnaike อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของศรีลังกา


Indira Gandhi อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงอินเดีย ผู้ถูกลอบสังหาร แต่ยังทรงอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน


Golda Meir หญิงเหล็กแห่งอินสราเอล อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงที่มีอายุมากที่สุดขณะดำรงตำแหน่ง


Maigaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง เพียงคนเดียวของอังกฤษ


Elisabeth Domitien อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศสาธารณรัฐอัฟริกากลาง


Benazir Bhutto อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งถูกกลุ่มก่อการร้ายลอบสังหารโดยการยิงและระเบิดพลีชีพ


Sheikh Hasina Wajed อดีตนายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ ผู้ครองตำแหน่งถึง 2 สมัย


Chang Sang อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง แห่ง เกาหลีใต้


Jenny Shipley อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศนิวซีแลนด์


Lusa Dias Diogo อดีตนายกรัฐมตรีหญิง ของประเทศโมซัมบิก


Jhanna Sihurdardmttir อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศไอซ์แลนด์


Yuliya Tymoshenko อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงแห่งยูเครน ที่ว่ากันว่า สวยที่สุดในโลก


Han Myung Sook อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ของเกาหลีใต้


Zinada Greceanil อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศมอลโตวา


Micahle Perre-Louis อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศเฮติ


Angela Merkel นายกรัฐมนตรีหญิง ของประเทศเยอรมนี


Julia Gillard นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศออสเตรเลีย


ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
ถูกจับตามาโดยตลอด สำหรับก้าวอันยิ่งใหญ่ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.ระบบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่ง พรรคเพื่อไทย ที่กำลังจะขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์แบบ ในระยะเวลาไม่กี่อึดใจนี้   กับการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในพ.ศ. 2554  


ด้วยเหตุนี้   วิลเลียม ลี อดัมส์  คอลัมน์นิสต์จาก นิตยสารไทม์  จึงเขียนบทความ  เรื่อง 12 ผู้นำหญิงโลก  โดยยกให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  เป็น 1  ผู้นำหญิงในจำนวนดังกล่าวด้วย  ท่ามกลางข้อกังขาว่า เธอ เป็นน้องสาวตัวตายตัวแทนของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย  ผู้ที่ยังไม่หมดเขี้ยวเล็บทางการเมืองคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง  และไม่ได้มีประสบการณ์ทางการเมืองอะไรมาก่อนเลย นอกจากเคยบริหารธุรกิจอหังสาริมทรัพย์ และโทรคมนาคม ภายใต้บริษัทของพี่ชาย  เท่านั้น


 กระทั่ง พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล บุญที่มีบารมีพี่ชายชื่อทักษิณ หนุนหลัง ถึงส่งผลดุนอำนาจให้"ยิ่งลักษณ์" กลายเป็นนายกรัฐมนตรี(โดยปริยาย)

บนโลกใบนี้ ซึ่งหลากหลายไปด้วยระบบการปกครอง และมักยกย่องให้เพศชายเป็นใหญ่ทางการบริหารบ้านเมืองแต่ละแคว้น แต่ละดินแดน มาเป็นเวลาเนิ่นนานนั้น  แต่ทว่า ก็มีผู้หญิงที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำประเทศมาแล้วถึง 51 คนด้วยกัน ใครเป็นใครบ้าง มาดูกัน

   เริ่มที่   Sirimavo Bandairnaike  (สิริมาโว บันดาราไนยาเก)  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของศรีลังกา และยังเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลกอีกด้วย ซึ่งเธอผู้นี้ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนชาวศรีลังกาอย่างถล่มทลายในปี พ.ศ 2503  และกำรงตำแหน่งนายกฯ ถึง 3 สมัยด้วยกัน  สืบทายาททางการเมืองมาจากสามีของเธอซึ่งก่อนหน้านั้นก็เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกลอบฆ่าตาย   ก่อนจะเกษียณจากการเมืองด้วยวัยถึง 84 ปี เพื่อเปิดทางให้ลูกสาวตัวเอง คือประธานาธิบดีจันทริกา กุมาระตุงคะ เลือกนายกรัฐมนตรีมาทำหน้าที่แทน  ก่อนจะเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายในปี 2543 ระหว่างเดินทางกลับไปบ้านเกิดไปเมืองกัมพาหะ ไม่ไกลจากกรุงโคลัมโบ เมืองหลวง

** นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของโลก เธอคือ  Indira Gandhi (อินทิรา คานธี)  แห่งประเทศอินเดีย  ที่ก็ดำรงตำแหน่งผู้นำเมืองโรตี  เป็นเวลา 3 วาระติดต่อกัน ตั้งแต่พ.ศ.2509-2527   ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ช็อคโลก เมื่อเธอถูกลอบสังหารกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมโดยฝีมือองครักษ์สองคนใช้อาวุธ ปืนกระหน่ำยิงกว่า 30 นัด บริเวณสวนในทำเนียบนายกรัฐมนตรี  เมื่อ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2527   จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวฮินดูกับชาวซิกข์ อย่างไรก็ตาม  อินทิรา คานธี ยังเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ซึ่งได้รับการเชิดชูจากชาวอินเดียมาจนถึงปัจจุบัน

   อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 3 ของโลก คือ  Golda Meir  ( โกลดา แมร์)   จากอิสราเอล โดยเธอได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายกฯ เมื่อตอนอายุ 70 ปีแล้ว เมื่อ 7 มีนาคม พ.ศ.2512    และเสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ.2521 โดยเธอได้ชื่อว่าเป็นสตรีเหล็ก และได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำสำคัญของอิสราเอลเช่นกัน


4.  Elisabeth Domitien   อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศสาธารณรัฐอัฟริกากลาง

5.MaigaretThatcher   อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่า เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงเพียงคนเดียวของเมืองผู้ดีนี้ นับแต่ประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษที่จากนั้นต่อมาก็เป็นผู้ชายหมด

6.Maria de Lourdes Pintasilgo  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศโปรตุเกส

7.Mary Eugenia Charles  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศโดมินิกัน

8. Gro Harlem Brundtiand   อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศนอร์เวย์  ที่ดำรงตำแหน่งมาได้ถึง 3 สมัย  

9.Milka Planinc อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศยูโกสโลวาเกีย

**10.Benazir Bhutto  (เบนาซีร์ บุตโต) อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศปากีสถาน ซึ่งเธอถูกลอบสังหารด้วยการถูกยิงก่อนที่จะมีระเบิดพลีชีพ เมื่อ  27 ธันวาคม พ.ศ. 2550  ระหว่างกำลังหาเสียงในเมืองราวัลปินดี  ซึ่งเวลานั้น รัฐบาลปากีสถาน กล่าวหาอัลกออิดะห์ว่าอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารครั้งนี้

11.Kazimeira Prunskiene อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศลิธัวเนีย

12.Khaleda Zia อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศบังคลาเทศ

13.Edith Cresson  ของประเทศฝรั่งเศส

14.Hanna Suchocka ของประเทศโปแลนด์

15.Kim Campbell ของประเทศแคนาดา

16.Tansu Liller ของประเทศตุรกี

17.Sylvie Kinigi  ของประเทศบุรุนตี

18. Agathe Uwilingiyimana  ของประเทศรวันดา

19.Chandrika Kumaratunga  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศศรีลังกา  นับเป็นนายกฯ หญิงคนที่ 2  นับจากที่ศรีลังกา ได้นางสิริมาโว เป็นนายกฯหญิงคนแรกของประเทสและของโลก

20.Reneta Indzhova  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศบัลกาเรีย

21.Claudette Werieigh อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศเฮติ

22. Sheikh Hasina Wajed  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศบังคลาเทศ  ที่ดำรงตำแหน่งมาได้ถึง 2 สมัย

23. Janet Jagan ของประเทศกิยานา

24.Jenny  Shipley อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศนิวซีแลนด์

25.Irena Degutiene  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง 2 สมัยของประเทศลิธัวเนีย

26.Nyam-Osoriyn Tuyaa อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ของประเทศมองโกเลีย

27.Helen Elizabeth Clark  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ของประเทศนิวซีแลนด์

28. Mame Madior Boye  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ของประเทศเซเนกัล

29. Chang Sang  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ของประเทศเกาหลีใต้

30. Maria das Nives Ceita Baptista de Sousa อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ของประเทศเซาตูเมและปรินซิบี

31.  Annele Tuulikke   อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศฟินแลนด์

32. Beatriz Merino Lucero อดีตนายกรัฐมนตรี ของประเทศเปรู  

33. Lusa Dias Diogo  อดีตนายกรัฐมตรีหญิง ของประเทศโมซัมบิก

34. Radmila Sekerinska อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง 2 สมัย ของประเทศมาเซโดเนีย

35.Yuliya Tymoshenko อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศยูเครน ผู้มีเอกลักษณ์ทรงผมเจ้าหญิงที่ถักผมคาดบนศีรษะคล้ายมงกุฎ จนว่ากันว่าเป็นนักการเมืองหญิงที่สวยที่สุดในโลกก็ว่าได้

36. Maria do Carmo Silveira  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ของประเทศเซาตูเมและปรนซิบี

37.Portia Simpson-Miller อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศจาไมก้า

38.Han Myung Sook  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศเกาหลีใต้

39.Zinada Greceanil อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศมอลโตวา

40.Micahle Perre-Louis  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศเฮติ

41.Jhanna Sihurdardmttir อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศไอซ์แลนด์

42. Jadranka Kosor อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงประเทศโครเอเชีย

43. Cocile Manorohanta อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ประเทศมาดากัสการ์

44.Roza Otunbayeva  อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ของประเทศเตอกีร์สถาน

45. Mari Kivinienmi อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ของประเทศฟินแลนด์

46 . Angela Merkel  นายกรัฐมนตรีหญิง ของประเทศเยอรมนี

47.Kamla Persad-Bissessar นายกรัฐมนตรีของประเทศตรินิแดด และโตเบโก

48.Julia  Gillard  นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศออสเตรเลีย

49. Iveta Radicov  นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศสโลวาเกีย

50.Rosario Fetnandez Figueroa นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศเปรู ซึ่งเธอเพิ่งได้รับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม 2554 ที่ผ่านมา

51.Ciss Mariam Kaodama Sidib นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศมาลี เพิ่งได้รับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา

และคนที่ 52 ของโลก กำลังจะเป็นชื่อของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย และคนแรกของภูมิภาคอาเซียน...!!!

 

 

Notice: Undefined index: subcatid in /mnt/public_html/news_detail.php on line 194
   

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312784117&grpid=01&catid=01


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 09 สิงหาคม 2554, 06:00:56
เว็บไซต์ thaigov.go.th เปลี่ยนยุค ขึ้นข่าวนำ"ยิ่งลักษณ์"นายกฯคนที่ 28 ทันที

วันที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:01:37 น.
   

เว็บไซต์ สำนักนายรัฐมนตรี www. thaigov.go.th  ได้เปลี่ยนจากข่าวนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นข่าวนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว พร้อมลงประวัตินายกฯใหม่ละเอียดยิบ

 

 

ข่าวแรกที่ปรากฏเป็นข่าวนำใช้หัวข่าวว่า...

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

 

หลังจากนั้น ได้ขึ้นข่าวถัดมาในหัวข่าวว่า นายกยิ่งลักษณ์ปวารณาตน ทุ่มเททำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งใจอย่างเต็มที่

 

ขณะที่ข่าวของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ค่อยๆ หายไป


เว๊บสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข่าวอย่างละเอียดว่า 


วันนี้ (8 สิงหาคม 2554) เวลา 18.39 น. นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อัญเชิญพระบรมราชโองการมายังที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ อมรฉัตร (คู่สมรส) เด็กชายศุภเสกข์ อมรฉัตร (บุตรชาย) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมรัฐบาล และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รออยู่ ณ บริเวณห้องพิธี ชั้น 7 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อได้เวลา เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ดังนี้

 

พระบรมราชโองการ

ประกาศ
แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
----------------------

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ปร.

   

 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

   

โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแล้ว คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ต้องพ้นจากตำแหน่ง และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา ผู้แทนราษฎร
   

     จึงทรงพระราชดำริว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ที่สมควรไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

     อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดิน

     ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

     ประกาศ ณ วันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2554
เป็นปีที่ 66 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
  นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
   ประธานสภาผู้แทนราษฎร

   
จากนั้น   เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถวายคำนับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว แล้วอัญเชิญพระบรมราชโองการไปวางที่โต๊ะหมู่บูชา ถวายคำนับ กลับไปยืนประจำที่ นายกรัฐมนตรีถวายคำนับ แล้วเดินออกไปยืนตรงกลางหน้าโต๊ะหมู่บูชา ถวายคำนับพระบรมฉายาลักษณ์ฯ เปิดกรวยกระทงดอกไม้แล้วกราบราบ ลุกขึ้นยืนถวายคำนับ เสร็จพิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี


ประวัตินางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28

วัน/เดือน/ปี เกิด : 21 มิถุนายน 2510
การศึกษา : 2533 Master of Public Admin Kentucky State University , U.S.A.
2531 ปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ประวัติการทำงาน

มีนาคม 2549 : ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในประเทศไทยและได้รับการจัด อันดับจากคณะกรรมการบรรษัทภิบาล ของตลาดหลักทรัพย์ ให้อยู่ในกลุ่ม"ดีเลิศ" ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภาพลักษณ์และสินค้า

ประสบความสำเร็จในการ Re-Branding จากภาพลักษณ์บริษัทเทเลคอม เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างชัดเจน รวมทั้งปรับรูปแบบสินค้าและบริการของบริษัทให้ตรงต่อ ความต้องการของลูกค้าซึ่งสามารถทำให้ผลประกอบการของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 30% อย่างต่อเนื่องทุกปี ประสบความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ส่งเสริมให้พนักงานมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับค่านิยม และนำค่านิยมสู่การปฏิบัติงานทุกจุดบริการ การบริหารจัดการ

ปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความเหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เปิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดต่อบริษัท

ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับการเติบโตของ ธุรกิจ เช่น ระบบ SC System (กระบวนการก่อสร้างและต้นทุนการก่อสร้าง) กระบวนการ CRM และกระบวนการบริการ

ประสบการณอื่นๆ : มีประสบการณ์ในธุรกิจบริหารทรัพย์สิน และธุรกิจกอล์ฟ

2545 : ประธานกรรมการ บริษัท แอ็ดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
2544 : กรรมการผู้อำนวยการอาวุโส-สายงานการวางแผนธุรกิจโทรคมนาคมไร้สาย บริษัท แอ็ดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
2542 : กรรมการผู้อำนวยการ - สายงานปฏิบัติการ สินค้าและบริการ บริษัท แอ็ดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
2540 : Vice President - Shinawatra Directories Production บริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด
2538 : General Manager - Shinawatra Directories Production
2537 : บริษัท เรนโบว์ มีเดียส์ จำกัด ผู้จัดการทั่วไป
2536 : บริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด Production Director

การฝึกอบรมและสัมมนา

2554 : Capital Market Academy (วตท.) รุ่นที่ 12
2550 : New Culture on Brand
2549 : Executive Committee Program
- Director Accreditation Program
- Finance for Non - Finance Director
- Director Certification Program
2548 : Mastery Development Program
: Executive Shared Learning Forum
2547 : Leadership Through TQM
2546 : Continuous Process Quality Improvement for Executive
2545 : Program for Management Development Harvard Business School ( USA ) : Executive Coaching Program
2544 : The 4 Roles of Leadership
 : Balanced Scorecard for Executive Program
: Broadening the Manager′s skill
2542 : Problem Solving & Decision Making
2540 : Financial Management for Executive Program
2539 : The Managerial Grid
2538 : Financial Management Program   : Mini MBA ( Chulalongkorn University )
2537 : Leadership Personality in Global Business
2536 : Effective Presentation Skill
2535 : Objective Setting Workshop
2534 : Advanced Marketing

 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312804921&grpid=01&catid=01&subcatid=0100

 


หัวข้อ: แต่งตั้งประธานศาลฎีกา และรองประธาน ศาลฎีกา 5 ท่าน
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 สิงหาคม 2554, 22:15:15
แต่งตั้งประธานศาลฎีกา และรองประธาน ศาลฎีกา 5 ท่าน

วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 18:45:17 น.

 
๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๔   ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่  ประกาศ แต่งตั้งประธานศาลฎีกา

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมได้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง นายมนตรี ยอดปัญญา ข้าราชการตุลาการ ตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา แล้ว
 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง นายมนตรี ยอดปัญญา ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานศาลฎีกา
 
   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ เป็นต้นไป  ประกาศ ณ วันที่ ๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ เป็นปีที่ ๖๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
   ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ  อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี
   
  วันเดียวกัน ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ  ให้ดำรงตำแหน่ง รองประธาน ศาลฎีกา จำนวน ๕ ราย ดังนี้

๑. นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่ง รองประธานศาลฎีกา

๒. นายมานัส เหลืองประเสริฐประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกาดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา

๓. นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่ง รองประธานศาลฎีกา

๔. นายสมศักดิ์ จันทรา ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่ง รองประธานศาลฎีกา

๕. นายฐานันท์ วรรณโกวิท ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ดำรงตำแหน่ง รองประธานศาลฎีกา

Notice: Undefined index: subcatid in /mnt/public_html/news_detail.php on line 194


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: surasak12345678 ที่ 12 สิงหาคม 2554, 09:50:35
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd122440_6692790_2351684_7826085photo.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Mai25 ที่ 12 สิงหาคม 2554, 10:15:20
ติดตามป๋าทูค่ะ



หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 15 สิงหาคม 2554, 21:48:34
ตกลงป๋าหา Super RMA ได้ป่าว?


หัวข้อ: เสธ.ทบ.ตอบโจทย์ ทำไม! ทหารต้องสลายม็อบ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 สิงหาคม 2554, 16:24:14
เสธ.ทบ.ตอบโจทย์ ทำไม! ทหารต้องสลายม็อบ

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 12:48:22 น.
 
หมายเหตุ - พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ระหว่างนำคณะนายทหารเข้าหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความมั่นคงกับคณะผู้บริหารในเครือมติชน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม

เราคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะทำให้ความแตกแยกที่มีขยับเข้ามาใกล้ขึ้น เราคาดหวังแบบนั้น เพื่อให้คนไทยเป็นสยามเมืองยิ้มเหมือนเดิม ตรงนี้สำคัญ ผมเข้าใจบทบาทของสื่อดีว่าต้องทำหน้าที่อย่างไร แต่คนไทยใช้ความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง ดังนั้นการมาวันนี้เพื่อเปิดหน้าให้เข้าใจความรู้สึกของเรา

ปัญหาการควบคุมม็อบ ต้องมองว่าก่อนหน้านี้ยังไม่มี พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 โดยที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี มีความพยายามจะใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯอีกครั้ง โดยจะเข้าไปสลายคนเสื้อเหลืองในทำเนียบรัฐบาล แต่ทำไม่ได้ ถ้าทำบาดเจ็บแน่ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เกษียณอายุราชการพอดี ซึ่งท่านสมัครมีสิทธิลงโทษได้เลย แต่ว่าคำสั่งการของนายกฯก็ห้วนๆ ไปนิดหนึ่ง ให้ ผบ.ทบ.รับผิดชอบไปเลย แต่เมื่อถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ พ.ร.บ.มั่นคงฯก็มี แต่ท่านไม่ได้ใช้เรา แต่ให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาดูแล และสั่งการต่อตำรวจเป็นส่วนใหญ่ มาถึงสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านหยิบเรามาใช้ตามอำนาจของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) ทำให้เราต้องเข้าไป ท่านสมัคร หรือท่านสมชายก็มีสิทธิแต่ไม่ใช้เองครับ

ท่านนายกฯอภิสิทธิ์มีสิทธิที่จะใช้ได้ทั้งทหาร ตำรวจ ซึ่งเท่าที่เห็นก็ใช้ตำรวจก่อน แต่เมื่อกำลังไม่พอ เพราะตำรวจเราไม่ได้ออกแบบเพื่อมารับสถานการณ์ขนาดนี้ ไม่ไหวแน่ ทั้งประเทศไทยมีกองร้อยควบคุมฝูงชนแค่ 2 กองร้อย มีคนอยู่ 300 คน ที่เหลือคือ ตำรวจตามโรงพักที่เกณฑ์มา ดังนั้น ทำให้ต้องเอาทหารเข้ามา ซึ่งนำ พ.ร.บ.มั่นคงฯเอาทหารออกไปใช้การประชุมที่ จ.ภูเก็ต และ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พอใช้ทหารมาเรื่อยๆ จนคล่อง เพราะทหารมีโครงสร้างผู้บังคับบัญชาที่ดี เป็นธรรมดาที่ผู้บริหารมองว่าใช้ใครทำงานได้

แต่เราระวังตัวมาก เรารู้ว่าคนที่เรากลัวที่สุดคือ ประชาชน ไม่เคยกลัวโจร ไม่เคยกลัวศัตรูที่ไหนเลย ยกกองทัพมาไม่เคยกลัว แต่กลัวประชาชนที่สุด และตำรวจไทยถูกออกแบบให้จับโจร ผู้ร้าย ไม่ได้ถูกออกแบบเจอสถานการณ์อย่างที่เขาเจอ เลยเป็นภาพที่เราเข้าไปร่วมกับรัฐบาลด้วยกฎหมายจริงๆ ถ้าไม่มีกฎหมายตัวนี้เขาก็ไม่มีสิทธิ

@ แนวคิดตั้งทบวงความมั่นคงเป็นอย่างไร

ในการประชุม กอ.รมน. ที่มีนายกฯในฐานะ ผอ.รมน.เป็นประธาน ซึ่งเรามองเห็นว่าความมั่นคงภายในปัจจุบันมีความรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้ง กอ.รมน.ถูกระแวงว่าเป็นทหารบก แต่จริงแล้วในโครงสร้าง กอ.รมน.ออกแบบโครงสร้างมาเพื่อพลเรือน ตำรวจ ทหาร ภัยความมั่นคงที่เรามองเห็นขณะนี้ คือ ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว การก่อการร้ายสากลข้ามชาติ การบุกรุกทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการพระราชดำริ ดังนั้น 6 เรื่องที่เราเลือกมาทหารทำส่วนใหญ่ โดยที่ยาเสพติดให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นหัวหน้าใหญ่ ส่วนแรงงานต่างด้าวให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าใหญ่ การก่อการร้ายอาชญากรรมข้ามชาติให้ผู้การสันติบาลเป็นหัวหน้า แต่ในทางปฏิบัติท่านไม่มาเลย เราจึงเล่นเองตลอด ภาพจึงกลายเป็นกองทัพบก คนก็มาระแวง กอ.รมน.เพราะมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เป็นรอง ผอ.รมน. มี เสธ.ทบ.เป็นเลขาฯ กอ.รมน.

พล.อ.ประยุทธ์ก็มาคุยกับผมว่า ทำไงเมื่อมีการระแวงกัน แต่วันนี้ภัยความมั่นคงมีมากขึ้น หากเป็นทบวงแบบเมืองนอกจะเป็นอย่างไร เขาจะได้มาดูแลกันเต็มๆ แต่ทั้งหมดเป็นแนวคิดจุดเริ่มเล็กๆ ใช้เวลา 5-10 ปีก็ยังไม่เกิดขึ้น อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะไปเร็วขนาดนั้น แต่ กอ.รมน.ถูกระแวงทั้งประชาชน ฝ่ายการเมือง ข้าราชการด้วยกันเอง ว่าจะเข้าไปทุบหม้อข้าวเขา

กฎหมายเขียนไว้ว่า กอ.รมน.มีหน้าที่บูรณาการ เวลาของบประมาณเขาจะอ้างว่าเราไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ คุณเป็นผู้บูรณาการ เอาไปแค่ 600 ล้านบาทพอ ดูแลทั้งประเทศ ผมมี 600 ล้านบาทที่จะดูภัยความมั่นคงทั้ง 77 จังหวัด ทั้งนี้ ที่เราได้งบประมาณในปีนี้ 6,000 กว่าล้านบาท แต่เป็นงบประมาณภาคใต้ 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยเลี้ยง 4,000 ล้านบาท ดังนั้น ตัวเลข 30,000 กว่าล้านบาท ที่เหลือเป็นของกระทรวง ทบวง กรมอื่นที่ลงใต้ แต่คนพูดว่า กอ.รมน.เอาไป 30,000 ล้านบาทนั้นคงไม่ตรง

@ ชุดเฉพาะกิจ 315 (ฉก.315) ปราบปรามยาเสพติดจะทำต่อหรือไม่

ลองไปถามประชาชนดู ซึ่งเรื่อง ฉก.315 รัฐบาลที่แล้วมีนโยบายทำเรื่องนี้กับ ป.ป.ส. โดยไปคุยกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ซึ่งท่านมีตำรวจไม่พอ เพราะเอาตำรวจออกมาทำหน้ารักษาความปลอดภัยที่ทำเนียบรัฐบาล ผมจึงบอกว่าหากจะเอาทหารไปอย่าให้ทหารเป็นหัวหน้า เพราะใกล้เลือกตั้งไม่เช่นนั้นจะระแวงกันตายเลย ดังนั้น ตำรวจจึงเป็นหัวหน้า ฉก.315 ทั้งหมด ทหารเป็นลูกทีมเท่านั้น ขนาดกลัวอยู่แล้วแต่ก็ยังไม่วายโดน โดยที่แผนงานของ ฉก.315 ก็มีการระดมในช่วงนั้น แต่จะเป็นแทคติกของรัฐบาลที่จะระดมก่อนเลือกตั้งก็เป็นเรื่องปกติ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร หากพูดกันตรงๆ

@ หลังการเลือกตั้งกองทัพวิเคราะห์ 2 สีจะจบลงหรือไม่

ผมยังไม่วิเคราะห์เรื่องนี้เลย (หัวเราะ) ที่ปวดหัวและเบาใจลงคือ เรื่องกัมพูชา เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่เขาดีกัน ซึ่งน่าจะเบาลงทำให้ทหารจะมีเวลาดูแลเรื่องภาคใต้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เราก้าวหน้า 5 ยุทธศาสตร์ แต่เหลือยุทธศาสตร์เดียวที่เราเหนื่อย คือการรักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน เขาก็รู้เพราะเขาแพ้ในยุทธศาสตร์ทั้งหมด เขาจึงเหลือยุทธศาสตร์เดียวคือ สร้างความหวาดกลัว ไม่มีทางเลือกอื่น เผอิญเรื่องนี้เป็นอิมแพค (มีผลกระทบ) ข่าวที่ออกไปไม่ครอบคลุม แต่ก็เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ด้วยที่ไม่ให้ข่าวเขาเอง

@ เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลทิศทางนโยบายของผู้ปฏิบัติในการแก้ปัญหาภาคใต้จะมีผลกระทบหรือไม่

ผมคิดว่า สิ่งที่รัฐบาลพูดในเขตปกครองพิเศษภาคใต้ เรื่องนี้เราต้องคุยกับรัฐบาลในรายละเอียดอีกที เพราะเรามีข้อมูลสถานการณ์ในพื้นที่เป็นอย่างไร ถ้าเกิดแบ่งออกไปจะเกิดอะไรขึ้น มีความเสี่ยงอะไรบ้าง และรัฐบาลนี้ที่ประกาศนโยบายนี้ออกมาก็ยังไม่มีรายละเอียดในพื้นที่จะลงลึกขนาดไหน เราจะชี้ให้รัฐบาลเห็นว่าความเสี่ยงท่านจะรับได้แค่ไหน ถ้าท่านรับได้ก็เป็นนโยบาย เราคงไม่มีทางเลือกอื่น

@ ความเสี่ยงที่ว่ามีแค่ไหน


ความเสี่ยงของผมจะอย่างหนึ่ง แต่ถ้าถามนักธุรกิจ นักการเมือง หรือประชาชนเขาจะมองความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่ง ผมจะมองในมิติของผม เหมือนกับคนไทยขอใช้คำว่าถ้าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา นั้นแปลว่าหลายๆ ภาคส่วนไม่ได้ตระหนักข้อมูลภัยพวกนี้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความสำคัญมาก แต่ถ้าไม่มองถึงภัยความมั่นคง คิดถึงแต่เด็กที่จะมาศึกษาอย่างเดียวคงไม่ครบด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดคิดแต่จะให้เป็นที่ท่องเที่ยวแต่ลืมมองเรื่องความมั่นคง ถ้าจังหวัดท่านไม่มีความเรียบร้อยสิ่งที่ท่านคิดคงไปไม่ถึงจุด

สิ่งที่เรามอง เราจะรู้ว่าอะไรก้าวหน้าไม่ก้าวหน้า กราบเรียนต่อหน้าพระก็ได้ เราไม่นั่งเทียนมองว่าก้าวหน้า 6 ยุทธศาสตร์ที่เราทำมีความก้าวหน้าจริง แต่ถามว่าสำเร็จหรือไม่ ผมไม่กล้าใช้คำนั้น แต่ต้องใช้เวลา แน่นอนถ้าให้เขาปกครองตนเองเขาจะหยุดยิงแน่ หรือถอนทหารก็หยุดยิง แต่เมื่อหยุดยิงคงไม่มีใครไปอยู่กับเขา

กอ.รมน.โดยกองทัพบก มองว่าทหารที่มาจาก กทม. อีสาน เหนือ ที่ลงไปใต้ไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น เดือนตุลาคมนี้จะปรับเปลี่ยนกำลังทหารได้ 4 กองพัน โดยนำทหารหลักขึ้นมา โดยให้ทหารพรานดูพื้นที่แทน ค่อยๆ ทยอยๆ ไป

7 ปีที่ผ่านมา การทำความเข้าใจใน 2 ปีแรกตั้งแต่ปล้นปืนค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 จ.นราธิวาส ข้าราชการทุกส่วนเข้าไปหมู่บ้านไม่ได้เลยหากเขาไม่ให้เข้า แปลว่าเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจเขา และเขาก็ไม่เข้าใจเจ้าหน้าที่ ดังนั้นเราเลยใช้เวลา 2-3 ปีแรก ช่วงพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. เราสร้างความเข้าใจ จากนั้นสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. เราเริ่มเข้าถึง แต่เขามีความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่คุ้มครองเขาไม่ได้ พล.อ.อนุพงษ์ จึงขยายฐานปฏิบัติการ 7-8 ร้อยฐานเกาะตามหมู่บ้านเพื่อคุ้มครองและเข้าถึง เมื่อเวลา 3 ปีผ่านไปเราคิดว่าทำสำเร็จ รถทหารผ่านเด็กก็เริ่มโบกมือให้ เมื่อมาถึงรอยต่อระหว่าง พล.อ.อนุพงษ์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลก็เอางบฯไทยเข้มแข็งลงเพื่อพัฒนา ดังนั้น หากย้อนไปดู "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" จริงๆ (ยกมือไหว้) ยุทธศาสตร์พัฒนาเป๊ะ

เราจะหยุดความรุนแรงได้เมื่อไร ผมคงตอบไม่ได้จริงๆ แต่จุดศูนย์ดุลหัวใจของเราคือ ประชาชน ทหารใช้คำนี้ และมุ่งไปที่ประชาชนในพื้นที่กว่า 2 ล้านคน ซึ่งผู้ก่อเหตุรุนแรงลดลงเรื่อยๆ


Notice: Undefined index: subcatid in /mnt/public_html/news_detail.php on line 194
   
 


หัวข้อ: หมดยุค'พีซี'
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 สิงหาคม 2554, 16:45:29
วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7565 ข่าวสดรายวัน


หมดยุค'พีซี'

หมุนก่อนโลก
ศักดิ์สกุล paulnacho@gmail.com


ทุกวันนี้ ถ้าเราเดินเข้าไปในห้องอาหารมหาวิทยาลัย หรือโรงอาหารสำนักงานของหน่วยงานใหญ่ๆ

สิ่งที่ต้องพบเห็นแน่นอนคือ การใช้งานคอมพิวเตอร์ 'แท็บเล็ต'

ตอนนี้แท็บเล็ต ก้าวเข้าสู่ชีวิตชาวเมืองผู้นิยมบริโภคข่าวสารข้อมูลอย่างแท้จริง

หลายคนมองว่า การใช้แท็บเล็ตก็คือการใช้คอมพิวเตอร์เครื่องที่สองรองจากโน้ตบุ๊ก กล่าวคือ วางโน้ตบุ๊กไว้ที่บ้านแล้วพกพาแท็บ เล็ตแทน

แล้ว 'พีซี' หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบที่เรารู้จักหายไปไหน?

ทั้งที่สมัยก่อน คนส่วนใหญ่เลือกมีพีซีไว้ที่บ้านแล้วพกโน้ตบุ๊กติดตัวไป ไหนมาไหน

หรือยุคสุดท้ายของ 'พีซี' ใกล้เข้ามาแล้วจริงๆ

ในเรื่องนี้ แม้แต่ ดร.มาร์ก ดีน วิศวกรผู้พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่น 'ไอบีเอ็ม 5150' (IBM 5150) กล่าวว่า อายุขัยของพีซีสั้นกว่าที่ตนคิดไว้ และไม่อยากจะยอมรับว่า ผลงานของตนกำลังตกอยู่ในสภาพเดียวกับเครื่องพิมพ์ดีด

"ตอนที่ผมสร้างเจ้าเครื่อง 5150 ขึ้นมา ผมไม่นึกเลยว่าจะ ต้องอยู่เป็นพยานการตกต่ำของมันด้วย" ดร.ดีน กล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซี เมื่อ 11 ส.ค.

สำหรับเครื่องไอบีเอ็ม 5150 นั้นเป็นเครื่องในตำนานอันโด่งดัง เป็นต้นตำรับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแบบที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

นั่นคือ มอนิเตอร์ + คีย์บอร์ด + คอมพิวเตอร์ยูนิต (ยังไม่มีเมาส์ด้วยซ้ำ)

ดร.ดีน กล่าวว่า ชีวิตประจำวันของตนเองติดใจใช้แท็บเล็ตเป็นประจำ (ไม่ได้ระบุยี่ห้อไว้) และเห็นศักยภาพของสิ่งประดิษฐ์ชนิดนี้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี ดร.ดีน ได้แสดงแนวคิดน่าสนใจว่า นวัตกรรมใดที่อยู่รับใช้สังคมได้อย่างยาวนานนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเทคโนโลยีการประดิษฐ์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ 'พื้นที่' ทางสังคมของนวัตกรรมนั้นๆ กับมนุษย์ อันเป็นที่ที่มนุษย์กับความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ได้สร้างปฏิสัมพันธ์กันอย่างเต็มที่

โดยมีตัวสิ่งประดิษฐ์เป็นสิ่งช่วยอำนวยความสะดวกเท่านั้น

สรุปว่า สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวของมนุษย์ หรือผู้ใช้งานนั่นเอง

ที่จะสร้างคุณประโยชน์สูงสุดได้จากตัวอุปกรณ์ทันสมัยต่างๆ

หน้า 28


หัวข้อ: [b]ชดใช้แทนรัฐบาลที่แล้ว[/b]
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 สิงหาคม 2554, 16:58:16
   วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7565 ข่าวสดรายวัน


ชดใช้แทนรัฐบาลที่แล้ว

ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


หลังการแต่งตั้งครม.โดยไม่มีแกนนำเสื้อแดงเข้าไปร่วมอยู่ด้วย อันนำมาสู่ข้อสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและนปช. มาในวันนี้ มีความคืบหน้าบางประการที่ส่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์เริ่มเดินหน้าช่วยเหลือเยียวยาผู้รับเคราะห์จากเหตุ 91 ศพแล้ว

การเยียวยาเช่นนี้แหละ เป็นเรื่องสำคัญเหนือกว่าการมอบเก้าอี้รัฐมนตรีให้แกนนำเสื้อแดงเสียอีก

เชื่อว่าฝ่ายแกนนำเสื้อแดงเองก็เช่นกัน จะต้องปลาบปลื้มชื่นใจ ยิ่งกว่าการไปนั่งทำงานในทำเนียบในกระทรวงอย่างแน่นอน

ข่าวบอกว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ได้หารือกับนายกฯหญิงเรียบร้อยแล้ว

โดยรัฐบาลจะจัดงบประมาณช่วยเหลือครอบ ครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 91 ศพ

รายละ 10 ล้านบาท

ช่วยทั้งประชาชนและทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ จะได้รับการเยียวยาด้วยจำนวนเงินที่ลดหลั่นกันไป

ถ้าทุกอย่างเป็นไปเช่นนี้จริง จะนับเป็นรัฐบาลแรก

ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตประชาชนผู้สูญเสียในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงทางการเมือง!

ไม่ว่ารัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะอ้างว่า มีชุดดำเข้ามายิง มีผู้ก่อการร้ายในม็อบเช่นไร

แต่ต้องยอมรับว่า การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้น เป็นการเรียกร้องตามสิทธิประชาธิปไตย!!

ส่วนที่อ้างว่าชุมนุมไม่สงบ มีอาวุธ

อย่าพูดเลื่อนลอเย หาหลักฐานมาให้ได้

แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ซึ่งปรากฏจากเอกสารศอฉ.ที่เล็ดลอดออกมา จะอ้างเหตุอะไรก็ตามเถอะ แต่ชัดเจนว่าสั่งการให้ทหารใช้อาวุธได้จริง

ข้อเท็จจริงจากหลักฐานขณะนี้จึงกล่าวได้ว่า รัฐบาลได้สั่งให้ทหารใช้อาวุธจริงในเหตุ การณ์นี้!

ดังนั้น ใครจะเป็นผู้ลงมือยิงอย่างไร เดี๋ยวไปพิสูจน์กันในศาลได้

แต่รัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ว่า ได้มีความรุนแรงเกิดขึ้นต่อผู้ชุมนุม จนมีคนล้มตายเกือบร้อย ขณะที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมกำหนดมาตรการทั้งหมด

ความรับผิดชอบทางการเมืองจึงหนีไม่พ้น

ดังนั้นรัฐบาลชุดต่อมา ย่อมมีสิทธิ์จะใช้งบประมาณ มาเพื่อเยียวยาชีวิตประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองได้

ชดใช้ให้กับประชาชนทดแทนความผิดพลาดของรัฐบาลชุดที่แล้ว!

หน้า 2


หัวข้อ: ฝีมือสามทหารเสือ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 สิงหาคม 2554, 17:00:53
   วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7565 ข่าวสดรายวัน


ฝีมือสามทหารเสือ

ทิ้งหมัดเข้ามุม
จ่าบ้าน



โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งสองตำแหน่งนี้ รวมกับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่ควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง จึงเป็นสามทหารเสือที่ต้องเข้มข้นกับปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เต็มที่

อย่าลืมว่า เมื่อครั้งเกิดเหตุ การณ์ "ปล้นปืน" ในค่ายทหาร ปี 2547 พรรคไทยรักไทยต้นสายของพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

เหตุการณ์ที่เกิดความไม่สงบขึ้นในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้มีบันทึกไว้ในหนังสือ "โลกนี้คือละคร" วิษณุ เครืองาม เป็นผู้เขียน ตอนหนึ่งในกรณีกรือเซะและตากใบว่า เป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว จึงมีการตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อประสานงานและอำนวยการแก้ปัญหาอย่างครบวงจร

"แต่แปลกที่รุนแรงขึ้นในสมัยรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ความเข้าใจของรัฐบาลโดยเฉพาะท่านนายกฯเอง ในตอนแรกคิดว่าเป็นความรุนแรงระดับอาชญากรรมประจำวัน เช่น ฆ่าล้างแค้นกัน ทะเลาะวิวาทกัน ปล้นทรัพย์ หรือมิฉะนั้นก็ฆ่าปิดปากในระหว่างผู้ลักลอบค้าของหนีภาษีหรือยาเสพติด ความเข้าใจนี้อาจเนื่องมาจากการไม่ให้น้ำหนักแก่ปัญหาเพราะเดิมไปคิดว่า "มันก็แค่โจรกระจอก" หนักเข้าก็มีรายงานเข้ามาว่า สถานการณ์ถูกกระพือเกินกว่าที่จะเป็นจริง เพราะการเมืองฝ่ายอื่นนำมาขยายความต่อ..." (ความจะเป็นอย่างไรต่อไปโปรดหาอ่านต่อ)

นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ สถาน การณ์ในสามจังหวัดภาคใต้ไม่เพียงแต่เกิดความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเท่านั้น ยังลุกลามไปถึงประชาชนทั่วไปบาดเจ็บล้มตายจากผู้ที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ทางการเรียกว่าผู้ก่อความไม่สงบ

การแถลงนโยบายแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับสามทหารเสือจะต้องจับมือมัดแบบ "ข้าวต้มมัด" แล้วสุมหัวกันทำงานแก้ไขปัญหาและคลี่คลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยถึงยังไม่ยุติปัญหา แต่ควรทั้งจับกุมผู้ก่อเหตุพร้อมไปกับการหาทางเจรจากับกลุ่มตัวจริงเสียงจริง

ให้ได้ความว่าต้องการ "อะไร" ที่แน่นอน ไม่ใช่ไม่รู้ว่าต้องการอะไรแล้วไล่ฆ่าคนเป็นว่าเล่น

วันนี้ผู้คนในสามจังหวัดนั้น เขาไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่ญาติพี่น้องเพื่อนสนิทถูกฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน

หน้า 6


หัวข้อ: บทบาท เสื้อแดง ต่อเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ต้อง "กระจ่าง"
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 สิงหาคม 2554, 17:34:42
วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7563 ข่าวสดรายวัน


บทบาท เสื้อแดง ต่อเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ต้อง "กระจ่าง"



ความแตกต่าง คือ เงาสะท้อนแห่งการผลัดเปลี่ยนจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หากไม่มีความแตกต่างก็ต้องถือว่า "เสียของ"

อย่าได้แปลกใจที่ภายหลังการเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็สามารถเดินทางเข้าประเทศเยอรมนีได้

ทั้งๆ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่ได้รับการรับรองผลการเลือกตั้ง

อย่าได้แปลกใจที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยินยอมออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้

ทั้งๆ ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ความแตกต่างอันเกิดขึ้นในรัฐบาลใหม่ไม่น่าจะจำกัดกรอบอยู่แต่เพียงในเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น

หากเรื่องของ 91 ศพ เรื่องของเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 ก็ต้องแตกต่างด้วย



น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอันมาจากคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการคอป.สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดยิ่งถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป

อุณหภูมิที่ "เจ้าหน้าที่รัฐ" กล้าเปิดปากบอก "ความจริง" มากยิ่งขึ้น

หากได้รับการหนุนเสริมอย่างจริงจังจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเรื่องเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่รัฐให้ความร่วมมือมากยิ่งขึ้นทั้งในเรื่องเอกสารหลักฐาน ทั้งในเรื่องการให้ปากคำต่อคณะกรรมการ

เชื่อเถิดว่า ความจริงที่เคยถูกปิดบัง ซ่อนเร้น ก็จะเริ่มแผแบออกมา

ขณะเดียวกัน ในส่วนของนปช.แดงทั้งแผ่นดินที่เข้าไปเป็นส.ส.ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำของรัฐบาลก็ไม่ควรนิ่งเฉย

บทบาท นายจตุพร พรหมพันธุ์ ต้องเด่นชัด บทบาท นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องเด่นชัด



ความเด่นชัดในที่นี้มิได้อยู่ที่การประกาศจะนัดชุมนุมหรือเคลื่อนไหวเหมือนอย่างที่เคยเคลื่อนไหวในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตรงกันข้าม ต้องแสดงบทบาทในสถานะอันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล

ที่เสนอในเรื่องการเยียวยาไม่ว่าจะต่อผู้เสียชีวิต ต่อผู้ได้รับบาดเจ็บต้องพิการ ต่อผู้ถูกจับกุมคุมขังอย่างเหวี่ยงแหและไม่เป็นธรรมนั้น

ถูกต้องอย่างยิ่ง ถูกต้องอย่างถึงที่สุด

แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ จะต้องผลักดันและหนุนเสริมทุกวิถีทางให้ความเป็นจริงของเหตุการณ์การชุมนุม การสลายการชุมนุมและความสูญเสียปรากฏออกมาเบื้องหน้าประชาชน

ความเป็นจริงนี้แหละจะเป็นเครื่อง "เยียวยา" อย่างยอดเยี่ยม ตรงเป้า



ต้องยอมรับว่าชัยชนะจากการเลือกตั้งเสมอเป็นเพียงก้าวแรกแห่งพัฒนาการประชาธิปไตย

ผลจากการเลือกตั้งสะท้อนความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของประชาชน ตรงนี้คือสิ่งที่ผู้ได้รับการเลือกตั้งไม่ควรเพิกเฉย ละเลยหรือซื้อเวลาไปวันๆ เหมือนรัฐบาลบางรัฐบาล

บทบาทนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ต้องจริง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องจริงจัง

หน้า 6


หัวข้อ: สังคมอุดมคติ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 สิงหาคม 2554, 17:40:35
   วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7565 ข่าวสดรายวัน


สังคมอุดมคติ

เก็บเรื่องมาเล่า
ชนา ชลาศัย



สังคมอุดมคติที่ผู้คนส่วนใหญ่ใฝ่ฝันยามเกิดวิกฤต มีอย่างน้อย 3 สังคม นิตยสาร "ซีเคร็ต" ฉบับ ก.ค.สรุปไว้ดังนี้

สังคมยูโทเปีย : เซอร์โทมัส มอร์ นักปรัชญานิยมชาวอังกฤษ กล่าวว่า สังคมนี้มนุษย์ทุกคนจะมีความเท่าเทียมกัน ทุกคนอยู่ดีกินดี ไม่มีอาชญา กรรม ผู้คนมีความรักซึ่ง กันและกัน ไม่เห็นแก่ตัว รัฐบาลในยูโทเปียมาจากการเลือกตั้งจากบรรดาชนชั้นที่มีความรู้ พร้อมสนับสนุนการทำความดี และชาวยูโทเปียทุกคนล้วนมีสำนึกเกี่ยวกับความพึงพอใจหรือความสุขที่แท้จริง

สังคมยุคพระศรีอริยเมตไตรย : เป็นสังคมที่ชาวพุทธทุกคนมุ่งมาดปรารถนาจะได้ไปอยู่ในชาติภพต่อไป สังคมยุคนี้จะมีแต่ความสุข ทุกคนต่างพอใจในความเป็นอยู่ของตัวเอง ทุกคนเป็นคนดีเหมือนกันหมด ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน มีต้นไม้พิเศษที่เรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์อยู่ทุกทิศ ใครขออะไรก็จะได้ตามประสงค์ทุกอย่าง

สังคมดารุสสลาม : เป็นสังคมแห่ง สันติภาพหรือสังคมแห่งธรรมรัฐชั้นสูงสุดในศาสนาอิสลาม ทุกคนมีวิถีชีวิตเรียบง่าย สมถะ พอเพียง รักความสันโดษและเสียสละเพื่อผู้อื่น ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบทางสังคม หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน สังคมแห่งสันติภาพ นี้เคยเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.622-633 (และหลังจากนั้นอีก 600 ปี) ณ นครมาดีนะฮ์ ซาอุดีอาระเบีย โดยการนำของศาสดามูฮัมหมัด ภายใต้หลักปฏิบัติของคัมภีร์อัลกุรอาน แต่สุดท้ายต้องล่มสลาย เมื่อผู้คนทอดทิ้งศาสนา ให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่า

สังคมอุดมคติจะเกิดขึ้นได้จริง หากเริ่มจากตัวเราเองก่อน เริ่มต้นคิดสิ่งดีๆ และลงมือทำก่อน สักวันฝันคงเป็นจริง โดยไม่ต้องรอถึงภพหน้า

หน้า 27


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Uncle Na ที่ 16 สิงหาคม 2554, 18:59:30
มาฟังปรัชญาการเมืองโบราณ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 17 สิงหาคม 2554, 00:18:37

มาฟังด้วย....


หัวข้อ: “อัล-กออิดะห์”สิ้นผู้นำไปอีกหนึ่ง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 สิงหาคม 2554, 15:13:08
“อัล-กออิดะห์”สิ้นผู้นำไปอีกหนึ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม 2554 เวลา 13:30 น
 

สหรัฐเผย “อาติยาห์ อับด อัล-ราห์มาน” ผู้อันดับ2 ของกลุ่มก่อการร้าย “อัล-กออิดะห์” เสียชีวิตแล้วใน ปากีสถาน เมื่อ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา

วันนี้ (28 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ได้มีเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลสหรัฐ เปิดเผยว่า นายอาติยาห์ อับด อัล-ราห์มาน ผู้นำหมายเลข 2 ของกลุ่มก่อการร้าย “อัล-กออิดะห์” ถูกฆ่าตายแล้วในประเทศปากีสถาน นับเป็นความสำเร็จในการปราบปรามขั้นเด็จขาดกับกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ นับตั้งแต่ปฏิบัติการสังหาร นาย โอซามา บิ ลาเดน หัวหน้ากลุ่ม เมื่อต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา

ข่าวการสังหารผู้นำหมายเลข 2 ของอัล-กออิดะห์ มีขึ้นในขณะที่สหรัฐกำลังเตรียมเข้าสู่ช่วงครบรอบ 10 ปี ของเหตุการณ์วินาศกรรมสะท้านโลก ถล่มตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,00 ศพ ฝีมือของกลุ่มก่อการร้าย อัล-กออิดะห์ และ นายอาติยาห์ อับด อัล-ราห์มานซึ่งมีค่าหัว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัตถุระเบิด ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำหมายเลข 2 ของกลุ่มก่อการ้าย ส่วนหมายเลข 1 ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำแทน นายโอซามา บิน ลาเดน ที่ถูกสังหารไปแล้ว ก็คือ นายไอยมาน อัล-ซาวาฮิรี

ตามรายงานระบุว่า  นายอาติยาห์ อับด อัล-ราห์มาน สัญชาติลิเบีย เสียชีวิตไปเมือวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมาในพื้นที่ของชนเผ่าวาซิริสถาน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ หลังจากที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้าย อัล-กออิดะห์ แต่ยังไม่เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของปากีสถานเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า มีเครื่องบินไร้คนขับที่ควบคุมด้วยวิทยุทางไกล ได้โจมตีรถยนต์คันหนึ่งเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา


หัวข้อ: ดร. บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 สิงหาคม 2554, 15:36:14
คน (ไม่) สำคัญ
สฤณี อาชวานันทกุล
http://www.fringer.org

ที่มา : http://drambedkarbooks.files.wordpress.com/2009/03/20112007409.jpg
“มหาตมะมาแล้วก็ไป แต่จัณฑาลถึงอย่างไรก็เป็นจัณฑาลอยู่วันยังค่ำ”

ดร. บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์


ในทศวรรษ ๑๙๓๐ จอห์น สติลล์ นักเขียนพเนจรชาวอังกฤษ ตั้งข้อสังเกตในหนังสือชื่อ The Jungle Tide ว่า “ความทรงจำของมนุษย์นั้นเป็นด้ายที่เปราะบางเกินกว่าจะแขวนประวัติศาสตร์ได้”

แต่บางครั้ง วีรกรรมของใครบางคนก็ได้รับการถ่ายทอดจากปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่น ถักทอด้ายความจำของปัจเจกจนกลายเป็นผืนผ้าแห่งความทรงจำร่วมกันของสังคมที่แน่นหนา และสะท้อนความจริงอย่างซื่อสัตย์กว่าประวัติศาสตร์ที่จารึกในหน้าหนังสือหรืออนุสาวรีย์ใดๆ

มหาตมะคานธีอาจเป็นชาวอินเดียที่คนทั่วโลกรู้จักดีที่สุดตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน แต่อินเดียคงไม่มีวันทะยานขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ในศตวรรษที่ ๒๑ ได้เลยหากปราศจากชายชื่อ บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์ (ค.ศ. ๑๘๙๑-๑๙๕๖) ผู้สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้แก่ชาวอินเดียนับล้านคนที่ถูกเพื่อนร่วมชาติหมิ่นแคลนสืบมานานนับพันปี

ดร. บาบาสาเฮบ พิมเรา รามจิ อัมเบดการ์ (Dr. Babasaheb Bhimrao Ramji Ambedkar) เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ค.ศ. ๑๘๙๑ ในตระกูลคนอธิศูทร (ชื่อเรียกคนวรรณะจัณฑาล) ที่ยากไร้ตระกูลหนึ่งในรัฐมหาราษฏระของอินเดีย เป็นบุตรชายคนที่ ๑๔ และคนสุดท้องของนายรามจิกับนางพิมมาไบ สักปาล บิดามารดาตั้งชื่อเขาว่า “พิม”

แม้จะยากจน นายรามจิกับนางพิมมาไบก็สู้อดมื้อกินมื้อ ทำงานแบกหามสารพัดเพื่อส่งเสียให้เด็กชายพิมได้เรียนจนจบชั้นมัธยม แต่กว่าจะเรียนจบเด็กชายพิมก็ต้องกัดฟันทนพฤติกรรมหยามเหยียดของครูและเพื่อนร่วมชั้นซึ่งเป็นคนในวรรณะสูงกว่า ครูและนักเรียนรังเกียจกระทั่งไม่ยอมให้เขา
นั่งเก้าอี้ พิมต้องไปปูกระสอบนั่งเรียนกับพื้นอยู่มุมห้องทุกวัน ทุกครั้งที่ครูสั่งให้พิมออกมาทำแบบทดสอบหน้าห้อง เพื่อนนักเรียนจะวิ่งไปเอาปิ่นโตและห่ออาหารที่วางไว้บนรางชอล์กกระดานดำออกมา เพราะกลัวว่าเสนียดของพิมจะไปติดอาหารของพวกเขา เวลาที่พิมกระหายน้ำเขาก็ดื่มน้ำจากแก้วตรงๆ ไม่ได้ ต้องวิงวอนขอความเห็นใจจากเพื่อนให้คอยเทน้ำลงในปากของเขา

โชคดีที่โลกวัยเยาว์ของพิมไม่ได้มีแต่คนใจไม้ไส้ระกำ ครูคนหนึ่งในวรรณะพราหมณ์มีเมตตาต่อพิม คอยหาโอกาสแบ่งอาหารให้เขารับประทาน ครูผู้นี้เล็งเห็นว่าสาเหตุข้อหนึ่งที่พิมถูกรังเกียจคือ “สักปาล” นามสกุลของเขาซึ่งบ่งบอกความเป็นอธิศูทร จึงไปแก้ทะเบียนที่โรงเรียน เปลี่ยนให้พิมใช้นามสกุลของตนคือ “อัมเบดการ์” นับแต่นั้นเป็นต้นมา นามสกุลใหม่นี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าพิมเป็นคนในวรรณะพราหมณ์ ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานที่เขาต้องเผชิญได้เป็นอย่างดี

พิมบากบั่นเล่าเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ด้วยผลการเรียนดีเด่น จนมีนักสังคมสงเคราะห์พาเขาเข้าเฝ้ามหาราชาแห่งเมืองบาโรดา มหาราชาผู้ประสงค์จะสนับสนุนการศึกษาให้แก่คนอธิศูทร พระองค์พระราชทานเงินทุนจนพิมเรียนจบปริญญาตรี และหลังจากนั้นก็ส่งเขาไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา
ที่มา : http://buddhambedkar.blogspot.com/2010/05/images-of-dr-b-r-ambedkar.html
ดร.อัมเบดการ์ระหว่างศึกษาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ค.ศ.๑๙๑๓-๑๙๑๖

ชีวิตนักศึกษาที่อเมริกาเปิดประตูให้พิมได้ลิ้มรสชาติของความเท่าเทียมทางสังคมเป็นครั้งแรก เพราะที่นั่นไม่มีใครแสดงอาการรังเกียจความเป็นอธิศูทรของเขาเหมือนอย่างในอินเดีย พิมเดินทางกลับอินเดียด้วยความมุ่งมั่นว่าจะต่อสู้เพื่อคนในวรรณะเดียวกัน สร้างสังคมอินเดียที่เสมอภาคให้จงได้

พิมเข้าเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยซิดนาห์ม บอมเบย์ (มุมไบปัจจุบัน) ในปี ค.ศ. ๑๙๑๘ ต่อมาย้ายไปเป็นข้าราชการในเมืองโครักขปุระตามคำเชิญของมหาราชาชาหุที่ ๑ ผู้ทรงสนับสนุนสิทธิของคนอธิศูทร มหาราชาพระองค์นี้นอกจากจะรับพิมเข้าทำงานแล้วยังออกทุนให้เขาเขียนและตีพิมพ์วารสารรายสัปดาห์ชื่อ มุขนายก (ผู้นำพลังเงียบ) ในบอมเบย์ตั้งแต่ปี ๑๙๒๐ พิมใช้วารสารฉบับนี้โจมตีนักการเมืองอนุรักษนิยมที่ไม่แยแสต่อการกดขี่คนวรรณะต่ำ ต่อมาเขากลับไปเรียนที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (แอลเอสอี) ในอังกฤษ ด้วยเงินที่ยืมจากมหาราชาและเพื่อน ใช้ชีวิตในอังกฤษอย่างแร้นแค้น มุมานะจนเรียนจบปริญญาโทที่นั่น และปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ทั้งยังสอบผ่านเนติบัณฑิต วุฒิการศึกษาสูงลิ่วจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่พิมซึ่งตอนนี้เป็น ดร. อัมเบดการ์ ได้มาด้วยความยากลำบาก ทำให้ในที่สุดเขาก็กลับมาทำงานเป็นทนายความในศาลสูงของบอมเบย์ได้สำเร็จ

ข้อเขียนที่วิพากษ์นักการเมืองอย่างตรงไปตรงมาและการเคลื่อนไหวรณรงค์เพื่อสิทธิของคนจัณฑาลอย่างต่อเนื่องทำให้ ดร. อัมเบดการ์ได้รับความนิยมชมชอบจากชาวอินเดียร่วมวรรณะมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี ๑๙๓๒ เขาได้รับเชิญไปร่วมงานเสวนาโต๊ะกลมเกี่ยวกับอนาคตของอินเดียที่กรุงลอนดอน ในห้วงเวลาที่จักรวรรดิอังกฤษเริ่มเปิดพื้นที่ให้คนอินเดียมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ดร. อัมเบดการ์เชื่อมั่นว่า ความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตของคนวรรณะจัณฑาลทั้งมวลจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อพวกเขามี “อัตลักษณ์” ต่างหากจากทั้งสภาคองเกรสแห่งชาติ (ซึ่งมีมหาตมะคานธีเป็นผู้นำ) และอังกฤษเจ้าอาณานิคม ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกร้องว่าชาวจัณฑาลควรมีสิทธิเลือกผู้แทนของตนต่างหาก คานธีไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของ ดร. อัมเบดการ์ (ทั้งที่เห็นว่าชนกลุ่มน้อยอื่นๆ อาทิชาวมุสลิม และซิกข์ควรมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน) เนื่องจากเกรงว่าการกันผู้แทนให้แก่จัณฑาลโดยเฉพาะจะก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมฮินดูรุ่นหลัง (เพราะมองว่าจัณฑาลยังเป็นฮินดู ไม่ใช่คนต่างศาสนาอย่างมุสลิมหรือซิกข์)

ระหว่างที่รัฐบาลอังกฤษเห็นด้วยกับ ดร. อัมเบดการ์ว่าจัณฑาลควรมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน คานธีก็เริ่มอดอาหารประท้วงข้อเสนอดังกล่าวระหว่างที่ถูกคุมขังในคุกเมืองปูเน เรียกร้องว่าชาวฮินดูทั้งมวลจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และประกาศว่าจะอดอาหารจนถึงแก่ชีวิต การประท้วงของคานธีได้รับการสนับสนุนมหาศาลจากมวลชนทั่วทั้งอินเดีย ผู้นำหัวอนุรักษนิยมชาวฮินดูและนักกิจกรรมชั้นแนวหน้าขอนั่งโต๊ะเจรจากับ ดร. อัมเบดการ์และผู้สนับสนุนเขา พยายามกดดันให้ ดร. อัมเบดการ์ยอมยกเลิกข้อเรียกร้องเรื่องผู้แทนของจัณฑาล แรงกดดันประกอบกับความหวั่นเกรงว่าคนในวรรณะจัณฑาลจะตกเป็นเป้าความโกรธแค้นของชาวฮินดูหมู่มากถ้าหากคานธีสิ้นชีวิตจริงๆ ทำให้ ดร. อัมเบดการ์ยอมละทิ้งจุดยืนที่เคยยึดมั่น

ดร. อัมเบดการ์มองว่าการประท้วงอดอาหารของคานธีเป็นอุบายอันแยบยลที่จะกีดกันไม่ให้จัณฑาลมีสิทธิทางการเมือง และเขาก็มองว่าสภาคองเกรสแห่งชาติภายใต้การนำของคานธีอย่างดีที่สุดก็จะทำให้ชาวฮินดูรู้สึกสมเพชเวทนาจัณฑาล แต่ยังปฏิเสธว่าพวกเขาควรมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม คานธีก็หาได้ผูกใจเจ็บ ดร. อัมเบดการ์ไม่ หากมองว่าเขาเป็นเสาหลักที่สำคัญต่ออนาคตของอินเดีย หลังจากที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ คานธีหว่านล้อม เยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรก ให้แต่งตั้ง ดร. อัมเบดการ์เป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และเชิญเขาให้มามีบทบาทนำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ

ร่างรัฐธรรมนูญที่ ดร. อัมเบดการ์เขียนขึ้นนั้นชัดเจนว่ามุ่งสร้าง “การปฏิวัติทางสังคม” ในอินเดียเหนือสิ่งอื่นใด ด้วยการประกันและคุ้มครองสิทธิพลเมืองนานัปการ ตั้งแต่เสรีภาพในการนับถือศาสนา การยกเลิกวรรณะจัณฑาล และประกาศให้การเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ดร. อัมเบดการ์ยังเสนอให้ใช้โควตาในระบบราชการ โรงเรียน และวิทยาลัยเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม รัฐธรรมนูญที่ ดร. อัมเบดการ์เป็นหัวหอกผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๔๙

หลังจากที่ผลักดันรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ ก้าวต่อไปของดร. อัมเบดการ์ คือการเขียนกฎหมายกฎบัตรฮินดู (Hindu Code Bill) เพื่อแทนที่จารีตฮินดูซึ่งผู้หญิงตกเป็นเบี้ยล่างมาตลอด ด้วยกฎหมายที่มอบสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ผู้หญิงอย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย โดยเฉพาะเรื่องมรดก การแต่งงาน และเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่า ดร. อัมเบดการ์จะได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรีเนห์รู ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักการเมืองส่วนใหญ่ในสภา ความขัดแย้งส่งผลให้ ดร. อัมเบดการ์ตัดสินใจลาออกจากคณะรัฐมนตรีในปี ๑๙๕๑ ปีต่อมาเขาลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่แพ้การเลือกตั้ง เขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปีเดียวกัน และเป็นวุฒิสมาชิกจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ที่มา : http://buddhambedkar.blogspot.com/2010/05/images-of-dr-b-r-ambedkar.html
ค.ศ.๑๙๒๗ ดร.อัมเบดการ์นำพิธีสัตยาเคราะห์ดื่มน้ำในสระโชว์ดาร์
ที่เมืองมหัท(Mahad)ซึ่งเดิมห้ามคนวรรณะต่ำใช้น้ำในสระนี้
นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งความเสมอภาค”

ที่มา : http://www.columbia.edu/itc/mealac/pritchett/00routesdata/1900_1999/ambedkar/bellwinkel/bellwinkel.html
โปสเตอร์ ดร.อัมเบดการ์ชวนเพื่อนร่วมวรรณะมานับถือพุทธในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐

ดร. อัมเบดการ์เป็น “บิดาแห่งอินเดียสมัยใหม่” ที่คนนอกอินเดียรู้จักน้อยที่สุด ต่างจากรัฐบุรุษร่วมสมัยที่ได้รับสมญานามนี้อีก ๒ คน คือเนห์รูกับคานธี แต่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจำนวนมากรู้จักเขาในฐานะผู้นำคนอธิศูทรกว่า ๕ แสนคน เข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะพร้อมกันในงานฉลองพุทธชยันตี เมืองนาคปุระ ในปี ค.ศ. ๑๙๕๖

เหตุผลที่ ดร. อัมเบดการ์ประกาศตนเป็นชาวพุทธและชักชวนเพื่อนร่วมวรรณะให้เป็นพุทธด้วยนั้นชัดเจนจนไม่ต้องอธิบายให้มากความ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ปิดกั้นใคร มองคนทุกคนเสมอกันในความเป็นมนุษย์ ไม่แบ่งชนชั้นวรรณะเหมือนศาสนาฮินดูซึ่ง ดร. อัมเบดการ์เคยตั้งข้อสังเกตในวารสารของเขาว่า

“สังคมฮินดูมีส่วนประกอบอยู่ ๓ ประการ คือ พราหมณ์ มิใช่พราหมณ์ และอธิศูทร พราหมณ์ผู้สอนศาสนามักกล่าวว่าพระเจ้ามีอยู่ในทุกหนแห่ง ถ้าเช่นนั้นพระเจ้าก็ต้องมีอยู่ในอธิศูทร แต่พราหมณ์กลับรังเกียจคนอธิศูทร เห็นเป็นตัวราคี นั่นแสดงว่าเขากำลังเห็นพระเจ้าเป็นตัวราคีใช่หรือไม่”

พิธีปฏิญาณตนของ ดร. อัมเบดการ์และชาวอธิศูทรในวันนั้นเป็นที่โจษขานกันสืบมาว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์อินเดียสมัยใหม่ นอกจากคำปฏิญาณตน ๒๒ ข้อจะรวมหลักธรรมะเช่น “ข้าพเจ้าจะไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า” และ “ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญตนในทาน ศีล ภาวนา” แล้ว ยังมีข้อที่สะท้อนเจตนารมณ์ของ ดร. อัมเบดการ์ เช่น “ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน”

ดร. อัมเบดการ์เลือกเมืองนาคปุระเป็นสถานที่ในการประกอบพิธี แทนที่จะเลือกเมืองใหญ่อย่างเดลีหรือบอมเบย์ ด้วยเหตุผลว่าเมืองนี้เป็นเมืองแห่งนาค ซึ่งตามพุทธประวัตินาคเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกชาวอารยันย่ำยีข่มเหง คล้ายกับที่คนวรรณะต่ำถูกกดขี่จากคนวรรณะสูงกว่า ชนเผ่านาคเลื่อมใสในศาสนาพุทธหลังจากได้ฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ร่วมกันเผยแผ่พุทธศาสนาไปทั่วทั้งอินเดีย จวบจนปัจจุบันศูนย์กลางพุทธศาสนาก็ยังอยู่ที่เมืองนาคปุระ แม้หลังจากที่ถูกชาวฮินดูขับไล่กดขี่จนถูกปรามาสว่าเป็นชนชั้นจัณฑาล (เหตุนี้ชาวจัณฑาลส่วนใหญ่จึงสืบเชื้อสายมาจากชาวพุทธ เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ ดร. อัมเบดการ์ใช้จูงใจให้คนอธิศูทรเปลี่ยนศาสนา)

ดร. อัมเบดการ์ถึงแก่กรรมก่อนกาลในวันที่ ๖ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๕๖ ด้วยโรคร้าย เพียง ๓ เดือนหลังจบพิธีพุทธชยันตี ท่ามกลางความตกใจและเศร้าโศกเสียใจของชาวอินเดียนับล้านคน นายกรัฐมนตรีเนห์รูกล่าวคำสดุดีเขาตอนหนึ่งว่า “เพชรของรัฐบาลได้จากไปเสียแล้ว…ชื่อของอัมเบดการ์จะต้องถูกจดจำชั่วกาลนาน ในฐานะสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อลบล้างความอยุติธรรมในสังคมฮินดู”
ที่มา : http://buddhambedkar.blogspot.com/2010/05/images-of-dr-b-r-ambedkar.html
รูปปั้น ดร.อัมเบดการ์ในชุมชนคนอธิศูทร

ถึงแม้ว่าเขาจะล่วงลับไปแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ มรดกทางความคิดและอิทธิพลของ ดร. อัมเบดการ์ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบว่ายิ่งใหญ่เพียงใด ถ้าหากมหาตมะคานธีเป็นมโนธรรมของโลกแล้วไซร้ ดร. บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์ ก็เป็นมโนธรรมของอินเดียอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าหากคานธีเป็นสัญลักษณ์ของอุดมคติทางศีลธรรม ดร. อัมเบดการ์ก็เป็นสัญลักษณ์ของพลังทางการเมืองและการปฏิวัติสังคม และถ้าหากคุณูปการของคานธีคือการปลุกเร้ามโนธรรมของชนชั้นสูงให้มองเห็นการกดขี่ข่มเหงคนวรรณะต่ำ คุณูปการของ ดร. อัมเบดการ์ก็ยั่งยืนยิ่งกว่านั้นในแง่ที่มอบอัตลักษณ์ใหม่ให้แก่คนวรรณะต่ำ และมอบความเชื่อมั่นในตนเองให้พวกเขาลุกขึ้นสู้กับความอยุติธรรมในสังคม

ขณะที่มหาตมะคานธีเป็นวีรบุรุษในดวงใจของชาวโลกและปัญญาชนผู้มีฐานะในอินเดีย คน (ไม่) สำคัญของโลกแต่สำคัญสำหรับอินเดีย นาม ดร. บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์ ก็เป็นวีรบุรุษที่ลูกหลานคนอธิศูทรในอินเดียไม่มีวันลืม ชีวิตของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ด้อยโอกาสจำนวนมหาศาลฮึดสู้กับโชคชะตา มุมานะเล่าเรียนและทำงานหนักเพื่อกำหนดอนาคตของตนเอง มีส่วนร่วมอย่างเต็มภาคภูมิในการเติบโตทางเศรษฐกิจอันน่าทึ่งของอินเดีย

ชาวพุทธในอินเดียเชื่อว่าวิญญาณของเขายังเวียนวนอยู่ในภพนี้ คอยช่วยเหลือพวกเขาและผู้ด้อยโอกาสทั้งมวล ด้วยเหตุนี้จึงนับเขาเป็นสรณะทัดเทียมกับพระรัตนตรัย โดยเพิ่มชื่อเดิมต่อท้ายบทสวดไตรสรณคมน์ว่า “พิมพัง สรณัง คัจฉามิ” สืบมาจนทุกวันนี้

    ตีพิมพ์ใน นิตยสาร สารคดี ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๓๑๑ มกราคม ๒๕๕๔

Tags: คน(ไม่)สำคัญ, ชีวประวัติ, ดร. บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์, อินเดีย


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 29 สิงหาคม 2554, 13:05:57

หวัดดี...น้องป๋า และพี่น้องทุกท่าน

เมืองไทยมีใครพอจะเทียบเคียงกับ ดร.อัมเบดการ์ ได้บ้างไหมครับ?


หัวข้อ: "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล"" วอลเปเปอร์ 2 "มือขวา "นายกฯปู"
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 29 สิงหาคม 2554, 14:58:35
วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 00:31 น.  ข่าวสดออนไลน์

"นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล"" วอลเปเปอร์ 2 "มือขวา "นายกฯปู"


.......กลายเป็น "วอลเปเปอร์ 2" ประกบ "นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เกือบทุกช็อต ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็น "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 21 เดิมทีเดียวคิดว่า หลังเพื่อไทยประสบชัยชนะและ "ปู-ยิ่งลักษณ์" ได้เป็นนายกฯแล้ว เขาผู้นี้น่าจะได้รับการวางตัวให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เพื่อเข้ามากำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์-อสมท เพราะเจ้าตัวเคยผ่านงานสื่อมาก่อน "คุณนิวัฒน์ธำรง" หรือ "นิวัฒน์ บุญทรง" เก่า เคยเป็นผู้บริหารหมายเลข 1 ของ "ไอทีวี" มาก่อน

 มีความสัมพันธ์กับสื่อขาเล็ก ขาใหญ่ ทั้งที่เป็นลูกหม้อและไม่ได้เป็นลูกหม้อของ "ไอทีวี" หลายคนอยู่ พูดถึงปูมหลังแล้ว "นิวัฒน์" ถือว่าเป็นนักธุรกิจเก่าแก่คนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับครอบครัว "ชินวัตร" ค่อนข้างมาก เป็นผู้บริหารเบอร์ต้นๆ ของเครือชินคอร์ปอเรชั่น หลังปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 "ระบอบทักษิณ" ถูกทลายห้างลงราบคาบแล้ว

 "นิวัฒน์" ได้เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลตัวเองใหม่เป็น "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" เข้าวัดเข้าวา นั่งวิปัสสนากรรมฐาน กระทั่งในท้ายที่สุดได้ตัดสินใจบวชเป็นพระ ตั้งใจว่าจะถือศีลกินเจไปเรื่อยๆ ครองผ้าเหลืองอีกหลายปี

แต่ก่อนเลือกตั้งไม่กี่เดือน "ปู-ยิ่งลักษณ์" ไปกราบนมัสการถึงกุฏิ นำสารจาก "พี่ใหญ่ดูไบ" มาบอกกล่าวเล่าสิบ ไม่กี่วันถัดมา "พระนิวัฒน์" ก็ลาสิกขา มาช่วยงานการเมืองให้กับ "ยิ่งลักษณ์" และเป็นที่ไว้วางใจ ในฐานะลูกหม้อเก่า จึงทำท่าจะผงาดเป็น "วอลเปเปอร์ 2"
 
"นิวัฒน์ธำรง"  ในฐานะ มือขวา"นายกฯปู"


 มติชน ฉายภาพว่า   เบื้องหน้าความสำเร็จจากการเลือกตั้งของ "พรรคเพื่อไทย" คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และอาจจะรวมถึง "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ

 แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลไกสำคัญของ "ทีมงาน" เบื้องหลังเขาคือ "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" อดีตประธานกรรมการบริหารบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และรองประธานกรรมการบริหารบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) รับผิดชอบด้านภาพลักษณ์ และกิจกรรมสัมพันธ์ จึงเรียกได้ว่า "นิวัฒน์ธำรง" คือมือไม้ของคน "ตระกูลชินวัตร" และเป็น "หัวใจ" ของชินคอร์ป

 ครั้งนี้ "นิวัฒน์ธำรง" เข้ามาสร้างและเสริมภาพลักษณ์ให้ "ยิ่งลักษณ์" ดูเด่น-ดูดี-มีราศี จนก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" อย่างเต็มภาคภูมิ

 "ท่านนายกฯเป็นคนเป็นเก่ง หัวสมองดี และคล่องแคล่ว" เป็นคำยืนยันของนิวัฒน์ธำรง

 การผ่านงานในตำแหน่ง "ผู้บริหาร" ของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ กลายเเป็นจุดแข็งของ "ยิ่งลักษณ์" แต่ทุกคนก็ยอมรับว่าการบริหารประเทศย่อมต่างจากงานบริษัทแน่นอน

 
"นิวัฒน์ธำรง" ชี้แจงสวนทางกับความเชื่อของคนทั่วไปว่าว่า "การ ปกครองประเทศเหมือนการบริหารบริษัท เราต้องกำหนดกลยุทธ์ เพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ทำงานให้สำเร็จ ทำได้เท่านี้ประเทศก็สำเร็จ นี่คือจุดเด่นที่นักการเมืองอาชีพไม่มี การปกครองประเทศวัดกันที่งาน การปกครองประเทศจะทำงานลอยตามน้ำไปเรื่อยไม่ได้"

 
ทว่าในฐานะ "นายกรัฐมนตรี" ของประเทศไทย ท่ามกลางความแย้งการทำงานย่อมหนักกว่า "ผู้บริหารบริษัท" จึงเป็นงานที่ท้าทายความสามารถเป็นอย่างยิ่ง

 "อยู่บริษัทก็มีความขัดแย้ง เพียงแต่การปกครองประเทศคนเยอะกว่า อยู่ที่การบริหารการจัดการต่างๆ ก็ต้องทำเพื่อให้คนมาร่วมกันเยอะขึ้น"

 
กับก้าวแรกของ "นายกฯยิ่งลักษณ์" ในวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภากลับถูกวิจารณ์ในแง่ลบว่า "พูดไม่เก่ง" บ้างก็ว่าดีแต่อ่าน และให้ "รัฐมนตรี" คนอื่นชี้แจงแทน


"เท่าที่ผมติดตามท่านนายกฯมา ท่านเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว แต่การพูดน้อย พูดสั้น ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะท่านเป็นคนพูดตรงประเด็น ซึ่งต้องให้โอกาส ต้องให้เวลาท่าน เพราะไม่ได้มาจากการเมืองโดยตรง"


"นิวัฒน์ธำรง" เชื่อมั่นในความเก่งกาจของ "ยิ่งลักษณ์" เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์


 
บทเรียนจากงูเห่า "บุรีรัมย์" ที่ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร ทำให้การวางหมากการเมืองจะต้องละเอียด รอบคอบ เผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับ "อุบัติเหตุการเมือง" จึงจำเป็นต้องมีการวาง "ตัวตาย-ตัวแทน" เอาไว้ และชื่อของ "นิวัฒน์ธำรง" ซึ่งถูกบรรจุไว้ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 21 พรรคเพื่อไทย เลยพลอยทำให้คาดหมายไว้ว่าเขาคือ "นายกฯสำรอง"

 "โอ๊ะ...ผมไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ไม่ถึงขั้นเป็นนายกฯ เขาให้ผมเข้ามาช่วยดูงานสภา แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้มอบหมายอะไร งานแรกของผมคือการนิมนต์พระมาทำบุญที่ทำเนียบครับ"

 "นิวัฒน์ธำรง" จะเป็นตัวจริง เสียงจริงแทนได้หรือไม่ คงต้องช่วยกันติดตาม


หัวข้อ: 'ความในใจของข้าพเจ้า' บทประทานสัมภาษณ์'ฟ้าหญิง'
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 30 สิงหาคม 2554, 01:30:43
วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7578 ข่าวสดรายวัน


'ความในใจของข้าพเจ้า' บทประทานสัมภาษณ์'ฟ้าหญิง'



สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดตัวหนังสือ "ความในใจของข้าพ เจ้า" ที่จัดโดยบริษัท วู้ดดี้เวิลด์ จำกัด และสำนัก พิมพ์ดีเอ็มจี พร้อมทั้งทรงบรรยายในหัวข้อ "การปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน" ตามหลักของหลวงตามหาบัว โดยมี นายวุฒิธร มิลินทจินดา ประธานกรรมการ บริษัท วู้ดดี้เวิลด์ จำกัด นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ผู้บริหารสยามพารากอน และคณะกรรม การการจัดงาน เฝ้าฯ รับเสด็จ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รับสั่งในบรรยายว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดในวันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นคำสอนของข้าพเจ้า แต่เป็นคำสอนของหลายหลวงปู่ หลวงตา โดย 99 เปอร์เซ็นต์เป็นของหลวงตามหาบัว ซึ่งข้าพเจ้าเป็นลูกศิษย์อยู่ 15 ปี

คนเราเมื่อเกิดมาบนโลกใบนี้ย่อมมีความทุกข์ ความทุกข์ที่เกิดจากความไม่เสมอภาค ซึ่งความเสมอภาคเป็นไปไม่ได้ การเกิดมาจนหรือรวย แข็งแรง เจ็บป่วย หรือหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ทั้งหมดถูกกำหนดด้วยกรรมที่ทำมาเอง คนเราจึงเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน คนที่กรรมดีมากก็จะมีความสุขมาก การที่คนเราจะสุขร้อยเปอร์เซ็นต์ นั้นไม่มี ยกเว้นแต่จะฟอกจิตใจให้บริสุทธิ์อย่างหลวงตามหาบัว ท่านไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ท่านทำทุกอย่างเพื่อสังคม ละกิเลสทั้งหมด


รับสั่งด้วยว่า เรื่องเกิดแก่เจ็บตายเป็นความทุกข์ ข้าพเจ้าเองก็ยังไม่สามารถตัดได้ วิธีเดียว คือเป็นพระอรหันต์ จึงอยากมาแบ่งปันความรู้ที่ทำให้ข้าพเจ้าตื่นมาและยิ้มได้ทุกวัน โดยมีหลายหลวงปู่และหลวงตาให้เคล็ดมาว่าอดีตมันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครนำมาแก้ไขได้ อย่าไปยึดติด ทำให้เราเศร้าหมอง อดีตดีอยู่อย่างเดียวคือเป็นเครื่องเตือนใจว่าจะไม่ทำซ้ำสอง ส่วนอนาคต เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง การทำนาย คาดเดา ปรุงแต่ง ทำให้จิตฟุ้งซ่านและเป็นทุกข์ คนเราควรอยู่กับปัจจุบันและทำให้ดีที่สุด

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทอดพระเนตรประชาชนที่มาร่วมรับฟังการบรรยาย รับสั่งว่ามีผู้หญิงมาเยอะ อยากบอกเคล็ดลับความงามของวัดป่าบ้านตาด ใบหน้าสะท้อนจิตใจข้างใน เราทำเรื่องดี มองโลกในแง่ดี ทำจิตใจสดใส หน้าตาจะสดใส ถ้ามัวแต่คิดร้าย จิตใจหมกมุ่นในเรื่องร้ายๆ จะแต่งเท่าไหร่ก็ไม่สวย คนเราสวยได้ด้วยธรรมะ คือทำแต่สิ่งที่ถูกต้องและดีงาม

รับสั่งถึงพลังใจในการทำงานว่า มีอยู่ 3 องค์ องค์แรกคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ที่สองควบคู่กันคือสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระ บรมราชินีนาถ ตั้งแต่เด็กมาเห็นตัวอย่างจากพ่อแม่ที่ทำงานเพื่อประชาชน ตอนเด็กไม่เข้าใจ พอโตเข้าใจแก่นสารของชีวิตว่า ทำประโยชน์กับประชาชนได้แค่ไหนเป็นความปลาบปลื้ม

สำหรับแรงใจในการทำงานองค์ที่สาม คือ หลวงตามหาบัว ที่เป็นเหมือนพ่อบุญธรรม ท่านทำเพื่อส่วนรวมตลอด คนเอาเงินมาบริจาค มากมาย ไม่เคยเก็บไว้กับตัว ไปสร้างโรงพยาบาลให้พระ ให้คนยากจน ไม่เคยทำเพื่อตัวเอง ท่านทำเพื่อโลกและประชาชน

"จะเห็นว่าแรงบันดาลใจของข้าพเจ้าไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเอง และในเมื่อข้าพเจ้าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตอนนี้ท่านทรงพระชนมายุมากแล้ว ไปตรากตรำไม่ได้ ตอนนี้เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ ทั้งสองพระองค์เปรียบเสมือนธงชัยที่ทำให้ข้าพเจ้าทำงาน ความรักความห่วงใยที่เพื่อนมนุษย์มีให้ข้าพเจ้าก็เป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง และในฐานะลูกบุญธรรมของหลวงตา จะเผยแพร่ธรรมเพื่อเป็นประโยชน์ด้วย"

รับสั่งถึงการทรงงานว่า ข้าพเจ้าไปทำงานที่ต่างจังหวัดมา 3 วัน และไม่สบาย กลับมาเมื่อวานมือบวม หมอต้องฉีดยา ให้พักผ่อนเยอะๆ แต่จะพักได้เดือนกันยายน ข้าพเจ้าเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นโรคเดียวกับพุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่ผ่านมาหลายปีมีผลกระทบที่กระดูกเป็นส่วนใหญ่ ข้าพเจ้าใช้ฉีดยาแก้ปวดและทำงานเอา เป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรค แต่คิดว่าจะต้องข้ามไปให้ได้ จะพยายามทำตามเจตนารมณ์ต่อไป

สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสอนเน้นหนักว่าให้มีสติ และสิ่งที่สำคัญที่สุดให้รำลึกรู้หน้าที่ที่ตัวเองมี ในฐานะที่เกิดมาเป็นลูก ท่านสอนให้รำลึกถึงหน้าที่ที่มีต่อประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทรงบอกว่าเราอยู่ได้เพราะประชาชน ฉะนั้นต้องทำทุกอย่างเพื่อประชาชนคนไทย

จากนั้นทรงนำนั่งสมาธิกำหนดจิตใจเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเวลา 5 นาที และทรงบอกบุญกับแขกที่มาร่วมงานถึงโครงการพิเศษที่กำลังดำเนินการจัดทำ พิพิธภัณฑ์ให้หลวงตามหาบัว สามารถร่วมสมทบทุนก่อสร้างได้ที่บัญชีมูลนิธิจุฬาภรณ์เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ หลวงตามหาบัว ณ วัดป่าบ้านตาด เลขที่บัญชี 229-0-983333 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหลักสี่พลาซ่า บัญชีสะสมทรัพย์

สำหรับ หนังสือ "ความในใจของข้าพเจ้า" ได้รับพระราชทานพระอนุญาตจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ให้นำบทสัมภาษณ์จากรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ซึ่งออกอากาศไปแล้วทั้งสามตอนทางโมเดิร์นไนน์ทีวี มาเรียบเรียงและจัดพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบหนังสือ รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เพื่อสมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง

หน้า 25


หัวข้อ: เปิดโฉมหน้า"คนเสื้อแดง" กุนซือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คั่วเก้าอี้ที่ปรึกษาฯ เลขาฯ รองเล
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 30 สิงหาคม 2554, 01:35:55
เปิดโฉมหน้า"คนเสื้อแดง" กุนซือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คั่วเก้าอี้ที่ปรึกษาฯ เลขาฯ รองเลขาฯ ผช.รมต.พรึ่บ!

วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 11:00:38 น.

    

หมายเหตุ - ประวัติ บทบาท และความเป็นมาของเครือข่าย "กลุ่มเสื้อแดง" ที่ได้รับปูนบำเหน็จข้าราชการการเมือง และว่าที่ข้าราชการการเมืองในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทั้งในตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรี รองเลขานุการนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

นายทหาร จปร.7 หรือ "กลุ่มยังเติร์ก" เพราะชอบ กระทำปฏิวัติรัฐประหารมากที่สุดในหน้าการเมืองไทย

ทหาร รุ่นเดียวกับ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง ผ่านสมรภูมิการรบมาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งสงครามเวียดนาม สงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์ในลาว สำหรับบทบาททางการเมือง ช่วงวิกฤตการณ์การเมืองในปี 2548-2553 ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สนับสนุน พล.ต.จำลอง ในการเคลื่อนไหวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้ง 2 ช่วง คือช่วงก่อนรัฐประหาร และช่วงปี 2551

พล.อ.พัลลภได้รับขนานนามเป็นสายบู๊ เพราะเชี่ยวชาญการรบนอกแบบ มีบทบาทดูแลแก้ปัญหาภาคใต้ ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ 1

แต่ เกิดเหตุสังหารหมู่ที่มัสยิดกรือเซะช่วงเดือนเมษายน 2547 ทำให้ถูกสั่งย้ายออกจากพื้นที่ทันที พร้อมตั้งกรรมการสอบ แม้กรรมการจะชี้เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เป็นอดีตดีเจเครือข่ายคนเสื้อแดง พิธีกรรายการสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอ็มทีวี 5 และเอเชียอัพเดท

มีบทบาทร่วมการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงทั้งช่วงปี 2552-2553 โดยเฉพาะการดำเนินรายการบนเวทีการชุมนุม

รวมถึงมีบทบาทในการร่วมยุทธการดาวกระจายของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงเดือนเมษายน 2553

วีระ ชูสถาน

ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เป็นแกนนำคนเสื้อแดง และ นปช. มีบทบาทร่วมการชุมนุมทางการเมืองทั้งปี 2552-2553 และเป็นหัวหน้าดาวกระจายจุดย่อยในปี 2553

ไพจิตร อักษรณรงค์

ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

อดีต นักร้องเพลงลุกทุ่ง-ลูกกรุงหลายค่ายเพลง ชีวิตส่วนตัว เคยสมรสกับ "คณิต อุทยานสิงห์" หรือ "นิค นิรนาม" นักร้องเพลงลูกทุ่ง-เพื่อชีวิต ปัจจุบันสมรสกับ "วิสา คัญทัพ" กวี นักร้อง และนักแต่งเพลงเพื่อชีวิต

ปัจจุบัน "ไพจิตร" เป็นสมาชิก นปช.แดงทั้งแผ่นดิน มักจะขึ้นแสดงดนตรีบนเวทีปราศรัยของ นปช.ในปี 2552-2553 ไม่เคยขาด ร่วมเคลื่อนไหวไม่ห่างเวทีราชประสงค์ จนถูกออกหมายจับตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

แต่มีข่าวว่าหลบหนีไปได้ กระทั่งปรากฏว่ามีชื่อในตำแหน่งทางการเมืองของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์

ธนกฤต ชะเอมน้อย(วันชนะ เกิดดี)

ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เป็น สมาชิก นปช. มีบทบาทร่วมการชุมนุมมาโดยตลอด โดยเฉพาะงานด้านการบันเทิงบนเวที เพราะเป็นอดีตนักร้องลูกทุ่ง และในการชุมนุมที่ราชประสงค์ ได้ขับขานบทเพลงกล่อมมวลชนทุกค่ำคืน โดยเฉพาะบทเพลงแห่งการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเพลงหนึ่ง ได้แก่ "เพลงของประชาชน เพื่อประชาชน" "ใครก็รักทักษิณ"

หลังการเคลื่อนไหวรุนแรงในปี 2553 ถูกออกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

และมีข่าวหลบหนีซ่อนตัวยังประเทศกัมพูชาเช่นเดียวกับแกนนำเสื้อแดงอีกหลายคน

รังสี เสรีชัยมุ่ง(รังสี เสรีชัย)

ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

สมาชิก นปช. อดีตนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ก่อนที่ชื่อเสียงจะตกต่ำ จึงหันไปทำธุรกิจร้านอาหารตามจังหวัดต่างๆ รวมทั้งที่ จ.สระบุรี และลงเล่นการเมืองท้องถิ่นโดยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล อ.มวกเหล็ก ช่วงปี 2543-2547 รวมทั้งพยายามขยับมาเล่นการเมืองระดับประเทศ ด้วยการสมัคร ส.ส. สังกัดพรรคมหาชน เขต 2 จ.สระบุรี ปี 2548 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

กระทั่งเข้าร่วมกับกลุ่ม นปช.เคลื่อนไหวทางการเมืองบนเวที มีบทบาททั้งการดำเนินรายการและขับกล่อมเสียงเพลงแก่มวลชนเสื้อแดง

แน่นอน หลังศึกราชประสงค์ เขาก็โดนหมายจับเหมือนแกนนำคนอื่นๆ แล้วหายหน้าค่าตาไปนาน

พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์

ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

แกน นำ นปช.จ.ชุมพร อดีตประธานสมาคมประมง จ.ชุมพร ผู้ดำเนินการออกบัตรสมาชิกของกลุ่ม นปช. เคยตั้งเวทีปราศรัยและยืนยันที่จะติดตั้งจานดาวเทียมดีทีวี ประจำทุกอำเภอในชุมพร ทำให้กลุ่มพันธมิตร จ.ชุมพร ไม่พอใจและเข้าล้อมบ้านของนางกฤษณา สิทธิสาร สมาชิก นปช. เพราะไม่พอใจที่เอาป้ายศูนย์ประสานงาน นปช.ชุมพร มาติดไว้หน้า บ้าน

นอก จากนั้น พ.ต.ต.เสงี่ยมยังเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กรณีการบุกอาคารรัฐสภา และเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในการชุมนุม พ.ศ.2553 อีกด้วย ซึ่งก็หลบหนีอีกคน

พิพัฒน์ชัย ไพบูลย์

ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

แกน นำ นปช. ร่วมงานเคลื่อนไหวทางการเมืองปี 2553 จนได้เป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 27 บางรัก แต่ก็พ่ายแพ้ราบคาบ และมามีชื่อรับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมืองในครั้งนี้

วรวุฒิ วิชัยดิษฐ

ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

รักษาการโฆษก นปช. มีบทบาทประสาน สื่อสาร และแถลงข่าวความเคลื่อน ไหวของกลุ่ม นปช.มาโดยตลอดการชุมนุม จนปัจจุบัน

ด้าน การเมืองเคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต จ.สุราษฎร์ ธานี ชนกับสุเทพ เทือกสุบรรณ จากประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา แต่ต้องแพ้อย่างราบ คาบ

อรรถชัย อนันตเมฆ

ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

แกน นำ นปช. อดีตดารานักแสดงชื่อดัง มีผลงานการแสดงทั้งภาพยนตร์และละครทางจอแก้วนับไม่ถ้วน ร่วมการชุมนุมอย่างเหนียวแน่นกับกลุ่ม นปช.ที่ราชประสงค์ และเงียบหายไปหลังมีการสลายการชุมนุม จนมีชื่อเป็นข่าวอีกครั้งกับตำแหน่งทางการเมือง

ชินวัฒน์ หาบุญพาด

ที่ปรึกษา รมช.คมนาคม

เป็น แกนนำ นปช.คนสำคัญ เดิมเป็น "ดีเจ" รายการวิทยุเครือข่ายแท็กซี่ เป็นนายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ ที่ชื่นชอบในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ

มีบทบาทในการก่อตั้งและผู้จัดรายการของสถานีวิทยุชุมชน คนแท็กซี่ เอฟเอ็ม 92.75 เมกะเฮิร์ตซ์ และเอฟเอ็ม 107.5 เมกะเฮิร์ตซ์ และเป็นแกนนำ นปช.รุ่นที่ 2 เข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเข้ามาสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ก่อนรัฐประหาร รวมทั้งร่วมกับกลุ่มคาราวานคนจนที่สวนจตุจักร ร่วมเข้าปิดล้อมอาคารเนชั่นทาวเวอร์

ลงสมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 72 ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ถูกออกหมายจับคดีก่อการร้ายและตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่สำคัญคือเป็นหนึ่งใน 19 ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันที่ดีเอสไอออกหมายจับ

ประแสง มงคลศิริ

ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ

แกน นำ นปช. ชาวอุทัยธานี อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ล่าสุด เป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย มีบทบาทงานการศึกษามาก่อน และในอดีตเคยขุดคุ้ยคดีปลอมแปลงวุฒิการศึกษาของ "บรรหาร ศิลปอาชา" หัวหน้าพรรคชาติไทยในเวลานั้น

ขณะที่ กกต.ตั้งกรรมการสอบเรื่องผลิตและเผยแพร่วีซีดีภาพเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ หมิ่นเหม่ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง เขากลับนำวีซีดีพร้อมรูป พ.ต.ท.ทักษิณขนาดใหญ่ติดขบวนรถหาเสียง ไปเย้ยที่หน้าสำนักงาน กกต.อุทัยธานี เปิดปราศรัยโจมตีท้าทาย 5 เสือ กกต.ว่า จบนิติศาสตร์จะกล้าแจกใบแดงเอาผิดเขาได้หรือไม่ ถ้าได้ก็จะเผาปริญญาวิศวะของตัวเอง

ถือว่ามีบุคลิกที่ดุเดือด กล้าท้าชน

อารี ไกรนรา

เลขานุการ รมว.มหาดไทย

แกน นำ นปช.ตัวจริง เหนียวแน่นดูแลจัดการการชุมนุมทุกครั้ง เป็นชาว จ.นคร ศรีธรรมราช โดยกำเนิด มีบทบาทกำเนิดเครือข่าย นปช. นครศรีธรรมราชและวิทยุชุมนุมเสื้อแดงในนครศรี ธรรมราช

รับผิดชอบงาน รักษาความปลอดภัยหรือเป็นหัวหน้าทีมการ์ด นปช.ในทุกการชุมนุม ทำงานใกล้ชิดกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงในการรักษาความปลอดภัยการชุมนุม

ถูกออกหมายจับสารพัด เคยมีข่าวคราวเมื่อถูกแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย เมื่อครั้งเป็นรองประธานสภา จนต้องลาออกเพื่อลบภาพลักษณ์

ยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก)

ผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย

แกนนำเสื้อแดงตัวฉกาจ จากบทบาทดาราตลกบนเวทีการแสดง กลับกลายเข้ามาเป็นหนึ่งในแกนนำ นปช. บนเวทีการชุมนุม

"เจ๋ง ดอกจิก" หรือชื่อเดิมว่า นายประมวล ชูกล่อม เคยเป็นตัวละครที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาแฉว่า เป็นบุคคลที่จ้างผู้สมัครพรรคเล็ก 3 คน คนละ 3 หมื่นบาท ให้ลงรับสมัครเลือกตั้ง ทั้งที่รู้ว่าคุณสมบัติไม่ครบก่อนจะกลายเป็นหลักฐานหนึ่งที่นำไปสู่การยุบ พรรคไทยรักไทย

นอกจากนี้ ในการชุมนุม นปช.ที่ผ่านมา เป็นบุคคลหนึ่งที่เกือบถูกเจ้าหน้าที่รวบตัวได้สำเร็จ ในคราวที่ไปปิดล้อมโรงแรมเอส ซี ปาร์ค แต่ก็สามารถหนีออกมาได้

ล่าสุด เจ๋ง ดอกจิก เข้ามอบตัวพร้อมๆ กับแกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ และถูกควบคุมตัวอยู่ จนได้รับประกันตัวในยุครัฐบาลเพื่อไทย

สมหวัง อัศราษี

ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์

เป็น นักธุรกิจเสื้อแดง มีบทบาทสนับสนุนการชุมนุมของ นปช.หลายครั้งในด้านต่างๆ เป็นประธานบริษัท สแกนเนอร์ อิเลคทริก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแบรนด์มิซูชิต้า บริษัท กรุงสยามเครื่องดื่ม จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลัง "หมี คอมมานโด" และชาเขียว "วายเจ" และดำรงตำแหน่งรักษาการรองประธาน นปช.

ถือเป็นนักธุรกิจที่มีตำแหน่งในองค์กรแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติเป็นคนแรก

ชนะ อัตถาวงศ์

ข้าราชการการเมือง

น้อง ชาย "สุภรณ์ อัตภาวงศ์" หรือแรมโบ้อีสาน แกนนำ นปช. ถูกออกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะเป็นแกนนำเคลื่อนไหวคนสำคัญ ที่นำกลุ่มเสื้อแดงก่อเหตุทุบรถนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯที่กระทรวงมหาดไทยในปี 2552 เข้ามาช่วยงาน นปช.ตามรอยพี่ชาย และมีบทบาทสำคัญในการคุมมวลชนในโอกาสต่างๆ

ชาญยุทธ เฮงตระกูล

ข้าราชการการเมือง

แกน นำคนเสื้อแดงพัฒนา เครือข่ายเสื้อแดงสำคัญที่มีบทบาทการชุมนุมที่พัทยาในปี 2552 ยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ สายของ ศักดา นพสิทธิ์ แกนนำเสื้อแดงชลบุรีผู้ใกล้ชิด นายยงยุทธ ติยะไพรัช แกนนำพรรคไทยรักไทย พิสูจน์ผลงานด้วยการเคลื่อนไหวล้มการประชุมอาเซียนซัมมิทที่โรงแรม รอยัล คลิฟบีช ได้ จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล

ข้าราชการการเมือง

แกน นำเสื้อแดง จ.เชียงใหม่ สังกัด "กลุ่มรักเชียงใหม่ 51" เป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ค่อนข้างรุนแรงและศรัทธาต่อ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นอย่างมาก เป็นแกนนำจัดตั้งทั้งมวลชนพื้นที่เชียงใหม่และจังหวัดภาคเหนือ จัดตั้งและดำเนินรายการวิทยุชุมชน และนำมวลชนเคลื่อน ไหวอย่างหนักหน่วงในพื้นที่ภาคเหนือในยุค คมช.

คารม พลพรกลาง

ข้าราชการการเมือง

ทนาย นปช.ที่ทำทุกเรื่อง ทุกคดี ทั้งแพ่ง หมิ่นประมาท การเมือง ของกลุ่ม นปช. ผ่านมือเขาทั้งหมด ถือเป็นทนายความที่มีบทบาทสำคัญมาก โดยมี มานิต จิตต์จันทร์กลับ อดีตหัวหน้าศาลฎีกา อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา แกนนำ นปช. เป็นหัวเรือใหญ่ทำคดีความ

ซึ่งมานิตเป็นมือขวา สุวรรณ วลัยเสถียร พงศ์เทพ เทพกาญจนา ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ มือกฎหมายสำคัญตั้งแต่พรรคไทยรักไทย โดย "คารม" จะเป็นแนวหน้าที่ออกทำงานในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคเพื่อไทย หลังๆ มักออกมาแถลงข่าวพร้อมกับนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยเป็นประจำ

(มติชนรายวัน ฉบับ 29 สิงหาคม2554 หน้า2)


หัวข้อ: นิยาม "คนดี" นิยาม อัน แปรเปลี่ยน ไปตาม ยุคสมัย
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 30 สิงหาคม 2554, 01:38:39
   วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7578 ข่าวสดรายวัน


นิยาม "คนดี" นิยาม อัน แปรเปลี่ยน ไปตาม ยุคสมัย




ไม่เคยมียุคใด สมัยใด ที่บรรดา "คนดี" ทั้งหลายจะถูกสังคมตั้งเป็นคำถามกระแทกกระทั้น รุนแรง และด้วยความแหลมคมเท่ากับยุคนี้ สมัยนี้

ยุคเปลี่ยนผ่านจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ไม่ว่าคนดีนั้นจะชื่อว่า นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ไม่ว่าคนดีนั้นจะชื่อว่า น.พ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานอนุกรรมการสอบสื่อ

ไม่ว่าคนดีนั้นจะชื่อว่า น.พ.พลเดช พลประทีป อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ไม่ว่าคนดีนั้นจะชื่อว่า นายสุริยะใส กตะศิลา อดีตเลขาธิการครป.

ที่ตั้งเป็นคำถามเพราะว่าสังคมเริ่มสงสัยในความเป็นคนดี สงสัยในนิยามแห่งความดีที่ท่านเหล่านี้ได้รับ

สังคมเริ่มไม่แน่ใจว่า "ดี" จริงหรือไม่

ครั้งหนึ่ง ในทางสังคมถือเอาสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 เป็นเส้นแบ่งในทางความดีในทางความถูกต้องของความคิด

เช่นเดียวกับ สถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2519

เช่นเดียวกับ สถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

กระนั้น เมื่อสังคมเปลี่ยนจากสถานการณ์การรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เส้นแบ่งระหว่างความเป็นคนดี เรื่องดี ในทางความคิด ในทางการเมือง ก็เริ่มไม่แน่นอนเสียแล้ว

ใครจะนึกว่าคนดีอย่าง นายสุรพล นิติไกรพจน์ เห็นงามไปกับมาตรา 7

ใครจะนึกว่าคนดีอย่าง นางอมรา พงศาพิชญ์ ได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลจากสถานการณ์การรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

ยิ่งผ่านสถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 เส้นแห่งความดีก็ยิ่งหยิกหยอย

อาการหยิกหยอยของคนดี เรื่องดีมาจากการมองเข้าไปยังสถานการณ์การชุมนุมซึ่งเริ่มเมื่อเดือนมีนาคม 2553 แตกต่างกัน

เมื่อมองแตกต่างกัน ความตาย การบาดเจ็บ การถูกจับ ก็ตีความแตกต่างกันไปด้วย

คนดีจากสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516 เริ่มถูกมองด้วยสายตาแปลกแปร่งเมื่อผ่านสถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553

มหากวีประชาชนบางคนก็เริ่มจะเป็นมหากวีของอำมาตย์ไป

คนดีอย่าง นางอมรา พงศาพิชญ์ คนดีอย่าง น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ คนดีอย่าง น.พ.วิชัย โชควิวัฒน จึงถูกมองอย่างสงสัย แคลงใจ กังขา

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นลักษณะแห่งอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอนของ "คนดี"

ครูบารุ่นเก่าสรุปอย่างรวบรัดว่า ในสังคมชนชั้นความเป็นคนล้วนกำหนดจากตราแห่งชนชั้น

ประเด็น คนดี เรื่องดี จึงมิได้ดำรงอยู่อย่างเลื่อนลอยหรือบนฐานอันว่างเปล่า ตรงกันข้าม เขาย่อมมีตราประทับว่าทำเพื่อใครรับใช้ใคร และมองเห็นหัวคนส่วนใหญ่หรือไม่ อย่างไร

คนดีจึงต้องถามว่าดีของใคร คนดีจึงต้องถามว่าดีเพราะรับใช้ใคร

หน้า 6


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 31 สิงหาคม 2554, 17:43:47

 
emo29:P:
 emo29:P:  emo29:P:
 emo29:P:  emo29:P:  emo29:P:


หัวข้อ: เทียบฟอร์ม2นายกฯ อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์ โฉ่งฉ่างกับนุ่มนวล เปลี่ยนตัว"ผบ.ตร."
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 กันยายน 2554, 02:20:47
   วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7591 ข่าวสดรายวัน


เทียบฟอร์ม2นายกฯ อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์ โฉ่งฉ่างกับนุ่มนวล เปลี่ยนตัว"ผบ.ตร."

คอลัมน์ รายงานพิเศษ



แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคประชาธิปัตย์อยู่บ้าง เรื่องการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จากพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ซึ่งสมัครใจย้ายไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเตรียมเสนอชื่อ พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร.อาวุโสสูงสุดขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

แต่เสียงดังกล่าวก็บางเบาอย่างยิ่ง แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ พยายามออกมากรีดการโยกย้ายครั้งนี้ แต่ก็โดนสวนกลับอย่างหนักหน่วง

เพราะในสมัยนายอภิสิทธิ์ ก็ทำเรื่องกระทบวงการตำรวจอย่างรุนแรงด้วยการไม่มีผบ.ตร.ตัวจริงนานถึง 1 ปี ในช่วงพ.ศ.2552-2553 สาเหตุเพียงเพราะไม่สามารถตั้งคนที่ตัวเองต้องการได้ แม้จะใช้สารพัดกลเม็ดก็ตาม

สุดท้ายใช้วิธีตั้งคนที่ตัวเองต้องการรักษาราชการแทนผบ.ตร.ไปเรื่อยๆ จนเกษียณอายุราชการ จึงตั้งพล.ต.อ.วิเชียร เป็นผบ.ตร.ตัวจริงได้สำเร็จ

แม้แต่การจะวิพากษ์รัฐบาลที่ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาฯ สมช. มาช่วยราชการสำนักนายกฯ เพื่อเปิดทางให้พล.ต.อ.วิเชียร มานั่งเก้าอี้ตัวนี้ ก็พูดได้ไม่เต็มปาก

เพราะสมัยนายอภิสิทธิ์ ก็สั่งเด้งพล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และพล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาฯ สมช. มาช่วยราชการ แล้วตั้งคนของตัวเองเข้าไปแทน

รวมทั้งการโยกย้ายอีกหลายกระทรวง และที่ถูกสับเละที่สุดคือปัญหาการโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย

พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ และพรรค ประชาธิปัตย์ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เกี่ยวกับการโยกย้าย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ทำมาแล้วทั้งสิ้น!??

จนถูกฝ่ายรัฐบาลเหน็บกลับว่า "ความ จำสั้น"

โดยเฉพาะตำแหน่งผบ.ตร. หากเทียบไปแล้ว การเปลี่ยนตัวผู้นำสีกากีระหว่าง "นายกฯ หล่อ" กับ "นายกฯ สวย" แม้ผลจะเหมือนกัน แต่ขั้นตอนและความเรียบร้อยแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวก็ไม่ปาน

พลิกปูมมาร์คเด้งพัชรวาท

หลังจากนายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นเป็นนายกฯ ช่วงปลายปี 2551 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และ "งูเห่า" ภาค 2 เพราะ นายเนวิน ชิดชอบ ที่เคยอยู่พรรคพลังประชาชน พาส.ส.แยกออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย สนับสนุนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์

เก้าอี้ผบ.ตร.ของพล.ต.อ.พัชรวาท ก็ถูกเพ่งเล็งในทันที เนื่องจาก "ขาใหญ่ม็อบ" ไม่พอใจที่พล.ต.อ.พัชรวาท เอาจริงเอาจังเรื่องคดีความต่างๆ ทั้งการยึดทำเนียบ และสนามบินสุวรรณภูมิ

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่นายอภิสิทธิ์ ดึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ชายพล.ต.อ. พัชรวาท มาเป็นรมว.กลาโหม เพื่อเชื่อมกับกองทัพ ทำให้เก้าอี้ผบ.ตร.ยังนิ่งอยู่

กระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2552 เกิดเหตุมือปืนยิงถล่มนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. (ในขณะนั้น) กำกับดูแลคดีนี้ และให้รายงานความคืบหน้าถึงนายอภิสิทธิ์ โดยตรง จนถูกมองว่าไม่เหมาะสมเหมือนข้ามหัวผบ.ตร.

จากนั้นเก้าอี้ผบ.ตร.ก็เริ่มร้อน เมื่อมีรายงานว่าผู้ยิ่งใหญ่บางคนใช้คดีนี้เขย่าบัลลังก์ผบ.ตร. โดยกล่าวหาว่าพยายามแทรกแซงคดี

พล.ต.อ.พัชรวาท ตัดสินใจลาพักร้อนช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เพื่อให้ทำงานกันไปเต็มที่ ซึ่งปกติแล้วเมื่อผบ.ตร.ไม่อยู่ต้องให้รองผบ. ตร.อาวุโสสูงสุด รักษาราชการแทน แต่เนื่องจากรองผบ.ตร.อาวุโสสูงสุดชื่อ "พล.ต.อ. เพรียวพันธ์" ทำให้นายอภิสิทธิ์ตั้งพล.ต.อ. วิเชียร ขึ้นมารักษาการผบ.ตร.แทน

แม้พล.ต.อ.พัชรวาท เหมือนกับจะปล่อยวางแล้วเพราะตัวเองกำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน แต่ก็ไม่วายโดนตามล้างตามเช็ดเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีอาญาและวินัยร้ายแรงจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

นายอภิสิทธิ์ ฉวยดาบนี้สั่งเด้งพล.ต.อ.พัชรวาท มาช่วยราชการสำนักนายกฯ ในวันที่ 9 กันยายน พล.ต.อ.พัชรวาท จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง และต่อสู้ตามกระบวนการจนพ้นความผิดเรื่องสลายม็อบ

มีรายงานว่าสาเหตุสำคัญที่พล.ต.อ.พัชรวาท โดนเด้งทั้งๆ ที่กำลังจะเกษียณในอีกไม่กี่วัน ไม่ใช่เพราะเรื่อง ป.ป.ช.ชี้มูลเท่านั้น แต่น่าจะมาจากเรื่องโผแต่งตั้งนายพล และการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนายอภิสิทธิ์

ตั้งผบ.ตร.ยุคชุลมุน

นายอภิสิทธิ์ มีความพยายามจะดัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ มาเป็นผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่งเป็นการแหกประเพณีของวงการสีกากีที่ปกติแล้วจะให้รองผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 ขึ้นมาเป็นผบ.ตร.

แต่พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ซึ่งเป็นรองผบ.ตร. อาวุโสสูงสุด ไม่ มีทางได้ขึ้นอยู่แล้วเพราะเป็นเครือญาติกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

กระนั้นก็น่าจะเลือกรองผบ.ตร.อาวุโสรองๆลงมา แต่กลับโดดข้ามไปเลือกจเรตำรวจแห่งชาติแทน

ช่วงนั้นวิเคราะห์กันมากมายว่าเหตุใดพล.ต.อ.ปทีป จึงเข้าตานายอภิสิทธิ์ ทั้งๆ ที่ดูตามเส้นทางชีวิตแล้ว ทั้งคู่แทบไม่เคยรู้จักหรือสนิทสนมกันเลย

อีกทั้งประวัติการรับราชการของพล.ต.อ. ปทีป ก็ไม่ได้โดดเด่นกว่ารองผบ.ตร.คนอื่นๆ

จนมีรายงานว่าพล.ต.อ.ปทีป ได้แรงหนุนจากขาใหญ่ม็อบที่ตอนนั้นยังญาติดีกับนายอภิสิทธิ์

และที่สำคัญเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ ถูกใจพล.ต.อ.ปทีป เพราะเก่งเรื่องการบริหารงบประมาณอย่างมาก!??

นายอภิสิทธิ์ เสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป ขึ้นเป็นผบ.ตร.คนใหม่ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552 แต่ก.ต.ช. เสียงข้างมากไม่เห็นชอบ!!!

นับเป็นว่าที่ผบ.ตร.คนแรกที่ถูกก.ต.ช. คว่ำชื่อกลางวงประชุม

สำหรับรายชื่อก.ต.ช.ในขณะนั้นประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี, นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม, นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม, นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นก.ต.ช.โดยตำแหน่ง

ที่เหลืออีก 4 คนเป็นก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย, นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านงบประมาณ, นายนพดล อินนา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาองค์กร และพล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนหรือการบริหารจัดการ

มีคนที่โหวตเห็นด้วยเพียง 3 คนคือ นายพีระพันธุ์, นายถวิล และนายปิยพันธุ์

เบื้องหลังคว่ำชื่อปทีป

ก.ต.ช.เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าผบ.ตร.คนใหม่น่าจะเป็นพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร. เพราะโดดเด่นทั้งงานบริหารและปราบปราม รวมทั้งมีสายสัมพันธ์อันดีกับคนในหลายแวดวง แม้แต่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ก.ต.ช.เสียงส่วนใหญ่ได้ "ข้อมูลสำคัญ" ที่มิอาจเพิกเฉยได้ เป็นข้อมูลส่งผ่านนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ (ในขณะนั้น)

"ข้อมูลสำคัญ" นี้นอกจากก.ต.ช.ทุกคนจะรู้แล้ว นายอภิสิทธิ์ เองก็ทราบเช่นกัน แต่เหมือนไม่สนใจหรือไม่เชื่อ จึงดึงดันเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป แทนที่จะเป็นพล.ต.อ.จุมพล

ผลที่ออกมาจึงคว่ำไม่เป็นท่า

บรรดาส.ส.รุ่นใหม่ของประชาธิปัตย์ ดาหน้าออกมาถล่มก.ต.ช.กันสนุกปาก เหมือนไม่รู้คำว่า "ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ"

ขณะที่ส.ส.รุ่นใหญ่แม้แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ยังต้องเงียบเสียง เพราะรู้ดีถึงที่มาของ "ข้อมูลสำคัญ"

หลังโดนสอนเชิงในก.ต.ช. แต่นายอภิสิทธิ์ยังแสดงบท "ดื้อ" ด้วยความพยายามจะส่งชื่อพ.ล.ต.อ.ปทีป เข้าที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 16 กันยายน

โดยก่อนหน้านั้นก็พยายามเดิมเกม "แย่งเสียง" ชนิดที่อึ้งกันไปทั้งบาง

แรกสุดที่เข้าทางคือพล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งถูกเด้งไปช่วยราชการจากคดีสลายม็อบ 7 ตุลาคม 2551 แล้วตั้งพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.ขึ้นมารักษาราชการแทน

โดยนายอภิสิทธิ์ เลี่ยงที่จะตั้งพล.ต.อ.ปทีป ซึ่งเคยเป็นรักษาราชการแทนผบ.ตร.มาก่อนหน้านี้ เพราะต้องการให้พล.ต.อ.ธานี ใช้สิทธิ์ออกเสียงในก.ต.ช.ได้นั่นเอง

รายถัดมาคือ พล.ต.อ.สุเทพ ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีลูกชายเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจลาออกจากก.ต.ช.เพราะแบกรับความกดดันไม่ไหว

สุดท้ายคือนายกิตติพงษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งบังเอิญต้องไปราชการในวันเลือกผบ.ตร.พอดี ซึ่งคนที่มารักษาการแทนคือนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

ตั้งเป็นรรท.ยันเกษียณ

หากดูเสียงตอนนี้เหมือนกับฝ่ายหนุนพล.ต.อ.จุมพล เหลือเพียง 4 เสียงนำโดย นายชวรัตน์ ส่วนฝ่ายนายอภิสิทธิ์ นอกจาก 3 เสียงเดิมแล้วยังเพิ่มพล.ต.อ.ธานี ที่มาแทนพล.ต.อ.พัชรวาท และนายชาญเชาวน์ รวมเป็น 5 เสียง

แต่ทว่าเมื่อถึงวันประชุมจริง นายอภิสิทธิ์ ก็โดนน็อกรอบ 2 เพราะก.ต.ช.ฝ่ายนายอภิสิทธิ์ อย่างน้อย 3 คนปิดห้องคุยกับนายกฯ ก่อนการประชุมก.ต.ช.ไม่นาน โดยระบุว่าไม่สามารถโหวตหนุนพล.ต.อ.ปทีป ได้

เนื่องจากได้รับรู้ถึง "ข้อมูลสำคัญ" ที่ย้ำมาอีกรอบ

นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจเลื่อนการแต่งตั้งผบ.ตร.ออกไปไม่มีกำหนด และใช้วิธีที่ไม่มีใครคาดคิดคือตั้งพล.ต.อ.ปทีป รักษาราชการแทนผบ.ตร.นานถึง 1 ปีเต็มๆ กระทั่งพล.ต.อ.ปทีป เกษียณอายุพร้อมพล.ต.อ.จุมพล ในเดือนกันยายน 2553

ผลจากนั้นนอกจากทำให้วงการตำรวจต้องติดขัดในการทำงาน เพราะไม่มีผู้นำตัวจริงแล้ว แม้แต่นายนิพนธ์ ยังต้องลาออกจากเลขาธิการนายกฯ เพื่อรับผิดชอบที่ไม่สามารถทำให้นายอภิสิทธิ์ ยอมรับฟัง "ข้อมูลสำคัญ" ได้

เมื่อพล.ต.อ.ปทีป เกษียณอายุราชการ คราวนี้ที่ประชุมก.ต.ช.ไม่มีปัญหาเมื่อนายอภิสิทธิ์เสนอชื่อพล.ต.อ.วิเชียร เพราะเห็นว่าเหมาะสมและที่สำคัญเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำ มาอย่างยาวนาน

การบริหารงานเรื่องผู้นำตำรวจระหว่างนายอภิสิทธิ์ กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ด้วยความเรียบร้อย และเป็นไปอย่างละมุนละม่อม

จึงเป็นภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนยิ่ง!??

หน้า 2


หัวข้อ: "ข่าวสด-มติชน"ลาออกจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 กันยายน 2554, 02:24:43
วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 02:59 น.  ข่าวสดออนไลน์


"ข่าวสด-มติชน"ลาออกจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

"ข่าวสด-มติชน-ประชาชาติ" ลาออกจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแล้วชี้เป็นที่ ประจักษ์ชัดว่ามี "อิทธิพลการเมืองภาย นอก" เข้าบิดเบือน-แทรกแซงการทำงานของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ เป็นเหตุให้ภาคีสมาชิกตกเป็นเหยื่อการต่อสู้ทางการเมือง ทั้งยังต้องประสบกับข้อกล่าวหาเลื่อนลอยไร้สาระจากผลการสอบสวน กรณีอีเมล์สื่อ แต่สภาการหนังสือพิมพ์ฯ มิได้แสดงความกระตือรือร้นจัดการแก้ไข ไม่ส่งเสริมเสรีภาพ รวมถึงไม่ดำเนินการระงับความเสียหาย ยิ่งกลับแสดงท่าทีเหมือนเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม เครือมติชน-ข่าว สด จะยังคงธำรงรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานจรรยา บรรณแห่งวิชาชีพ ดังเช่นที่ยึดถือปฏิบัติมายาว นานกว่า 30 ปี และพร้อมทบทวนท่าที หากเจตนาเมื่อครั้งก่อตั้งสภาหนังสือพิมพ์ฯ ได้รับการฟื้นฟูสู่ปกติ

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ยื่นหนังสือ 2 ฉบับ ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2554 ให้แก่ประธานคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยเป็นหนังสือ "แจ้งลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ" และ "ชี้แจงข้อเท็จจริง อ้างถึงหนังสือสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่ สนช.129/13/2554 วันที่ 19 สิงหาคม 2554" ตามลำดับ

สำหรับหนังสือ ฉบับแรก เรื่อง แจ้งลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์ แห่งชาติ มีเนื้อหาดังนี้ "ในฐานะภาคีสมาชิก ผู้ร่วมก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และให้ความร่วมมือกับการทำหน้าที่และกิจกรรม ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติด้วยดีตลอดมา กระผมในฐานะตัวแทนของภาคีสมาชิกอันประกอบด้วยหนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ขอแจ้งต่อคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ว่า หนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับ ขอลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2554

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจัดตั้ง ขึ้นด้วยเจตนารมณ์เพื่อเป็นองค์กรควบคุมกันเอง และส่งเสริมเสรีภาพและความรับผิดชอบยกระดับ ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์และกิจการหนังสือพิมพ์ให้ดียิ่งขึ้น แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในกรณีล่าสุดกับภาคีสมาชิกอย่างหนังสือ พิมพ์มติชนและหนังสือพิมพ์ข่าวสดสะท้อนว่าหลักการข้างต้นมิได้รับการธำรง รักษา ซ้ำยังถูกบิดเบือนด้วยอิทธิพลการเมืองจากภายนอก

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเป็นที่ประจักษ์ว่ามีอิทธิพลการเมืองภายนอกเข้าแทรกแซง และมีภาคีสมาชิกตกเป็นเหยื่อของการต่อสู้ทางการเมืองนั้น คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ยังมิได้แสดงความกระตือรือร้นจะจัดการแก้ไข รวมไปถึงดำเนินการระงับความเสียหายผู้ได้รับผลกระทบ ที่เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศศักดิ์ศรีไปแล้วดังที่ควรปฏิบัติ กลับแสดงท่าทีเหมือน เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม

ตลอดเวลากว่า 30 ปี เครือมติชนได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความหนักแน่นมั่นคงในวิชาชีพ เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากประชาชน ด้วยความเป็นมืออาชีพและวัตรปฏิบัติที่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียด้านจรรยาบรรณ จนกระทั่งประสบกับข้อกล่าวหาที่เลื่อน ลอยไร้สาระเช่นนี้

ด้วยเหตุ นี้ กระผมในฐานะตัวแทนของภาคีสมาชิกทั้ง 3 จึงขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า หนังสือ พิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือ พิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ขอลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยหวังว่าการแสดงออกเช่นนี้จะทำให้เกิดการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ และการเปลี่ยนแปลงที่จะนำสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติกลับไปสู่มาตรฐานของ เจตนารมณ์เมื่อครั้งก่อตั้งได้

หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ขอยืนยันว่า แม้จะมิได้เป็นภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือ พิมพ์แห่งชาติแล้ว แต่หนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับไปจนถึงกิจการอื่นๆ ในเครือ จะยังคงธำรงรักษา ซึ่งมาตรฐานจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ดังเช่นที่ยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่ก่อนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจะถือ กำเนิด พร้อมจะให้สังคมตรวจสอบความสุจริตโปร่งใสในการปฏิบัติงานได้ทุกเวลา และพร้อมให้ความร่วมมือกระทำการในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน ส่วนใหญ่ ไปจนถึงการทบทวนสถานภาพและท่าที หากเจตนาและมาตรฐานเมื่อครั้งก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้รับการ ฟื้นฟูกลับมาสู่ความเป็นปกติดังเดิม จึงเรียนมาด้วยความเคารพ ปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน)"

ผู้สื่อข่าวระบุว่า ส่วนหนังสือฉบับที่สอง เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริง อ้างถึงหนังสือสภาการหนังสือ พิมพ์แห่งชาติ ที่ สนช.129/13/2554 วันที่ 19 สิงหาคม 2554 มีเนื้อหาโดยละเอียดดังนี้ "หนังสือพิมพ์มติชนและข่าวสด ซึ่งเป็นภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ขอเรียนชี้แจงคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติว่า ตามที่ คณะกรรมการมีมติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 ให้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีข่าวอีเมล์ที่อ้างว่าเป็นของบุคคลในพรรคเพื่อไทยระบุว่ามีการจ่ายสินบน ให้กับสื่อมวลชน และแถลงผลการสอบสวนไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554

หนังสือพิมพ์มติชน-ข่าวสด ได้ออกแถลง การณ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ เพื่อชี้ให้เห็นความผิดปกติและความไม่ชอบมาพากลของการสอบสวนดังกล่าว ว่า

1.ดำเนินการไปโดยผิดหลักการ ไม่ว่าจะเป็น การตั้งหัวข้อสอบสวนตามชอบใจ เมื่อบุคคลไม่ผิดก็ขยายไปที่องค์กร ไปจนถึงการสอบสวนลับหลังโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง ข้อเท็จจริง 2.วิธีการสอบสวนและการสรุปผลสอบสวนขาดตรรกะ และความรู้ความเข้าใจในการประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ 3.พฤติกรรมแห่งการสอบสวนและผู้สอบสวนมีเจตนาน่าเคลือบแคลง โดยเฉพาะความพยายามในการใช้ผลการสอบสวนนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของคน บางกลุ่ม

หนังสือพิมพ์มติชน-ข่าวสด เรียนย้ำว่าจะไม่ขอใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์ต่อสภาการหนังสือ พิมพ์แห่งชาติ เพราะยืนยันมาแต่ต้นแล้วว่าไม่ยอมรับผลการสอบสวนที่ผิดปกติของคณะอนุกรรม การได้ แต่การชี้แจงครั้งนี้ เนื่องจากการสอบสวนพาดพิงถึงองค์กรหนังสือพิมพ์ ซึ่งคณะอนุกรรม การและสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติมิได้เปิดโอกาสให้ได้แสดงข้อเท็จจริงมา ก่อน

ในฐานะภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หนังสือพิมพ์มติชน-ข่าวสด ขอยืนยันว่า ทั้งองค์กรและผู้ปฏิบัติงานของหนังสือพิมพ์ทั้งสอง ได้ประพฤติปฏิบัติตามกรอบจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพและข้อบังคับด้านจริยธรรมของ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติอย่างซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด

หนังสือพิมพ์มติชน-ข่าวสด หวังว่าคณะกรรม การสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติที่ประกอบไปด้วยผู้อาวุโสในวิชาชีพสื่อมวลชน และผู้ทรงคุณวุฒิจากวิชาชีพอื่นๆ จะพิจารณาเหตุที่เกิดขึ้นด้วยใจเป็นธรรมและแก้ไขความเสียหายให้กับภาคี สมาชิกที่ได้รับความเสื่อมเสียทั้งที่มิได้ประพฤติตามที่ถูกกล่าวหา จึงเรียนมาด้วยความเคารพ ปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน)"

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้หนังสือ พิมพ์ในเครือมติชน ข่าวสด และประชาชาติธุรกิจ ลาออกจากภาคีสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สืบเนื่องมาจากกรณีสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ แต่งตั้ง "คณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งจดหมายอิเล็ก ทรอนิกส์ (อีเมล์) ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวล ชน" กำหนดให้นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน และมีอนุกรรมการ ประกอบด้วย นางบัญญัติ ทัศนียะเวช, รศ.ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์, ศ.พิเศษ สิทธิโชค ศรีเจริญ และดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นเลขานุการ

ต่อมาอนุกรรมการ ชุด น.พ.วิชัย สรุปผลการสอบสวนไม่พบว่ามีสื่อหรือบุคคลที่มีชื่อปรากฏในอีเมล์ของนักการ เมืองพรรคเพื่อไทยรับสินบน แต่อนุกรรมการกลับเปิดประเด็นใหม่ สอบลับหลังแล้วสรุปกล่าวหาว่า น.ส.พ.มติชน ข่าวสด และไทยรัฐ เอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย ที่สำคัญกระบวนการสอบของอนุกรรมการ ชุดนี้ผิดหลักปฏิบัติ ผิดมาตรฐานวิชาชีพหนังสือ พิมพ์ และผิดจรรยาบรรณสภาการหนังสือพิมพ์ฯ อาทิ เปิดเผยชื่อของคอลัมนิสต์ และใช้วิธีนั่งนับการลงรูปภาพโดยไม่พิจารณามูลเหตุแวดล้อมของเหตุการณ์ อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ยังรีบรับลูกนำผลสรุปไปยื่นต่อกกต. เพื่อให้ยุบพรรคเพื่อไทย ขณะที่ตัวน.พ.วิชัยเองก็เร่งรีบไปให้ การเป็นประโยชน์ต่อคดียุบพรรคเพื่อไทยกับกกต. ทันทีที่แถลงผลสอบสวนเสร็จสิ้น ทำให้เครือมติชน-ข่าวสด ออกแถลงการณ์ 2 ฉบับแสดงจุดยืนไม่ยอมรับผลสอบฉบับนี้

นอกจากนั้น จากการตรวจสอบยังพบว่า น.พ.วิชัยมีสายสัมพันธ์กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในสมัยนายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ น.พ.วิชัยเคยเขียนจดหมายส่วนตัว ส่งไปถึงนายอภิสิทธิ์ฝากฝังให้แต่งตั้งน.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพราะเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ยาวนาน หลังจากนั้น เมื่อน.พ.ชูชัยทำหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและสรุปผล สอบเหตุปราบคนเสื้อแดงจนมีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2,000 ราย ช่วงปี 2553 ชี้ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้ละเมิดสิทธิฯ ผู้ชุมนุมใดๆ ทั้งสิ้น

ต่อมา นางยุวดี ธัญญสิริ นักข่าวอาวุโสทำเนียบรัฐบาล และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาการหนังสือพิมพ์ฯ วิพากษ์อนุกรรมการชุดหมอวิชัยเช่นกันว่าสรุปผลเร็วขาดความรอบคอบ ชี้ ที่ผ่านมาตลอดห้วงวิกฤตการเมือง 2 ปี "ข่าวสด" เป็นตัวแทนต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ ผู้บาดเจ็บ-ล้มตายจากเหตุปราบคนเสื้อแดง ด้านผศ.ดร.ทวีศักดิ์ เผือกสม อาจารย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ส่งอีเมล์ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการของหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย ที่มีน.พ.วิชัยร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย เนื่องจากรับไม่ได้กับการตรวจสอบมติชน-ข่าวสด ของน.พ. วิชัย โดยระบุว่ามีอคติไม่เป็นธรรม

ขณะที่นายฐากูร บุนปาน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงสาเหตุที่ไม่ยอมรับผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการ กับผู้สื่อข่าวแตกประเด็น ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ว่า "กระบวนการทั้งหมดนี้ รวมอยู่กับตัวบุคคลซึ่งถูกสอบ ท่านไม่เคยบอกก่อนว่าจะตรวจสอบองค์กรด้วย ไม่มีตรงไหนของหนังสือที่แจ้งมาว่า เนื่องจากผลสอบไม่พบพฤติกรรมของบุคลากรรวมถึงองค์กรคุณด้วยนะ ไม่มี ไม่ได้บอก เราถึงตั้งข้อสงสัยว่าเลยธงหรือเปล่า วิธีการสอบสวนของคณะอนุกรรมการมีปัญหาในตัวมันเอง ท่านมองปัญหาเป็นจุด ไม่มองที่มาที่ไป ว่าก่อนเลือกตั้งเป็นไง หลังเลือกตั้งแล้วเป็นไง จับมาจุดเดียวแล้วลงมติว่า ผมเป็นคนอย่างไร" และยืนยันว่า ไม่มีใครคนใดคนหนึ่ง จะสามารถกำหนดทิศทางใดทิศทางข่าวในแต่ละวันเพียงคนเดียวได้ เพราะการคัดเลือกข่าวของ มติชน-ข่าวสด เป็นไปตามระบบวิชาชีพผู้ประกอบ การหนังสือพิมพ์ ด้านนายสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานกรรมการบริษัทมติชน ส่งหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน เพื่อแสดงความประสงค์ขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้แทนองค์กร และกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติกลุ่มผู้แทนองค์กร เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554

 
   


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 14 กันยายน 2554, 04:08:05
เจอข่าวเพื่อนจากถุงกล้วยแขก มาลองอ่านกันขอรับ

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd541945_8563788_5849895_9921381photo.jpg)

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd663541_3130708_5931678_2813471photo.jpg)

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd105886_151488_6919796_8434094photo.jpg)

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd999527_450714_2475745_7721261photo.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 14 กันยายน 2554, 04:36:26
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd707898_3466495_5578317_7693792photo.jpg)

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd730119_7699698_482716_3226392photo.jpg)

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd93973_3311974_2971736_4231829photo.jpg)

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd739645_339442_6123770_1704974photo.jpg)

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd784147_5784105_7360568_7154305photo.jpg)

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd160086_5186597_1570037_7207402photo.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: suphot ที่ 14 กันยายน 2554, 10:48:51
การบริหารงานเรื่องผู้นำตำรวจระหว่างนายอภิสิทธิ์ กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ด้วยความเรียบร้อย และเป็นไปอย่างละมุนละม่อม

จึงเป็นภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนยิ่ง!??

 emo4:)) แน่ใจหรือครับว่าเป็นไปอย่างละมุนกับละม่อม....ก็เห็นยังรักษาการอยู่เลย...มันต่างกันตรงไหน
ถ้าจบ มันต้อง เป็นได้ในวันที่ 1 ตุลานี้...ถ้ายัง....ก็ไม่แตกต่างกันหรอก...อยากรู้ต้องไปถามพี่ถวิล... emo20:)):)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Pete15 ที่ 14 กันยายน 2554, 11:17:57
สวิล ยังไม่เปลียนสี(ศรี)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: suphot ที่ 14 กันยายน 2554, 11:50:51
อ้างถึง
ข้อความของ Pete15 เมื่อ 14 กันยายน 2554, 11:17:57
สวิล ยังไม่เปลียนสี(ศรี)
ครับพี่่ปี๊ด...พี่ถวิล...แกไม่ยอมเปลี่ยนง่ายหรอกครับ...ถ้าข้าราชการ
ประจำต้องมานั่งก้มหัวให้นักการเมืองแบบนี้....ประชาชนจะไปหวังพึ่งอะไรจากใครได้...โดยเฉพาะ
นักการเมืองจอมเทคนิค...ปากอย่างใจอย่าง....เพื่อนผมมันถึงได้เดือดร้อน....เพราะข้าราชการประจำ
หัวหดไม่สู้.....ต้องคอยเลีย...ข้าราชการการเมือง...ไม่ว่าฝ่ายไหนพรรคไหน...มันก็ต้องให้ความเป็นธรรม
กับข้าราชการการเมืองก่อน....ยังไม่ได้ทำงานเลย...มันบอกไม่ใช่พวกมัน...ทำงานร่วมกันไม่ได้......
อ้าว...อย่างนี้ไม่ต้องย้ายกันทั้งประเทศเลยหรือครับ...ฮ่วย!


หัวข้อ: ย้าย"วิเชียร"ช่วยราชการสำนักนายกฯ ตั้ง"พระนาย สุวรรณรัฐ"รักษาการปลัด มท.
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 กันยายน 2554, 22:38:05
ย้าย"วิเชียร"ช่วยราชการสำนักนายกฯ ตั้ง"พระนาย สุวรรณรัฐ"รักษาการปลัด มท.
 
   

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 กันยายน ที่กระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งให้นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และตนได้ลงนามแต่งตั้งนายพระนาย สุวรรณรัฐ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิเชียรได้เดินทางมาเก็บของออกจากห้องทำงานปลัดกระทรวงฯทั้งหมดแล้ว โดยนายวิเชียรกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เป็นข้าราชการต้องมีระเบียบวินัยที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 21 กันยายน 2554, 22:40:06
แต้วเก่งจัง Ibis เราก็เคยไปพัก

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd542986_9046123_2326731_4123578photo.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 26 กันยายน 2554, 22:31:44
เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มาลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กระทรวงมหาดไทยหลังจากพ้นจากตำแหน่ง มีผู้มาร่วมพิธีประมาณ ๑๐ คน ต่างจากวันเข้ารับตำแหน่ง และ ปลัดกระทรวงท่านอื่นอย่างชัดเจน ยังกับว่า คนมหาดไทยเขื่อว่าอีก ๕ ปี ที่ยังเหลือ ท่านจะไม่ย้อนมามหาดไทย


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 28 กันยายน 2554, 00:16:54
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 26 กันยายน 2554, 22:31:44
เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มาลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กระทรวงมหาดไทยหลังจากพ้นจากตำแหน่ง มีผู้มาร่วมพิธีประมาณ ๑๐ คน ต่างจากวันเข้ารับตำแหน่ง และ ปลัดกระทรวงท่านอื่นอย่างชัดเจน ยังกับว่า คนมหาดไทยเขื่อว่าอีก ๕ ปี ที่ยังเหลือ ท่านจะไม่ย้อนมามหาดไทย

แล้วน้องป๋าเชื่ออย่างไรครับ?


หัวข้อ: จุดต่าง 2 รัฐบาล อภิสิทธิ์ กับ ยิ่งลักษณ์ ′พูด′ กับ ′ทำ′
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 04 ตุลาคม 2554, 01:53:44
จุดต่าง 2 รัฐบาล อภิสิทธิ์ กับ ยิ่งลักษณ์ ′พูด′ กับ ′ทำ′
วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:00:59 น.


(ที่มา : มติชน รายวัน ฉบับวันที่ 3 ต.ต.2554)
 

หากประเมินจาก "น้ำเสียง" ของ นายเทพไท เสนพงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี "เงา" พรรคประชาธิปัตย์

ถือว่า รายการ "นายกฯยิ่งลักษณ์พบประชาชน" สอบผ่าน

เป็นการสอบผ่านบนบรรทัดฐาน "การพูดของนายกรัฐมนตรี วันนี้เป็นเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี"

เป็นบรรทัดฐานอัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้กำหนด

เป็นบรรทัดฐานอัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เองก็ยึดกุมอย่างมั่นคงตั้งแต่แรกที่เปิดตัวในฐานะผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย

รูปธรรมในเบื้องต้น คือ การนำเสนอสิ่งที่จะทำโดยผ่าน "นโยบาย"

รูปธรรมในเบื้องกลางเมื่อได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 3 กรกฎาคม คือ การจะทำตามคำมั่นอันให้ไว้ในระหว่างรณรงค์หาเสียง

รูปธรรมอันสัมผัสได้ผ่านรายการ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์พบประชาชน" คือ การได้ลงมือทำ

ทั้งหมดนี้ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สำเหนียกในจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย สำเหนียกในจุดแข็งของตนเอง ที่ซึ่งสำแดงและนำเสนอให้ประชาชนพิจารณาเสมอมา

นั่นก็คือ "ทำ" ให้ได้อย่างที่ "พูด"

มีความแตกต่างอย่างแน่นอนระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้ว่าจะมาจากบิดา มารดา คนเดียวกันก็ตาม

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงท่าที ไม่ลดราวาศอก

ไม่ว่าเมื่อแรกเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ไม่ว่าเมื่อแรกเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

จุดเด่นคือ ตอบโต้ทุกเม็ด ไม่ยอมใครง่ายๆ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เหมือนกับเป็นคนอ่อน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ดำรงจุดมุ่งหมายของตนอย่างมั่นแน่ว

เพียงแต่ด้วยท่าทีอันนุ่มนวล อาศัยความเป็นผู้หญิงให้เป็นประโยชน์

สิ่งที่ประชาชนเห็นมาโดยตลอดก็คือ ไม่ยินยอมเข้าไปในสนามรบหรือเวทีที่ตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายกำหนด

นั่นก็คือ หลีกเลี่ยงการปะทะกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ไม่ว่าจะถูกเย้ายั่ว ไม่ว่าจะถูกโจมตีทั้งต่อหน้าและลับหลังอย่างไร ก็ยิ้มรับแต่ก็มิได้หมายความว่าจะยอมรับหรือเห็นด้วย ตรงกันข้าม กลับอาศัยจุดแข็งของตนมาเป็นประโยชน์และสามารถเอาชนะในตอนปลายได้ในที่สุด

จุดแข็งที่สำคัญเป็นอย่างก็คือ ความพยายามในการไม่ตอบโต้ ไม่ปะทะด้วยกำลัง

เวลา 1 เดือนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจถูกเยาะเย้ย หยามหมิ่น จากฝ่ายตรงกันข้าม อย่างรุนแรงและร้ายกาจ

เล่นเรื่อง "ส่วนตัว" เสียๆ หายๆ ก็มี

พูดผิดเพียงนิดเดียว แถลงผิดเพียงนิดเดียว ก็ถูกนำไปขยายด้วยวาทกรรมหะรูหะราอย่างชนิดไม่รู้จักแล้วไม่รู้จักเลิก

ทั้งยังเป็นการเล้าเหลืออันมาจากประดา "ผู้ชาย" ทั้งท่อน

ปรปักษ์บางคนสรุปอย่างไม่ลังเลว่าเละยิ่งกว่าเละ ปรปักษ์บางคนสรุปอย่างมั่นใจว่าไม่น่าจะอยู่ได้เกิน 6 เดือน

ตรงกันข้าม คำน้อยจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เคยตอบโต้

ตรงกันข้าม สิ่งที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยืนหยัดแสดงออกคือ การลงมือทำงานตามคำมั่นที่ได้ประกาศให้ไว้กับประชาชน

ไม่ว่าการลดราคาน้ำมัน ช่วยค่าครองชีพประชาชน

ไม่ว่าบ้านหลังแรก ไม่ว่ารถยนต์คันแรก ไม่ว่าเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท และไม่ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และเดินหน้าต่อไปในเรื่องการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ให้กับผู้ใช้แรงงาน

เป็นการ "ทำ" โดยมีการ "พูด" เพื่อขยายรายละเอียดตามมาพอสมควร

จุดต่างระหว่างรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คืออะไร

เพียงเวลา 1 เดือนประชาชนก็เริ่มมองเห็น จากการเปรียบเทียบระหว่างความสันทัดอันมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ ความสันทัดอันมาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เป็นความสันทัดอันแตกต่างกันระหว่าง "การพูด" กับ "การทำ" อย่างแน่นอน

Notice: Undefined index: subcatid in /mnt/public_html/news_detail.php on line 195


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: suphot ที่ 04 ตุลาคม 2554, 11:50:40
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 04 ตุลาคม 2554, 01:53:44
จุดต่าง 2 รัฐบาล อภิสิทธิ์ กับ ยิ่งลักษณ์ ′พูด′ กับ ′ทำ′
วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:00:59 น.


(ที่มา : มติชน รายวัน ฉบับวันที่ 3 ต.ต.2554)
 

หากประเมินจาก "น้ำเสียง" ของ นายเทพไท เสนพงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี "เงา" พรรคประชาธิปัตย์

ถือว่า รายการ "นายกฯยิ่งลักษณ์พบประชาชน" สอบผ่าน

เป็นการสอบผ่านบนบรรทัดฐาน "การพูดของนายกรัฐมนตรี วันนี้เป็นเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี"

เป็นบรรทัดฐานอัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้กำหนด

เป็นบรรทัดฐานอัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เองก็ยึดกุมอย่างมั่นคงตั้งแต่แรกที่เปิดตัวในฐานะผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย

รูปธรรมในเบื้องต้น คือ การนำเสนอสิ่งที่จะทำโดยผ่าน "นโยบาย"

รูปธรรมในเบื้องกลางเมื่อได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 3 กรกฎาคม คือ การจะทำตามคำมั่นอันให้ไว้ในระหว่างรณรงค์หาเสียง

รูปธรรมอันสัมผัสได้ผ่านรายการ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์พบประชาชน" คือ การได้ลงมือทำ

ทั้งหมดนี้ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สำเหนียกในจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย สำเหนียกในจุดแข็งของตนเอง ที่ซึ่งสำแดงและนำเสนอให้ประชาชนพิจารณาเสมอมา

นั่นก็คือ "ทำ" ให้ได้อย่างที่ "พูด"

มีความแตกต่างอย่างแน่นอนระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้ว่าจะมาจากบิดา มารดา คนเดียวกันก็ตาม

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงท่าที ไม่ลดราวาศอก

ไม่ว่าเมื่อแรกเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ไม่ว่าเมื่อแรกเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

จุดเด่นคือ ตอบโต้ทุกเม็ด ไม่ยอมใครง่ายๆ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เหมือนกับเป็นคนอ่อน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ดำรงจุดมุ่งหมายของตนอย่างมั่นแน่ว

เพียงแต่ด้วยท่าทีอันนุ่มนวล อาศัยความเป็นผู้หญิงให้เป็นประโยชน์

สิ่งที่ประชาชนเห็นมาโดยตลอดก็คือ ไม่ยินยอมเข้าไปในสนามรบหรือเวทีที่ตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายกำหนด

นั่นก็คือ หลีกเลี่ยงการปะทะกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ไม่ว่าจะถูกเย้ายั่ว ไม่ว่าจะถูกโจมตีทั้งต่อหน้าและลับหลังอย่างไร ก็ยิ้มรับแต่ก็มิได้หมายความว่าจะยอมรับหรือเห็นด้วย ตรงกันข้าม กลับอาศัยจุดแข็งของตนมาเป็นประโยชน์และสามารถเอาชนะในตอนปลายได้ในที่สุด

จุดแข็งที่สำคัญเป็นอย่างก็คือ ความพยายามในการไม่ตอบโต้ ไม่ปะทะด้วยกำลัง

เวลา 1 เดือนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจถูกเยาะเย้ย หยามหมิ่น จากฝ่ายตรงกันข้าม อย่างรุนแรงและร้ายกาจ

เล่นเรื่อง "ส่วนตัว" เสียๆ หายๆ ก็มี

พูดผิดเพียงนิดเดียว แถลงผิดเพียงนิดเดียว ก็ถูกนำไปขยายด้วยวาทกรรมหะรูหะราอย่างชนิดไม่รู้จักแล้วไม่รู้จักเลิก

ทั้งยังเป็นการเล้าเหลืออันมาจากประดา "ผู้ชาย" ทั้งท่อน

ปรปักษ์บางคนสรุปอย่างไม่ลังเลว่าเละยิ่งกว่าเละ ปรปักษ์บางคนสรุปอย่างมั่นใจว่าไม่น่าจะอยู่ได้เกิน 6 เดือน

ตรงกันข้าม คำน้อยจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เคยตอบโต้

ตรงกันข้าม สิ่งที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยืนหยัดแสดงออกคือ การลงมือทำงานตามคำมั่นที่ได้ประกาศให้ไว้กับประชาชน

ไม่ว่าการลดราคาน้ำมัน ช่วยค่าครองชีพประชาชน

ไม่ว่าบ้านหลังแรก ไม่ว่ารถยนต์คันแรก ไม่ว่าเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท และไม่ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และเดินหน้าต่อไปในเรื่องการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ให้กับผู้ใช้แรงงาน

เป็นการ "ทำ" โดยมีการ "พูด" เพื่อขยายรายละเอียดตามมาพอสมควร
...
จุดต่างระหว่างรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คืออะไร

เพียงเวลา 1 เดือนประชาชนก็เริ่มมองเห็น จากการเปรียบเทียบระหว่างความสันทัดอันมาจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ ความสันทัดอันมาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เป็นความสันทัดอันแตกต่างกันระหว่าง "การพูด" กับ "การทำ" อย่างแน่นอน

Notice: Undefined index: subcatid in /mnt/public_html/news_detail.php on line 195
สักแต่ว่าทำ เค้าเลยเรียกว่าทำแก้บน...ทำไม่ได้อย่างที่พูดกระทบกระเทือนไปหมด
ทำไม่รู้จักเวลาว่าตอนไหนควรตอนไหนไม่ควร...เรียกว่าทำตามโพยมากกว่าใช้สมองตัวเอง...ไอ้เรื่องหลีกเลี่ยง
การปะทะกับอภิสิทธิ์ เค้าเรียกว่าเอาตัวรอด...สัญญาอะไรไว้กับประชาชน...ไม่ทำก็ไม่รอด..ก็คงอยู่ได้...
แต่...ไม่นาน....


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 04 ตุลาคม 2554, 20:42:43
ใจเย็นเน้อท่านหมู ดูเขาไปก่อน
อย่าเพิ่งเครียดมาก เดี๋ยวผอมน้า...


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: suphot ที่ 04 ตุลาคม 2554, 21:00:57
อ้างถึง
ข้อความของ แจง-24 เมื่อ 04 ตุลาคม 2554, 20:42:43
ใจเย็นเน้อท่านหมู ดูเขาไปก่อน
อย่าเพิ่งเครียดมาก เดี๋ยวผอมน้า...

ขออภัยครับ...สถานการณ์มันพาไป...เพราะการกระทำของเธอ
หาได้เป็นอย่างที่พูดและสัญญาเอาไว้ไม่...ผลงานมันฟ้อง...ไปในทางที่ทำให้ชาติเสียหาย


หัวข้อ: ย้ายด่วน ผู้ว่าปทุม
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 25 ตุลาคม 2554, 01:27:53
ผวจ.ปทุมรับคำสั่งเด้ง-ยันยังอยากทำงานต่อ
ข่าวอาชญากรรม วันอังคารที่ 25 เดือนตุลาคม พ.ศ.2554 00:04 น.
 

ผวจ.ปทุม ฯ ยอมรับคำสั่งย้ายด่วน แต่ยังไม่รู้เหตุผล ชี้ที่ผ่านมาทำเต็มที่แล้ว ยืนยันยังอยากทำหน้าที่ต่อ



นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทย มีคำสั่ง ย้ายด่วน เป็นผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีผลในวัน 25 ต.ค. ว่าทางผู้บังคับบัญชาได้มีคำสั่งย้ายตนเองไปช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทยจริง ซึ่งผู้บังคับบัญชาไม่ได้ระบุถึงเหตุผลที่มีคำสั่งย้าย แต่ทั้งนี้ก็ตนพร้อมน้อมรับกับคำสั่งและปฎิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจากตนทำงานเป็นข้าราชการ ซึ่งความจริงแล้วก็ยังอยากที่จะทำหน้าที่เดิมอยู่ เพราะที่ผ่านมานั้นการปฎิบัติหน้าที่กำลังเป็นไปได้ด้วยดี และได้ต่อสู้กับการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเต็มที่ เปรียบเหมือนกับหนังที่กำลังดำเนินเรื่องไปได้ด้วยดี แต่ก็ต้องมาจบลงอย่างกะทันหัน ซึ่งตนไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

Link : http://www.innnews.co.th/ผวจ-ปทุมรับคำสั่งเด้ง-ยันยังอยากทำงานต่อ--316681_05.html


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: suphot ที่ 25 ตุลาคม 2554, 10:00:44
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 25 ตุลาคม 2554, 01:27:53
ผวจ.ปทุมรับคำสั่งเด้ง-ยันยังอยากทำงานต่อ
ข่าวอาชญากรรม วันอังคารที่ 25 เดือนตุลาคม พ.ศ.2554 00:04 น.
 

ผวจ.ปทุม ฯ ยอมรับคำสั่งย้ายด่วน แต่ยังไม่รู้เหตุผล ชี้ที่ผ่านมาทำเต็มที่แล้ว ยืนยันยังอยากทำหน้าที่ต่อ



นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทย มีคำสั่ง ย้ายด่วน เป็นผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีผลในวัน 25 ต.ค. ว่าทางผู้บังคับบัญชาได้มีคำสั่งย้ายตนเองไปช่วยราชการที่กระทรวงมหาดไทยจริง ซึ่งผู้บังคับบัญชาไม่ได้ระบุถึงเหตุผลที่มีคำสั่งย้าย แต่ทั้งนี้ก็ตนพร้อมน้อมรับกับคำสั่งและปฎิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจากตนทำงานเป็นข้าราชการ ซึ่งความจริงแล้วก็ยังอยากที่จะทำหน้าที่เดิมอยู่ เพราะที่ผ่านมานั้นการปฎิบัติหน้าที่กำลังเป็นไปได้ด้วยดี และได้ต่อสู้กับการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเต็มที่ เปรียบเหมือนกับหนังที่กำลังดำเนินเรื่องไปได้ด้วยดี แต่ก็ต้องมาจบลงอย่างกะทันหัน ซึ่งตนไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

Link : http://www.innnews.co.th/ผวจ-ปทุมรับคำสั่งเด้ง-ยันยังอยากทำงานต่อ--316681_05.html
มันน่าจะปลดรัฐมนตรีมหาดไทย...เพราะไม่ได้ทำอะไรเลย...เดินหัวขาวเป็น
วอลเปเปอร์ไปวันๆ...


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 25 ตุลาคม 2554, 15:23:51

...5....5......5

จริง..... เห็นด้วยอย่างยิ่ง


หัวข้อ: อยู่กับ กระแสน้ำ อยู่อย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในความยาก ลำบาก
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 ตุลาคม 2554, 13:18:09
อยู่กับ กระแสน้ำ อยู่อย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในความยาก ลำบาก
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 12:59:44 น.

 
เหมือนจะท้อ แต่ไม่ท้อ

 
การ์ตูน คิวคน โดย อรุณ วัชระสวัสดิ์

มติชน 28 ตุลาคม 2554
 
 

 
 
ไม่ว่าจะมากด้วยความชิงชัง รังเกียจ การดำรงอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างลึกซึ้งเข้าถึงกระดูกดำสักเพียงใด
 
 
ชิงชังถึงขนาดสาปแช่งให้ "ไป" กับ "สายน้ำ" ออกทะเลไปเลย
 
 
ชิงชังถึงขนาดลึกๆ อยากให้กรุงเทพมหานครจมอยู่กับสายน้ำ อยากให้ภาวะข้าวยากหมากแพงแพร่ระบาดไปทุกหย่อมย่าน เพื่อที่การดำรงอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมากด้วยความยากลำบาก
สาหัส ปานนั้น
 
 
กระนั้น หากมองจากสภาพความเป็นจริงที่พรรคเพื่อไทยมี 265 เสียง ผนวกรวมกับพันธมิตรอย่าง พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคมวลชน จำนวนก็มากถึง 300 เสียง
 
 
เป็น 300 จากจำนวน ส.ส.ทั้งสภาผู้แทนราษฎร 200 เสียง
 
 
รากฐานที่มากถึง 300 เป็นรากฐานอันแข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้กระทั่งรากฐาน 265 ของพรรคเพื่อไทยเองก็มากกว่าจำนวนกึ่งหนึ่งถึง 15 เสียง
 
 
ชิงชัง รังเกียจ แค่ไหนก็ยังมิอาจไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกไปได้ภายในพริบตาพลัน
 
 
ความชิงชัง รังเกียจ อันมีต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในสังคมเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง
 
สามารถสัมผัสและจับต้องได้
 
ที่ได้เห็น ที่ได้ยินอย่างแน่นอนก็จากน้ำเสียงประชดประเทียดเสียดสี ไม่ว่าจะมาจากโฆษกระดับ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ไม่ว่าจะมาจากรองโฆษกระดับ นายอรรถพร พลบุตร หรือ นายสกลธี ภัททิยกุล หรือแม้กระทั่งน.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล
 
แจ่มชัด ไม่ปิดบังอำพราง
 
หรือหากจะไล่เรียงสำรวจ "น้ำเสียง" ของการแหนะแหนอย่างไม่เห็นแก่หน้า ไม่เห็นแก่ความเป็นนายกรัฐมนตรี ความเป็นสุภาพสตรี ก็รับรู้ได้ผ่านสื่อทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ ไม่เว้นกระทั่งวิทยุชุมชน หรือทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก
 
 
เป็น "น้ำเสียง" อันมาจากคนชั้นสูง เป็น "น้ำเสียง" อันมาจากคนมีการศึกษา ซึ่งรังเกียจฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ฐานเสียงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นคนโง่ดักดาน คนต่างจังหวัด ซึ่งถูกสนตะพายไม่ต่างไปจากวัวควายในสนามการเมือง
 
 
"น้ำเสียง" อันเคยทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อปูทางสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ดูทรงศักดิ์อัครฐานทั้งหมดนั้นยังแสดงให้ปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด
 
เพียงแต่รวมศูนย์ไปแสดงความชิงชัง รังเกียจ ต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เท่านั้น
 
 
จากประเด็นน้ำท่วมภาคเหนือ น้ำท่วมนครสวรรค์ ลพบุรี ไหลบ่ามายังพระนครศรีอยุธยา กระจายยังปทุมธานี นนทบุรี เมื่อ 1 เดือนก่อน
 
ณ วันนี้ น้ำเริ่มกระจายไปตามเขตต่างๆ ของมหานครกรุงเทพ
 
 
แม้ความรับผิดชอบต่อเมืองหลวงอันเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ จะอยู่ในความรับผิดชอบอย่างสมบูรณ์ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. อันมาจากพรรคประชาธิปัตย์
 
 
แต่หากฟังน้ำเสียงจากแกนนำสำคัญของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฟังน้ำเสียงจากแถลงการณ์ของหอการค้าแห่งประเทศไทย
 
 
ปลายหอกยังพุ่งตรงไปยังรัฐบาล ปลายหอกยังพุ่งตรงไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
 
 
นี่ย่อมเป็น "น้ำเสียง" เดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์ นี่ย่อมเป็น "น้ำเสียง" เดียวกันกับเหล่าพลพรรคแห่งขบวนการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ที่ต้องการโค่นล้ม ไล่ล่า และทำลาย สิ่งที่เรียกว่า "ระบอบทักษิณ" ให้แหลกละเอียดราวผงฝุ่น
 
 
เพียงแต่คราวนี้เป็นการเรียกร้องความรับผิดชอบไปยังรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไปยังนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นความรับผิดชอบที่จะมิให้สายน้ำไหลระบายเข้าไปยังพื้นที่ของ กทม.
 
 
บนฐานความเชื่อที่ว่าหาก กทม.ท่วม ก็ยากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะดำรงคงอยู่ได้
 
 
ยังไม่มีใครตอบได้ว่าชะตากรรมทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะดำเนินไปเช่นใด
 
 
เพราะในเมื่อความสัมพันธ์ของรัฐบาลกับทหารก็เป็นไปด้วยดี เพราะในเมื่อฐานเสียงในสภาผู้แทนราษฎรของรัฐบาลก็ยัง
 
หนักแน่นและมั่นคงถึง 300 จาก 500 เสียง
 
บางทีภาระในการฟื้นฟูประเทศอาจยังเป็นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อไปและต่อไป
 
 

Notice: Undefined index: subcatid in /mnt/public_html/news_detail.php on line 202
   


 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 ตุลาคม 2554, 13:22:09
"มัลลิกา"ปชป. ถีบก้น "เก่ง การุณ" ยัวะยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ สุดทนคำพูด ใหญ่แค่ไหนกูก็ไม่กลัว
วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:47:33 น.


 วันที่ 19 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตสายไหม เพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วมที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 2 เขตสายไหม ปรากฏว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อจะตรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าวเช่นเดียวกัน
 
 
ต่อมา เมื่อทราบว่าผู้ว่าฯ กทม.ยังอยู่ในห้องประชุม คณะของรมว.ไอซีที จึงตามเข้าไปในห้องประชุม เพื่อจะให้ข้อเสนอขอให้เร่งผันน้ำไปทางทิศตะวันออก ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ได้เข้าไปพูดคุยกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เพื่อเชิญให้เข้าร่วมประชุมที่ ศปภ.กับนายกรัฐมนตรีในเวลา 17.00น. วันเดียวกัน ซึ่งทางผู้ว่าฯกทม.ได้บอกว่านายกรัฐมนตรีเชิญมาแล้ว
 
 
ผู้สื่อข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังพูดคุยกันอยู่ นายการุณได้เข้าไปยืนแทรกอยู่ด้านข้างของน.อ.อนุดิษฐ์และผู้ว่าฯ กทม. ทำให้บังหน้าน.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งร่วมคณะมากับผู้ว่าฯ กทม. สร้างความไม่พอใจให้กับน.ส.มัลลิกาเป็นอย่างมาก และพยายามสะกิดเพื่อให้นายการุณหลบออกไป แต่ไม่สำเร็จ และทันทีที่น.อ.อนุดิษฐ์และคุณหญิงสุดารัตน์ เดินทางออกจากห้องประชุมไป และเหลือเพียงนายการุณที่กำลังจะเดินตามออกไป น.ส.มัลลิกา ได้เข้าไปพูดกับนายการุณด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “ฉันรู้นะ ว่าเธอมาทำไม เธอทำอย่างนี้ไม่ถูก” แต่นายการุณ ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทำให้ น.ส.มัลลิกาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ยกเท้าถีบไปที่ก้นของนายการุณเต็มแรงถึงกับหัวคะมำไปข้างหน้า สร้างความตกใจให้กับสื่อมวลชนบางส่วนที่ยังอยู่ในห้องประชุม
 
 
จากนั้นผู้ที่พบเห็นก็รีบเข้าไปแยกและคลี่คลายสถานการณ์ จนท้ายที่สุดผู้ว่าฯกทม.ได้สั่งปิดห้องประชุมห้ามบุคคลภายนอกและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป
 
 
หลังเกิดเหตุ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงว่า ช่วงที่ผู้ใหญ่พูดคุยกัน นายการุณมายืนค้ำหัวผู้ว่าฯ กทม. ตนจึงบอกให้นายการุณไปหาเก้าอี้มานั่งจะได้ไม่ต้องยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ แต่กลับถูกนายการุณพูดสวนว่า “ใหญ่แค่ไหนกูก็ไม่กลัว” จากนั้นจึงโต้เถียงกันไปมาเล็กน้อย จนกระทั่งผู้ใหญ่หารือกันเสร็จ และเดินทางออกจากห้อง ตนก็ถูกนายการุณพูดกระแนะกระแหน พร้อมกับยกก้นมาเบียดตนกระดันออกไป ทำให้ตนไม่พอใจจึงยกเท้าขึ้นถีบนายการุณ แต่ปรากฎว่าลูกน้องของนายการุณมายืนประกบข้างกับตนและทำท่าจะเอาเรื่องตน แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น และต่างฝ่ายต่างต่างแยกย้ายกันกลับไป
 
 
 
นายการุณ กล่าวว่า ตนไม่รู้เรื่องอะไรเลย และระหว่างนั้นไม่ได้สนใจว่าใครพูดอะไร ไม่ได้มีวิวาทะว่าใครจะพูดอะไร เมื่อตนเดินตามผู้ใหญ่ออกมาจากห้องประชุมก็ไม่รู้สึกว่าโดนถีบหรือทำร้าย แต่ได้ยินเสียงมีคนไปโวยวายกับน.ส.มัลลิกา และไม่ทราบว่ากลุ่มคนดังกล่าวเป็นใคร และมาดูเสื้อก็ไม่พบรอยเท้าแต่อย่างใด
 
 
ด้านน.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ให้ไปถามสื่อที่อยู่ในเหตุการณ์เอาเอง
 
(จาก ข่าวสด )


หัวข้อ: [b]"ธงทอง" รับนายกฯ ขอให้ทำหน้าที่โฆษกศปภ. ลั่นจะทำงานให้ดีที่สุด[/b]
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 ตุลาคม 2554, 13:28:30
"ธงทอง" รับนายกฯ ขอให้ทำหน้าที่โฆษกศปภ. ลั่นจะทำงานให้ดีที่สุด
วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16:59:00 น.
 

วันที่27ต.ค. จากความคืบหน้าในการเปลี่ยนตัวโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) นายธงทอง จันทรางศุ โฆษกพิเศษศปภ. เปิดเผยถึงกรณีเข้ามารับหน้าที่โฆษกศปภ.ว่า ตนได้รับการประสานจากศปภ.ให้มาทำงานด้านเอกสารกฎหมาย เนื่องจากเป็นนักกฎหมาย และต้องใช้เอกสารด้านกฎหมายนำมาออกคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็น การใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงเรื่องการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลังจากการทำงานไปได้ 2 วัน นายกรัฐมนตรีได้เรียกไปพบเพื่อขอให้ช่วยทำหน้าที่โฆษกศปภ. เพราะคิดว่าจะสามารถอธิบายข้อมูลต่างๆ ตามความต้องการของสาธารณชนได้ อีกทั้งการสื่อสารประชาชนได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
 

อย่างไรก็ตาม นายธงทอง กล่าวว่า จะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ส่วนที่ผ่านมามีปัญหาในการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจหรือไม่นั้น นายธงทอง บอกว่า คงตอบไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาตนก็เป็นคนดูให้เช่นกัน


หัวข้อ: ผู้หญิงเหนือฮือ"เอกยุทธ"เฟซบุ๊กหมิ่น จะโจมตีปู แต่ด่าเหมา ทั้งขายตัว โง่-ขี้เกียจ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 04 พฤศจิกายน 2554, 23:48:31

จำนวนคนอ่านล่าสุด 8891 คน
 
 
วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7645 ข่าวสดรายวัน


ผู้หญิงเหนือฮือ"เอกยุทธ"เฟซบุ๊กหมิ่น

จะโจมตีปู แต่ด่าเหมา ทั้งขายตัว โง่-ขี้เกียจ




หมิ่นหญิง - กลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่กว่า 20 คน แจ้งความจับนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ข้อหาหมิ่นประมาท โพสต์ข้อความดูหมิ่นสาวชาวเหนือด้วยถ้อยคำรุนแรง ที่สภ.เมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 พ.ย.

ผู้หญิงเหนือฮือเอาเรื่อง"เอกยุทธ อัญชันบุตร" โพสต์เฟซบุ๊กโจมตี"ยิ่งลักษณ์"แต่ใช้ข้อความดูหมิ่น เหยียด หยามศักดิ์ศรีผู้หญิงเหนือ ขี้เกียจ ไร้การศึกษา ด้อยปัญญา ชอบทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน ซึ่งก็คือขายบริการ กลุ่มสตรีเชียงใหม่แจ้งความจับ ขณะที่จังหวัดอื่นๆเคลื่อนไหวใหญ่จี้ขอโทษทันที ชี้จะวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ก็ว่าไป แต่ไม่ควรพาดพิงถึงผู้หญิงทั้งภาคด้วยข้อความเสียหาย

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา นายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงิน-อสังหาริมทรัพย์ อดีตผู้ต้องหาคดีแชร์ชาร์เตอร์ ซึ่งหนีคดีออกนอกประเทศ และยังเป็นเจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ซึ่งเน้นโจมตีรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โจมตีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และสตรีภาคเหนืออย่างรุนแรง ดังนี้

"ไม่อยากจะกล่าวคำแบบนี้ เพราะจะดูเสมือนดูถูกสตรี..แต่ในความเป็นจริงนั้น..สาวเหนือที่ไร้การศึกษาหรือขี้เกียจ และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน..หลักๆ ก็คือขายบริการ..ฉะนั้นสาวเหนือที่ไร้สติปัญญาและโง่เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรที่เหมาะแก่คุณ?"

จากนั้น นายเอกยุทธยังโพสต์ข้อความวิพากษ์ วิจารณ์น.ส.ยิ่งลักษณ์ เช่น "ตำแหน่งนายกฯ นั้น ไม่ใช่ของครอบครัว..และไม่ใช่ที่ฝึกหัดงาน..หากไร้ปัญญาก็อย่าหน้าด้านมารับตำแหน่ง.." และ "สื่อถามรัฐบาลและผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่าต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศเรื่องน้ำท่วมมั้ย? คำตอบที่ได้คือ เราช่วยตัวเองได้...มิน่าถึงได้ยินบ่อยๆ ว่า เอาอยู่ค่ะ?"

ต่อมาข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่กระจายต่อในเฟซบุ๊กเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์นายเอกยุทธเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ขณะที่นางสุภัคสร วรรณปลูก ประธานเครือข่ายแม่ญิงพะเยา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า นายเอกยุทธ โพสต์ข้อความดูหมิ่นผู้หญิงเหนืออย่างรุนแรง จะต้องขอโทษต่อผู้หญิงเหนือเดี๋ยวนี้ทันที เพราะถึงแม้ว่าผู้หญิงเหนือจะเก่งหรือไม่เก่ง ขยันหรือไม่ขยันก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล และปัจจุบันผู้หญิงเหนือจำนวนไม่น้อยที่มีบทบาททางสังคมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้ชาย หลายคนอาจทำงานหนักกว่าผู้ชายด้วย

ประธานเครือข่ายแม่ญิงพะเยากล่าวต่อว่า นายเอกยุทธไม่ผิดที่จะแสดงความคิดเห็นส่วนตัวแต่ไม่ควรพาดพิงผู้อื่น ผู้หญิงเหนือหรือผู้หญิงทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับทุกคนทั้งโลก การถูกหยามเกียรติกันเช่นนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ว่านายเอกยุทธจะหมายถึงผู้หญิงเหนือคนใดหรือไม่ก็ตาม ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ดังนั้น วันที่ 4 พ.ย.นี้ทางเครือข่ายจะรวมตัวแสดงพลังแม่ญิงพะเยาเรียกร้องให้นายเอกยุทธออกมาขอโทษต่อสาธารณชน ที่ลานหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ประท้วงต่อการกระทำของนายเอกยุทธ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของผู้หญิงเหนือ

ขณะที่น.ส.ศิริพร ปัญญาเสน นายกสมาคมส่งเสริมการพัฒนาสตรีและเยาวชนลำปาง กล่าวว่า ถ้าจะวิจารณ์สาธารณะแบบนี้ จะพูดถึงแบบเหมารวมไม่ได้ ผู้หญิงเหนือในอดีตอาจมีบ้างที่เข้ากรุงเทพฯ แล้วไปขายบริการ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมด มีอีกจำนวนมากที่ไปทำมาหากินสุจริต ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นคน การเหมารวมว่าไม่มีการศึกษา ไม่มีสติปัญญา ไร้อาชีพ คำพูดแบบนี้ไม่เหมาะสม ถ้าจะวิจารณ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ควรวิจารณ์ตรงๆ เพราะเรื่อง สติปัญญา ความดีความชั่ว เป็นเรื่องเฉพาะคน ทุกคนมีศักดิ์ศรีจะมาเหมารวมไม่ได้ สมาคมขอปรึกษาหารือกันก่อนว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร ต่อไป

ด้านนางวิระดา สมสวัสดิ์ หัวหน้าศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานมูลนิธิผู้หญิง กฎหมาย และการพัฒนาชนบท กล่าวว่า ไม่ต้องการตอบโต้แทนน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการจับแพะชนแกะ เอาการเมืองมาบิดเบือนกับเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นอกจากนี้ประเด็นที่นายเอกยุทธวิจารณ์ก็ไม่ใช่ประเด็นของผู้หญิง เพราะคนที่ถูกวิจารณ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้หญิงทั้งหมด แต่เป็นการดูถูกเหยีดหยามผู้อื่นอย่างยัดเยียด มีฐานคิดที่เต็มไปด้วยอคติทางเพศ มองว่าผู้หญิงขายบริการเป็นผู้หญิงไม่ดี ทั้งๆ ที่ผู้หญิงกลุ่มนี้คือคนที่ตกเป็นเหยื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอคติทางภูมิภาค กล่าวหาโดยไม่คิดว่า ทำไมภาคเหนือถึงเป็นเป้าหมายของกระบวนการค้ามนุษย์ ทั้งยังสะท้อนความอับจนทางความคิด จากการกล่าวหาว่าหญิงเหนือไร้การศึกษา เกียจคร้าน และโง่เขลา โดยไม่คำนึงว่านั่นคือสิ่งที่ติดมากับผู้หญิง หรือผู้หญิงถูกทำให้เป็นอย่างนั้น

"คุณยิ่งลักษณ์จะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องการเมือง ถ้าจะวิจารณ์ก็ควรวิจารณ์ในฐานะคนที่มาทำงานตรงนั้น ตามมาตรฐานของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" นางวิระดากล่าว

ส่วนนางจันทวิภา อภิสุข ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ เอ็มพาวเวอร์ กล่าวว่า เป็นทัศนะคติชั่วร้ายของผู้ชาย ที่ดูถูกผู้หญิงว่าอ่อนแอ ไร้ความสามารถ และไม่สามารถทำงานสำคัญได้ ส่วนที่กล่าวหาว่าผู้หญิงเหนือไม่มีความรู้นั้น ข้อเท็จจริงคือมีผู้หญิงเหนือจำนวนมากเรียนจบปริญญา มีความรู้ ความสามาถ ไม่ได้โง่เพราะเป็นเพศหญิง หรือเป็นสาวเหนือ ผู้ชายโง่ๆ ในทุกภูมิภาคก็มี เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับภูมิภาค และที่กล่าวหาว่าอาชีพขายบริการเป็นอาชีพที่คนทั่วไปไม่ทำกันนั้น อยากย้อนว่าแล้วนักการเมืองที่ขายตัวในสภายังสมควรได้รับการยกย่องหรือไม่ ถ้าเปรียบเทียบกับอย่างอื่นไม่ได้ อย่าคิดสั้นๆ การดูถูกเหยียดหยามบุคคลอื่น เป็นเรื่องที่ฟ้องร้องได้

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การโพสต์ข้อความของนายเอกยุทธกำลังกลายเป็นประเด็นลุกลามไปทั่วภาคเหนือ ทราบว่าที่จ.เชียงใหม่มีกลุ่มผู้หญิงแจ้งความเอาผิดนายเอกยุทธแล้ว ขณะที่จังหวัดอื่นๆกลุ่มสตรีออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านนายเอกยุทธอย่างรุนแรง ส่วนตัวแล้วเห็นว่าผู้ชายไม่ควรแสดงความคิดเห็นไม่ให้เกียรติผู้หญิงแบบนี้

"เป็นห่วงว่าจากนี้ไปนายเอกยุทธจะไปภาคเหนือไม่ได้ เพราะกลุ่มสตรีหรือผู้หญิงภาคเหนือจะไม่ยอมรับและต่อต้านอย่างหนัก นายเอกยุทธควรแสดงการขอโทษผู้หญิงเหนือโดยเร็ว เพราะไม่ว่าข้อความที่โพสต์นั้นจะสื่อความหมายอย่างไรก็ตาม แต่เป็นข้อความที่มาจากนายเอกยุทธ ดังนั้นต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษขอโทษผู้หญิงเหนือโดยเร็ว" ส.ส.พะเยา กล่าว

วันเดียวกัน เวลา 11.30 น. กลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่ ประมาณ 20 คน นำโดยนางสุชีรา รักษาภักดี ประธานกลุ่ม รวมตัวกันบริเวณพระบรมอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จากนั้นออกแถลงการณ์เรียกร้องนายเอกยุทธรับผิดชอบในการกระทำที่ทำให้ผู้หญิงเหนือเสื่อมเสีย เพราะชาวเหนือมีศักดิ์ศรี ดำเนินชีวิตที่ถูกต้องงดงามมายาวนาน มีวิถีชีวิตรักสงบ ไม่ระราน หรือกระทำการใดๆ ให้นายเอกยุทธเดือดร้อน แต่นายเอกยุทธมาป่าวประณามดูถูกดูหมิ่นผู้หญิงเหนือเช่นนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง ขอเรียกร้องนายเอกยุทธขอขมาและขอโทษอย่างเป็นทางการในทันที

จากนั้นนางสุชีราพร้อมด้วยตัวแทน 5 คน เข้าแจ้งความกับร.ต.อ.สมคิด ภูสด พนักงานสอบสวน (สบ 1) สภ.เมืองเชียงใหม่ ให้ดำเนินคดีนายเอกยุทธฐานหมิ่นประมาทผู้หญิงเหนือ และเผยแพร่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

ต่อมา น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เดินทางมาให้กำลังใจกลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่บนโรงพัก พร้อมกับติดตามความคืบหน้าของคดี

น.ส.ทัศนีย์กล่าวว่า อยากฝากบุพการีนายเอกยุทธช่วยอบรมสั่งสอนให้มีทัศนคติที่ดีกับผู้หญิงเหนือ และเรียกร้องผู้หญิงทั่วประเทศประณามการกระทำดังกล่าว นายเอกยุทธต้องรีบขอโทษ ก่อนที่ผู้หญิงเหนือจะแจ้งความดำเนินคดีทั่วทั้งภาคเหนือ ทั้งนี้จะปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการในสภาผู้แทนฯ อย่างไรได้บ้าง เพราะนายเอกยุทธเกี่ยวข้องกับพรรคการ เมืองพรรคหนึ่ง

หน้า 1


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: suphot ที่ 05 พฤศจิกายน 2554, 09:11:37
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 04 พฤศจิกายน 2554, 23:48:31

จำนวนคนอ่านล่าสุด 8891 คน
 
 
วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7645 ข่าวสดรายวัน


ผู้หญิงเหนือฮือ"เอกยุทธ"เฟซบุ๊กหมิ่น

จะโจมตีปู แต่ด่าเหมา ทั้งขายตัว โง่-ขี้เกียจ




หมิ่นหญิง - กลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่กว่า 20 คน แจ้งความจับนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ข้อหาหมิ่นประมาท โพสต์ข้อความดูหมิ่นสาวชาวเหนือด้วยถ้อยคำรุนแรง ที่สภ.เมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 พ.ย.

ผู้หญิงเหนือฮือเอาเรื่อง"เอกยุทธ อัญชันบุตร" โพสต์เฟซบุ๊กโจมตี"ยิ่งลักษณ์"แต่ใช้ข้อความดูหมิ่น เหยียด หยามศักดิ์ศรีผู้หญิงเหนือ ขี้เกียจ ไร้การศึกษา ด้อยปัญญา ชอบทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน ซึ่งก็คือขายบริการ กลุ่มสตรีเชียงใหม่แจ้งความจับ ขณะที่จังหวัดอื่นๆเคลื่อนไหวใหญ่จี้ขอโทษทันที ชี้จะวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ก็ว่าไป แต่ไม่ควรพาดพิงถึงผู้หญิงทั้งภาคด้วยข้อความเสียหาย

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา นายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงิน-อสังหาริมทรัพย์ อดีตผู้ต้องหาคดีแชร์ชาร์เตอร์ ซึ่งหนีคดีออกนอกประเทศ และยังเป็นเจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ซึ่งเน้นโจมตีรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โจมตีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และสตรีภาคเหนืออย่างรุนแรง ดังนี้

"ไม่อยากจะกล่าวคำแบบนี้ เพราะจะดูเสมือนดูถูกสตรี..แต่ในความเป็นจริงนั้น..สาวเหนือที่ไร้การศึกษาหรือขี้เกียจ และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน..หลักๆ ก็คือขายบริการ..ฉะนั้นสาวเหนือที่ไร้สติปัญญาและโง่เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรที่เหมาะแก่คุณ?"

จากนั้น นายเอกยุทธยังโพสต์ข้อความวิพากษ์ วิจารณ์น.ส.ยิ่งลักษณ์ เช่น "ตำแหน่งนายกฯ นั้น ไม่ใช่ของครอบครัว..และไม่ใช่ที่ฝึกหัดงาน..หากไร้ปัญญาก็อย่าหน้าด้านมารับตำแหน่ง.." และ "สื่อถามรัฐบาลและผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่าต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศเรื่องน้ำท่วมมั้ย? คำตอบที่ได้คือ เราช่วยตัวเองได้...มิน่าถึงได้ยินบ่อยๆ ว่า เอาอยู่ค่ะ?"

ต่อมาข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่กระจายต่อในเฟซบุ๊กเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์นายเอกยุทธเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ขณะที่นางสุภัคสร วรรณปลูก ประธานเครือข่ายแม่ญิงพะเยา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า นายเอกยุทธ โพสต์ข้อความดูหมิ่นผู้หญิงเหนืออย่างรุนแรง จะต้องขอโทษต่อผู้หญิงเหนือเดี๋ยวนี้ทันที เพราะถึงแม้ว่าผู้หญิงเหนือจะเก่งหรือไม่เก่ง ขยันหรือไม่ขยันก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล และปัจจุบันผู้หญิงเหนือจำนวนไม่น้อยที่มีบทบาททางสังคมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้ชาย หลายคนอาจทำงานหนักกว่าผู้ชายด้วย

ประธานเครือข่ายแม่ญิงพะเยากล่าวต่อว่า นายเอกยุทธไม่ผิดที่จะแสดงความคิดเห็นส่วนตัวแต่ไม่ควรพาดพิงผู้อื่น ผู้หญิงเหนือหรือผู้หญิงทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับทุกคนทั้งโลก การถูกหยามเกียรติกันเช่นนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ว่านายเอกยุทธจะหมายถึงผู้หญิงเหนือคนใดหรือไม่ก็ตาม ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ดังนั้น วันที่ 4 พ.ย.นี้ทางเครือข่ายจะรวมตัวแสดงพลังแม่ญิงพะเยาเรียกร้องให้นายเอกยุทธออกมาขอโทษต่อสาธารณชน ที่ลานหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ประท้วงต่อการกระทำของนายเอกยุทธ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของผู้หญิงเหนือ

ขณะที่น.ส.ศิริพร ปัญญาเสน นายกสมาคมส่งเสริมการพัฒนาสตรีและเยาวชนลำปาง กล่าวว่า ถ้าจะวิจารณ์สาธารณะแบบนี้ จะพูดถึงแบบเหมารวมไม่ได้ ผู้หญิงเหนือในอดีตอาจมีบ้างที่เข้ากรุงเทพฯ แล้วไปขายบริการ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมด มีอีกจำนวนมากที่ไปทำมาหากินสุจริต ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นคน การเหมารวมว่าไม่มีการศึกษา ไม่มีสติปัญญา ไร้อาชีพ คำพูดแบบนี้ไม่เหมาะสม ถ้าจะวิจารณ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ควรวิจารณ์ตรงๆ เพราะเรื่อง สติปัญญา ความดีความชั่ว เป็นเรื่องเฉพาะคน ทุกคนมีศักดิ์ศรีจะมาเหมารวมไม่ได้ สมาคมขอปรึกษาหารือกันก่อนว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร ต่อไป

ด้านนางวิระดา สมสวัสดิ์ หัวหน้าศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานมูลนิธิผู้หญิง กฎหมาย และการพัฒนาชนบท กล่าวว่า ไม่ต้องการตอบโต้แทนน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการจับแพะชนแกะ เอาการเมืองมาบิดเบือนกับเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นอกจากนี้ประเด็นที่นายเอกยุทธวิจารณ์ก็ไม่ใช่ประเด็นของผู้หญิง เพราะคนที่ถูกวิจารณ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้หญิงทั้งหมด แต่เป็นการดูถูกเหยีดหยามผู้อื่นอย่างยัดเยียด มีฐานคิดที่เต็มไปด้วยอคติทางเพศ มองว่าผู้หญิงขายบริการเป็นผู้หญิงไม่ดี ทั้งๆ ที่ผู้หญิงกลุ่มนี้คือคนที่ตกเป็นเหยื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอคติทางภูมิภาค กล่าวหาโดยไม่คิดว่า ทำไมภาคเหนือถึงเป็นเป้าหมายของกระบวนการค้ามนุษย์ ทั้งยังสะท้อนความอับจนทางความคิด จากการกล่าวหาว่าหญิงเหนือไร้การศึกษา เกียจคร้าน และโง่เขลา โดยไม่คำนึงว่านั่นคือสิ่งที่ติดมากับผู้หญิง หรือผู้หญิงถูกทำให้เป็นอย่างนั้น

"คุณยิ่งลักษณ์จะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องการเมือง ถ้าจะวิจารณ์ก็ควรวิจารณ์ในฐานะคนที่มาทำงานตรงนั้น ตามมาตรฐานของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" นางวิระดากล่าว

ส่วนนางจันทวิภา อภิสุข ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ เอ็มพาวเวอร์ กล่าวว่า เป็นทัศนะคติชั่วร้ายของผู้ชาย ที่ดูถูกผู้หญิงว่าอ่อนแอ ไร้ความสามารถ และไม่สามารถทำงานสำคัญได้ ส่วนที่กล่าวหาว่าผู้หญิงเหนือไม่มีความรู้นั้น ข้อเท็จจริงคือมีผู้หญิงเหนือจำนวนมากเรียนจบปริญญา มีความรู้ ความสามาถ ไม่ได้โง่เพราะเป็นเพศหญิง หรือเป็นสาวเหนือ ผู้ชายโง่ๆ ในทุกภูมิภาคก็มี เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับภูมิภาค และที่กล่าวหาว่าอาชีพขายบริการเป็นอาชีพที่คนทั่วไปไม่ทำกันนั้น อยากย้อนว่าแล้วนักการเมืองที่ขายตัวในสภายังสมควรได้รับการยกย่องหรือไม่ ถ้าเปรียบเทียบกับอย่างอื่นไม่ได้ อย่าคิดสั้นๆ การดูถูกเหยียดหยามบุคคลอื่น เป็นเรื่องที่ฟ้องร้องได้

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การโพสต์ข้อความของนายเอกยุทธกำลังกลายเป็นประเด็นลุกลามไปทั่วภาคเหนือ ทราบว่าที่จ.เชียงใหม่มีกลุ่มผู้หญิงแจ้งความเอาผิดนายเอกยุทธแล้ว ขณะที่จังหวัดอื่นๆกลุ่มสตรีออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านนายเอกยุทธอย่างรุนแรง ส่วนตัวแล้วเห็นว่าผู้ชายไม่ควรแสดงความคิดเห็นไม่ให้เกียรติผู้หญิงแบบนี้

"เป็นห่วงว่าจากนี้ไปนายเอกยุทธจะไปภาคเหนือไม่ได้ เพราะกลุ่มสตรีหรือผู้หญิงภาคเหนือจะไม่ยอมรับและต่อต้านอย่างหนัก นายเอกยุทธควรแสดงการขอโทษผู้หญิงเหนือโดยเร็ว เพราะไม่ว่าข้อความที่โพสต์นั้นจะสื่อความหมายอย่างไรก็ตาม แต่เป็นข้อความที่มาจากนายเอกยุทธ ดังนั้นต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษขอโทษผู้หญิงเหนือโดยเร็ว" ส.ส.พะเยา กล่าว

วันเดียวกัน เวลา 11.30 น. กลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่ ประมาณ 20 คน นำโดยนางสุชีรา รักษาภักดี ประธานกลุ่ม รวมตัวกันบริเวณพระบรมอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จากนั้นออกแถลงการณ์เรียกร้องนายเอกยุทธรับผิดชอบในการกระทำที่ทำให้ผู้หญิงเหนือเสื่อมเสีย เพราะชาวเหนือมีศักดิ์ศรี ดำเนินชีวิตที่ถูกต้องงดงามมายาวนาน มีวิถีชีวิตรักสงบ ไม่ระราน หรือกระทำการใดๆ ให้นายเอกยุทธเดือดร้อน แต่นายเอกยุทธมาป่าวประณามดูถูกดูหมิ่นผู้หญิงเหนือเช่นนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง ขอเรียกร้องนายเอกยุทธขอขมาและขอโทษอย่างเป็นทางการในทันที

จากนั้นนางสุชีราพร้อมด้วยตัวแทน 5 คน เข้าแจ้งความกับร.ต.อ.สมคิด ภูสด พนักงานสอบสวน (สบ 1) สภ.เมืองเชียงใหม่ ให้ดำเนินคดีนายเอกยุทธฐานหมิ่นประมาทผู้หญิงเหนือ และเผยแพร่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

ต่อมา น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เดินทางมาให้กำลังใจกลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่บนโรงพัก พร้อมกับติดตามความคืบหน้าของคดี

น.ส.ทัศนีย์กล่าวว่า อยากฝากบุพการีนายเอกยุทธช่วยอบรมสั่งสอนให้มีทัศนคติที่ดีกับผู้หญิงเหนือ และเรียกร้องผู้หญิงทั่วประเทศประณามการกระทำดังกล่าว นายเอกยุทธต้องรีบขอโทษ ก่อนที่ผู้หญิงเหนือจะแจ้งความดำเนินคดีทั่วทั้งภาคเหนือ ทั้งนี้จะปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการในสภาผู้แทนฯ อย่างไรได้บ้าง เพราะนายเอกยุทธเกี่ยวข้องกับพรรคการ เมืองพรรคหนึ่ง

หน้า 1

มันต้องเจาะจงไปเลย...ว่าปู....ยิ่งรั่ว...มั่วยิ่งนัก...ยิ่งแก้ยิ่งรั่ว...
นำรั่วไม่หยุด...ยิ่งแถลงยิ่งมั่ว..เช้าอย่างเย็นอย่างบอกอย่างไรได้ตรงกันข้ามหมด....ฮ่วย


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 05 พฤศจิกายน 2554, 09:43:34
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 04 พฤศจิกายน 2554, 23:48:31

จำนวนคนอ่านล่าสุด 8891 คน
 
 
วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7645 ข่าวสดรายวัน


ผู้หญิงเหนือฮือ"เอกยุทธ"เฟซบุ๊กหมิ่น

จะโจมตีปู แต่ด่าเหมา ทั้งขายตัว โง่-ขี้เกียจ




หมิ่นหญิง - กลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่กว่า 20 คน แจ้งความจับนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ข้อหาหมิ่นประมาท โพสต์ข้อความดูหมิ่นสาวชาวเหนือด้วยถ้อยคำรุนแรง ที่สภ.เมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 พ.ย.

ผู้หญิงเหนือฮือเอาเรื่อง"เอกยุทธ อัญชันบุตร" โพสต์เฟซบุ๊กโจมตี"ยิ่งลักษณ์"แต่ใช้ข้อความดูหมิ่น เหยียด หยามศักดิ์ศรีผู้หญิงเหนือ ขี้เกียจ ไร้การศึกษา ด้อยปัญญา ชอบทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน ซึ่งก็คือขายบริการ กลุ่มสตรีเชียงใหม่แจ้งความจับ ขณะที่จังหวัดอื่นๆเคลื่อนไหวใหญ่จี้ขอโทษทันที ชี้จะวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ก็ว่าไป แต่ไม่ควรพาดพิงถึงผู้หญิงทั้งภาคด้วยข้อความเสียหาย

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา นายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงิน-อสังหาริมทรัพย์ อดีตผู้ต้องหาคดีแชร์ชาร์เตอร์ ซึ่งหนีคดีออกนอกประเทศ และยังเป็นเจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ซึ่งเน้นโจมตีรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โจมตีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และสตรีภาคเหนืออย่างรุนแรง ดังนี้

"ไม่อยากจะกล่าวคำแบบนี้ เพราะจะดูเสมือนดูถูกสตรี..แต่ในความเป็นจริงนั้น..สาวเหนือที่ไร้การศึกษาหรือขี้เกียจ และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน..หลักๆ ก็คือขายบริการ..ฉะนั้นสาวเหนือที่ไร้สติปัญญาและโง่เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรที่เหมาะแก่คุณ?"

จากนั้น นายเอกยุทธยังโพสต์ข้อความวิพากษ์ วิจารณ์น.ส.ยิ่งลักษณ์ เช่น "ตำแหน่งนายกฯ นั้น ไม่ใช่ของครอบครัว..และไม่ใช่ที่ฝึกหัดงาน..หากไร้ปัญญาก็อย่าหน้าด้านมารับตำแหน่ง.." และ "สื่อถามรัฐบาลและผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่าต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศเรื่องน้ำท่วมมั้ย? คำตอบที่ได้คือ เราช่วยตัวเองได้...มิน่าถึงได้ยินบ่อยๆ ว่า เอาอยู่ค่ะ?"

ต่อมาข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่กระจายต่อในเฟซบุ๊กเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์นายเอกยุทธเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ขณะที่นางสุภัคสร วรรณปลูก ประธานเครือข่ายแม่ญิงพะเยา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า นายเอกยุทธ โพสต์ข้อความดูหมิ่นผู้หญิงเหนืออย่างรุนแรง จะต้องขอโทษต่อผู้หญิงเหนือเดี๋ยวนี้ทันที เพราะถึงแม้ว่าผู้หญิงเหนือจะเก่งหรือไม่เก่ง ขยันหรือไม่ขยันก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล และปัจจุบันผู้หญิงเหนือจำนวนไม่น้อยที่มีบทบาททางสังคมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้ชาย หลายคนอาจทำงานหนักกว่าผู้ชายด้วย

ประธานเครือข่ายแม่ญิงพะเยากล่าวต่อว่า นายเอกยุทธไม่ผิดที่จะแสดงความคิดเห็นส่วนตัวแต่ไม่ควรพาดพิงผู้อื่น ผู้หญิงเหนือหรือผู้หญิงทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับทุกคนทั้งโลก การถูกหยามเกียรติกันเช่นนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ว่านายเอกยุทธจะหมายถึงผู้หญิงเหนือคนใดหรือไม่ก็ตาม ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ดังนั้น วันที่ 4 พ.ย.นี้ทางเครือข่ายจะรวมตัวแสดงพลังแม่ญิงพะเยาเรียกร้องให้นายเอกยุทธออกมาขอโทษต่อสาธารณชน ที่ลานหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ประท้วงต่อการกระทำของนายเอกยุทธ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของผู้หญิงเหนือ

ขณะที่น.ส.ศิริพร ปัญญาเสน นายกสมาคมส่งเสริมการพัฒนาสตรีและเยาวชนลำปาง กล่าวว่า ถ้าจะวิจารณ์สาธารณะแบบนี้ จะพูดถึงแบบเหมารวมไม่ได้ ผู้หญิงเหนือในอดีตอาจมีบ้างที่เข้ากรุงเทพฯ แล้วไปขายบริการ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมด มีอีกจำนวนมากที่ไปทำมาหากินสุจริต ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นคน การเหมารวมว่าไม่มีการศึกษา ไม่มีสติปัญญา ไร้อาชีพ คำพูดแบบนี้ไม่เหมาะสม ถ้าจะวิจารณ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ควรวิจารณ์ตรงๆ เพราะเรื่อง สติปัญญา ความดีความชั่ว เป็นเรื่องเฉพาะคน ทุกคนมีศักดิ์ศรีจะมาเหมารวมไม่ได้ สมาคมขอปรึกษาหารือกันก่อนว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร ต่อไป

ด้านนางวิระดา สมสวัสดิ์ หัวหน้าศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานมูลนิธิผู้หญิง กฎหมาย และการพัฒนาชนบท กล่าวว่า ไม่ต้องการตอบโต้แทนน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการจับแพะชนแกะ เอาการเมืองมาบิดเบือนกับเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นอกจากนี้ประเด็นที่นายเอกยุทธวิจารณ์ก็ไม่ใช่ประเด็นของผู้หญิง เพราะคนที่ถูกวิจารณ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้หญิงทั้งหมด แต่เป็นการดูถูกเหยีดหยามผู้อื่นอย่างยัดเยียด มีฐานคิดที่เต็มไปด้วยอคติทางเพศ มองว่าผู้หญิงขายบริการเป็นผู้หญิงไม่ดี ทั้งๆ ที่ผู้หญิงกลุ่มนี้คือคนที่ตกเป็นเหยื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอคติทางภูมิภาค กล่าวหาโดยไม่คิดว่า ทำไมภาคเหนือถึงเป็นเป้าหมายของกระบวนการค้ามนุษย์ ทั้งยังสะท้อนความอับจนทางความคิด จากการกล่าวหาว่าหญิงเหนือไร้การศึกษา เกียจคร้าน และโง่เขลา โดยไม่คำนึงว่านั่นคือสิ่งที่ติดมากับผู้หญิง หรือผู้หญิงถูกทำให้เป็นอย่างนั้น

"คุณยิ่งลักษณ์จะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องการเมือง ถ้าจะวิจารณ์ก็ควรวิจารณ์ในฐานะคนที่มาทำงานตรงนั้น ตามมาตรฐานของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" นางวิระดากล่าว

ส่วนนางจันทวิภา อภิสุข ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ เอ็มพาวเวอร์ กล่าวว่า เป็นทัศนะคติชั่วร้ายของผู้ชาย ที่ดูถูกผู้หญิงว่าอ่อนแอ ไร้ความสามารถ และไม่สามารถทำงานสำคัญได้ ส่วนที่กล่าวหาว่าผู้หญิงเหนือไม่มีความรู้นั้น ข้อเท็จจริงคือมีผู้หญิงเหนือจำนวนมากเรียนจบปริญญา มีความรู้ ความสามาถ ไม่ได้โง่เพราะเป็นเพศหญิง หรือเป็นสาวเหนือ ผู้ชายโง่ๆ ในทุกภูมิภาคก็มี เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับภูมิภาค และที่กล่าวหาว่าอาชีพขายบริการเป็นอาชีพที่คนทั่วไปไม่ทำกันนั้น อยากย้อนว่าแล้วนักการเมืองที่ขายตัวในสภายังสมควรได้รับการยกย่องหรือไม่ ถ้าเปรียบเทียบกับอย่างอื่นไม่ได้ อย่าคิดสั้นๆ การดูถูกเหยียดหยามบุคคลอื่น เป็นเรื่องที่ฟ้องร้องได้

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การโพสต์ข้อความของนายเอกยุทธกำลังกลายเป็นประเด็นลุกลามไปทั่วภาคเหนือ ทราบว่าที่จ.เชียงใหม่มีกลุ่มผู้หญิงแจ้งความเอาผิดนายเอกยุทธแล้ว ขณะที่จังหวัดอื่นๆกลุ่มสตรีออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านนายเอกยุทธอย่างรุนแรง ส่วนตัวแล้วเห็นว่าผู้ชายไม่ควรแสดงความคิดเห็นไม่ให้เกียรติผู้หญิงแบบนี้

"เป็นห่วงว่าจากนี้ไปนายเอกยุทธจะไปภาคเหนือไม่ได้ เพราะกลุ่มสตรีหรือผู้หญิงภาคเหนือจะไม่ยอมรับและต่อต้านอย่างหนัก นายเอกยุทธควรแสดงการขอโทษผู้หญิงเหนือโดยเร็ว เพราะไม่ว่าข้อความที่โพสต์นั้นจะสื่อความหมายอย่างไรก็ตาม แต่เป็นข้อความที่มาจากนายเอกยุทธ ดังนั้นต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษขอโทษผู้หญิงเหนือโดยเร็ว" ส.ส.พะเยา กล่าว

วันเดียวกัน เวลา 11.30 น. กลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่ ประมาณ 20 คน นำโดยนางสุชีรา รักษาภักดี ประธานกลุ่ม รวมตัวกันบริเวณพระบรมอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จากนั้นออกแถลงการณ์เรียกร้องนายเอกยุทธรับผิดชอบในการกระทำที่ทำให้ผู้หญิงเหนือเสื่อมเสีย เพราะชาวเหนือมีศักดิ์ศรี ดำเนินชีวิตที่ถูกต้องงดงามมายาวนาน มีวิถีชีวิตรักสงบ ไม่ระราน หรือกระทำการใดๆ ให้นายเอกยุทธเดือดร้อน แต่นายเอกยุทธมาป่าวประณามดูถูกดูหมิ่นผู้หญิงเหนือเช่นนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง ขอเรียกร้องนายเอกยุทธขอขมาและขอโทษอย่างเป็นทางการในทันที

จากนั้นนางสุชีราพร้อมด้วยตัวแทน 5 คน เข้าแจ้งความกับร.ต.อ.สมคิด ภูสด พนักงานสอบสวน (สบ 1) สภ.เมืองเชียงใหม่ ให้ดำเนินคดีนายเอกยุทธฐานหมิ่นประมาทผู้หญิงเหนือ และเผยแพร่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

ต่อมา น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เดินทางมาให้กำลังใจกลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่บนโรงพัก พร้อมกับติดตามความคืบหน้าของคดี

น.ส.ทัศนีย์กล่าวว่า อยากฝากบุพการีนายเอกยุทธช่วยอบรมสั่งสอนให้มีทัศนคติที่ดีกับผู้หญิงเหนือ และเรียกร้องผู้หญิงทั่วประเทศประณามการกระทำดังกล่าว นายเอกยุทธต้องรีบขอโทษ ก่อนที่ผู้หญิงเหนือจะแจ้งความดำเนินคดีทั่วทั้งภาคเหนือ ทั้งนี้จะปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการในสภาผู้แทนฯ อย่างไรได้บ้าง เพราะนายเอกยุทธเกี่ยวข้องกับพรรคการ เมืองพรรคหนึ่ง

หน้า 1

ก็...ต้องอดทนอยู่กันไป ทำไงได้..คนไทยเหมือนกัน emo35:()


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 05 พฤศจิกายน 2554, 19:59:07

อ่านจบแล้ว...

ขอบคุณน้องป๋า...

ไปละครับ...


หัวข้อ: ประสบการณ์ตรงในฐานะ "คนที่น้ำท่วมบ้านแล้ว" ตรงใจจัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 พฤศจิกายน 2554, 22:15:37
ข้อความในโซเชียลมีเดียชุดนี้ กำลังได้รับความนิยม เพราะเขาให้ข้อมูลแสบๆ คันๆ จากประสบการณ์ตรงในฐานะ'คนที่น้ำท่วมบ้านแล้ว'


ในห้วงที่ภาครัฐยังคงมีปัญหาเรื่องการ"สื่อสารในภาวะวิกฤติ"ทำให้คนเชื่อและแสวงหาข่าวสารในโซเชียลมีเดียมากกว่ารอข้อมูลจากหน่วยราชการ ล่าสุดยังคงมีข้อมูลที่ไม่เป็นทางการแต่เป็นประโยชน์นำเสนออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงนี้ น้ำเริ่มหลากเข้าท่วมหลายเขตในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ขณะที่มีหลายคนกำลังเผชิญปัญหา สมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะคนแก่คนชราไม่ยอมย้ายหนี หลายคนยอมทุ่มเงินและวัสดุประดามีเพื่อปกป้องบ้านสุดที่รัก
 ข้อความในโซเชียลมีเดียชุดนี้จึงกำลังได้รับความนิยม เพราะเขาให้ข้อมูลแสบๆ คันๆ จากประสบการณ์ตรงในฐานะ "คนที่น้ำท่วมบ้านแล้ว" โดยผู้โพสต์ใช้ชื่อว่า "สุเทพ เตมานุวัตร์ หมู่บ้านมณีรินทร์ 345" ซึ่งเกริ่นตอนต้นเพียงสั้นๆ ว่า "รวบรวมสิ่งที่ได้เรียนรู้จากน้ำท่วมครั้งนี้ มาบอกกล่าวครับ" เนื้อหามีดังนี้ คือ
 1. อย่าเสียเวลากับการป้องกัน
 หากบริเวณบ้านของท่านอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่ทางการประกาศว่าระดับน้ำอาจสูงถึง 1.5 เมตร อย่าได้เสียเวลากับการป้องกันเลยครับ ระดับน้ำที่มาถึงบ้านท่าน
รับรองว่าจะต่ำกว่าหรืออาจจะสูงกว่าที่ทางการประเมิน (รับรองท่วม)
 2. กระสอบทรายเป็นแค่เครื่องมือชะลอ
 กระสอบทรายมิใช่แก้วสารพัดนึกครับ มันไม่สามารถกั้นน้ำได้ 100% แค่ทำให้น้ำรั่วหรือซึมเข้ามาได้บ้าง ท่านต้องมีการดูดออกด้วย
 3. การวางกระสอบทราย เรามิใช่มืออาชีพ
 การจัดเรียงกระสอบทรายต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ผมกับเพื่อนบ้านหมดค่ากระสอบทรายไป 50,000 บาท สุดท้ายก็...ละลายน้ำ
 4. อย่าได้เชื่อโครงการ
 อันนี้มิได้ต่อว่าโครงการนะครับ เพียงแค่ว่าเขาประเมินสถานการณ์ต่ำไป โครงการผมลงทุนน่าจะเป็นล้าน ตั้งคันดิน กระสอบทรายน่าจะกว่า 30,000 ใบ คันสูง 1.5 เมตร เครื่องสูบน้ำออกแบบตัวใหญ่ๆ กว่า 3 ตัว (นิคมอุตสาหกรรมกี่แห่งแล้ว)
 5. สิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่ สิ่งที่ใช่ อาจไม่เห็น
 น้ำมิได้โจมตีจากภาคพื้นดินหรอกครับ มันมาจากใต้ดิน มันมุดกำแพงเข้ามา บางครั้งมันโพล่งให้เห็น แต่หากมันไม่โพล่งให้เห็น มันจะซึมลงท่อน้ำทิ้งของโครงการเนื่องจากท่อน้ำทิ้งที่วางแนวไว้นานเข้าจะเกิดการทรุดตัว แตก ทำให้น้ำซึมเข้ามา จนกระทั่งเต็มท่อ โครงการมัวแต่อุดท่อที่ต่อกับภายนอก และไม่เห็นว่าท่อข้างในมีการรั่วซึม
 6. การอุดท่อระบายน้ำเข้าบ้าน มิใช่การป้องกัน
 ทุกสำนักจะบอกว่าต้องอุดท่อระบายน้ำ ลองอ่านจากข้อสองครับ เราอาจจะรู้สึกว่าแน่นดี เอาอยู่ น้ำไม่ผ่าน แต่ที่จริงกระสอบทรายแค่ชะลอ ทำให้น้ำผ่านยากขึ้น
และที่สำคัญ พวกบ้านเดี่ยว มีพื้นที่สวนใต้บ้านของท่านล้วนแล้วแต่เป็นโพรง น้ำจะแทรกตัวลงไปจนแน่นโพรงใต้พื้นแล้วจะผุดออกมาตามรอยแตกของบ้าน บางครั้งอาจจะดันกระเบื้องเข้าบ้านได้ แต่เหตุการณ์นี้เกิดได้ค่อนข้างยาก
 7. ห้องน้ำคือจุดอ่อนที่สุด
 เมื่อน้ำเต็มท่อระบายจะหาทางออกมาทางน้ำทิ้ง ทางพื้นที่เรียกว่า Floor Drain รวมถึงชักโครก ซึ่งท่านไม่สามารถจะอุดได้ หากจะอุดจริงๆ ต้องถอดหัวชักโครกแล้วโบกปูน
 8. อย่ามัวสาละวนกันการป้องกัน เมื่อน้ำบุกเข้ามาได้
 ท่านจะพยายามลากกระสอบทรายมาปิด มาอุด ซึ่งไร้ประโยชน์ เอาเวลาไปตรวจสอบว่าเรามีอะไรที่ยังไม่ได้ยกขึ้นที่สูงอีกบ้างดีกว่า
 9. ไม่ต้องสะสมเสบียง
 เพราะหากปริมาณน้ำขนาดนี้ ท่านถูกตัดไฟแน่นอน แล้วจะอยู่อย่างไร ผมสะสมเสบียงอยู่ได้เกือบ 3 เดือน จบข่าวตั้งแต่วันแรกแล้ว
 10. ก่อปูนเป็นทางออกที่เกือบใช่ แต่....ไปดูข้อเจ็ดครับ
 หากท่านมั่นใจว่าสามารถสร้างระบบปิดในตัวบ้านท่านได้ ก็จงทำเถิด แต่หากไม่ใช่ อย่าเสียเวลา
 11. ระดับความสูง
 หากท่านเห็นน้ำขนาดนี้มาอีก ของที่ยกได้ขอให้ระดับไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร หากจะเทินของก็ให้มั่นใจว่าสูงกว่าบ้านผมซึ่งสูงจากถนน 30 เซนติเมตร ก่อปูนอีก ประมาณ 70 เซนติเมตร สุดท้าย ไม่รอด
 อย่าท้อกับของใหญ่ ผมได้มีโอกาสคุยกับหลายคนที่น้ำยังไม่ท่วม พอเจอตู้เย็น เครื่องซักผ้าเข้าก็ไม่เอา บอกหนัก คุณยังมีเวลาครับ ทำเลย หาเพื่อนข้างบ้านมาช่วย ส่วนใหญ่ใช้วิธิเทินเอา คุณเทินสูงไม่ได้เกิน 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร หรอกครับ มันจะล้ม ลองใช้ประโยชน์จากชานพักบันไดสิครับ พื้นที่ประมาณ 2x2 เมตร พอวางเครื่องซักผ้าและตู้เย็นใบใหญ่ได้ ความสูงชานพักน่าจะสัก 1.8-2 เมตร น่าจะพอไหว แต่ขึ้นอยู่กับพื้นที่บ้านท่านด้วยนะครับ
 12. เก็บของสำคัญพร้อมหนี
 อย่ามัวเสียเวลาในการป้องกัน จัดกระเป๋าสำรองอีกใบ เพราะเวลาขันแน่นมาก (คับขัน) ท่านจะเก็บไม่ทัน ลืมโน่นลืมนี่
 13. หากท่านผ่อนบ้าน จะถูกบังคับทำประกัน
 จงกลับไปอ่านอนุสัญญา บางบริษัทจะครอบคลุมน้ำท่วมหรือภัยที่มาจากน้ำ ท่านอาจจะได้เงินมาซ่อมบ้าน
 14. ปั๊มน้ำสิ่งที่ถูกลืม
 ระบบน้ำใช้ในบ้านส่วนใหญ่จะเป็น 2 ระบบ คือ ต่อประปาตรงกับผ่านปั๊ม ท่านสามารถถอดปั๊มออกก่อนได้เลยครับ แล้วปรับไปใช้ต่อตรง แต่น้ำจะเบาสักหน่อย อ้อ ถอดเสร็จอย่าลืมเอาอะไรมาหุ้มปลายน้ำเข้าบ้านด้วย กั้นไม่ให้น้ำเสียไหลเข้าบ้าน หากไม่มีอุปกรณ์ถอด ใช้เลื่อยตัดเลยครับ ให้เหลือปลายไว้ด้วยนะครับ จะได้ต่อกลับง่ายๆ
 15. ผู้ใหญ่ คนชรา เด็ก ผู้ป่วย และหมาแมวเชิญท่านออกมาก่อนครับ
 จะได้ไม่พะวักพะวน ส่วนใหญ่ที่สร้างปัญหา ไม่ใช่คนครับ สัตว์เลี้ยงของท่านนั่นแหละครับ เพราะมันลุยน้ำไม่ได้เหมือนท่าน
 16. รถยนต์ปัจจัยที่ 7 ของท่านจะเป็นตัวสร้างภาระอย่างใหญ่หลวง
 โดยปกติ ช่วงหน้าหมู่บ้านทุกแห่งมักต่ำกว่าบ้านในโครงการ ดังนั้นท่านอาจจะลุยออกมาไม่ได้ หาที่จอดในเมืองเลยครับ นั่ง taxi เอา
 17. ยังไม่ต้องหนีหากท่านจัดการข้อ 15,16 เรียบร้อย
 ท่านอยู่เฝ้าบ้านได้ครับ อยู่จนกว่าน้ำจะมา ลงมาดูว่าเรายังไม่เก็บอะไรอีก จากนั้นค่อยๆ หิ้วกระเป๋าที่เตรียมไว้เดินออกมาอย่างยิ้มแย้ม โปกมือกับเพื่อนบ้านที่โกลาหล ไม่ต้องกังวลว่าจะออกมายังไงครับ เดินลุยน้ำชิลล์ๆๆๆ มาเลย ไม่มี taxi มารับท่านหรอกครับ อาศัยโบกรถเอา เพราะตอนนั้นถนนใหญ่ของท่านน้ำจะสูงมาก ผมยังโบกรถ 3 ทอดกว่าจะมาถึงบ้านอีกที่หนึ่ง ถึงตอนนั้นคนไทยไม่ทิ้งกันแน่นอน รับประกัน
 18. หากไม่อยากเปียกนอนต่อ ท่านยังอยู่ได้ ตราบใดที่ไฟฟ้าไม่ตัด
 ปกติในวันแรกที่น้ำท่วม การไฟฟ้ายังไม่ตัดไฟหรอกครับ กำลังงง ยุ่งอยู่ และระดับน้ำจะเริ่มนิ่งๆๆ ขึ้นช้าๆๆๆ ท่านยังอาศัยอยู่ได้ รอจนกว่าจะมีคนมารับ แล้วเปลี่ยนบรรยากาศนั่งรถทหาร ชมวิว หรือจะรอเรือมารับก็ได้ ลุ้นหน่อย มันดี
 19. ตรวจสอบ breaker
 ว่าอันไหนตัดอะไร พอน้ำมา อพยพขึ้นชั้น 2 ตัดไฟชั้นล่างให้หมดเลยครับ
 20. กะละมัง อุปกรณ์ทุ่นแรง หากยังมีของแยะ
 ตอนลุยออกมา เอาใส่กะละมังครับ แต่ต้องไม่รั่วนะ
 21. ฟังคนอื่น ฟังหมู่บ้าน
 แต่....จงเชื่อตนเองเวลาจับกลุ่มคุยทุกคนจะให้ข้อมูลในเชิงหวังดี แค่ท่วมแค่นี้แหละ ไม่มากหรอก...อย่าลืมนะครับ คนที่ท่านคุยด้วยไม่เคยโดน ผมนี่แหละ เต็มๆๆๆๆๆ
 22. สัญญาณแรก น้ำในท่อระบายน้ำหมั่นสอดส่องดูน้ำในท่อระบายน้ำครับ
 หากเริ่มเห็นน้ำมาขังในท่อ แปลว่า ทัพหน้าเขามาถึงแล้ว เริ่มแทรกตัวลงมาอยู่ในท่อของเรา
 23. ท่านต้องรู้ชัยภูมิหมู่บ้านท่านควรทราบว่า ทิศแต่ละทิศ ติดอะไร
 หากติดสวน ติดนา น้ำมักจะมาล้อมท่านอย่างเงียบๆ เพราะพื้นที่รอบข้างท่านยิ่งกว้าง น้ำจะขึ้นช้าๆ ต้องคอยดู หากเริ่มมีน้ำในนา ในสวนที่ติดกับหมู่บ้าน แสดงว่าน้ำกำลังตั้งป้อมรอแล้วละ ท่านควรรู้ทางน้ำที่กำลังไหลผ่านว่าหากจะมาจะเข้ามาทางใด หมั่นไปดูบ่อยๆ
 24. ปิดแอร์ เปิดหน้าต่างนอนช่วงนี้
 หากท่านทนไหว เปิดหน้าต่างเถอะครับ เพราะหากท่านเปิดแอร์นอน ท่านจะไม่ได้ยินประกาศอะไรเลย ยิ่งอยู่ในซอยลึกๆๆ อีก
 25. เทปกาวเหนียวๆ
 ปิดปลั๊กไฟที่ต่ำๆ กันน้ำเข้าพอจะช่วยได้บ้างครับ เอาหลายๆ ชั้นหน่อยนะครับ
 เท่าที่คิดได้ รวบรวมจากเรื่องจริงที่ประสบ


หัวข้อ: 10 ข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องพึ่ง "ศูนย์พักพิง"
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 พฤศจิกายน 2554, 22:16:40
10 ข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องพึ่ง "ศูนย์พักพิง"

 ในขณะที่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจำนวนไม่น้อยต้องอพยพหนีน้ำออกจากนิวาสถานไปพักยัง "ศูนย์อพยพ" หรือ "ศูนย์พักพิงชั่วคราว" ซึ่งเป็นแหล่งรวมของผู้คนเป็นจำนวนมาก การปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะเพื่อสุขภาวะที่ดีจึงนับเป็นสิ่งสำคัญ
 ล่าสุด สำนักระบาดวิทยาได้ออกคำแนะนำเป็นข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้เข้าอาศัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว มีภาพประกอบสามารถพิมพ์ไปติดในศูนย์พักพิงหรือใช้เป็นสื่อประกอบการให้สุขศึกษาตามแต่สถานการณ์จะเอื้ออำนวยได้เป็นอย่างดี
  สำหรับข้อปฏิบัติมีอยู่ 10 ข้อ กล่าวคือ
 1. ไม่เก็บอาหารข้ามมื้อ ควรกินอาหารที่ผ่านความร้อน ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ก่อนกินอาหารสังเกตกลิ่นและรสชาติว่าบูด เสีย หรือไม่ ถ้าบูด เสีย ห้ามกิน ให้ทิ้งลงถังขยะ และแจ้งผู้ประสานงานในศูนย์ฯ ว่า พบอาหารบูด เสีย เพื่อระงับการแจกอาหารชนิดนั้น
 2. ดื่มน้ำสะอาดต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวด ถ้าผิดปกติไม่ควรดื่ม ให้เปิดฝาขวดและนำไปเป็นน้ำใช้
 3. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่หรือเจลล้างมือ ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องส้วม และหลังไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก
 4. ถ้ามีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล ตาแดง ขี้ตามากผิดปกติ ควรแจ้งหน่วยแพทย์ที่ประจำศูนย์พักพิงทันที ไม่ควรขยี้ตา แยกของใช้ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับคนอื่น
 5. ใช้ผ้า กระดาษทิชชู ปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม หรือถ้ามีอาการป่วยโรคทางเดินหายใจควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนอื่น
 6. ถ้ามีอาการเจ็บป่วย เช่น ท้องเสีย มีไข้ ปวดศีรษะ ไอ อ่อนเพลีย คันตามผิวหนัง เบื่ออาหาร ระคายเคืองตา รีบแจ้งหน่วยแพทย์ที่ประจำศูนย์พักพิงทันที
 7. ทิ้งขยะ เศษอาหารลงในถังขยะที่จัดไว้ให้
 8. รักษาความสะอาดห้องส้วม ห้องอาบน้ำทุกครั้งหลังใช้เสร็จ
 9. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ถ้าขาดยาหรือไม่มียา ให้แจ้งหน่วยแพทย์ที่ประจำศูนย์พักพิงทันที
 10. หากบุคคลใกล้ชิดมีอาการไม่สบาย แจ้งหน่วยแพทย์ประจำศูนย์พักพิงทันที


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 พฤศจิกายน 2554, 23:48:47
วรภัทร์ ภู่เจริญ
เวลานี้ เป็นเวลาวิกฤต กระเทือนใจกันง่ายๆ_ เรา อย่าไปต่อว่ากันเลย ดูที่เจตนาดีกว่า _ เมื่อเห็นต่าง ก็ทดลอง _ เห็นต่างไม่ใช่ศัตรู _ ให้ บ้านเมืองสงบก่อน (ตอนนี้ จดๆถ่ายๆ ภาพเอาไว้ก่อนก็ได้_ คริ คริ)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 06 พฤศจิกายน 2554, 00:23:52

ใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความของ...สุเทพ เตมานุวัตร์

กลับไปอ่านเถอะครับ....

คุ้มกับเวลาที่เสียไปแน่นอน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 06 พฤศจิกายน 2554, 00:25:38
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 05 พฤศจิกายน 2554, 23:48:47
วรภัทร์ ภู่เจริญ
เวลานี้ เป็นเวลาวิกฤต กระเทือนใจกันง่ายๆ_ เรา อย่าไปต่อว่ากันเลย ดูที่เจตนาดีกว่า _ เมื่อเห็นต่าง ก็ทดลอง _ เห็นต่างไม่ใช่ศัตรู _ ให้ บ้านเมืองสงบก่อน (ตอนนี้ จดๆถ่ายๆ ภาพเอาไว้ก่อนก็ได้_ คริ คริ)


เอาไว้รอ... เช็คบิล?


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 06 พฤศจิกายน 2554, 00:43:57
http://www.youtube.com/watch?v=WNIPqafd4As


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 09 พฤศจิกายน 2554, 15:33:59
อ้างถึง
ข้อความของ Leam เมื่อ 06 พฤศจิกายน 2554, 00:25:38
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 05 พฤศจิกายน 2554, 23:48:47
วรภัทร์ ภู่เจริญ
เวลานี้ เป็นเวลาวิกฤต กระเทือนใจกันง่ายๆ_ เรา อย่าไปต่อว่ากันเลย ดูที่เจตนาดีกว่า _ เมื่อเห็นต่าง ก็ทดลอง _ เห็นต่างไม่ใช่ศัตรู _ ให้ บ้านเมืองสงบก่อน (ตอนนี้ จดๆถ่ายๆ ภาพเอาไว้ก่อนก็ได้_ คริ คริ)


เอาไว้รอ... เช็คบิล?

เดี๋ยวพอนำ้ลด ก็เข้าสู่มหกรรมโทษกันไปโทษกันมาหาคนผิดกันอีก
นี่แหละวิถีทางของพวกนักการเมืองไทย ชาวบ้านก็เดือนร้อนกันทั่วก็ยังจะมัวเกี่ยงกันอยู่ได้


หัวข้อ: ภาพอย่ามองแต่ข้างหน้า พลิกดูด้านหลังบ้าง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 09 พฤศจิกายน 2554, 16:13:42
http://www.youtube.com/watch?v=H1-xZPFHW1E


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 09 พฤศจิกายน 2554, 20:00:00
อ้างถึง
ข้อความของ ตี้ถาปัด เมื่อ 09 พฤศจิกายน 2554, 15:33:59
อ้างถึง
ข้อความของ Leam เมื่อ 06 พฤศจิกายน 2554, 00:25:38
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 05 พฤศจิกายน 2554, 23:48:47
วรภัทร์ ภู่เจริญ
เวลานี้ เป็นเวลาวิกฤต กระเทือนใจกันง่ายๆ_ เรา อย่าไปต่อว่ากันเลย ดูที่เจตนาดีกว่า _ เมื่อเห็นต่าง ก็ทดลอง _ เห็นต่างไม่ใช่ศัตรู _ ให้ บ้านเมืองสงบก่อน (ตอนนี้ จดๆถ่ายๆ ภาพเอาไว้ก่อนก็ได้_ คริ คริ)


เอาไว้รอ... เช็คบิล?

เดี๋ยวพอนำ้ลด ก็เข้าสู่มหกรรมโทษกันไปโทษกันมาหาคนผิดกันอีก
นี่แหละวิถีทางของพวกนักการเมืองไทย ชาวบ้านก็เดือนร้อนกันทั่วก็ยังจะมัวเกี่ยงกันอยู่ได้


แจงก็ว่างั้นแหละ ลุงตี้

สงครามน้ำท่วมยังไม่ทันสงบ สงครามน้ำลายก็เริ่มแล้วแหละ
แทนที่จะใช้พลังงานไปในการแก้ปัญหาปัจจุบัน หรือคิดสร้างสรรค์ป้องกันปัญหาในอนาคต
ก็มัวแต่ขุดคุ้ยอดีต จับผิด หาแพะ หาเรื่องสาดโคลนใส่กัน
มัวแต่ทำงานของเมื่อวาน จนไม่ได้ทำงานของพรุ่งนี้
เหมือนหมาไล่กัดหางตัวเองยังไงก็ไม่รู้เนอะ....เฮ้อ!!! สังคมไทย

อุ้ย! โทษที...
สงสัยวันนี้ดูประชุมสภามากไปหน่อย เลยบ่นยาว... แหะ แหะ...

แต่ประชุมสภาครั้งนี้อภิปรายค่อนข้างเรียบร้อยนะลุง
ให้เกียรติกันและกัน และได้เนื้อหาดีกว่าครั้งก่อนๆมาก
เรียกว่าพัฒนาขึ้นทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล

เหลือแต่อภิปรายนอกสภานี่แหละ ที่น่าห่วง...


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 10 พฤศจิกายน 2554, 09:28:46
เปิดผ่านแล้วก็เลยไป เบื่อจะฟังเพราะคิดว่ามันก็คงเน่ากว่านำ้ที่ท่วมกันอยู่นี่แหละ
แถมยังไม่มีเงาจันทร์แบบป้าไมว่าซะอีก ฟังแล้วเดี๋ยวจะพาลหงุดหงิด

แค่ได้ยินนิดหน่อย ส่วนใหญ่ก็สาธยายความดีของตัวเองที่ลงพื้นที่ไปช่วยชาวบ้าน
ไปไปมามาก็เข้าทำนอง เอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วใส่คนอื่นเหมือนเดิม

พูดแล้วของขึ้น ขออภัยครับ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Uncle Na ที่ 10 พฤศจิกายน 2554, 09:35:33
+1  เลิกโทษกัน(ทั้งๆที่อยาก เงียบดีกว่า เพื่อบรรยากาศที่ดีต่อกัน แหะ  แหะ )
เรามาเป็นคนไทยรุ่นพัฒนาแล้วกันเถอะ... :-)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 10 พฤศจิกายน 2554, 10:15:41
อ้างถึง
ข้อความของ Uncle Na เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2554, 09:35:33
+1  เลิกโทษกัน(ทั้งๆที่อยาก เงียบดีกว่า เพื่อบรรยากาศที่ดีต่อกัน แหะ  แหะ )
เรามาเป็นคนไทยรุ่นพัฒนาแล้วกันเถอะ... :-)

+1 ไม่โทษกัน มาช่วยกัน emo4:))


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 10 พฤศจิกายน 2554, 10:17:58
อ้างถึง
ข้อความของ ตี้ถาปัด เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2554, 09:28:46
เปิดผ่านแล้วก็เลยไป เบื่อจะฟังเพราะคิดว่ามันก็คงเน่ากว่านำ้ที่ท่วมกันอยู่นี่แหละ
แถมยังไม่มีเงาจันทร์แบบป้าไมว่าซะอีก ฟังแล้วเดี๋ยวจะพาลหงุดหงิด

แค่ได้ยินนิดหน่อย ส่วนใหญ่ก็สาธยายความดีของตัวเองที่ลงพื้นที่ไปช่วยชาวบ้าน
ไปไปมามาก็เข้าทำนอง เอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วใส่คนอื่นเหมือนเดิม

พูดแล้วของขึ้น ขออภัยครับ

โห.....ของอันหยังขึ้นกาตั๋ว.......จะอี้มันก่อแปงน่ะก่า emo47


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 พฤศจิกายน 2554, 13:44:34
http://www.youtube.com/watch?v=JFXDjfXV-U8


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 11 พฤศจิกายน 2554, 14:06:16
อ้างถึง
ข้อความของ Lamai เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2554, 10:17:58
อ้างถึง
ข้อความของ ตี้ถาปัด เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2554, 09:28:46
เปิดผ่านแล้วก็เลยไป เบื่อจะฟังเพราะคิดว่ามันก็คงเน่ากว่านำ้ที่ท่วมกันอยู่นี่แหละ
แถมยังไม่มีเงาจันทร์แบบป้าไมว่าซะอีก ฟังแล้วเดี๋ยวจะพาลหงุดหงิด

แค่ได้ยินนิดหน่อย ส่วนใหญ่ก็สาธยายความดีของตัวเองที่ลงพื้นที่ไปช่วยชาวบ้าน
ไปไปมามาก็เข้าทำนอง เอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วใส่คนอื่นเหมือนเดิม

พูดแล้วของขึ้น ขออภัยครับ

โห.....ของอันหยังขึ้นกาตั๋ว.......จะอี้มันก่อแปงน่ะก่า emo47

โอ้โฮ.... ป้าทำรีเทริน์เสริฟแบบนี้รับเกือบไม่ทันเลยครับหลังแทบหัก
ของขึ้นมันก็แพง ใช่ถูกต้อง แพงขึ้นทุกอย่าง มีอย่างเดียวคือนำ้ขึ้นที่ไม่แพง
แต่นำ้ดื่มแพงคอดคอด นี่ขนาดเป็นเมืองที่มีแต่นำ้นะ


หัวข้อ: เปิดตัว "คุณพ่อ" ของ "น้องน้ำ" และไขปริศนาทำไมน้ำไม่ท่วม "ดินแดง"
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 พฤศจิกายน 2554, 21:32:15
เปิดตัว "คุณพ่อ" ของ "น้องน้ำ" และไขปริศนาทำไมน้ำไม่ท่วม "ดินแดง"
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 20:30:00 น.
 

ไปไม่ถึงดินแดง จ่อแค่สี่แยกสุทธิสาร


"หนุ่มเมืองจันท์"


 
 
 
 
 
สงสัยไหมครับว่าทำไม "น้องน้ำ" ที่เคยโลดโผนโจนทะยาน  ไปทุกที่ที่อยากไป
 
แต่วันนี้กลับไหลอย่างช้าๆ
 
ไม่ยอมไป "ดินแดง" เสียที
 
ในอีกด้านหนึ่งก็ไปหยุดอยู่แค่ตลาดอตก.  ไม่เลยไป "สะพานควาย"
 
ตามหลักไสยศาสตร์เบื้องต้น ส.001  วิเคราะห์ว่า 2 ที่นี้น่าจะมีบางสิ่งที่ "น้องน้ำ" หวาดหวั่น  ไม่กล้าผ่านไป
 
อย่าลืมว่า "น้องน้ำ" ไม่เคยกลัว "กระสอบทราย"
 
ไม่เคยกลัว "ดินเหนียว" ที่ทำคันดินตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ
 
...แต่ "น้องน้ำ" กลับกลัว "ดินแดง"
 
คงเหมือน"ผีไทย"กลัว"ใบหนาด"
 
"ผีฝรั่ง"กลัว"กระเทียม"
 
"น้องน้ำ"กลัว"ดินแดง"
 
ในขณะเดียวกัน"น้องน้ำ" ไม่เคยกลัวคันกั้นน้ำอะไรเลย
 
"บางโฉมศรี" ก็ไม่กลัว
 
...แต่กลับกลัว "สะพานควาย"
 
จากบทวิเคราะห์ดังกล่าว  นักไสยศาสตร์จึงเสนอให้นิคมอุตสาหกรรมบางชันและลาดกระบังเปลี่ยนวิธีทำคันกั้นน้ำใหม่
 
เปลี่ยน "คัน" เป็น "สะพาน"
 
และเพื่อความขลังต้องเอา "ควาย" มาเดินบนสะพานด้วย
 
ส่วน "ดินเหนียว" เลิกใช้ไปเลย
 
ให้ใช้ "ดินแดง"
 
นี่คือ  ทางรอดเดียวของ 2 นิคมฯนี้ 
 
"นักไสยศาสตร์" ยืนยัน
 
นอกจากนั้นเคล็ดลับนี้อาจนำไปใช้กับพื้นที่ต่างๆ ได้
 
เช่น บ้านต่างๆ ที่เจอน้ำท่วมขังอาจแก้เคล็ดด้วยการเปลี่ยนกระสอบ "ทราย"
 
เป็นกระสอบ "ดินแดง"
 
หรือบางพื้นที่แถบ "สะพานใหม่"  ให้ลองเอา "ควาย" มาเดิน
 
หลอก "น้องน้ำ" ว่าเป็น "สะพานควาย" สาขา 2
 
หรือ "สะพานควายใหม่"
 
บางทีน้ำอาจจะลด!!!!
 
......................
 
 
อีกด้านหนึ่ง  "น้องน้ำ" ไหลไปทางถนนรัชดาภิเษกอย่างรวดเร็ว
 
หลายคนสงสัยว่า "น้องน้ำ" มาที่นี่ทำไม
 
แต่พอเหลือบขึ้นไปมองป้ายด้านบน
 
"โรงแรมเจ้าพระยา ปาร์ก"
 
ใช่แล้ว  "น้องน้ำ" จะมาหา "แม่"
 
"แม่น้ำ" ชื่อ "เจ้าพระยา"
 
พอเห็นป้ายปั๊บ  "น้องน้ำ" ก็รี่เข้ามาเลย
 
...คิดถึงแม่..
 
ถ้า "น้องน้ำ" หยุดแค่โรงแรมเจ้าพระยา ปาร์ก  แสดงว่า "น้องน้ำ" ต้องการมาหา "คุณแม่"
 
แต่ถ้าเลยกว่านั้นมาประมาณ 200 เมตร  แล้วหยุดนิ่ง ก็แสดงว่า "น้องน้ำ" น่าจะแวะมาหาใครบางคนที่คิดถึงมานาน
 
และเป็นการคลายปริศนาที่สงสัยกันมานาน
 
"คุณพ่อ" ของ "น้องน้ำ" คือใคร
 
เพราะตรงนั้นมีอาคารใหญ่แห่งหนึ่ง 
 
"โพไซดอน"
 
ครับ... "เทพโพไซดอน" คือ  เทพเจ้าแห่งท้องทะเลและมหาสมุทร  เป็นผู้ปกครองดินแดนแห่งท้องน้ำ 
   
ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ลำคลอง หรือมหาสมทุร
 
ถ้าจริงแสดงว่า "น้องน้ำ" ไม่ธรรมดา
 
มี"คุณแม่"เป็น "เจ้าพระยา"
 
มี"คุณพ่อ"เป็น "เทพ"

 


หัวข้อ: [b]“ปู” ขอบคุณ “มาร์ค” บอกไม่ควรลาออกในตอนนี้
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 พฤศจิกายน 2554, 21:44:27
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 18:12 น.  ข่าวสดออนไลน์


“ปู” ขอบคุณ “มาร์ค” บอกไม่ควรลาออกในตอนนี้

 เวลา 17.50 น. วันที่ 11 พ.ย. ที่รัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีไม่ควรลาออกจากตำแหน่งตามที่มีเสียงเรียกร้อง แต่ขอให้ทบทวนการทำงานในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ว่า “ขอขอบคุณผู้นำฝ่ายค้าน เพราะวันนี้เราอยากเห็นการที่พวกเราทุกคนมาเล่นกการเมืองอย่างสร้างสรรค์ และมาร่วมกัน ช่วยกันแก้ไขปัญหาสิ่งที่เป็นวาระของชาติ”

 เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามว่า ตกลงวันนี้เราผ่านวิกฤติเรื่องน้ำท่วมแล้วหรือยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว ก่อนขอตัวเข้าร่วมประชุมสภาทันที


หัวข้อ: การเมือง ทางเลือก ระหว่าง ยิ่งลักษณ์ อภิสิทธิ์ อนาคต เป็นของใคร
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 พฤศจิกายน 2554, 21:50:10
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7652 ข่าวสดรายวัน


การเมือง ทางเลือก ระหว่าง ยิ่งลักษณ์ อภิสิทธิ์ อนาคต เป็นของใคร




คล้ายกับเมื่อมีความพยายามสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เล่นงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ ก็เพื่อนำไปสู่การเสนอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาแทนที่

เหมือนกับเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง หนุ่มหล่อ กับ สาวสวย

สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามเน้นย้ำอย่างจำหลักหนักแน่นก็คือ เน้นย้ำจุดอ่อนด้อยในภาวะผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในอีกด้านก็เพื่อเสริมให้เห็นความแข็งแกร่งของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตัวอย่างมิได้อยู่ที่การออกมาใส่สีตีไข่ เยาะเย้ย หยามหยัน ในเรื่องการร้องไห้ หลั่งน้ำตา ซ้ำแล้วซ้ำอีกของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เท่านั้น

หากแต่ด้วยการเน้นในเรื่องการประกาศและบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เหมือนกับพ.ร.ก.ฉุกเฉินคือรากฐานอันสร้างความแข็งแกร่ง เฉียบขาดให้กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากสถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553

เป็นความแข็งแกร่งเฉียบขาดบนซากศพมากกว่า 90 ศพของประชาชน



มีความแตกต่างอย่างแน่นอนระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการสานความสัมพันธ์กับกองทัพ กับทหาร

คน 1 มีพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 เป็นเครื่องมือ

คน 1 มีพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เป็นเครื่องมือ

ภาพที่เราเห็นจากสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 คือ ทหารถืออาวุธสงครามเข้าไล่ยิงเพื่อสลายการชุมนุมของประชาชน

ตาย 91 บาดเจ็บเกือบ 2,000

ภาพที่เราเห็นจากสถานการณ์เดือนตุลาคม พฤศจิกายน 2554 คือ ทหารพร้อมถุงยังชีพเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็นปทุมธานี นนทบุรีและกทม.

คะแนนนิยมของทหาร คะแนนนิยมของกองทัพสูงเป็นอย่างยิ่ง



ความแตกต่างในทางความคิดระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบอย่างแน่นอน

จากปัญหาเมื่อ 2 คนนี้ประสบเข้ากับอุทกภัย

ในฐานะนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจเกะกะเก้งก้างและตะกุกตะกักเป็นอย่างมากในการบริหารจัดการในเบื้องต้น

แต่ก็มิได้หมายความว่า ท่วงทีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความเหนือกว่า

ยิ่งผ่านวิกฤตที่หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น ยิ่งสร้างบทเรียนและความจัดเจนให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเชิงสะสมกระทั่งเพิ่มความมั่นใจ

มั่นใจถึงระดับที่พร้อมประกาศสร้างประเทศไทยใหม่ นิวไทยแลนด์



มีความพยายามดิสเครดิตบ่อนเซาะภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้น

กระนั้น ก็มิได้หมายความว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นทางเลือก ตรงกันข้าม ระบอบยังให้โอกาส น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้พิสูจน์ตนเอง

อย่างน้อยก็น่าจะผ่านเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนธันวาคมได้

หน้า 5


หัวข้อ: เราประมาทเพราะรัฐ -วิกรม กรมดิษฐ์
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 12 พฤศจิกายน 2554, 12:34:31
เราประมาทเพราะรัฐ
-วิกรม กรมดิษฐ์

      นี่คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในสังคมไทย มันกลายเป็นการเมือง  ทุกอย่างพูดเป็นการเมืองหมด การเมืองมันทำให้เหมือนกับพลิกไปพลิกมา นี่คือปัญหาที่สังคมไทยควรจะต้องชำระจะต้องแก้ไข เพราะว่าผลกระทบคือทำให้ประชาชนประมาท ทำให้ประชาชนไม่เตรียมตัว และถามว่าที่หมดเนื้อหมดตัวคือใครล่ะ หมดกันหลายล้านล้านนะวันนี้ ไม่ใช่แค่ไม่กี่แสนล้าน เพราะเราไม่เตรียมตัว วันนี้เราเกทับไปเรื่อย ดูที่เราไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นยังไง อย่างนี้ก็เจ๊งเพราะว่าเราไม่รู้สถานการณ์ของเราว่าเราอยู่ตรงไหน เราไม่รู้เลยว่าเรากำลังทำอะไร เพราะเราไม่มีข้อมูลหรือเพราะข้อมูลที่ออกมามันเป็นข้อมูลที่ไม่ได้มีอะไรที่สามารถจะยึดถือได้เลย  เพราะบอกมาว่าไม่มีปัญหา เตรียมพร้อมแล้ว เอาอยู่
       ระบบของไทยเราการใช้คนเก่งมันแคบ ไม่เหมือนในอเมริกาที่เขามีเรื่องอย่างนี้ปุ๊บ สมมติว่าเป็นเรื่องอหิวาต์เขาก็จะมี list ของคนที่เป็น  expert สิ่งที่เขาจะทำกันก็คือคนที่มีประสบการณ์ทุกคนจะถูกเรียกเข้ามา  ทหารที่เกษียณแล้วก็ถูกเรียก หลายๆ คนถูกเรียกมารวมกัน ให้แต่ละคนไปศึกษาก่อนแล้วจะมาสรุปกัน เป็นหลักการและเหตุผล แล้วก็เสนอผู้นำเบอร์หนึ่ง ผู้นำก็มาดูว่าเหตุผลอย่างนี้ด้วยคนกลุ่มนี้ make sense ไหม  เมื่อเห็นว่าใช้ได้ก็จึงตัดสินใจ…รัฐบาลมือใหม่ เพิ่งเข้ามาใหม่ หลายๆ คนไม่เคยเป็นอะไรเลย ซึ่งก็ต้องเข้าใจเงื่อนไขของรัฐบาลว่าเป็นอย่างนี้ แต่ที่ต้องติงก็คือถ้าไม่รู้หรือไม่มั่นใจอะไรไม่ควรจะบอกว่าไม่มีปัญหา ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับมือใหม่แล้ว นี่มันเกี่ยวกับนิสัย ไม่ควรจะพูดในสิ่งที่ไม่มั่นใจ  เพราะมันทำให้ชาวบ้านเสี่ยง ทำให้ชาวบ้านเกิดความประมาท นี่คือผลกระทบที่ชาวบ้านเขาต้องมารับผลไปเต็มๆ
    ยิ่งนับวันภาวะการเป็น ’ผู้นำ’ ของนายกรัฐมนตรีในยามบ้านเมืองวิกฤติก็ยิ่งถูกตั้งข้อสงสัยมากขึ้น เพราะนับจากวันที่เสียงแข็งว่าไม่มีปัญหา รับมือได้  กลายเป็นว่าประชาชนสำลักน้ำกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเพราะไร้ความเด็ดขาด ไม่มีประสบการณ์ หรือใช้คนเก่งไม่เป็น ผลลัพธ์ที่เป็นอยู่ก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นผู้นำที่ขาดความเข้าใจในการบริหารจัดการ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชั่น ชี้ว่าเป็นบทเรียนราคาแพงที่ผู้นำจะต้องเรียนรู้เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นผู้รับกรรม
ประเมินความเสี่ยง หากผ่านตึกมูลนิธิอมตะจะเห็นว่าได้มีการเตรียมการป้องกันรับน้ำท่วมไว้ตั้งแต่เกือบ 2 เดือนก่อน
    "อย่างโรงพยาบาลเราทุกที่ระบบไฟอยู่ชั้นล่าง น้ำท่วมต้องตัดไฟ เมื่อไม่มีไฟก็จบแล้ว นี่ยกตัวอย่างว่าประเทศเราเวลาฉุกเฉินอะไรขึ้นมาไม่พร้อมอะไรสักอย่าง"
เพราะเราคิดไม่ถึงว่าปัญหาจะใหญ่ขนาดนี้
    "ทำไมไม่คิดไว้ ทำไมไม่สมมติล่ะ เอาแค่ว่าเรื่องนี้ถ้าเป็นนิวยอร์กมันจะไม่เป็นอย่างนี้ แล้วอเมริกันมันเป็นเทวดาเหรอ ฉะนั้นเราจะไปบอกว่าเราคิดไม่ถึงไม่ได้ สิ่งเหล่านี้มันต้องคิดก่อน ที่เราทำมาตลอดเดือนครึ่ง สมมติเลยว่าน้ำมาเท่านี้แล้วก็ไปวางแผนแก้ปัญหา แต่วันนี้เราไม่คิด เพราะคนไทยเราปล่อยชีวิตไปตามสบาย นี่คือปัญหาของสังคมไทย และไม่ใช่ไม่คิดอย่างเดียว สังคมไทยยังประมาทอีก อย่างสิ่งที่มูลนิธิฯ เตรียมรับมือก็เกิดจากสิ่งที่เราสมมติขึ้นมาเมื่อเกือบ 2 เดือนที่แล้วว่าถ้าน้ำสูงถึง 2 เมตรล่ะจะต้องทำอะไรบ้าง แม้กระทั่งบ่อปลา ถ้าน้ำท่วม 2 เมตรกว่าปลาก็ยังอยู่ มีทั้งปั๊มน้ำที่เป็นปั๊มใช้ไฟฟ้า ปั๊มที่ใช้น้ำมัน"
ถ้าย้อนไปเวลานั้นน้ำยังท่วมแค่ชัยนาท นครสวรรค์
    "เพราะเรามามองดูว่าพื้นที่รับน้ำของเมืองไทยมันอยูที่ไหนและมันออกที่ไหน และเราก็ต้องเตรียมตัว เพราะมันเร็วและแรงมาก คือพื้นที่รับน้ำที่มีพื้นที่กว่า 1.5 แสน ตร.กม. ทั้งหมดต้องมาระบายออกที่ปากน้ำ มันไม่มีทางอื่นที่จะออกเลย ดูจากแผนที่แล้วด้านซ้ายมือคือเทือกเขาตะนาวศรี ไม่ต้องไปคิดเลยว่าน้ำจะข้ามไป แค่ข้ามไปถึงเมืองกาญจน์จะไหลลงแม่น้ำแม่กลองก็เป็นไปไม่ได้แล้ว น้ำทั้งหมดมันจึงถูกบีบเข้ามาจากพื้นที่ที่รับน้ำกว่าแสน ตร.กม. น้ำพวกนี้มันก็ลงมาแค่ตามสายแม่น้ำลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำเจ้าพระยาถามว่ากว้างเท่าไหร่ ทุกปีมันก็เอ่อขึ้นมา เพราะล่องน้ำไม่ได้กว้างและลึกมาก เมื่อเป็นอย่างนี้น้ำก็ถูกบีบๆ ให้ลงมาเพื่อไปที่ปากอ่าวไทย เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ท่วมสิ เพราะกรุงเทพฯ เราเป็นไอ้เข้ขวางคลอง ขวางเต็มที่เลย
     ฉะนั้นน้ำฝนที่ลงมาจากทางเหนือมันก็รวมลงมาและมันเร็วมาก พอเห็นนครสวรรค์ท่วมแล้วคนตกใจ ท่วมรุนแรงมาก แป๊บเดียวสิงห์บุรี ชัยนาท อยุธยา  มันฟ้องด้วยภาพอย่างนี้ และก็ฟ้องด้วยซีเอ็นเอ็นที่รายงานว่าทั้งเวียดนาม    เขมร มีปัญหาหมด เพราะอิทธิพลลานีญา ปรากฏการณ์ของกระแสน้ำเย็นในมหาสมุทรที่แผ่ตัวออกมาในบริเวณนี้ ทำให้มันมีความชื้นเหมือนอยู่ในป่า ทำไมฝนถึงตกในป่า ก็เพราะว่าป่ามันเย็น ทฤษฎีเดียวกันกับปรากฏการณ์ลานีญา  มันก็ทำให้ภูมิภาคนี้มีความชุ่มชื้น ฉะนั้นฟิลิปปินส์ก็เจอ เขมร เวียดนาม ลาว  แต่ของเขาน้ำไม่ได้ถูกบีบๆ เข้ามาเหมือนกับเมืองไทย คือวันนี้คนที่เข้าใจตรงนี้ว่าอ้อลานีญามา ฝนตกหนัก ท่วมเร็ว ดังนั้นเราก็มาดูบ้านเราสิว่าเป็นยังไง  กรุงเทพฯ เรามันขวางน้ำ แล้วมันมาเยอะอย่างนั้น ก็ประชุมเจ้าหน้าที่กันเกือบ  2 เดือนที่แล้วเอาโจทย์นี้ไปคิดให้ที ว่าเขาควรจะต้องเตรียมอะไร เขาควรจะต้องย้ายอะไร มีคอนโดมีโรงแรมไหนที่ยกเอาเครื่องปั่นไฟขึ้นไปชั้น 3 บ้าง เราทำสิ่งเหล่านี้จากการสมมติ ถ้าประเทศเราทั้งประเทศสมมติว่ากรุงเทพฯ บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่น้ำจะท่วม 2 เมตร ตายล่ะถ้ามันมา 2 เมตร บ้านเราก็ท่วมแน่ๆ  เลย ก็ไม่ต้องเตรียมถุงทรายหรือทำอะไร ก็หันไปย้ายของไปอยู่ชั้น 2 จะได้ไม่เสียเงินโดยไม่มีประโยชน์"
    "การสมมติมันก็ต้องมีที่มาด้วยว่าทำไมเราสมมติ 2 เมตร ไม่ใช่จู่ๆ นึกเอาเหมือนแทงหวย มันต้องมีที่มา ที่มาก็ถามว่าอยุธยาหรือนครสวรรค์สูงกว่ากรุงเทพฯ เท่าไหร่ แล้วระดับน้ำบวกขึ้นไปอีกเท่าไหร่ ตอนเด็กๆ เวลาเราจะวัดระดับน้ำเอาสาย 2 สายมาวัด สมมติที่นี่เป็นน้ำที่อยู่ที่นครสวรรค์ อยุธยา   ระดับน้ำที่จะไหลลงมาก็จะเติมให้เท่ากัน เมื่อเติมให้เท่ากันระดับน้ำในกรุงเทพฯ  มันเป็น 10 เมตร ฉะนั้นสมมติที่ 2 เมตรนี่ถือว่ากันเองเหลือเกิน เพราะสาเหตุว่าก่อนที่น้ำจะลงมามันถูกกันจากตึกรามบ้านช่อง ถนน มันจึงมีช่วงพักน้ำให้เติมให้เต็มแล้วถึงจะข้ามมา ตรงนั้นมันก็เป็นตัวตัดน้ำได้ระดับหนึ่ง เราก็เลยคิดว่าอย่างน้อยน่าจะ 2 เมตร"   
 
    "นั่นคือการที่เราสมมติว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า แต่ถามว่ามีที่ไหนในกรุงเทพฯ ที่รัฐบาลเขาประกาศว่าไม่มีปัญหา เอาอยู่ เตรียมพร้อมแล้ว แล้วมันรอดสักอันไหมล่ะ คำว่ารัฐบาลก็รวมทั้งข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็น กทม. ศปภ. ผู้ว่าฯ หรือเบอร์ไหนที่ออกมาพูดทั้งหมดมีใครบ้างที่ออกมาบอกว่ามันมีปัญหา มันตลกหรือเปล่า ขนาดเราชาวบ้านบอกว่ามีปัญหา แต่มีปัญหาน่าจะขนาดนี้ เพื่อนำไปสู่การเตรียมตัว และเราคิดว่าถ้าน้ำมันเกินกว่า 2 เมตร เราก็ไม่สู้มัน  ปล่อยให้มันท่วมไป เพราะมันไม่คุ้มที่เราจะไปกัน แต่ถ้าระดับ 2 เมตรมันก็พอสู้ไหว ให้เขาไปก่อปูนผนังตรงนั้นตรงนี้ เอาตาข่ายลวดไปใส่แล้วฉาบปูนถ้าเรามาตั้งโจทย์มันจะมีคำตอบว่าจะอยู่หรือจะไป หรือจะเตรียมยังไง"
    เมื่อเกิดพิบัติภัย หน้าที่รัฐต้องประเมินสถานการณ์เลวร้ายไว้ก่อนเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว
    "นับถึงวันนี้ตั้งแต่น้ำท่วมมา มีผู้ว่าฯ คนไหน มีข้าราชการคนไหน มีอธิบดีคนไหน จนถึงผู้บริหารคนไหน ที่ออกมาพูดว่าอาจจะมีปัญหาอย่างนี้ สมมติว่าเป็นอย่างนี้ควรจะเตรียมตัวอย่างนี้ มีไหม อันที่สอง ไม่มีปัญหา ทุกอย่างพร้อมแล้ว พูดเป็นแพทเทิร์นเดียวกันหมดเลย แล้วมันมีอันไหนที่ไม่มีปัญหาไหม นี่คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในสังคมไทย คือมันกลายเป็นการเมือง ทุกอย่างพูดเป็นการเมืองหมดเลย การเมืองมันเหมือนกับพลิกไปพลิกมา นี่มันเป็นปัญหาที่สังคมไทยควรจะต้องชำระจะต้องแก้ไขนะ เพราะว่าผลกระทบคือทำให้ประชาชนประมาท ทำให้ประชาชนไม่เตรียมตัว และถามว่าที่หมดตัวคือใครล่ะ หมดกันหลายล้านล้านนะวันนี้ ไม่ใช่แค่กี่แสนล้าน เพราะเราไม่เตรียมตัว เพราะเราจะสู้ๆๆ แต่เรารู้เลยว่าของจริงมันเข้ามาเท่านี้แล้วเราน่าจะคิดว่าจะสู้ยังไง เหมือนคุณเล่นไพ่ วันนี้เราเกทับไปเรื่อย ดูที่เราไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นยังไง อย่างนี้ก็เจ๊ง  นี่เรากำลังเจ๊งเหมือนกับการเล่นไพ่นะ เพราะว่าเราไม่รู้สถานการณ์ของเราว่าเราอยู่ตรงไหน เราไม่รู้เลยว่าเรากำลังทำอะไร ใช่หรือไม่ เพราะเราไม่มีข้อมูล  เพราะข้อมูลที่ออกมามันเป็นข้อมูลที่ไม่ได้มีอะไรที่สามารถจะยึดถือได้เลย  เพราะว่าบอกมาว่าไม่มีปัญหา เตรียมพร้อมแล้ว เอาอยู่" แสดงว่าข้อมูลที่มีในมือประเมินไม่ได้หรือปกปิดความจริง
    "วันนี้ก็มีปัญหาอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกันว่าคนที่มาดำเนินการเรื่องนี้ถามว่ารู้แค่ไหน ถามว่าเขารู้ไหมวันนี้มันเป็นลักษณะของสังคมไทย ฟังอะไรมาปุ๊บทำตัวเองเป็นผู้รู้เลย นี่คือปัญหาของทั้งสังคมไทยนะที่เรามีคนแบบนี้เยอะ ที่กลายเป็นผู้รู้เพียงแค่ฟังคน ไม่อ่าน ไม่มีการศึกษา นิสัยคนไทยเราคือไม่ศึกษา พร้อมที่จะเชื่อข่าวลือ เราต่างจากญี่ปุ่น ถ้าเขาไม่แน่ใจไม่รู้จริงจะไม่พูด ของเรานี่ฟังเขามาก็มาบอกว่าตัวเองเป็นผู้รู้แล้ว นี่คือนิสัยคนไทย พื้นฐานตรงนี้ก็นำไปสู่คนที่เข้ามาบริหารจัดการ คราวนี้มันถึงเห็นภาพมันถึงเห็นผล ตรงนั้นรับได้ ตรงนี้ไม่มีปัญหา แต่วันนี้น้ำมันขยายตัวเป็นเหมือนเชื้อโรค ไม่มีท่าทีจะหยุดเลย และเราเคยรู้กันไหมว่าน้ำจะหยุดหรือไม่หยุดดูตรงไหน มีนักวิชาการคนไหนเคยบอกหรือเปล่า ดูที่ปทุมธานี ปทุมฯ กับกรุงเทพฯ ระดับพื้นดินจะสูงต่างกันเฉลี่ยประมาณ 3 เมตร วันนี้เราต้องมาดูว่าน้ำที่ปทุมฯ มันลดหรือยัง น้ำที่มาจากทางเหนือที่เติมๆ มาตั้งแต่นครสวรรค์ เติมที่อยุธยา มาเติมที่ปทุมฯ เรื่อยๆ จากปทุมฯ ก็เติมที่กรุงเทพฯ ถ้าระดับที่ปทุมฯ เริ่มลด กรุงเทพฯ ก็จะเริ่มมีอาการว่าจะไม่แรงไม่เร็ว แต่ไม่ใช่ว่าน้ำกรุงเทพฯ จะลด เพราะว่าปทุมฯ สูงกว่า นั่นเป็นตัวชี้เลยว่าถ้าปทุมฯ ลดๆๆ กรุงเทพฯ ก็จะเบา แต่ถามว่ากรุงเทพฯ จะหยุดเมื่อไหร่ ก็ต้องบอกว่าปทุมฯ แห้งเมื่อนั้น ก็ปทุมฯ สูงกว่ากรุงเทพฯ ถ้าปทุมฯ แห้งน้ำก็ไม่มี"
    ******************************************************************************
    คำอธิบายอย่างนี้ชาวบ้านเข้าใจง่ายกว่าที่จะบอกว่ามีมวลน้ำกี่ล้านลูกบาศก์เมตร ระบายได้กี่ล้านลูกบาศก์เมตร
    "พูดง่ายๆ ว่าประเทศไทยเป็นอย่างนี้เพราะว่าฝนมันตก 40 เปอร์เซ็นต์  เนื่องจากลานีญาแล้วมันก็ท่วมทั้งภูมิภาค อันที่สูงน้ำมันถูกบีบๆ มันไปไหนไม่ได้ น้ำมันก็ลงมา นั่นคือเหตุผล เมื่อเห็นจำนวนน้ำเยอะขนาดนี้ก็ดูที่ปทุมฯ เป็นหลัก ถ้าปทุมฯ แห้งเมื่อไหร่กรุงเทพฯ ก็จะค่อยๆ ลดเมื่อนั้น อธิบายง่ายๆ ไม่ต้องอธิบายว่ามันจะต้องผันไปที่นั่นอย่างนั้นอย่างนี้ น้ำมันจำนวนขนาดนี้เพิ่งจะมาขุดคลองมันจะไปทันอะไร เหมือนเราจะลงทุนต้องคำนวณว่าจะลงเท่าไหร่ ดูว่าจะเจ๊งเท่าไหร่ ถ้ามากกว่านั้นก็ไม่ต้องไปเกทับ ถ้าเจ็บก็แค่เจ็บๆ คันๆ แต่เลือดไม่ไหลออกทั้งตัว แบบตอนนี้ที่มีหลายโรงงานเลยไม่ยกเครื่องออก มัวแต่ไปกันๆ เสร็จแล้วก็ท่วมหมดเลย แทนที่จะเตรียมย้ายเจนเนอเรเตอร์"
    "ที่จริงเวลาจะทำอะไรเราต้องทำความเข้าใจ ใช้ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์  ภูมิศาสตร์ จะสร้างบ้านในภูมิประเทศแบบไหนโอกาสที่จะแช่น้ำสูง อย่าไปงมงาย โอ้คาดว่า รอลุ้น  เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วการเลือกตั้งนิคมอมตะ มีเขามีทะเลมีแม่น้ำ ตรงนั้นเป็นเขาเขียว ตรงไหนที่มีเขาก็แสดงว่าดินมันแข็ง ดินแถบนี้เป็นดินฟากเขา ข้ามแม่น้ำบางปะกงมาเป็นทะเล วันนี้กรุงเทพฯ ทำไมน้ำท่วมนานอย่างนี้ เพราะมันเท่ากันหมด ไม่มีที่ลง"
ถึงวันนี้คนกรุงเทพฯ เขตชั้นในก็ทำใจว่าท่วมอยู่แล้ว แต่ควรบอกให้รู้ว่านานแค่ไหน 
    "มันตอบไม่ได้ ตรงนั้นใครก็ไม่กล้าพูด เราก็ไม่กล้าพูด แต่เราบอกให้ชาวบ้านเขาใช้เหตุผลจากตรงนี้ ดูจากลักษณะนี้มาตั้งโจทย์ มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด  เพราะเราเชื่อว่าเราทำได้อย่างนี้" นี่คือปัญหาการบริหารของการอยู่ต่างพรรค
"มันไม่เกี่ยวกับต่างพรรค มันเกี่ยวกับว่าเขารู้หรือไม่รู้ และเกี่ยวกับนิสัย  ก็อย่างที่ว่าพอฟังคนนั้นคนนี้มาก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้รู้ หรือบางทีก็ด้วยหน้าที่ไม่รู้จะพูดยังไง นักข่าวก็บอกให้พูดๆ“ ในความเป็นจริงผู้บริหารระดับสูงไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ต้องรู้จักใช้คนที่รู้
    “ระบบของไทยเราการใช้คนเก่งมันแคบ ไม่เหมือนในอเมริกาที่เขามีเรื่องอย่างนี้ปุ๊บ สมมติว่าเป็นเรื่องอหิวาต์เขาก็จะมี list ของคนที่เป็น expert  เรื่องของอหิวาต์ในประเทศเขา พอมีปัญหานี้ปั๊บสิ่งที่เขาจะทำกันก็คือคนที่มีประสบการณ์ทุกคนจะถูกเรียกเข้ามา ทหารที่เกษียณแล้วก็ถูกเรียก หลายๆ คนถูกเรียกมารวมกันในห้องวอร์รูม ให้แต่ละคนไปศึกษาก่อนแล้วจะมาสรุปกัน  ตอนที่สรุปแต่ละคนก็จะเอาประสบการณ์ เอาสิ่งที่ไปศึกษามาเพื่อสรุปออกมาอีกที เป็นหลักการและก็ต้องมีเหตุผล จากนั้นแต่ละส่วนเขาก็มีหัวหน้า หัวหน้าจะสรุปว่าอันนี้ใช้ได้ อันนี้ make sense เขาก็จะมาเสนอกับผู้บริหารระดับนี้ๆ ดูว่าเออแนวทางนี้ดี แล้วก็เสนอผู้นำเบอร์หนึ่ง หลังจากศึกษามาแล้วด้วยคนเหล่านี้  ผู้นำก็มาดูว่าเหตุผลอย่างนี้ด้วยคนกลุ่มนี้ make sense ไหม เมื่อเห็นว่าใช้ได้ก็จึงตัดสินใจ”
แต่ ศปภ.ก็ดึงคนเก่งๆ มาทั้งนั้น
    “แต่ถามว่าเก่งจริงหรือเปล่าล่ะ เห็นชื่อก็เพราะสังคมคุ้นเคย แต่คนเก่งจริงๆ เราอาจจะไม่รู้จัก คนที่เก่งจริงๆ ในแต่ละสายเขาไม่ได้ออกมาโชว์ทางทีวีอีกเยอะแยะ วันนี้เมืองไทยบอกรู้จักคนนี้ๆ ไม่แน่ว่าเขาจะเก่ง อาจจะเพราะประชาสัมพันธ์เก่ง ออกรายการเยอะ หรือมีสปอนเซอร์สนับสนุนให้สื่อมาสัมภาษณ์ เคยได้ยินชื่อเขาไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องเก่งนะ
 นี่คือหลักการของการบริหารคนเก่ง ซึ่งในเมืองไทยตอนนี้จะบอกว่ารัฐบาลทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ หนึ่งเขาก็เพิ่งเป็นผู้นำจะไปรอบรู้ทั้งหมดคงยาก คุณปูเมื่อก่อนแกเป็นนักการเมืองที่ไหนเป็นรัฐมนตรีที่ไหน ทันทีก็โดดขึ้นมาเป็นนายกฯ เลย เพราะเงื่อนไขที่เขาต้องการคนที่เป็นพี่น้อง มันก็ลำบากที่จะบริหาร งานก็ไม่เคยผ่านเลย แต่ต้องมาตัดสินใจ ต้องมาเป็นซีอีโอโดยที่ไม่เคยเป็นผู้จัดการแผนกเลย มันก็เหนื่อยนะ ฉะนั้นเราก็พูดถึงความจริงว่าคนที่เป็นนายกฯ เราวันนี้เขาก็ลำบาก เพราะอดีตไม่เคยเป็นแม้แต่หัวหน้าแผนก แต่ขึ้นมาเป็นซีอีโอเลย อันที่สองอายุอานาม 44 ไม่น้อย แต่ก็ไม่มากสำหรับที่จะต้องมาทำงานนี้ ฉะนั้นเมื่อหลายๆ อย่างรวมกัน ทั้งผู้นำใหม่ทั้งรัฐบาลเพิ่งเข้ามาใหม่ ก็คิดว่าเขาคงทำดีที่สุดเท่าที่เขาทำแล้ว เฉพาะอ่านโพยก็เหนื่อยแล้ว อ่านแล้วไม่ให้คนจับได้อีกต่างหาก ในสถานการณ์มันก็บีบคั้นให้เขาต้องเป็นอย่างนี้  ต้องถือว่าเขามือใหม่ เหมือนคนขับรถ ถ้าคนเคยขับรถแม้จะเป็นมือใหม่สำหรับรถสิบล้อ แต่เคยขับรถบัสมาแล้ว อย่างนี้ไม่เรียกว่ามือใหม่นะ แต่นี่เขาใหม่หมดเลยนี่ มันก็เหนื่อย แล้วมาเจองานช้างอย่างนี้ด้วย”
 “วันนี้ที่พูดทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นการสะท้อนว่ารัฐบาลมือใหม่ เพิ่งเข้ามาใหม่ หลายๆ คนไม่เคยเป็นอะไรเลย จะมาบอกว่าผมอัดรัฐบาล ก็เราพูดความจริง ซึ่งก็ต้องเข้าใจเงื่อนไขของรัฐบาลว่าเป็นอย่างนี้ แต่ที่ต้องติงก็คือถ้าไม่รู้หรือไม่มั่นใจอะไรไม่ควรจะบอกว่าไม่มีปัญหา ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับมือใหม่แล้ว  นี่มันเกี่ยวกับนิสัย ไม่ควรจะพูดในสิ่งที่ไม่มั่นใจ เพราะมันทำให้ชาวบ้านเสี่ยง  ทำให้ชาวบ้านเกิดความประมาท นี่คือผลกระทบที่ชาวบ้านเขาต้องมารับผลไปเต็มๆ“
ต้องเลือกและเยียวยา
แม้ปัญหายังไม่จบ แต่ประเทศไทยจะต้องก้าวไปข้างหน้านับจากวันนี้  รัฐบาลควรจะวางทิศทางได้แล้ว
“มีสัก 3 อย่างในสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำในวันนี้เลยมันยังไม่สาย
1.    ก็คือเรื่องของการพูดการชี้แจงการบอกกล่าว ควรจะต้องพูดในลักษณะที่เป็นจริง เพื่อที่จะให้คน ณ วันนี้จะได้เตรียมตัวอย่างถูกต้อง เพราะยังมีคนอีกเยอะที่ยังประมาท  โดยเฉพาะคนที่ยึดติดผูกติดกับอดีต คนสูงอายุที่เขาประมาทว่าเขาเกิดมาอายุตั้งขนาดนี้ไม่เคยเห็นมีอะไรเลย แต่ถ้าเขาได้รับข้อมูลที่ทำให้เขาเห็นว่ามันอันตราย มันเสี่ยงนะ เพราะว่าภาพ bird eye view ภาพในมุมสูงมันต่างจากภาพในมุมต่ำ วันนี้ชาวบ้านเขามีบ้านอยู่ที่นี่เขาก็นั่งดูรอบๆ โอ้ยถนนก็ยังแห้ง  ฉะนั้นบ้านฉันก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้านั่ง ฮ.ขึ้นไปสัก 200 เมตร เห็น เฮ้ยน้ำมาแล้ว  การที่เขาไม่มีความประมาทมันจะทำให้เขาเสียหายน้อย”

2.    “ประการที่สอง รัฐบาลต้องมามองว่าการบริหารอย่างไรที่จะทำให้เศรษฐกิจได้รับการกระทบน้อยสุด คือเวลาท่วมในเขตเขตหนึ่งมันหมดเป็นหลายๆ หมื่นล้าน บางแห่งนี่เป็นแสนล้าน กับการไปท่วมบ้านชาวบ้าน ท่วมที่นา ชาวบ้านเขาคือคนที่ทำงานในแหล่งเศรษฐกิจตรงนี้ ถึงบ้านชาวบ้านท่วม แต่เขายังมีเศรษฐกิจตรงนี้ที่ดูแลเขาได้ แต่ถ้าที่นี่ท่วม ชาวบ้านก็ท่วม มันจะเหลือใครให้ช่วยใครได้ นี่คือปัญหาของรัฐ ต้องรู้จักเลือก รู้จักแยกแยะ และต้องอธิบายให้ชาวบ้านเขาเข้าใจด้วยว่า เขาคือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากนิคมอุตสาหกรรม ถ้าเขารู้ว่าเขาจะรักษานิคมฯ ยังไงให้อยู่รอด เพื่อที่เขาจะได้มีที่พักพิง บ้านเขาท่วม แต่โรงงานไม่ท่วม โรงงานก็ดูแลเขาได้ นี่คือประการที่สอง  รัฐบาลต้องรู้จักเลือก ถ้าชาวบ้านเขาได้รู้ตรงนี้เขาก็จะคิดว่าแทนที่จะผลักๆๆ น้ำ  ก็อาจจะยอมให้ท่วมบ้านหน่อย แล้วรัฐบาลก็มาช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย เราก็ยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่เยอะ รัฐบาลมาเยียวยาตรงนี้เพื่อให้เขาเสียสละ รัฐบาลต้องเลือกให้ถูกว่าอะไรควรจะต้องรักษาไว้ เป็นหัวใจ อย่างอื่นค่อยมาเยียวยาให้ดีขึ้นทีหลังได้”

3.    “ประการที่สามรัฐบาลก็ต้องมาทำในเรื่องของงบประมาณในอนาคตที่จะต้องจับจ่าย เป็นงบประมาณด้านไหนที่จะทำให้สามารถเกิดการผลิตอะไรได้เร็วขึ้น เพราะบางอย่างมัวแต่ไปแก้ๆ แต่มันไม่ได้สร้างผลประโยชน์ วันนี้เราต้องยอมรับว่าอะไรที่เราจะแก้ไขให้มันเกิดผลเร็วที่สุดจะช่วยให้เศรษฐกิจมันหมุนแล้วมาช่วยคนที่เขาลำบาก ฉะนั้นมาตรการจะต้องมีประโยชน์ มีมูลค่า เพื่อที่จะได้เอาแรงงานเข้ามาในระบบได้เร็ว ตรงนี้ในแง่เศรษฐกิจมันก็จะเกิดการผลิต  พอคนไม่ลำบากปัญหาขโมยก็น้อยลง เรื่องการบริหารมันต้องมองความเป็นจริงว่าตรงไหนมีความสำคัญเพื่อที่จะเอาความสำคัญตรงนั้นให้ไปรอดก่อนแล้วค่อยมาดึงคนที่ลำบากขึ้นมา ต้องทุ่มตรงนี้ให้มากให้เร็วเป็นพิเศษ“

ในสายตานักลงทุนต่างชาติแล้ว เวลานี้แผนแก้ปัญหาน้ำท่วมยังไม่สร้างความมั่นใจได้เท่ากับว่ารัฐบาลมีมาสเตอร์แพลนที่จะฟื้นฟูประเทศอย่างไร
“ต้องไปคู่กัน แผนป้องกันน้ำท่วมในระยะยาวก็ต้องมีการจัดระบบ ที่เราไม่ต้องกลัวว่าอีก 100 ปี จะต้องเจออย่างนี้อีก
ความเสียหายทางเศรษฐกิจคราวนี้หากเทียบกับวิกฤติปี 2540
"ปี 2540 มันป่วยทั้งโลก คราวนี้มันยังเร็วกว่า เกิดขึ้นน้ำลดแล้วก็แก้ไข  แต่ปี 2540 มันซึมยาว คนมองไม่เห็นความหวัง มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย แต่วันนี้ถ้าน้ำแห้งก็มีความหวังแล้ว แค่เราจัดการเรื่องในประเทศของเรา"
เราเรียนรู้อะไรจากวิกฤติหนนี้
"หนึ่งต่อไปต้องมีวิสัยทัศน์ อันที่สองต่อไปต้องมีการบริหารที่เหมาะสม  สามความสามัคคี แม้หลายคนจะคิดว่ายาก แต่มันไม่ยากหรอก คนไทยเราทำตัวเราเองทั้งนั้น ไม่มีใครมายุยงเลย เราทะเลาะกันแล้วเราบอกว่าเราคืนดีกันเป็นเรื่องยาก มันตลกนะ เราเป็นคนไทยแท้ๆ แต่เรากัดกันเอง เราทะเลาะกันเอง แล้วพอถึงเวลามันต้องมาร่วมไม้ร่วมมือแต่กลับบอกว่ายาก เป็นไปไม่ได้ ประเทศอื่นเขาก็หัวเราะเลยน่ะสิ"
น้ำท่วมครั้งนี้เราได้เห็นคนไทยในหลายแง่มุม ชาวบ้านฝั่งนี้ท่วมอีกฝั่งก็ต้องท่วมด้วย ที่เราเคยปลูกฝังว่าคนไทยรู้รักสามัคคีที่แท้เป็นแค่มายาคติ แม้ว่าจะมีในส่วนของจิตอาสา แต่ก็เป็นเรื่องของปัจเจกมากกว่า
"ก็เรามีแต่ศรีธนญชัยทั้งประเทศไง ก็เอาแต่ประโยชน์ใส่ตัวเองแล้วก็ทะเลาะกัน ลองคิดกลับกันถ้าเราเห็นประเทศเพื่อนบ้านทะเลาะกันอย่างนี้เราก็ยิ้ม สมน้ำหน้า ก็กัดกันเอง ทำไมเราไม่คิดตรงนี้ เพื่อนบ้านเขาดูเรายังไง เพื่อนบ้านเขาคิดกับเรายังไง ทำตัวเราเองนะ เราสร้างตัวเราเองหมดเลยนะวันนี้ ในเมื่อเกิดมาจากตัวเราแล้วทำไมไม่แก้ด้วยตัวเรา จะรอให้อเมริกามาเป็นกรรมการเหรอ แต่เราก็บอกเฮ้ยอย่ามายุ่ง เรื่องของเรา แต่ถึงเวลาก็เอาอีกแล้ว  ต่างประเทศเขาก็ไม่อยากยุ่ง เขามองว่านี่เป็นเรื่องผัวเมียตีกัน คนในครอบครัวเดียวกันเคยรักกันมาฆ่ากัน มันเป็นเรื่องไร้สาระที่สุด ในความเป็นคนของประเทศนี้ เพราะเราเป็นคนสร้างเราเป็นคนทำร้ายมัน แล้วก็มาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะสามัคคีกัน ก็ในเมื่อไม่มีใครมายุยงเราใช่ไหม แล้วเราบอกว่าเมืองเราเมืองพุทธ มีพระตั้ง 3 แสนกว่าองค์ สังคมเราปากว่าตาขยิบ มือถือสากปากถือศีล นี่คือปัญหาของสังคมไทย"
แรกๆ หลายคนมีความหวังว่าจะสลายสีกลับมาสามัคคีเมื่อยามวิกฤติ
"เหตุผลข้อเดียวคือเห็นแก่ตัว ที่เป็นอย่างนี้เพราะคนไทยเราเห็นแก่ตัว  ถ้าเราเลิกเห็นแก่ตัวจะทะเลาะกันหรือเปล่า ฉะนั้นต้องแก้มันด้วยความเข้าใจ  เลิกเห็นแก่ตัว แค่นี้ไม่ต้องไปหาพระวัดไหนมาเทศน์ วันนี้ถ้าเราเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงและไม่เห็นแก่ตัว สิ่งเลวร้ายในเมืองไทยก็จะจบ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่เราทำเป็นไม่รู้ แล้วมองข้ามมันไป และก็มอมเมาตัวเอง เพราะหลง  เพราะบ้าอำนาจ เราไม่ค่อยเรียนรู้ แต่คิดว่าตัวเองรู้ พอพูดอย่างนี้คนก็จะบอกว่าผมอัดรัฐบาล ทำไมต่อว่าแต่คนไทยไม่ดีๆ เพราะอะไรที่ผมพูดอย่างนี้ ก็เพราะอยากให้ดีไง ซึ่งผมจะทำอีกแบบหนึ่งก็ได้ ใช้ชีวิตของผมไป เออดีครับท่าน ทำดีมากเลย พรุ่งนี้ไปฮ่องกง ไปปารีส อ้าวแล้วไม่ดูน้ำเหรอ ช่างหัวมัน เราไปกัน ปกติผมจะอยู่เขาใหญ่ 1-2 อาทิตย์จะกลับมาที่กรุงเทพฯ 2-3 วัน แต่ตั้งแต่น้ำท่วมมาผมจะอยู่กรุงเทพฯ ตลอด จนกระทั่งน้ำไม่ท่วม คือคนเราตอนไม่มีปัญหาเราไปอยู่สบายๆ ตอนมีปัญหาเราควรจะต้องกลับมาอยู่กับลูกน้องเรา  จนกระทั่งเรามั่นใจว่าไม่มีปัญหา นั่นคือการแสดงความรับผิดชอบ เป็นหน้าที่ผู้นำ ไม่ใช่ถึงเวลามีปัญหาไปล่ะ ยังไม่ทันไรออกต่างประเทศ มีปัญหามันต้องอยู่ด้วยกัน ท่วมยังไงก็อยู่ด้วยกัน มีปัญหายังไงก็อยู่ด้วยกัน"
"สุดท้ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัญหา และก็คงต้องอยู่กันไปอีกเป็นเดือนๆ อย่างน้ำท่วมวันนี้มันมีเชื้อโรคที่มากับน้ำด้วย อยากให้ชาวบ้านมีการเตรียมตัวอยู่ 2 อย่าง
อย่างแรก ก็คือเตรียมตัวของตัวเอง เช่น ถ้าจะออกไปจะทำอย่างไรโดยที่ไม่มีปัญหา เพราะมีคนหลายๆ คนเป็นแผลทั้งที่มือที่ขา ไปติดเชื้อจากการลุยน้ำมา เพราะคิดว่าไม่มีปัญหา เลยอยากให้ชาวบ้านป้องกันตัวเอง  ทุกคนมีถุงพลาสติกอยู่แล้วแหละ จะออกไปไหนเอาสวมเท้ามาถึงต้นขาเลย เอาเชือกผูกให้อยู่ ไปหาถุงเท้าหลวมๆ มาสวมแล้วค่อยใส่รองเท้า ส่วนมือก็ไปซื้อถุงมือแพทย์มาแล้วเอาถุงมือผ้าใส่ข้างนอก เพราะบางคนเป็นเบาหวาน ต้องหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ
ข้อที่สอง เมื่อลุยน้ำมาแล้วรีบอาบน้ำใช้สบู่ฆ่าเชื้อ นี่ก็คือขั้นตอนขั้นพื้นฐานที่จะป้องกันตัวเอง แล้วหยูกยาที่เป็นโรคประจำตัวก็หาไว้เสีย  เพราะตอนนี้โรงพยาบาลไม่ค่อยจะมี สิ่งพวกนี้อย่างน้อยๆ มันเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า"


หัวข้อ: ย้ายผู้ว่า
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 15 พฤศจิกายน 2554, 14:01:09
มีคำสั่งย้าย ผวจ.สาย ฬ วันนี้ วีรยุทธ เอี่ยมอำภา ไปเป็นอธิบดีกรมปกครองท้องถิ่น ประภาส บุญยินดี เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เสนีย์ จิตตเกษม เป็น ผวจ.ตรัง ชวน ศิรินันท์พร เป็น ผวจ.โคราช เริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี เป็น ผวจ.ฉะเชิงเทรา จรินทร์ จักกะพาก เป็น ผวจ.สกลนคร วรรณิดา บุญประคอง(อักษร) เป็น ผวจ.สมุทรปราการ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: TU14 ที่ 15 พฤศจิกายน 2554, 16:53:15
ขอบคุณนะคะที่แจ้งข่าว  จังหวัดพี่พอดี (ตรัง) เพื่อนพี่ด้วย


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 15 พฤศจิกายน 2554, 17:04:45

แจ้งข่าวเพื่อนพี่ตุ๊อีกคนครับ..

คุณแม่ของพี่สุรพล ปธานวนิช เสียชีวิตแล้ว
ตั้งศพที่วัดศรีบุรีรตนาราม,สระบุรี..... บรรจุศพ วันพฤหัสที่ 17 พย. นี้ครับ

ผมไปฟังพระสวดฯ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา...


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: pusadee sitthiphong ที่ 15 พฤศจิกายน 2554, 20:21:13
อ้างถึง
ข้อความของ TU14 เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2554, 16:53:15
ขอบคุณนะคะที่แจ้งข่าว  จังหวัดพี่พอดี (ตรัง) เพื่อนพี่ด้วย

ถ้าพี่ตุ๊เจออ้อม ฝากความคิดถึงด้วยนะคะ
อยู่น่านยังไม่ทันได้ไปเยี่ยมเลย ย้ายเสียแล้ว


หัวข้อ: เปิดแฟ้ม มติครม.15 พ.ย. แต่งตั้งโยกย้าย"บิ๊กมหาดไทย"34 ราย พร้อมตำแหน่งสำคัญครบทุกตำแหน่ง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 พฤศจิกายน 2554, 00:06:18
เปิดแฟ้ม มติครม.15 พ.ย. แต่งตั้งโยกย้าย"บิ๊กมหาดไทย"34 ราย พร้อมตำแหน่งสำคัญครบทุกตำแหน่ง
วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 20:20:41 น.



วันที่ 15พ.ย.  2554   เมื่อเวลา 09.00 น.  ณ  ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล    ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี  ในวาระเรื่อง  แต่งตั้งโยกย้าย  มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
 
1.  แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย 34 ราย
 
 
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 34 ราย ดังนี้
 
1. นายชนม์ชื่น  บุญญานุสาสน์ รองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดราชบุรี
 
 
2. นายขวัญชัย  วงศ์นิติกร อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
 
 
3. นายวีระยุทธ  เอี่ยมอำภา ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
   
4. นายวันชาติ  วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดระนอง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
 
 
5. นายพีระศักดิ์  หินเมืองเก่า ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดระนอง
 
 
6. นายสุรชัย  ขันอาสา อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมการพัฒนาชุมชน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด    (นักปกครองสูง) จังหวัดลำพูน
 
 
7. นายประภาศ  บุญยินดี ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสมุทรสงคราม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมการพัฒนาชุมชน
 
 
8. นายธนน  เวชกรกานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนราธิวาส ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสมุทรสงคราม
 
 
9. นายเชิดศักดิ์  ชูศรี ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
   
 
10. นางวรรณิดา  บุญประคอง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสมุทรปราการ
   
 
11. นายวิชิต  ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดชลบุรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดจันทบุรี
 
 
12. นายคมสัน  เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดอุดรธานี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดชลบุรี
 
 
13. นายแก่นเพชร  ช่วงรังษี ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดอำนาจเจริญ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดอุดรธานี
 
 
14. นายวิญญู  ทองสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสงขลา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดพัทลุง
 
 
15. นายกฤษฎา  บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดยะลา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสงขลา
 
 
16. นายธานี  สามารถกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
   
 
17. นายไมตรี  อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดตรัง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดพะเยา 
 
 
18. นายเสนีย์  จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดน่าน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดตรัง
   
 
19. นายพงษ์ศักดิ์  วังเสมอ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดพะเยา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดน่าน
   
20. นายวินัย  บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดหนองบัวลำภู ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดเพชรบุรี
 
21. นายระพี  ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนครราชสีมา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดหนองบัวลำภู
 
22. นายชวน  ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดแพร่ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนครราชสีมา
 
23. นายกิตติ  ทรัพย์วิสุทธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
   
24. นายเริงศักดิ์  มหาวินิจฉัยมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนครพนม ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา
 
 25. นายณฐพลษ์  วิเชียรเพริศ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดกาญจนบุรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
   
26. นายสมชัย  หทยะตันติ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดเชียงราย ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
   
27. นายธีระ  มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดปัตตานี
 
28. นายวิโรจน์  จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดนครศรีธรรมราช
 
29. นายสมศักดิ์  สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดศรีสะเกษ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์
 
30. นายสมพงษ์  อรุณโรจน์ปัญญา ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดบึงกาฬ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดเลย
 
31. นายพรศักดิ์  เจียรณัย ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดเลย ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดบึงกาฬ
 
32. นายจรินทร์  จักกะพาก ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดชัยภูมิ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสกลนคร
 
33. นายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสุรินทร์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
   
34. นายนิรันดร์  กัลยาณมิตร รองอธิบดี (นักบริหารต้น) กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสุรินทร์
   
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
 
 
2.  ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ครั้งที่ 2
 
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอต่อเวลาการดำรงตำแหน่ง ของนายสมศักย์  ภูรีศรีศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ต่อไปอีก เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2554 ถึงวันที่ 30 กันยายน  2555 (เกษียณอายุราชการ)
 
3.  คำสั่งแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และเลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
 
 
คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 252/2554 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ดังนี้
 
โดยที่ข้อ 3 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2554 กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ตามที่นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งแต่งตั้งต่อไป 
 
นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ(กยอ.) ดังต่อไปนี้
  นายวีรพงษ์  รามางกูร ประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ) รองประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง) รองประธานกรรมการ  กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพันศักดิ์  วิญญรัตน์ นายกิจจา  ผลภาษี นายประเสริฐ  บุญสัมพันธ์ นายวิษณุ  เครืองาม นายศุภวุฒิ  สายเชื้อ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย  โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป
 
 คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 253/2554 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ดังนี้
   
โดยที่ข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2554 กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)  ตามที่นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งแต่งตั้งต่อไป 
 
นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ดังต่อไปนี้
   นายสุเมธ  ตันติเวชกุล ที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย ประธานกรรมการ  กรรมการประกอบด้วย นายกิจจา ผลภาษี นายชูเกียรติ  ทรัพย์ไพศาล นายธีระ วงศ์สมุทร นายนิพัทธ  พุกกะณะสุต         นายปราโมทย์  ไม้กลัด นายปลอดประสพ  สุรัสวดี นายปีติพงศ์  พึ่งบุญ ณ อยุธยา นายรอยล จิตรดอน นายรัชทิน  ศยามานนท์ นายศรีสุข  จันทรางศุ นายสนิท อักษรแก้ว นายสมบัติ  อยู่เมือง นายสมิทธ  ธรรมสโรช นายอัชพร  จารุจินดา นายอำพน            กิตติอำพน โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรม  โยธาธิการและผังเมือง นายสุพจน์  โตวิจักษณ์ชัยกุล นายเสรี  ศุภราทิตย์ และนายอานนท์  สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป
   
คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 254/2554 เรื่องการแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ดังนี้
 
 โดยที่ข้อ 9 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2554 เรื่อง ให้มีเลขาธิการ กยน. ซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตามที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของ ส.กยน. และรับผิดชอบในการปฏิบัติของ ส.กยน. โดยขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
   
นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งให้นายวิเชียร ชวลิต ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
 
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป


หัวข้อ: เปิดใจ"คุณหมอประเสริฐ ทองเจริญ" ชำแหละ 4 นิสัย(เน่า)เสียของคนไทยที่แก้ไม่หาย
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 พฤศจิกายน 2554, 00:08:07
เปิดใจ"คุณหมอประเสริฐ ทองเจริญ" ชำแหละ 4 นิสัย(เน่า)เสียของคนไทยที่แก้ไม่หาย
วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 18:19:08 น.
 
 


ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเสริฐ  ทองเจริญ ที่ปรึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล และที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อดีตที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลก(WHO) วันนี้ในวัย 79 ปี ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจในการดำเนินชีวิตผ่าน"มติชนออนไลน์"
 
พร้อมสะท้อน 4 นิสัยเน่าเสียของคนไทยในยุคปัจจุบันที่ทำให้คุณหมอประเสริฐรับไม่ได้ ?
 
 
บทสัมภาษณ์พิเศษนี้ อ่านจบแล้วมีความสุข อมยิ้มไปได้หลายวัน
 
 
 
 
 คุณหมออายุใกล้ 80 ปี ทำอย่างไรถึงมีสุขภาพแข็งแรง และอารมณ์เบิกบานได้ตลอดเวลา
 
ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันต้องได้กิน ได้นอนพอ ถ่ายอุจจาระ ไม่ท้องผูก ไม่ท้องเสีย และได้อออกำลังกาย หลายคนมักพูดว่า ไม่มีเวลา ผมก็ไม่มีเวลา แต่ผมอาศัยเดิน เช่น การเดินจากป้ายรถเมล์มาบ้าน ก็ได้เหงื่อบ้าง เป็นการออกกำลังกายโดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้ามีลูกก็ชวนลูกเดิน ไม่ต้องไปออกกำลังกายหักโหม หรือเดินขึ้นบันได ช่วยทำให้หัวใจได้ออกกำลัง แต่ถ้าหากมีโรคหัวใจ ไม่ควรหักโหมอย่างนั้น ผมเผอิญไปทดสอบหัวใจยังดีอยู่
 
 
 
ถัดไปเรื่องความเครียด พยายามอย่างเครียด อะไรลืมได้ลืม อะไรทิ้งได้ทิ้ง  ความเครียดสำหรับตัวผมเอง มีความเครียดจากการเดินทาง ผมไปทำงานที่ศิริราชทุกวัน ก็แก้ปัญหาด้วยการออกแต่เช้าตี 5.45 น.ออกจากบ้าน จะไม่พบความเครียดในการเดินทาง และเวลากลับบ้านก็กลับเร็วหน่อย เพราะไปแต่เช้า กลับเวลา15.00 น. หรือหาก 15.00 น.เปิดวิทยุฟังบอกรถติด ก็อาจจะกลับช้าหน่วยสัก 1 ทุ่ม 2 ทุ่ม ค่อยกลับ ลดความเครียดในการเดินทาง
ลดความเครียดในการใช้ชีวิตประจำวัน
 
 
ผมเป็นคนที่ค่อนข้างระมัดระวัง ผมกินบำนาญ ผมรายได้ทั้งเดือนมาเฉลี่ยว่า ต่อวันมีรายได้เท่าไหร่ ผมพยายามใช้ให้อยู่ในกรอบอันนั้น เช่น ผมมีวงเงินใช้ 100 บาท ต่อวัน หากวันนี้ผมใช้เกินไป 120 บาท พรุ่งนี้ผมจะใช้เพียง 80 บาท ให้ถั่วเฉลี่ยกันไปให้ได้ อย่าขนาดว่า เคร่งครัดกับตัวเองจนขยับตัวเองไม่ได้ ถ้าเราไม่สุรุ่ยสุร่ายใช้จ่ายมากไปพออยู่ได้ หากเย็นนี้ทำกับข้าวเหลือ พรุ่งนี้ก็ห่อไปทานกลางวันที่ทำงานได้
 
 
เมื่อก่อนแม่ให้ห่อข้าวไปโรงเรียน อายเพื่อน กลัวเพื่อนจะว่า พ่อแม่ไม่มีสตางค์ไปซื้อข้าวกิน อายเขา แต่ทุกวันนี้ผมกลับภูมิใจว่า พ่อแม่หัดเราไว้ ผมไปอยู่เจนีวาก็เอาข้าวกล่องไปกิน ผมมีความรู้ในการปรุงอาหารอยุ่บ้าง ผมไม่มีความเดือดร้อนการกินการอยู่
 
ผมไม่เที่ยวกลางคืนมานานแล้ว นอนสัก 6 ชั่วโมง แต่ถ้าไม่ได้ 6 ชั่วโมงไม่ต้องไปเคร่งเครียด

ถ้ามีเวลาว่างมีงานอดิเรกด้วยการเขียนหนังสือ เขียนทิ้ง ๆ ไปบ้างก็ได้ เปิดคอมพิวเตอร์ดูข้อมูล ดูข่าว ดูอีเมลล์บ้าง ในอินเตอร์เน็ตข่าวทุกอย่างอัพเดท  ทำให้เรามีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน จะไม่เครียด ต้องรู้จักปล่อยว่าง
 
การเสพสื่อในยุคนี้ มีข้อควรพิจารณาอย่างไร
 
ต้องระมัดระวัง เพราะสื่อบางอย่างช่วยให้เครียดมากกว่า คลายเครียด ต้องเลือกสื่อ
 
ความเหมาะสมของการดื่มในช่วงสูงวัย
 

การดื่มถ้าสมมติจะดื่มบ้าง พอให้เจริญอาหาร สดชื่นบ้าง ไม่ควรบังคับ หรือห้าม ยกเว้นถ้าไม่ชอบดื่ม ถ้าอยากจะดื่มก็ให้ดื่มบ้าง มีคนที่ผมรู้จักคนหนึ่งดื่มบรั่นดีวันละ 1 เป็ก และดื่มมา 30 ปีแล้ว อยู่มาวันหนึ่งตรวจพบความดันโลหิตสูง ลูกชายและลูกเขยซึ่งเป็นหมอห้ามไม่ให้ดื่ม แต่ปรากฎว่า ความดันก็ไม่ลดลง
 
วันหนึ่งมาคุยกับผม ผมบอกให้ลูกชายและลูกเขยเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ และให้ดื่มได้ตามปกติ ปรากฎว่า ผ่านไป 1 สัปดาห์ความดันลดลง การที่ความดันเพิ่มจากความเครียด บังคับจิตใจกันมากความดันเลยไม่ลด พวกที่มีสตางค์ดื่มไวน์ยังไงก็ไม่เมา
 
เทคนิคการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี
 
การห่วงลูกห่วงหลานต้องห่วงพ่อแม่ก่อน ต้องสอนพ่อแม่ให้เลี้ยงลูกอยู่ในกรอบ อย่าปล่อยตามใจ ผมมีลูก 3 คน ผมเลี้ยง และมีการลงโทษ หากบอกว่า อย่าแล้วยังทำจะต้องถูกทำโทษ ผมบอกตะเกียบกายสิทธิ์ ผ่ามือผัดเผ็ดก็มี
แต่การทำโทษต้องมีเหตุผล ถามเขาว่าทราบใช่มั๊ยว่า ทำไมต้องถูกลงโทษ เขาก็บอกอย่างนั้นอย่างนี้ก็รู้ตัว ผมบอกลูกเสมอว่า เลี้ยงลูกต้องมีเหตุผล
 
 
ปัจจุบันเด็ก ๆ คุยโทรศัพท์มือถือนาน เราเตือนบอกคุยโทรศัพท์นานเสียเงินมาก พ่อแม่ต้องทำงานหนัก และการคุยโทรศัพท์นานมีผลกระทบต่อคลื่นสมอง นักวิจัยยังถกเถียงกันเรื่องนี้ว่า มีผลกระทบต่อสมอง และให้มีการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว
 
 
คุณหมอทำงานแบบไม่มีวันเกษียณ
 
 

ถ้ายังทำงานไหว แม้จะต้องนั่งรถเข็นไป ก็ยังอยากไปทำอยู่ เพราะผมถือว่า คนเราจะเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อเมื่อเราทำประโยชน์ ถ้าหากเราไม่ได้ทำประโยชน์ ก็เท่ากับเราไม่มีประโยชน์ คนเราจะนึกว่า ตัวเองวิเศษไปคนเดียวไม่ได้หรอก ต้องทำประโยชน์ต้องเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน อยู่ที่ทำงานเดือนหนึ่ง 1-2 ครั้ง ผมจะทำกับข้าวให้กับผู้ร่วมงานรับประทาน คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน เราจะพยายามปรับให้เข้าหากัน เช่นว่า คนนี้คิดถูกแล้ว แล้วคุณจะว่าอย่างไร คุณคิดใหม่สิ จะได้ไม่ทะเลาะกัน ทุกวันนี้แตกแยกกัน
 
 
ที่ผมเคยเห็น สามี-ภรรยา 2 คู่ ทำงานอยู่ที่เดียวกัน สามีของฝ่ายหนึ่งได้เลื่อน 2 ขั้น ภรรยา 2 คนทะเลาะกัน ทำไมสามีเธอได้ 2 ขั้น สามีเธอเสนอหน้า เลียเจ้านายใช่หรือไม่ แต่ถ้าหากได้กินข้าวด้วยกัน แชร์ความรู้สึกกัน มันจะไม่ทะเลาะกัน
 
ผมมีความสุขในการที่ได้ไปทำงาน เด็ก ๆ ยังยอมรับนับถือเรา อันนั้นอันนี้เป็นอย่างไร อาจารย์คิดว่าอย่างไร ผมบอกผมคิดอย่างนี้ ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ อย่าไปคิดว่า ลื้อคิดผิด อั๊วคิดถูก คนเราทำไมจะคิดผิดไม่ได้ คนเราทำไมจะล้มเหลวไม่ได้ ผมไม่ถือเลย เช่น เด็ก ๆ ตั้งไข่ ต้องหกล้มหลายครั้ง กว่าจะเดินได้ ตอนหกล้มไม่ใช่ความผิดของเด็ก ผมก็พยายามพูดอย่างนี้
 

หลานผม สมัยที่เกิดการชุมนุนเสื้อเหลือง ผมบอกหลานว่า ฟังได้ แต่อย่าเพิ่งปักใจ 100% ว่า คนนั้นผิด คนนี้ถูก คนที่เราคิดว่า ถูกอาจจะผิด คนที่เราคิดว่า ผิดอาจจะถูก เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งปักใจ ดูเหตุแวดล้อมอะไรต่าง ๆ ก่อน หลานก็บอกผมว่า เขาฟังสนธิ(ลิ้มทองกุล) พูดก็น่าฟัง พูดเก่ง แต่ว่า เขาไม่รู้ว่า เขาจะเชื่อได้หมดหรือเปล่า เขาพูดอย่างนี้ ผมพอใจแล้ว ให้เขาแบ่งใจไว้สักนิดว่า อาจจะจริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้ เราก็ชมหลานว่า ถูกต้อง ต้องคิดอย่างนี้ เราต้องคิดว่า เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ได้ฟังมาแต่ต้น เราฟังสิ่งที่เขาเหล่ามา ประโยคเขาอาจจะเล่าไม่หมดก็ได้ เขาอาจจะเล่าไม่จบก็ได้ เขาอาจจะทิ้งไว้ให้เราคิดต่อ แล้วเราก็คิดต่อ ไปในทางที่ผิดเอง เราต้องค่อย ๆ สอนเขาอย่างนี้ เขาก็เดินต่อไปได้
 
 
คนไทยเชื่ออะไรง่ายๆ จริงไม่จริงก็ไม่รู้ แต่เชื่อไปแล้ว
 
 
ผมมีความรู้สึกไม่ดีกับคนไทย 4   เรื่อง 1) คนไทยเชื่อง่าย เชื่อข่าวลือ ไม่สอบสวนว่า ต้นตอมาอย่างไร เช่น ถ้ามีคนไปลือว่า คุณยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) เป็นผู้ขายแปลงเพศมา อาจจะมีคนเชื่อ และบอกว่า ปกติ ตระกูลนี้ต้องคางเหลี่ยม  จะสวยได้อย่างไร  คนไทยเชื่อข่าวลือมาก  เชื่อง่าย เชื่อข่าวลือ ของจริงมีคนชี้แจงจะไม่ฟัง ข่าวร้ายมาที่ 1 ข่าวลือมาที่ 2
 
 
สิ่งที่ผมไม่ชอบมากขณะนี้คือ อยากได้ของฟรี  คนขายหวยถึงรวย  กล้วยออกปลีกลางต้น ก็ไปขูดเลข ไหว้ ต้นไทรมีอะไรออกมาผิดปกติ ก็ไปไหว้แล้ว เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยอยู่เฉย ๆ แล้วรวย ผมว่า ไม่มี ตอนนี้ผมนั่งดูอีเมลล์และเก็บพวก Spam ทุกวัน ผมกำลังเก็บไว้ พวกต้มตุ๋นทั้งหลาย
 
 
เช่น ท่านถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 10 ล้านดอลลาร์ ผมก็ถามตัวเองว่า ผมไปทำอะไรถึงถูกหวย  Yahoo โปรโมชั่น ผมก็ไม่เคยใช้ Yahoo เขาจะให้โปรโมชั่นผมได้อย่างไร  บางทีมีเรื่องธนาคารในอัฟริกาจะโอนเงินมาให้  ผมจะนำมาวิเคราะห์ และพิมพ์แจกว่า ผมไม่เชื่อเพราะอะไร ตอนนี้มีเมียคนที่ 2 ของกัดดาฟี จะเอาเงินออกจากประเทศอย่างไร ช่วยรับไว้หน่อยได้หรือไม่  ภรรยาคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจก็มี เป็นลูกสาวคุณวัฒนา อัศวเหมก็มี ผมจะวิเคราะห์ให้ฟัง ว่าคนพวกนี้เขาไม่สิ้นไร้ไม้ตอกหรอก เขาจะลงทุนโยกย้ายอะไรเขามีวิธีทำ ถ้าเขาเชื่อให้ผมทำ แสดงว่า เขาอยากจะเจ็งเร็ว ๆ  ผมจะมีปัญญาไปทำอะไร  ประโยคชอบขึ้นว่า Can I trust you  ถ้ามึงเชื่อกูก็โง่เต็มที่
 
 
เรื่องไม่ดีของคนไทยเรื่องที่สามคือ วิสัยทัศน์มองใกล้ ไม่ค่อยมองไกล ผมไม่ได้ว่า ทุกคน คนส่วนหนึ่งชอบชักจูงคนส่วนใหญ่ให้เชื่อตาม คือ คนมองใกล้ไม่มองไกล
 

เรื่องไม่ดีเรื่องที่สี่ของคนไทยคือ คนไทยนับถือคนรวย เห็นว่า คนรวยเป็นคนดี แม้แต่พระในวัดดังองค์หนึ่ง ที่ผมทราบเรื่องนี้  เพราะพ่อเพื่อนผมเป็นคนนำมาบวช  จนได้เป็นพระดังอยู่ในเขตกรุงเทพฯ มีโยมอุปัฏฐากไปเรื่อย จนกระทั่งตอนหลังคุณพ่อพระไม่ไป เวลาคนจะมาหา ให้ลูกศิษย์ไปดูว่า คนที่จะมาพบนั่งรถอะไรมา เสียพระไปแล้ว  คนเขาจะเดินมา หรือพายเรือมาก็เป็นเรื่องของเขา มันจะมาหาที่พึ่งทางใจก็ให้เขาพบสิ นี่ขนาดเป็นพระ แล้วคนธรรมดา
 
 
 ผมเคยด่าพระในใจครั้งหนึ่ง ทนไม่ไหว สมัยที่ใครต่อใครไปรุมที่วัดพระธรรมกาย มีพระผู้ใหญ่องค์หนึ่งที่อยู่วัดนี้ ได้รับรถเบนซ์จากวัดพระธรรมกาย ก็มีหนังสือพิมพ์ไปสัมภาษณ์ว่า จริงหรือไม่ว่า วัดดังกล่าวเอารถมาถวายท่าน  พระองค์นั้นตอบว่า ผิดด้วยหรือที่อาตมาจะนั่งรถเบนซ์
 
ผมดูทีวีแล้ว หลุดปากออกมาทันที่ว่า ผิดตั้งแต่แม่เอ็งคลอดเอ็งออกมา ทำไมไม่ให้สำลักน้ำคร่ำตาย ไม่ใช่ผิดวันนี้ มันผิดตั้งแต่ตอนเกิดแล้ว เป็นพระผู้ใหญ่พูดอย่างนั้นได้อย่างไร ควรจะพูดว่า ได้รับกิจนิมนต์ต้องเดินทางบ่อย ปลอดภัยดี ผมก็ไม่ว่าอะไร  แต่กลับตอบว่า ผิดด้วยหรือ ที่อาตมานั่งรถเบนซ์ ผมรับไม่ได้ คือ มันแสดงให้เห็นว่า คนรวยคือ คนดี บางคนอาจจะรวยขึ้นมาด้วยการค้าของผิดกฎหมาย ฟอกเงิน
 
 
ตลอด 79 ปีปรัชญาชีวิตที่ตกผลึกแล้วคืออะไร
 
ช่วยตัวเองให้ได้ แล้วเราจะมีแรงช่วยคนอื่น  การที่จะช่วยให้ตัวเองอยู่รอดได้ เป็นเรื่องของความมัธยัสถ์ สมถะ เรื่องของความเอาใจใส่ ดูแลตัวเอง ให้เรารอดปลอดภัยได้ ถ้าเรามีความรู้ เราสามารถที่จะช่วยคนอื่นได้ อันนี้ถือสิ่งที่ผมทำ เมื่อผมแต่งงาน ยังไม่มีเงิน เวลาผมทำอะไร ผมต้องบอกภรรยาก่อนว่า อย่าหวังได้เงิน ได้กล่องก็ยังดี เมื่อก่อนผมทำคลินิกที่บ้าน เพื่อนบ้านผมไม่เคยเก็บสตางค์ อย่างน้อยช่วยดูแลบ้านกัน หรือเราเลี้ยงสุนัขอาจไปทำเสียงดังให้รำคาญ เขาก็เกรงใจไม่ว่า เรา บ้านผมมีอาหารอะไรก็ทำแบ่งกันกินให้เพื่อนบ้าน
 
นี่คือ ปรัชญาและความคิดที่ตกผลึกแล้วของคุณหมอประเสริฐ
 
ผู้ใดจะเอาแนวคิดดี ๆ ไปใช้ คุณหมอไม่สงวนลิขสิทธิ์


หัวข้อ: ขอบพระคุณทุกฝ่ายค่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 พฤศจิกายน 2554, 00:38:37
ขอบพระคุณทุกฝ่ายค่ะ
วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:00 น.
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์


 
วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้ผมได้เห็นสถานะทางการเมืองของนายกฯยิ่งลักษณ์มากขึ้น ที่จริงถึงน้ำไม่ท่วมก็พอมองเห็นได้ แต่บังเอิญผม ไม่ได้มองจนกระทั่งท่านนายกฯต้องมีบทบาทชัดเจนขึ้น

สำนักโพลแห่งหนึ่งรายงานว่า จากการสำรวจความเห็นเกี่ยวกับนักการเมือง ในบรรดาคุณสมบัติต่างๆ ของท่านนายกฯ คะแนนต่ำสุดที่ได้ คือการตัดสินใจและความเด็ดขาด กล่าวคือ มีน้อยเกินไป แล้วก็มีนักธุรกิจที่เคยสัมผัสกับคุณยิ่งลักษณ์สมัยทำธุรกิจออกมาให้สัมภาษณ์ว่า วิธีการดำเนินธุรกิจของคุณยิ่งลักษณ์คือการประนีประนอมมากกว่าการเผชิญหน้า

ในเรื่องบุคลิกภาพนั้น ผมขอไม่พูดถึง เพราะไม่ได้รู้จักคุณยิ่งลักษณ์เป็นส่วนตัว แต่ขอพูดถึงเงื่อนไขทางการเมืองที่แวดล้อม ซึ่งมีส่วนกำหนด "ยุทธวิธี" ไม่น้อยไปกว่าบุคลิกภาพ

อันที่จริงผู้นำไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีเดียวกัน จะยกเว้นก็แต่ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และทักษิณ ชินวัตร ซึ่งสร้างความประทับใจให้คนชั้นกลางไทย - ทั้งระดับบนและล่าง - เป็นอันมาก

ทั้งสองคนต่างมีเงื่อนไขทางการเมืองที่อนุญาตให้เลือกใช้การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเป็น "ยุทธวิธี" ทั้งคู่

คนแรกคือผู้นำกองทัพที่ใช้กำลังยึดอำนาจบ้านเมือง แล้วไม่คิดจะกลับคืนสู่ระบอบที่มีการถ่วงดุลอำนาจจากหลายฝ่ายอีก "ยุทธวิธี" ที่น่าจะได้ผลที่สุดคือ สร้างความกลัวให้แผ่ขยายไปทั่วสังคม (กลัวเผ่าศรียานนท์, กลัวคอมมิวนิสต์, กลัวจีน, กลัวเวียดนาม, กลัวความด้อยพัฒนา, กลัว ม.17 และที่สำคัญที่สุดคือกลัวสฤษดิ์) นอกจากนี้ในสมัยที่สฤษดิ์เป็นนายกฯ ก็ไม่มีอำนาจทางวัฒนธรรมอื่นใดที่จะถ่วงดุลอำนาจกองทัพได้ ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือวังหรือ(หมู่)บ้าน

คนที่สองยิ่งน่าสนใจกว่า เพราะเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มีเงื่อนไขพิเศษที่ไม่เคยเกิดในการเมืองไทยในระบอบรัฐสภามาก่อน นั่นคือได้คะแนนเสียงท่วมท้นจากการเลือกตั้งเสียจนมีเสถียรภาพทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งไทยเคยมีมาก่อน คุณทักษิณใช้วิธีคล้ายกับสฤษดิ์ นั่นคือความกลัว เพียงแต่ไม่ได้ใช้อำนาจดิบเป็นเครื่องมือ หากใช้อำนาจในระบบแทน (การวางโฆษณาในสื่อ, ปปง., และกฎหมาย ที่ผ่านสภาฉลุย แต่ค่อนข้างให้อำนาจนายกฯอย่างตรวจสอบไม่ได้ ฯลฯ)

ส่วนใหญ่ของผู้นำไทยก็ใช้การประนีประนอมเป็น "ยุทธวิธี" ทั้งนั้น ไม่แต่ในสมัยปัจจุบันนี้เท่านั้น ย้อนกลับไปในสมัยโบราณก็เช่นเดียวกัน ฝรั่งที่เข้ามาอยู่อยุธยารายงานว่า การรัฐประหารชิงอำนาจในอยุธยานั้นไม่ค่อยนองเลือด พอฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตั้งตนเป็นกษัตริย์ได้ ฝ่ายอื่นก็พร้อมจะก้มกราบขอสวามิภักดิ์ (The King was done for. Long live the King) ผู้นำตามประเพณีในหมู่บ้านไทยสมัยก่อนก็เช่นเดียวกัน การประนีประนอมคือพื้นฐานสำคัญสุดของการนำในวัฒนธรรมไทย(เดิม)

ทั้งนี้ เพราะเงื่อนไขทางการเมืองของการนำในสังคมไทย มักไม่ตกอยู่ในมือใครคนหนึ่งคนเดียว แต่จะตกอยู่กับหลายกลุ่มที่ประสานกันเป็นเครือข่ายซึ่งสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนมาก ผมคิดว่าเงื่อนไขเช่นนั้นยังดำรงสืบมาถึงปัจจุบันในทุกระดับ นานๆ ครั้งเงื่อนไขดังกล่าวจึงอ่อนกำลังลงเสียที

ฉะนั้น ผู้นำที่ตัดสินใจได้เองอย่างเด็ดขาดเสียอีก ที่เป็นสิ่งแปลกปลอมในวัฒนธรรมไทย



กลับมาดูว่าเงื่อนไขแวดล้อมทางการเมืองภายในของคุณยิ่งลักษณ์เป็นอย่างไร ผมมีข้อมูลน้อยมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนใหญ่เป็นข่าวลือซึ่งไม่รู้ว่ามีมูลความจริงอยู่สักเท่าไร แต่โดยรวมๆ แล้วผมขอเดาว่า ฐานการสนับสนุนทางการเมืองของคุณยิ่งลักษณ์ประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ ดังนี้ โดยวิเคราะห์จาก ครม.ของคุณ ยิ่งลักษณ์

กลุ่มแรกคือ "สายทักษิณ-และเครือญาติ" คนกลุ่มนี้ขึ้นรับตำแหน่งรัฐมนตรีเพราะได้รับความไว้วางใจ (ไว้วางใจให้ทำอะไรก็ไม่ทราบ) และบางคนอาจเป็นการตอบแทนต่อการกระทำที่ผ่านมา ผมออกจะสงสัยว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีพลังทางการเมืองสูงนัก เพราะคนที่มีพลังทางการเมืองในสายนี้ถูกเว้นวรรคทางการเมืองไปเสียมาก ดังนั้น จึงไม่มีเสียงสนับสนุนในสภาเป็นของตัวเองอย่างมั่นคง ในขณะเดียวกันก็ไม่มีเสียงสนับสนุนนอกสภาเป็นปึกแผ่น

กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ "อำมาตย์" (ใช้ในที่นี้ ในความหมายถึง The Establishment) พอรับได้ แบ่งออกเป็นสายธุรกิจและสายทหาร แต่ "พอรับได้" ไม่ได้หมายถึงชอบ จนถึงนาทีนี้ผมเดาว่าคนกลุ่มนี้ยังไม่สามารถแปรความ "พอรับได้" ให้กลายเป็นความนิยมในหมู่ "อำมาตย์" ด้วย เหตุดังนั้นคุณยิ่งลักษณ์จึงต้องระดมคนนอกเข้ามาเป็นประธานกรรมการชุดต่างๆ ในแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม ดังนั้น กลุ่มที่สองจึงคล้ายกับกลุ่มแรกที่ไม่มีพลังทางการเมืองสนับสนุนนอกสภาสูงนัก

กลุ่มที่สามเป็นความพยายามที่จะหยั่งรากลงไปหาการยอมรับหรือความนิยมจากระบบราชการ จึงมีอดีตหัวหน้าหน่วยงานราชการ ร่วมอยู่ใน ครม. เช่น คุณโกวิท วัฒนะ, คุณประชา พรหมนอก เป็นต้น แต่ให้น่าสงสัยว่าคนเหล่านี้จะสามารถเรียกความยอมรับหรือนิยมของราชการได้มากน้อยเพียงไร คุณประชาเองอาจมีพลังทางการเมืองของตนเอง แต่ก็ยังไม่ยิ่งใหญ่ถึงกับจะเป็นหัวหน้ามุ้งทางการเมืองได้ด้วยตนเอง

อันที่จริง มีอดีตนายทหารซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสูงในกองทัพที่น่าจะมีลูกน้องสนับสนุนมากอีกหลายคน ที่น่าจะเลือกมาเป็นรัฐมนตรี แต่ในที่สุดคนเหล่านั้นก็ไม่ได้รับเลือก เพราะเป็นทหารคนละกลุ่มกับผู้นำทหารในปัจจุบัน จึงมีแรงเสียดทานสูงกว่า

แสดงให้เห็นว่า คุณยิ่งลักษณ์เลือกแนวประนีประนอมเป็นหลักอยู่มาก

กลุ่มที่สี่คือกลุ่มที่มาจากพรรค พท.เอง แต่ พท.แตกต่างจาก ทรท.อย่างมาก เพราะไม่มีหัวหน้ามุ้งขนาดใหญ่ไว้คุมลูกพรรค รัฐมนตรีในกลุ่มนี้จึงมาจากหัวหน้าพรรค, รองหัวหน้าพรรค, ประธาน ส.ส.พรรค, และประธานวิปของ พท. อย่างน้อยคนเหล่านี้ก็ประคองพรรคให้อยู่รอดมาได้ คงพอมีบารมีจะคุม ส.ส.ได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อย ส.ส.ก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานและสมาชิกของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของสภา อีกทั้งยี่ห้อของพรรค พท.มีนัยยะสำคัญในการเลือกตั้งด้วย อำนาจของกรรมการบริหารพรรคจึงพอมีน้ำยาอยู่บ้าง

กลุ่มที่ห้าคือคนของบ้านเลขที่ 111 ผมไม่ทราบหรอกครับว่า รัฐมนตรีคนใดเป็นคนของบ้านเลขที่นี้ แต่โฆษกรัฐบาลนั้นใช่แน่ เพราะพี่ชายของเธอเป็นหลักคิดของพรรคสืบเนื่องมา ซ้ำยังมีประสบการณ์ทางการเมืองสูง อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าคนบ้านเลขที่ 111 มีอิทธิพลในพรรคไม่น่าจะมากนัก ส่วนหนึ่งไม่สามารถนำคนของตัวเข้าสภาได้เป็นกอบเป็นกำ อีกส่วนหนึ่งอาจไม่ได้ควักเงินร่วมในการเลือกตั้งเลย

แต่ความมีประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารสูง ตลอดจนบางคนได้รับความนิยมสูงด้วย ก็อาจกลับมามีบทบาทในฐานะรัฐมนตรีได้อีกหลังเดือน พ.ค.ปีหน้า



มีข่าวลือในช่วงน้ำท่วมว่า คนบ้านเลขที่ 111 เสนอให้เปลี่ยนตัวนายกฯ เป็น คุณประชา พรหมนอก ผมไม่ทราบว่าข่าวนี้จริงหรือไม่ แต่เมื่อถูกนักข่าวถาม ท่านนายกฯก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่จริง ที่น่าสนใจคือทำไมต้องเป็นคุณประชา ซึ่งแทบไม่มีบทบาทอะไรเลย แม้แต่ดำรงตำแหน่งประธานศปภ.ก็เป็นแต่ชื่อ เพราะท่านนายกฯลงไปกำกับเองทุกอย่าง ผู้เสนอคงต้องการกำกับการเมือง โดยเฉพาะหลังเดือน พ.ค.ปีหน้ามากขึ้น จึงเลือกคุณประชาเป็นนายกฯ นอกจากนี้ ข้อเสนอนี้ย่อมไม่ตรงกับความต้องการของคุณทักษิณ แสดงว่าในกลุ่ม 111 นี้บางคนได้แตกจากคุณทักษิณไปแล้ว ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะบางคนในกลุ่มนี้ก็ได้เห็นมาก่อนรัฐประหารแล้วว่า คุณทักษิณนั้นหนักเกินไปทางการเมืองที่จะแบกไว้

กลุ่มที่หกคือกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งแม้ไม่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะแรงเสียดทานสูงเกินไป (ผมสงสัยว่าไม่ใช่แรงเสียดทานจากนอกพรรคเพียงอย่างเดียว แม้แต่ในพรรคเองก็อาจมีแรงเสียดทานอยู่ด้วย) แต่ก็ได้ตำแหน่งอื่นๆ อยู่บ้าง เสื้อแดงนั้นเป็นพลังทางการเมืองแน่ แต่แกนนำเสื้อแดงมีอิทธิพลต่อเสื้อแดงแค่ไหนยังน่าสงสัยอยู่

บทบาทของเสื้อแดงในการช่วยผู้ประสบภัยครั้งนี้มีมาก แต่ก็จัดการกันในระดับท้องถิ่น ไม่ใช่การนำจากแกนนำส่วนกลาง ปราศจากการเผชิญหน้ากับ "อำมาตย์" แกนนำส่วนกลางจะยังมีบทบาทอะไรเหลืออยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม แม้ปราศจากการนำโดยชัดเจน เสื้อแดงก็ยังสนับสนุนรัฐบาลนี้อย่างเหนียวแน่นจนถึงนาทีนี้

เป็นอำนาจที่ใช้คุม ส.ส.ได้ และหากใช้เป็นยังเป็นอำนาจในการต่อรองทางการเมืองได้อีกหลายอย่าง เช่นจะแก้ พ.ร.บ.กลาโหม โดยปราศจากพลังสนับสนุนของเสื้อแดงย่อมเป็นไปไม่ได้ และจนถึงที่สุด ยังเป็นพลังคุ้มครองให้รัฐบาลนี้อยู่รอดจากภัยคุกคามของอำนาจนอกระบบต่างๆ ด้วย

น่าสังเกตนะครับว่า แม้รัฐบาลนี้มีเสียงสนับสนุนในสภาอย่างเด็ดขาด แต่ฐานการสนับสนุนจริงๆ ของรัฐบาลไม่ได้มาจากสภา หากมาจากภายนอกทั้งนั้น ไม่ว่าการยอมรับได้ของ "อำมาตย์" หรือเสื้อแดง หรือคุณทักษิณ หรือ บ้านเลขที่ 111

ผมไม่ทราบว่าในกลุ่มต่างๆ ที่สนับสนุนรัฐบาลนี้มีความแตกร้าวกันภายในมากน้อยเพียงไร แต่อย่างน้อยทุกกลุ่มก็เห็นพ้องกันว่า ควรประคองรัฐบาลนี้ไปก่อน เพราะพลังต่างๆ ในสังคมการเมืองไทยเวลานี้ ล็อกกันจนไม่มีฝ่ายใดสามารถนำความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ โดยไม่เกิดการปะทะกันจนนองเลือด

ในสภาพเงื่อนไขทางการเมืองเช่นนี้ การนำที่เป็นไปได้ก็น่าจะเป็นอย่างคุณยิ่งลักษณ์นี่แหละครับ ไม่มีอะไรนะคะ เราจะฟันฝ่าวิกฤตทุกชนิดออกไปได้ด้วยแรงสนับสนุนของประชาชนฝ่ายเสื้อแดง ฝ่ายเสื้อเหลืองฝ่ายสลิ่ม และฝ่ายอำมาตย์ ขอบพระคุณค่ะ (แล้วไหว้ทีหนึ่ง)


หัวข้อ: ตั้งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อบริหารจัดการน้ำ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 พฤศจิกายน 2554, 00:44:52
ตั้งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อบริหารจัดการน้ำ
วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 15:41:00 น.
 
วันที่15พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า ครม.ได้อนุมัติหลักการร่างพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอจัดตั้งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการนี้ ทำให้ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 เพื่อยกฐานะสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ขึ้นเป็นกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทั้งนี้ เนื่องจากการบริการฝนหลวงเป็นการบริการสาธารณะและมีภารกิจมากมาย รวมถึงการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการของประเทศ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Pete15 ที่ 16 พฤศจิกายน 2554, 07:15:28
ขอบคุณ ครับ น้องภธู ที่มาให้อ่าน


หัวข้อ: นครบาลตามรวบโจรปล้นบ้านสุพจน์ได้แล้ว2ราย สารภาพกวาดเงินสดใส่ถุงในตู้เสื้อผ้าไปกว่า 200 ล้
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 17 พฤศจิกายน 2554, 23:24:32
โจรปล้นบ้านปลัดคม.รับกวาด200ล.
17 พฤศจิกายน 2554 เวลา 18:05 น. 
 
นครบาลตามรวบโจรปล้นบ้านสุพจน์ได้แล้ว2ราย สารภาพกวาดเงินสดใส่ถุงในตู้เสื้อผ้าไปกว่า 200 ล้านบาท

พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. ได้แถลงผลการจับกุมแก๊งคนร้ายที่ร่วมปล้นบ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม (คม.) ประกอบด้วย นายสิงห์ทอง หรือ ไก่ ใจชมชื่น อายุ 44 ปี และ นายเสาร์แก้ว หรือ แก้ว นามวงศ์ อายุ 59 ปี พร้อมของกลางเงินสด 2,822,000 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท จำนวน 2 เส้น อุปกรณ์ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เครื่องช็อตไฟฟ้า 3 อัน โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง โดยจับกุม นายสิงห์ทอง ได้ที่ห้องพักย่านคลองตัน และจับกุม นายเสาร์แก้ว ได้ที่บ้านพัก จ.เชียงราย

พล.ต.อ.ภาณุพงศ์กล่าวว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ประกอบกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า รถกระบะวีโก้ 4 ประตูที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ ขับออกจากที่เกิดเหตุมุ่งหน้าไปยังถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา และต่อมาได้มีประชาชนได้แจ้งเบาะแส ว่า พบบุคคลต้องสงสัยซึ่งมีพฤติกรรมการใช้เงินเปลี่ยนไป โดยร่ำรวยผิดปกติ เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่าเป็น นายสิงห์ทอง จึงได้เชิญตัวมาสอบสวน ซึ่งพบพิรุธหลายอย่าง และไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินได้

"ผู้ต้องหาได้สารภาพว่า ได้ร่วมกับพรรคพวกรวม 6 คน ก่อเหตุปล้นทรัพย์ดังกล่าวจริง โดยมี นายวีระศักดิ์ หรือ โก้ เชื่อลี อายุ 36 ปี เป็นหัวหน้าแก๊ง นายเสาร์แก้ว นามวงศ์ อายุ 59 ปี นายพงษ์ศักดิ์ หรือ เจี๊ยบ นามวงศ์ นายสมบูรณ์ หรือ บูรณ์ ริยะเทน อายุ 40 ปี และ นายคำนวณ หรือ นวน เมฆน้อย ร่วมด้วย" พล.ต.อ.ภาณุพงศ์กล่าว

ทั้งนี้แก๊งปล้นดังกล่าวได้ร่วมวางแผนมาหลายเดือนแล้ว มีการวนมาดูบ้านที่เกิดเหตุหลายรอบ แต่ยังไม่กล้าลงมือ จนกระทั่ง นายวีระศักดิ์ ได้ติดต่อมาว่าเตรียมอุปกรณ์ในการลงมือครบถ้วนแล้ว โดยมีการใช้เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เครื่องสัญญาณกล้องวงจรปิด เครื่องตัดสัญญาณประตูเลื่อนหน้าบ้าน

นายสิงห์ทอง ได้สารภาพว่า ได้วางแผนนานประมาณ 1 ปี แล้ว โดยมี นายวีระศักดิ์ เป็นหัวหน้าแก๊ง ซึ่งทราบข่าวว่าที่บ้านหลังดังกล่าวมีเงินสดเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก โดยวันเกิดเหตุได้ใช้อุปกรณ์ตัดสัญญาณโทรศัพท์และเข้าไปในบ้านทั้ง 5 คน ส่วน นายคำนวณ คอยดูต้นทางอยู่ข้างนอก เมื่อเข้าไปในบ้านแล้วก็ได้บุกเข้าไปขโมยเงินสดที่ใส่อยู่ในถุง และเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าภายในห้องนอน ซึ่งพบว่ามีเงินสดจำนวนหลายถุง ส่วนเงินภายในตู้เซฟไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว

"เบื้องต้นเงินที่ได้มามีทั้งหมดกว่า 200 ล้านบาท โดย นายวีระศักดิ์ ได้ให้เงินจำนวน 15 ล้านบาท มาแบ่งกันใช้ไปก่อน ส่วนเงินสดที่เหลือ นายวีระศักดิ์ เป็นผู้เก็บไว้ แล้วจะนำมาแบ่งกันภายหลัง โดยตกลงกันว่าเงินที่ได้มาทั้งหมด 50%แบ่งให้ลูกพี่ของนายวีระศักดิ์ ซึ่งเป็นข้าราชการ ส่วน 30%เป็นของ นายวีระศักดิ์ อีก 20%แบ่งพวกตนที่เหลือ ส่วนภายในบ้านที่เกิดเหตุพบเงินสดซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าต่างๆ รวมประมาณ 700-1,000 ล้านบาท” นายสิงห์ทอง กล่าว

สำหรับผู้ต้องหาที่หลบหนีอีก 4 ราย นั้นเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายวีระศักดิ์ หลบหนีอยู่ที่จังหวัดนครพนม นายคำนวณ หลบหนีอยู่ที่ชายแดนประเทศลาว ส่วน นายสมบูรณ์ และ นายพงษ์ศักดิ์ หลบหนีอยู่ที่ จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี


หัวข้อ: Joint Press Availability With Thai Prime Minister Yingluck Shinawatra
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 18 พฤศจิกายน 2554, 00:20:52
Joint Press Availability With Thai Prime Minister Yingluck Shinawatra

Remarks
Hillary Rodham Clinton
Secretary of State
Government House
Bangkok, Thailand
November 16, 2011

 MS. CHAISAENG: Good evening ladies and gentlemen, viewers at home, and members of the media. I am Thitima Chaisaeng, government spokesperson. We will now have a joint press conference with Prime Minister Yingluck Shinawatra and Secretary of State of the United States Mrs. Hillary Clinton. Secretary Clinton is on a visit to Thailand during 16 to 17 November, 2011. So firstly, may I invite Your Excellency, the Prime Minister, to deliver a statement to the press, which will be followed by Secretary Clinton’s statement.
PRIME MINISTER YINGLUCK: Madam Secretary, Excellencies, distinguished members of the media, ladies and gentlemen, let me begin by welcome Secretary Clinton to Thailand once again. This is always a pleasure for us here in Thailand to welcome our friends from the United States. As like my country with many share value and belief, Thailand and the United States are allies and strategic partner that have long enjoyed close tie for friendship and cooperations.

This is why I regret very much not being able to attend the APEC Economic Leaders’ Meeting in Hawaii earlier this week. Secretary Clinton graciously expressed strong support for my decision to stay at home during the time of need. And we both look forward to my meeting with President Obama during East Asia Summit, and the ASEAN-U.S. Leaders’ Meeting in Bali in a few days’ time. As a full-fledged democracy once again, after the July general election and with the (inaudible) mandate of the people, my government and I look forward to working even closely – closer with the United States to promote our bilateral ties as well as to address regional and international issue of common interest and concern.

First and foremost, though, I wish to place on record our thanks and appreciation to President Obama as well as the government and people of the United States for the assistance extended to us to support of our flood relief effort. The assistance, be it financial, technical, or (inaudible) was not only generous, but timely. Given the increased (inaudible) of severity of national disaster in the regions and elsewhere, the need for closer cooperations on disaster management cannot be overemphasized. In this connection, Thailand has been in discussion with the United States about possibility of using the U-Tapao Airport for humanitarian assistance and disaster relief, (inaudible) propose, especially on rapid deployment in case of disaster in the regions. (Inaudible) standard operations – operating procedure, and enhancing skill and readiness for (inaudible) capabilities.

We in Thailand stand ready to work in the partnership with the United States on this very important issue, the damaging effect of natural disaster on crop. Cultivation and food production is also an issue of the greatest concern, one that is directly related to food security. This is an issue that we will have to address as well as in order to ensure the well-being of our peoples. I also reaffirmed that this government attach high priorities to promoting political reconciliation and social cohesion. This is being done through our strong support for ongoing work for the Truth and Reconciliation Commission and providing fair and equitable remedy to all those affected, reconciliation and stabilities, good governance, enhanced (inaudible), universally acceptable rule of law. I believe we are regaining the confidence and trust of Thai people and the world.

With the APEC meeting just conclude, I also wish to take opportunities to congratulate the United States for the successful chairmanship of APEC during this (inaudible) significant progress was made toward its mission to regional, economic (inaudible) and to the (inaudible) goal for free and open trade and investment.

Lastly, I want to say how much we welcome the United States continued engagement with Asia, and Southeast Asia in particular. I, therefore, look forward to my bilateral meeting with President Obama on Saturday. Given the base and depth of our partnership, as far as our similar outlook on many of the challenge and opportunities now before us, there is much Thailand and the United States can do together. Thank you.

SECRETARY CLINTON: Well, good evening, everyone, and thank you very much, Prime Minister, for welcoming me so warmly back to Bangkok. It is a pleasure to be here to renew the ties that have bound the United States and Thailand together for so many years. Our nations are connected through not only security cooperation and business ties, but the democratic values we share and the bonds of family and friendship that link our people.

During this past century, we have stood by each other in times of challenge, and we are proud to stand with you now in this time of challenge as you contend with the worst floods of your nation’s history. Tomorrow, I will visit one of the largest flood evacuation facilities and talk with flood victims. And in the days and weeks ahead, the United States will continue to identify ways we can provide both military and civilian assistance to help save and restore lives, to support Thailand’s long-term recovery and rebuilding.

We have worked closely and continuously with the Thai Government from the start of these floods. Early on, we responded to requests for assistance by providing emergency support, including water pumps, boats, generators, survival kits. And as the needs grew, we intensified our efforts. Assessment teams are on the ground now to prepare for U.S. contributions to help Thailand restore vital infrastructure and services and address public health needs. We are providing direct medical services and improving hospital readiness.

One of our ships, the USS Lassen, is now in port with crew and helicopters to assist in the recovery efforts. One of our major areas of focus will be to help the Thai Government reopen the Don Muang Airport, Thailand’s second-largest airport, to resume commerce and tourism, and also help reconnect people with their families. We will also help the Thai police return to full strength by assisting them in reopening police stations when it is possible to do so. And we are identifying sites that hold historical significance to the Thai people to help protect and restore monuments of Thailand’s proud and ancient culture.

I want to emphasize that although, of course, we are all focused on the immediate needs, the United States will be with you for the long run. We are working to help Thailand improve its capacity to prevent, prepare for, and respond to disasters like these floods. And we will support Thailand’s economic recovery as a trade investment and development partner. I recognize that these floods pose an early and serious challenge to the new Thai Government and to the hard-won peace that the Thai people achieved after the political violence that you have endured in recent years.

The United States stands firmly behind the civilian government of Thailand and the work it is doing to consolidate strong democratic institutions, ensure good governance, guarantee the rule of law, and protect human rights and fundamental freedoms. We encourage the government to move forward with a political reconciliation process, which is critical to Thailand’s long-term stability and security. As it does so, it can also count on support from the United States.

We had an opportunity to discuss not only bilateral and regional issues, but global ones – how to deepen commercial ties and expand trade, how to strengthen security cooperation on issues ranging from proliferation to maritime security, which will be discussed at the East Asia Summit. I’m very pleased that the prime minister will be attending the East Asia Summit and the U.S.-ASEAN Leaders’ Meeting. I fully supported, as did President Obama, her decision not to travel to Hawaii for the APEC meeting because of the press of business here at home.

But Thailand is a leader, and having the prime minister present for the East Asia Summit and the U.S.-ASEAN Leaders’ Meeting is very important. For more than 170 years, our alliance has helped keep our nation and our region secure, and that has, in turn, permitted us all to become more prosperous and freer. There is such a long history of cooperation between us, and that will continue far into the future. The United States – not only our government, but our people – are committed to the people of Thailand and to the government. We are proud and grateful for this alliance. It has delivered results, and now we have to ensure that it continues to deliver results for both of our people for decades to come.

Thank you, Prime Minister.

MS. CHAISAENG: Thank you. May I invite members of the press to ask two questions? Today, I was contacted by two members of the press. One will be from AFP. The other one will be from the Bangkok Post.

Please, identify your name. AFP. Yes, please.

QUESTION: Thank you, Madam Secretary. Thank you, Madam Prime Minister. I wanted to follow up a little bit on what you’re talking about the political reconciliation. You mentioned that with the floods, Madam Secretary, with the floods that it was important to have reconciliation. For both of you, do you feel that all sides in Thailand are on the same side right now at this time of floods? Are people working together? What are the signs you see on that?

And if I can kind of follow up to the prime minister, there have been reports that your cabinet is working on an amnesty that could potentially affect former Prime Minister Thaksin. I wanted to see if you could comment on that, say whether that is true, and if so, why?

SECRETARY CLINTON: Well, I will start by reiterating that we have encouraged the Thai Government to continue to move forward with the political reconciliation process, to address the violence that surrounded the political unrest of recent years, particularly through the Truth and Reconciliation Commission for Thailand. This encouragement from us comes from our shared commitment with Thailand to democratic values and institutions that underpins both of our nations and our alliance.

And we are encouraged by the many steps that the government continues to take to consolidate strong, democratic institutions, to ensure good governance, to guarantee the rule of law, and to protect the rights and freedoms of its citizens. The free and fair elections that were held in Thailand in August demonstrated Thailand’s commitment to the democratic process. It is certainly up to the government and people of Thailand to determine exactly how to proceed, but we are encouraging it and quite heartened at the steps we have seen taken.

PRIME MINISTER YINGLUCK: (Inaudible) to go back to your questions, your question is – sorry that I missed this cabinet meeting because by coincident of the trip that – to go back, was on Monday night. And in this detail, I think I’ll – the deputy prime minister will handle this. But normally in the process, that will be the common process, and everything we have to make sure that it’s (inaudible) law and then will be applied for everyone. Thank you.

MS. CHAISAENG: Yes. The second question, please.

QUESTION: Madam Secretary of State, (inaudible) from Bangkok Post. Could you elaborate the additional $10 million that you announced today? How would this – will it be expedited? And also the Don Muang project, how could that be – the drain and repair thing? Thank you.

SECRETARY CLINTON: Thank you very much. Let me begin, again, by offering, on behalf of President Obama and our government and all of the American people, my sincere condolences to those who have lost so much during this terrible flooding. We’ve had our own experience with natural disasters, including terrible flooding. And I personally think that as terrible as natural disasters of all kinds are, flooding is probably the worst. It’s hardest to control, it’s hardest to end, it’s hardest to begin the recovery process because it is just such a long-term process for, first, the waters to rise and then to recede. And so we have great sympathy for what the people of Thailand are going through.


Since the beginning of the flooding, we have been in close consultation, working with the Thai Government, both the civilian authorities and the military authorities, to assess needs and assist flood victims. And we have provided funding, as you may know, to the Thai Red Cross and the International Organization for Migration to quickly procure and distribute relief supplies. One thing we have learned is that it is not for the United States to determine what you need. You tell us what you need, and then we try to respond.

So we are working to open the Don Muang Airport, because that’s a high priority of the Thai Government. It will provide not only an additional staging area, but also hopefully get tourism moving so that people will come to beautiful Thailand, as they historically have done for this upcoming season. We also were told that working with public health was important and providing technical management assistance to the flood management system, as well as immediate flood relief in the form of pumps and boats and generators. All of that is in process, and one of the reasons why our government sent the USS Lassen to the harbor, where it arrived today, is because of its helicopter capacity to work with the Thai military and disaster officials to be able to quickly respond.

Now I know that anytime there is a disaster like this, people are in a state of shock and great despair, because oftentimes they see everything they’ve worked for either washed away or flooded. And we have great sympathy for that, but we commend Thailand’s resilience in the face of this historic disaster. We have a lot of confidence in the government and people of Thailand, that not only in this rescue period but in the periods to come, the restoration and recovery period and the rebuilding period, that you will come back even stronger. Thailand’s progress has been remarkable to all of us who have watched over the last 20 years, and we expect even more from Thailand in the future.

We’ve also been working with our U.S. companies to assist in flood relief efforts and to ensure their continued investment in Thailand. And I’m very proud that Coca-Cola is teaming up with Habitat for Humanity on reconstruction projects, and Chevron has donated $2 million toward relief and recovery. So it’s not only our government what we are doing; it’s also our private sector. And the prime minister and I discussed other ways going forward that we will work together.

So we know this is challenging work, but it is work that we are committed to doing. Thank you.

MS. CHAISAENG: Thank you. (In Thai.) Ladies and gentlemen, this concludes the press conference for today. Thank you very much, Your Excellency, the Prime Minister Yingluck Shinawatra and Secretary of State of the United States Mrs. Hillary Rodham Clinton, for delivering their statements to the press. And also, Madam Secretary, thank you very much for visiting Thailand and thank you for your support for developing the cordial relationships between Thailand and United States of America.

Lastly, thank you, everyone, for joining the press conference. Goodbye.

 

# # #



PRN: 2011/T55-11


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: dtoy ที่ 18 พฤศจิกายน 2554, 09:03:35
Thank you Patooman.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 19 พฤศจิกายน 2554, 20:05:17
อ้างถึง
ข้อความของ patooman 64 เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2554, 00:20:52
Joint Press Availability With Thai Prime Minister Yingluck Shinawatra

Remarks
Hillary Rodham Clinton
Secretary of State
Government House
Bangkok, Thailand
November 16, 2011

 
SECRETARY CLINTON: ....

"The United States stands firmly behind the civilian government of Thailand and the work it is doing to consolidate strong democratic institutions, ensure good governance, guarantee the rule of law, and protect human rights and fundamental freedoms. We encourage the government to move forward with a political reconciliation process, which is critical to Thailand’s long-term stability and security. As it does so, it can also count on support from the United States. .........


MS. CHAISAENG: Thank you. May I invite members of the press to ask two questions? Today, I was contacted by two members of the press. One will be from AFP. The other one will be from the Bangkok Post.

Please, identify your name. AFP. Yes, please.

QUESTION: Thank you, Madam Secretary. Thank you, Madam Prime Minister. I wanted to follow up a little bit on what you’re talking about the political reconciliation. You mentioned that with the floods, Madam Secretary, with the floods that it was important to have reconciliation. For both of you, do you feel that all sides in Thailand are on the same side right now at this time of floods? Are people working together? What are the signs you see on that?

And if I can kind of follow up to the prime minister, there have been reports that your cabinet is working on an amnesty that could potentially affect former Prime Minister Thaksin. I wanted to see if you could comment on that, say whether that is true, and if so, why?

SECRETARY CLINTON: Well, I will start by reiterating that we have encouraged the Thai Government to continue to move forward with the political reconciliation process, to address the violence that surrounded the political unrest of recent years, particularly through the Truth and Reconciliation Commission for Thailand. This encouragement from us comes from our shared commitment with Thailand to democratic values and institutions that underpins both of our nations and our alliance.

And we are encouraged by the many steps that the government continues to take to consolidate strong, democratic institutions, to ensure good governance, to guarantee the rule of law, and to protect the rights and freedoms of its citizens. The free and fair elections that were held in Thailand in August demonstrated Thailand’s commitment to the democratic process. It is certainly up to the government and people of Thailand to determine exactly how to proceed, but we are encouraging it and quite heartened at the steps we have seen taken.

PRN: 2011/T55-11



จุดยืนชัดเจนดีมาก...ขอบคุณป๋าทูที่นำมาให้อ่าน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 29 พฤศจิกายน 2554, 00:40:58
  ราศีพฤษภ  เกิดระหว่างวันที่ 14  พ.ค.- 13 มิ.ย.   ปีแห่งเคราะห์ภัยต้องระวังตัว
เป็นปีแห่งเคราะห์ภัย ต้องระวังตัว เหตุอย่างนี้ครับ ท่านที่เกิดในราศีพฤษภ ดีมาหลายดี รุ่งโรจน์เจริญก้าวหน้า คนเราก็มีอย่างนี้แหละครับ จะรุ่งเรืองแต่เพียงฝ่ายเดียวได้อย่างไรชีวิตของคนเราก็มีขึ้นมีลง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคุณคือ หนึ่ง ดาวพฤหัสบดี ที่เป็นตัวแทนของโชคหรือความเจริญ โคจรมาเป็นวินาศกับดวงชะตาของคนที่เกิดราศีพฤษภ ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค.แปลว่าดวงชะตาเริ่มตก และแถมดาวเสาร์ ที่เป็นดาวแห่งโทษ  ภัย และเคราะห์ โคจรอยู่ในมุมที่เรียกว่าร้อนใจ ทุกข์ใจ กังวลโดยไม่มีสาเหตุ และที่สำคัญ ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. ปีครึ่ง ราหูโคจรมาเล็งดวงชะตาท่านที่เกิดในราศีพฤษภ ดังนั้นดาวบาปพระเคราะห์ หรือดาวร้าย โคจรในมุมเสียดาวเสาร์ เล็งราหู ดาวพฤหัสบดี ที่เป็นดาวพระเอก ตัวช่วย ดาวตัวแทนแห่งโชคชัย โคจรในมุมดับเป็นวินาศแก่ลักขณา ตั้งแต่ 4 พ.ค. จึงเป็นจุดที่น่าเป็นห่วง น้องๆที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน งดการเที่ยวเตร่เฮฮา ต้องระวังตัว เลิกเรียนแล้วกลับบ้าน ทบทวนตำรับตำรา สอง ท่านที่อยู่ในวัยทำงานอย่าประชดลาออก อดทน อย่าประมาท อย่าทำอะไรผิดระเบียบปฏิบัติ โดยเฉพาะราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ใครคิดจะลงทุนทำการค้า ระงับยับยั้ง รอจังหวะเวลา ยังไม่ถึงเวลาของเรา ในเรื่องราวของความรัก ก็มีเกณฑ์พลัดพราก ไม่ว่าเขาจะจากไปด้วยการไปเรียน เรียนต่อแล้วเขาห่างไกลจากเราไป หรือเขาจะเลิกจากเรา หรือมีคนเข้ามาแล้วล่อลวง หลอกลวง ให้คุณเสียอกเสียใจ หนทางแก้ไข ทำดังนี้ ให้หาโอกาสไปปฏิบัติธรรมเป็นระยะ หาโอกาสสร้างพระใหญ่ มีสร้างพระพุทธรูปที่ไหน ไปร่วมพิธี ไปร่วมสร้าง การสักการะพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ ไปไหว้หลวงพ่อพุทธมงคล วัดแค จ.สุพรรณบุรี  ไปกราบไปไหว้ หมอชีวกโกมารภัจจ์ วัดลอยเคราะห์ จ.เชียงใหม่ จะได้หมดเคราะห์หมดภัย สิ่งมงคลที่ควรบูชาและแขวนไว้ประจำตัว 1. หลวงปู่ทวด  เดินทางไปไหนจะได้แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ  2.ท้าวเวสสุวรรณ ภูติผีปีศาจที่จะล่อหลวงหลอกลวงทำอันตรายไม่ได้ 3. จะเจ็บไข้ได้ป่วย มีหมอชีวกโกมารภัจจ์ แขวนประจำตัว  4.  หาเงินยาก มีพระเศรษฐีนวโกฎิ ไว้ประจำตัว 5.ไปไหนไม่มีใครรัก หาพระขุนแผน วัดแค จ.สุพรรณบุรี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผมให้กำลังใจ สู้ในครานี้ ใจจะเป็นปราการสำคัญ ผ่านพ้นปีนี้ไปได้ ปีหน้ารวย ฟันธง!


  ราศีเมถุน  เกิดระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.- 14 ก.ค.   ปีแห่งการพ้นภัย ชีวิตรุ่งโรจน์
เป็นปีการการพ้นภัย ชีวิตรุ่งโรจน ฟันธง!  ฟังแล้วชื่นใจ เมื่อปีที่ผ่านมาดีบ้าง ร้ายบ้าง สลับกันและมักจะมีปัญหาหลายอย่างหลายประการ เพราะราหูเล็งดวงชะตา แต่พอเข้าปี 2554 และโดยเฉพาะหลังจากวันที่ 24 พ.ค. ราหูที่เป็นโทษและภัย และดาวบาปเคราะห์ที่เล็งนั้นจะโคจรเข้ามุมอับทำอันตรายอันใดแก่ชาวราศีเมถุนมิได้ จึงเป็นปีแห่งการพ้นภัย ชีวิตรุ่งโรจน์ จากการที่มีดาวพฤหัสบดี อันเป็นตัวแทนโชค ความสำเร็จ ความเจริญ โคจรอยู่ในเรือนลาภะ มีตำแหน่งเป็นราชาโชค อุปโลภดุจพระราชา แผ่บารมีคุ้มครอง เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ว่าดวงชะตาจะพ้นภัยให้ตั้งสติ แล้วต้องมีหลัก 4 ประการ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีความพึงพอใจในสิ่งที่จะทำต่อไปนี้ 1.ตั้งใจเรียน 2.ตั้งใจทำงาน 3.กล้าที่จะลงทุน ขยับ ขยาย อย่างงอมืองอเท้า เพราะเป็นปีของท่าน แม้ว่าดวงดี นอนรอ ไม่เกิดอะไรเลย เรื่องความรักที่มีปัญหา หรือมีเรื่องทุกข์ใจมาปีครึ่ง หลังจาก 24 พ.ค. ชื่นมื่น สมหวัง สมปรารถนา มีความสุขใจ สบายใจ ที่ผ่านมาคุณอาจจะเจอคนมาล่อลวง ให้หลงตายใจ จากนี้เป็นต้นไป จะเจอคนที่ใช่ มากกว่าไม่ใช่ แล้วจะไม่มีอะไรมาหลอกลวงคุณได้ เพราะคุณจะแข็งแกร่ง เงินทองก็จะใหลมาเทมา ทำอะไรก็จะเป็นเงินเป็นทอง ที่ทำหนักขนาดนี้ แล้วได้แค่นี้ จะเป็นหนักเท่าเดิม แต่ได้มาก สิ่งที่ควรจะบูชา เป็นมหามงคลเมื่อดวงกำลังดี ชาวราศีเมถุนเป็นธรรมเนียมเลย ปีนี้ไปไหว้หลวงพ่อพระนอน ที่วัดสามพระยา อยู่ใกล้วังบางขุนพรหม และไปไหว้พระนอน ที่วัดขุนอินทประมูล จ.อ่างทอง จะมีบารมีของเทวดา ช่วยคุ้มครองให้ท่านโชคดี เจริญรุ่งเรือง และที่สำคัญเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ พระพิฆเนศวร์วิเศษลาภา องค์ที่ศักดิ์สิทธิ์ในปีนี้และมีกำลังสำคัญที่สุด คือ พระพิฆเนศวร์เป็นศาลพระหลักเมือง อยู่ที่ตลาดพระประแดง จ.สมุทรปราการ นี่คือสิ่งที่ท่านต้องไปกราบสักการะ บูชาประจำปี ถ้าแขวนติดตัวประจำตัว ก็มี   1.พระพิฆเนศวร์สร้างในพิธีศักดิ์สิทธิ์ วัดใดก็ได้ 2. พระตรีมูรติ แขวนประจำตัว ชีวิตกำลังรุ่งเรือง 3. พระเศรษฐีนวโกฎิ กำลังรวย จะได้รวยสมใจ นี่คือสิ่งที่จะกระทุ้งดวงให้สมปรารถนา ขอให้ท่านที่เกิดราศีเมถุน โชคดีตามดวงชะตาที่เป็นไป ฟันธง!
 
   ราศีกรกฎ เกิดระหว่างวันที่ 15 ก.ค.- 16 ส.ค.   ปีแห่งความรุ่งโรจน์ และมั่นคง
ปีนี้เป็นปีแห่งความรุ่งโรจน์ และมั่นคง ฟันธง! ชาวราศีกรกฎในปีที่ผ่านมา หนึ่งเจออุบัติเหตุ สองผ่าตัด เพราะว่าท่านที่เกิดในราศีกรกฎ 51-52 ราหูเล็งดวงชะตา แล้วหลังจากนั้นราหูมาเป็นอริ แปลว่าตั้งแต่ปี 2551 มาจนถึง 2553 ราศีกรกฎเจอกรรมเก่า แต่ในปี 2554 ท่านที่เกิดในราศีกรกฎดวงชะตาจะดี และดีตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. และพอเข้าเดือน ม.ค.ยิ่งดี เข้าพ.ค.ดีมาก เพราะดาวพฤหัสบดี ซึ่งเป็นดาวตัวแทนโชค ลาภ และความสำเร็จ โคจรไปได้ตำแหน่งเป็นราชาโชคในภพกรรมะ แปลว่างานนั้นจะยิ่งใหญ่ประสบสำเร็จ มีความเจริญ ท่านที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนจะอ่านจะเขียน จะเรียนอะไร สอบผ่าน ฟันธง!  หรือใครก็ตามที อยู่ในวัยทำงาน ทำงานด้วยความตั้งใจ ใน 2 ปีที่ผ่านมา ถูกมองข้ามถูกมองผ่าน แต่ในปีนี้ถึงเวลาที่จะได้ขั้น ได้ตำแหน่ง เลื่อนทั้งเงินเดือน ทั้งตำแหน่ง ฟันธง!  ใครก็ตามใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ลงทุนทำการค้าอะไรก็ตามที ฝืดเคือง อึดอัด ทุกข์ใจ หมุนเงินตัวเป็นเกลียว พอเข้าปี 2554 เงินทองไหลมาเทมา จนเก็บแทบไม่หวาดไม่ไหวถึงขนาดตั้งตัว ความรักก็จะมีความสุข คนรักก็จะเข้าใจ ที่คนรักขี้บ่น เรื่องเยอะ ปีนี้คู่รักสงบปากสงบคำ ใครที่เป็นโสดจะเจอคู่แท้ และเอามาช่วยในการงานให้รุ่งเรือง แปลว่าได้ทั้งรัก ได้ทั้งมาช่วยงาน โอ้โห สองต่อ อุบัติเหตุ แคล้วคลาด เมื่อเป็นมงคลอย่างนี้ ชาวกรกฎ ควรจะไปทำบุญเพื่อเสริมดวงชะตาให้ดีสมใจ 1.ควรไปไหว้พระนอน ที่วัดป่าโมก ก่อนที่องค์พระเนศวรจะมีชัยชนะ ต่อมหาอุปราชา ได้กราบสักการะขอพระพรจากหลวงพ่อพระนอน วัดป่าโมก 2. ถ้าอยากจะยิ่งใหญ่ ใหญ่โต เจริญรุ่งเรือง ไปไหว้หลวงพ่อโต ทั้งวัดพนัญเชิง อยุธยา และวัดกัลยาณมิตร ที่กรุงเทพฯ แล้วสิ่งที่ท่านควรบูชาไว้ประจำตัว ประจำตนเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล 1. พระกริ่ง ที่ควรมีไว้บูชาประจำตัว พระกริ่งที่เป็นมงคล คือ พระกริ่งพระปริตร วัดสามพระยา พระกริ่งพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ของวัดอาวุธวิกสิตาราม 2. เหรียญพระเศรษฐีนวโกฎิ จะได้รุ่งโรจน์ รวยสมใจ และควรจะมีเทวดาพระจันทร์หรือไปร่วมพิธีขอเงินจากพระจันทร์ทุกเดือนในวันขอเงินจากพระจันทร์ ปีนี้เป็นปีรุ่งโรจน์ของท่าน ขอให้ท่านเจริญรุ่งเรืองสมหวัง สมปรารถนาทุกประการ ฟันธง!
 
  ราศีสิงห์  เกิดระหว่างวันที่ 17 ส.ค. - 16 ก.ย.   ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง จากร้ายกลายดี
ปีนี้เป็นปีที่จะเปลี่ยนแปลงจากร้ายกลายดี ฟันธง! ฟังอย่างนี้แล้วมันมีกำลังใจ ท่านที่เกิดในราศีสิงห์ มีดาวที่เกี่ยวกับโชคลาภและความสำเร็จคือดาวพฤหัสบดี ดาวดวงนี้โคจรเข้ามุมอับเป็นมรณะกับท่านที่เกิดในราศีสิงห์ ทุกข์อก ทุกข์ใจ ไม่สมหวัง สมปราถนา ทำอะไรก็ผิด เกิดขึ้นกับท่านตั้งแต่ 26 เมษายน 2553 ชาวราศีสิงห์ ทำอะไรที่จะถูกก็ผิด ทำดีก็ถูกมองผ่าน ทำไม่ดีก็ถูกจับผิดและปรักปรำเลย ชาวราศีสิงห์ ไม่สบายอกสบายใจ จะอ่านจะเขียนจะเรียนอะไรก็ผิดหวัง จากนี้อย่านอนใจ ยังต้องระมัดระวังตัว ดีเมื่อไหร่ 4 พฤษภาคม เป็นต้นไป และที่สำคัญเรื่องการงาน ประคับประครองเอาไว้ อย่ากลัวให้รู้ไว้หลัง 4 พฤษภาคม ดวงเรื่องการงาน ดี ฟันธง ใครที่ตกงานจะได้งาน ใครที่การงานไม่รุ่งโรจน์ ไม่เจริญก้าวหน้า เมษา ข้าราชการเปลี่ยนแปลงปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ยังไม่ได้ ไม่เป็นไร กันยา-ตุลา จะดีเพราะดวงชะตาดีตั้งแต่พฤษภา       เพราะฉะนั้น รอไว้ยังไงก็ดี ใครที่คิดจะลงทุนทำการค้า ก่อน 4 พฤษภา อย่าแตะอย่าต้อง หลัง 4 พฤษภา ลุย แล้วสำเร็จ ฟันธง เงินทองไหลมาเทมา ฟังธง ถึงไม่ขนาดเป็นกอบเป็นกำ เงินถุงเงินถัง แต่มีให้ใช้ไม่ขาดมือ โรคภัยไข้เจ็บ ก่อน 4 พฤษภาคม ก็มีโอกาสเจ็บไข้ได้ป่วย หลายอย่างหลายประการ ส่วนเรื่องของความรัก ที่ผ่านมาผิดหวัง หรือคนรักป่วย คนรักเป็นทุกข์เพราะเรา หลังจาก 4 พฤษภาคมเป็นต้นไป ความรักชื่นมื่นสดใส คู่รักคนรักหายป่วยหายไข้ มีความสุขความเจริญ นี่เป็นจุดของการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตจริงๆนะครับ ปีนี้สิ่งที่จะเป็นมงคล 1.หมอชีวกโกมารภัจจ์ วัดลอยเคราะห์ จ.เชียงใหม่           2.หลวงพ่อพระพุทธมงคลสรรเพ็ชญ์ จ.ลพบุรี เคราะห์และภัยที่มีอยุ่ก็จะหมดไป อย่าลืมไปไหว้เจ้าพ่อพระกาฬด้วย และที่สำคัญหาโอกาสไปไหว้พระพรหม ที่ใดก็ได้ ถ้าจะแขวนพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว 1. เหรียญพระพรหม 2. เหรียญพระแก้วมรกต หรือหลวงพ่อพระทองคำ เหรียญเทวดาพฤหัสบดีทรงกวางทอง และเหรียญหมอชีวกโกมารภัจจ์ ขอให้ชาวราศีสิงห์สู้แล้วจะมีชัยชนะ หลัง 4 พฤษภาคม ฟันธงครับ
 
  ราศีกันย์  เกิดระหว่างวันที่ 17 ก.ย. - 16 ต.ค.   ปีแห่งดวงร้ายมากกว่าดีดวงออกในทางร้ายมากกว่าดี
ชาวราศีกันย์ต้องระมัดระวังตัว  ปี 2554 ดวงชะตาจะดีบ้างตั้งแต่มกราคม จนถึงพฤษภาคม วันที่ 4  ดาวพฤหัสบดีที่โคจรเล็งคนราศีกันย์เดินหน้าอย่างรวดเร็ว มีโอกาสเจอคนรัก คนรู้ใจ ประสบความสำเร็จในการงาน มีโอกาสได้เงินได้ทองก้อนโต มีโอกาสได้โชคลาภจากการเสี่ยงหรือทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ แต่พอพ้นวันที่ 4 พฤษภาคมเป็นต้นไป ดาวพฤหัสบดีที่เป็นดาวตัวแทนของโชคลาภ และความสำเร็จที่ให้คุณกับคนที่เกิดในราศีกันย์ โคจรเป็นมรณะ เรียกว่าพินฑุบาต แปลว่า คิดผิด ทำผิด ได้ข้อมูลผิดพลาด ชาวราศีกันย์จะทำอะไรหลังจาก 4 พฤษภาคม งด หยุด  ตรองให้ดี ดังนั้น น้องๆ หนูๆ ที่อยุ่ในวัยเรียน ถ้ามีเกณฑ์การสอบ การเขียน การเรียน ก่อน 4 พฤษภาคม สำเร็จ ฟันธงครับ หลัง 4 พฤษภาคม มีปัญหา ส่วนท่านที่อยุ่ในวัยทำงาน ผมบอกได้เลยว่าดวงชะตาของท่าน  ตกไปจนถึงปลายปี เพราะดาวเสาร์ที่ว่านี้จะโคจรทับราศีกันย์จนถึงวันที่ 7 ธันวาคม แปลว่าดาวโชคลาภ และดาวแห่งความโชคดี โคจรอยุ่ในมุมอับ ตั้งแต่ 4 พฤษภา ไปจนถึงปีหน้า 2555 แล้วดาวบาปพระเคราะห์หรือดาวร้าย โคจรอยู่กับท่านจนถึงเมื่อไหร่ 7 ธันวาคมปีนี้ แปลว่าช่วงปลายเดือนธันวาคมสั้นๆ ยังโชคดีรอบสุดท้าย แปลว่าชาวราศีกันย์ จะมีโอกาสได้เงินได้ทองได้ความมั่นคง หลังจากทุกข์ระทม หลังจากวันที่ 4 พฤษภาคม ไปจนถึงวันที่ 6 ธันวาคม ช่วงนั้นล่ะครับไม่ควรลาออกจากงาน ไม่ควรลงทุน กิจกรรมอะไรก็ตามที อย่าประมาท ไม่ให้ใครหยิบยืมสตางค์ต้องระมัดระวัง ในปี 2554 อย่าลงเอยในเรื่องของความรักกับใครเพราะท่านจะตัดสินใจผิดพลาดใครเข้ามาจะมีภาพลวงตาที่ท่านไม่รู้อะไรอีกหลายอย่างแล้วเรื่องที่ไม่รู้เป็นเรื่องที่นรกสำหรับการดำรงอยุ่ในชีวิตคู่เลยนะครับ นี่คือสิ่งที่เสริมมงคลเพื่อแก้วิกฤตหรือเผชิญวิกฤต 1.หาโอกาสไปกราบไหว้หลวงพ่อพระพุทธมงคลสรรเพ็ชญ์ ที่วัดป่าธรรมโสภณ  จ.ลพบุรี และไปกราบไหว้หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลย์ จ.สุพรรณบุรี ยังมีหลวงพ่อนั่ง อุ้มบาตรเพื่อให้เกิดโชคลาภ ที่วัดสามพระยา ที่บางขุนพรหม กทม. โรคภัยไข้เจ็บอาจจะเกิดขึ้นกับท่านไม่ได้ ปีนี้ต้องระมัดระวังโดยเฉพาะโรคกรรมเก่าและเรื้อรัง ปีนี้ควรไปกราบไหว้หมอชีวกโกมารภัจจ์ ทั้งที่โรงพยาบาลสงฆ์ และที่ วัดลอยเคราะห์ จ.เชียงใหม่ ไปไหว้พระพิฆเนศวร เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ  เพราะเทพเจ้าองค์นี้เป็นเทพเจ้าประจำตัวประจำราศีชาวราศีกันย์ ส่วนมงคลที่แขวนประจำตัวไว้ติดตัวคือ เหรียญหมอชีวกโกมารภัจจ์ ท้าวเวสสุวรรณคุ้มกันภัย และพระพิฆเนศวร์ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ภัยที่มีอยุ่จะมลายหายไปด้วยบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้คุ้มครอง ปีนี้อดทนชดใช้กรรมเก่า ปี 2555 ดวงชะตาจะดีกว่านี้ ขอให้ท่านโชคดีพ้นโภทภัยและได้อะไรดีๆ ในช่วงปลายธันวาคมปีนี้ ฟันธงครับ
 
  ราศีตุลย์  เกิดระหว่างวันที่ 17 ต.ค. - 15 พ.ย.   ปีแห่งการเริ่มต้นการลงทุนและสมหวังในความรัก
เป็นปีแห่งการเริ่มต้นและการลงทุนรวมทั้งสมหวังในความรักเป็นปีที่น่าสนใจครับ ปีที่ผ่านมาดีบ้างร้ายบ้างสลับกันไป แต่ประเด็นสำคัญเลย ในปี 2554 ดาวพฤหัสบดี ที่โคจรมาเล็งดวงชะตาตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคมเป็นต้นไป และโดยเฉพาะหลังวันที่ 7 ธันวาคมในช่วงปลายปี ดาวเสาร์ก็โคจรมาทับจุดเกิดของท่านที่เกิดในราศีตุลย์ ถือว่าเป็นจังหวะเวลาที่มีการเริ่มต้น ลงทุนในโครงการใหญ่ มีพันธะสัญญา มีผู้ร่วมหุ้น ร่วมชีวิต เปลี่ยนธุรกิจเปลี่ยนการค้า เปลี่ยนงาน โยกย้ายเปลี่ยนแปลง แล้วสำเร็จขึ้น เจริญขึ้นแต่เหนื่อยครับ แต่ประเด็นสำคัญคือจะสมหวังในความรักจะเจอคุ่แท้ ใครที่มีครอบครัวแล้ว มีสิทธิ์มีบุตร ใครที่ยังไม่มีครอบครัว มีสิทธิ์เจอคู่แท้ที่สมหวัง สมปรารถนาในความรัก ฟันธงครับ ปี 2554 เห็นได้ชัดเจนว่า ดาวการเงินโคจรเป็นจังหวะ จะโคนตั้งแต่ต้นปี แปลว่าท่านที่เกิดในราศีตุลย์ มีโอกาสที่จะได้เงินหมุนให้ได้ใช้อย่างมั่นคงตลอดทั้งปี 2554 ฟันธงครับ เรื่องของการเงินดีตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี เรื่องของความรักก็มีความสุข แต่สุขภาพของท่านที่เกิดในราศีตุลย์ ย่ำแย่ต้องเฝ้าดูแลสุขภาพให้ดี ต้องออกกำลังกาย ต้องตรวจร่างกายเป็นระยะครับ และประเด็นสำคัญท่านที่เกิดในราศีตุลย์ จะต้องขยัน กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต อย่าติดอยู่กับสิ่งเดิม แล้วชีวิตคุณจะรุ่งโรจน์สมปรารถนาครับ สิ่งที่เป็นมงคลไปกราบไหว้สักการะเพื่อเสริมราศีประจำปี ดาวเสาร์จะโคจรทับจุดเกิดเป็นมหาอุตร ในรอบ 30 ปี ดังนั้นแปลว่าเป็นรอบแห่งการตั้งหลัก และรับภาระใหญ่ ต้องไปกราบสักการะพระพุทธรูปปางนาคปรก ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน จุดธูปบูชา 10 ดอก เทียน 10 เล่มเป็นกำลังของพระเสาร์จะทำให้ท่านมั่นคง ไปกราบไหว้พระพุทธมหาเศรษฐีนวโกฎิ เป็นมหามงคลจะทำให้ตั้งหลักได้ในปีนี้ ถ้าดาวการเงินท่านเด่นต้องไหว้พระเศรษฐี และที่สำคัญควรมีพระพิฆเนศวร์ไว้คุ้มครองไว้แขวนคอไว้เหน็บกระเป๋า หรือไว้บูชาในที่ทำงาน องค์เล็ก องค์ใหญ่ เป็นองค์ลอย องค์เหรียญได้ทั้งนั้น จะเป็นมหามงคลประจำปีนี้ครับ
 
 
ราศีพิจิก  เกิดระหว่างวันที่ 16  พ.ย.- 15 ธ.ค.  ปีแห่งความบากบั่นพากเพียรจึงจะประสบความสำเร็จ
เป็นปีที่ต้องใช้การบากบั่นความพากเพียร ความวิริยะอุตสาหะ แล้วท่านจะประสบความสำเร็จ มีโชค 2 ชั้น ฟันธง ปี 2554 เป็นปีทองที่ตั้งแต่ต้นปี 31 มกราคมเป็นต้นไป ดาวประจำตัวจะเดินหน้าขยับอย่างเป็นจังหวะจะโคนอย่างมีกำลัง และหลังจากวันที่ 4 พฤษภา ดาวการเงินจะโคจรอยู่ในมุมที่ก่อร่างสร้างตัว ด้วยความขยันเงินทองจะไหลมาเทมา เพราะดาวการเงินเป็นราชาโชค หลังจากวันที่ 25 พฤษภา ราหูก็จะโคจรพ้นจากเรือนการเงินที่ทำให้เสียเงินเรียกราหูพ้นทรัพย์ โคจรมาทับราศีเกิด ปกติถ้าราหูโคจรทับราศีเกิดของใคร คนนั้นป่วยเจ็บแทบเป็นแทบตาย แต่เป็นข้อดีครับ มีตำแหน่งเป็นมหาอุตร ต้องรออีก 18 ปี จึงจะเป็นอย่างนี้ แปลว่าท่านที่เกิดในราศีพิจิก มีสิทธิ์เปลี่ยนบ้าน ย้ายบ้าน เปลี่ยนงาน เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนจากโสดมามีครอบครัว เปลี่ยนแปลงทุกอย่างแล้วจะดีครับ ขอให้มีความขยัน บากบั่น ตั้งใจ เป็นจุดก่อร่างสร้างตัว ที่ฟ้าเปิดโอกาสให้สำเร็จ ฟันธงครับ เพราะฉะนั้นราหูก็ทับราศีจะต้องทำยังไงจึงจะรุ่งโรจน์ 1.ควรหาโอกาสไปกราบไหว้เจ้าพ่อพระกาฬ ที่จ.ลพบุรี หรือถ้ามีโอกาสร่วมสร้าง พระราหูเต็มองค์ทรงครุฑ ที่วัดป่าธรรมโสภณ จ.ลพบุรี ตั้งแต่ต้นปี ท่านสามารถไปร่วมเขียนแผ่นทอง ร่วมสร้าง และกราบสักการะองค์จำลองได้เลย จะเป็นมหามงคล ราหูจะคุ้มครอบ พิทักษ์รักษาและประทานแก้วแหวนเงินทองให้ท่านมามีโชคมีชัย 3.ให้ท่านหาโอกาสย้ายบ้าน จัดบ้านใหม่ ย้ายห้องนอน ก็จะเป็นมหามงคลอย่างหนึ่งของชีวิต ประการสำคัญไปดูแลบ้านเรือนที่อยุ่อาศัยของคุณพ่อคุณแม่ ถ้ามันจะต้องซ่อมหรือมีปัญหาอะไรก็ซ่อมให้ท่าน ซ่อมที่อยู่อาศัยให้บิดามารดรแล้วไซร้ มั่นคง 4. ท่านที่กลัวราหูจะทำร้าย หรือทำลายชีวิต หรือกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพ หรือกลัวว่าราหูเข้าแล้วจะมีภัย หาโอกาสไปร่วมงานในวันพระราหูย้าย 24 พฤษภา ไปร่วมงานไหว้พระราหูที่วัดไตรมิตร และที่สำคัญไหว้หลวงพ่อนั่ง หลวงพ่อนอน วัดสามพระยา สิ่งที่ควรจะมีไว้บูชา           1.เหรียญจตุคามรามเทพที่มีรูปราหูอยู่ในองค์จตุคาม ยิ่งหาจากวัดต่างๆ ที่แจกฟรี ยิ่งเป็นมงคล 2. หาเหรียญเทวดาพระราหู โดยเฉพาะจากวัดป่าธรรมโสภณ จากจ.ลพบุรี อีกอย่างคือเหรียญหลวงพ่อนั่งหลวงพ่อนอนของวัดสามพระยา ถ้าท่านได้ปฏิบัติ และมีสิ่งมงคลเหล่านี้ไว้คุ้มครองตัว ปี 2554 จะเป็นปีทองของท่าน ฟันธงครับ
 
  ราศีธนู เกิดระหว่างวันที่ 16  ธค.- 15 มค.  ปีแห่งการพ้นโพทภัยจากภัยราหู ปีแห่งการร่ำรวยแบบไม่ทันตั้งตัว...ฟันธง
ในปี 2553 ปีที่ผ่านมา ราหูโคจรทับจุดเกิด ดวงถึงตาย ดวงเจ็บปวด ทุกข์ร้อน ย้ายบ้าน เลิกกับแฟน เสียงานเสียการ
เสียตำแหน่ง ถูกดูถูกดูหมิ่น เป็นปีทีมีเคราะห์มีโรคมีภัย ปี 2554 ชาวราศีธนู จะพ้นทุกข์ร้ายภัยเวร ไม่ได้พ้นอย่างเดียว จะต้องมีบุญราศี เพิ่มให้เป็นมงคล เหมือนโบราณกาลก่อน ท่านจะได้รับความเป็ฯศิริมงคลจากการไหว้พระด้วยประการหนึ่ง ในวิหารหลวงพ่อพระนั่ง วัดสามพระยา ศักดิสิทธิ์นัก คือพระปางป่าเรไร แต่แปลกนะครับอุ้มบาตร มีกินมีใช้ แต่ถ้าใครที่รู้จักวางแผนชีวิตให้ดี รู้ชะตาและมากราบไหว้ ตามข้อแนะนำต่อไปนี้ ท่านจะมีแต่ความร่ำรวยประสบความสำเร็จ ตลอดปี 54 ฟันธง ใครอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ต้นปีต้นลดการเที่ยวเตร่เฮฮา งดการคบเพื่อนฝูงที่เป็นนักเที่ยว ต้องเก็บเนื้ออ่านตำราเตรียมสอบ แม้จะมีเรื่องผิดหวังในช่วงต้นปี แต่หลังจาก 24 พค เป็นต้นไป ชีวิตพ้นโพทภัย ฟันธง ต้นปีน้องๆ หนู ต้องตั้งใจเรียนให้มาก และใครก็ตามที ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน เรียนแล้วมีปัญหาเรียนแล้วไม่เข้าใจ อึดอัด ทุกข์ใจไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวสอบเอ็นทรานซ์ไม่ผ่าน มากราบสักการะหลวงพ่อนั่ง ที่วัดสามพระยา จะเป็นบุญรักษาให้พ้นโพทภัย ฟันธง ส่วนใครที่อยู่ในวัยทำงาน ที่ผ่านมาถูกใส่ร้ายใส่ความตกงาน ทุกข์ใจ จะรุ่งก็ไม่รุ่ง เจริญก้าวหน้าก็ไม่เจริญ มีปัญหามาตลอด ปี 2554 ถ้าหากว่าท่านไม่รู้จักที่จะมาไหว้พระสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะทุกข์อย่างนี้ไปจนถึง 24 พค หลังจากนั้นดวงชะตาจะค่อยเปิด ใครที่เกิดราศีธนู หรือใครที่ไม่ได้เกิดราศีธนูเลย แต่มีทุกข์มีภัย การงานไม่เจริญรุ่งเรือง มีปัญหา แล้วมากราบไว้ หลวงพ่อพระนั่ง ที่วัดสามพระยา ก็จะปัดเป่าทุกข์ร้ายให้หมดไป เพราะฉะนั้นการงาน ในปี 2554 ใครที่เกิดราศีธนู จะมีเกณฑ์มีปัญหาเรืองการงาน หลังจาก 24 พค ใครตกงานมีเกณฑ์ได้งาน ฟันธงครับ ใครก็ตามที เป็นลูกจ้างในองค์กรหน่วยงาน งานการไม่ขยับขยายไม่รุ่ง เรือง เจริญก้าวหน้า  หลัง 24 พค รุ่งโรจน์เจริญก้าวหน้า ฟันธงครับ ใครเป็นข้าราชการ ถูกเจ้านายมองข้ามมองผ่านไป อึดอัดทุกข์ใจ ตำแหน่งไม่เลื่อน ยศตำแหน่งบารมีไม่ปรากฎ มาไหว้หลวงพ่อพระนั่ง องค์นี้ ยศตำแหน่งเลื่อนด้วยหลวงพ่อพระนั่ง ท่านทั้งหลายที่อยู่ในวัยทำงานและเป็นข้าราชการ หลัง 24 พค ชีวิตรุ่งโรจน์เจริญก้าวหน้าเป็นบุญราศีให้สมปรารถนา ขอให้หาโอกาสมากราบไหว้พระให้เสริมราศีที่ผมได้แนะนำ ที่สำคัญใครเป็นพ่อค้านักธุรกิจ ตั้งแต่ต้นปี ถึง พฤษภา อย่าลงทุน ประคับประคองไปก่อน แล้วมาไหว้หลวงพ่อพระนั่งที่วัดสามพระยา แล้วก็หาเหรียญหลวงพ่อพระนั่งแขวนคอ นั่งดู มีเทวดาคอยเฝ้าคอยรักษา พอพ้น 24 พค เทวดาบรรดาดลให้เกิดศิริมงมล สำคัญรุ่งโรจน์เจริญก้าวหน้า ลงทุนไปแล้วรวย ฟังธง เรื่องหน้าที่การงาน ครึ่งปีหลังดี ครึ่งปีแรกระวัง ส่วนการเงินดวงชะตา เห็นได้ชัดเจนว่า ปี 2554 มีเกณฑ์เริ่มต้นรวย และ รวยแบบค่อยเป็นค่อยไป ปี 2555 – 56 รวยมาก มั่นคงมาก แต่คุณต้องทำอย่างนี้ 1. ปีนี้ต้องหาโอกาสมากราบไหว้หลวงพ่อพระนั่ง ที่วัดสามพระยา 2. หาเหรียญหลวงพ่อพระนั่งวัดสามพระยา แขวนตัวแขวนคอคุ้มครองตน จะอำนวยผลให้มั่นคง ถ้าไม่ทำอย่างนี้ตัวเองสู้กรรมแต่เพียงลำพังไหวหรือ นี่เพียงแต่ความหมาย เพราะฉะนั้น ปี 2554 มีหนี้สินก็จะหมดไปและมีโอกาสรวยแบบไม่ทันตั้งตัว สมใจปรารถนา แบบไม่ทันตั้งตัว ฟันธงครับ เรื่องความรักคนที่เกิดราศีธนูนั้น ถ้าเลิกกับใครอย่าเสียใจ แบบว่ามันไม่ใช่คู่เรามันจบไปแล้ว และ จะมีคนใหม่ผ่านเข้ามาเพราะฉะนั้น จะมีโอกาสเจอคู่รัก คู่รักของท่านนั้นเป็นคนช่างพูดช่างเจรจา ถ้าใครเป็นคนที่ปากไม่ค่อยพูดไม่ใช่คู่แท้ ถ้าเป็นคนที่ช่างพูดช่างเอาอกเอาใจ อยู่แล้วสบายใจและที่สำคัญ จะมีโอกาสลงเอยในความรักสำหรับคนโสด ตั้งแต่ 24 พค เป็นต้นไป ฟันธงครับ แปลว่าใครที่มีครอบครัวแล้วก็จะมีบุตรไว้สืบวงศ์ตระกูล สมหวังสมปรารถนา มีความสุขกับชีวิตคู่ครับ แปลว่าถ้ายังคบกันอยู่แล้วไม่เลิกจากกันนั่นแหละคู่แท้ แต่ถ้าเลิกจากกันแล้วจบกันไปแล้ว เพราะปีนี้ราหูจะให้จบกันเพราะไม่ใช่คู่แท้ ส่วนเรื่องสุขภาพ ปีนี้ จะมีปัญหา ตั้งแต่ต้นปี ถึง 24 พค จะเจ็บป่วย ด้วยโรคเวรโรคกรรมต้องหาโอกาสมาสวดมนต์ไหว้พระที่วัดสามพระยาเช่นเดียวกัน จะเป็นมหามงคล ระวังอุบัติเหตุเกิดแบบไม่คาดฝัน ที่จะป้องกันคุ้มครองให้อุบัติเหตุแบบไม่คาดฝันผ่านไป  1. หาโอกาสมากราบไหว้หลวงพ่อพระนั่ง 2. ไปกราบไหว้หลวงพ่อพระนั่งที่วัดป่าเรไรย์หลวงพ่อโต นั่งเหมือนกันนั่นแหละครับ จะทำให้พ้นโพทภัย 3. ไปกราบไหว้หมอชีวกโกมารทัต ที่วัดพระแก้ว ด้านหลังพระอุโบสก หรือที่วัดลอยเคราะห์ จ.เชียงใหม่ และทื่สำคัญอยากรวยสมใจไปกราบไหว้พระพุทธมหาเศรษฐีนฤโกฏิ จะเป็นมหามงคล พญานาคแหวนพญานาค หรืออะไรก็ตามที่มีรูปพญานาคจะเป็นมหามงคลคุ้มครอง ให้คุณมีความสุขความเจริญ
 
  ราศีมังกร เกิดระหว่างวันที่ 16  มค.- 12 กพ.  ปีแห่งความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และเจริญก้าวหน้า...ฟันธง
ดวงชะตาท่านที่เกิดราศีมังกร ประจำปี 2554  ท่านที่เกิดราศีมังกร ถือว่าเป็นหนึ่งใน 4 ราศี ที่มีความยิ่งใหญ่ เพราะมีดาวประจำตัวคือดาวเสาร์ คุณที่เกิดในวัดอะไรก็ตามที คุณจะมีเทวดาประจำตัว เทวดาประจำวัดเกิดนั่นแหละ เทวดาของชาวราศีมังกร คือ เทวดาพระเสาร์ครับ เทวดาพระเสาร์เป็นเทวดาที่ ทรงเสือหรือทรงพยัคฆ์ ส่วนพระพุทธรูปท่านที่เกิดราศีมังกรคือ พระพุทธรูปปางนาคปรก สร้างไว้ทั้งหมด 9 องค์ทั่วประเทศ เพื่อไว้คุ้มครองประเทศชาติ ศาสนา องค์พระมหากษัตริย์ หลายปีที่ผ่านมาผมแนะนำให้คนมากราบไหว้ ท่านที่ต้องการการปกป้องคุ้มครองความมั่งคง ท่านที่มาที่ศาลหลักเมือง แล้วมาที่หอพระจะต้องมากราบไหว้ พระปางนาคาปรกองค์นี้ครับ สำคัญนัก ท่านต้องหาโอกาสมากราบไหว้จึงจะเป็นมงคล รวมทั้งที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ปีนี้ทั้งสองแห่งนี้เป็นมหามงคล สำคัญชาวราศีมังกรที่ยิ่งใหญ่ การเรียน ในปี 2554 น้องหนู จะเรียกต่อประสบความสำเร็จ เรื่องยากจะเป็นเรื่องง่าย ครูบาอาจารย์จะสนอกสนใจ เพื่อนฝูงก็จะดี สอบเรียนต่อได้ ประสบความสำเร็จ เอ็นทรานซ์ได้สมความปรารถนา อันนี้ฟันธงครับ การงาน ปี 2554 เป็นปีที่โดดเด่นมั่นคง ในรอบ 30 ปี จะสามารถก่อร่างสร้างตัว ประสบความสำเร็จในการงาน ปี 51 – 52 ดวงตก บางคนป่วยบางคนตาย อย่างคุณสมัคร ก็เกิดราศีมังกร เห็นไหมครับไปเลย คุณที่เกิดราศีมังกร ถ้าคุณยังไม่ตาย ผ่านเคราะห์มาได้นี่ โชคดีนะครับ เพราะราหูทับจุดเกิด ตั้งแต่ปี 2551 – 52  ปี 53 เซ็งหน่อย ปี 54 จะมั่นคงเจริญก้าวหน้า ใครเลิกกับแฟน ย้ายบ้าน เสียเงินเสียทอง ทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้วครับ ถ้าคุณที่อยู่ได้แสดงว่าคุณยังโชคดีอยู่ ขอให้มีกำลังใจ ดาวประจำตัวคุณคือดาวเสาร์ โคจรเป็นดาวมหาอุจจ์  หลังจาก 7 ธค ปี 54 แล้วหลังจาก 4 พค 54 ต้นปี ดาวพฤหัส 4 ทรงศักดิ์ แช่มช้อยสุข จะเจริญยิ่งยศนา แปลว่าจะเจริญรุ่งเรือง มั่นคง ก้าวหน้า สมหวัง สมปรารถนา แปลว่าท่านที่เกิดราศรีมังกร ถ้าท่านตกงาน จะได้งานทำปีนี้ ฟันธง อย่าเลือกงานก็แล้วกัน ท่านที่เป็นลูกน้องลูกจ้างจะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง จะได้รถประจำตำแหน่ง ได้โบนัสพิเศษ มั่นคงเจริญก้าวหน้าในงานที่เป็นลูกน้องเขา ฟันธงครับ ท่านที่เกิดราศีมังกร เป็นข้าราชการ จะมีโอกาสเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง เป็นปีที่ได้ยศได้เกียรติเจริญยศเจริญศรี ให้ตั้งใจทำงานให้ดี จะมั่นคง ฟันธงครับ ท่านที่เป็นเจ้าของธุรกิจ  คิดจะทำการค้าขายของกินของใช้ อาหารการกิน ของสวยงาม จะไปได้ดี ค้าขายได้ จะตั้งหลักได้ ค้าขายได้ไม่เจ๊ง ฟันธง ปี 54 ปีโล่งอก ท่านจึงควรหาโอกาสมากราบไหว้ พระศักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 1. พระปางนาคปรก โดยเฉพาะที่หอพระ ศาลหลักเมือง 2. ไหว้พระธาตุดอยตุง ที่จ.เชียงราย และ ไปไหว้หลักเมือง 108 องค์ ที่จ.เชียงราย ประกอบกับหลักเมืองที่ กทม หลักเมืองที่นครศรีธรรมราช และ หลักเมืองที่ จ.เชียงรายจะมี 108 องค์ และ ไหว้หลวงพ่อพระพุทธนิมิตรพิชิตมารโมรีศรีสรรเพชรบรมไตรโลกนาถ ที่วัดหน้าพระเมรุ จะเป็นมงคล และ ไหว้พระแก้วมรกต และ ให้มาไหว้ เทวดา ทีศาลหลักเมืองกรุงเทพด้วย ไหว้พระเจดีย์เก้ายอด ที่ประจวบ นี่คือมงคลบุญราศรีครับ  การเงิน หลัง 24 พค เงินทองจะไหลมาเทมา จะมีโชคลาถมั่งคงเจริญรุ่งเรือง ท่านที่รวยอยู่แล้วจะรวยยิ่งขึ้นครับฟันธง หลัง 24 พค ปี 54 นี้ แปลว่าที่เคยทำงานทำ 100 ได้ 100 ในปี 54 หลัง 24 พค ทำ 100 จะได้ล้าน ฟังธง ขยันแล้วได้ดี เป็นปีที่จะตั้งหลักปักฐานมั่นคงในทรัพย์ ซื้อล็อตเตอร็ก็ถูกหวยได้โชคลาถ หรือ ใครที่แก่แล้วลูกหลานก็จะให้เงินใช้ง่ายๆ มีครบหมดทุกอย่าง เรื่องความรัก จะสมหวัง ราศีที่กินเด็กจะได้คู่ที่อายุน้อยกว่า 5 ปี 7 ปี  ชาวราศีนี้จะเป็นคนหน้าแก่คิดแก่เกินวัย ถ้าคุณได้คู่อายุน้อยกว่า หน้าก็จะแก่กว่า คู่จะเป็นเด็ก หน้าเด็ก อารมณ์เป็นเด็ก ชาวราศีนี้จะได้คู่ในปีนี้อย่างแน่นอน ฟังธง ที่สำคัญจะมีคู่เป็นเหมือนแม่ ไม่ว่าสามีก็จะเป็นเหมือนแม่ ที่สำคัญหมดเคราะห์อุบัติเหตุ หมดไป แคล้วคลาด ไม่น่าเป็นห่วง ปลอดภัยทุกประการ ของที่ควรแขวนตัวประจำตน เหรียญหลักเมืองคู่ หรือหลักเมืองเดี่ยว ยันต์ดวงเมือง ที่มีเทวดา ประจำศาลหลักเมือง  พระพิฆเนศ เป็นเหรียญเป็นรูปหล่อ แขวนประจำตัวจะคุ้มครอง ลองดูสักปีนึงถ้าโชคดีก็ฟังกันต่อ ถ้าไม่โชคดีก็ลืมกันไปเลย ......
 
  ราศีกุมภ์ เกิดระหว่างวันที่ 13  กพ.- 12  มีค.  ปีแห่งความร่ำรวยมีโชคลาภในรอบ 18 ปี ดวงดี...ฟันธง
ดวงชะตาท่านที่เกิดราศีกุมภ์ ประจำปี 2554 ปีนี้จะเป็นปีแห่งความร่ำรวยรุ่งโรจน์ ในรอบ 18 ปี นี่คือวิหารมหาอุจจ์แบบโบราณ ราศีที่มีเหตุเพทภัย วัดใดที่มีความขลังความศักดิ์สิทธิ์จะมีวิหารมหาอุจจ์  ดังนั้นใครเกิดราศีนี้ อยากรวยทันตาทันใจ ต้องหาโอกาสมาไหว้ หลวงพ่อพระประธาน วัดป่าธรรมโสภณ ดวงดีในรอบ 18 ปี คืออะไร ราหูจะยกย้ายมีตำแหน่งเป็นมหาอุจจ์ หลัง 24 พค ไปปีครึ่ง ดาวประจำตัวท่านจะเป็นดาวมหาอุจจ์  จะใช้เวลาได้ตำแหน่งนี้อีกครั้งนึงอีก 18 ปี บางคนตายไปแล้ว อยากให้รวยสมใจต้องทำอย่างที่ผมว่า หาโอกาสมากราบไหว้ให้ได้ เรื่องการเรียน จะเรียนต่อสำเร็จ สอบเข้าเรียนต่อได้  มีข่าวดีเรื่องการเรียน ยังความชื่นใจมาแก่บิดา มารดา ฟันธงครับ ถ้าจะให้สมหวังสมปรารถนา ต้นปีอย่าไปไหน พาบุตรหลานลูกหลานมาฝากตัว เป็นลูกของพ่อปู่ฤาษี ศรี ที่วัดป่าธรรมโสภณ กราบไหว้ขอกราบตัวเป็นศิษย์ เป็นลูกจะเป็นามงคล  เรื่องการงานในปีนี้ ชาวราศีกุมภ์ จะมีโอกาศในการประสบความสำเร็จ ใครตกงานได้งาน ใครเป็นข้าราชการได้เลื่อนตำแหน่ง มีทั้งนักการเมือง นักแสดง มหาเศรษฐี คนที่ทำผับเทคบ่อนบาร์ คนเกิดราศีนี้มัก ศรีษะเถิก อยู่ราศีนี้หมด  คนเกิดราศีนี้มีสิทธิรวยอย่างฉับพลัน การงานรุ่งโรจน์ ลงทุนทำการค้าลุย ประสบความสำเร็จ ฟันธง เรื่องการเงิน ปีนี้เป็นปีทอง  ที่ท่านกอบโกยแล้วรวยทำในสิ่งที่ถูกต้องตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงปีนี้ แล้วปีนี้ตั้งแต่มกราคมจนถึงเมษายนมีโอกาสรวยแบบไม่ทันตั้งตัวฟันธงครับ  ขออย่าให้งอมืองอเท้าดวงชะตาดีแล้วต้องเร่งบุญเร่งวาสนาสร้างบุญสร้างกุศล และมาที่วัดป่าธรรมโสภณ อย่างที่ผมแนะนำ ความรักในปีนี้จะสุขสมหวัง เจอคู่ผู้รู้ใจ ดวงชะตาคุณ เป็นดวงกินเด็ก จะมีคู่อายุน้อยกว่า 5 –7 ปี ที่สำคัญคุณจะมีเด็กที่อายุน้อยกว่าแต่ดุ  ได้เมียดุ ผัวดุ แต่เป็นคนที่มีอำนาจบารมี คู่บุญคู่บารมี ใครมีครอบครัวแล้วจะ มีบุตรไว้สืบวงศ์ตระกูลในปีนี้ ฟันธงครับ ปีนี้แข็งแรง อุบัติเหตุไม่ปรากฎ มงคลอันสูงสุด ในปีนี้และเป็นมงคลสำหรับผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน ดารา ทหาร ตำรวจ นักการเมือง อยากเจริญรุ่งเรืองต้องทำดังนี้ มาที่วัดป่าธรรมโสภณ เท่านั้น มาเขียนแผ่นทองอธิษฐาน เพื่อเตรียมหล่อ พระราหูเต็มองค์ทรงครุฑ ใครที่อยากเป็นดารา ทหาร ตำรวจ นักการเมือง อยากมีตำแหน่งหน้าที่การงาน ให้มากราบที่วัด จะได้อำนาจบารมี หาโอกาสไปกราบพระปางนาคปรก พระเสาร์  ที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน กราบหลวงพ่อนั่ง หลวงพ่อนอน วัดสามพระยา  ไหว้ศาลพระกาฬ จ.ลพบุรี ทำให้ครบจะรวยทันตาทันใจ 
 
  ราศีมีน เกิดระหว่างวันที่ 14  มีค.- 12  เมย.  ปีแห่งการผกผัน ดีก็ดีสุดขั้ว ร้ายก็ร้ายจนน่ากลัว แต่มีวิธีแก้ไข...
ท่านที่เกิดราศีมีน มากราบไหว้สักการะบูชา ภูเขาทองวัดสระเกศ  เพราะปีนี้เป็นปีแห่งการผกผัน ดีก็ดีสุดขั้ว ร้ายก็ร้ายจนน่ากลัว จึงต้องหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านที่เกิดในราศีมีน ต้องหาเทวดาองค์นี้ เป็นเทวดาพฤหัสบดีทรงกวางทอง เป็นเทพประจำตัวราศีมีน เรื่องของการเรียนจะอ่านจะเขียนจะเรียนอะไรก็ประสบความสำเร็จ สอบเข้าเรียนต่อได้เพื่อนฝูงดี ตั้นแต่ต้นปี ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะก่อน 4 พค .อ่านเขียนเรียนสอบประสบความสำเร็จ ฟันธง การงานมักทำงานที่เกี่ยวข้องกับราชการ รัฐวิสาหกิจ งานบริหารวางแผน การจัดการ บริษัทข้ามชาติ หรือคนทำงานด้านการปกครอง การบันเทิง พ่อค้าแม่ขายปีนี้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ความสำเร็จอันใดที่เป็นสิ่งที่ใช่จะปรากฏก่อน 4 พค.คิดอยากทำอะไรตั้งใจทำอะไร สำเร็จทุกประการ ฟันธง ก่อน 4 พค รีบหลังจากนั้นอันตราย ใครตกงานมีเกณฑ์ได้งาน ตามที่ปรารถนา จะสอบจะบรรจุ ให้สำเร็จก่อน 4 พค ใครก็ตามทีมีเกณฑ์เลื่อนขั้นในปีนี้ ให้ตั้งใจทำงาน ข้าราชการรัฐวิสาหกิจ มีเกณฑ์เจริญรุ่งเรืองขึ้นฟันธงตตรับ ใครที่เป็นพ่อค้าแม่ขาย เป็นปีซื้อง่ายขายคล่อง หลัง 4 พค ไหลมาเทมามีโอกาสได้เงินก้อนใหญ่ มีโอกาสรวยทำอะไรก็รุ่ง ฟันธง การเงิน 7 มค แล้วไหลมาเทมามีโอกาสได้เงินก้อนใหญ่ มีเงินเป็นกอบเป็นกำ มีหนี้หมดหนี้ ได้กำรี้กำไร  เรื่องความรักสมหวังก่อน 4 พค มีโอกาสเจอคู่แท้ หลัง พค ต้องจบกัน ไม่ใช่คู่แท้ก็จะจากไป คนที่เกิดราศีมีนก็จะอาภัพครับ คู่ของท่านเป็นคนช่างพูดช่างคิด ช่างวางแผน ถ้าจะให้สมหวังเรื่องความรักต้องให้ลงเอยก่อนวันที่ 4 พค หลังจากนั้นจะมีเกณฑ์เลิก พลัดพรากจากกัน เพราะไม่ใช่คู่แท้เป็นคู่เวรคู่กรรม หลายคนในราศีมีนนะคะ แต่งงานหลายหนหรือผิดหวังในความรัก ต้องทำใจ เพราะเป็นวิบากแห่งชะตากรรม เมื่อเจอใครหาโอกาสไปไหว้พระชวนกันไปทำบุญ จะค้ำจุนเกือกูลต่อกัน เรื่องสุขภาพให้ระวังอุบัติเหตุ เจ็บไข้ได้ป่วย ต้องระมัดระวัง ตรวจร่างกายทุก 3 - 6 เดือน อุบัติเหตุก็ต้องระวังขับรถอย่าประมาท หาสิ่งดีๆ คุ้มครองตัว  สิ่งที่ชาวราศีต้องไปกราบคือ 1.พระบรมราชนุสาวรีย์ ตั้งแต่เหนือ พ่อขุนเม็งราย จ.เชียงราย เจ้าแม่จามเทวี จ.ลำพูน ตลอดจนพระบรมราชานุสาวรีย์พระนารายณ์มหาราช ที่สุพรรณบุรี หรือ ที่วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยาหรือ อนุสาวรีย์กลางเมืองลพบุรี สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  พระบรมราฃาอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่  พระบรมราชานุสาวรีย์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชที่สะพานพุทธ  พระปิยะมหาราชที่พระบรมรูปทรงม้า  ให้ไปกราบสักการะจะเป็นมหามงคล และพ่อขุนรามคำแหง จะไปไหว้ที่ ม.รามคำแหง หรือ ที่สุโขทัยก็ได้จะเป็นมงคล 2. พระปางนาคปรก ศาลหลักเมือง กทม  หรือ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่วัดไตรมิตร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ องค์ละ 2-300 ร้อย ท่านจะแคล้วคลาด ปลอดภัย เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงนั่งหลั่งน้ำประกาศอิสรภาพ จะเป็นมหามงคลคุ้มครองให้ท่านโชคดี ขอให้คุณโชคดี เจริญรุ่งเรืองในปี 54 ฟันธงครับ
 
  ราศีเมษ  เกิดระหว่างวันที่ 13 เม.ย.- 13 พ.ค.   ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตจากร้ายกลายดี
 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต ราศีเมษเป็นราศีเดียวกับดวงเมืองประเทศไทย หลายปีที่ผ่านมามีเมืองไทยวุ่นวาย ทั้งเจอวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคมการเมือง อิรุงตุงนัง แถมปลายปียังมีภัยทางธรรมชาติทางน้ำ พายุเข้ามาอีก แต่ปี 2554 เป็นปีที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตจากร้ายกลายดี ดาวประจำตัวของคนที่เกิดราศีเมษ คือดาวอังคาร ในปี 2553 ที่ผ่านมา โคจรวิปริต เดินหน้า ถอยหลังยึกๆยักๆ  ปี 2554 ดาวโคจรเดินหน้าอย่างเป็นจังหวะ จะโคน ดาวศุกร์ซึ่งเป็นตัวแทนของความสุข ความรัก การเงิน โคจรเป็นปกติตลอดปี และมีตัวโคจรอย่างรวดเร็วแสดงถึงเกิดผลเร็วแสดงว่าเป็นปีที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา สำหรับท่านที่เกิดในราศีเมษ ขยัน ตั้งใจ รุกแล้วลุย จะสำเร็จ ฟันธง!  เมื่อสำเร็จอย่างนี้ แปลว่า ไม่ว่าจะอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ตั้งใจขยันอ่านเขียน เรียน สอบ สำเร็จทุกประการ ฟันธง! ครับ  เรื่องการงาน คนคิดจะลงทุน จังหวะนี้ไม่ต้องรอ ลุย แล้วสำเร็จมั่นคง ข้าราชการก็เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง โดยเฉพาะจุดที่เลื่อนหรือเปลี่ยนแปลง จะเกิดขึ้นในเดือนพ.ค.  วันที่ 4 พ.ค. ดาวพฤหัสบดี ที่เป็นตัวแทนแห่งโชคลาภ และความสำเร็จ โคจรทับดวงชะตาของท่านที่เกิดในราศีเมษ และประเด็นสำคัญ ในวันที่ 24 พ.ค. ดาวราหูจะโคจรเข้าสู่พระศุภะ ดาวราหูจะโคจรเข้าสู่มรณะ ดาวแห่งความวุ่นวาย ดาวแห่งความมืดมนจะไปอยู่ในมุมมืด อยุ่ในมุมอับ ไม่ส่งผลร้ายต่อชาวราศีเมษ เมื่อชีวิตดวงดี เริ่มดี คุณก็ต้องคิดดีทำดี และหลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาคือ เงินทองไหลมาเทมา ตลอดทั้งปี เริ่มเหลือเก็บ และลงทุนเริ่มมีกำรี้กำไร ความรักในปี 2554 ใครเป็นโสด เจอคู่แท้ ฟันธง! ใครยังไม่ได้แต่งจะได้แต่ง ฟันธง! ใครที่มีครอบครัวแล้ว ยังไม่มีบุตรไว้สืบวงศ์ตระกูล ปี 2554 อาจจะมีบุตรไว้สืบวงศ์ตระกูล ฟันธง! เพราะฉะนั้น ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ท่านจะมีอุปสรรคหรือปัญหาอะไร ให้รู้เอาไว้ ท่านจะชนะทุกอย่าง ถ้าลุกขึ้นสู้ แล้วมีใจสู้ ปีนี้ที่จะเป็นมหามงคลสำหรับชีวิตคือ การมีโอกาสไปกราบสักการะหลวงพ่อแก้วมรกต ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือหลวงพ่อพระแก้วมรกต ที่วัดพระแก้วเชียงราย จังหวัดเชียงราย ศาลหลักเมืองกรุงเทพ เพราะจะสร้างเมืองสร้างชีวิต ต้องเอาผ้าไปผูกขอพรจากศาลหลักเมือง เฉกเช่นเดียวกัน หลักเมืองที่เป็นมหามงคล มี 108 องค์ 108 ต้น อยู่ที่จังหวัดเชียงราย พระพุทธมหาเศรษฐีนวโกฎิ ที่ภูเขาทองวัดสระเกศ ปีนี้แขวนพระเสริมดวง พระพิฆเนศวร์วิเศษลาภา จะมีโชคลาภ มีปัญญา สมปรารถนา พระเศรษฐีนวโกฎิ แขวนติดตัวประจำตน ไม่อับจนมีเงินมีทอง ปี2554 จะโชคดี มั่นคง ร่ำรวย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 30 พฤศจิกายน 2554, 00:05:17
 ขอบคุณค่ะป๋า...


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 30 พฤศจิกายน 2554, 22:24:47
มาดูอยู่


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 01 ธันวาคม 2554, 00:06:17
 emo4:))


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 02 ธันวาคม 2554, 23:14:44
http://www.youtube.com/watch?v=lLaV0Yu53-k


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 ธันวาคม 2554, 11:38:19
บทสัมภาษณ์ "เสก โลโซ" หลังโดนเมียแฉเรื่องยาไอซ์!!!
(http://www.facebook.com/nightidea)
ทำไมคุณถึงเล่นยา -ใจสั่งมา
เข้าสู่วงการนี้ได้อย่างไร -อยากลอง
เล่นแล้วรู้สึกยังไง -14อีกครั้ง
คิดยังไงถึงเล่น -ฉันไม่สำออย
ยาเสพติดแลกกับอนาคตคุ้มเหรอ -อะไรก็ยอม
ส่วนมากเล่นยาตอนไหน -ฝนตกที่หน้าต่าง
ไปเอายามาที่ไหนครับ -พันธ์ทิพย์
ไปยังไง -มอเตอร์ไซรับจ้าง
ใช้เวลาเสพครั้งละเท่าไหร่ -5นาที
ถ้าไม่ได้เล่นยาคุณจะรู้สึกอย่างไร -แทบขาดใจ
ไม่กลัวครอบครัวเป็นห่วงเหรอ -ไม่ต้องห่วงฉัน
ภรรยาคิดว่าคุณเป็นคนยังไง -คนบ้า
ไม่ดีต่อสุขภาพนะ -ไม่ตายหรอกเธอ
นอกจากยาแล้ว คุณสนใจอย่างอื่นบ้างมั้ย -เงิน
ไม่กลัวตำรวจจับเหรอ -เข้ามาเลย
ตอนนี้รู้สึกอย่างไรที่โดนกระแสด่าอยู่ขณะนี้ -เกลียดตัวเอง
คิดว่าตัวเองตอนนี้อยู่ในสภาพไหน -ผู้ชนะ
ให้คำนิยามตัวเองหน่อย -คนไม่ดี
ชอบเสพย์ตอนไหนมากที่สุด - คืนจันทร์
แล้วทำไมไม่เลิก - ไม่ยอมตัดใจ
ตอนเสพย์คิดอะไรอยู่ - ก้อนเนื้อข้างซ้าย
ตอนนี้พี่รู้สึกยังไงบ้าง -ซมซาน
เห็นลูกๆพี่แล้วรู้สึกยังไง - เจ็บหัวใจ
อยากฝากอะไรถึงเยาวชน -อยากบอกว่าเสียใจ
สุดท้ายมีอะไรฝากถึงแฟนเพลงบ้าง -เคยรักฉันบ้างไหม
ขอบคุณที่สละเวลาครับ -ร็อก แอนด์ โรล!

(เครดิตข้อความเจ๋งๆ : ตัวสำรอง เบเกอรีแมน เราไม่เกี่ยว 555)

 (http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd380809_3075554_1718365_1249477photo.jpg)


หัวข้อ: ทรงพระเจริญ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 ธันวาคม 2554, 13:18:02
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd633763_8344595_75008_28623photo.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 05 ธันวาคม 2554, 18:07:39

      
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้ที่มาเฝ้าฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 ความว่า
         “ขอขอบพระทัย และขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมกัน มาให้พรวันเกิด รวมทั้งให้คำมั่นสัญญา โดยประการต่างๆ ข้าพเจ้าขอสนองต่อพรและไมตรีจิตทั้งนั้นด้วยใจจริงเช่นกัน
         ท่านทั้งหลายในที่นี้ ผู้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่สำคัญ ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ย่อมทราบแก่ใจอยู่ทั่วกันว่า ความมั่นคงของประเทศชาตินั้น จะเกิดมีขึ้นได้ ก็ด้วยประชาชนในชาติอยู่ดีมีสุข ไม่มีทุกข์ยากเข็ญ ทั้งนั้นการได้อ่านใดที่เป็นความทุกข์เดือดร้อนของประชาชน ทุกคน ทุกฝ่ายจึงต้องถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องร่วมมือกัน ปฏิบัติแก้ไขให้เต็มกำลัง โดยเฉพาะขณะนี้ ประชาชนกำลังเดือดร้อนลำบากจากน้ำท่วม  
         จึงชอบที่จะร่วมมือกัน ปัดเป่าแก้ไขให้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว และจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน อย่างเช่น โครงการต่างๆ ที่เคยพูดไปนั้นเป็นการแนะนำไม่ได้สั่งการ แต่ถ้าเป็นการปรึกษากันแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ คุ้มค่า และทำได้ก็ทำ
         ข้อสำคัญจะต้องไม่ขัดแย้ง แตกแยกกัน หากจะต้องให้กำลังใจ ซึ่งกันและกันเพื่อให้งานที่ทำบรรลุผลที่มีประโยชน์ เพื่อความผาสุกของประชาชน และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ
       ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยความสุข ความเจริญแก่ท่านทั่วกัน”


หัวข้อ: "ฟองสนาน จามรจันทร์" เตือนหลัง7 ธ.ค. การเมืองเปลี่ยนแปลงใหญ่ แนะยิ่งลักษณ์ราไฟ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 ธันวาคม 2554, 15:00:04
"ฟองสนาน จามรจันทร์" เตือนหลัง7 ธ.ค. การเมืองเปลี่ยนแปลงใหญ่ แนะยิ่งลักษณ์ราไฟ
วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 15:35:51 น.
 
 
สถานการณ์การเมืองภายใต้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  หลังเผชิญหน้ามหาอุทกภัย ตามด้วยถุงปลิดชีพ เป็นมรสุมการเมืองที่เข้ามาเป็นระลอก  และร้อนฉ่าที่สุดด้วย พ.ร.ฎ. อภัยโทษ  ทุกเรื่องร้อนแรง  และสะสมความเดือดระอุไว้ภายใน  จนเชื่อกันว่า ของจริงจะเห็นหลัง 5 ธันวาคม 2554 
 
 
"ฟองสนาน  จามรจันทร์ " ทำนายดวงเมือง หลัง 7 ธันวาคม 2554 ไว้ในศาสตร์แห่งโหร 2555 ของสำนักพิมพ์มติชน อย่างน่าสนใจ 
 
 
เธอแนะว่า ถ้า ยิ่งลักษณ์ ได้อ่านคำทำนายของเธอ ขอให้ หยุดสุมไฟ บัดนี้ได้เวลาราไฟ ได้แล้ว มิเช่นนั้นจะสายเกินแก้

ฟองสนาน บอกว่า นี่คือ สัญญาณที่สามของการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยของบ้านเมืองที่แท้จริง !!!!
 
 
นักข่าวหมอดู ชี้ว่า   การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มตั้งแต่ 7  ธันวาคม 2554 เมื่อพระเสาร์เดินหน้าจากราศีกันย์ยกเข้าราศีตุลย์ภพที่เจ็ดปัตนิเล็งลัคนาและอาทิตย์ดวงเมือง สำคัญคือเล็งพฤหัสบดีจรที่คอยอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว แล้วจะเริ่มเดินถอยหลัง13กุมภาพันธ์2555 จนกลับมาสถิตย์ราศีกันย์6 เมษายน2555 ร่วมกับราหูทำมุมปลายหอกใส่ลัคนาและพระอาทิตย์(๑) ในดวงเดิมอีกครั้ง
           

จากปรากฎการณ์นี้คาดว่าระหว่าง 7   ธันวาคม 2554-6 เมษายน 2555 จะมีเหตุสำคัญเกิดขึ้นคือ
 
 
พระเสาร์จรสถิตราศีตุลย์ได้มาตรฐานอุจสูงส่ง เล็งใส่พฤหัสบดีจรได้มาตรฐานราชาโชคที่ราศีเมษ เข้มแข็งทั้งคู่ถึงลัคนาดวงเมืองและโดยตรง คาดว่าการเปลี่ยนแปลงจะไม่น้อยกว่าช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และช่วงปี 2475 
 
และสิ่งที่ตำราโลกธาตุบอกไว้ว่าการเล็งกันของดาวสองขั้วคู่นี้เมื่อทำมุมร้ายต่อกันก็เกิดยุ่ง  โลกก็เกิดยุ่ง เช่นแผ่นดินไหวประหลาด หรือเกิดความอัตคัดขาดแคลนไปทั่ว”

ปรากฎการณ์ธรรมชาติตามตำรานี้คาดว่าสาเหตุจะเกิดจากลมและไฟตามมา ต้องระวังเป็นพิเศษทั้งกรุงเทพฯปริมณทล รวมทั้งภาคอีสาน
 
  พระเสาร์จรเล็งลัคนาดวงเมืองเป็นดวงแตกหรือจุดช้ำของดวงชะตาหรือพินทุบาทว์จรให้โทษมีเหตุใหญ่เกิดขึ้นมีคนถูกขับออกจากตำแหน่งเพราะประพฤติผิดทำนองครองธรรมเปรียบได้กับพระยาโปริสาตร์ชอบกินเนื้อคนและหยุดไม่ได้ ราษฎร์จึงขับออกจากราชบัลลังค์ ตามโฉลก
     
 “เสาร์จรปะทะลัค-              นานั้นจะหม่นหมอง
เสียทรัพย์และสิ่งของ          ครุเหตุจะพึงมี
ดังโปริสาตร์ราษ                 ฏรเขาขับหนี
จากขัติติยาศรี                    ศิริราชนคร”               
 
 
 พระเสาร์จรยังเล็งใส่พระอาทิตย์(๑) อันหมายถึงผู้นำผู้มียศ มีตำแหน่งขององค์กรต่างๆของประเทศบุคคลประเภทนี้จะเป็นทุกข์ถูกใส่ร้ายป้ายสีตามโฉลก
         
“เสาร์ทับ(เล็ง)พระอาทิตย์           ปฏิสนธิในชาติ
ชนใดจะถึงฆาฏ                          บ่มิทรัพย์จะสาธารณ์
ถ้อยความจะถึงตู                        ศัตรูจะปองผลาญ
แม้นหมิ่นประสาทการ                  ก็จะเป็นภยันตราย”
 
 
 พระเสาร์จรที่ได้มาตรฐานอุจ ส่งกระแสถึงพระเสาร์เดิมที่สถิตย์ราศีธนูบ่งบอกว่าการสูญเสียเกิดจากกรรมเก่าหรือการกระทำเก่าๆหรือโรคเรื้อรังดังโฉลกที่ว่า
         
“เสาร์ถึงสถิตเสาร์               ปะทะกันและกันเอง
โทษทุกข์แต่บางเพรง          ก็จะก่อจะเกิดมี
สิ่งสินระส่ายทรัพย์              ภยทับระทมทวี
เกรงอายุชนม์ชี                   วพินาสประไลตู”
 
 
พระเสาร์จรราศีตุลย์ส่งกระแสถึงพระจันทร์ (๒)ในดวงเดิมของดวงเมืองที่หมายถึงประชาชน ผู้มียศศักดิ์หรือตำแหน่งฝ่ายหญิง  เป็นตัวแทนภพที่สี่หรือพันธุ์ของดวงเมือง หมายถึงพื้นดิน อาณาเขต ทรัพย์ในดินสินในน้ำ หลุมฝังศพบรรพบุรุษ ฯลฯ เป็นคู่พลัดพราก จึงต้องระวังการเสียดินแดน หรือผู้มียศศักดิ์ฝ่ายหญิง ประชาชนระทมขมขื่นมากๆตามมาตรฐานของพระเสาร์ ทางแก้ที่แนะนำไว้ในตำราโหรคือสวดมนต์ไว้พระขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองดังโฉลก
         “เสาร์ทับพระเคราะห์จันทร์   นรนั้นบ่มิสบาย
ทรัพย์สินจะสูญหาย                     อุปสรรคจะมีมา
ข้าคนและลูกเมีย                         ก็จะเสียและโศกา
ขอคุณพระรักษา                          ชนชีพจะยืนนาน”
 
 
 
 
 พระเสาร์จรราศีตุลย์ส่งกระแสถึงพฤหัสบดี(๕)ในดวงเดิม เป็นสัญญาณที่สี่การตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ยากจะหลีกเลี่ยง   เพราะก่อนหน้านี้พฤหัสบดีจรที่ราศีเมษส่งกระแสถึงพระเสาร์ในดวงเดิมอยู่ก่อนแล้ว เป็นปรากฎการณ์สมาสัปต์ หรือขวั้นเป็นเกลียวเชือก สิ่งดีร้ายจะเกิดขึ้นแน่นอนโดยไม่ต้องรอแสงจากพระอาทิตย์
           ในกรณีนี้เมื่อดาวคู่การเปลี่ยนแปลงทำสมาสัปต์กัน บ่งบอกว่าการเปลี่ยนหรือวิวัฒนาการต้องเกิดขึ้นแน่นอน
            อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์บ้านเมืองเหมือนถูกบีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงแต่วิวัฒนาการของดาวคู่นี้สุดท้ายน่าจะนำมามาซึ่งสิ่งดีๆที่จะผุดจากร้าย สิ่งที่เสียไปแล้วจะได้กลับมา เป็นไปดังโฉลกที่ว่า
           
 “เสาร์ทับ(ถึง)พฤหัส                 ศิริสวัสดิลาภา
สิ่งสินและเงินตรา                     จะลุโดยสะดวกดาย
         
ศัตรูจะอัปรา                           และวัตถาระส่ำระสาย
สินทรัพยะสูญหาย                      ก็จะคืนจะคงเรือน”
 
 
 
 ระยะ 7 ธันวาคม 2554 ถึง 6 เมษายน 2555 อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามมา เพราะตามปูมโหรพระเสาร์ทับ หรือ เล็ง หรือถึงลัคนาดวงเมืองเคยมีเหตุการณ์ เช่น
 
12  มกราคม  2516  มรว.คึกฤทธิ์  ปราโมช นายกรัฐมนตรียุบสภา เพราะความขัดแย้งในรัฐบาล ขณะนั้นพระเสาร์จรสถิตกรกฎ ส่งแสงถึงลัคนาและพระอาทิคย์ในดวงเดิมของดวงเมือง
 
 
 
19 มีนาคม  2526   พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรียุบสภาเพราะสภาผู้แทนราษฎรขัดแย้งวุฒิสภา เรื่องแก้ไขรับธรรมนูญ ครั้งนั้นพระเสาร์จรสถิตราศีดุลย์เล็งลัคนาและพระอาทิตย์ในดวงเมือง
 
 
19 พฤษภาคม 2538 คุณชวน หลักภัย นายกรัฐมนตรียุบสภา เพราะเกิดความขัดแย้งในรัฐบาล ครั้งนั้นพระเสาร์เป็นกาลกณีจรสถิตราศีกุมภ์ส่งแสงถึงลัคนาและพระอาทิตย์ในดวงเดิมของดวงเมือง
             
 
9 พฤศจิกายน  2543  คุณชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรียุบสภา เพราะใกล้ครบวาระสภา ครั้งนั้นพระเสาร์จรสถิตราศีเมษ ทับลัคนาและอาทิตย์เดิมของดวดงเมือง
         
 
 24  กุมภาพันธ์ 2549 พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรียุบสภาเพราะวิกฤตการณ์ทางการเมือง ครั้งนั้นพระเสาร์จรสถิต ราศีกรกฎ ส่งแสงถึงลัคนาและพระอาทิตย์ในดวงเมือง ฯลฯ
 
  พระเสาร์จรจะเริ่มถอยหลังในราศีในราศีตุลย์ลดกระแสเบียนให้โทษแก่ลัคนาดวงเมืองและพระอาทิตย์ตั้งแต่13 กุมภาพันธ์ 2555  และจุดที่น่าสนใจคือจะยกกลับเข้าราศีกันย์ยุติการเล็งกับพฤหัสบดีคู่เปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยใน 6 เมษายน  2555 ซึ่งตรงกับวันจักรีพอดี
 
 
อย่างไรก็ตามทั้งพระเสาร์จรที่ราศีกันย์ และพระราหูจรที่ราศีพิจิกก็ยังจะช่วยกันบีบทำมุมปลายหอกใส่ลัคนาและพระอาทิตย์ต่อไป เป็นผลข้างเคียงไปถึง 7กันยายน 2555 ก่อนที่พระเสาร์จรจะยกเข้าราตุลย์เล็งลัคนาดวงเมืองอีกครั้งและอยู่ที่นี่อีกสองปีครึ่ง
 
ครั้นวันที่11 ธันวาคม 2555 พระราหูจรจะยกราศีพิจิกเข้าราศีตุลย์ได้มาตรฐานราชาโชคไปสมทบกับพระเสาร์จรที่ได้มาตรฐานอุจที่รออยู่ก่อนแล้วเป็นคู่มิตรใหญ่เล็งใส่ลัคนาดวงเมือง เป็นปรากฎการณ์ที่ยากจะคาดหมายในปี2556เพราะดวงเมืองจะมีทั้งโชคและเคราะห์ใหญ่และคาดว่าการเปลี่ยนแปลงจะไปไปอย่างมโหฬารเกินจินตนาการ

.......................................
 
รู้จัก ฟองสนาน จามรจันทร์
 
ฟองสนาน  จามรจันทร์    ปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสอง คณะนิเทศศาสตร์   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (นิเทศศาสตร์รุ่นที่10) วิชาเอกประชาสัมพันธ์ วิชาโท วิทยุ-โทรทัศน์

ประวัติการทำงานในอดีต
 
ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน, ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  กระบี่, ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์,หัวหน้าข่าวการเมือง  สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, ผู้จัดรายการบันทึกสถานการณ์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย,  ผู้จัดรายการคุยเฟื่องเรื่องข่าว  เอฟ.เอ็ม. 101,   ผู้จัดรายการชีพจรการเมือง  ยูบีซี  7, ผู้เขียนหนังสือเม้าท์สนั่นลั่นสภาฯ, ผู้เขียนหนังสือเม้าท์สนุกกุ๊กกิ๊กการเมือง, ผู้เขียนหนังสือไม่แน่จริงไม่ข้ามน้ำชีมาหรอก, ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย   หนองบัวลำภู, ผู้ร่วมจัดรายการถอดรหัสชีวิต ถอดรหัสใจ FM 102
                       
งานปัจจุบัน
ผู้จัดรายการหมุนตามวัน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, ผู้เขียนคอลัมน์จัดฉากชีวิตลิขิตดวงดาว หนังสือพิมพ์คมชัดลึก, ผู้จัดรายการคันข่าว FM 98, ผู้ร่วมจัดรายการชะตาฟ้าลิขิต FM 92.25 วิทยุชุมชนปกป้องสถาบัน, ได้รับรางวัลสื่อมวลชนสตรีดีเด่น ปี 2551 ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,   เป็นโหรสมัครเล่น


หัวข้อ: แต่งตั้งโยกย้าย 79 นายอำเภอ เด้ง 4 นภอ.บุรีรัมย์ พ้นพื้นที่
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 ธันวาคม 2554, 15:13:47
แต่งตั้งโยกย้าย 79 นายอำเภอ เด้ง 4 นภอ.บุรีรัมย์ พ้นพื้นที่
วันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 10:26:03 น.
 
 
เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2554 นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการตำแหน่ง นายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) 6 ราย รวมทั้งลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการตำแหน่ง นายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 17 ราย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค.2554 กำหนดให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 13 ธ.ค.2554
 
 
ประกอบด้วย 1.นายวิชัย นิมิตรมงคล นอภ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เป็นนอภ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี 2.นายสันติ เหล่าบุญเสงี่ยม นอภ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เป็นนอภ.บ้านบึง จ.ชลบุรี 3.นายอดิศักดิ์ วรรณลักษณ์ นอภ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นนอภ.เมืองตาก จ.ตาก
4.น.ส.ปาณี นาคะนาท นอภ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เป็นนอภ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี 5.นายสมศักดิ์ แสนหิรัณย์ นอภ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ เป็นนอภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ 6.นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ นอภ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร เป็นนอภ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ
 
 
ส่วนข้าราชการตำแหน่ง นายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 1.นายไพฑูรย์ ไวยฉาย นอภ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี เป็นนอภ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์
 2.นายวีรัส ประเศรษโฐ นอภ.สทิงพระ จ.สงขลา เป็นนอภ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 3.นายสาธิต ธรรมประดิษฐ์ นอภ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็นนอภ.สทิงพระ จ.สงขลา 4.นายลือชัย เจริญทรัพย์ นอภ.สายบุรี จ.ปัตตานี เป็นนอภ.หนองจิก จ.ปัตตานี 5.นายไกรศร วิศิษฐ์วงศ์ นอภ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี เป็นนอภ.สายบุรี จ.ปัตตานี 6.นายอภิรัฐ สะมะแอ นอภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เป็นนอภ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี 7.นายศักดิ์ชัย ชัยเชื้อ นอภ.นาทวี จ.สงขลา เป็นนอภ.ชะอวด จ.นครศรีธรมราช 8.นายพงศว์เฑพ จิรสุขประเสริฐ นอภ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็นนอภ.นาทวี จ.สงขลา 9.นายศุภกิจ จตุรพิตร นอภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เป็นนอภ.ควนขนุน จ.พัทลุง 10.นายบุญไทย กาฬศิริ นอภ.รามัน จ.ยะลา เป็นนอภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
 
11.นายสมเกียรติ ศรีษะเนตร นอภ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นนอภ.รามัน จ.ยะลา 12.นายสมควร ขันเงิน นอภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็น นอภ.สิเกา จ.ตรัง 13.นายบุญฤทธิ์ งานสม นอภ.สิเกา จ.ตรัง เป็นนอภ.ห้วยยอด จ.ตรัง 14.นายเสรี พาณิชย์กุล นอภ.เมืองยะลา จ.ยะลา เป็นนอภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
 15.นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ นอภ.จอมบึง จ.ราชบุรี เป็นนอภ.เมืองยะลา จ.ยะลา 16.นายจำลอง ไกรดิษฐ์ นอภ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เป็นนอภ.สะเดา จ.สงขลา 17.นายเถกิงศักดิ์ ยกศิริ นอภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เป็นนอภ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา
 
ด้านนายสุกิจ เจริญรัตนกุล อธิบดีกรมการปกครอง โดยความเห็นชอบของรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการตำแหน่ง นายอำเภอ (ผู้อำนวยการต้น) และผู้อำนวยการส่วน ประเภทวิชาการระดับชำนาญการพิเศษ จำนวน 48 ราย รวมทั้งลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการตำแหน่ง นายอำเภอ (ผู้อำนวยการต้น) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 8 ราย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค.2554 โดยกำหนดให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 13 ธ.ค.2554
 
 
กรมการปกครองแต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการตำแหน่ง นายอำเภอ (ผู้อำนวยการต้น) ประกอบด้วย 1.นายไชยยศ กองทอง นอภ.ปากชม จ.เลย เป็นนอภ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ 2.นายสมยศ รักษกุลวิทยา นอภ.จรุตพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด เป็นนอภ.ปากชม จ.เลย 3. นายปฤณิธาน สุนารัตน์ นอภ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด เป็นนอภ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด 4.นายเธียรชัย พุทธรังษี นอภ.สำโรง จ.อุบลราชธานี เป็นนอภ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด 5.นายนิวัฒน์ น้อยผาง นอภ.ทุ่งศรีอุดม จ.อุบลราชธานี เป็นนอภ.สำโรง จ.อุบลราชธานี 6. นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ นอภ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เป็นนอภ.ทุ่งศรีอุดม จ.อุบลราชธานี 7. นายพงษ์พันธุ์ แสงสุวรรณ รองอธิการวิทยาลัยการปกครอง วิทยาลัยการปกครอง เป็นนอภ.น้ำโสม จ.อุดรธานี 8. นายเวรัชช์ ธาราสมบัติ นอภ.วังจันทร์ จ.ระยอง เป็นนอภ.แหลมงอบ จ.ตราด 9.นายทิวา พรหมอินทร์ นอภ.แหลมงอบ จ.ตราด เป็นนอภ.วังจันทร์ จ.ระยอง 10.นายสมพร ปัจฉิมเพ็ชร นอภ.คลองหาด จ.สระแก้ว เป็นนอภ.สุขสำราญ จ.ระนอง
 
 
11.นายธวัชชัย เกตุพันธุ์ นอภ.เสาไห้ จ.สระบุรี เป็นนอภ.คลองหาด จ.สระแก้ว 12.นายสุวิช ภู่มาลี นอภ.บ้านคา จ.ราชบุรี เป็นนอภ.เสาไห้ จ.สระบุรี 13.นายชาตรี จันทร์วีระชัย นอภ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี เป็นนอภ.บ้านคา จ.ราชบุรี 14.นายธานี มาลีหอม นอภ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เป็น นอภ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี 15.นายวิบูลย์ เลาหสุรโยธิน นอภ.วิหารแดง จ.สระบุรี เป็นนอภ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี 16.นายพูลสุข เพียรพิทักษ์ นอภ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี เป็นนอภ.วิหารแดง จ.สระบุรี 17.นายบัณฑิต นันทนาพรชัย นอภ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นนอภ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี 18.นายเสรี หอมเกษร นอภ.สนม จ.สุรินทร์ เป็นนอภ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 19.นายวัชรินทร์ รัตนบรรณกิจ นอภ.สร้างคอม จ.อุดรธานี เป็นนอภ.สนม จ.สุรินทร์ 20.นายไพฑูรย์ จิตต์สุทธิผล นอภ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู เป็นนอภ.สร้างคอม จ.อุดรธานี
 
 
21.นายวีระเกียรติ รัมณีย์รัตนากุล นอภ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี เป็นนอภ.นาตาล จ.อุบลราชธานี 22.นายธำรงศักดิ์ มานะกุล นอภ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เป็นนอภ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร 23.นายเศรษฐชัย ธนารักษ์ นอภ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร เป็นนอภ.จอมพระ จ.สุรินทร์ 24.นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ นอภ.จอมพระ จ.สุรินทร์ เป็นนอภ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ 25.นายเลอพงษ์ สุวานิช นอภ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ เป็นนอภ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี 26.นายกิติภพ ตราชูวณิช นอภ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี เป็นนอภ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี 27.นายไพรัช หอมกลิ่น นอภ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี เป็นนอภ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ
 28.นายวิกรานต์ บุญเจริญ นอภ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ เป็นนอภ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา 29.นายภูริทัต สัจจะกานต์ นอภ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา เป็นนอภ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี 30.นายมานิต เพียรทอง นอภ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี เป็นนอภ.คุระบุรี จ.พังงา
 
 
31.นายมานะ จรุงเกียรติขจร นอภ.คุระบุรี จ.พังงา เป็นนอภ.ปลายพระยา จ.กระบี่ 32.นายสมชาย ลี้วงศกร นอภ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ เป็นนอภ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ 33.นายวิสิษฎ์ สกุลยืนยง นอภ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ เป็นนอภ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ 34.นายกิตติ หอวรรณภากร นอภ.เต่างอย จ.สกลนคร เป็นนอภ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ 35.นายโสภณพงศ์ เหตานุรักษ์ นอภ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ เป็นนอภ.เต่างอย จ.สกลนคร 36.นายโสภณ ห่วงญาติ นอภ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร เป็นนอภ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ 37.นายปรีชา มณีวงษ์ นอภ.บัวลาย จ.นครราชสีมา เป็นนอภ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร 38.นายยงยุทธ ป้อมเอี่ยม นอภ.เทพารักษ์ จ.นครราชสีมา เป็นนอภ.บัวลาย จ.นครราชสีมา 39.ว่าที่ ร.ต.วรานนท์ ยิ้มมงคล นอภ.พระยืน จ.ขอนแก่น เป็นนอภ.เทพารักษ์ จ.นครราชสีมา 40.นายประพันธ์ ทองคำเปลว นอภ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น เป็นนอภ.พระยืน จ.ขอนแก่น
 
 
41.นายธวัชชัย รอดงาม นอภ.นามน จ.กาฬสินธุ์ เป็นนอภ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น 42.นางนิภา สุวรรณสุจริต นอภ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ เป็นนอภ.นามน จ.กาฬสินธุ์ 43.นายดำรงค์ ดีสกูล นอภ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เป็นผอ.ส่วนการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักบริหารการปกครองท้องที่ 44.นายบัญญัติ พงษ์ศรีกูร นอภ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ เป็นนอภ.แม่พริก จ.ลำปาง 45.นายวีระกิตติ์ อินทรประสิทธิ์ นอภ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เป็นนอภ.ตรอน จ.อุดรดิตถ์ 46.นายนรินทร์ วรรณมหินทร์ นอภ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี เป็นนอภ.แม่เมาะ จ.ลำปาง 47.นายณรชิต พุทธลา นอภ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ เป็นนอภ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ 48.นายสุรพล ลีลาเลิศแก้ว นอภ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เป็นนอภ.แคนดง จ.บุรีรัมย์
 
 
กรมการปกครองแต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการตำแหน่ง นายอำเภอ (ผู้อำนวยการต้น) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 1.นายบรรจง ช่วยชู นอภ.ทุ่งหว้า จ.สตูล เป็นนอภ.บางกล่ำ จ.สงขลา 2.นายวัชรศักดิ์ จุลยานนท์ นอภ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เป็นนอภ.ทุ่งหว้า จ.สตูล 3.นายไพโรจน์ จริตงาม นอภ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เป็นนอภ.ยี่งอ จ.นราธิวาส 4.นายวรเชษฐ พรมโอภาษ นอภ.สุคิริน จ.นราธิวาส เป็นนอภ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส 5.นายสาโรช กาญจนพงศ์ นอภ.ยะหา จ.ยะลา เป็นนอภ.สุคิริน จ.นราธิวาส 6.นายปรีชา ชนะกิจกำจร นอภ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เป็นนอภ.ยะหา จ.ยะลา 7.นายพิศาล อาแว นอภ.แม่ลาน จ.ปัตตานี เป็นนอภ.มายอ จ.ปัตตานี 8.นายธรรมรงค์ คงวัดใหม่ นอภ.มายอ จ.ปัตตานี เป็นนอภ.แม่ลาน จ.ปัตตานี


หัวข้อ: น้ำท่วม ใครได้ประโยชน์
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 18 ธันวาคม 2554, 21:47:24
น้ำท่วม ใครได้ประโยชน์ _ เท่าที่พอๆจำได้ จากบรรยายที่หอขดหมายเหตุ
โดย Woraphat Phucharoen เมื่อ 18 ธันวาคม 2011 เวลา 20:45 น.
เขาให้พูด ๒๕ นาทีเอง  ได้แค่นี้ ก็เยอะแล้ว  :- 
คนได้ประโยชน์มีเยอะ

๑) คนโกง  ย่อมฉวยโอกาส โกงได้เต็มที่    ได้ประโยชน์ส่วนตัวเต็มๆ  โกงประชาชน  แค่ ๑ บาท ตายไป ยมบาลท่านคูณ จำนวนประชากร ๘๐ล้าน    ดังนั้น โกง ๑ บาท มีค่าเท่ากับโกง ๘๐ ล้านบาท _   โกงในยามเดือดร้อน อาจจะคูณเพิ่ม  อีก ไม่มีลดหย่อน เร่งผลกรรมให้เข้ามาเร็วขึ้น   

๒) อย่าไปเกลียดคนโกงเลยนะ    เขาทำหน้าที่ของเขา คือ เป็นครูสอบอารมณ์ของเรา    No mud , no lotus   ไม่มีโคลน บัวก็ไม่งาม  _  หมายความว่า  คนชั่วเขาทำหน้าทีของเขา คนดีก็ทำหน้าที่ของเขา    เราเกลียดเขามากๆ ชาติต่อไปก็ต้องเจอพวกเขาอีก 

๓)  คนไปนิพพาน คือ คนทำใจสงบ แต่ ไม่ขาดความรับผิดชอบ    เป็นกลางที่ใจ    ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย     ทำตามหน้าที่ แต่ ไม่มีอคติ ไม่มีลำเอียง

๔)  คนที่ออกไปทำงานจิตอาสา  แม้นจะกลายเป็นผู้อพยพ ก็ยังแปลงร่างเป็นจิตอาสา    เป็นคนที่ได้ประสบการณ์ได้เรียนรู้   หาก ท่วมแบบนี้อีก ก็เอาตัวรอดได้

๕)  ถ้าธรรมชาติ คิดจะเอาคนชั่วออกไปจากโลกนี้   ภัยพิบัติ  เช่น   ไฟไหม้   ก็อาจจะพลาดไปโดนคนดีด้วย   ลม ก็พลาดไปโดนได้  ดินถล่ม แผ่นดินไหว ก็พลาดไปโดนได้    สึนามิ ก็พลาดได้    แต่ ท่วมด้วยน้ำ  ช้าๆ  ขึ้นเรื่อยๆ   _  คนโลภจะหวงของ หวงสมบัติจนตาย   ถ้าท่วมถาวร   คนชั่วที่รอดตาย ก็สติแตก  เพราะ ทนไม่ได้กับการสูญเสีย    _ คนที่ฝึกสติมาเท่านั้น  ที่จะรอด  _  จงฝึกสติ รณานุสติบ่อยๆนะ

๖) คนที่ฝึกสติมาดีแล้ว แม้นใกล้ตาย ก็ยังมีเวลาทำจิตให้สงบ   อาจจะได้โสดาบัน ขณะตาย    หรือ คน ทำทาน รักษาศีล ภาวนา ตายไป ก็ไม่กลัว    ออกจากร่าง ก็ไปใน คติที่ดี    _ 

๗)  น้ำท่วมโลก ไม่น่ากลัว สำหรับผู้ฝึกสติ     _ 

๘)  ภัยธรรมชาติ ไม่น่าจะเบาลง  เพราะ พฤติกรรมผู้คนไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงเลย  ยังทำลายธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง     _  ดังนั้น ไม่ช้าก็เร็ว ภัยธรรมชาติเล่นงานทั่วโลกแน่นอน _    ถ้าพร้อมใจกัน ปิดไฟฟ้า   งดแข่งกีฬา แข่งฟุตบอลตอนมืดค่ำ    ปิดห้าง ๖ โมงเย็น  ปลูกต้นไม้   หยุดตัดไม้  หยุดรถยนต์  เลิกอุตสาหกรรม   หยุดโรงงาน  ฯลฯ  ซึงก็เป็นไปได้ยากส์สสสสสสสสส     

๙)  ผมว่าเรื่อง น้ำท่วมโลก วันโลกแตก มีโอกาสเกิดแน่นอนแม้น จะแค่ 1% แต่ก็เรียกว่าเกิด     แต่  โอกาสเกิด 1% เราก็ควรเตรียมพร้อม 100%    _  อุปมา   คาดเข็มขัดนิรภัย   มียางอะไหล่สำรอง   เครื่องบินมี CPU 2ชุด   เรือมีเรือเล็กสำรอง  ใส่ถุงมือรักษาคนไข้เลือดไหล   ไม่ใช้มีดโกนร่วมกัน  ใส่ถุงยาง   ฯลฯ   

๑๑) ยอมเป็น "กระต่ายตื่นตูม"_  โดนคนแซวว่า ขี้ตื่น กลัวตาย   หนีออกก่อน อพยพออกก่อน  ดีกว่า  เป็น "เสือตายอืด"  _  ตายเพราะอวดเก่ง  ประมาท  ราคาคุย  กลัวเสียฟอร์ม    แถมพาคนรอบตัวตายตามไปด้วย     

๑๒)  คนอ่อนแอ คนแก่ อย่าอยู่ ในใครๆเป็นห่วงเลย  คนเข้าไปช่วยเขาเหนือยเปล่า สงสารลูกหลานบ้าง  อย่าแก่แล้วทำตัวให้ลูกหลานลำบากเลยนะ   _   ไม่ต้องซ่อนทองเอาไว้   _  รีบ  ย้ายไปอยู่เมืองอื่นๆ ที่สูงๆ  ปลอดภัยดีกว่า _   เมืองใหญ่ไม่เหมาะสม  อากาศเสีย  อาหารไม่สะอาด แออัด ฯลฯ   ชนบท มีอะไรดีๆมากมาย   

๑๓) ชวนเยาวชนฝึก ทานผักพื้นเมือง   ทานผักที่ไม่มีในห้างสรรพสินค้าบ้าง   _  ชวนไปฝึกความรู้รอบตัว การเอาตัวรอดในป่า   ทำน้ำสะอาด  รักษาตนเอง ปฐมพยาบาล ฯลฯ เป็นกันหรือยัง 

๑๔ )  คนได้ประโยชน์ คือ ใคร_    ก็คือ  คนฝึกสติ       


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 18 ธันวาคม 2554, 21:53:56
อืมมม....น่าคิดนะ emo48:)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 19 ธันวาคม 2554, 20:37:04
No mud, no lotus.... ชอบ....


หัวข้อ: ตลกแห่งปี
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 22:20:06
วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7684 ข่าวสดรายวัน


ตลกแห่งปี

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม   -วงค์ ตาวัน


มุขฮาเที่ยวล่าสุด ที่กำลังขบขันกันไปทั้งเมือง คือ เรื่องเล่าที่ว่า แผนปล้นบ้านปลัดสุพจน์ ทรัพย์ล้อมนั้น เป็นเล่ห์กลที่มีนักการเมืองว่าจ้างคนร้ายให้เข้าปล้น เพื่อสร้างเรื่องใส่ร้าย แล้วมาจัดฉากตามไล่จับโจร พร้อมกับนำเงินของกลางเข้ามายัดให้ดื้อๆ

คนที่เขียนมุขนี้ ดำเนินเรื่องว่า เงินในบ้านปลัดมีนิดเดียว แต่สร้างเรื่องปล้น แล้วเอาเงินมายัดเพื่อใส่ร้ายปลัด

สรุปว่าโจรปล้นเพื่อยัดเงินให้ปลัด

แทนที่ฟังแล้วจะได้แต่ขำ แต่มีคนเอาไปขยายต่อ

สังคมไทยเราในวันนี้ มีปัญหาใหญ่ คือ มีความเกลียดชังคนบางคน จนมองทุกอย่างผูกโยงมาจากคนๆนี้คนเดียว

ความอคตินี้ ได้ทำให้คนที่เคยปกติธรรมดา กลายเป็นคนที่เลิกค้นหาข้อเท็จจริง เลิกประเมินจากพื้นฐานความเป็นจริง!

ถ้าบอกว่าเป็นแผนร้ายจากคนที่เกลียดกลัวนั้น จะเชื่อทันทีว่าใช่

แล้วยิ่งถ้าเป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อพ่อรูปหล่อ คนดี คนนั้น

จะยิ่งเสียสติไปกันใหญ่

คงเกรงว่าการปล้นจะเชื่อมโยงถึงโครงการงบประมาณมหาศาลในรัฐบาลยุคที่แล้ว

เริ่มต้นจากกลัวตรงนี้ กลัวว่าผู้นำคนดีจะแปดเปื้อน เลยไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมฟังข้อเท็จจริง

จึงเลือกฟังเลือกเชื่อเรื่องที่ทำให้รัฐบาลยุคที่แล้วปลอดพ้นข้อหาทุจริต!

เช่นนี้แล้วก็เลยกลายเป็นคนนำเรื่องตลกโปกฮาแห่งปีไปขยายความอย่างจริงจังขึงขัง เป็นนักเล่าเรื่องตลกกลางเมืองไปในที่สุด

ถึงเวลานี้คดีปล้นบ้านปลัดสุพจน์ยังดำเนินไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามปกติ มีตัวผู้ต้องหา มีความเชื่อมโยงเป็นวิทยาศาสตร์

มีอดีตเลขาฯคนสนิท เอาเรื่องไปเล่าต่อให้ลูกชาย แล้วเรื่องก็ไปถึงหูหัวหน้าโจร เลยเกิดแผนปล้น

ในนาทีเกิดเหตุ บังเอิญคนใช้หลุดไปโทรศัพท์หาเจ้านายได้ ตอนนั้นเจ้านายก็ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เลยรีบแจ้งตำรวจที่สนิทกัน

แต่ตำรวจนั้นเขาทำตามหน้าที่ โดยการแจ้งตำรวจท้องที่เข้าไปตรวจสอบ

กลายเป็นคดีที่ต้องดำเนินไป

ตำรวจตามไปจับกุมได้ พร้อมเงินของกลางที่ยึดมาจากโจรนั่นแหละ

ยึดได้มากขึ้นจากคนร้ายที่ทยอยจับได้

ไม่มีใครลงทุนเป็นโจรให้ถูกจับเข้าคุก

แล้วควักเงินหลายสิบล้านมายัดใส่เขาหรอก!

หน้า 2


หัวข้อ: รองปลัดมท.โต้ข่าว‘พระนาย’บินพบแม้ว จิ้มโผผู้ว่าฯ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 22:28:36
วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16:37 น.  ข่าวสดออนไลน์


รองปลัดมท.โต้ข่าว‘พระนาย’บินพบแม้ว จิ้มโผผู้ว่าฯ

วันที่ 19 ธ.ค. นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทยฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงกระแสข่าวว่านายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้พิจารณารายชื่อบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯ 16 ตำแหน่งที่เหลือ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง สามารถเช็กตารางการเดินทางหรือเที่ยวบินในช่วงเวลาดังกล่าวได้ นายพระนายไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้น และไม่รู้ว่าจะต้องเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษณเพื่ออะไร ดังนั้นไม่อยากให้สื่อนั่งเทียนเขียนข่าว ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวอาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนได้


หัวข้อ: ยกฟ้อง “ ตู่ จตุพร ” ไม่ผิดหมิ่นประมาท “เทือก ”
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 22:43:51
วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 12:53 น.  ข่าวสดออนไลน์


ยกฟ้อง “ ตู่ จตุพร ” ไม่ผิดหมิ่นประมาท “เทือก ”


เวลา 10.00 น. วันที่ 19 ธ.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่ห้องพิจารณา 913 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลพิพากษายกฟ้องคดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 กรณีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 14.00 และ 22.00 น.จำเลยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า โจทก์เตรียมดำเนินการใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดง โดยให้คนต่างด้าว 5,000 คน แฝงตัวชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ไปทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ บริเวณถ.ราชดำเนิน

  ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์–จำเลยนำสืบแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ดูแลความเรียบร้อยการชุมนุม ขณะที่โจทก์และจำเลย ต่างเป็นนักการเมือง ผลัดเปลี่ยนกันเป็นรัฐบาลบริหารประเทศและฝ่ายค้าน โดยเมื่อพรรคโจทก์เป็นรัฐบาลมีการชุมนุมให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเห็นได้ว่าพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยต่างเป็นปฏิปักษ์ต่อกันที่สืบเนื่องจากอุดมการณ์และนโยบายการเมืองที่แตกต่างกัน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นแกนนำ นปช. กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า โจทก์เตรียมดำเนินการใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดง โดยให้คนต่างด้าว 5,000 คน แฝงตัวชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ไปทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ บริเวณ ถ.ราชดำเนิน ซึ่งภายหลังนำเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้รับฟังเกิดความสงสัยในตัวโจทก์ และอาจเข้าใจได้ว่าโจทก์ใช้อำนาจทำลายพรรคการเมือง การชุมนุม นปช. และคนเสื้อแดง ซึ่งทำให้โจทก์เสียหายจึงถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาท

 แต่เมื่อพิจารณาทางนำสืบของโจทก์–จำเลย แล้วพล.ต.ต. วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ซึ่งรับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยควบคุมการชุมนุม เบิกความว่า ทางการข่าวทราบว่ามีบุคคลต่างด้าวมาร่วมชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งได้พยายามควบคุม ขณะที่ทางการสืบสวนสอบสวนพบว่าเหตุการณ์การชุมนุมบางครั้งสามารถถูกสร้างสถานการณ์ได้ทุกฝ่าย ซึ่งเจือสมสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่า เมื่อโจทก์ให้สัมภาษณ์กล่าวอ้างถึงสถานการณ์ใด  ก็มักจะเกิดสถานการณ์ขึ้นได้เสมอ การกระทำของจำเลยที่กล่าวอ้างถึงการเตรียมดำเนินการใส่ร้ายคนเสื้อแดง จึงเป็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ของโจทก์ที่ติดตามดูแลความเรียบร้อยการชุมนุม  ในฐานะของแกนนำ นปช. ซึ่งต้องป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดง จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้ส่วนเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ซึ่งผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท จึงพิพากษายกฟ้อง   

 โดยวันนี้นาย จตุพร จำเลย เดินทางมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา พร้อมคณะผู้ติดตาม ซึ่งมีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมาให้กำลังใจด้วย 


หัวข้อ: ผบ.ทหารเขมรขอโทษ-ยิง ฮ.ทหารไทย
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 22:46:41
วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 22:33 น.  ข่าวสดออนไลน์


ผบ.ทหารเขมรขอโทษ-ยิง ฮ.ทหารไทย

 วันที่ 18 ธ.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า พล.ร.ท.พงษ์ศักดิ์ ภูุรีโรจน์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนายวิกโยธิน กล่าวถึงการประชุมเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและกัมพูชา กรณีทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 ของกองทัพเรือไทยจนได้รับความเสียหายบริเวณกองกำลังจันทบุรี-ตราด เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า การประชุมในครั้งนี้ไม่ถือว่าได้ข้อยุติอะไร โดยทางฝ่ายกัมพูชาส่ง พล.ต. ยอนมิน ผู้บัญชาการทหารประจำจังหวัดเกาะกง ซึ่งเขาดูแลและควบคุมทหารที่อยู่ติดเขตแดนของเรา

 พล.ร.ท.พงษ์ศักดิ์ ระบุว่า สำหรับกรณีดังกล่าวมีการพูดคุย 3 เรื่อง คือ 1. ความผิดพลาดที่เกิดจากแผ่นที่ที่ใช้ไม่ตรงกัน ทำให้มีพื้นที่ทับซ้อนอยู่ประมาณ 500 เมตร 2. การติดต่อของฝ่ายกัมพูชา โดยหน่วยเหนือกับหน่วยรองจนไปถึงผู้ปฎิบัติ ไม่มีเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร เช่น เมื่อฝ่ายเราติดต่อไปว่าตอนบ่ายจะนำเฮลิคอปเตอร์บินปฎิบัติภาระกิจ เขาสื่อสารไปถึงลูกน้องของเขาไม่ทันเวลา 3. ฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่ที่มีการปะทะกันบริเวณประสาทพระวิหาร เขาได้สั่งกำชับว่าหากมีการรุกล้ำทางอากาศยานให้ใช้อาวุธได้ทันที เขาก็ยึดถือคำสั่งนั้น และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกิดความเข้าใจผิด

   ผบ.นาวิกโยธิน กล่าวว่า พล.ต.ยอนมิน ยอมรับและขอโทษที่ทางกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาประมาทจนทำให้เกิด
เหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารไทยพูดคุยกับทางผบ.ทหารเกาะกง ว่าเราทั้ง 2 ประเทศ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เป็นเพื่อนบ้านกัน หากเราล้ำแดนของเขาจริงก็ให้ประท้วงก็ได้ ทำไมต้องยิงกัน ซึ่งทางผบ.ทหารเกาะกงก็บอกขอโทษทีที่ทำเกินกว่าเหตุ และเขาจะนำเรื่องทั้งหมดไปเรียนให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกัมพูชาให้รับทราบ เพื่อจะได้พูดคุยกับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของไทย แล้วค่อยหารือกันอีกครั้งหนึ่ง

 พล.ร.ท.พงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการนำ เฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินปฎิบัติภารกิจหรือการส่งสะเบียงในครั้งต่อไปนั้น เราก็มีการพูดคุยกัน โดยระยะเราต้องส่งทางเท้าไปก่อน ส่วนการนำ ฮ. ขึ้นไปในพื้นที่ทับซ้อน ต้องให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของทั้ง 2 ฝ่ายต้องคุยและตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและแบ่งพื้นที่กันให้เหมาะสม เช่น ถ้าแผนที่ของเขากับของเราทับซ้อนกัน ก็ไม่ต้องเข้าพ้ืนที่นั้น หรือถ้าเข้าก็ต้องเข้าด้วยกันทั้ง2ฝ่าย ต้องมีการประสานงานเพิ่มมากขึ้นและต้องดูพื้นที่จริงกันอีกครั้ง ในส่วนที่ทางฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเครื่องมือสื่อสารไม่ดีนั้น ต่อไปคงต้องกำหนดเส้นทางการติดต่อและมีผู้ประสานงานกันโดยตรงโดยสารมารถติดต่อกับผู้ที่อยู่บริเวณตามแนวชายแดนได้ด้วย ทั้งนี้ได้รายงานให้ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร.ทราบแล้ว โดยท่านเป็นห่วงกำลังพลเกี่ยวกับขวัญและกำลังใจ และกำชับให้อยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน การจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้พิจารณาถึงเหตุผลเพราะเป็นเพื่อนบ้านกัน

 เมื่อถามว่า ทางกัมพูชารับปากหรือไม่ว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก พล.ร.ท.พงษ์ศักดิ์ื กล่าวว่า ก็คุยกัน แต่ต้องให้ระดับผู้ใหญ่คุยกันอีกที แต่หน่วนปฎิบัติที่อยู่ในพื้นที่ต้องประสานงานกัน และคาดว่าจะไม่มีเหตการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

 ด้านพ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กรณีนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ จีบีซี ที่ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 21 ธ.ค. นี้เนื่องจากพล.อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ให้แนวทางการดำเนินการหากมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างตามแนวชายแดน โดยให้ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่รีบหารือในกรอบขั้นต้นกันก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจนกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว อะไรที่ไม่เข้าใจหรือมีปัญหาให้มาพูดคุยกันและหารือร่วมกัน


หัวข้อ: สิ่งดีๆที่เกิดขึ้น
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 22:59:17
[วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7690 ข่าวสดรายวัน


สิ่งดีๆที่เกิดขึ้น

คอลัมน์ สดจากจิตวิทยา
นฤภัค ฤธาทิพย์/กรมสุขภาพจิต


หากเราลองคิดดูให้ดี ในช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้นคงมีสิ่งที่ดีหลายสิ่งเกิดขึ้นกับตัวเราด้วยเช่นกัน

- หลายคนบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน ได้กินข้าวพร้อมหน้ากัน ได้พูดคุยปรึกษาหารือกัน ได้ช่วยเหลือกันและกัน ได้นอนร่วมกัน ในขณะที่หากเป็นช่วงเวลาปกติ แต่ละคนจะยุ่งแต่กับภาระหน้าที่หรืออยู่ในสังคมของตนเอง

- หลายคนได้รู้จักเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้น ได้พูดคุยถามไถ่ ปรับทุกข์ ฝากบ้าน มีการช่วยเหลือแบ่งปันกันในชุมชน ได้เห็นน้ำใจของกันและกันทั้งที่เวลาปกติเราอาจได้แค่เดินสวนกันหรือยิ้มทัก ทายกัน

- ได้เห็นน้ำใจของคนไทยในสังคมที่แม้ไม่รู้จักกันแต่ยังแสดงน้ำใจให้ความช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก ไม่ว่าจะเป็นการให้อาศัยรถในการเดินทาง การบริจาคเงินและสิ่งของรวมถึงการช่วยบรรจุของเพื่อเตรียมส่งให้ผู้ประสบภัย การประสานงานและการช่วยเหลือคนในพื้นที่ ทั้งที่ผู้คนเหล่านี้ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ากันมาก่อน แต่ทุกคนก็มีน้ำใจพร้อมที่จะช่วยเหลือแบ่งปันกันในภาวะเช่นนี้

หน้า 2/color]


หัวข้อ: "คณะรัฐมนตรี"ไฟเขียวติดดาบ"กรมสอบสวนคดีพิเศษ"เพิ่มเติมอีก 9 คดีพิเศษ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 23:11:44
"คณะรัฐมนตรี"ไฟเขียวติดดาบ"กรมสอบสวนคดีพิเศษ"เพิ่มเติมอีก 9 คดีพิเศษ
วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:10:36 น.
 
นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติมตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติมตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 เพื่อกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติม ดังนี้
 
1. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
2. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
3. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
4. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยแร่
5. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
6. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง
7. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย
8. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยา
9. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร


หัวข้อ: สำนวนคดี ฮิโรยูกิ สะท้อน ประสิทธิภาพ อภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 23:22:51

สำนวนคดี ฮิโรยูกิ สะท้อน ประสิทธิภาพ อภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์
วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:00 น.
 
(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2554)

 
เหตุปัจจัยอันใดทำให้การเสียชีวิตของ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 จึงมีบทบาทและทรงความหมายสูงยิ่งทางการเมือง

1 เพราะว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจและทรงอิทธิพลเป็นอย่างสูงทั้งระดับโลกและระดับเอเชีย

1 เพราะว่าเขาเป็นช่างภาพในสังกัดของสำนักข่าวรอยเตอร์

สำนักข่าวรอยเตอร์เป็นสำนักข่าวเก่าแก่ได้รับการยอมรับนับถือไม่เฉพาะในยุโรป อเมริกา หากถือได้ว่าเป็นที่ยอมรับระดับโลก

การเป็นช่างภาพทรงความหมายอยู่แล้วในทางสากล การเป็นช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์ และการเป็นช่างภาพอาชีพชาวญี่ปุ่น ทำให้สถานะของ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ไม่ธรรมดาในสายตานานาชาติ

จึงไม่เพียงแต่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเท่านั้นที่ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

หากประการสำคัญยิ่งกว่านั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ ก็ยังให้ความสนใจถึงกับว่าจ้างให้นักสืบเอกชนเสาะหาข้อมูลและจัดทำเป็นรายงานลับ

ขณะเดียวกัน การสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ยังสะท้อนจิตสำนึกของรัฐบาลไทยอย่างสำคัญ

นับแต่ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ เสียชีวิตในปี 2553 มีการเคลื่อนไหวในลักษณะ "กดดัน" จากญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องและอย่างเป็นทางการ

รัฐมนตรีต่างประเทศถึงกับเดินทางมาคารวะในจุดที่เสียชีวิต

ขณะเดียวกัน ตัวแทนระดับอัครราชทูตพร้อมกับทูตทางด้านตำรวจยังถือเป็นภาระหน้าที่ต้องเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างไม่ลดละ

ไม่ว่าจะยุคของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ทั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ทั้ง นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ล้วนได้รับการทวงถาม

ทวงถามความคืบหน้าอย่างนอบน้อมเยี่ยงสุภาพบุรุษบูชิโด

ต่อเนื่องจากวันที่ 10 เมษายน 2553 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2554 ไม่มีความคืบหน้าในรูปคดี ทุกอย่างยังเป็นความดำมืด

กระทั่งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าบริหารประเทศในเดือนสิงหาคม 2554

เดือนกันยายน 2554 เริ่มมีการส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพจากกรมสอบสวนคดีพิเศษให้มาอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจนครบาล พอถึงวันที่ 16 ธันวาคม สำนวนคดีชั้นสูตรพลิกศพ นายฮิโรยูกิ ยามาโมโตะ จึงส่งถึงมืออัยการ

3 เดือนเศษในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทุกอย่างก็เรียบร้อย

มีเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกดังมาจากมหานครโตเกียว สะท้อนผ่านคำขอบคุณจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงเทพมหานคร

แม้ว่าสำนวนคดีจะยังไม่ได้ส่งฟ้องร้องต่อศาลสถิตยุติธรรม

กระนั้น หากเปรียบเทียบกับความล่าช้า อืดอาด เหมือนเรือเกลือ อันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

3 เดือนเศษย่อมเป็นความเรียบร้อยหากวางคู่กับ 1 ปีเศษ

ความเชื่อประการหนึ่งในวงการยุติธรรม คือ ความยุติธรรมที่ล่าช้าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เป็นโทษอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะต่อบรรดาญาติสนิทมิตรสหายของผู้ตาย ของผู้สูญเสีย

ไม่ว่าจะเป็นผู้สูญเสียชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้สูญเสียชาวญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้สูญเสียชาวอิตาเลียน เขาอยู่ในสถานะเดียวกัน

คือ ผู้ถูกกระสุนปืนเด็ดชีวิต พรากวิญญาณ

คำขอบคุณจากรัฐบาลญี่ปุ่นต่อรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ เพราะเท่ากับกระบวนการยุติธรรมไทยได้ช่วยลดขึ้นตอนความกังขา ข้องใจอันดำรงอยู่ให้หดสั้นและดำเนินไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ย่อมเป็นการเปรียบเทียบกับกระบวนการในยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

มีความสงสัย มีความแคลงใจ ในภาวะผู้นำ ในประสิทธิภาพของการบริหารจัดการบ้านเมือง

เป็นความสงสัย แคลงใจ ในเชิงเปรียบเทียบระหว่างการบริหาร 2 ปีเศษ ของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับระยะเวลาเพียง 3 เดือนเศษ ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

คำตอบอันเด่นชัด 1 คือ สำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ชาวญี่ปุ่น


หัวข้อ: น่าอับอายแทนประเทศไทย?
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 23:27:13
น่าอับอายแทนประเทศไทย?
วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:00 น.
 
 


โดย ณัฏฐ์ หงษ์ดิลกกุล นักศึกษาปริญญาเอก คณะเศรษฐศาสตร์, Simon Fraser University

เหมือนเช้าทุกๆ วัน เมื่อผมตื่นขึ้นมาเมื่อวานสิ่งแรกๆ ที่ผมจะทำก็คือเปิดเฟซบุคเพื่อดูความเคลื่อนไหวและข่าวสารต่างๆ ตลอดวันในเมืองไทย และประเด็นร้อน ที่เพื่อนบนเฟซบุคของผมพร้อมใจกันแชร์ ก็คือคลิปการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายกฯ และ Hillary Clinton จาก youtube พร้อมกับคำโปรยต่างๆ นานา จับความได้ว่า "นายกฯ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่อง น่าอับอายแทนประเทศไทย ฯลฯ"
 
เมื่อฟังคำวิจารณ์เหล่านี้ผมก็เกิด "คัน" ขึ้นมา นึกสนุกอยากทดสอบว่าถ้าให้คนต่างชาติฟังเขาจะฟังรู้เรื่องกันกันรึเปล่า จึงทดสอบโดยการแชร์คลิปการแถลงข่าวร่วมนั้น และตั้งคำโปรยเพื่อเชิญเพื่อนซึ่งไม่ใช่คนไทยให้มาดูคลิป แล้วตอบว่าเข้าใจที่นายกฯ แถลงรึไม่

ผมทิ้งแชร์เอาไว้หนึ่งวัน มีเพื่อนมาตอบทั้งหมด 6 คน เกือบทั้งหมดใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก และมิได้มีเพื่อนเป็นคนไทยนอกจากผมเท่านั้น (นั้นหมายความว่าไม่ได้คุ้นเคยกับสำเนียงแบบไทยๆ)   ทุกคนตอบเป็นทิศทางเดียวกันว่า "เข้าใจแถลงการณ์ที่นายกฯ พูดได้เป็นอย่างดี มีปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น" เช่น บางคนตอบว่าเข้าใจ 95% บางคนตอบว่าไม่เข้าใจเฉพาะช่วงต้นๆ ของสุนทรพจน์ แต่โดยรวมเข้าใจได้ดี
 
จากผลการทดสอบนี้ รวมกับข้อสังเกตของผมเอง ผมขอสรุปดังนี้ครับ
 
1)      เป็นความจริงที่ว่าอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้นเพราะอดีตนายกฯ ใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นระยะเวลานานกว่า (แต่แน่นอนว่าแม้แต่อดีตนายกฯ ก็ยังมีสำเนียงไทย เมื่อพูดภาษาอังกฤษเช่นกัน)
 
2)      แต่จากผลการทดสอบก็ยืนยันว่าคนต่างประเทศสามารถเข้าใจสุนทรพจน์ของนายกฯ ได้ ฉะนั้นภาษาอังกฤษของนายกฯ ถือว่าไม่มีปัญหาครับ มาตรฐานการพูดภาษาอังกฤษในปัจจุบันนั้นถือ จุดประสงค์สำคัญคือการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ ส่วนการพูดติดสำเนียง (accent) นั้นมิได้ถือเป็นปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นธรรมชาติที่เมื่อภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาสากลมากกว่าภาษาประจำชาติ การพูดติดสำเนียงจึงถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งท่ามกลางกระแสค่านิยมการไม่เลือกปฏิบัติ (nondiscrimination) ด้วยแล้ว มาตรฐานในโลกตะวันตก (อย่างน้อยก็เป็นมารยาทในสังคม) คือ การพูดติดสำเนียงไม่เป็นปัญหา แต่การดูถูกคนที่พูดติดสำเนียงนั่นแหละเป็นปัญหา
 
3)     ย้อนกลับมาดูวิถีปฏิบัติของประเทศไทยเราเองบ้างก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมหลายๆ คนถึง "อายแทนประเทศไทย" กับกรณีการพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยของนายกฯ คนไทยเรายังยึดค่านิยมว่า "สำเนียงกลางเท่านั้นที่ถูกต้อง" อย่างแข็งขัน เราเห็นตลกล้อเลียนภาษาไทยสำเนียงอื่นบ่อยครั้ง และที่แน่ๆ เราจะไม่มีทางได้เห็นพิธีกร ผู้ประกาศข่าว หรือแม้แต่นักแสดงพูดด้วยสำเนียงอื่นนอกจากสำเนียงมาตรฐานเลย (ยกเว้นมุ่งให้เกิดความตลก) น่าสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนกรุงเทพฯ เอาวิธีวัด "ความถูกต้องทางภาษา" เช่นนี้ไปขยายผลกับ "ความถูกต้อง" ในกรณีอื่นๆ ด้วย
 
4)      ถ้าจะเอาประเด็นเรื่องสำเนียงการพูดไปตัดสินคุณสมบัตินายกฯ ยิ่งไม่สมเหตุสมผลมากขึ้นไปอีกครับ ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันแล้ว ประธานาธิบดีหู จิ่น เทา ของจีนสอบตกการเป็นประธานาธิบดี ตั้งแต่อยู่ที่มุ้งเลยครับ เพราะท่านมิได้พูดภาษาอังกฤษแม้แต่คำเดียวในพิธีการที่ต้องเกี่ยวข้องกับต่างชาติ ท่านจะใช้ล่ามตลอด แต่ประธานาธิบดีหู ก็ยังเป็นที่ยอมรับของคนจีนจำนวนมาก แน่นอนว่าการพูดภาษาอังกฤษได้แบบไม่ติดสำเนียงเลยย่อมถือเป็น "โบนัส" แต่จะถือเป็นคุณสมบัติจำเป็นของนายกฯ ไม่ได้ครับ
 
5)      สุดท้ายแล้ว จากมุมมองที่คนต่างประเทศ เขาไม่ได้เห็นว่าสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์พูดไปในการแถลงการณ์ร่วมนั้นเป็นสิ่งที่น่าอับอายของประเทศไทยเลย "ความน่าอับอาย" นั้นเป็นสิ่งที่คนไทย "คิดไปเอง" โดยการเอาค่านิยมของตัวเองเป็นตัวตั้งครับ
 
At Vancouver, Canada, Nov 18, 2011, 5:42 pm (GMT -8:00)
 
ป.ล. ตามไปดูผลการทดสอบได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้ครับ

http://www.facebook.com/natt.hongdilokkul/posts/312848618725340


หัวข้อ: รู้จักศัพท์ใหม่"ดอยของ" เกิดอะไรขึ้นที่ "ศูนย์พักพิงฯ มธ.?"และ "สงครามแฉ!" ในเว็บบอร
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 23:31:43
รู้จักศัพท์ใหม่"ดอยของ" เกิดอะไรขึ้นที่ "ศูนย์พักพิงฯ มธ.?"และ "สงครามแฉ!" ในเว็บบอร์ด
วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 16:59:47 น.
 

กลายเป็นประเด็นทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ ในโลกโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กไปแล้ว สำหรับกรณีที่มีการโต้ตอบกันไปมาของอาสาสมัคร ศูนย์พักพิงช่วยเหลือผู้ประสบภัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต   ที่มีการพูดถึงการหยิบนำของที่ประชาชนบริจาคมาไปใช้เป็นของตัวเอง  โดยเฉพาะพวกเสื้อผ้า สิ่งของ  ที่อยู่ภายในศูนย์พักพิงภายหลังจากที่ทางศูนย์ฯมธ. ปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมเนื่องจากน้ำได้ท่วมเต็มพื้นที่

ประเด็นดังกล่าวนี้ ถูกเปิดเรื่องมาจากเว็บไซต์พันทิบ  โดยผู้ที่ใช้ ID.ชื่อว่า  "ของเล่นเศรษฐี"  ได้เขียนกระทู้ในห้องศาลาประชาคม  ในหัวข้อ  " ชีวิตอาสาสมัคร ณ ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ตอนที่1) "  เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา  โดยมีการโพสต์รูปถ่าย  และเขียนข้อความการไปใช้ชีวิตเป็นอาสาสมัคร ของเจ้าของกระทู้ รวมถึงการทำงานในจุดต่างๆ ของอาสาสมัครคนอื่นๆ ภายในศูนย์พักพิงฯ มธ. ที่ตัวเขาเองเข้าไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 ต.ค. กระทั่งปิดศูนย์ฯเมื่อ 28 ต.ค. จำนวนหลายสิบภาพ  ซึ่งตอนแรกๆ มีสมาชิกเว็บไซต์พันทิบเข้าไปแสดงความเห็นชื่นชม จากนั้นก็มีผู้เข้าไปตอบโต้ถึงการสร้างภาพ ไม่ทำงานของ "ของเล่นเศรษฐี" และเริ่มมีการชี้แจง ตอบโต้กันไปมา

ต่อด้วยมีผู้ใช้ ID. ในชื่อ Beamzter  เขียนกระทู้ขึ้นมาเมื่อวันที่ 18 พ.ย.  ในหัวข้อ "เรื่องเล่าอีกมุมหนึ่งจากอาสาสมัคร... ถึง พี่เปา,, ฝ่ายประสานงาน,, อาจารย์,, สยามพารากอน"  ในห้องโต๊ะข่าว  ซึ่งเป็นการบ่นถึงการทำงานในฐานะอาสาสมัคร ซึ่งตัวเขาเองเป็นฝ่ายคลังมธ.  และความไม่พอใจในส่วนต่างๆ รวมถึงพาดพิงเนื้อหาส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่  กระทู้ของ "ของเล่นเศรษฐี" ซึ่งมีชื่อเล่นว่า เปา พร้อมทั้งมีการแฉว่า  นายเปา   หยิบนำของบริจาค จำพวกเสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ  ขึ้นเรือติดตัวไปเป็นของตัวเอง   รวมถึงไม่ทำหน้าที่อาสาสมัครเท่าที่ควรเพราะมัวแต่ถ่ายรูป  ซึ่งเนื้อหารายละเอียดยาวมาก พร้อมกับโพสต์รูปถ่ายที่เป็นภาพนายเปายืนหันหลังแล้วรอบตัวมีกล่องใส่สิ่งของ ที่ระบุว่า เป็นของบริจาคเพื่อรอเรือมารับซึ่ง   Beamzter   เขียนยอมรับว่า ของที่เห็นทั้งหมดไม่ใช่ของนายเปาเพียงคนเดียวแต่เป็นของอาสาสมัครคนอื่นๆที่ฝากให้เฝ้าไว้
 

ต่อมาวันที่ 20 พ.ย. นายเปา คนที่ถูกกล่าวหา ก็มาขึ้นกระทู้ตอบโต้  Beamzter   ในหัวข้อ  "จากพี่เปา ถึง ฝ่ายคลัง มธ. ประเด็น "ทำไมอาสาสมัคร มธ. ต้องแยกเสื้อผ้าแบรนด์เนมเก็บใว้ต่างหาก?" โดยเริ่มต้นเขียนว่า  " จะเห็นได้ว่า จขกท. ออกมายอมรับว่ามีการ "ดอย" ของบริจาค ...คำว่า "ดอย" หมายถึงการ ขโมยแบบน่ารักๆเงียบๆ ผมได้ยินคำนี้มาจากอาสาสมัครคนนึง บนเวทีอาคาร บร.4 "   รวมถึงชี้แจงถึงข้าวของที่ปรากฎในภาพที่ Beamzter   นำมาโพสต์ ก่อนหน้านี้ โดย นายเปา ที่ใช้ชื่อID.ของเล่นเศรษฐี ได้ เขียนข้อความว่า ส่วนหนึ่งในกระทู้ว่า
 

"ทันใดนั้นเอง หลังจากผมส่องไฟไปบนเวทีที่ใช้เก็บเสื้อผ้า ผมได้ยิน อาสา มธ. คนนึงตะโกนด้วยความดีใจว่า ...
 
"เจอแล้ว กล่องเสื้อผ้า Dapper!!!" ผมก็มองๆไปเรื่อยๆ จากนั้นก็เห็นเค้ารื้อของออกมาเช็คว่าในนั้นมีอะไรบ้าง และ ...

เหมือนเค้ากำลังจะเอาไป ไม่ทันขาดคำ ก็มีคนอื่นๆไปช่วยรื้อ พร้อมกับเรียกผมเข้าไปส่องไฟ เพื่อช่วยดูขนาดเสื้อผ้าที่ตัวเองจะเลือก

ผมก็เข้าไป จากนั้นคำว่า "ดอย" ก็เรื่อยได้ยืนบ่อยขึ้นเรื่อยๆ "ดอยของ", "เรามาขึ้นดอย" และอื่นๆ เป็นระยะ
(รวมถึงตัวผมเอง ถึงตอนนั้นก็ต้องพูดคำว่า "ดอย" ไปด้วยเช่นกัน เพราะคนส่วนใหญ่ทำกัน "ทั้งวัน" ไม่ว่าจะเสื้อ รองเท้า หมวก กระเป๋า ฯลฯ)
 
หลังจากนั้นทุกคน "เกิน10คน" จะมีกระเป๋าที่ไป "ดอย" มาเป็นของตัวเองใว้ใส่เสื้อผ้าและของต่างๆ
บางคนก็มีหมวกใส่กันแดดบนหัว (อันนี้ผมไม่ว่าอะไร ถือว่า "ดอย" มาแล้วยังได้ใช้ประโยชน์ทันที)

ส่วนผมยอมรับว่าเดินหา กระเป๋า ใส่ของนานอยู่เหมือนกัน ก็ประกฏว่าไม่เจอกระเป๋าเหลือแล้วเพราะ อาสา มธ. "ดอย" ไปหมดแล้ว

ผมก็เอาประเป๋าผ้าใบลายม้าลายขาวดำ ตามรูป ... ใส่ของที่ผม "ดอย" มาเหมือน อาสา มธ. คนอื่นๆ ลงในกระเป๋า

ปรากฏว่า เพื่อนผมหลายคน ที่ไปก็เอาของมาฝากเช่นกัน กระเป๋ามันเลยดูใหญ่กว่า อาสา มธ. คนอื่นๆ"

โดยท้ายกระทู้นายเปาได้ลงชื่อเต็มของตัวเอง ระบุว่า ขอบคุณทุกคนที่รับฟังครับ   นิพิฐพนธ์ พิชัยเดชพงศ์ (ม.มหิดล) "
 
 
 

ซึ่งประเด็นนี้ส่งผลให้ในเว็บไซต์ ดราม่า  สำนักข่าวที่เสือกสาระแนแม่ยิ้มที่สุดในประเทศไทย www.drama-addict.com  นำประเด็นดังกล่าวที่มีการตอบโต้กันไปมา ขึ้นพาดหัวเลียนแบบคล้ายหนังสือพิมพ์ว่า "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันลักประชาชน" พร้อมกับมีการนำกระทู้จากทั้งของ "ของเล่นเศรษฐี" และ " Beamzter " มาแตกประเด็น และแสดงความคิดเห็นเป็นช็อตๆ ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมายทั้งจากเว็บไซต์เองและจากในเฟซบุ๊ก Drama-addict  ต่อมาก็มีผู้ที่ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า  Waw Daw    ที่อ้างตนเป็น หัวหน้าฝ่ายคลัง    มธ. มาชี้แจงประเด็นที่มีการตั้งคำถามกับอาสาสมัครของมธ. เรื่องของบริจาคด้วย 
 
ประเด็นดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นเรื่องเป็นราวอย่างมากในเว็บบอร์ดต่างๆของสังคมโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค    เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.  วันที่ 21 พฤศจิกายน  ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ จึงได้โทรศัพท์สอบถามข้อเท็จจริงกับ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล  ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งก็ได้รับคำชี้แจงว่า   โดยหลักการแล้ว ศูนย์พักพิงฯมธ. นั้น  อนุญาตให้อาสาสมัครช่วยงาน สามารถนำเสื้อผ้า ที่ได้รับการบริจาคจากประชาชนไปใส่ได้ชั่คราว  เนื่องจากอาสาสมัครหลายๆคนไม่ได้กลับบ้าน   และบางคนก็บ้านถูกน้ำท่วม  รวมถึงต้องมาช่วยงานทุกวัน  ซึ่งเมื่อมีการนำไปใช้แล้ว ก็ให้มีการซักแล้วนำไปบริจาคต่อ ให้กับประชาชนที่เดือดร้อนขาดแคลนต่อก้เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาลักหรือดอยตามที่มีการกล่าวหากันอย่างใด

 ส่วนเรื่องที่มีการโต้ตอบกันไปมา เรื่องการลักของบริจาคภายในศูนย์ฯ  บนเว็บบอร์ดของ เว็บไซต์พันทิบ นั้น    ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงฯมธ. กล่าวว่า ตนเพิ่งทราบเรื่องเมื่อเช้า และก็ได้ทำการหาเบอร์โทรศัพท์ไปพูดคุยกับทั้ง นายเปา ที่ใช้ชื่อ"ของเล่นเศรษฐี" กับ  "Beamzter" ฝ่ายคลังมธ.ที่มาตอบโต้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสรุปได้ว่า ทั้งสองเข้าใจสื่อสารกันคลาดเคลื่อน  ไม่เคยมีการพูดคุยกันซึ่งๆหน้า มีแต่ตอบโต้กันทางเว็บบอร์ดเท่านั้น  โดยทั้ง 2 ฝ่าย ได้ขอโทษในเรื่องที่เกิดขึ้น  พร้อมยอมรับกับตนว่า  รู้สึกไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของคนที่ไปโพสต์วิจารณ์ตอบโต้กันไปมาเท่านั้น  ด้านนายเปาก็ยอมรับว่า เขาได้นำเสื้อผ้าที่ได้รับการบริจาคมาไปใส่จริง แต่เพื่อการทำงาน  เพราะเขามาช่วยงานทุกวันไม่ได้กลับบ้านเลย  ส่วนข้าวของอื่นๆที่ปรากฎในรูปถ่ายที่มีนายเปายืนอยู่นั้นก็ระบุไม่ได้ว่า เป็นของที่นายเปาเอาไปทั้งหมด เพราะบางส่วนอาจเป็นของเจ้าตัวจริงๆและบางส่วนก็เป็นของอาสาสมัครคนอื่นๆ
 
ดร.ปริญญากล่าวต่อว่า   ในเรื่องที่นายเปามีการตอบโต้ว่า นักศึกษามธ.ที่เป็นอาสาสมัครก็มีการคัดเอาเสื้อผ้ายี่ห้อดังๆไปใช้นั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับ อาสาสมัครบางคนเห็นของมียี่ห้อสวยงามก็อยากจะเอาไปใช้บ้าง แต่นั่นเป็นเพียงคนส่วนเล็กน้อย ซึ่งตามที่ตกลงเมื่อทุกคนได้กลับไปบ้านแล้วต้องนำเสื้อผ้าไปบริจาคต่อ  ทั้งนี้  จากการสอบถามกับนักศึกษาฝ่ายคลังก็ได้รับการชี้แจงว่า มีการแยกพวกเสื้อผ้าแบรนด์เนมเอาไว้ต่างหาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซึ่งอาจจะมีการปะปนรวมๆ กันอยู่บ้าง   และจะมีการนำไปบริจาคต่อ ซึ่งต้องยอมรับว่า พวกเสื้อผ้าเป็นของบริจาคที่มีมากที่สุดในศูนย์ฯมธ. และขณะนี้ก็ยังไปบริจาคไม่หมด เพราะเยอะมากและคัดแยกลำบาก ทั้งๆที่เราพยายามกระจายสิ่งของออกตลอด ส่วนข้าวของเครื่องใช้อื่นๆได้กระจายไปยังศูนย์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว และเมื่อเสื้อผ้าไปบริจาคไม่หมด จากนี้ไปเมื่อน้ำลดทางมหาวิทยาลัยก็จะนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนผู้ประสบภัยหนาวต่อไป

ขณะที่ กรณีกล่องเสื้อผ้า ยี่ห้อ  Dapper  ที่มีปัญหา ถูกระบุว่า  อาสาสมัครมธ.มีการคัดเก็บไว้เป็นของตนเองนั้น   ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงฯมธ.  ก็ชี้แจงว่า ในส่วนนี้จากการสอบถามนักศึกษาก็ได้รับข้อมูลว่า   ได้รับบริจาคมาที่หลัง หลังจากศูนย์พักพิงใน ยิมเนเซี่ยม 1  ของมธ.เต็ม  ฝ่ายคลังเขาก็ได้  ขนเอาไปเก็บที่ บร.4   และเมื่อ มธ.ปิดศูนย์ฯ ไปแล้ว  ต่อมาก็มีการนำไปไว้ที่ศูนย์รับบริจาค ห้างสรรพสินค้า สยามพารากอน ทั้งหมดแล้ว

"เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการสื่อสารที่ไม่เข้าใจของคนทั้ง 2 ฝ่าย เอง ที่อาจมีเรื่องบาดหมางใจกันมาก่อน ไม่ชอบใจกัน จึงวิจารณ์ตอบโต้กันไปมา  เป็นธรรมชาติของคนในเว็บบอร์ดที่ต้องขัดแย้ง เขียนข้อมูลฝ่ายเดียว  สุดท้ายแล้ว นายเปาเองเขาก็ยอมรับว่าตัวเขาเองเข้าใจข้อมูลคลาดเคลื่อน จึงได้เขียนกระทู้ตอบโต้รุนแรง และไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด เพียงแต่คิดและเข้าใจไปเอง   รวมทั้งยอมรับว่าเอาเสื้อผ้าไปใส่จริง  แต่จากนี้เขาก็จะนำไปบริจาคต่อ   ส่วนที่ว่าอาสาสมัครคัดเอาเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรือเสื้อผ้าดีๆไปใส่ก็มีบ้าง แต่น้อยมาก อาจมีการหยิบเอาของที่ชอบไปใช้แต่ยืนยันไม่ใช่การลักอย่างแน่นอน คำว่าลัก หรือดอย ไม่ว่าคำไหนก็เป็นคำที่รุนแรงทั้งนั้น  แต่พวกเขาไม่ได้เอามาเป็นสมบัติของตัวเอง เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายเราก็ได้บอกแล้วว่า เมื่อนำไปใช้ให้ซักคืนแล้วนำไปบริจาคต่อ  เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กไม่ควรจะทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นแค่เรื่องของคนบางคน  ดังนั้นเราจึงขอย้ำว่า เสื้อผ้าที่อยู่ในศูนย์ฯเราอนุญาตให้อาสาสมัครนำไปใส่ได้และค่อยนำไปบริจาคต่อ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ ได้เคลียร์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีอะไรแต่อย่างใด เรื่องนี้ไม่มีอะไรแล้ว " ดร.ปริญญา ทิ้งท้าย

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1321869129&grpid=01&catid=02&subcatid=0202


หัวข้อ: จัดโผผู้ว่าฯ 16 จังหวัด จับตาอำนาจพิเศษล้วงลูก ?
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 23:43:33
จัดโผผู้ว่าฯ 16 จังหวัด จับตาอำนาจพิเศษล้วงลูก ?
วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 12:24:20 น.
 

นายยุงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการเสนอรายชื่อผู้ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ที่ว่างอยู่อีก 16 ตำแหน่ง ว่าจะยังไม่มีการเสนอรายชื่อในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ เพราะยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสม และคาดว่าจะสามารถเสนอรายชื่อได้ในการประชุม ครม. ในวันที่ 27 ธันวาคม
 
 
รายงานแจ้งว่า การเสนอรายชื่อแต่งตั้ง ผวจ. เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ที่ต้องเลื่อนออกไปนั้นทั้งที่กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาคัดเลือกรายชื่อครบ 16 ตำแหน่ง ตามตำแหน่งที่ว่างแล้ว เนื่องจากได้มีการส่งรายชื่อไปยังนายชานนท์ สุวสิน และ นายสาโรจน์ หงษ์ชูเวช คนใกล้ชิด พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบรายละเอียดและเป็นการลดข้อครหาที่เคยเกิดขึ้นว่า นายยงยุทธไม่ปฎิบัติตามคำของของ สส.ในพรรคเพื่อไทย เชื่อว่า กรณีนี้จะสามารถขจัดความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทยได้
 
 
 
ล่าสุด มีบทวิเคราะห์ เรื่อง "จัดโผผู้ว่าฯ"  เขียนโดย สิงห์แดง น้ำเงิน  อยู่ใน มติชน หน้า 6
 
การแต่งตั้งผู้ว่าฯในปีนี้ ล่าช้ากว่ากำหนด อาจเป็นเพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาล และผู้มีอำนาจกำลังสาละวนอยู่กับการแก้ปัญหาอุทกภัย
 
 
ตำแหน่งผู้ว่าฯว่างอยู่ 16 จังหวัด ผู้ตรวจกระทรวงอีก 3 ตำแหน่ง รวม 19 ตำแหน่ง
 
 
รองผู้ว่าฯ รองอธิบดี ที่เข้าหลักเกณฑ์และมีสิทธิสอบคัดเลือกประเมินผล ส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งมาแล้ว ตั้งแต่ 3-7 ปี เหลือเวลาราชการมากกว่า 1 ปี ทั้งหมด 73 คน
 
คนที่ได้รับการแต่งตั้ง ความรู้ความสามารถคงแตกต่างกันไม่มากนัก แต่ที่สำคัญมากคือพวกใคร เส้นใครมากกว่า
ข่าวว่ามีการแบ่งโควตา ออกเป็น 5 กลุ่มคือ โควตากลาง โควตาภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้
 
เริ่มที่โควตากลาง จะเป็นรองอธิบดี มีด้วยกัน 4 คน คือ
 
บุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง เคยเป็นผู้ว่าฯมุกดาหารมาก่อน โดนพิษเผาศาลากลางจังหวัด ต้องเข้ามาเป็น รองอธิบดี ได้แรงหนุนจากหมอสุชัย เจริญรัตนกุล คงได้ออกไปเป็นผู้ว่าฯอีกครั้ง
 
บุญเชิด คิดเห็น รองอธิบดีกรมที่ดิน ศิษย์รักรองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง และ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ มีความกล้าในการบริหารจัดที่ดิน จะได้เป็นผู้ว่าฯตั้งแต่ท่านเฉลิมเป็น มท.1 แต่พลาดไปเพราะเปลี่ยน มท.1 เสียก่อน เที่ยวนี้ได้แน่ 100% และได้ไปอยู่ในจังหวัดที่ดินราคาแพงคือ ภูเก็ต
 
 
ฉัตรป้อง ฉัตรภูติ รองอธิบดีกรมป้องกันสาธารณภัย แสดงฝีมือเป็นที่ประจักษ์เมื่อครั้งเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ รับผิดชอบการจัดซื้อสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งหมด จนเป็นที่พอใจของนาย
 
มณฑล สุดประเสริฐ รองอธิบดีกรมโยธาและผังเมือง มีความสามารถในการประสานประโยชน์ จัดการสร้างเขื่อนกันตลิ่งริมแม่น้ำโขง เที่ยวนี้โผมีแน่ แต่กล้าตั้งหรือไม่ ไม่แน่ใจ เนื่องจากเป็นรองอธิบดีแค่สองปี
 
 
วีระวัฒน์ ชื่นวาริน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สายภูมิใจไทย คนมหาดไทยส่วนใหญ่ คิดว่า จะโดนแป้ก แต่ด้วยฝีมือจัดสรรงบประมาณท้องถิ่น ประสานผลประโยชน์ทุกฝ่ายลงตัว กลับได้ดีในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
 
 
โควตาภาคเหนือ เป็นถิ่นของพรรคเพื่อไทย ที่ทุกคนเฝ้าจับตามองกันว่าน่าจะได้มากถึง 5 คน ก็เป็นไปตามคาด
ไล่เรียงมาจากเหนือสุด แม่ฮ่องสอน มีรองผู้ว่าฯ 2 คน ทวีศักดิ์ วัฒนธรรม อาวุโสมาก คนเสื้อแดงภาคเหนือให้การสนับสนุน
 
ส่วน ธานินทร์ สุภาแสน อาวุโสน้อยกว่า แต่เป็นเพื่อนเจ๊แดง เลยต้องดึงเข้าป้ายทั้งสองคน
 
นฤมล ปาลวัฒน์ รองผู้ว่าฯเชียงใหม่ เจ้าแม่เชียงใหม่ชอบและยอมรับในฝีมือ ครั้งนี้นอนมาม้วนเดียวจบ
 
วุฒิสิทธิ สุราษฎร์ รองผู้ว่าฯตาก เป็นรองผู้ว่าฯ 7 ปีแล้ว อาวุโสทำงานดีฝีมือเด็ดขาด รอบจัดในทุกด้าน จะได้เป็นผู้ว่าฯตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เนื่องจากเคยขัดแย้งกับท่านรองนายกฯสุเทพ เลยไม่ได้เป็น ครั้งนี้ โดยการอุ้มชูของ ก่อแก้ว พิกุลทอง ขึ้นผู้ว่าฯตากอย่างสบายๆ
 
คณิต เอี่ยมระหงษ์ รองผู้ว่าฯอุตรดิตถ์ ด้วยการผลักดัน รมต.สำนักนายกฯ กฤษณา สีหลักษณ์ และ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุตรดิตถ์ ขึ้นเป็นผู้ว่าฯอุตรดิตถ์
 
โควตาภาคอีสาน ได้ส่วนแบ่งเพียง 3 คน
 
วิเชียร จันทรโณทัย รองผู้ว่าฯสุรินทร์ ขณะนี้ช่วยราชการอยู่กับ อารี ไกรนรา เลขาฯ มท.1 รับผิดชอบจัดการการเงินหลายเรื่อง แต่ที่กล่าวขานคือการจัดมวยการกุศลในรามฯ เที่ยวนี้ได้ไปเป็นผู้ว่าฯสุรินทร์
 
สุรพล แสวงศักดิ์ รองผู้ว่าฯหนองคาย ในสมัยเนวินคุมมหาดไทย เข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้านการปกครอง 10 เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ทุกคนคิดว่าจะตกกระป๋อง ไม่รู้ไปทำเอาท่าไหน มีโทร.นอกประเทศ ขอให้เป็นผู้ว่าฯ
 
อนุกูล ตังคณานุกูลชัย รองผู้ว่าฯขอนแก่น เติบโตมาทางสาย บุรีรัมย์ ครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนที่เป็นลูกเขยซีพี วัฒนา เมืองสุข ได้เป็นผู้ว่าฯ
 
โควตาภาคกลาง ได้ 3 ตำแหน่ง
 
นิมิต จันทร์วิมล รองผู้ว่าฯนครปฐม ขึ้นเป็นผู้ว่าฯนครปฐม ตามข้อเสนอของเจ้าถิ่น ถือว่าโชคดีมาก เพราะเป็นจังหวัดใหญ่
 
ชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณะ รองผู้ว่าฯกาญจนบุรี ได้เป็นผู้ว่าฯกาญจนบุรี
 
เนื่องจากเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ ณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ ช่วยเหลืออยู่ข้าง สันทัด จีนาภักดิ์ แห่งพรรคภูมิใจไทย ส่วนรองชัยวัฒน์ ช่วยเหลือ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต แห่งพรรคเพื่อไทย หลังศรชัยชนะ เลือกตั้ง...ผู้ว่าฯก็ต้องไปเป็นผู้ตรวจกระทรวง ส่วนรองผู้ว่าฯรับรางวัล ขึ้นเป็นผู้ว่าฯแทน
 
อภินันท์ จันทรังษี รองผู้ว่าฯประจวบ ได้รับแรงสนับสนุนจากพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงปฏิเสธไม่ได้
 
 
โควตาภาคใต้ 3 ตำแหน่ง ดูไบมอบให้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา สรรหา ยุติได้ว่า
 
เหนือชาย จิระอภิรักษ์ รองผู้ว่าฯสตูลขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯสตูลแทน ด้วยแรงหนุน ของ ภูมิธรรม เวชยชัย
 
ประมุข ละมุล รองเลขาฯ ศอ.บต. หลายฝ่ายให้การสนับสนุน แต่ที่แน่ๆ ด้วยข้อเสนอของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ผอ.ศอ.บต. จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผ่านขึ้นเป็นผู้ว่าฯยะลา ลอยลำ
 
วิทยา พานิชพงศ์ รองผู้ว่าฯยะลา เป็นคนดีอาวุโสมาก รมต. วันนอร์ และทหารในพื้นที่ให้การสนับสนุน
 
 
ก่อนหน้านี้ ในที่ประชุมพรรค ส.ส.ได้ซักถาม มท.1 ว่าทำไมปล่อยให้ ธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าฯสุราษฎร์ฯ,
ตรี อัครเดชา ผู้ว่าฯภูเก็ต, ระพี ผ่องบุพกิจ ฯลฯ คนของพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ยังลอยนวล ไม่ย้ายไปเป็นผู้ตรวจกระทรวง
 
 
คำตอบ คือ รู้มั้ยว่าเป็น คำสั่งของใคร
 
การแต่งตั้งในครั้งนี้ ผู้ว่าฯดังกล่าวต้องหนาวๆ ร้อนๆ อีกครั้ง
 
หลังจากมติ ครม.แต่งตั้ง ผวจ.ออกมา ก็ลองตรวจสอบว่า ตรงกับโผที่เล็ดลอดมานี้หรือไม่
 
ถ้าตรงกัน ทำให้เห็นว่าในยุคเจ้าคุณ น.หนู คุมกระทรวงมหาดไทย ถูกกล่าวหาว่า การแต่งตั้ง เล่นพรรคเล่นพวก ทำให้กระทรวงตกต่ำที่สุด ครั้งนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าพอๆ กัน
 
หากการแต่งตั้งเปลี่ยนแปลงไปจากนี้หลายคน
 
แสดงว่ามีอำนาจพิเศษ มากดดันให้ปลัดมหาดไทย และ มท.1 แข็งข้อ
 
ให้คอยติดตามดู ว่าอะไรจะเกิดขึ้น !


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1324271439&grpid=01&catid=&subcatid=


หัวข้อ: "ดร.ไชยันต์ ไชยพร" วิเคราะห์แผนพ้นคุกของ "ทักษิณ" นับถอยหลัง 10 ปี ประชาธิปัตย์ฟื้นชีพ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 ธันวาคม 2554, 23:54:46
"ดร.ไชยันต์ ไชยพร" วิเคราะห์แผนพ้นคุกของ "ทักษิณ" นับถอยหลัง 10 ปี ประชาธิปัตย์ฟื้นชีพ
 
บนกระดานการเมืองปี 2554 ครบเครื่อง ถึงพริกถึงขิง

กลับด้าน เปลี่ยนหัว เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

โครงสร้างอำนาจถูกปรับ จัดแถวใหม่

มีตัวแปรการเมือง สมมติฐานหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อกระดานการเมืองในปี 2555

วาระ "ทักษิณ" ยังเป็นแกนกลางของสังคมการเมือง

"ดร.ไชยันต์ ไชยพร" นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์โฉมหน้าการเมืองปีหน้า

เผ็ดร้อนทั้งเรื่องทักษิณและพวก-การฟื้นชีพของพรรคประชาธิปัตย์ และอำนาจของฝ่ายกองทัพ



- กระดานการเมืองปี 2555 มีทั้งมิติพรรคการเมือง มิติทักษิณ มิติปรองดอง การกลับมาของ 111 จะเป็นอย่างไร

ถ้าพูดถึงการเมืองปีหน้า โดยที่ยังไม่พูดถึง factor (ปัจจัย) เรื่องคุณทักษิณ ชินวัตร ก็หมายความว่าพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเสียง 265 รวมกับพรรคร่วมรัฐบาลเป็น 300 เสียง บวกกับสถานการณ์และความนิยมของประชาชน ยังไง ๆ ก็ควรจะต้องอยู่ถึง 4 ปี แต่ปัญหาของพรรคเพื่อไทยที่เราเห็นชัดมากตั้งแต่ช่วงน้ำท่วม คือปัญหาเกิดจากภาวะผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) เอง พรรคร่วมรัฐบาลยังไงเขาก็ไม่อยากให้ยุบสภา หากจะมีการปรับเปลี่ยนอะไร ก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อในความเป็นจริง หากนำ factor คุณทักษิณเข้ามา เมื่อเปลี่ยนตัวนายกฯ ต่อให้เอาใครก็ได้ในพรรค เพื่อไทยมาเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะเป็น คุณเฉลิม (อยู่บำรุง รองนายกฯ) คุณประชา (พรหมนอก รมว.ยุติธรรม) หรือคุณยงยุทธ (วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย) คุณทักษิณก็ คงยอมไม่ได้ เพราะเขาเคยให้คุณสมัคร (สุนทรเวช) มาเป็นนอมินีเขา แต่เมื่อถึงเวลาเมื่อคุณสมัครไม่สามารถทำในสิ่งที่คุณทักษิณต้องการโดยเร็วได้ ทำให้หลังจากคุณสมัครพ้นตำแหน่ง เขาก็ไม่เลือกคุณสมัคร กลับเลือกคนที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกคือ คุณสมชาย (วงศ์สวัสดิ์) เขาก็เลือกคนที่ใกล้ตัวที่สุด ต้องเป็นคนที่เขาไว้ใจและคุมได้

ต่อให้ 3 คนนี้เก่งแค่ไหน แต่อำนาจการคุมและตัดสินใจไม่มี เพราะ ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยทุกคนเห็นแล้วว่า คุณเฉลิม คุณประชา คุณยงยุทธ เป็นแค่นอมินี ต่อให้เก่งแค่ไหนเขาก็ไม่สนใจ พวกนี้เขาจะวิ่งตรงเข้าหาคุณทักษิณ ทำให้ในช่วง ม.ค.-พ.ค.นี้ หากเปลี่ยนตัวนายกฯก็ยังมีปัญหาอยู่

ดังนั้นสิ่งที่เร็วที่สุดคือทำอย่างไร ให้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ออกมาก่อนที่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะพ้นจากการถูก เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เช่น ถ้า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกมาปุ๊บ แล้วยุบสภาทันที เพื่อดูว่าประชาชนจะเอาเขาไหม และ ยังทำลายแรงต้านของการชุมนุมด้วย อย่างนี้ถือว่าสวย เพราะเมื่อนิรโทษกรรมได้แล้วก็หมายความว่า คุณทักษิณก็เล่นการเมืองได้ แล้วบ้านเลขที่ 111 ก็เล่นการเมืองได้อยู่แล้ว ทำให้คนที่จะมาเป็นนายกฯก็คือ คุณทักษิณ นี่คือสูตรที่ สวยที่สุด ที่คุณทักษิณคิดว่าควรจะเป็น แล้วมีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เป็นรัฐมนตรี มันคือพรรคไทยรักไทยเก่า คนที่เชียร์คุณทักษิณก็จะแฮบปี้มากเลย ว่านี่มันคือสุดยอดเลย เพราะยอดฝีมือแต่ละคนไม่ต้องพูดถึง ประเทศไทยหลังจากนี้คงดีแน่เลย นี่คือสูตรที่คุณทักษิณอยากให้เป็นมากที่สุด

แต่ปัญหาคือหาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกบังคับใช้ไม่ได้ แล้วไม่มีการยุบสภา เมื่อบ้านเลขที่ 111 ที่ช่วยพรรคมาตลอดพ้นโทษออกมา แล้วได้เป็นเพียงแค่รัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ผมว่านี่เป็นปัญหามากเลย เพราะคนที่อยู่ ในบ้านเลขที่ 111 ซึ่งไม่ใช่มือระดับ พระกาฬ เขายินดีเป็นรัฐมนตรี รองนายกฯ ภายใต้คุณยิ่งลักษณ์ ภายใต้คุณเฉลิม คุณประชา แต่คงไม่ใช่คุณหญิงสุดารัตน์ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ไม่ใช่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คนเหล่านี้ไม่ ยอมเป็นแค่รัฐมนตรีธรรมดา แต่ถ้าเป็น ก็ต้องเป็นรัฐมนตรีให้คุณทักษิณคนเดียวเท่านั้น

เป็นปัญหาของคุณทักษิณ ที่จะทำอย่างไรให้การปรับ ครม. ช่วงหลังเดือน พ.ค.2555 เมื่อสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กลับมา จะปรับให้มันลงตัว หล่อเลี้ยงให้คน 111 ยังอยู่พรรคเพื่อไทย ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันยากมากเลย

เพราะขณะนี้คนในพรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจากพวก 111 และพวก 109 ซึ่งคนรุ่นที่ 3 ของพรรค เพื่อไทย เขาก็ถือว่าเขา fight (ต่อสู้) มาขนาดนี้ ผมจึงยังมองไม่ออกว่า คุณทักษิณจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

- แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรม การถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เมื่อมีการแตะชื่อของคุณทักษิณ มักจะถูกอีกฝ่ายหนึ่งมาต่อต้าน

ถ้าเป็นพระราชกฤษฎีกาก็จะมีปัญหา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แล้วเขาพยายามลักไก่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องพระราชทานอภัยโทษทุกปี แต่เรื่องนี้ออกโดยรัฐมนตรีมันไม่ควร อาจมีคนต่อต้าน ได้ แต่ถ้าออกโดยกระบวนการรัฐสภา ซึ่งมีความชอบธรรมมากที่จะออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม แล้วมันก็สอดคล้องกับแนวคิดกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

ฉะนั้นการนิรโทษกรรมก็คือ นิรโทษกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วย ผมคิดว่ากระแสสังคมก็ต้องคิดว่าเรื่องอาจจะจบ กระแสที่ไม่เอาเหลือง ไม่เอาแดง ก็อาจจะบอกว่าจบสักทีดีกว่า

แล้วเรื่องในอนาคตที่สำคัญอีกประการคือ เรื่อง 91 ศพ หากตัดสินแล้วมีปัญหา ไม่ถูกใจตามที่พี่น้อง เสื้อแดงคาดหวังเรื่องนี้ก็จะถูกจับ มาเชื่อมโยงกับเรื่องอากง ก็จะโยงเป็น ภาพรวมเดียวกันทั้งหมดว่านี่คือผลพวงของระบอบอำมาตย์ เมื่อศาลตัดสิน เรื่อง 91 ศพ ไม่ถูกใจ รวมถึงอากง เรื่องฎีกามันก็จะเป็นปัญหาพรรค เพื่อไทยเขาไม่ได้แฮบปี้กับตรงนี้เลย เรื่องคดีอากงเขาไม่อยากยุ่ง เรื่อง 91 ศพ หากตัดสินไม่ดี เขาก็ไม่สนใจ เพราะรัฐบาลอยากอยู่ในอำนาจนาน ๆ แต่คนที่จะออกมาคือพี่น้องเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องคดี 91 ศพ คราวนี้พี่น้องเสื้อแดงก็จะตั้งคำถามรัฐบาลพรรค เพื่อไทยว่า จะเกี้ยเซียะกับอำมาตย์เพื่ออยู่ในอำนาจ หรือทำเพื่อมวลชนเสื้อแดง

- มวลชนเสื้อแดงก็จะกลายเป็นก้าง ตำคอรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ก็เป็นหอกข้างแคร่ทันที คราวนี้ก็ยืนดูเขาตีกันจริง ๆ

- ความรุนแรงจะเกิดขึ้นเหมือนก่อนหน้านี้หรือไม่

โอ้โห...ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันนะ การที่มวลชนเสื้อแดงมีปัญหากับพรรคเพื่อไทย ก็จะซ้ำรอยกับกลุ่มพันธมิตรฯที่มีปัญหากับพรรคประชาธิปัตย์ มันเป็นอย่างนี้ตลอด ผมเห็นชัดยังไงก็มีความขัดแย้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากรัฐบาลเป็นฝ่ายปฏิบัติงาน แต่มวลชนขับเคลื่อนโดยขบวนการ เมื่อคุณเป็นรัฐบาลก็ต้องประสานประโยชน์ ประนีประนอมที่จะอยู่ ผมคิดว่าทำตามอุดมการณ์ อุดมคติ ไม่ได้หรอก

แต่ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าคุณ ยิ่งลักษณ์สลัดคุณทักษิณทิ้ง แล้วเป็นผู้นำขึ้นมาจริง ๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ผมไม่แน่ใจ เพราะพอถึงจุดจุดหนึ่ง คุณก็รู้ว่าอำนาจอยู่ในมือ ใคร ๆ ก็รักคุณ พี่น้องเสื้อแดงก็รักคุณ อำนาจอยู่ในมือแล้ว แม้จะดูอ่อนแอ กตัญญูพี่ชาย แต่ถึงเวลาคุณแข็งเพื่อเอาประเทศก่อน เวลานั้นบ้านเลขที่ 111 ก็ต้องพึ่งคุณ เพราะประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะคุณยิ่งลักษณ์ และคุณทักษิณ แต่พอถึงคราวนี้คุณยิ่งลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง บอกว่าเรื่องพี่ชายให้พักไว้ก่อน แล้วหันมาคุมบ้านเลขที่ 111 ได้ ผมคิดว่าก็เป็นอีกสูตรหนึ่งที่เป็นทางออก แต่ถ้าบอกเป็นไปได้มันก็ยาก แต่ในประวัติศาสตร์บางครั้งคนที่ดูอ่อนแอที่สุด มันก็สร้างปาฏิหาริย์ได้เหมือนกัน แต่ถ้าทำไม่ได้ บ้านเมืองก็จะยุ่ง

- เป็นไปได้หรือไม่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะก้าวข้ามปัญหา พ.ต.ท.ทักษิณ

งานนี้สนุก ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ทำแบบนี้ได้ มวลชนก็จะปวดหัวเลย สมมติว่าคุณทักษิณให้คนบ้านเลขที่ 111 เป็นนายกฯ แต่ยังคุมได้ทุกอย่าง แล้วยังสามารถ พาประเทศเดินหน้าไปได้ ประชาชน จะต้องการคุณทักษิณไปอีกทำไม ประชาชนส่วนหนึ่งอาจบอกว่า พ.ต.ท. ทักษิณกลับมาแล้วยุ่ง อย่ากลับเลย

- สมมติฐานที่นายกฯจะตัดสินใจชิงลาออกก่อนเวลาเป็นไปหรือไม่

ถ้าลาออกก็หมายความว่า ต้องมีคนที่ขึ้นมาแทน ซึ่งจะเป็นใคร คุณยงยุทธตัดทิ้งได้เลย อ่อนกว่าคุณยิ่งลักษณ์อีก คนบ้านเลขที่ 111 ไม่เอาคุณเฉลิม เพราะเขาถือว่ามาตีกิน ชุบมือเปิบ คุณประชาก็ไม่ได้อีก เพราะไม่ใช่ ไทยรักไทยแท้

ฉะนั้นเรื่องของเรื่องมันจึงอยู่ที่ตัวคุณยิ่งลักษณ์ และหากคุณทักษิณลดอัตตาตัวเองได้ พอถึงเดือนพฤษภาคม 2555 บ้านเลขที่ 111 ออกมาแล้ว และบอกให้น้องปู (น.ส.ยิ่งลักษณ์) ยุบสภาซะ เพราะที่ผ่านมาบริหารงานง่อนแง่น เมื่อถึงเวลาก็ยุบสภา ปล่อยให้บ้านเลขที่ 111 เข้ามา โดยคุณทักษิณสั่งการในพรรค คนก็ต้องวิ่งเข้าหาแก

- ทางแก้คือให้คุณทักษิณกลับมาเป็นนายกฯเสียเอง แล้วจัดการใหม่ทั้งหมด

นี่คือสูตรที่คุณทักษิณคิด และคุณ ยิ่งลักษณ์ก็คิด เป็นสูตรที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายในสายพรรคไทยรักไทย และพรรคเพื่อไทย เพราะต้องยอม กันว่าหากคุณทักษิณกลับมาแล้วก็ จะ select (เลือก) ว่าเอา 111 คนไหนมาวางตำแหน่งนี้ แล้วคนที่ไม่ใช่ 111 แต่ทำงานดีก็เอามา คราวนี้ก็จะแน่นปึ้กเลย

- แต่คุณทักษิณจะกลับมาด้วยเงื่อนไข พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีแรงต้านหรือแรงเสียดทาน เลยหรือ

ก็คือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทุกฝ่าย เท่ากับล้างหมดเลย เหมือนที่กลุ่ม นิติราษฎร์เสนอ ก็นำมาเขียนเป็นกฎหมาย เป็น พ.ร.บ. แล้วล้างให้หมดเลย เพราะแดง เหลืองมีไม่เยอะ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้เป็นแดงและเหลือง ฉะนั้นดูแล้วพวกคนกลาง ๆ น่าจะเอา แล้วก่อนที่จะนำ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสภา น่าจะประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชนว่ามันจะเป็นทางออกของประเทศ และขึ้นอยู่กับคนที่อาจจะ เบื่อความขัดแย้งที่ผ่านมามากแล้ว อยากให้มันจบ ๆ ไป

- มองปรากฏการณ์ในพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร

การปรับเปลี่ยนในพรรคประชาธิปัตย์มันเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเมื่อถึงเวลา หลังจากคุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ) นำพรรคล้มเหลวในการเลือกตั้ง ก็ต้องเลือกเลขาธิการชุดใหม่เข้ามาทำ แต่ก็สู้กระแสของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ เพราะสามารถเอาคำว่าประชาธิปไตยมาอยู่ฝั่งเขาได้ เวลานี้มันเป็นการแย่งชิงคำว่าประชาธิปไตยอยู่กับใคร ตราบใดที่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงยังดึงได้ อยู่ พรรคประชาธิปัตย์ก็คงยาก ต่อให้ ชูประชานิยมอย่างไรก็กลายเป็นไปชูประชานิยมเก่าอยู่ดี

พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงเขาก็รู้ตัวว่าจะต้องเป็นฝ่ายค้านถึง 4 ปี แต่เนื่องจากน้ำท่วม เขาก็มีความหวังขึ้นมาว่ามีประชาชนจะออกมาปั่นป่วน เสื้อแดงที่รับผลกระทบอาจเกิดความไม่พอใจ จนในที่สุดแล้วรัฐบาลคุมไม่ได้ ก็จะมีการยื่นถอดถอน แต่ความหวังของพรรคประชาธิปัตย์เป็นความหวังที่ยืน อยู่บนความฟลุกของน้ำท่วม เรื่องทหาร ไม่ต้องห่วง ยังไงทหารก็พยายามอยู่ ในกรอบในร่องในรอย

- นอกจากจะรอให้ประชานิยมล่มสลายแล้ว จะมีปัจจัยอะไรอีกหรือไม่ที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์คืนชีพอีกครั้ง

10 กว่าปีมั้งกว่าจะฟื้น ผมบอกได้เลย รอไปเลย เพราะการเมืองสมัยนี้มีแนวโน้มเป็นเช่นนั้นเสมอ ดูสิงคโปร์มีพรรคครองอำนาจยาวนาน 50 กว่าปี อังกฤษ 10 กว่าปีถึงจะเปลี่ยนรัฐบาล การเมืองไทยจะเข้าสู่โหมดแบบนั้น แต่ไม่ใช่โหมดเผด็จการเหมือนพม่า แต่เป็นโหมดนโยบายที่ออกมาแล้วติดกระแสสังคมและต้องการก็จะอยู่ยาว พรรคประชาธิปัตย์จะขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิดความแตกแยกในพรรคเพื่อไทยเอง หากคุณทักษิณยังอยู่ก็คงเป็นไปไม่ได้

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1324138939&grpid=no&catid=04


หัวข้อ: "3 นักวิชาการ" มองมุมต่างจากบทความ "อากงปลงไม่ตก" ของโฆษกศาลยุติธรรม
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 ธันวาคม 2554, 00:02:10
"3 นักวิชาการ" มองมุมต่างจากบทความ "อากงปลงไม่ตก" ของโฆษกศาลยุติธรรม
วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 20:30:00 น.
 
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม

 
สาวตรี สุขศรี /พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

คดี "อากงส่งเอสเอ็มเอส" ก่อให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ได้เขียนบทความชื่อ "อากงปลงไม่ตก" ซึ่งถูกนำไปเผยแพร่ในสื่อมวลชนออนไลน์-ออฟไลน์จำนวนมาก

เช่นกันกับ "คดีอากง" บทความของโฆษกศาลยุติธรรมได้นำไปสู่ "ความเห็นต่าง" อย่างหลากหลาย มติชนออนไลน์จึงขออนุญาตนำความเห็นบางส่วนเหล่านั้น มาเผยแพร่ ณ ที่นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับที่นายสิทธิศักดิ์เขียนไว้ในบทความว่า

"ศาลและกระบวนการยุติธรรมไม่เคยขัดขวางการแสดงความคิดเห็นของบุคคลใดๆ ขอเพียงการแสดงออกตั้งอยู่บนฐานคติที่ปราศจากอคติ ภายใต้หลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักนิติธรรม หลักเหตุผล  หรือหลักความเชื่อส่วนตนที่สุจริตมีข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์"

นักวิชาการนิติราษฎร์ชี้ โฆษกศาลฯ ไม่ได้พูดถึง "ประเด็นสำคัญ" ของการตัดสินคดี

นางสาวสาวตรี สุขศรี นักวิชาการจากคณะนิติราษฎร์ แสดงทัศนะต่อประเด็นนี้ไว้ในงานเปิดตัวหนังสือ "ก้าวข้ามความกลัว" เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่าบทความที่เขียนโดยโฆษกศาลยุติธรรม ถึงแม้จะมีการชี้แจงในเรื่องต่างๆ เช่น อากงจะถูกสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะถูกตัดสินถึงที่สุด เนื่องจากในขณะนี้คดียังอยู่ในศาลชั้นต้นและสามารถอุทธรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม จากท่าทีของบทความ กลับสะท้อนว่า ผู้เขียนบทความเองได้ปักใจเชื่อไปแล้วว่า อากงเป็นผู้กระทำความผิดจริง นอกจากนี้ ยังไม่มีการพูดถึงหลักการของภาระการพิสูจน์ความผิด ทั้งๆ ที่เป็นประเด็นที่สำคัญในการตัดสินคดีนี้

(ที่มา "Fearlessness Talk: เสวนาเพื่อก้าวข้ามความกลัว" เว็บไซต์ประชาไท)

"พิชญ์" ตั้งคำถามทำไมไม่มองว่า "เราเข้าใจไม่ตรงกัน"

ด้านนายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความเห็นไว้ในรายการเวค อัพ ไทยแลนด์ ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมวอยซ์ ทีวี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ว่าจะขอวิพากษ์วิจารณ์บทความของโฆษกศาลยุติธรรม ในฐานะการแสดงความเห็นส่วนตัวของนายสิทธิศักดิ์ ไม่ใช่ความเห็นของศาล ซึ่งตามมุมมองของตนบทความดังกล่าวมีปัญหา อาทิ เมื่อมีการยืนยันว่าอากงยังถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่เหตุใดเขาจึงไม่ได้รับสิทธิประกันตัวในระหว่างการต่อสู้คดี

นอกจากนั้น อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตั้งคำถามว่า ทำไมท่าทีของบทความนี้จึงไม่พิจารณาว่า ปรากฏการณ์การถกเถียงเกี่ยวกับคดีอากงเกิดขึ้นมาเพราะ "เราเข้าใจไม่ตรงกัน" แต่กลับระบุว่า อีกฝ่ายมิได้รู้เห็นข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้ ซึ่งเท่ากับเป็นการชี้ให้เห็นว่า "เราไม่เท่ากัน" นั่นเอง

(ที่มา อ.พิชญ์ เห็นต่างบทความโฆษกศาลยุติธรรม)

อาจารย์ประวัติศาสตร์ มช. ชี้บทความสะท้อน 2 ปัญหาใหญ่ในสังคมไทย

ขณะเดียวกัน นายสิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ อาจารย์สาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขียนบทความ "บทสะท้อนสังคมไทย" ผ่านคำชี้แจงของโฆษกศาลยุติธรรมต่อคดีอากง  โดยระบุว่า ข้อเขียนของโฆษกศาลยุติธรรม เป็นภาพสะท้อนความคิดของคนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อย ซึ่งมีปัญหาทางตรรกะวิธีคิดและความเชื่ออยู่ 2 ประเด็นใหญ่ คือ

1.ความเป็นไทยกับการแก้ปัญหาแบบไทย ๆ

นักวิชาการจำนวนมาก ได้พูดถึงความคิดความเชื่อของคนไทยว่า คนไทยมองตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล "ความเป็นไทย" มีความเฉพาะแตกต่าง ที่พวกฝรั่งไม่มีทางเข้าใจ อะไรที่เกิดในประเทศนี้เป็นเรื่องของไทย ฉะนั้นท่านทั้งหลาย "กรุณาอย่างยุ่ง"
 
ในแถลงการณ์ของท่านโฆษกศาลได้กล่าวถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีเมื่อปี พ.ศ. 2539 ท่านได้กล่าวว่ากติกาดังกล่าวสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 45 ซึ่งต่อมาท่านได้พัฒนาตรรกะวิธีคิด เพื่อเชื่อมโยงสู่ความคิดที่ว่า "ประเทศไทยให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน มีกฎหมาย ที่ความก้าวหน้าทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ เพียงแต่ภายใต้ระบอบการปกครองบ้านเมืองที่แตกต่างกัน ทุกประเทศจึงควรที่จะต้องให้เกียรติเคารพในความต่างที่เป็นจุดแข็งทางวัฒนธรรมและสังคมของแต่ละประเทศ"
 
นายสิทธิเทพระบุว่า ตนไม่ปฏิเสธเรื่องความต่างระหว่างไทยกับประเทศอื่น ๆ เพราะยอมเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่จริงแน่ ๆ ปัญหาคือวิธีคิดในเรื่องความแตกต่างดังนี้ ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะกลบเกลื่อน "ความเหมือน" กับมนุษย์คนอื่น ๆ ในโลก ซึ่งนำไปสู่การปฏิเสธ "คุณค่าในเรื่องสิทธิมนุษยชน" สากล โดยอ้างว่า "ต้องบริหารจัดการกันเองบนความต่างแบบไทย ๆ"
  
ทั้งนี้ คุณค่าบางอย่างมีความเป็นสากลที่มนุษย์ทั่วโลกรับรู้ได้เหมือนกัน ความรู้สึก เจ็บปวด ทรมานทางกายภาพและจิตใจ จากการถูกลิดรอนอิสรภาพด้วยการคุมขัง ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วโลกมีร่วมกัน การอ้างความเฉพาะแบบไทย ๆ โดยไม่ฟังเสียงวิจารณ์จากมนุษย์คนอื่นที่ไม่ใช่คนไทยไม่สามารถกลบเกลื่อนลบเลือนความเหมือนนี้ได้

นอกจากนี้วิธีคิดที่ปฏิเสธคุณค่า ความคิด ความรู้บางอย่าง เพราะไม่ใช่ของไทย เมื่อเอามาใช้แล้วจึงไม่เหมาะสมกับไทย เพราะประเทศไทยมีสังคมวัฒนธรรมเฉพาะของตัวก็เป็นวิธีคิดที่มีปัญหา หากคิดเช่นนั้นอะไรที่เป็นฝรั่งก็ต้องปฏิเสธให้หมด ไม่เว้นแม้แต่การแพทย์แผนตะวันตก
 
2. ความรู้ประวัติศาสตร์แบบมักง่าย และขี้ลืม
 
คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ความรู้ประวัติศาสตร์คือการกล่าวถึงสิ่งที่เป็นจริง "จริง ๆ" แน่นอนว่าความเข้าใจดังกล่าวย่อมไม่ผิด แต่แท้จริงหัวใจของการศึกษาประวัติศาสตร์ในโลกสมัยใหม่คือการ "ตั้งคำถาม" และคิดอย่างวิพากษ์โดยมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา ปัจจุบันวงการประวัติศาสตร์เกิดการตั้งคำถามถึงความจริงว่ามีได้หลายมุมมอง เช่น ประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักที่ไม่มี "สามัญชน" อยู่ในประวัติศาสตร์ก็เริ่มถูกตั้งคำถามจากนักประวัติศาสตร์ จนนำไปสู่การศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ที่เป็น "ประวัติศาสตร์สังคม" ซึ่งเป็นการมองความจริงจากจุดยืนของคนสามัญ
 
การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยจึงไม่ใช่เรื่องของการท่องจำว่าใครทำอะไรที่ไหนเท่านั้น หากแต่ต้องมีทัศนะวิพากษ์ที่ทำให้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อย่างสลับซับซ้อน เพราะการท่องจำโดยปราศจากความเข้าใจย่อมนำมาสู่การจำถูกจำผิดได้ เช่น "ประเทศไทยมีเอกราชทางการปกครองและการศาลมาช้านาน" ผมอยากจะเตือนความทรงจำว่าเราเสีย "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" ไปในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายใต้สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ประเทศไทยเพิ่งได้รับเอกราชทางการศาลกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2481 ด้วยความพยายามของคณะราษฎรภายหลังการปฏิวัติ โดยคณะราษฎรได้ทำการต่อสู้เพื่อให้ไทยได้รับเอกราชทางการศาลอย่างสมบูรณ์ ประจักษ์พยานหรือหลักฐานที่สะท้อนถึง "ความจริง จริง ๆ" ดังกล่าวคือ "อาคารศาลฎีกา" ที่ตั้งตระหง่านแถวสนามหลวง โดยเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในปีพ.ศ.2481 ได้บันทึกถึงเหตุผลในการก่อสร้างอาคารศาลนี้ไว้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2481 มีความตอนหนึ่งว่า
 
".....บัด นี้ประเทศสยามได้เอกราชในทางศาลคืนมาโดยสมบูรณ์แล้ว จึ่งเป็นการสมควรที่จะมีศาลยุติธรรมให้เป็นสง่าผ่าเผยเยี่ยงประเทศที่เจริญ แล้วทั้งหลาย เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการที่ได้อำนาจศาลคืนมา....."

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1324124768&grpid=01&catid=&subcatid=


คุยกับคนทำหนังสือ "ก้าวข้ามความกลัว" (Free Akong) - อ่านบทความ "อากงปลงไม่ตก" โดยโฆษกศาลยุติธรรม
วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 20:45:00 น.

 
ปวิน สิทธิศักดิ์

 
 
จากคดีจำคุกชายชราวัย 61 ปี ในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นำมาสู่การรณรงค์โครงการ "ฝ่ามืออากง" ซึ่งได้ผลตอบรับเกินคาด มีผู้เข้าร่วมโครงการโดยวิธีส่งภาพถ่ายฝ่ามือ ที่เขียนตัวอักษร "อากง" มาหลายร้อยรูปภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ กระทั่งสามารถรวบรวมเป็นสมุดภาพได้อย่างรวดเร็ว
              
สมุดภาพเล่มนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดผู้ริเริ่มเคลื่อนไหวคนแรกคือ "ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์"  นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ กระทั่งการรวบรวมภาพนั้น นำมาผนวกเข้ากับบทความและคำนิยมของนักวิชาการคนสำคัญ อย่าง ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ธงชัย วินิจจะกูล และ David Streckfuss กลายเป็นหนังสือ "ก้าวข้ามความกลัว" (Thailand’s Fearlessness: Free Akong)
              
"ปวิน" เปิดเผยกับ "มติชนออนไลน์" ว่า  ตอนนี้มีผู้ส่งรูปถ่ายมาเข้าร่วมโครงการมากกว่า 500 รูป หลังจากเริ่มรณรงค์วันแรกทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 30 พ.ย. โดยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์อะไรมาก

"ขอให้เขียนชื่ออากงบนฝ่ามือ และถ่ายรูปเต็มตัวให้เห็นหน้า ′เพื่อชี้ว่าเราได้ก้าวข้ามความกลัว′ แต่ก็มีบางคนที่มีไอเดียอย่างอื่น ก็ไม่เป็นไรครับ ผมรับทุกรูป ผมดีใจที่เห็นเพื่อนๆ ให้ความสนใจ และตื่นตัวกับปัญหาที่มากับมาตรา 112 นี้ บางคนก็ส่งความเห็นมาครับ ส่วนใหญ่มาเป็นการบรรยายประกอบภาพ ส่วนใหญ่ตระหนักดีว่ามาตรานี้ก่อให้เกิดปัญหามาก และต้องการเห็นสังคมไทยเดินหน้าต่อไป บนพื้นฐานของความยุติธรรม"

สำหรับความคาดหวังต่อโครงการนี้ เขาบอกว่า การเริ่มต้นในการเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนออกมาเคลื่อนไหวเป็นสาระสำคัญ

"ผมไม่อยากคาดหวังอะไรที่เกินไปกว่าความเป็นจริง ผมจึงยังไม่รู้ว่า โครงการอากงนี้จะลงเอยอย่างไร แต่ผมยังไม่ยอมยุติเพียงเท่านี้ และคิดว่าจะมีกิจกรรมเพิ่ม ผมหวังว่า กรณีอากงและโครงการของผมเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายคนออกมาร่วมการเคลื่อนไหว ผลักดันให้รัฐบาลนำเรื่องนี้ไปพิจารณาอย่างจริงจัง จุดหมายปลายทางอยู่ที่การแก้ไขมาตรานี้เป็นอย่างน้อย"

สำหรับผลตอบรับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการนี้ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาเหมารวมว่าไม่จงรักภักดีนั้น  "ปวิน" บอกว่า ได้รับเสียงสะท้อนในแง่บวกมากๆ และสิ่งที่ทำตั้งอยู่บนเจตนาดี

"เรามีความจงรักภักดี เราจึงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี และเชื่อผมเถอะ การแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของการรักษาไว้ซึ่งสถาบัน" ปวินกล่าว
              
ผู้สนใจการรณรงค์สมุดภาพเล่มนี้ สามารถร่วมงานเปิดตัวหนังสือ "ก้าวข้ามความกลัว" (Thailand’s Fearlessness: Free Akong) และชมนิทรรศการภาพถ่ายได้ ในวันพฤหัสที่ 15 ธันวาคม 2554 ณ ลานปรีดี หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เวลา 17:30 – 20:00 น. รายได้จากการขายหนังสือทั้งหมด (หลังหักค่าจัดพิมพ์) มอบให้ครอบครัวของ "อากง"

กำหนดการงานเปิดตัวหนังสือ "ก้าวข้ามความกลัว"

17:30 น. เปิดให้เข้าชมนิทรรศการภาพถ่าย สื่อมวลชนลงทะเบียนเพื่อรับหนังสือ และ VCD

18:15 น. ฉายวีดีทัศน์ "อภยยาตรา" และรับฟังเพลง "แดนตาราง" นิธินันธ์ ยอแสงรัตน์  ขับร้อง บรรเลงไวโอลีนโดย ฌส นิยมทรัพย์

18:30 น. แถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ "ก้าวข้ามความกลัว" โดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และชวนสนทนาว่าด้วยการก้าวข้ามความกลัว กับ สาวตรี สุขศรี นักวิชาการคณะนิติราษฎร์, วรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักเขียนอิสระ และ วันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

----------

"อากงปลงไม่ตก" โดยสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม

หมายเหตุ : สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ได้เขียนและเผยแพร่บทความแสดงความเห็นเกี่ยวกับ "คดีอากงส่งเอสเอ็มเอส" ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

อากงปลงไม่ตก

พลันสิ้นคำอ่านคำพิพากษาศาลอาญาคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.311/2554 ระหว่างพนักงานอัยการฯ โจทก์ นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) จำเลยอายุ 61 ปี ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นแสดง ความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์พระราชินีฯ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550  มาตรา 14(2)(3) เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 หรือที่ผู้คนทั่วไปเรียกว่า "คดีอากง" กระแสสังคมเกือบทุกสาขาอาชีพต่างให้ความสนใจเหมือนกระแสน้ำที่ไหลบ่ามาท่วมศาลและกระบวนยุติธรรมเช่นน้ำท่วมกรุงเทพฯที่ผ่านมารวมทั้งต่างชาติบางประเทศก็ให้ความสนใจแสดงความห่วงใยวิพากษ์วิจารณ์ ศาลยุติธรรมไทยในทางไม่สร้างสรรค์นัก

แต่ไม่ว่าความเห็นของสังคมจะสื่อสารในทางใดก็ตาม ศาลและกระบวนการยุติธรรมไม่เคยขัดขวางการแสดงความคิดเห็นของบุคคลใดๆขอเพียงการแสดงออกตั้งอยู่บนฐานคติที่ปราศจากอคติ ภายใต้หลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักนิติธรรม หลักเหตุผล  หรือหลักความเชื่อส่วนตนที่สุจริตมีข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์  แต่ดูเหมือนหลายคนที่วิจารณ์ผลคดีข้างต้นในทางลบยังมิได้รู้เห็นพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงในสำนวนความอย่างถ่องแท้ ซึ่งการนิ่งเฉยของศาลและกระบวนยุติธรรมมิได้มีค่าเป็นตำลึงทองเสียแล้ว

ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำความจริงบางประการในท้องสำนวนคดีนี้ ประกอบกับประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยมานำเฉลยเอ่ยความ  เพื่อเป็นข้อมูลแลกเปลี่ยนกับท่านผู้อ่านที่เคารพ ซึ่งมีประเด็นใหญ่ๆ ที่ผู้คนกล่าวขานกันดังนี้

1. อากงไม่ได้กระทำความผิด เหตุใดศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุก

2. ศาลลงโทษจำคุก 20 ปี เป็นโทษที่หนักเกินไป

3. อากงอายุมากแล้วควรได้รับการลดโทษ ปล่อยตัวไป หรือได้รับการประกันตัว

4. ศาลไทยไม่มีมาตรฐานสากล ควรรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล

5. ควรยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายคอมพิวเตอร์

ในข้อแรก  ผู้ที่เห็นว่าอากงมิได้กระทำความผิดนั้น หากเป็นการตัดสินกันเองโดยบุคคลกลุ่มคนนอกศาลและกระบวนการยุติธรรม คงจะหาเหตุผลรองรับความชอบธรรมยากสักหน่อย เพราะเป็นความเชื่อส่วนตนที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ขณะที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เป็นอัตวิสัยที่อาจปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน ในขณะที่คดีนี้ผ่านกระบวนการสอบสวน การกลั่นกรองจากอัยการ แล้วเปิดโอกาสให้จำเลยต่อสู้คดีในชั้นศาลอย่างเต็มที่ อันเป็นหลักการสากลและหลักกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อสู้คดีอย่างเสมอภาคเท่าเทียมและเป็นธรรม

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า อากงหรือจำเลยมีความผิด เพราะศาลชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องของอัยการโจทก์จริงแต่ถ้าจำเลยไม่เห็นด้วยไม่พอใจในผลคำพิพากษาก็ยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ ฎีกาได้ตามกฎหมาย ซึ่งในอดีตมีคดีที่ศาลสูงเห็นต่างจากศาลชั้นต้นพิพากษากลับ หรือแก้คำพิพากษาศาลล่างก็ไม่น้อย ดังนั้นเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด การจะด่วนสรุปว่าอากงเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยเสร็จเด็ดขาดนั้น ก็ยังมิใช่เป็นเรื่องที่แน่แท้เสมอไป ดังที่บางคนมีความเชื่อและเข้าใจในทำนองนั้น แท้จริงแล้วอากงยังถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ข้อต่อมาที่ว่าเหตุใดศาลจึงพิพากษาลงโทษถึงจำคุก ปกติการกล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นบุคคลธรรมดาที่เป็นการดูหมิ่นใส่ความทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงเกียรติคุณอย่างร้ายแรงกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดมีโทษถึงจำคุก

ศาลยุติธรรมก็เคยลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมาแล้ว

สำหรับคดีนี้ มีการใช้ถ้อยคำหยาบคายแสดงความอาฆาตมาดร้าย จาบจ้วงล่วงเกินพระมหากษัตริย์และพระราชินีด้วยถ้อยคำภาษาที่ป่าเถื่อนและต่ำทรามอย่างยิ่ง เกินกว่าวิญญูชนคนทั่วไปจะพึงพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กระทำต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์พระประมุขของประเทศ อันเป็นที่เคารพยกย่องเทิดทูนของปวงชนชาวไทยและทั่วโลก ในหลวงทรงครองสิริราชย์มาเป็นเวลากว่า 65 ปี ทรงครองแผ่นดินด้วยหลักทศพิธราชธรรม ห่วงใยทุกข์เข็ญของอาณาประชาราษฎร์ตลอดเวลา  แม้ในยามทรงพระประชวร พระองค์ก็ยังทรงงานเพื่อแก้ไขความทุกข์ยากของประชาชนเช่นอุกทุกภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทุ่มเทพระวรกายตลอดพระชนม์ชีพ ทรงงานเพื่อความผาสุกของประเทศชาติและประชาชนทุกหมู่เหล่า ในกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ก็บัญญัติว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมิใช่คู่กรณีที่มีความขัดแย้งสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่จำเลยแม้แต่น้อยนิดรวมทั้งพระองค์ท่านทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองจากมวลชนทุกหมู่เหล่าจึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยหรือบางคนจะพยายามบิดเบือนว่า คดีนี้มาจากมูลฐานทางการเมือง ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไม่เป็นธรรมและห่างไกลจากความเป็นจริง

ข้อสอง คดีนี้มีข้อเท็จจริงบางประการที่ผู้วิจารณ์อาจยังรู้ไม่ครบถ้วนและเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ นอกเหนือจากพฤติการณ์แห่งคดีหรือข้อความหมิ่นประมาทที่มีความรุนแรงและร้ายแรงอย่างมากแล้ว  ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ผู้กระทำไม่ได้กระทำความผิดแค่ครั้งเดียว แต่มีการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ  ด้วยถ้อยคำดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายถึง 4 ครั้ง มีถ้อยคำที่แตกต่างกันทุกครั้ง แสดงถึงเจตนาที่จงใจกระทำผิดกฎหมายอย่างท้าทายไม่ยำเกรงอาญาแผ่นดิน ไม่มีจิตสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธมาตลอดจนถึงในชั้นศาลจึงไม่มีเหตุลดโทษบรรเทาโทษตามกฎหมาย ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กฎหมายระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี

ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละครั้งจำคุกกระทงละ 5 ปี ตามมาตรา 112  ซึ่งเป็นโทษบทหนักนั้น เป็นการลงโทษสูงกว่าโทษขั้นต่ำของกฎหมายเพียง 2 ปี  ยังเหลืออัตราโทษอีก 10 ปีที่ศาลมิได้นำมาใช้ เมื่อนำโทษทั้ง 4 กระทงมารวมกันเป็น 20 ปี คนทั่วไปที่ไม่รู้จึงเข้าใจผิดคิดว่าศาลลงโทษครั้งเดียว 20 ปี เห็นว่าโทษหนักไป แต่ถ้าเทียบกับพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีแล้ว หลายคนที่รู้จริงเห็นตรงข้ามว่าโทษเบาไปหรือเหมาะสมแล้วก็มี

ข้อสาม  แม้สังคมทั่วไปจะเรียกจำเลยว่า "อากง" ฟังดูประหนึ่งว่าจำเลยชราภาพมากแล้ว แต่ตามฟ้องจำเลยอายุ 61 ปี มิได้แก่ชราจนต้องอยู่ในความอนุบาลดูแลของผู้ใด สามารถเข้าใจและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ แสดงว่าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และมิได้แก่เฒ่าคราวปู่ทวด

สำหรับบุคคลที่เจนโลก โชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย มีเจตนาทำร้ายสังคมสถาบันหลักของประเทศชาติและองค์พระประมุข อันเป็นที่เคารพสักการะของคนในชาติให้เกิดความหลงผิดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง  ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้คนเช่นนี้ลอยนวลอยู่ในสังคมเพื่อสร้างความเสียหายต่อเนื่องหรือแก่ผู้อื่นอีก เพราะสักวันคนใกล้ตัวของคนเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อด้วยก็ได้ มาตรการที่เหมาะสมจึงควรตัดโอกาสในการกระทำผิด ลงโทษให้หลาบจำสาสมไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ที่กระทำความผิดคิดวางแผนไตร่ตรองในการกระทำความผิดอย่างแยบยลแนบเนียนด้วยแล้ว ก็ยิ่งสมควรใช้วิธีการที่เหมาะสมในการคุ้มครองรักษาความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชนด้วย จึงไม่แน่แท้เสมอไปว่าชราชน ที่กระทำความผิดจะต้องได้รับการลดโทษ ลงโทษน้อย หรือปล่อยตัวไปเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อหาความผิด ความเสียหายและพฤติการณ์การกระทำแต่ละคดีที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป ส่วนการจะได้รับการประกันตัวหรือไม่  ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นเรื่องๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108, มาตรา 108/1

ข้อสี่  ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (International Covenant on Civil and Political Rights) ICCPR ได้บัญญัติรับรองในข้อ 19 ว่า

1)  บุคคลมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากแทรกแซง

2)  บุคคลมีสิทธิในเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็น สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา  ได้รับและสื่อสารข้อมูลและความคิดทุกชนิด  โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน  ไม่ว่าด้วยวาจา  เป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยการพิมพ์  ในรูปแบบของศิลปะหรือโดยสื่อประการอื่นใดที่บุคคลดังกล่าวเลือก

3)  การใช้สิทธิตามวรรคสองของข้อนี้ต้องประกอบด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบอันเป็นพิเศษ  ดังนั้น  สิทธิดังกล่าวจึงอาจอยู่ภายใต้ข้อจำกัด บางประการ แต่ข้อจำกัดนั้นต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติและเท่าที่จำเป็น

(ก)   เพื่อเคารพต่อสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น
 
เพื่อคุ้มครองความมั่นคงแห่งชาติ  ความสงบเรียบร้อยของประชาชนสาธารณสุขหรือศีลธรรมอันดี
 
นอกจากนั้น กติการะหว่างประเทศฯ ยังได้ให้ความคุ้มครองสิทธิของบุคคลในการที่จะไม่ถูกล่วงละเมิดทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือเกียรติภูมิไว้ด้วยตามข้อ17 ซึ่งกำหนดว่า

"1. ไม่มีบุคคลใดที่จะต้องตกอยู่ภายใต้การแทรกแซงตามอำเภอใจหรือโดยมิชอบด้วยกฎหมายต่อความเป็นส่วนตัว  ครอบครัวหรือการติดต่อสื่อสาร  หรือการโจมตีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อเกียรติภูมิและชื่อเสียง

2. บุคคลมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจากการแทรกแซงหรือการโจมตีเช่นว่านั้น"

ฉะนั้นแม้การแสดงความคิดเห็นถือเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่กติการะหว่างประเทศฯให้การยอมรับแต่ในขณะเดียวกัน  กติการะหว่างประเทศฯ ก็ได้กำหนดไว้ด้วยว่าการใช้สิทธิดังกล่าวต้องทำด้วยความสำนึกรับผิดชอบและไม่ล่วงละเมิดสิทธิของบุคคล เนื่องจากบุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิในการรักษาชื่อเสียงและเกียรติภูมิของตนและต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองหรือICCPR เป็นสนธิสัญญาพหุภาคี ซึ่งสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ให้การรับรองเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2509 และมีผลใช้บังคับเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ. 2519 สนธิสัญญานี้ให้คำมั่นสัญญาว่าภาคีจะเคารพสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของบุคคล ซึ่งรวมถึงสิทธิในชีวิต เสรีภาพในศาสนา เสรีภาพในการพูด เสรีภาพ  ในการรวมตัว สิทธิเลือกตั้ง และสิทธิในการได้รับการพิจารณาความอย่างยุติธรรม จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552 กติการะหว่างประเทศนี้มีประเทศลงนาม 72 ประเทศและภาคี 167 ประเทศ  ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญานี้โดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2539 และมีผลบังคับใช้กับไทย  เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2540  อันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 45 ที่ว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น แต่เสรีภาพดังกล่าวก็ยังถูกจำกัดได้โดยกฎหมายหากเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิ หรือความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน..."

นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 5 บัญญัติว่าในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต และมาตรา 421ก็บัญญัติว่าการใช้สิทธิ ซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีมาตรฐานเช่นเดียวกับหลักการสากลข้างต้น อันแสดงว่าประเทศไทยให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน มีกฎหมายที่ความก้าวหน้าทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ  เพียงแต่ภายใต้ระบอบการปกครองบ้านเมืองที่แตกต่างกัน

ทุกประเทศจึงควรที่จะต้องให้เกียรติเคารพในความต่างที่เป็นจุดแข็งทางวัฒนธรรมและสังคมของแต่ละประเทศ หากผู้วิจารณ์คนใดยังศึกษาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ไม่ลึกซึ้งถึงแก่นแท้หรือมีข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนเพียงพอไม่เข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณี สังคมประเทศใดแล้ว การแสดงความเห็นว่าศาลหรือกระบวนการยุติธรรมของประเทศอื่นในทำนองห่วงใยว่าจะไม่มีมาตรฐานสากลนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และหมิ่นเหม่ต่อการกล่าวหากันอย่างไม่เป็นธรรม  อาจทำให้คิดไปว่าผู้วิพากษ์เจือปนด้วยอคติที่ผิดหลงมีวาระซ่อนเร้น ประเทศไทยมีเอกราชทางการปกครองและการศาลมาช้านาน  และประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อห้า กฎหมายทุกฉบับออกหรือตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นผู้แทนมาจากปวงชนชาวไทยสามารถแก้ไขปรับปรุงและยกเลิกได้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าล้าสมัยไม่เหมาะสม ศาลเป็นเพียงผู้ใช้กฎหมายตามเจตนารมณ์ที่สภานิติบัญญัติตราขึ้น มีกฎหมายหลายฉบับเขียนให้ศาลแทบใช้ดุลพินิจไม่ได้ หรือต้องลงโทษสถานหนักในบางข้อหาเช่น ผลิตนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภท 1 แม้เพียง 1 เม็ดหรือ ข้อหาฆ่าบุพการี ต้องประหารชีวิตสถานเดียว เป็นต้น แม้การแก้ไขยกเลิกกฎหมายจะกระทำได้ก็ตาม  แต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ความสงบเรียบร้อยของสังคมและผลกระทบข้างเคียงอื่นที่อาจตามมาด้วย อย่าให้อารมณ์หรือกระแสแห่งการปลุกปั่นยั่วยุชักจูงไปในทางที่เสียหายได้

คดีอากงเป็นแค่ปฐมบทในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลยตามครรลองแห่งเสรีภาพที่กฎหมายเปิดช่องไว้ตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด

การด่วนรวบรัดตัดความกล่าวโทษบุคคลหรือองค์กรที่ทำหน้าที่รักษากติกาสังคมอาจยังไม่เป็นธรรมนัก อย่างไรก็ตาม คนทุกชาติ ทุกภาษา ต่างหวงแหนรักในแผ่นดินเกิดของตนเองเคารพและศรัทธาในศาสดาที่เป็นผู้นำทางศาสนาของตนเอง ความแตกต่างทางความคิดเชื้อชาติศาสนาการปกครองบ้านเมืองศิลปวัฒนธรรม ประเพณี  มิใช่สิ่งผิดปกติในสังคมโลก แต่การกล่าวร้ายใส่ความ  แสดงความอาฆาตมาดร้ายศาสดาของศาสนาอื่น เป็นพฤติการณ์ที่ผู้เจริญมิสมควรกระทำอย่างยิ่ง  เพราะน้ำผึ้งหยดเดียวอาจกลายเป็นความหายนะของชาติได้

ดังนั้น หากท่านผู้อ่านอยากรู้ปัจจุบันและอนาคตของชาติใด ขอจงศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น

สำหรับชาติไทยดำรงคงเอกราชมีเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทย เป็นที่ชื่นชมยกย่องของคนทุกชาติทุกภาษา  เพราะผู้คนในสังคมไทยยังมีความรักสามัคคี  มีน้ำใจ เอื้ออาทรผ่อนปรนเข้าหากัน ไม่ก้าวร้าวรุนแรง โดยขาดสติไร้เหตุผลรักหวงแหน เทิดทูนในชาติ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์จากรุ่นสู่รุ่น และปลูกฝังถ่ายทอดเป็นมรดกสู่ลูกหลานจนถึงปัจจุบัน หากคนไทยยังรักและภูมิใจในแผ่นดินเกิด ขอได้โปรดช่วยกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ การจะติชมวิพากษ์เป็นเสรีภาพที่กระทำได้  ขอเพียงมีจิตเป็นกลาง ไม่มีอคติ และบนฐานคติที่สร้างสรรค์ พึงอย่าได้ใช้สิทธิส่วนตนเกินส่วนจนเกินขอบเขตก้าวล้ำสิทธิเสรีภาพผู้อื่น อย่าได้แสดงความพยาบาทอาฆาตมาดร้าย ประหัตประหารด้วยอาวุธ ลมปากและความเท็จต่อผู้อื่น โดยอ้างเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุอื่นมาสร้างความชอบธรรมแก่ตนเอง

อย่าให้ลูกหลานในอนาคตเหลือแค่ความทรงจำแห่งความภาคภูมิในอดีตบนซากปรักหักพังของชาติไทย ที่ผองชนรุ่นปัจจุบันได้ทำลายล้างไปอย่างตั้งใจและมิได้ตั้งใจ

สิทธิศักดิ์  วนะชกิจ
โฆษกศาลยุติธรรม

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1323869789&grpid=01&catid=02&subcatid=0202


หัวข้อ: เดียว ๙ 1/4
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 25 ธันวาคม 2554, 23:47:50
http://www.youtube.com/watch?v=aIIT7-KHCD8


หัวข้อ: เดียว ๙ 2/4
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 26 ธันวาคม 2554, 00:18:37
http://www.youtube.com/watch?v=QPxZIrDj35E


หัวข้อ: เดียว ๙ 3/4
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 26 ธันวาคม 2554, 01:16:18
 http://www.youtube.com/watch?v=tOSllI2ZsUk


หัวข้อ: เดียว ๙ 4/4
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 26 ธันวาคม 2554, 02:38:55
http://www.youtube.com/watch?v=8awjDisVKGU


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 26 ธันวาคม 2554, 13:43:10
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd619086_5586445_8381919_5302517photo.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 26 ธันวาคม 2554, 19:50:55
พูดจาไม่สุภาพ


หัวข้อ: คำทำนายของ"ด.ช.ปลาบู่"มาจากไหน? และทำไม "เขื่อนแตก-พิบัติภัยในไทย" ถึงเกิดขึ้นในวันที
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 ธันวาคม 2554, 17:41:16
คำทำนายของ"ด.ช.ปลาบู่"มาจากไหน? และทำไม "เขื่อนแตก-พิบัติภัยในไทย" ถึงเกิดขึ้นในวันที่ 31ธ.ค.นี้


เป็นที่น่าสนใจว่า ผู้ที่ใช้ชื่อว่า "MahasuraSinghanat" ได้โพสต์คลิปวีดีโ ผ่านเวบไซต์ยูทูปเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2554 หัวข้อ "ตามรอยพระศรีอาริยเมตไตรโพธิสัตว์" ซึ่งเป็นสารคดีตามรอยพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ และมหาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยและทั่วโลกในอนาคตอันใกล้ ผ่านเด็ชายอายุ 5 ขวบ ซึ่งงเสียชีวิต 37 ปีมาแล้ว (ปัจจุบัน 2554) ชื่อปลาบู่ (เด็กชายสุทัศน์ คำสี) ความยาว 51:09 นาที (คลิปแรก) โดยอ้างถึงคำทำนาย ของ "เด็กชายปลาบู่" ก่อนจะมีการเผยแพร่ออกไป หรือถูกส่งต่ออย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีเนื้อหาอ้างถึงภัยพิบัติต่างๆ โดยเฉพาะ เขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก จะแตกในวันที่ 31 ธ.ค. นี้
 
 
ในคลิป นายทองใบ คำสี อายุ 73 ปี ชาว จ.จันทบุรี ได้เล่าประวัติเด็กชายปลาบู่ ณ สวนศรีมหาโพธิ์ เลขที่ 234/2 หมู่ 1 บ้านตามูล ต.ทรายขาว อ.สอยดาว จ.จันทบุรี
 

คำบอกเล่าก็คือ ปลาบู่ เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด รูปร่างหน้าตาดี ใครเห็นใครก็รัก ตอนอายุได้ประมาณ 3 - 4 ขวบ เริ่มระลึกชาติได้ มีตาทิพย์ หูทิพย์ สามารถพูดได้หลายภาษาโดยไม่ได้ร่ำเรียนจากตำราหรือครูอาจารย์ที่ไหนเลย
 

นอกจากยี้ ยังได้อ้างคำพูดของ เด็กชายปลาบู่ ที่ได้บอกเอาไว้ว่า สมัยพุทธกาลตนเองชื่อ "อชิตะภิกษุ" ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทำนายไว้ว่าจะได้เป็น "พระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรย" ในอนาคต สาเหตุที่มาเกิดเพราะต้องการให้พ่อเป็น "สื่อ" ให้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องเขื่อนพังจากแรงแผ่นดินไหวและอื่นๆ ในปีที่ 38 หลังจากตนเองเสียชีวิต (ตรงกับ พ.ศ.2555) จะมาเกิดอีกครั้ง
 

คลิปที่ 2 ความยาว 1:29:17 ชั่วโมง เป็นการเลาประวัติของ เด็กชายปลาบู่ มีคำอธิบายระบุว่า "ชีวประวัติ เด็กชายสุทัศน์ คำสี (ปลาบู่)" พร้อมปรากฎภาพของเด็กชายปลาบู่ เป็นบันทึกวิดีโอจากคำบอกเล่าคุณตาทองใบ มีเนื้อหาชีวประวัติของปลาบู่ตั้งแต่เกิดมาจนเสียชีวิต โดยอ้างอิงจากชีวิตของคุณตาทองใบ พระโพธิสัตว์ผู้ถูกวางหน้าที่ให้เป็นผู้เชื่อมโยงและพยานบุคคลว่า พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติคือใคร
 

ที่น่าแปลกก็คือ มีพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานสถานที่ ถึงการกลับมาของพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ในชาติใหม่ที่สัญญาไว้ว่า ตัวโตเท่านี้จะบวชเณรและจะมาหาพร้อมกับแม่ใหม่
 

ท้ายคลิปได้บรรยายว่า สารคดีรามรอยพระศรีฯ จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสำคัญ แก่ผู้ที่ติดตามและรอคอยการจุติของพระศรีฯ .... ตลอดจนการเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า
 
 
มีจดหมายที่ "ทองใบ คำสี" บิดาของเด็กชายปลาบู่ เขียนบอกเล่าไว้ โดยมีเนื้อหาพูดถึงคำทำนายของ เด็กชายปลาบู่ ดังนี้
         
          "คำทำนายเด็กชายปลาบู่
          บ้านเลขที่ 234/2 หมู่ 1 บ้านตามูล
          ตำบลทรายขาว อำเภอสอยดาว
          จังหวัดจันทบุรี 2 2 1 8 0
          วันที่ 28 กันยายน 2554
         
 
สวัสดีครับ ผู้ที่รักผืนแผ่นดินไทย ทุกท่าน
 
กระผม ชื่อนายทอง ใบคำสี เกิดวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2481 อายุ 73 ปี เป็นชาวอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กระผมมีลูกทั้งหมด 5 คน เป็นผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 1 คน บุตรชายของผมคนเดียวชื่อ "ปลาบู่" ซึ่งได้เสียชีวิตมาแล้ว 37 ปี ตอนเขามีอายุได้ 5 ปี 8 เดือน กับอีก 15 วัน
 
 
ก่อนตายบุตร ชาย บอกกับผมว่า อีก 15 วันหนูจะตายแล้ว หนูอยากคุยกับพ่อ และให้ผมไปซื้อเทปมาบันทึกเสียงเขา แต่ผมไม่ได้ทำตาม เพราะไม่เชื่อว่าเขาจะตายจริงๆ
 
 
กระผมได้ฟังหลายๆ เรื่อง แต่เขียนเพียงบางตอนที่บุตรชายได้เล่าเมื่อ วันที่ 23-25 มิถุนายน พ.ศ.2517 เป็นเวลา 37 ปีมาแล้ว เรื่องสำคัญๆ ที่เขาเล่าคือ เรื่องอดีตชาติของเขา และบุคคลสำคัญๆ เรื่องภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยและโลกในอนาคต เรื่องราวในอนาคตของประเทศไทย เรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 เรื่องดวงอาทิตย์ โลก จักรวาล ธาตุ เหล็กไหล มีความเป็นมาอย่างไร เรื่องขุมทรัพย์ในแผ่นดินที่พระแม่ธรณีเก็บเอาไว้หลายๆ แห่ง ฯลฯ
 
 
รวมถึงต้องการให้พ่อเป็น "ทูต" หรือ "สื่อ" ให้มีการเตรียมการป้องกันเขื่อนที่จะพังจากแรงแผ่นดินไหว การวางท่อใหญ่ๆ เพื่อระบายน้ำจากตัวเขื่อนลงทะเลเพราะน้ำเมื่ออยู่ในท่อจะสามารถควบคุมได้ และเรื่องการขุดคลองลัดคอคอดลูกน้ำเต้าเพื่อระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ ไหลเร็วขึ้น (ปัจจุบันเป็นโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว)
 
 
ในเรื่องอดีตชาติของเขา เขาบอกว่า หนูระลึกชาติได้จริงๆ เป็นปู่ของปู่ทวด เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์รู้มั้ย ตาเป็นทิพย์ หูเป็นทิพย์ หมดทั้งตัวเป็นไพฑูรณ์ เมื่อชาติก่อนโน้นหนูเคยเกิดเป็นพระชื่อ "อชิตะ" ตอนพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตได้บอกว่าหนูจะได้เป็น "พระศรีอาริยเมตไตรย" ไง ไม่ต้องมีตำรา ไม่ต้องมีคัมภีร์ก็เทศน์ได้
 
 
อยากให้พ่อช่วยเป็นทูตทางวิญญาณบอกให้ท่านทราบ จะได้ป้องกันไว้ก่อนที่เขื่อนจะพังเพราะแรงแผ่นดินไหว "แผ่นดินแยก เขื่อนแตกขาด" เขื่อนกักเก็บน้ำที่จังหวัดตาก จะพังเสียก่อนจะแก้ไขไม่ได้ โดยการเอาเหล็กรางรถไฟไปหุ้มให้แข็งแรงเป็นเขื่อนเหล็ก จะได้พังไม่มาก จากหนักจะได้เป็นเบา
 
 
"หนูมองเห็นความเสียหาย มีคนตายมากมาย อำเภอสามเงา ตากนครสวรรค์ อโยธยา ปทุมธานี นนทบุรี โรงพยาบาลศิริราช ท่าเรือคลองเตย เครื่องบินโดยสารไอพ่นจมน้ำด้วย"
 
 
เขาถามผมว่า "รถไฟลอยฟ้ามันเหาะได้มั้ยพ่อ?"  "รถไฟใต้ดินมันมุดน้ำได้มั้ยพ่อ?" (ปีพ.ศ.2517 ยังไม่มีรถไฟลอยฟ้าและรถไฟใต้ดิน) ใต้กรุงเทพฯ - ธนบุรี ไม่มีลูกรัง - หิน มีแต่ทรายทับถมโคลนตมอยู่ลึกๆ คนโบราณก่อสร้างเมืองไม่ต้องตอกเสาเข็ม เอาซุงมาทำแพบก จึงทำได้มั่นคงแข็งแรง
 
 
แม่น้ำเจ้าพระยาถูกขุดลอกให้ลึกๆ เป็นอันตรายมากๆ เพราะทรายทับถมตมเลนเหลือบางมากๆ ทำให้ตมเลนปูดทะลักขึ้นมาในแม่น้ำเจ้าพระยา ตึกรามบ้านช่องสิ่งก่อสร้างที่มีน้ำหนักมากๆ จมดินยังไม่พอ เพราะเสาเข็มยังจมยังไม่ถึงดินดาน รถไฟยังวิ่งสะเทือนเขย่าเม็ดทรายที่หุ้มเสาเข็ม ทำให้เสาเข็มทรุดตัว
 
หนูอยากให้รัฐบาลทำเขื่อนใต้น้ำ ดักทรายเป็นระยะเพื่อให้แม่น้ำเจ้าพระยาตื้นขึ้นเหมือนเดิม เพราะเมื่อขุดแม่น้ำเจ้าพระยาลึกๆ ก้นแม่น้ำก็จะมีแต่ตมเลนน้ำหนักของสิ่งก่อสร้างริมแม่น้ำจะกดตมเลนในแม่น้ำ ให้ปูดขึ้นมา ทำให้เกิดการทรุดตัวของสิ่งก่อสร้างริมแม่น้ำ
 
 
ตึกราม บ้านช่อง สิ่งก่อสร้างต่างๆ จะพังเพราะแรงแผ่นดินไหว น้ำในตัวเขื่อนที่พังยังไหลมาท่วมซ้ำเติม ทุกข์ยาก ลำบากมากๆ การสร้างเขื่อนใหญ่อยู่เหนือพระนคร เป็นอันตราย เพราะแรงแผ่นดินไหวแรงมาก เหมือนเมื่อก่อน ครั้งนานๆ โน้น ที่ไดโนเสาร์ตายหมด!!
 
 
เขียนถึงตรงนี้เด็กอายุเพียง 5 ขวบ 8 เดือน 15 วัน บ่นว่า เขื่อนที่สร้างเสร็จแล้วยังไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้วางท่อใหญ่ๆ เพื่อเอาน้ำออกสู่ทะเล ไม่มีท่อปล่อยน้ำออกจากเขื่อน เพราะถ้าระดับน้ำในเขื่อนเต็มขึ้นมา ก็จะมีการปล่อยน้ำออกจากตัวเขื่อน น้ำก็จะท่วมบ้านเรือนที่อยู่ใต้ตัวเขื่อน แต่ถ้ามีการวางท่อใหญ่ๆ จากตัวเขื่อนลงสู่ทะเลเลย น้ำก็จะระบายลงท่อไปสู่ทะเล ไม่ท่วมบ้านเรือนและแผ่นดินที่อยู่ข้างบน น้ำเมื่ออยู่ในท่อจะสามารถควบคุมได้ และจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ในระยะยาว

 
ปลาบู่ถามผมว่าอีก 27 ปี พ.ศ.อะไร ? (2544) จะมีเครื่องบินชนตึก อีก 30 ปี พ.ศ.อะไร ? (2547) จะเกิดคลื่นยักษ์คนจะตายกันมาก อีก 35 ปี พ.ศ.อะไร? (2552) จะเกิดแผ่นดินไหวในต่างประเทศ แต่อีก 38 ปี (2555) จะเกิดอาเพศรุนแรง แผ่นดินไหวรุนแรงเกือบทั่วโลก จะโดนทั้งไทย พม่า ฯลฯ กรุงเทพฯจมดินจมน้ำ เขื่อนที่จังหวัดตากก็พัง "ในเวลายามสองในคืนปีใหม่ คนไทยฉลองกันสนุกสนาน เกิดแผ่นดินไหวมีคนตายมากมาย" (ยามสอง คือประมาณเวลา 22.00 –24.00 น.)
 
 
กระผม ได้ฟังหลายๆ เรื่อง แต่เขียนเพียงบางตอน ตามเรื่องที่ปลาบู่เล่าเป็นเวลา 37 ปีมาแล้ว ปัจจุบันนี้กระผมอายุ 73 ปีแล้ว เป็นห่วงประเทศชาติ เชื่อว่าต้องเป็นความจริงตามที่ปลาบู่เล่า เพราะที่ผ่านมาเกิดขึ้นมาหมดแล้ว เหลือแต่ที่ยังไม่ถึง
 
 
ปลาบู่บอกว่า พ่อครับที่ดินแปลงนี้ยกให้หนูนะ (ที่สวนศรีมหาโพธิ์ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ได้ปลูกต้นโพธิ์ตามที่ลูกชายขอไว้กว่า 200 ต้น เป็นเวลา 36 ปีแล้ว) และให้ทำถนนให้รอบเหมือนกับสนามหลวง ให้ปลูกต้นโพธิ์ให้ด้วย หากหนูตายไปแล้วพ่อจะรู้เอง.. ให้จำปานของหนูไว้ให้ดี.. หนูจะกลับมาเกิดอีกครั้งเป็นลูกของ... ตัวโตเท่านี้จะบวชเณร ออกธุดงค์มาช่วยพ่อสร้างวัด "สุทัศน์เทพไพฑูรย์" (สวนศรีมหาโพธิ์) พร้อมกับแม่ใหม่ จะมาทำปาฏิหารย์เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา (ลูกชายบอกว่าต่อไปประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นๆ ต่างประเทศจะมาพึ่งพาประเทศไทย และพระพุทธศาสนาจะเป็นอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ประเทศอื่นๆ จะเสียหายเพราะภัยพิบัติและการสู้รบจากสงคราม) จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ในปีที่ 40 หลังจากเสียชีวิต (ตรงกับ พ.ศ. 2557)
 
 
ที่สวนศรีมหาโพธิ์จะเป็นสถานปฏิบัติธรรมของผู้หญิง และสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและคนชรา (ในยุคที่เกิดความทุกข์ยากเพราะภัยพิบัติ) บนเขาลับแล (โครงการจัดตั้งฯ วัดป่าร่มโพธิ์ศรีฯ) จะเป็นวัดที่อยู่ของพระภิกษุและสามเณร จะมีพระองค์หนึ่งมีบุญบารมีมาก จะมาช่วยพ่อสร้างวัด จะมีคนมาถวายให้สร้างโน่นสร้างนี่จนสร้างไม่หวาดไม่ไหว ซึ่งในปัจจุบันผมได้สร้างรอลูกชายตามที่สัญญาไว้ว่าจะมาหาทั้งสองที่ และได้เฝ้ารอคอยการกลับมาของบุตรชายในชาติใหม่มาเป็นเวลา 37 ปีแล้ว
 
 
กระผมขอวิงวอนรัฐบาลและผู้ที่รับผิดชอบช่วยพิจารณาเรื่องการนำรางรถไฟที่ไม่ใช้แล้วเพราะสับเปลี่ยนเป็นรางใหม่ (ซึ่งปัจจุบันวางกองๆ ไว้มากมายตามสถานีรถไฟ) นำไปเสริมตัวเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก และเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท เพื่อให้มีความแข็งแรง เพียงพอที่จะรับแรงแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักในการเขียนจดหมายของกระผมในครั้งนี้ และท่านคงทราบดีว่าในปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงในด้านธรณีวิทยาทำให้เกิด แผ่นดินไหวบ่อยครั้ง และสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั่วทั้งโลก การป้องกันเตรียมการไว้ก่อน เมื่อเกิดปัญหาจะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบา
 
 
          ขอแสดงความนับถือ
          ทองใบ คำสี
          ป.ล. มีพยานหลักฐานทั้ง พยานบุคคล และสถานที่ (อ.สอยดาว จ.จันทบุรี)"
 
 
อย่างไรก็ตาม น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุถึงคำทำนายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนทั่วไปดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท โดยในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถคำนวณล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อใด โดยยืนยันว่า เขื่อนภูมิพลและเขื่อนต่างๆ ในประเทศไทยมีความมั่นคงแข็งแรง สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ถึง 7.5 ริกเตอร์  ดังนั้น ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกกับข่าวลือต่างๆ แต่ขอให้เตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างมีสติ
 

ด้านนายณรงค์ ไทยประยูร ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล ได้แถลงข่าวหลังจากเกิดข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่า ได้สร้างความแตกตื่นแก่ประชาชนในจังหวัดตาก และจังหวัดใกล้เคียง เช่น กำแพงเพชร นครสวรรค์ ฯลฯ ทั้งนี้ทางเขื่อนภูมิพล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่า เขื่อนภูมิพล มีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัย เนื่องจากเขื่อนภูมิพลถูกออกแบบให้ทนต่อการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ถึง 7.5 ริกเตอร์ โดยที่เขื่อนไม่ได้ตั้งอยู่ในแนวรอยเลื่อนหลักที่จะเกิดแผ่นดินไหว และปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนลดลงอย่างต่อเนื่อง
 
 
ที่มา :
-ตามรอยพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ : http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=Sl8Vc1xpzcA
-ชีวประวัติเด็กชายสุทัศน์ คำสี (ปลาบู่) : http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=LUPmGZB5WLE)
-ย้อนรอยคำทำนายเด็กชายปลาบู่ว่อนเน็ต http://www.komchadluek.net
 
(ที่มา:มติชนออนไลน์)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 01 มกราคม 2555, 18:37:23
สวัสดีปีใหม่ 2555คะ[/b][/size][/color]


http://www.youtube.com/v/H5aF_Fr9MaI?version=3&hl=en_GB

http://youtu.be/H5aF_Fr9MaI


หัวข้อ: การเมืองจุฬาฯ เดือด.. "บุญสม-ภิรมย์" ชิงอธิการบดี !!
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 29 มกราคม 2555, 20:51:24
การเมืองจุฬาฯ เดือด.. "บุญสม-ภิรมย์" ชิงอธิการบดี !!
วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 15:29:08 น.
 

อุณหภูมิการสรรหาอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แทน "นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล" อธิการบดีจุฬาฯ คนปัจจุบัน ที่จะหมดวาระในวันที่ 31 มีนาคม 2555 ดูจะมาถึงจุดเดือดสูงสุด

เมื่อในการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งอธิการบดี ที่มี "นพ.เกษม วัฒนชัย" องคมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา ยังไม่ทันเริ่มให้แคนดิเดตที่ได้คะแนนหยั่งเสียงสูงสุดจากการเสนอรายชื่อของสภาคณาจารย์ คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ตลอดจนคณะ / สำนัก / วิชา / วิทยาลัย / สถาบัน หรือส่วนงานที่มีคณะกรรมการบริหาร มาแสดงวิสัยทัศน์ ก็มีเหตุการณ์ต้อง "ล้มกระดาน" การแสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าวไม่เป็นท่า เมื่อ นพ.เกษม ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ประกาศขอไม่เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาต่อ พร้อมกับวอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุม

แว่วว่าก่อนที่ นพ.เกษม จะวอล์กเอาต์ออกนั้น กรรมการสรรหาที่มาจากฟากสภาคณาจารย์ และสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงการบริหารงานของอธิการบดีคนปัจจุบันในแง่ลบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแต่งตั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงซึ่งเป็นคดีความอยู่ในตอนนี้ มาเป็นประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรในหลักสูตรหนึ่ง เรื่องที่เพิกเฉยต่อหนังสือร้องเรียนของสภาคณาจารย์กรณีขอให้มหาวิทยาลัยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบผู้ที่ออกใบปลิวสนับสนุนอธิการบดีคนปัจจุบัน โดยใช้ข้อความระบุว่า "ใช้สิทธิเต็ม 100% เสนอชื่อคนเดียว โดยไม่ต้องเหลียวแลใคร"

เรื่องนี้ นพ.เกษม ก็ยอมรับว่าได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นประธานคณะกรรมการสรรหาจริง แต่ไม่ขอบอกเหตุผลว่าลาออกเพราะอะไร



ฟากหนึ่ง ให้ข่าวว่าเหตุผลที่ นพ.เกษม ลาออก มีสาเหตุมาจากการจดบันทึกการประชุมของคณะกรรมการสรรหา ในวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แถมการจดบันทึกที่คลาดเคลื่อนดังกล่าว มีการกล่าวหาว่ามาจากการที่เลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการสรรหา พาบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย มาเข้าประชุมและให้เป็นคนจดบันทึกด้วย โดยข่าวระบุว่าบุคคลดังกล่าว คือบุคลากรสายปฏิบัติงานระดับ 9 ที่ออกใบปลิวสนับสนุน นพ.ภิรมย์ โดยใช้ข้อความว่า "ใช้สิทธิเต็ม 100% เสนอชื่อคนเดียว โดยไม่ต้องเหลียวแลใคร"

พร้อมระบุว่าผลการประชุมในวันที่ 13 มกราคม นอกจากจะมีการเปิดซองรายชื่อแคนดิเดต 3 ราย ที่ชิงเก้าอี้อธิการบดีจุฬาฯ ได้แก่ นพ.ภิรมย์ อธิการบดีจุฬาฯ คนปัจจุบัน "นายบุญสม เลิศหิรัญวงศ์" คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ "นายศุภชัย ยาวะประภาษ" คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว

ยังมีการกำหนดกติกาให้เรียกแคนดิเดตทีละคนมาแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา ในวันที่ 23 มกราคม โดยเริ่มจากผู้ที่ได้คะแนนหยั่งเสียงสูงสุดเป็นลำดับแรก ตามมาด้วยผู้ที่ได้คะแนนหยั่งเสียงเป็นลำดับ 2 และ 3 จนครบทั้ง 3 คน แล้วค่อยให้คณะกรรมการสรรหา พิจารณาตัดสิน ก่อนนำรายชื่อผู้เหมาะสมเพียงหนึ่งเดียว เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยที่มี นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นนายกสภาฯ ในวันที่ 26 มกราคม เพื่อพิจารณานำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งถ้าเรียงตามลำดับคะแนนหยั่งเสียงตามกติกาดังกล่าว ก็จะเป็น นพ.ภิรมย์ มาแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนแรก

ตามมาด้วย นายบุญสม และ นายศุภชัย ตามลำดับ



อย่างไรก็ตาม อีกฟากกลับให้ข้อมูลว่าเหตุผลที่ นพ.เกษม ลาออก ไม่ใช่เพราะบันทึกการประชุมที่คลาดเคลื่อน เพราะบันทึกดังกล่าวถูกต้องแล้ว แต่ที่ นพ.เกษม ลาออก เพราะรับไม่ได้กับพฤติกรรมของกรรมการสรรหาบางท่าน ที่ไม่ปฏิบัติตามกติกามากกว่า โดยผลการประชุมของคณะกรรมการสรรหา เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมานั้น มีการกำหนดกติกาก่อนการเปิดซองรายชื่อแคนดิเดต หรือพูดง่ายๆ ว่ามีการกำหนดกติกาก่อนที่จะทราบว่าใครเป็นแคนดิเดตที่ได้คะแนนหยั่งเสียงสูงสุดเป็นอันดับ 1

โดยกติกา กำหนดให้ผู้ที่ได้คะแนนหยั่งเสียงสูงสุดมาแสดงวิสัยทัศน์เพียงคนเดียว ถ้าพิจารณาแล้วว่าเหมาะสม ก็ให้นำรายชื่อนั้นเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 26 มกราคม แต่ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสม ก็ค่อยว่ากันอีกที ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะเรียกคนที่ได้คะแนนหยั่งเสียงลำดับถัดไป มาแสดงวิสัยทัศน์ และด้วยเหตุผลที่ให้ผู้ได้คะแนนหยั่งเสียงสูงสุดมาแสดงวิสัยทัศน์เพียงคนเดียว เหตุนี้จึงได้ทำหนังสือเชิญเฉพาะ นพ.ภิรมย์ ให้มาแสดงวิสัยทัศน์ ส่วนแคนดิเดตอีก 2 ท่าน ไม่ได้ทำหนังสือเชิญมา

ความร้อนแรงของการเมืองภายในจุฬาฯ ยังกระทบชิ่งมาถึง นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ผู้เป็น 1 ใน 6 คณะกรรมการสรรหา โดยถูกมองว่ายืนข้าง นพ.ภิรมย์ เนื่องจากในการประชุมคณะกรรมการหาที่ผ่านมา ออกรับแทนบุคลากรสายปฏิบัติงานผู้ทำใบปลิวเชียร์ นพ.ภิรมย์ โดยระบุว่ามีสิทธิทำได้ แถมมีข่าวว่า นพ.กำจร บอกว่าควรเชิญเฉพาะ นพ.ภิรมย์ มาแสดงวิสัยทัศน์ เพราะหากเชิญทั้ง 2 ท่านมาแล้วไม่ได้รับการเสนอรายชื่อต่อสภามหาวิทยาลัย ก็จะทำให้ทั้ง 2 ท่านอายเปล่าๆ เรื่องนี้ นพ.กำจร ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ พร้อมยืนยันว่าตนเองเป็นกลาง ไม่ได้เข้าข้างใคร

"ผมไม่ขอให้สัมภาษณ์ ไม่ปฏิเสธและไม่รับว่าพูดจริงหรือไม่ แต่ผมยืนยันว่าการสรรหาอธิการบดีในทุกมหาวิทยาลัย มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และมีการออกใบปลิว ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากมหาวิทยาลัยเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็เป็นเรื่องที่ทางสภามหาวิทยาลัยต้องดูแล ฉะนั้น จะให้ผมมาบอกว่าผิดหรือถูก คงบอกไม่ได้ เพราะต้องคงความเป็นกลาง แต่ถ้าถามว่าผิดไหม คงต้องถามว่าแล้วมีข้อบังคับห้ามไว้หรือไม่ ส่วนที่ถามว่าผมพูดอย่างนั้นจริงหรือไม่" นพ.กำจร กล่าว

การสรรหาอธิการบดีจุฬาฯ ครั้งนี้ ถูกจับตามองจากประชาคม นอกจากในฐานะมหาวิทยาลัยพี่ใหญ่แล้ว ยังถือเป็นการสรรหาอธิการบดีจุฬาฯ ครั้งแรก ภายหลังจุฬาฯ ออกนอกระบบราชการ มาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ ตาม พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งต้องมีการออกข้อบังคับการสรรหาอธิการบดีจุฬาฯ ใหม่

โดยคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วย 6 คน และประธาน 1 คน รวมเป็น 7 คน สภามหาวิทยาลัยคัดเลือกมาจากผู้แทนคณาจารย์ ผู้แทนผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ นายกสมาคมนิสิตเก่าโดยตำแหน่ง ประธานสภาคณาจารย์โดยตำแหน่ง และบุคคลภายนอก

ส่วนผู้ที่เป็นประธานนั้น ตามข้อบังคับสภามหาวิทยาลัย จะคัดเลือกจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภามหาวิทยาลัย



นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของการใช้ข้อบังคับจุฬาฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาอธิการบดี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ซึ่งเป็นปีแรกที่ให้สภาคณาจารย์ดำเนินการให้บุคลากรสายปฏิบัติงานระดับไม่ต่ำกว่า P7 หรือเทียบเท่า (ข้าราชการซี 3) และลูกจ้างเงินนอกที่บรรจุด้วยวุฒิปริญญาตรี สามารถเสนอชื่อ และลงคะแนนหยั่งเสียงผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นอธิการบดีจุฬาฯ ได้

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเพียงปีแรกที่เปิดให้บุคลากรสายปฏิบัติงาน สามารถเสนอชื่อ และลงคะแนนหยั่งเสียงเลือกผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิการบดีจุฬาฯ ก็เกิดปัญหาแล้ว โดยบุคลากรสายปฏิบัติงานระดับ 9 ออกใบปลิวเชิญชวนให้บุคลากรด้วยกันเสนอชื่ออธิการบดีต่อสภาคณาจารย์เพียงชื่อเดียว ตามที่เป็นข่าว

ขณะที่ฝ่ายสภาคณาจารย์มองว่าทำให้เกิดความสับสน และแตกแยกในสายสภาคณาจารย์ เพราะทำให้เข้าใจว่าสภาคณาจารย์จะเสนอรายชื่อแคนดิเดตต่อคณะกรรมการสรรหาเพียงชื่อเดียว ทั้งที่ตามข้อบังคับจุฬาฯ มีสิทธิเสนอรายชื่อได้ถึง 3 รายชื่อ ทำให้สภาคณาจารย์ทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยขอให้สอบสวนบุคลากรคนที่ออกใบปลิวดังกล่าวว่ามีจุดประสงค์อะไร

ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองภายในจุฬาฯ เดือดระอุ มีการชิงไหวชิงพริบระหว่าง 2 ขั้วอำนาจเก่า โดยฟากหนึ่งสนับสนุน นพ.ภิรมย์ ให้เป็นอธิการบดีต่ออีกสมัย กับอีกฟากส่งนายบุญสม มาไล่บี้ เพื่อเป็นอธิการบดีจุฬาฯ คนต่อไป เพื่อรองรับการทำงานของกรรมการสภาจุฬาฯ ชุดใหม่ โดยเฉพาะ "นายกสภาจุฬาฯ" คนใหม่

ฉะนั้น ต้องรอดูการประชุมสภาจุฬาฯ ว่าดีกรีความร้อนแรงจะพุ่งไปกว่านี้อีกหรือไม่ ในเมื่อ นพ.เกษม ที่จะครบวาระการเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ได้ปฏิเสธการทาบทามของจุฬาฯ ไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภามหาวิทยาลัยต่ออีก

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1327738612&grpid=no&catid=&subcatid=


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 29 มกราคม 2555, 21:05:31
การเมืองไม่ว่าระดับไหนก็ยุ่งเน๊าะป๋าเน๊าะ เราก็ได้แต่ดู

และภาวนาให้สามัคคีตกลงกันได้ด้วยดี emo24:(


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2555, 01:43:40
Patcharee Dst
ขอถือโอกาสนำมาแบ่งปัน คนแต่งงานแล้ว และกำลังจะแต่ง หรือท่องไว้ตั้งแต่เริ่มดูใจกัน

Rules for a Happy Marriage
1. Never both be angry at the same time.
2. Never yell at each other unless the house is on fire.
3. If one of you has to win an argument, let it be your mate.
4. If you criticize, do it lovingly.
5. Never bring up mistakes of the past.
6. Neglect the whole world rather than each other.
7. Never go to sleep with an argument unsettled.
8. At least once every day try to say one kind or complimentary thing to your life's partner.
9. When you have done something wrong, be ready to admit it and ask for forgiveness.
10. It takes two to make a quarrel, and the one in the wrong is the one who does the most talking.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Uncle Na ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2555, 08:55:06
ชอบข้อ 10 ที่ว่าการทะเลาะกัน จะมีคนหนึ่งที่ผิด คนนั้นคือคนที่ได้พูดเป็นส่วนใหญ่ ..
หมายความว่า พูดไปด้วย หาคำแก้ตัวให้ตัวเองไปด้วย...

อ่านครบ 10 ข้อ น้าไม คงเลิกล้มการคิดจะการแต่งงานไปแล้วชาตินี้...เหอ...เหอ...

 emo20:)):)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 11:06:01
อ้างถึง
ข้อความของ Uncle Na เมื่อ 03 กุมภาพันธ์ 2555, 08:55:06
ชอบข้อ 10 ที่ว่าการทะเลาะกัน จะมีคนหนึ่งที่ผิด คนนั้นคือคนที่ได้พูดเป็นส่วนใหญ่ ..
หมายความว่า พูดไปด้วย หาคำแก้ตัวให้ตัวเองไปด้วย...

อ่านครบ 10 ข้อ น้าไม คงเลิกล้มการคิดจะการแต่งงานไปแล้วชาตินี้...เหอ...เหอ...

 emo20:)):)

รู้ได้ไงลุงณะ ว่าป้าไมแกจะเลิกล้มความคิด


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Uncle Na ที่ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 13:59:35
อ้างถึง
ข้อความของ ตี้ถาปัด เมื่อ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 11:06:01
อ้างถึง
ข้อความของ Uncle Na เมื่อ 03 กุมภาพันธ์ 2555, 08:55:06
ชอบข้อ 10 ที่ว่าการทะเลาะกัน จะมีคนหนึ่งที่ผิด คนนั้นคือคนที่ได้พูดเป็นส่วนใหญ่ ..
หมายความว่า พูดไปด้วย หาคำแก้ตัวให้ตัวเองไปด้วย...

อ่านครบ 10 ข้อ น้าไม คงเลิกล้มการคิดจะการแต่งงานไปแล้วชาตินี้...เหอ...เหอ...

 emo20:)):)

รู้ได้ไงลุงณะ ว่าป้าไมแกจะเลิกล้มความคิด
ถ้าไม่ใช่น้าไม ก็น้าแจง มันต้องถูกซักคน ละน่า...
 emo48:)

น่าแปลกใจ ชายโสดดีๆ เยอะแยะมองข้ามคนดีๆ เช่นน้าๆ เราทั้งสองนี้ไปได้อย่างไรกัน..ไม่ใจเลย..

 emo26:D



หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 21:15:20
อ้างถึง
ข้อความของ Uncle Na เมื่อ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 13:59:35
อ้างถึง
ข้อความของ ตี้ถาปัด เมื่อ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 11:06:01
อ้างถึง
ข้อความของ Uncle Na เมื่อ 03 กุมภาพันธ์ 2555, 08:55:06
ชอบข้อ 10 ที่ว่าการทะเลาะกัน จะมีคนหนึ่งที่ผิด คนนั้นคือคนที่ได้พูดเป็นส่วนใหญ่ ..
หมายความว่า พูดไปด้วย หาคำแก้ตัวให้ตัวเองไปด้วย...

อ่านครบ 10 ข้อ น้าไม คงเลิกล้มการคิดจะการแต่งงานไปแล้วชาตินี้...เหอ...เหอ...

 emo20:)):)

รู้ได้ไงลุงณะ ว่าป้าไมแกจะเลิกล้มความคิด
ถ้าไม่ใช่น้าไม ก็น้าแจง มันต้องถูกซักคน ละน่า...
 emo48:)

น่าแปลกใจ ชายโสดดีๆ เยอะแยะมองข้ามคนดีๆ เช่นน้าๆ เราทั้งสองนี้ไปได้อย่างไรกัน..ไม่ใจเลย..

 emo26:D


ยืนยันไม่เคยล้มเลิกความคิด emo29:P:


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 21:23:35
สมัยนี้ "ชายโสดดีๆ" เขาก็มักจะชอบชายโสดดีๆด้วยกันนะ ลุงณะ...คิ​ คิ...


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 23:37:29
อ้างถึง
ข้อความของ แจง-24 เมื่อ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 21:23:35
สมัยนี้ "ชายโสดดีๆ" เขาก็มักจะชอบชายโสดดีๆด้วยกันนะ ลุงณะ...คิ​ คิ...
เห็นด้วยครับ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Uncle Na ที่ 05 กุมภาพันธ์ 2555, 06:36:42
อ้างถึง
ข้อความของ พธู ๒๕๒๔ เมื่อ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 23:37:29
อ้างถึง
ข้อความของ แจง-24 เมื่อ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 21:23:35
สมัยนี้ "ชายโสดดีๆ" เขาก็มักจะชอบชายโสดดีๆด้วยกันนะ ลุงณะ...คิ​ คิ...
เห็นด้วยครับ

 emo47     emo20:)):)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 05 กุมภาพันธ์ 2555, 09:12:18
อ้างถึง
ข้อความของ Uncle Na เมื่อ 05 กุมภาพันธ์ 2555, 06:36:42
อ้างถึง
ข้อความของ พธู ๒๕๒๔ เมื่อ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 23:37:29
อ้างถึง
ข้อความของ แจง-24 เมื่อ 04 กุมภาพันธ์ 2555, 21:23:35
สมัยนี้ "ชายโสดดีๆ" เขาก็มักจะชอบชายโสดดีๆด้วยกันนะ ลุงณะ...คิ​ คิ...
เห็นด้วยครับ

 emo47     emo20:)):)

เหอ เหอ งุงิ งุงิ


หัวข้อ: เอาไง กันแน่
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 29 มีนาคม 2555, 02:51:16
วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์


เอาไงแน่  -มันฯ มือเสือ


ด้วยความที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย เวลาเดินทางไปเยือนต่างประเทศ หรือเข้าร่วมประชุมเวทีนานาชาติระดับโลก มักได้รับการจับตาจากสื่อต่างชาติ สื่อไทย รวมถึงคนไทยทั่วไปมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องแต่งกายและการใช้ภาษา เป็นหัวข้อถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ทั้งจากผู้ชื่นชอบและไม่ชอบในตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์  ครั้งนี้เช่นกัน นายกฯ ยิ่งลักษณ์เดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำด้านความมั่นคงนิวเคลียร์ ที่ประเทศเกาหลีใต้  ระหว่างนั้นมีการนำภาพนายกฯ ยิ่งลักษณ์แต่งชุดฮันบก หรือที่คนไทยเรียกว่าชุด ′แดจังกึม′ เป็นชุดแต่งกายประจำชาติเกาหลี มาโพสต์ลงเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความระบุสวมใส่เพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศเจ้าภาพ สื่อไทยหลายฉบับก็นำมาเผยแพร่ต่อ  ในจังหวะการเมืองแบ่งสองขั้ว ต่างฝ่ายจ้องจับผิดกันทุกเม็ด ตอบโต้กันทุกดอก เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ไม่มีใครยอมถอยให้ใคร ยิ่งในสังคมเน็ตเวิร์ก ยิ่งออกอาวุธใส่กันดุเดือด

กรณีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ใส่ชุดฮันบกนั้น  ฝ่ายที่มีความหมั่นไส้นายกฯ ยิ่งลักษณ์เป็นทุนเดิมจึงไม่พลาดที่จะโจมตีด้วยคำถามทำนองว่า ทำไมนายกฯ ไทยไม่แต่งชุดประจำชาติไทย แต่ดันไปใส่ชุดสาวแดจังกึม อีกฝ่ายเมื่อได้ยินดังนั้นก็ออกอาวุธสวนให้ทันทีว่า  ตอนนายกฯ ยิ่งลักษณ์อ่านแถลงการณ์ภาษาอังกฤษร่วมกับนางฮิลลารี่ คลินตัน คนพวกนี้ก็ตำหนิว่าสำเนียงภาษาอังกฤษของนายกฯ ไม่ได้เรื่องบ้าง พูดผิดพูดถูกบ้าง ถึงขั้นจับผิดกันชนิดคำต่อคำก็มี  แล้วตอนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ไปพูดภาษาไทยกับสื่อที่ญี่ปุ่น คนพวกนี้ก็แสดงอาการคับข้องใจว่า ทำไมไม่พูดภาษาอังกฤษ  คราวนี้พอไปประชุมที่เกาหลี แต่งชุดแดจังกึม คนกลุ่มนี้ก็ยังอุตส่าห์กระแนะกระแหนว่า สวยน่ะสวยดีอยู่หรอก  แต่ทำไมไม่แต่งชุดไทย

ตกลงจะให้ทำไงแน่(วะ)  


(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd737322_782639_2727897_3581008photo.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 29 มีนาคม 2555, 15:37:09

นั่นดิ...   emo20:)):)  emo20:)):)  emo20:)):)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 29 มีนาคม 2555, 22:01:27
ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนถูกใจ......ตัวเราเองยังไม่ได้ดั่งใจเราเองเล้ย... emo20:)):)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 29 มีนาคม 2555, 23:26:00

เขียนให้คล้ายๆกัน...

อย่าคาดหวังว่า คนอื่นจะทำให้เราพอใจได้ทุกสิ่ง
เพราะแม้สิ่งที่เราทำด้วยตนเอง บางครั้งเรายังไม่ถูกใจหรือพอใจเลย.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 30 มีนาคม 2555, 10:12:15
อ้างถึง
ข้อความของ Leam เมื่อ 29 มีนาคม 2555, 23:26:00

เขียนให้คล้ายๆกัน...

อย่าคาดหวังว่า คนอื่นจะทำให้เราพอใจได้ทุกสิ่ง
เพราะแม้สิ่งที่เราทำด้วยตนเอง บางครั้งเรายังไม่ถูกใจหรือพอใจเลย.

กด Like ให้สิบครั้ง


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Pete15 ที่ 30 มีนาคม 2555, 12:37:34
ความ พอดี ถูก - ผิด ถูกกำหนดโดย สังคม ใช่ -ไม่ใช่ เป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ถ้าเราวาง กฏระเบียบ วัฒนธรรมประ
      เพณีไว้ก่อน สิ่งที่มนุษย์เเสดงออกให้ผู้อื่นได้เห็น ได้สัมผัส /ความพอดี ความพอเหมาะ ความเหมาะสม สำหรับบุคคลนั้น
      น่าจะเป็นสิ่งอันควร ที่ พึงปฏิบัติ  ความเป็นธรรมชาติ ไม่ขัดหูคัดตา ก็จะเกิดขึ้นให้เห็น  .....การที่เราเต้นไปตามสังคม
      หรือเพียงแต่รำไป ตามจังหวะ ที่ผู้อื่นเป็นคนแต่ง .....แล้วตัวท่านเองละคือใคร" นักแสดงเท่านั้น".......อาเมน emo26:D


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 30 มีนาคม 2555, 22:11:31
อ้างถึง
ข้อความของ Pete15 เมื่อ 30 มีนาคม 2555, 12:37:34
ความ พอดี ถูก - ผิด ถูกกำหนดโดย สังคม ใช่ -ไม่ใช่ เป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ถ้าเราวาง กฏระเบียบ วัฒนธรรมประ
      เพณีไว้ก่อน สิ่งที่มนุษย์เเสดงออกให้ผู้อื่นได้เห็น ได้สัมผัส /ความพอดี ความพอเหมาะ ความเหมาะสม สำหรับบุคคลนั้น
      น่าจะเป็นสิ่งอันควร ที่ พึงปฏิบัติ  ความเป็นธรรมชาติ ไม่ขัดหูคัดตา ก็จะเกิดขึ้นให้เห็น  .....การที่เราเต้นไปตามสังคม
      หรือเพียงแต่รำไป ตามจังหวะ ที่ผู้อื่นเป็นคนแต่ง .....แล้วตัวท่านเองละคือใคร" นักแสดงเท่านั้น".......อาเมน emo26:D
    กดlike ให้อีกคนค่ะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 31 มีนาคม 2555, 09:44:51
อ้างถึง
ข้อความของ Leam เมื่อ 29 มีนาคม 2555, 23:26:00

เขียนให้คล้ายๆกัน...

อย่าคาดหวังว่า คนอื่นจะทำให้เราพอใจได้ทุกสิ่ง
เพราะแม้สิ่งที่เราทำด้วยตนเอง บางครั้งเรายังไม่ถูกใจหรือพอใจเลย.


อ้างถึง
ข้อความของ Pete15 เมื่อ 30 มีนาคม 2555, 12:37:34
ความ พอดี ถูก - ผิด ถูกกำหนดโดย สังคม ใช่ -ไม่ใช่ เป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ถ้าเราวาง กฏระเบียบ วัฒนธรรมประ
      เพณีไว้ก่อน สิ่งที่มนุษย์เเสดงออกให้ผู้อื่นได้เห็น ได้สัมผัส /ความพอดี ความพอเหมาะ ความเหมาะสม สำหรับบุคคลนั้น
      น่าจะเป็นสิ่งอันควร ที่ พึงปฏิบัติ  ความเป็นธรรมชาติ ไม่ขัดหูคัดตา ก็จะเกิดขึ้นให้เห็น  .....การที่เราเต้นไปตามสังคม
      หรือเพียงแต่รำไป ตามจังหวะ ที่ผู้อื่นเป็นคนแต่ง .....แล้วตัวท่านเองละคือใคร" นักแสดงเท่านั้น".......อาเมน emo26:D

กด Keyboard เป็นคำว่า Like สักกี่ทีดีครับ
เดี๋ยวจะโดนว่าเต้นไปตามสังคมหรือป่าวเนี่ย คริ คริ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 01 เมษายน 2555, 11:02:33
คุยอยู่กับพี่ปิ๊ด ก็ต้องเต้นตามพี่ปิ๊ดสิ ลุงตี้
อยู่ดีๆจะไปเต้นตามคุณ "สังคม" ซะงั้น...


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 01 เมษายน 2555, 12:35:52
อ้างถึง
ข้อความของ แจง-24 เมื่อ 01 เมษายน 2555, 11:02:33
คุยอยู่กับพี่ปิ๊ด ก็ต้องเต้นตามพี่ปิ๊ดสิ ลุงตี้
อยู่ดีๆจะไปเต้นตามคุณ "สังคม" ซะงั้น...


คุณสังคมเข้า เต้นเก่ง เต้นตามพี่ปี๊ดไม่ได้เพราะแกเต้นช้า อิ อิ


หัวข้อ: "เหตุใดรัชกาลที่๑ ไม่ให้พระเจ้าตากฯ เข้าเฝ้าเป็นครั้งสุดท้าย" ในวรรณกรรมพระราชประวัติ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 15 เมษายน 2555, 11:51:55
"เหตุใดรัชกาลที่๑ ไม่ให้พระเจ้าตากฯ เข้าเฝ้าเป็นครั้งสุดท้าย" ในวรรณกรรมพระราชประวัติพระเจ้าตากสิน
 
โดย ปฐมพงษ์ สุขเล็ก

บทนำ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมคือเจ้าพระยาจักรีแม่ทัพคนสำคัญในสมัยกรุงธนบุรี เป็นขุนศึกที่ไว้พระทัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถวายงานสร้างความชอบจนได้รับการเลื่อนยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกอันสูงกว่าขุนนางทั้งปวง พระราชทานเครื่องยศเหมือนอย่างเจ้าต่างกรม

ในช่วงปลายสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเกิดพระสติวิปลาสสร้างเกิดความเดือดร้อนต่ออาณาประชาราษฎร์ ในเวลานั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นผู้สำเร็จราชการ และชำระโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยอมรับผิดทุกประการ จึงลงโทษด้วยการประหารชีวิต และปราบดาภิเษกพระองค์เองเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับหมอบรัดเล  และพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวไว้ตรงกันว่า  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ขอผู้คุมพาไปพบสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นครั้งสุดท้าย แต่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกลับโบกมือไม่ให้พบ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร ดังนี้

เพชฌฆาตกับผู้คุมก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไป กับทั้งสังขลิกพันธนาการ  เจ้าตากจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายอยู่แล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ได้ทอดพระเนตรเห็น จึงโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมและเพชฌฆาตก็หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสียถึงแก่พิราลัย จึงรับสั่งให้เอาศพไปฝังไว้ ณ วัดบางยี่เรือใต้ และเจ้าตากสิ้นขณะเมื่อสิ้นบุญถึงทำลายชีพนั้นอายุได้สี่สิบแปดปี
                                                                                           
(พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, น. ๒๓๐.)

จากเนื้อหาที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารข้างต้นจึงดูขัดแย้งกับความสัมพันธ์และความจงรักภักดีของทั้ง๒ พระองค์ที่มีความคุ้นเคยกันตั้งแต่วัยเยาว์ จึงส่งผลต่อความสัมพันธ์ของทั้ง ๒ พระองค์ในเวลาต่อมาจึงเกิดการตั้งคำถามว่า “เหตุใดรัชกาลที่ ๑ ไม่ให้พระเจ้าตากฯ เข้าเฝ้าเป็นครั้งสุดท้าย” รวมถึงตอนอื่นๆ ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารที่สร้างความกังขาในเรื่องนี้

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดตัวบทวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อมุ่งหมาย“สร้างคำตอบ” ที่เป็นคำอธิบายชุดใหม่ให้สอดคล้องกับเนื้อความในเอกสารทางประวัติศาสตร์ และความมุ่งหมายที่ต้องการ

๑. ความสัมพันธ์ ๒ มหาราช ในเอกสารทางประวัติศาสตร์
 
เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่มักถูกนำมาใช้อ้างอิงคือ พระราชพงศาวดาร และหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ

พระราชพงศาวดารที่กล่าวถึงความสัมพันธ์นี้ที่เก่าที่สุดคือพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ในบานแผนกระบุว่าพระราชพงศาวดารฉบับนี้ชำระปี พ.ศ. ๒๓๓๘ (จ.ศ. ๑๑๕๗) ได้เริ่มปรากฏเนื้อความครั้งแรกเมื่อรัชกาลที่ ๑ เป็นพระราชรินทร์รับบัญชายกทัพไปตีพระยาวรวงศาธิราช ดังนี้ “ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธให้พระยาวงศาธิราชมาตั้งรับทางหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวดำรัสให้พระราชรินทร์ พระมหามนตรียมไปตีพระยาวงศาธิราช” สำหรับพระราชพงศาวดารที่ถูกเรียบเรียงขึ้นในเวลาต่อมาคือ ฉบับหมอบรัดเล และฉบับพระราชหัตถเลขาได้ปรับปรุงเนื้อหาเล็กน้อย และได้กล่าวถึงรัชกาลที่ ๑ ตรงกันว่าปรากฏครั้งแรกเมื่อพระอนุชา หรือพระมหามนตรีในขณะนั้นรับราชการในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอยู่ก่อน จึงขออนุญาตรับพี่ชายเพื่อถวายตัว ดังนี้ “ขณะนั้นพระมหามนตรี จึงกราบทูลพระกรุณาว่าจะขอไปรับหลวงยกบัตรราชบุรีผู้พี่นั้นเข้ามาถวายตัวทำราชการ  จึงโปรดให้ออกไปรับเข้ามาแล้วทรงพระกรุณาโปรดตั้งให้เป็นพระราชรินทร์”  (ในฉบับหมอบรัดเลใช้ว่า “พระราชวรินทร์”) 

อย่างไรก็ตามพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีทั้งหมดข้างต้นนี้ได้ถูกผลิตซ้ำโดยใช้พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) เป็นแม่แบบในการเรียบเรียงฉบับต่อๆ มา ซึ่งเนื้อความอาจมีการตัดทอน หรือเพิ่มเติมบ้าง แต่เนื้อหาที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ พระองค์นั้นมีความสอดคล้องกันคือ รัชกาลที่ ๑ อยู่ในฐานะแม่ทัพคนสำคัญที่ทำการรบควบคู่กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

สำหรับเนื้อหาที่ปรากฏในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษถึงแม้เอกสารฉบับนี้ยังไม่สามารถสรุปที่มาได้ชัดเจน แต่เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ถูกนำไปอ้างอย่างกว้างขวางในด้านความสัมพันธ์ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีตั้งแต่พระองค์จำพรรษาอยู่ที่วัดมหาทลายที่ปรากฏเรื่องราวของซินแสที่ทำนายสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และรัชกาลที่ ๑ ว่าจะได้เสวยราชย์ในภายภาคหน้า หรือเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า รัชกาลที่ ๑ ได้ฝากแหวนพลอยและดาบโบราณให้แด่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ตั้งค่ายอยู่ที่เมืองชลบุรีพร้อมสั่งเสียว่า“แต่เจ้าจงบอกแก่พระยาตากสินเขาด้วยว่า  ดาบเล่มนี้เปนของๆ ข้าฝากไปให้แก่เขา  แหวนสองวงนั้นเปนของเมียข้าฝากไปตามที่ระลึกถึงกันในเวลากันดารแสนยากแสนแค้น”  และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ตรัสตอบต่อผู้ที่นำมาให้ว่า “พระเจ้าตากทรงรับไว้แล้วจึงตรัสว่า ขอบใจนักหนาที่อยู่ไกลยังมีความอุตสาหะคิดถึงกัน  เช่นนี้เขาเรียกว่ากัลยาณมิตร” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์คุ้นเคยระหว่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และรัชกาลที่ ๑ ในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างดี

จากการเปรียบเนื้อหาที่แสดงความสัมพันธ์คุ้นเคยระหว่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และรัชกาลที่ ๑ ปรากฏในพระราชพงศาวดาร และหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ เห็นได้ว่าเนื้อความในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษได้แสดงความคุ้นเคยกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ในฐานะสหาย ด้วยเหตุนี้เนื้อความที่แสดงถึงความผูกพันในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษจึงขัดแย้งกับการพระราชประวัติช่วงปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารถึงแม้เนื้อหาจะมาจากเอกสารต่างชุดกันก็ตาม

๒.จากคำถามใน “ตัวบทประวัติศาสตร์” สู่คำตอบใน “ตัวบทวรรณกรรม”

ตัวบทวรรณกรรม หรือตัวบทเรื่องเล่า คืองานเขียนประเภทบันเทิงคดีที่ถูกสร้างขึ้นคู่ขนานกับเอกสารทางประวัติศาสตร์ทั้งในรูปแบบเรื่องสั้นและนวนิยายมีเนื้อหาทั้งที่สอดคล้อง และขัดแย้งกับเอกสารทางประวัติศาสตร์ การสร้าง “คำตอบ” ของข้อกังขาในเนื้อหาประวัติศาสตร์ช่วงรอยต่อระหว่าง ๒ มหาราชเป็นการสร้างคำอธิบายชุดใหม่ หรือสร้าง “เหตุ” ที่มีความสอดคล้องกับ “ผล” ที่ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์ รวมถึงการดัดแปลงแก้ไขรวมถึงตอกย้ำวาทกรรมเดิม  เพื่อยอพระเกียรติ  รวมถึงเน้นย้ำความสัมพันธ์ ในรูปแบบของตัวบทวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี

ชุดคำตอบเหล่านี้ปรากฏในตัวบทวรรณกรรม ๕ เรื่อง คือ เรื่องสั้นเรื่องใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน นวนิยายเรื่องใครฆ่าพระเจ้าตากสิน? นวนิยายเรื่องผู้อยู่เหนือเงื่อนไข นวนิยายเรื่องตากสิน มหาราชชาตินักรบ  และสารคดีกึ่งบันเทิงคดีเรื่องดวงพระเจ้าตากไม่ถูกประหาร ปรากฏคำตอบดังนี้

รู้ว่าเป็นพระองค์จริง “จึงต้องทำใจ”  ใน ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน

ตัวบทวรรณกรรมเรื่องสั้นเรื่อง ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน ผู้แต่งคือหลวงวิจิตรวาทการ ตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๔๙๔? ปรากฏเนื้อหาที่สร้างคำอธิบายในทำนองว่า รัชกาลที่ ๑ ไม่ขอมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการชำระโทษครั้งนี้ทั้งสิ้น จึงให้เป็นไปตามที่ประชุมขุนนาง จึงสามารถอนุมานได้ว่า เพราะพระองค์ยังมีความผูกพันกัน ดังนั้นรัชกาลที่ ๑ จึง “โบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า”  ดังนี้   

ส่วนทางสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนั้น ได้ตั้งใจแน่วแน่อยู่แล้วว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  จึงมอบหมายหน้าที่ให้ที่ประชุมข้าราชการชำระ โดยไม่ต้องมีอะไรพาดพิงมาถึงตัวท่าน จะชำระกันอย่างไร จะพิพากษาว่ากระไร มีผิดจะลงโทษอย่างไร ไม่ผิดจะทำอย่างไร สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไม่ปรารถนาจะเกี่ยวข้อง  ต้องการจะให้เป็นไปตามความเห็นของที่ประชุม เมื่อเห็นคนพาหลวงอาสาศึกซึ่งเข้าใจว่าเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเข้ามาหา สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็โบกมือให้พาออกไป ความมุ่งหมายในการที่โบกมือนั้น ก็เพียงแต่ว่าไม่ขอเกี่ยวข้อง จะขออยู่ในอุเบกขา จะชำระกันอย่างไร ก็สุดแต่ที่ประชุมเสนามาตย์ข้าราชการ แต่พวกที่ควบคุมไปนั้นจะเข้าใจว่าอย่างไรก็ตามที เลยพาตัวไปประหารชีวิตเสียที่หน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์
                                                                                                                                     
(ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน,  น. ๓๕๖.)
 
 
จากตัวบทวรรณกรรมข้างต้น ได้สร้างคำอธิบายชุดใหม่ส่งผลให้บทบาทของรัชกาลที่ ๑ เปลี่ยนแปลงไปจากเนื้อความในพระราชพงศาวดาร ด้วยการสร้างเหตุผลที่รัชกาลที่ ๑ มีความจำเป็นที่จะต้อง “โบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า” เพราะความรักใคร่คุ้นเคยกันตั้งแต่วัยเยาว์ เรื่อยมาจนถึงเป็นขุนศึกคู่พระทัยดังที่ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์ รวมถึงการสืบทอดวาทกรรมที่สร้างความหมายให้ทั้ง ๒ พระองค์เป็นสหายต่อกัน

แต่จากตัวบทวรรณกรรมเรื่องสั้นเรื่อง ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัชกาลที่ ๑ รับรู้ว่าผู้ที่ถูกประหารที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์นั้นเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์จริง ถึงแม้ว่าผู้แต่งได้นำเสนอว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์จริงสามารถหลบหนีไปเมืองนครศรีธรรมราชได้ก็ตาม

รู้ว่าเป็นพระองค์ปลอม “จึงไม่สนใจ” ใน ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน?

ตัวบทวรรณกรรมนวนิยายเรื่อง ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน?  ผู้แต่งคือ ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ตีพิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๑๖  ผู้แต่งได้เพิ่มเติมตัวบทด้วยการนำเสนอพระเจ้าตากสินมหาราชที่ถูกประหารชีวิตตัดศีรษะเป็น “พระองค์ปลอม”  เพื่อให้สอดคล้อง และแสดงเหตุผลในเนื้อความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารคือ  หลังจากที่รัชกาลที่ ๑ ทรงปราบดาภิเษก และสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีแล้ว พระองค์และกรมพระราชวังบวรฯ ได้โปรดให้ขุดศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาบังสุกุล ขณะนั้นเจ้าจอมบางส่วนแสดงอาการเสียใจ พระองค์ทั้งสองจึงให้ลงพระราชอาญา ปรากฏในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ดังนี้

ฝ่ายข้างกรุงเทพมหานคร สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ดำรัสให้ขุดหีบศพเจ้าตากขึ้นตั้งไว้ ณ เมรุวัดบางยี่เรือใต้ ให้มีการมหรสพและพระราชทานพระสงฆ์บังสุกุล เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพทั้งสองพระองค์ ขณะนั้นพวกเจ้าจอมข้างใน ทั้งพระราชวังหลวงวังหน้า ซึ่งเป็นข้าราชการครั้งแผ่นดินเจ้าตากคิดถึงพระคุณชวนกันร้องไห้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงพิโรธดำรัสให้ลงพระราชอาญา
                                                                                                     
(พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, น. ๒๔๓.)
 
 
เนื้อความข้างต้นเป็นอีกตอนหนึ่งที่สร้างความกังขาในเรื่องความสัมพันธ์ที่รัชกาลที่ ๑ สั่งลงพระราชอาญาพวกเจ้าจอมข้างในที่ยังอาลัยอาวรณ์ต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นธรรมดาของผู้ที่ยังมีความผูกพันกัน ตัวบทวรรณกรรมเรื่องนี้จึงสร้างวาทกรรมสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์ปลอมขึ้นมา เพื่อตอกย้ำมิตรภาพต่อกัน ดังนี้

แต่เมื่อเรารู้ความจริงแล้วว่า ท่านขุดศพคุณมั่น ผู้กตัญญูกตเวทีขึ้นมาเผา เผาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณมั่นวีรบุรุษอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเพื่อให้คนที่ฝักใฝ่ในองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะได้เห็นจริงว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จสวรรคตแล้ว จะได้เลิกคิดเรื่องการเมืองต่อไป และอย่างน้อยก็เพื่อให้คนทั้งหลายเห็นน้ำพระทัยว่า  ท่านยังระลึกถึงอยู่จึงขุดศพมาเผาให้ แต่เสียงร้องไห้นั้นคงทำให้ท่านรำคาญเพราะไม่ใช่พระศพ เป็นเพียงศพคุณมั่นต่างหาก
                                                                                                                 
(ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน?, น. ๑๔๗.)
 
 
จากตัวบทวรรณกรรมข้างต้น ผู้แต่งได้สร้างคำอธิบายถึงเหตุผลในการกระทำของพระองค์เช่นนี้  เนื่องด้วยรู้ว่าผู้ที่ถูกประหารชีวิตที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ในครั้งนั้นไม่ใช่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์จริงอีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัชกาลที่ ๑ รับรู้ในการวางแผนผลัดแผ่นดินครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ยังสอดคล้องกับเนื้อความที่ปรากฏในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษที่กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองพระองค์

แท้ที่จริงเป็นแผนของ“หลวงสรวิชิต”  ใน ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข
 
ตัวบทวรรณกรรมนวนิยายเรื่อง ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข ผู้แต่งคือ สุภา ศิริมานนท์ ตีพิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๔๕  ผู้แต่งได้สร้างคำอธิบายชุดใหม่ไว้อย่างน่าสนใจคือ ผู้ที่วางแผนการทั้งหมดนั้นคือหลวงสรวิชิต หรือเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ผู้แต่งนำเสนอว่าหลวงสรวิชิตโกรธแค้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่สังหารพระเทพโยธาที่ขัดคำสั่งห้ามแวะบ้านด้วยพระองค์เองเพราะพระเทพโยธาเป็นญาติกับหลวงสรวิชิต ด้วยเหตุนี้หลวงสรวิชิตจึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด รวมถึงเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินพระองค์ปลอม ดังนี้

หลวงอาสาศึกตัดสินใจเสียสละชีวิตครั้งนี้โดยไม่ต้องการที่จะให้ท่านรู้เลยด้วยซ้ำ เขาบอกพวกเราอย่างเดียวว่า  ถ้าเขาถูกตัดสินประหารในนามของท่าน เขาจะขอเข้าพบสมเด็จเจ้าพระยาสักเล็กน้อย แต่ผมคิดว่าหลวงอาสาศึกคงจะไม่ได้รับโอกาสนั้นแน่นอน หลวงสรวิชิตเขารู้แก่ใจของเขาดีว่าเรื่องจริงๆ เป็นมาอย่างไร และบุรุษในนามเจ้าตากคนนั้นคือใคร ซึ่งเขาก็ย่อมไม่ปรารถนาจะให้สมเด็จเจ้าพระยาต้องรู้เรื่องที่เขาจัดการไปโดยพลการนั้นด้วย หลวงสรวิชิตรู้ดีว่าผู้ที่จะขอเข้าพบมูลนายของเขานั้นเป็นเจ้ากรุงธนตัวปลอม ความมันอาจจะแตกขึ้น เรื่องก็จะไปกันไกล อันล้วนแต่กลายเป็นข้อซึ่งพิสูจน์ถึงความไม่สามารถของเขา  ทั้งๆ ที่ความจริงเขาสามารถสังหารเสียได้ทั้งเจ้ากรุงธนตัวจริงและตัวปลอมด้วยซ้ำ อีกข้อหนึ่ง ม็อง เยเนราล ข้อหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ  หลวงสรวิชิตรู้ว่าท่านกับมูลนายของเขาเป็นสหายศึกร่วมใจกันมานาน มีความเกี่ยวดองกันในชั้นลูกหลานหลายชั้น...ถ้าหากมีการพูดจารู้เรื่องกันขึ้น โดยอาจจะรำลึกถึงความสัมพันธ์ในอดีต...ผมจึงคิดว่าหลวงอาสาศึกคงไม่ได้รับโอกาสให้พบสมเด็จเจ้าพระยาอย่างเด็ดขาดหลวงสรวิชิตย่อมจะต้องกีดกันไว้ล่วงหน้าแล้วทุกๆ ทาง หรือมิฉะนั้นอีกแง่หนึ่งสมเด็จเจ้าพระยาเขาอาจจะรู้ความจริงโดยถี่ถ้วนหมดแล้วจากหลวงสรวิชิต จึงไม่ยอมที่จะให้เจ้ากรุงธนตัวปลอมเข้าพบก็เป็นได้
                                                                                                                                     
(ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข,  น. ๙๗-๙๘.)

จากตัวบทวรรณกรรมข้างต้น แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประหารชีวิตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ในครั้งนั้นตกอยู่กับหลวงสรวิชิตเท่านั้น และหลวงสรวิชิตยังคงทราบถึงความคุ้นเคยในฐานะสหายและเครือญาติของทั้ง ๒ พระองค์ แต่สำหรับรัชกาลที่ ๑ ยังปรากฏการสร้างคำตอบคล้ายคลึงกับตัวบทวรรณกรรมทั้ง ๒ เรื่องในข้างต้น คือ พระองค์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประหารชีวิตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อีกทั้งการที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่ได้เข้าพบรัชกาลที่ ๑ เป็นครั้งสุดท้ายเกิดจากการถูกกีดกันของหลวงสรวิชิต หรือคำอธิบายอีกชุดหนึ่งคือ เพราะรัชกาลที่ ๑ ทราบว่านักโทษผู้นั้นเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์ปลอม

รัชกาลที่ ๑ เป็นผู้ถวายพระเกียรติยศสูงสุด  ใน ตากสิน มหาราชชาตินักรบ 
 
ตัวบทวรรณกรรมนวนิยายเรื่อง ตากสิน มหาราชชาตินักรบ ผู้แต่งเป็นชาวต่างชาติคือ Claire Keefe-Fox  (แปลโดย กล้วยไม้  แก้วสนธิ) ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๔๙  ผู้แต่งยังคงอ้างอิงกับเนื้อความตามประวัติศาสตร์ แต่แก้ไขเพิ่มเติม และผสานกับจินตนาการของตน โดยเลือกเนื้อหาการชำระโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจากที่ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์ว่า พระองค์ถูกประหารที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์  แต่ตัวบทวรรณกรรมได้นำเสนอว่าพระองค์ถูกสำเร็จโทษตามโบราณราชประเพณีสมพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ และที่สำคัญบุคคลที่ต้องการถวายพระเกียรติยศนั้นคือ รัชกาลที่ ๑ ดังนี้

กฎมนเทียรบาลถูกนำมาใช้ในการสำเร็จโทษพระเจ้าตากสินเช่นเดียวกับครั้งกรมหมื่นเทพพิพิธ

มาธิวเคยได้ยินข่าวว่าขุนนางบางคนไม่อยากถวายพระเกียรติดังนี้จะให้ประหารแบบคนทรยศ
 
แต่รัชกาลที่ ๑ ทรงตัดสินให้ประหารชีวิตพระเจ้าตากสินเยี่ยงกษัตริย์
 
ทรงพิจารณาเห็นว่า การที่ราชอาณาจักรสยามยังตั้งอยู่ได้ ก็เพราะพระเจ้าตากสิน

เจ้าหน้าที่ถอดโซ่ที่ล่ามอดีตกษัตริย์ออก ให้พระองค์ทรงภูษาสีแดง ให้ทรงนั่งคุกเข่า มัดพระหัตถ์กับพระบาท จากนั้นจึงคลุมถุงกำมะหยี่สีแดง

เพชฌฆาตยกท่อนไม้จันทน์ขึ้นฟาดแรงๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนพระวรกายไม่ขยับ และพระโลหิตเปื้อนถุงเป็นปื้นดำ ไม่มีเสียงครวญครางใดๆ อีก
                                                                                                               
(ตากสิน มหาราชชาตินักรบ, น. ๔๓๖-๔๓๗.)
 
 
จากตัวบทวรรณกรรมข้างต้น เป็นการกล่าวถึงวาระสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ถูกชำระโทษ เป็นการสร้างตัวบทเรื่องเล่าที่ตอกย้ำความสัมพันธ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และรัชกาลที่ ๑ ตามที่ถูกสร้างความหมายตั้งแต่ตอนต้น  ด้วยการถวายพระเกียรติยศอย่างสูงสุดจากรัชกาลที่ ๑ ในฐานะที่มีความผูกพันกันตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์ การสร้างตัวบทวรรณกรรมที่กล่าวถึงการชำระโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น ตัวบทเรื่องนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเน้นย้ำความสัมพันธ์เฉพาะ ๒ พระองค์อย่างเด่นชัด  เพื่อแสดงให้เห็นว่าการกระทำของพระองค์เป็นการกระทำต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ยังคงความผูกพันกันมาตั้งแต่อดีต

ดวงชะตาต้องสั่งฆ่าพระเจ้าตากฯ (พระองค์ปลอม)  ใน ดวงพระเจ้าตากไม่ถูกประหาร

ตัวบทวรรณกรรมสารคดีกึ่งบันเทิงคดีเรื่อง ดวงพระเจ้าตากไม่ถูกประหาร ผู้แต่งคือ อ.เล็ก พลูโต (บุญสม ขอหิรัญ) ตีพิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ตัวบทเรื่องเล่าถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยข้อมูลด้านโหราศาสตร์ มีเนื้อหาที่ตอกย้ำถึงการปฏิเสธการสั่งลงอาญาประหารชีวิตตัดศีรษะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชของรัชกาลที่ ๑ ด้วยการนำเสนอเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช “พระองค์ปลอม” แต่ที่น่าสนใจคือ การสร้างตัวบทเรื่องเล่าด้วยการใช้ข้อมูลด้านโหราศาสตร์จากดวงพระชะตารัชกาลที่ ๑  ดังนี้   

อาทิตย์ (๑) ของรัชกาลที่ ๑ เป็นดาวเจ้าเรือนมรณะอยู่ในภพสหัชชะ จึงเป็นเหตุทำให้พระองค์ต้องสั่งประหารชีวิตพระเจ้าตากสิน (องค์ปลอม) ด้วยความจำเป็น และพระเจ้าตากสิน (พระองค์จริง) ก็ต้องลี้ภัยการเมือง  ต้องสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ตายก็เหมือนตาย พระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคตไปพร้อมกับคุณงามความดี  แต่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑ กลับเสด็จสวรรคตไปพร้อมคำครหาอย่างมากมาย  นั่นเป็นเพราะดวงชะตาลิขิตไว้

...

เมื่อท้องฟ้าสว่าง ความมืดมัวก็หมดไป เหลือแต่ความจริงที่กระจ่างชัดถึงพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่  ทรงไว้ซึ่งความดีและความเสียสละไม่น้อยไปกว่าพระเจ้าตากสิน  ใครที่เคยมีอคติต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑ ในเรื่องต่างๆ เช่น แย่งชิงราชบัลลังก์ ฆ่าเจ้านาย และพวกพ้องที่รบทัพจับศึกด้วยกันมา ฯลฯ ก็ควรที่จะคิดเสียใหม่...
                                                                                                     
(ดวงพระเจ้าตากไม่ถูกประหาร, น. ๓๙.)

จากตัวบทวรรณกรรมข้างต้น ถึงแม้ใจความสำคัญจะอยู่ที่การเน้นย้ำถึงพระองค์ปลอม ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างรัชกาลที่ ๑ และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  แต่ที่จริงแล้วผู้สร้างต้องการเน้นย้ำให้เห็นความทุกข์ร้อนและความเสียสละของรัชกาลที่ ๑ ด้วยการนำเสนอถึงคุณงามความดีของรัชกาลที่ ๑ ในการกระทำครั้งนี้ที่ไม่น้อยไปกว่าวีรกรรมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในเหตุการณ์นี้  ผู้แต่งใช้ถ้อยคำว่า “แต่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑ กลับเสด็จสวรรคตไปพร้อมคำครหาอย่างมากมาย” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะทางสังคมที่เกิดข้อกังขาในเรื่องความเป็นสหายระหว่าง ๒ พระองค์  สุดท้ายผู้แต่งได้กล่าวสรุปในเชิงแก้ไขภาพลักษณ์ของรัชกาลที่ ๑ อันเป็นใจความสำคัญของตัวบทเรื่องเล่าว่า “ใครที่เคยมีอคติต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑ ในเรื่องต่างๆ เช่น แย่งชิงราชบัลลังก์ ฆ่าเจ้านาย และพวกพ้องที่รบทัพจับศึกด้วยกันมา ฯลฯ ก็ควรที่จะคิดเสียใหม่...” ซึ่งเป็นการแก้ไขความหมาย รวมถึงปรับประวัติศาสตร์ผ่านตัวบทวรรณกรรมอย่างชัดเจน

สรุป
 
การเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัชกาลที่๑ และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากเนื้อความที่ “สร้างข้อกังขา” ในประวัติศาสตร์สู่การสร้าง “คำตอบ” ในตัวบทวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี  เป็นการสร้างตัวบทเรื่องเล่าที่สอดรับ รวมถึงเพิ่มเติมและปฏิเสธบางเนื้อหา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ มหาราช รวมถึงสืบทอดและตอกย้ำวาทกรรม “ความเป็นมิตร” ที่ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์บางฉบับ  การนำเสนอพระราชประวัติรัชกาลที่ ๑ ด้วยเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช “พระองค์ปลอม” หรือการนำเสนอคำตอบชุดต่างๆ ผ่านตัวบทวรรณกรรมเหล่านี้ จึงมีนัยที่แสดงถึงความพยายามสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรอยต่อของประวัติศาสตร์ทั้ง ๒ สมัยในยุคปัจจุบัน ดังส่วนหนึ่งที่ปรากฏในตัวบทเรื่องเล่าว่า

“ใครที่เคยมีอคติต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑ ในเรื่องต่างๆ เช่น แย่งชิงราชบัลลังก์ ฆ่าเจ้านาย และพวกพ้องที่รบทัพจับศึกด้วยกันมา ฯลฯ ก็ควรที่จะคิดเสียใหม่...”

อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ พร้อมเชิงอรรถและบรรณานุกรม ได้ที่ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือนเมษายน 2555

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1334398543&grpid=01&catid=01


หัวข้อ: นายปรีชา เรืองจันทร์
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 18 เมษายน 2555, 22:59:26
   
          นายปรีชา  เรืองจันทร์  เกิดที่บ้านหนองกอไผ่  หมู่ที่  ๖  ตำบลวังสำโรง  อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร  เป็นบุตรของนายจวน  และนางบุญมา  เรืองจันทร์  มีพี่น้อง  ๗  คน  สมรสกับนางสาวปิยธิดา  นรารักษ์  มีบุตร  ๒  คน
ประวัติการศึกษา
            เรียนระดับประถมศึกษา ๑ – ๔ ที่โรงเรียนวัดหนองกอไผ่  ตำบลวังสำโรง      อำเภอบางมูลนาก  จังหวัดพิจิตร  และเรียนระดับประถมศึกษา ๕ – ๗  ที่โรงเรียนชุมแสงวิทยา               อำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์   ระดับมัธยมศึกษา ม.ศ. ๑ – ม.ศ. ๕  สอบเทียบกระทรวงศึกษาธิการ  ระดับปริญญาตรี  รัฐศาสตร์บัณฑิต  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นิติศาสตร์บัณฑิตและรัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  ระดับปริญญาโท รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และระดับปริญญาเอก   Doctor of Organization Development and Transformation (DODT) , CEBU  DOCTORS, UNIVERSITY,PHILIPPINES
ประวัติการทำงาน
          เริ่มทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโนบายและแผน  และดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอหลายอำเภอ  ของจังหวัดนครสวรรค์  ดำรงตำแหน่งนายอำเภอวังทรายพูน  จังหวัดพิจิตร  และนายอำเภอเมือง  จังหวัดพิจิตร  ดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดพิจิตร  และตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี , จังหวัดเพชรบูรณ์  และจังหวัดสมุทรสงคราม  และปี พ.ศ.  ๒๕๕๐   ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร  นอกจากนี้ยังเดินทางไปศึกษาดูงานด้านการเมืองการปกครองในหลายประเทศได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญสดุดี  ๘  ชั้น  ชั้นสูงสุด  เมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๔๖  ประถมาภรณ์ช้างเผือก  และรางวัลเกียรติคุณพิเศษ ๑๑  รายการ
         นอกจากงานทางราชการแล้ว  นายปรีชา  เรืองจันทร์  ยังมีความสามารถทางด้านงานเขียนและสิ่งพิมพ์  มีผลงานมากมาย  เช่น  วิทยานิพนธ์เรื่อง “การบริหารงานสำนักงานจังหวัด : ศึกษาเฉพาะกรณีจังหวัดเพชรบูรณ์” ,  หนังสือเสริมการอ่าน “แม่ค้าขายผัก”, เอกสารวิจารณ์หนังสือ “เล่นกับคน : ศิลปะการบริหารแบบไทย ๆ”  ของอาจารย์สุขุม   นวลสกุล  และ “เทคนิคการบริหารเวลาสำหรับนักบริหาร”  ของ       ชัยรัตน์   บูรณะวิวัฒน์  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีงานเขียนรวมเล่ม  เช่น  “ฉากชนบท”  “คนกินอุดมการณ์” “ลูกล่อลูกชนคนทำงาน”  “ก็อดอามี่มณีลอยปลุกราชบุรีเขย่าโลก”  “ขวัญใจชาวบ้าน”  “ น้ำฝนน้ำฟ้า น้ำตาน้ำก้อ “  และ “คนแบกเสบียง”  เป็นต้น  นามปากกาที่ใช้มี  “รุ่งทิวา”   “กระทิงทุ่ง”  “กำนันฉะ” “ ป ปิยธิดา” “ ป นนทนันทน์”  “ ป  ประภัสสนันท์”  “ มหานายนนทนันทน์”  นับเป็นบุคคลที่มีความสามารถอีกท่านหนึ่งที่ควรยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของจังหวัดพิจิตร
http://province.m-culture.go.th/phichit/personImportant/precha.php

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd974731_7480337_4967121_6971683photo.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 19 เมษายน 2555, 20:33:42
เป็นรุ่นพี่ที่ชาวสิงห์ดำภูมิใจมากเจ้าค่ะ


หัวข้อ: “ความสุขความสวัสดีของ พระองค์จะมีได้ก็ด้วยการที่บ้านเมืองมีความเรียบร้อย”
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 04 พฤษภาคม 2555, 18:48:27
บทความ ดร.วิษณุ เครืองาม
 
          ในฐานะที่ทำงานอยู่ในทำเนียบรัฐบาลโดยหน้าที่ต่างๆกันถึง 15   ปี ผมขอยืนยันว่าพระองค์ทรงมีมาตรฐานเดียวโดยตลอด จะต่างกันก็ที่โอกาส เช่น คณะรัฐมนตรีบางคณะเข้ามาในช่วงที่ทรงพระประชวร บางคณะมีราชการงานเมืองต้องเข้าเฝ้าฯ ขอ พระราชทานมหากรุณาบ่อยหรือห่างตามเหตุการณ์
          ในการมีพระราชดำริ พระราชดำรัส และการทรงงานใดๆ ไม่มีเลยสักเรื่องที่จะแสดงว่าทรงรับเอาประโยชน์ส่วนพระองค์แม้พสกนิกรจะเต็มใจถวาย
          สมัย จอมพลถนอมเป็นนายกฯ คราวหนึ่งประจวบโอกาสครองราชย์ครอบ 25 ปี (พ.ศ. 2514) รัฐบาลจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และถาวรวัตถุใหญ่โต “ ที่สุดในประเทศ ” ถวาย รับสั่งว่า “สิ้นเปลืองและไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน สร้างถนนกันรถติดดีกว่า”  นี่คือที่มาของ “ถนนรัชดาภิเษก”
          สมัยคุณ บรรหารเป็นนายกฯ เคยกราบบังคมทูลว่า จะสร้างทาวเวอร์หรือหอคอยสูงใหญ่ข้างสะพานพระราม 9 ใช้เป็นหอดูวิว หอโทรคมนาคม และเฉลิมพระเกียรติ รับสั่งว่า “เทคโนโลยีสมัยนี้ไม่ต้องสร้างหอโทรคมนาคมและเปลืองเงินเปล่าๆ ”
          นายกฯคนหนึ่งเคยกราบบังคมทูลถามว่า   ที่ พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ หน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น ตอนพลบค่ำคนมักมาจุดประทัดแก้บน   บางทีก็ยิง ปืนสนั่นหวั่นไหว ดังรบกวนมาถึงสวนจิตรฯ หรือไม่รับสั่งว่า “อยู่ที่หลักการว่าทำอย่างนั้นผิดกฎหมายไหม ถ้าผิดก็ต้องห้าม แต่ถ้าเป็นเสรีภาพก็ต้องปล่อยไป รำคาญหนวกหูก็ต้องทน อย่าใช้มาตรฐานสวนจิตรฯ หรือทำเนียบรัฐบาลมาตัดสิน ”
          สมัยนายกฯทักษิณ เคยกราบบังคมทูลว่า
            เมื่อประทับรักษาพระองค์ที่วังไกลกังวลอย่างนี้ รัฐบาลจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักพระราชวังปรับปรุงวังไกลกังวล ให้สะดวกสบายสมกับที่จะใช้เป็นที่ประทับยาวนาน รวมทั้งจะปรับปรุงโรงพยาบาลหัวหินให้ทันสมัยพร้อมทุกประการ
            รับสั่งว่า  การปรับปรุงโรงพยาบาลเป็นประโยชน์แก่ทุกคนถ้ามีงบก็ควรทำ แต่การปรับปรุงวังไกลกังวลเป็นเรื่องพระสำราญ “ แค่นี้ก็พออยู่พอเพียงแล้ว ”
            รัฐบาลหลายคณะ เคยออกกฎหมายที่มุ่งจะเฉลิมพระเกียรติเช่นมีคำว่า “ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ”
            มี พระราชกระแสให้รัฐบาลนำกลับไปปรับปรุงเพราะ   “ ไม่อาจทรงสถาปนาพระองค์เองได้ ”  เช่นเดียวกับที่ใน พ.ศ. 2512  ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ในร่างพระราชบัญญัติยศทหารซึ่งถวายพระยศ ทางทหารเป็น จอมพล จนร่างพระราชบัญญัตินั้นตกไปเองในที่สุด
          รัชกาล นี้ทรงลงพระปรมาภิไธยตรากฎหมายมาแล้ว ทั้งที่เป็นพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกานับหมื่นฉบับ ทรงวินิจฉัยฎีกานักโทษ ฎีการ้องทุกข์ขอพระราชทานความเป็นธรรมอีกหลายพันราย บางรายขอพระราชทานยืมเงิน บางรายขอความเป็นธรรมเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย
          ราย หนึ่งพ่อตาย ลูกชายบวชหน้าไฟให้พ่อ อยู่มาก็ไม่ยอมสึก แม่มีลูกชายคนเดียวทำหนังสือถวายฎีกาว่าเดือดร้อนหนัก ขอพระมหากรุณาให้ลูกสึกมาช่วยเลี้ยงแม่เถิด โปรดให้ตรวจสอบแล้วมีพระราชกระแสว่า แท้จริงแม่ไม่ได้อยากให้ลูกสึก แต่ปัญหาคือแม่ลำบากยากจน จึงโปรดให้กรมประชาสงเคราะห์เข้าไปช่วยดูแล สอนอาชีพให้และหาเครื่องมือทำมาหากินไปให้แม่ ลงท้ายแม่ก็ทำมาหากินได้ ส่วนลูกก็อยู่ไปจนเป็นสมภาร
          พระ บาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวฯ ทรงสงเคราะห์ทั้งส่วนรวมและพระองค์เองเพื่อจะได้มีพระอนามัยดี ทรงงานเพื่อส่วนรวมต่อไป จึงทรงดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ ทรงเล่นคอมพิวเตอร์ ทรงฉายภาพ ทรงกีฬา ทรงวาดรูป ปั้นรูป ทรงงานไม้งานช่าง จะทรงจับงานด้านใดก็ทรงทำได้ดี
          ที่คนไม่ใคร่ทราบคือ ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษในเรื่องภาษาไทย การศึกษา ระบบสิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข และพุทธศาสนา ส่วนที่ทรงพระปรีชาทางดิน น้ำ ระบบระบายน้ำ และการแก้ปัญหาจราจรนั้นเป็นที่ทราบทั่วไปอยู่แล้ว
          เมื่อครั้งยังเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผมเคยได้รับพระมหากรุณาพระราชทานคำแนะนำเรื่องการใช้ถ้อยคำภาษาไทยหลายหน  
            ครั้งหนึ่งได้ถวาย “ รายชื่อ ” บุคคลให้ทรงแต่งตั้ง รับสั่งถามว่า ตั้งกี่คน ผมกราบบังคมทูลว่าคนเดียว ตรัสว่าคนเดียวเรียกว่า “ ชื่อ” ถ้า “ ราย ชื่อ ” ต้องหลายคน
            อีกคราวหนึ่ง มีหนังสือกราบบังคมทูลว่า   “ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมมาเพื่อทรงพิจารณา ” ทรงพระสรวลตรัสว่า “ ถ้าทูลเกล้าทูลกระหม่อมก็อยู่บน กระหม่อมยังไม่ถึงฉัน ถ้าจะให้ถึงฉัน ต้องทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายมาเพื่อทรงพิจารณา ”
          ในทางพระพุทธศาสนาก็ปรากฎว่าทรงรอบรู้ทั้งในทางปฎิบัติและปริยัติ ทรงรู้จักพระเป็นอันมาก เมื่อตรัสถึงเหตุการณ์ครั้งใดจะทรงย้อนไปถึงเรื่องราวครั้งเก่าก่อน เช่น   “ ครั้งสมเด็จพระสังฆราชยังเป็นพระญาณวราภรณ์ ” “ ครั้นเจ้าคุณประยุทธยังเป็นพระราชวรมุนี ”  
            และเคยตรัสเล่าเรื่องราวความเป็นอัครศาสนูปถัมภก ว่า ต้องทรงอุปถัมภ์ และคุ้มครองทุกศาสนา โดยไม่เลือกปฎิบัติ ทรงเล่าพระราชทานว่า ครั้งหนึ่งควีนจากประเทศหนึ่งทูลถามว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าแล้วชาวพุทธนับถืออะไรกัน เหตุใดไม่ยกพระพุทธเจ้าเป็นgod เสียเลย
            ได้ทรงตอบว่า พุทธศาสนานับถือ “ ธรรม ” เรานับถือธรรมยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าเสียอีก เพราะธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองโลก และได้ตรัสเล่าต่อไปว่า แม้ศาสนาอื่นก็ยังต้องทรงอุปถัมภ์ ฉะนั้นในฝ่ายพุทธศาสนาขอให้ทุกคนวางใจเถิดว่า จะเป็น เถรวาท มหายาน รามัญนิกาย มหานิกาย ธรรมยุต ก็ต้องทรงคุ้มครองและพระราชทานความเป็นธรรมเสมอกัน
          รัชกาลที่ 5 นั้น อะไรที่ไม่เคยมีและไม่มีคนไทยคนใดนึกว่าชีวิตนี้จะมี แต่ก็ทรงบันดาลหรือวางรากฐานให้มีขึ้นเป็นขึ้นทั่วถ้วน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล รถไฟ ไปรษณีย์ เลิกทาส จนคนรุ่นก่อนหน้านั้นต้องคิดว่าเหลือเชื่อ
            แต่ รัชกาลที่ 9 นั้น   อะไรที่ควรจะมี ควรจะคิดออก ควรจะทำเป็นนานแล้ว แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ใคร่คิดไม่ใคร่ทำ ก็ทรงบันดาลหรือวางรากฐานให้มีให้เป็นขึ้น เช่น เขื่อน ฝาย ประตูระบายน้ำ  ถนน  สะพาน  การสงเคราะห์คนเป็นโรคเรื้อน คนประสบภัยธรรมชาติ การแก้ปัญหาจราจร การเพิ่มผลผลิตการเกษตร  การแก้ปัญหาความยากจน  ปัญหาพลังงาน
          สมัยผมเป็นเลขาธิการ ครม.   ต้องทูลเกล้าฯถวายเอกสารใส่ซองขนาดใหญ่สีขาว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย รับสั่งต่อไป หน้าซองไม่ต้องเขียนเลขที่หนังสือ จะได้หมุนเวียนกลับลงมาใช้หลายหน ไม่ต้องทิ้ง แม้แต่เรืองเล็กๆ ก็ควรประหยัด  เวลาร่างกฎหมายโปรดให้ถวายปะหน้า 2 แผ่น เผื่อว่าทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วหมึกซึมเลอะ จะได้ประหยัดเวลาไม่ต้องรอถวายใหม่ เวลาตั้งรัฐมนตรีใหม่จะต้องเข้า เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฎิญาณ จะตรัสว่าให้รีบมาจะได้รีบไปทำงานไม่ต้องห่วงว่าติดเสาร์อาทิตย์ ประเทศไทยพระเจ้าแผ่นดินไม่มีวันหยุดราชการ
            พระมหากรุณาธิคุณปานนี้จะหาได้จากที่ไหนอีก เจ้าประคุณเอ๋ย!
          ปี 2538    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีสวรรคต ลองคิดดูว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงวิปโยคขนาดไหน เสด็จไปทรงสดับพระพิธีธรรมที่พระที่นั่งดุสิตฯ ทุกราตรี แต่ทราบกันบ้างหรือไม่ว่าพอพระสวดจบ เสด็จลงมาประทับที่พระที่นั่งราชกรัณยสภาใกล้ๆกัน พระราชทานคำแนะนำการแก้ปัญหาจราจรแทบทุกคืน
            ปี 2553 อยู่ระหว่างประชวรประทับในโรงพยาบาล พระราชกรณียกิจอื่นภายนอกโรงพยาบาลทรงงดเสียเกือบสิ้น แต่การเสด็จไปเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ทอดพระเนตรโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมและเปิดสะพานระบายการจราจรเพื่อพสกนิกรของ พระองค์ เป็นเรื่องที่ทรงถือเป็นกิจสำคัญ
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นยอดแห่งผู้อดทน   อดกลั้น ในการประกอบพระราชกรณียกิจนั้นย่อมมีทั้งร้อนทั้งหนาวยาวนานและน่าเหนื่อย หนัก ดูเอาจากการพระราชทานปริญญาบัตรเถิด แม้แต่ที่ต้องทรงอดกลั้นด้วยขันติบารมีในคำจ้วงจาบหรือระคายเคืองเบื้องพระ ยุคลบาทอีกไม่รู้เท่าไร  อย่าลืมว่า พระชนมพรรษา   83   แล้ว ทรงงานมา 64 ปีแล้ว
          ดะไลลามะเคยพูดว่า “ใครอย่ามาชมตัวท่านเลยว่าเป็นยอดคน ไปดูที่พระเจ้าแผ่นดินเมืองไทยเถิด ”
            ผม เคยไปเฝ้าฯ เจ้าชายจิกมี กษัตริย์หนุ่มแห่งภูฎาน ตรัสว่า “กษัตริย์ของท่านเป็นแบบอย่างของข้าพเจ้าในการจะครองราชย์ให้คนรัก ”
            สุลต่านบรูไนที่ เป็นผู้แทนกษัตริย์   25   ประเทศ ถวายพระพรในคราวฉลองการครองราชย์สมบัติครบ 60 ปี เมื่อ พ.ศ. 2549  เคยทูลว่า การครองราชย์นานถึง 60 ปีเป็นเพียงตัวเลข สำคัญอยู่ที่ว่า 60 ปีนั้นได้ทำอะไร
          “ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ฝ่าพระบาททรงทำทุกอย่างตลอด60 ปี ให้เป็นประโยชน์ต่อชาวไทย ชาวเอเซีย และชาวโลก วาระนี้จึงทรงเป็นความภาคภูมิใจของบรรดาพระราชามหากษัตริย์ทั้งปวงโดยทั่ว กัน ”
 
          เมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษาปี 2552 มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
       “ความสุขความสวัสดีของ พระองค์จะมีได้ก็ด้วยการที่บ้านเมืองมีความเรียบร้อย”
 
            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์นี้มีแต่ทรงให้พวกเรามาตลอด แต่พระราชดำรัสนี้มีนัยเป็นทั้งสิ่งที่ “ ทรงหวัง”   “ ทรงบอกให้รู้ ” และ ” ทรงขอ ”   ซึ่งน่าจะทรงประสงค์ยิ่งกว่าคำถวายพระพร   “ทรงพระเจริญ ”
          ไหนว่า ธ ประสงค์ใด จงสฤษดิ์ดังหวังวรหฤทัย   แล้ว เรื่องอย่างนี้เราคนไทยจะพร้อมใจกันจัดถวายได้ไหมครับ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 04 พฤษภาคม 2555, 22:26:40
พี่ป๋าอย่าเล่าเร็ว!
เรื่องสุดท้ายที่หน้าที่แล้ว
ยังอ่านไม่เข้าใจที!


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 04 พฤษภาคม 2555, 22:31:58
อ้างถึง
ข้อความของ แจง-24 เมื่อ 19 เมษายน 2555, 20:33:42
เป็นรุ่นพี่ที่ชาวสิงห์ดำภูมิใจมากเจ้าค่ะ

psst,พี่แจง
เมื่อคืนมีคนไทยส่งข่าวไปให้อ่าน
เรื่องอดีตนายกที่ไปอยู่ดูไบ
เขาไปดูบอลอังกฤษ bla blaไม่มีอะไรคะ

ที่สะดุดให้clickอ่านต่อ,คือลูกคนสุดท้องเค้า
อ้าว,รุ่นน้องสิงห์ดำ น้องแผนกหนิงด้วย!!
อุ๊ย,สลับซับซ้อนคะ ซ่อนเงื่อนจริงๆ
ต้องแยกคิด แยกมอง แยกแยะ หนักขึ้นไปอีก.


หัวข้อ: "อากง" เสียชีวิต หลังปวดท้องหนักตั้งแต่วันศุกร์ ภรรยาบอก "กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เค้าปล่
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 08 พฤษภาคม 2555, 18:45:33
"อากง" เสียชีวิต หลังปวดท้องหนักตั้งแต่วันศุกร์ ภรรยาบอก "กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เค้าปล่อยตัวลื้อแล้ว"
วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 14:49:40 น.
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลาประมาณ  10.20 น.วันที่  8 พฤษภาคม นายอานนท์ นำภา ทนายความสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์   ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กในชื่อ อานนท์ นำภา  ระบุว่า  นางรสมาริน ภรรยา  นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ อากง อายุ 61 ปี     ผู้ต้องขังคดีหมิ่นเบื้องสูง   ซึ่งถูกศาลอาญาฯ  พิพากษาจำคุก 20 ปี    ในความผิดมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  ได้เสียชีวิตแล้ว  เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา   หลังมีอาการปวดท้อง เนื่องจากคาดว่า น่าจะเป็นผลพวงจากอาการป่วยด้วยโรคมะเร็ง  ต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
 
โดยนายอานนท์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

"อากง" เสียชีวิตแล้ว ป้าอุ๊โทรมาแจ้งเมื่อสักครู่ ช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนแกที่เรือน​จำหน่อยครับ !
 
ขณะที่ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว มติชนออนไลน์  เมื่อเวลา 11.00 น.   โดยยืนยันว่า นายอำพลได้เสียชีวิตลงแล้วจริงที่โรงพยาบาลกลาง  มีอาการปวดท้องมาตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยแพทย์ในเรือนจำได้ให้ยาบรรเทาปวดเบื้องต้นก่อนที่ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกลาง และเสียชีวิตเมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ของวันที่ 8 พฤษภาคม อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างให้แพทย์ชันสูตรสาเหตุของการเสียชีวิตแล้ว
 
"ทราบจากเพื่อนๆ เขาในคุกว่าที่ผ่านมามีบ่นว่าปวดท้องบ้าง และมีอาการท้องโต แต่วันนี้ก็ยังลงมากินข้าวได้ตามปกติตอน 7 โมงเช้า กระทั่งเริ่มมีอาการตอน 8 โมง ตอนนี้ก็จะส่งศพให้ทางโรงพยาบาลตำรวจชันสูตรสาเหตุต่อไป"
 
ด้านนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า
 
"กราบ "อากง" อำพล .... (2494 - 8 พฤษภาคม 2555)"
 
นอกจากนี้ ยังโพสต์ข้อความ ต่ออีกว่า
 
"ผมเสียใจมาก ร้องไห้ออกมา แบบปล่อยโฮเลย ทั้งๆที่ไม่รู้จัก "อากง" มาก่อน ....

เพิ่งโทรคุยกับคุณ "ป๋าจอม" Nithiwat Wannasiri ได้รายละเอียดเพิ่มอีกเล็กน้อย

อากง มีอาการป่วยมาสักระยะหนึงแล้ว แต่ว่า ระบบเรือนจำ การรักษาอะไรมันก็ไม่ดีเหมือนข้างนอก เห็นว่า สุดท้าย (ข้อมูลนี้คงต้องเช็ครายละเอียดอีกที นะครับ) ต้องไหว้วาน อ.หวาน Suda Rangkupan ช่วยเดินเรื่องให้เข้าไปรักษาในโรงพยาบาลในเรือนจำ

อากง เข้า รพ.ในเรือนจำ ตั้งแต่วันศุกร์ วันนี้เสียชีวิต

แน่นอน "ป้าอุ๊" ไม่ได้อยู่ด้วยตอน "อากง" สิ้นใจ (โรงพยาบาลอยู่ในคุก คนนอกเข้าไปไม่ได้อยู่แล้ว) "ป๋าจอม" กำลังเดินทางเป็นเพื่อนไปกับ "ป้าอุ๊" ไปเรือนจำ"
 
ทั้งนี้ นายอำพลถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 2553 และถูกคุมขังสองเดือนก่อนศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว แต่หลังนายอำพลไปรายงานตัวเพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องของอัยการเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2554 ศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีกจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการยื่นขอประกันตัวอีกหลายครั้ง ด้วยเหตุที่ว่าเกรงจำเลยจะหลบหนี ส่วนการพิพากษานั้นในวันที่ 23 พ.ย. 2554 ศาลได้ตัดสินจำคุกนายอำพล 20 ปี จากการส่งข้อความสั้น (SMS) ที่ถูกอ้างว่ามีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นสถาบันไปยังเลขานุการส่วนตัวในอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงกลางปี 2553 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและนายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
 
ล่าสุดเมื่อวันที่ 3  เมษายน ที่ผ่านมา นายอานนท์ นำภา ทนายความของนายอำพล   หรือ "อากง" ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ที่ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี  เพิ่งดำเนินการยื่นถอนอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว เนื่องจากเจ้าตัวต้องการจะขอพระราชทานอภัยโทษ ประกอบกับอายุมากและเป็นโรคประจำตัว แต่ปรากฏว่า มาเสียชีวิตเสียก่อน
 
 

ประชาชนที่ทราบข่าวทยอยมารอที่ รพ.ราชทัณฑ์ ขณะที่ภรรยาอากงเข้าไปดูศพสามี
พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมราชทัณฑ์ (ภาพจากเฟซบุ๊กประชาไท)
 
 

ภรรยา-ลูกสาวอากง ร่ำไห้ พูดไม่ออก  (ภาพจากเฟซบุ๊กประชาไท)

 

นางพะเยา อัคฮาด มารดา "น้องเกด - กมนเกด อัคฮาด"
พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53
สวมกวดนางรสมาลิน
 (ภาพจากเฟซบุ๊ก Nithiwat Wannasiri)

ด้านสำนักข่าวประชาไทรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ นางรสมาลิน ภรรยานายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) และผู้ใกล้ชิดออกมาพบกับประชาชนที่รออยู่ภายนอก หลังจากพูดคุยกับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์อยู่พักใหญ่ โดยนางรสมาลินร้องไห้ และกล่าวว่าตอนนี้ยังไม่ขอพูดอะไร ขอตั้งสติก่อน

ขณะที่นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายของนายอำพล ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า มีการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ว่า อากงถูกส่งมาที่ รพ. ด้วยอาการปวดท้องเมื่อช่วงเที่ยงวันศุกร์ที่ผ่านมา และได้เข้าเตียงเมื่อ 15.40 น. แต่ยังไม่ทันได้เจาะเลือดหรือตรวจอะไร เพราะหมดเวลา และติดวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ต่อมา มีการเจาะเลือดในวันจันทร์ แต่ผลแล็บยังไม่มา เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับตับ เพราะตับโต โดยนายอำพลเสียชีวิตเวลาประมาณ 09.10 น. ของวันนี้ ด้านแพทย์ยังไม่กล้าฟันธงว่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด ขณะนี้กำลังรอการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย

ทนายของนายอำพล กล่าวเพิ่มเติมว่า จริงๆ นายอำพลขอปล่อยตัวมาแปดครั้งแล้ว แต่ถูกยกคำร้องตลอด หากนายอำพลได้สิทธิการประกันตัวตั้งแต่ต้น จะได้ไปหาหมอทุก 3-6 เดือนอย่างที่ควรจะเป็น เพราะนายอำพลเพิ่งไปผ่าตัดมะเร็งในช่องปาก และอาจจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้

นางสาวพูนสุข กล่าวว่า จริงๆ อากงมีอาการปวดท้องมาเป็นเดือนแล้ว แต่เพิ่งเป็นหนักเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะนี้ ถอนอุทธรณ์แล้ว อยู่ระหว่างการเตรียมยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งมีกำหนดจะทำภายในอาทิตย์นี้หรืออาทิตย์หน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีผู้สื่อข่าวและประชาชนที่ทราบข่าวมาให้กำลังใจครอบครัวนายอำพล กว่า 50 คน สำหรับศพของนายอำพล จะออกจากโรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้ หลังชันสูตรศพตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ภรรยาของสุรชัย แซ่ด่าน ผู้ต้องหาคดี 112 อีกรายหนึ่ง ได้นำกระดาษโน้ตซึ่งเขียนโดยสุรชัยหลังรู้ข่าวมาให้ โดยมีข้อความ "เอาคนแก่คืออากงมาขังจนเสียชีวิต ที่ตายก็เพราะ ม.112 การรักษาก็ไม่ทั่วถึง ปวดท้องมานานนับเดือน ขอประกันตัวออกไปรักษาตัวภายนอก ก็ไม่ให้ประกันตัว จนอาการหนักมากแล้วจึงส่งตัวไปรักษา อยากฝากบอกญาติและครอบครัวของอากงว่า ควรจะเอาศพอากงทำประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นครั้งสุดท้าย โดยตั้งศพต่อไปอย่าเพิ่งเผา จนกว่าจะมีการแก้ไข ม.112 และได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง"

ล่าสุด นางรสมาลิน ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไทหลังดูศพสามี โดยกล่าวว่า "แกเคยบอกว่าถ้าแกไปก็เอาไว้วัดด่านนะ แกจะดูแลหลานเอง เรื่องการเสียชีวิตดิฉันไม่ทราบ แต่ติดใจเรื่องอื่นมากกว่าว่าทำไมคนแก่อย่างอากงต้องมาติดคุกทรมานแบบนี้"

จากนั้นภรรยานายอำพลได้ทำพิธีเชิญดวงวิญญาณสามีกลับบ้าน โดยกล่าวว่า "กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เค้าปล่อยตัวลื้อแล้ว"


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336449341&grpid=00&catid=00


หัวข้อ: ชุมนุมหน้าศาลอาญา หลัง "อากง" เสียชีวิต เตรียมแห่ศพเรียกร้องความยุติธรรม 9 พ.ค.
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 08 พฤษภาคม 2555, 18:47:32
ชุมนุมหน้าศาลอาญา หลัง "อากง" เสียชีวิต เตรียมแห่ศพเรียกร้องความยุติธรรม 9 พ.ค. (ชมคลิป-ภาพ)
วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 17:42:38 น.
 
หลังจาก มีรายงานข่าวว่า  ในช่วงเช้าวันที่ 8 พ.ค. ว่า นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ อากง สามีอายุ 61 ปี  ผู้ต้องขังคดีส่งเอสเอ็มเอสหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งถูกศาลอาญาฯ  พิพากษาจำคุก 20 ปี   ในความผิดมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้เสียชีวิตแล้ว   หลังมีอาการปวดท้อง เนื่องจากคาดว่า น่าจะเป็นผลพวงจากอาการป่วยด้วยโรคมะเร็ง
 
 
ต่อมา พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ ยืนยันว่า นายอำพลได้เสียชีวิตลงแล้วจริงที่โรงพยาบาลกลาง  มีอาการปวดท้องมาตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยแพทย์ในเรือนจำได้ให้ยาบรรเทาปวดเบื้องต้นก่อนที่ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกลาง และเสียชีวิตเมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ของวันที่ 8 พ.ค. อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างให้แพทย์ชันสูตรสาเหตุของการเสียชีวิตแล้ว
 
 
ล่าสุดมีการเคลื่อนไหวที่บริเวณหน้าศาลอาญาถนนรัชดาฯ ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา   ผู้ร่วมชุมนุมประกอบด้วย  ไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีเสื้อแดง นายพลท เฉลิมแสน ผู้อำนวยการวิทยุเรือนไทยเรดิโอ คลอง 4 ลำลูกกา ปทุมธานี และ นางสาวสุดา รังกุพันธ์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนกลุ่มปฎิญญาหน้าศาล กลุ่มนักโทษการเมืองไทย และแนวร่วมคนเสื้อแดง โดยมีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ติดตามการทำข่าวหลายสำนัก   ทั้งนี้ แกนนำยังไม่ได้หารือ ถึงแนวทางการเคลื่อนไหว คาดว่า จะมีการประชุมกันในช่วงเย็น  อย่างไรก็ตามในเวลา 1 ทุ่ม 12 นาที จะมีการจุดเทียนสีดำ ในบริเวณดังกล่าว
 
 
จากนั้นในช่วงเวลา 16.45 น. ไม้หนึ่ง ก. กุนที ได้เปิดเผยมติของกลุ่มเคลื่อนไหวอันประกอบด้วย แกนนำเสื้อแดง กลุ่มปฎิญญาหน้าศาล และ กลุ่มนักโทษการเมืองไทย ว่า การเคลื่อนไหววันนี้  ในเวลา 1  ทุ่ม 12 นาที จะมีการจุดเทียนสีดำ จากนั้นจะมีการอภิปราย แล้วสลายการชุมนุม หน้าบริเวณศาลอาญา รัชดาฯ ส่วนกิจกรรมวันที่ 9 พ.ค. จะนำศพของนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ อากง  ออกจากสถาบันนิติเวช ในเวลา 14.00 น. จากนั้นจะเคลื่อนไปกระทรวงยุติธรรม  ไปทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา  และมาทำพิธีรดน้ำศพ บริเวณหน้าศาลอาญา รัชดา

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336465460&grpid=00&catid=01&subcatid=0100


หัวข้อ: อากง ฟรี
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 08 พฤษภาคม 2555, 18:49:51
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd351059_8689640_6443894_2574960photo.jpg)


หัวข้อ: [b]ชาวกรุงเก่าปลาบปลื้ม เตรียมรับเสด็จ"ในหลวง-ราชินี" เสด็จฯ"ทุ่งมะขามหย่อง"10-13 พ.ค.นี้[/b]
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 08 พฤษภาคม 2555, 18:51:52
ชาวกรุงเก่าปลาบปลื้ม เตรียมรับเสด็จ"ในหลวง-ราชินี" เสด็จฯ"ทุ่งมะขามหย่อง"10-13 พ.ค.นี้
วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 12:36:33 น.
 
ภายหลังจากที่    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กำหนดเสด็จพระราชดำเนินออกจากที่ประทับโรงพยาบาลศิริราชเป็นครั้งแรก   มายังทุ่งมะขามหย่อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในช่วงระหว่างวันที่ 10-13 พฤษภาคมนี้  โดยทางจังหวัดเร่งจัดเตรียมสถานที่รับเสด็จฯ  พร้อมจัดการแสดง ทุ่งมะขามหย่อง ผืนแผ่นดินแห่งพระมหากรุณาธิคุณถวาย    ยังความปลาบปลื้มสู่พสกนิกรและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่จะได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จถือเป็นบุญบารมีวาสนาของชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นั้น
 
นายวิทยา  ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ว่า  ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมที่ อาคารศูนย์แสดงสินค้าผลิตภัณฑ์พื้นบ้านและผลิตผลทางการเกษตร ภายในทุ่งมะขามหย่อง ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเสด็จฯ  และถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งมีหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินมายังทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการแก้มลิงและเป็นสถานที่ตั้งพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย และที่สำคัญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จฯ มาเกี่ยวข้าว ณ ทุ่งมะขามหย่องเป็นครั้งแรกด้วย  ซึ่งหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินมาในระหว่างวันที่ 10- 13 พฤษภาคม 2555 ส่วนจะเป็นวันใดนั้นอยู่ในพระราชวินิจฉัยของพระองค์ท่าน
 
ผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา   กล่าวต่อว่า   เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมทางจังหวัดได้ได้ทำการจัดเตรียมสถานที่ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ เนื่องจากพระองค์ท่านจะเสด็จพระราชดำเนินออกจากที่ประทับโรงพยาบาลศิริราชเป็นครั้งแรก มายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ทางจังหวัดได้จัดดำเนินการสร้างทางลาดพระบาทตลอดเส้นทางเสด็จจากพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย มายังพลับพลาที่ประทับกลางน้ำ เพื่อชมการแสดงแสง สี  เสียง รูปแบบ วีดีทัศน์ในเรื่อง ทุ่งมะขามหย่อง ผืนแผ่นดิน แห่งพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งจะมีเกาะกลางน้ำเป็นฉากหลังอย่างสวยงาม ในฉากการแสดงถวายจะมีผู้แสดงรำถวายเดินบนผิวน้ำ สวยงาม และมียังจัดการแสดง ร้องเพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าวถวาย  ได้เตรียมเรือพื้นบ้านโบราณ จำนวนกว่า 30 ลำ แสดงถวาย ในที่ประชุมได้จำลองภาพกราฟฟิกเพื่อมองให้เห็นภาพที่สวยงามอย่างสมพระเกียรติที่ จัดแสดงถวายในวันเสด็จฯ 
 
" นับเป็นบุญบารมีและเป็นวาสนาอย่างยิ่งของพสกนิกรชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่พระองค์ท่านมีหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางจังหวัดจึงได้จัดเตรียมการแสดงถวายให้พระองค์สุขเกษมสำราญให้มากที่สุด ซึ่งในขณะนี้พสกนิกรชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเริ่มทราบข่าวกันแล้วและทราบว่าต่างปลื้มปิติเป็นอย่างมากเพียงแค่ทราบข่าวว่าพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินมายังทุ่งมะขามหย่อง สำหรับประชาชนที่จะเดินทางมาเฝ้ารับเสด็จชื่นชมพระบารมีพระองค์ท่าน ไม่ต้องห่วงเนื่องจากทุ่งมะขามหย่องเป็นสวนสาธารณะ สามารถรองรับประชาชนที่จะเดินทางเฝ้ารับเสด็จได้เป็นแสนคน ด้านสถานที่ขณะนี้มีความพร้อมเหลือเพียงการตบแต่งสวนเก็บลายละเอียดให้สวยงามอีกไม่มากนัก " นายวิทยา กล่าว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336455439&grpid=00&catid=19&subcatid=1900


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 09 พฤษภาคม 2555, 10:24:39
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร   นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเยือนราชอาณาจักรบาห์เรนและรัฐกาตาร์อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13 - 15 พ.ค.55 และวันที่ 15 - 16 พฤษภาคม 55 ตามลำดับดังนี้

กำหนดการเยือนบาห์เรน
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2555
เวลา 12.50 น. - นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจังหวัดสมุทรปราการ โดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) (B777-200) เที่ยวบินพิเศษ TG 8800 ไปยังกรุงนามา ราชอาณาจักรบาห์เรน
เวลา 16.00 น. - เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกรุงนามา ราชอาณาจักรบาห์เรน
- นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ H.M.King Hamad bin Isa Al Khalifa สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน และ H.R.H.Prince Salman bin Hamad Al Khalifa มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน
เวลา 20.00 น. - สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี
 
วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2555
เวลา 11.00 น. - พิธีต้อนรับนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ
- นายกรัฐมนตรีหารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ณ ห้องทำงานนายกรัฐมนตรีบาห์เรน พระราชวัง Al Gudaibiya
- นายกรัฐมนตรีนำคณะทางการและคณะธุรกิจไทยเข้าเฝ้านายกรัฐมนตรีบาห์เรน ณ ห้อง Yellow Majlls พระราชวัง Al Gudaibiya
- การหารือเต็มคณะระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ณ ห้อง Blue Majlls พระราชวัง Al Gudaibiya
- นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีบาห์เรนเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลราชอาณาจักรบาห์เรนว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว
เวลา12.30 น. - นายกรัฐมนตรีบาห์เรนพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี
เวลา 14.30 น. - นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมคณะนักธุรกิจไทย - บาห์เรน ณ โรงแรม Intercontinental Regency
เวลา 15.20 น. - นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมมัสยิดกลาง Alfath Grand Mosque
-นายกรัฐมนตรีหารือ (กลุ่มเล็ก) กับผู้นำศาสนา ณ มัสยิดกลาง Alfateh Grand Mosqe
เวลา 18.00 น. - พบปะชุมชนไทยในบาห์เรน ณ โรงแรม Ritz Carlton
เวลา 20.00 น. - นายกรัฐมนตรีบาห์เรนเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำให้กับนายกรัฐมนตรี (กลุ่มเล็ก)
 
วันที่ 15 พฤษภาคม 2555
เวลา 10.00 น. - นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมศูนย์บัญชาการกองกำลังผสมทางทะเล
เวลา 12.00 น. - นายกรัฐมนตรีบาห์เรนเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ณ โรงแรม Ritz Carlton
เวลา 14.30 น. - นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติราชอาณาจักรบาห์เรนโดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) (B777 - 200) เที่ยวบินพิเศษ ที่ TG 8801 ไปยังกรุงโดฮา รัฐกาตาร์
กำหนดการเยือนรัฐกาตาร์
 
วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2555
เวลา 15.25 น. - เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกรุงโดฮา
 
วันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2555
เวลา 11.00 น. - นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ H.H.Sheikh Hamad bin Khalifa Al-Thani เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ณ พระราชวัง Amiri Diwan
- นายกรัฐมนตรีหารือข้อราชการกับ H.H.Sheikh Hamad bin Jassim Bin Jabr Al-
- Thani นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐกาตาร์ (เต็มคณะ)ณ พระราชวัง Amiri Diwan
- นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีกาตาร์ฯ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลรัฐกาตาร์ ณ พระราชวัง Amiri Diwan
- นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐกาตาร์เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ
เวลา14.45 น. - นายกรัฐมนตรีพบหารือกับผู้บริหารของ Aspetar - Qatar Orthopedic and Sport Medical Center
เวลา 15.40 น. - นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สำนักข่าวท้องถิ่น Al Jazeera ณ โรงแรม Four Seasons Doha
เวลา 16.45 น. - นายกรัฐมนตรีพบหารือกับนาย Hassan Al Thawadi เลขาธิการ Qatar 2022 Supreme Committee
เวลา 18.30 น. - นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเพื่อพบปะกับภาคเอกชนไทยและกาตาร์
วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม 2555
เวลา 07.20 น. - เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ
 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336464066&grpid=03&catid=03


หัวข้อ: จับตา! แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ เพื่อประชาชนหรือเพื่อใคร ?
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 09 พฤษภาคม 2555, 10:27:05

จับตา! แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ เพื่อประชาชนหรือเพื่อใคร ?
วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 22:59:48 น.
 
วันนี้  (8 พ.ค.2555)  เมื่อเวลา 09.00 น.  ณ  ห้องประชุมงบประมาณชั้น 3  อาคารรัฐสภา   นางสาวยิ่งลักษณ์   ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี  เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี  วาระสำคัญในส่วนกฎหมาย ที่ประชุมครม.เห็นชอบในหลักการ  ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)
   
 
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน) ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา  แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป 
   
 
ข้อเท็จจริง
   
กระทรวงมหาดไทย เสนอว่า
   
1. โดยที่หลักเกณฑ์การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน  ทำให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนซึ่งเป็นผู้ขอรับบริการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดิน  หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้กับผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  ที่ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายได้ 
 
 
 
 2. ดังนั้น เห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์  โดยให้ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  สามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายได้  จึงได้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 59 ทวิ ให้ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  สามารถเลือกที่จะขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้  เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน ตลอดจนเป็นการปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน 
   
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
   
 
แก้ไขหลักเกณฑ์การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์  โดยให้ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  สามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายได้ (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336491022&grpid=&catid=01&subcatid=0000


หัวข้อ: ข้อคิดท่านจุฬาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 09 พฤษภาคม 2555, 11:44:42
วันที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 09:34 น.  ข่าวสดออนไลน์


ข้อคิดท่านจุฬาฯ

บทบรรณาธิการ ข่าวสด

นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี นำคณะกรรมการอิสลาม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าเยี่ยมชมศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

เพื่อให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเนื้อความที่น่าสนใจหลายประการด้วยกัน

อาทิ หลักสำคัญของอิสลามซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ 3 ปรการด้วยกันคือ อีมาน อิสลาม และ เอี๊ยะซาน

จุฬาราชมนตรีเห็นว่าพี่น้องมุสลิมบางส่วนค่อนข้างจะหย่อนยานในเรื่องของเอี๊ยะซาน คือ การมีคุณธรรม มีจิตเมตตาต่อผู้อื่น

เพราะการมีไมตรีจิตต่อผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องใหญ่


นอกจากนั้นยังหย่อนยานในเรื่องมารยาท จึงต้องสร้างบุคลิกความเป็นมุสลิมว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะทำให้พี่น้องในประเทศไทยเข้าใจความเป็นอิสลามมากขึ้น

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อชาวมองโกลที่ยึดครองตะวันออกกลางและปกครองกรุงแบกแดดนั้น ในที่สุดเขารับอิสลามก็เพราะการมีเอี๊ยะซาน (ไมตรีจิต) ของชาวมุสลิมในแบกแดด

จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ในเอเชียกลางทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นในอุซเบกิสถานก็ดี หรือประเทศอื่นก็ดี เป็นมุสลิมทั้งนั้น

ขณะที่โรคเกลียดชังอิสลามในยุโรปกำลังจะลามเข้ามาในไทย ชาวมุสลิมจึงต้องแก้ไขปัญหา สร้างภาพลักษณ์ที่ดีงาม

ให้สังคมมีความเข้าใจอิสลาม


ข้อคิดของจุฬาราชมนตรีเป็นสิ่งที่สังคมไทยควรนำมาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เพราะมิใช่แต่พี่น้องมุสลิมเท่านั้นที่จะต้องมีไมตรีจิตกับพี่น้องร่วมชาติร่วมสังคม เพื่อนร่วมชาติร่วมสังคมอื่นๆ ที่มิได้นับถือศาสนาอิสลาม ก็จะต้องมีความเข้าใจ ความเคารพ และไมตรีจิตต่อพี่น้องชาวมุสลิมเฉกเช่นกัน

เมื่อ"เข้าถึง-เข้าใจ"แล้ว ก็จะเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะเกิดความสงบสันติ โอกาสที่จะแลกเปลี่ยนสันถวไมตรีต่อกัน โอกาสที่จะร่วมกัน"พัฒนา"ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป

กำลังอาวุธอาจจะระงับปัญหาบางอย่างบางเวลาลงได้

แต่ไมตรีเท่านั้นที่จะทำให้ความปกติสุขเกิดขึ้นและดำรงอยู่

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNek5qVXpNRGsxTmc9PQ==&sectionid=


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 09 พฤษภาคม 2555, 11:58:41

ใช้เวลาร่วมชั่วโมงจึงอ่านจบครบถ้วน...

ขอบคุณ.. น้องป๋า


หัวข้อ: จุฬาราชมนตรีชี้ทางดับ"ไฟใต้"
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 09 พฤษภาคม 2555, 12:35:35
วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 02:36 น.  ข่าวสดออนไลน์


จุฬาราชมนตรีชี้ทางดับ"ไฟใต้"

 หมายเหตุ : นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี นำคณะกรรมการอิสลาม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าเยี่ยมชมศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้กำลังใจ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศอ.บต. รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ศอ.บต. จ.ยะลา ดังนี้

วันนี้ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่มาร่วมกับท่านทั้งหลาย มาแสดงความยินดี ชื่นชมต่อท่านเลขาธิการศอ.บต. และมาให้กำลังใจท่านในฐานะที่ท่านตั้งใจทำงาน และขอชื่นชมแนวคิดของท่านที่จะเข้ามาแก้ไขพื้นที่ภาคใต้ของเรา

ผมเดินทางมาถึงสี่แยกบ่อทอง เห็นป้ายที่ท่านเขียนไว้ว่า พร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ผมรู้สึกชื่นใจครับ ทำให้นึกถึงประวัติ ศาสตร์ ผมเป็นคนเรียนปอเนาะ แต่ก็ชอบอ่านประวัติศาสตร์ข้างนอก

ในสมัยที่มองโกลโดยเจงกิสข่านยกทัพเข้าไปยึดแบกแดดนั้น มีการต่อต้านการปกครองเพราะมองโกลไม่ใช่มุสลิม แต่เข้ามาปกครองมุสลิมในแบกแดด ซึ่งเป็นยุคทองของอิสลามในสมัยนั้น มีการต่อต้านอำนาจรัฐอย่างมากมาย

ตนกูลากู ซึ่งเป็นหลานของเจงกิสข่านปกครองแบกแดดอยู่ ได้เรียกประชุมอุลามะอฺ (นักปราชญ์มุสลิม) และถามอุลามะอฺทั้งหลายว่า เราชาวมองโกลไม่ใช่มุสลิม แต่มาปกครองพวกท่านด้วยความยุติธรรม ท่านจะเลือกผู้ปกครองที่มีความเป็นธรรมหรือท่านจะเลือกผู้ปกครองที่เป็นมุสลิม

ปรากฏว่าอุลามะอฺทั้งหมดนั้นพากันนิ่งเงียบและขอเวลาไปประชุมนอกรอบเป็นเวลา 1 คืน รุ่งขึ้นก็มีอุลามะอฺท่านหนึ่งชื่ออิบนุฏอฆุส บอกว่าหัวใจของการปกครองคือความเป็นธรรม

เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เข้ามาปกครองและให้ความเป็นธรรม นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ ทำให้การต่อต้านอำนาจรัฐลดหย่อนลง


ผมคิดว่าท่านทวี (พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง) กำลังนำความเป็นธรรมมาสถาปนาให้เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของเรา พี่น้องบางกลุ่มบางสถานที่ได้ถูกกระทำมาเป็นระยะเวลานานนั้นก็จะได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา และจะทำให้ความสงบร่มเย็นเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

ผมอยากเรียนว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของเรานั้นได้ส่งผลไปถึงภาคเหนือ ผมได้เดินทางไปภาคเหนือ ไปเชียงใหม่ เชียงราย มีพื้นที่หนึ่งพี่น้องมุสลิมจะไปสร้างมัสยิดในพื้นที่ชุมชนชาวพุทธ ปรากฏว่าชาวพุทธไม่ยอม เขากลัว

ผมนำมาเล่าให้ฟังเพื่อต้องการให้เห็นว่าเรื่องสะเทือนในภาคใต้ ได้ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีชุมชนมุสลิมชาวจีนเป็นชนส่วนน้อยอยู่ คือลัทธิอิสลาโมโฟเบีย (กระแสความเกลียดชังอิสลาม) ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา


โรคเกลียดชังอิสลามในยุโรปกำลังจะลามเข้ามาในประเทศไทยของเรา เพราะฉะนั้นเราชาวมุสลิมจะต้องแก้ไขปัญหา สร้างภาพลักษณ์ที่ดีงาม ให้สังคมมีความเข้าใจอิสลาม

ในอิสลามมีองค์ประกอบอยู่ 3 หลัก คือ อีมาน อิสลาม และเอี๊ยะซาน เราค่อนข้างจะหย่อนยานในเรื่องของเอี๊ยะซาน คือ การมีคุณธรรม มีจิตเมตตาต่อผู้อื่น มีไมตรีจิตต่อผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องใหญ่

ในเรื่องมารยาท เราหย่อนยานเรื่องนี้กันมาก เราต้องสร้างบุคลิกความเป็นมุสลิมว่าเป็นอย่างไร จะทำให้พี่น้องในประเทศไทยเข้าใจความเป็นอิสลามมากขึ้น

ชาวมองโกลที่ยึดแบกแดด ปกครองแบกแดดนั้นในที่สุดเขารับอิสลามก็เพราะการมีเอี๊ยะซาน (มีไมตรีจิต) ของชาวมุสลิมในแบกแดด จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ไปดู ในเอเชียกลางทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นในอุซเบกิสถานก็ดี หรือประเทศอื่นก็ดี เป็นมุสลิมทั้งนั้น ประเทศเล็ก ประเทศน้อยที่อยู่ในอาณาจักรโซเวียต สมัยโบราณเมื่อ 30-40 ปีก่อน วันนี้เป็นมุสลิมทั้งนั้น

มุสลิมเหล่านี้ได้หลั่งไหลเข้าไปทางตอนเหนือของประเทศจีน ในมณฑลซินเกียง ตามพื้นที่ต่างๆ ก็เพราะการมีเอี๊ยะซาน การมีไมตรีจิตของคนมุสลิม เพราะฉะนั้นเราต้องแสดงความเป็นไมตรี จิตต่อคนอื่นให้มากขึ้น เพราะอิสลามสอนให้เรามีเมตตาต่อผู้อื่น

ผมขอฝากว่าพวกเราในฐานะผู้นำ เราต้องปลูกฝังการมีไมตรีจิตต่อผู้อื่นให้มากขึ้น เพื่อให้คนรักอิสลาม เข้าใจอิสลามมากขึ้น เหมือนกับกัลยาณชนได้กระทำไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ ไม่มีใครทำได้นอกจากพวกท่านที่เป็นผู้นำศาสนา


เลขาฯ ศอ.บต.บอกว่ายาเสพติดกลัวศาสนา ถูกต้องแล้ว ยาเสพติดเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของบ้านเราในวันนี้ และเป็นภารกิจของพวกเราที่ต้องช่วยกันดูแล เพราะยาเสพติดทำลายความเป็นมนุษย์ของคนเรา

เราเป็นมนุษย์อยู่ได้เพราะรู้จักคิด แต่ยาเสพติดทำให้คนไม่รู้จักคิดนี่คือการทำลายความเป็นมนุษย์ เป็นการทำลายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากว่ามีปัญหายาเสพติดอยู่ไม่ต้องพูดถึงปัญหาอื่นๆ เราทำอะไรไม่ได้ถ้าเด็กติดยา ถ้าลูกหลานของเราติดยาอย่าโยนภาระให้กับราชการ ราชการแก้ไม่ได้หรอกครับ

ลูกอยู่กับเราทุกวัน อยู่กับเราทุกคืน คนที่จะแก้ปัญหาลูกหลานได้คือพ่อแม่ผู้ปกครอง ดังนั้น ผู้นำศาสนาจึงต้องสร้างความตระหนักให้แก่ชุมชน ไม่ใช่อิหม่ามทำหน้าที่นำละหมาดอย่างเดียว ต้องสร้างความตระหนักแก่ชุมชน มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน

เราต้องยกระดับมัสยิดขึ้นมาให้เป็นองค์กรที่มีศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนด้วย โดยเฉพาะปัญหาของยาเสพติด ก็คงต้องขอชื่นชมและให้กำลังใจเลขาธิการ ศอ.บต. พวกเราจะเป็นกำลังใจให้ท่านในการทำงาน เราต้องให้ความร่วมมือกับท่าน

ในราชวงศ์อุมัยยะฮ์ มีอามีรุ้ลมุอฺมีนีน (ผู้ปกครอง) อีกท่านหนึ่ง คือ ท่านอุมัร บิน อับดุลอาซิซ เป็นผู้ปกครองที่มีความเป็นธรรมสูงสุดในราชวงศ์อุมัยยะฮ์

มีผู้ปกครองหัวเมืองท่านหนึ่งเสนอให้ท่านสร้างกำแพงกั้นไปถึงตอนเหนือของแอฟริกา เพราะกลัวจักรพรรดิโรมันในสมัยนั้นซึ่งกำลังเรืองอำนาจ แผ่เข้ามาโจมตีโลกอิสลาม จึงจำเป็นต้องสร้างกำแพงกั้นระหว่างพรมแดน

ท่านอุมัรบอกว่าท่านกำลังคิดการใหญ่ ท่านจะเอางบประมาณที่ไหนมาทำ จะเอาคนที่ไหนมาทำเพราะพรมแดนยาวมาก แต่สิ่งที่ท่านต้องทำก็คือ การสร้างกำแพงขึ้นในหัวใจของประชาชน และการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน และประชาชนจะลุกขึ้นมาเป็นกำแพงให้กับประเทศชาติเอง

เพราะฉะนั้น วันนี้ ท่านทวีกำลังจะมาสร้างกำแพง (จุฬาราชมนตรีร้องไห้) พวกเราต้องให้ความร่วมมือและช่วยเหลือท่าน

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNek5qTXpNekV3TWc9PQ==&catid=07


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Uncle.Table ที่ 09 พฤษภาคม 2555, 18:26:16
ขอบคุณลุงทู อัจฉริยะของรุ่น24 ที่นำเรื่องของเขามาเล่าครับ
 emo48:)


หัวข้อ: โด่ง อรรถชัย เขียนจดหมายสอน ตั๊ก ปม อากง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 พฤษภาคม 2555, 10:42:13
โด่ง อรรถชัย เขียนจดหมายสอน ตั๊ก ปม อากง
12 พ.ค. 55 08.11 น.     
 

โด่ง อรรถชัย เขียนจดหมายสอน ตั๊ก ปม อากง
จากกรณีที่ ตั๊ก บงกช คงมาลัย นางเอกสาวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความทางผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นในกรณีการเสียชีวิตของ "อากง" จำเลยในคดี ม.112 จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล่าสุด ในเพจ "Red Intelligence" ได้นำจดหมายของดารารุ่นพี่ "โด่ง อรรถชัย อนันตเมฆ" เขียนถึงดาราสาว โดยอ้างว่านำมาจากเฟซบุ๊คของ โด่ง อรรถชัย มีข้อความดังนี้คือ

"จดหมายถึงตั๊ก จากพี่โด่ง อรรถชัย อนันตเมฆ ผ่านเฟซบุ๊ค Attachai Anantameak :Poppy

เรื่อง..... ตั๊กคงไม่รู้

ตั๊ก คงไม่เข้าใจเรื่องอากง มันไม่ใช่อย่างที่ตั๊กแสดงความคิดออกมา

ตั๊ก รู้ไหมว่าอากงไม่ใช่คนเสื้อแดง .... ??????

ตั๊กรู้ไหม ว่าอากงรักในหลวงเหมือนตั๊ก .....???????
(ที่บ้านอากงมีหลักฐานมากมาย ที่พี่เห็นในภาพอาจมากกว่าที่บ้านตั๊กซะด้วยซ้ำ)

ตั๊กรู้ไหมว่า อีมี่ โทรศัพท์ มือถือ ที่ใช้เป็นหลักฐานมัดอากงนั้น มันปลอมได้ (มาบุญครองทำซ้ำขายมากมาย)

ตั๊กรู้ไหมว่า อากงส่งเอสเอ็มเอสหมิ่นดังกล่าวไปยังเลขาอภิสิทธิ์

ตั๊กคิดไหมว่า หากใครสักคนต้องการส่งข้อความหมิ่นเพื่อให้เกิด ความเสียหายแก่สถาบัน เขาจะส่งไปยังเลขา "ส่วนตัว" นายกเพื่ออะไร

ตั๊ก.... แล้วตั๊กคิดว่า เบอร์โทรศัพท์ ของเลขา "ส่วนตัว" ของนายกนี่มันหามาส่งกันง่ายๆ หรือ แม้แต่ในศาลก็ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าอากง รู้เบอร์นายสมเกียรติ "เลขาส่วนตัว" นายกนั่นได้อย่างไร

ตั๊กรู้ไหมว่า กระบวนการพิจารณาของศาลไทย เป็นระบบกล่าวหา...


ตั๊กรู้ไหม ว่า จากระบบกฎหมายดังกล่าว หากตั๊กตกที่นั่งเดียวกับอากง ตั๊กก็คงลำบาก

ตั๊กรู้ไหมว่า หากศาลยังไม่ตัดสินถึงที่สุด ตามกฎหมายยังถือว่า อากงบริสุทธิ์ และ อากงติดคุกอยู่ในฐานะคนบริสุทธิ์ จนตาย (ยังมีคนที่ติดอยู่ในคุกในสภาพนี้อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไม่มีวาสนา)

ตั๊กรู้ไหม ว่า การรับสารภาพของอากง เป็นสิ่งที่ทนายแนะนำ เพราะ จะทำให้ติดคุกน้อยกว่าการยืนหยัดต่อสู้ความจริง

ตั๊กเข้าใจเรื่องการประกันตัวไหม รู้เรื่อง เขาให้กำนันเป๊าะ วัฒนา อัศวเหม ประกันตัว ไหม

กระบวนการยุติธรรมไทยปัจจุบัน ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมาก เปิดช่องให้ ผู้มีอำนาจ ผู้มีวาสนา ผู้ถือกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐ มากมาย ด้วยคำว่า ดุลยพินิจ

ซึ่งบ่อยครั้ง ดุลยพินิจ ทางราชการ กับ ดุลยพินิจ ของประชาชนไม่ตรงกัน

ในกรณีของอากง ศาลใช้ดุลยพินิจ ว่า กลัวอากงหลบหนี จึงไม่ให้ประกัน ในขณะเวลาเดียวกัน สนธิ ลิ้มทองกุล ศาลให้ประกัน ทั้งที่อัตราโทษ 85 ปี มากกว่า อากง ถึง 70 ปี (อากงโทษจำคุก 15 ปี)

เราคงไม่ตำหนิดุลยพินิจของศาล .... (เพราะห้ามวิจารณ์)

แต่ถามจริงๆ ในดุลยพินิจของตั๊ก ใครมันจะอยากหนีมากกว่ากัน ระหว่างคนที่มีโทษจำคุก 85 ปี กับ 15 ปี

และถ้าหาก เหตุการณ์นี้ ตกมาที่ตั๊กและญาติมิตรในอนาคต ตั๊กจะทำอย่างไร

แท้จริง ประเด็นของอากง มันเกี่ยวข้องกับคำถามที่ว่า "อากงผิดจริงหรือไม่" ไม่ใช่ เรื่อง "หมิ่นสถาบัน" อย่างที่ตั๊กเข้าใจ

ตั๊กรู้ไหมว่าการเมืองมันเป็นเรื่องสกปรก

ตั๊กเคยรู้หรือไม่ว่าตลอดเวลามีคนใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการใส่ร้ายฝ่ายตรงกันข้าม
ตั๊กเคยได้ยิน เรื่อง ที่คนตะโกนในโรงหนัง ว่า "ปรีดี ฆ่าในหลวง" ไหม (ไปหาอ่านได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ พิมพ์ในกูเกิ้ลก็น่าจะมี)

ตั๊กคิดว่าพวกที่ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ กับ อากง ใครเป็นภัยต่อในหลวงมากกว่ากัน ถ้ารักในหลวง ตั๊กควรทำอย่างไร

สุดท้าย อยากให้ตั๊กรู้ว่า คนที่ออกมาต่อสู้เรื่องอากง ไม่ได้มีแต่คนเสื้อแดง แต่มีนักวิชาการ อาจารย์ มากมาย ที่ไม่ใช่คนเสื้อแดง ตั๊กรู้ไหมว่าพวกเขาไม่ได้มาต่อสู้พียงเพื่ออากง แต่เขามาต่อสู้เพื่อ ตั๊ก และ ครอบครัวด้วย

แท้จริงพวกเขามาต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของคนไทย ต่อสู้เพื่อมนุษย์ทุกคนที่อาจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบกฎหมายไทยที่ยังมีข้อบกพร่อง จนอาจเป็นเครื่องมือของใครต่อใครที่มีอำนาจ ซึ่งในที่สุด เมื่อสังคมมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ทุกคนก็จะได้รับประโยชน์ แม้แต่ตั๊ก ครอบครัวของตั๊ก ลูกของตั๊กในอนาคต สามีตั๊ก คนที่ตั๊กรัก แม้แต่คนเสื้อทุกสี ก็จะได้รับประโยชน์ จากการต่อสู้ของพวกเขาในครั้งนี้

อยากให้ตั๊กได้รู้ว่า ตั๊กคือคนหนึ่งที่พวกเขาออกมาต่อสู้เพื่อ ....

พี่รู้จักตั๊ก เชื่อว่าแท้จริงแล้ว ตั๊กมีจิตใจที่ดี ตรงไปตรงมา และ เป็นคนรากหญ้า เชื่อว่าที่ตั๊กโพสต์ออกมาแบบนั้น ก็เพราะ ตั๊กไม่รู้ ดังนั้น ตั๊กต้องขจัดความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ โดยด่วน

ตั๊กไม่ใช่คนโง่ แต่ที่ตั๊กไม่รู้ พี่วิเคราะห์ว่าเพราะตั๊ก "ไม่ฟัง"

และ การไม่ฟังอาจเกิดจาก "อคติ"

เราเป็นดารา มีชีวิต มีอาชีพวันนี้ได้ แท้จริงก็เพราะประชาชน

เราเป็นคนของประชาชน ต้องรักประชาชน ประชาชนทุกคน มีบุญคุณกับตั๊ก "ไม่เว้นแม้แต่อากง"
พี่เชื่อว่า ในช่วงชีวิตอากง อากงและครอบครัว ต้องเคยสนับสนุนตั๊กบ้าง ไม่มาก ก็ น้อย

น้าทอม ดันดี เคยพูดว่า "ข้าวชามน้ำจอก ที่ชาวบ้านให้เรากิน เราอย่าลืมบุญคณ"

แค่ขจัดอคติที่มีกับประชาชน รับฟังพวกเขาบ้าง แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

หวังว่าตั๊กคงได้อ่านที่พี่เขียน และทบทวนสิ่งที่ตัวเองคิดให้ดี เชื่อพี่ รักประชาชน กตัญญูต่อประชาชน รับใช้ประชาชน อยู่ข้างประชาชน แล้วจะเจริญอย่างมีเสรีภาพ ครับ

"พี่โด่ง"

คลิกอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตั๊ก บงกช แรง! โพสต์เฟซบุ๊ค พวกเชียร์อากงตกนรกแน่

อ.ธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึง ตั๊ก บงกช ปมอากง


http://news.sanook.com/1117340/%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%8A%E0%B8%81-%E0%B8%9B%E0%B8%A1-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%87/
 


หัวข้อ: ตั๊ก บงกช แรง! โพสต์เฟซบุ๊ค พวกเชียร์อากงตกนรกแน่
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 พฤษภาคม 2555, 10:45:07
ตั๊ก บงกช แรง! โพสต์เฟซบุ๊ค พวกเชียร์อากงตกนรกแน่
12 พ.ค. 55 10.00 น.      

ตั๊ก บงกช แรง! โพสต์เฟซบุ๊ค พวกเชียร์อากงตกนรกแน่
ทำเอาหลายคนงงไปเลย เมื่อนักแสดงสุดเซ็กซี่"ตั๊ก บงกช" ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนเรื่อง "อากง sms" หรือ "นายอำพล ตั้งนพกุล" ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมือวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา จากโรคมะเร็งตับ

โดยในโลกออนไลน์มีการส่งต่อภาพที่อ้างว่ามาจากเฟซบุ๊คของ "ตั๊ก บงกช คงมาลัย" ซึ่งมีการโพสต์ข้อความว่า

"เวรกรรมของอากง"

"แต่อากงไม่อยู่ก็ดีนะคะ แผ่นดินจะได้ดีขึ้น ^-^"  

"จริงๆ แผ่นดินก็ดีอยู่แล้ว จะได้ดียิ่นขึ้นเน้อออออ"  

"ถึงฉันจะเปิดนม เปิดอะไร หรือมีชื่อเสียงไม่ดี หรืออะไรก็ตามที่คุณจะสันหามาด่า แต่ฉันก็ไม่โง่ แล้วทำไมคุณกล้าสู้เพื่ออากง แล้วเมื่อไหร่คุณจะตายค่ะ จะได้ไปช่วยอากงต่อในนรก เพราะอากงคุณตกนรกแน่ จากกรรมที่หมิ่นพ่อของฉัน"

"คุณรักอากง ฉันก็รักครอบครัวพ่อของฉัน ทำไมเหรอ "

ทั้งนี้ หลังจากภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปจนทั่ว ได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก แต่ข้อความดังกล่าวจะมาจากเฟซบุ๊คของ"ตั๊ก บงกช"จริงหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป

 ตั๊ก บงกช คงมาลัย เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2528 จบการศึกษาที่โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม จากนั้นพักการเรียนเข้าวงการบันเทิง เพื่อต้องการหาเงินเลี้ยงครอบครัว มีผลงานแจ้งเกิดด้วยวัยเพียง 15 ปี จากบท "สา" ในภาพยนตร์เรื่อง "บางระจัน" ต่อมามีผลงานภาพยนตร์เรื่อง "ขุนแผน" แล้วมาพลิกบทบาทเป็น "สมทรง" ในเรื่อง "ไอ้ฟัก" ตามด้วย "อำมหิตพิศวาส" รับบทเป็น แพรว

ทางด้านผลงานละคร ตั๊กแสดงละครเรื่อง "ซุ้มสะบันงา", "ลูกแม่" ทางช่อง 7, "นิราศสองภพ" ทางช่อง 3, "เสน่ห์จันทร์" ช่อง 5 และ "รักแผลงฤทธิ์" ช่อง 3 และยังเคยเป็นพิธีกรรายการ "ตอกไข่ใส่จอ" ทางไอทีวี ด้วย

นอกจากนี้ ตั๊ก บงกชยังมีผลงานถ่ายแบบ แนวเซ็กซี่วาบหวิวให้กับนิตยสารหลายเล่มด้วยกัน ด้วยอุปนิสัยเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา และเชื่อมั่นในตัวเองทำให้ตั๊ก ตกเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการคบหาเพื่อนชาย หรือแม้แต่การอาจมีปัญหากระทบกระทั่งเรื่องการทำงานกับผู้อื่นบ้างแต่โดยมากก็ผ่านไปได้ด้วยดี และตั๊ก บงกชยังขึ้นชื่อว่า เป็นนางเอกยอดกตัญญู ที่รักแม่มากๆ อีกด้วย


http://news.sanook.com/1116919/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%8A%E0%B8%81-%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%8A-%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87-%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%8B%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%84-%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88/


หัวข้อ: อ.ธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึง ตั๊ก บงกช ปมอากง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 พฤษภาคม 2555, 10:47:16
อ.ธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึง ตั๊ก บงกช ปมอากง
10 พ.ค. 55 18.25 น.     

อ.ธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึง ตั๊ก บงกช ปมอากง
เกษียร เตชะพีระ อ.ธรรมศาสตร์  โพสต์เฟซบุ๊กฝากถึง "ตั๊ก บงกช" กรณี "อากง" เสียชีวิต ระบุขาดปัญญาและความเข้าใจ ในการแสดงความรัก

จากกรณี "ตั๊ก บงกช คงมาลัย" ดาราสาวชื่อดัง โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ นายอำพล ตั้งนพคุณ หรือ "อากง" จำเลยในคดี ม.112 จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยต่อมา นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน และอดีตผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้ทวีตข้อความการโพสต์ดังกล่าวของตั๊ก บงกช

ล่าสุด นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงใน เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีนี้ว่า

"ฝากถึงยะใสกับคุณบงกช คงมาลัย: การแสดงความรักที่ไม่กอปรด้วยปัญญาและความเข้าใจ อาจทำร้ายผู้อื่นที่เจ็บปวดอยู่แล้วได้ ด้วยความเขลาและขาดความรับผิดชอบ

"การทำด้วยความรัก โดยตัวมันเองไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำนั้น หากขาดความรู้ความเข้าใจที่รอบคอบรัดกุมรองรับ ก็อาจกลายเป็นการกระหน่ำซ้ำเติมทำร้ายผู้อื่นที่เจ็บปวดสูญเสียอยู่แล้วให้เขาเสียใจยิ่งขึ้นได้"

"ลองคิดถึงกรณีทำนองเดียวกันแล้วมีคนมาโพสต์ด้วยน้ำเสียงเลือดเย็นคล้ายๆ กันกับการจากไปของน้องโบว์ดู แล้วญาติมิตรของเธอจะรู้สึกอย่างไร? มันถูกต้องหรือไม่? เป็นสิ่งที่เพื่อนมนุษย์ควรทำต่อกันหรือไม่? "

"ความรักที่ไม่กอปรด้วยปัญญาหากถือเอาอารมณ์สะใจตนเองเป็นที่ตั้งจึงอาจทำร้ายพสกนิกรของในหลวงด้วยกันด้วยความเขลาและขาดความรับผิดชอบ"

"น่าเสียดายที่คุณยะใสที่น่าจะมีความเข้าใจและรับผิดชอบทางการเมืองจากประสบการณ์ที่มีมากกว่าก็ดูจะเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน"

http://news.sanook.com/1117022/%E0%B8%AD.%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%8B%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%8A%E0%B8%81-%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%8A-%E0%B8%9B%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%87/


หัวข้อ: ล่มกลางคัน! เสื้อแดงพัทยารวมตัวฮือขับไล่ "ตั๊ก บงกช" ถึงกองถ่าย
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 พฤษภาคม 2555, 10:59:03
ล่มกลางคัน! เสื้อแดงพัทยารวมตัวฮือขับไล่ "ตั๊ก บงกช" ถึงกองถ่าย
วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 08:37:00 น
 
    

เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงในเมืองพัทยาจำนวนกว่า 30 คน ได้มารวมตัวกันที่บริเวณปากซอยพัทยา 6 ถนนเลียบสายชายหาด หมู่ที่ 9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อช่วยกันขับไล่ "ตั้ก -บงกช คงมาลัย" ที่จะเดินทางยกกองถ่ายมาถ่ายทำหนังภายในซอยพัทยา 6 เนื่องจากไม่พอใจ ตั๊ก บงกช โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพคุณ หรือ อากง ผู้ต้องขังตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่า เมื่อรถของกองถ่ายมาถึงบริเวณดังกล่าว กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาดักรออยู่ได้แสดงตัวพากันออกมาตะโกนต่อว่า ตั๊ก บงกช พร้อมทั้งชูป้ายข้อความต่างๆ จนทำให้การถ่ายหนังต้องล่มลงกลางคัน ซึ่งขณะนั้น ตั๊ก บงกช ยังอยู่ภายในรถเบ็นซ์ สีดำ พร้อมกับนักแสดงชายชาวต่างชาติ พร้อมทีมงานกำลังทำการถ่ายหนังกันอยู่ ก่อนที่ทีมงานจะรีบพากับขับรถหลบหนีออกมา โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงพากันขับขี่รถจักรยานยนต์ไล่ติดตามพร้อมทั้งตะโกนด่าและขับไล่ออกมาจากเขตเมืองพัทยา

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336873051&grpid=03&catid=03


หัวข้อ: “จ๋า ณัฐฐาวีรนุช” กับความเชื่อที่ว่า 'ถ้าเราดีพอ คนดีๆก็จะอยู่กับเรา' - ดาวต่างมุม
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 พฤษภาคม 2555, 12:41:29
“จ๋า ณัฐฐาวีรนุช” กับความเชื่อที่ว่า 'ถ้าเราดีพอ คนดีๆก็จะอยู่กับเรา' - ดาวต่างมุม
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:00 น.
     


“จ๋า - ณัฐฐาวีรนุช ทองมี” นักแสดงสาวคนนี้ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เธอเก็บตัวเงียบหายจากวงการไป แต่ล่าสุดเธอกลับมาแล้วพร้อมกับภาพยนตร์เรื่อง “ไอมิสยู รักฉัน อย่าคิดถึงฉัน” แต่ก่อนหน้านี้ถ้าจะพูดถึงเรื่องข่าวคราวเรียกว่า เธอคนนี้ตกเป็นข่าวแทบจะทุกวัน แต่วันนี้ “จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี” เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นจ๋า คนใหม่ที่มีจุดยืนของตัวเอง และมีเป้าหมายกับคำว่า “ดอกเตอร์”

“ช่วงที่เงียบไป ช่วงนั้นอาจจะเป็นเพราะไม่มีข่าว แต่ว่างานมีตลอด ก็ถ่ายหนังก่อนหน้านี้ก็มี ส.ค.ส. และ วาเลนไทน์ สวีทตี้ และก็มาเรื่อง ไอมิสยู แต่ว่าก่อนหน้าที่จะถ่ายหนังก็มีไปเมืองนอกประมาณเดือนหนึ่ง ตั้งใจจะไปหาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ และไปเที่ยวด้วย แต่พอดีมีหนังก็เลยต้องรีบกลับมา ความตั้งใจแรกจะอยู่สัก 3 เดือน พอมีหนังเข้ามาก็เลยกลับมาหาตังค์ก่อนแล้วพอกลับมาก็เจอน้ำท่วม แล้วจากนั้นก็มีงานเข้ามาต่อเนื่องเลย”

ได้ข่าวว่ากำลังทำดอกเตอร์อยู่ด้วย?

“ใช่คะ ตอนนี้คือจำเป็นต้องจบภายในปีครึ่ง (หัวเราะ) ยังไงก็ต้องให้จบค่ะ”

คือตั้งใจว่ายังไงก็จะเป็นดอกเตอร์ให้ได้?

“คือที่บ้านชอบเรียน แต่ไม่ได้ใจว่าฉันจะต้องเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้ คือมีโอกาสก็เรียนไป รู้สึกว่าการเรียนยังไงก็ช่วยให้ชีวิตดีอยู่แล้ว คือเก็บเป็นทุนไว้ อาจจะเอาไว้ใช้ในอนาคต คิดว่ายังไงมันดีกับเรา”

จ๋า เรียนสาขาอะไร?

“ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือจ๋าเรียนตรีก็คณะเดียวกัน เรียนปริญญาโท ก็ยุโรปศึกษา ก็พอมาดอกเตอร์ก็เข้าสายเดิม แล้วก็ตั้งใจว่าวิทยานิพนธ์เนี้ย ตั้งใจว่าการใช้หนังไทยโปรโมตประเทศ มันก็เกี่ยวกันตั้งการเมืองและการโปรโมตประเทศ ทางด้านบันเทิง ก็คือครบสูตรทางด้านที่เรียนมา”

แล้วพอเป็นดอกเตอร์แล้ว งานในวงการบันเทิงจะรับน้อยลงไหม จะหันไปทำงานที่เรียนมาหรือเปล่า?

“แก่แล้วด้วยค่ะ จ๋าว่าทุกอย่างมันก็เป็นไปการดำเนินชีวิตไปตามกาลเวลา วันนี้มันยังเหมาะกับจ๋าอยู่ก็ทำไปก่อนว่าสิ่งที่เรามีมันทำอะไรได้บ้าง เพราะจ๋าคงไม่รู้สึกว่าจะขายแค่เรื่องของบันเทิงไปตลอด”

อยู่วงการบันมากี่ปีแล้วถึงคิดแบบนี้?

“12 ปี แล้วค่ะ”

เลยคิดอยากจะทำเบื้องหลัง?

“จริง ๆ จ๋าคิดมาตลอด แล้วก็ลองทำเบื้องหลังอยู่บ้าง ก็ทำรายการอยู่ที่เป็นโปรดิวเซอร์เอง ชื่อ ไรเบอร์รี่ ทำให้กับไชนาวี ป้อนช่องตัวเอง แต่มีอำนาจทุกอย่างอยู่ในมือ จัดการบริหารเองหมดแล้ว แล้วเรื่องหนัง จ๋า มีโอกาสได้ร่วมงานกับพี่ปื๊ด (ธนิตย์ จิตนุกูล) ได้กำกับหนังสั้น ชื่อเรื่อง ทั้งหัวใจให้หมดเลย แต่ตอนนี้ยังไม่ออกฉาย เป็นโปรเจคท์ที่ทำถวายพ่อหลวง เรียกว่าชื่อเป็นผู้กำกับ แต่จริง ๆแล้วต้องเรียนว่าเป็นนักเรียนที่เรียนกำกับมากกว่า เพราะว่าพี่ปื๊ดเขาช่วยดูแล ทีมงานก็ยังช่วย
ดูแลอยู่ คือจริงจ๋า ว่าดารานักแสดงทุกคน เขารักการสร้างงานอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าโอกาสเบื้องหน้ามาก่อน แต่พอเราอยู่เบื้องหน้านาน ๆ การรักในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ก็อยากจะมาเป็นคนที่เสนอไอเดียบ้าง พอมีโอกาสมาให้เรา เราก็อยากลอง”

วงการนี้ให้อะไรจ๋า บ้าง?

“ให้เยอะมาก ถ้าตอนเริ่มต้นให้ความรับผิดชอบ ตอนเด็ก ๆ เรายังไม่รู้ เราก็เริ่มต้นเรียนรู้จากการเริ่มทำ ได้เรียนรู้ในเรื่องของการวางตัว ให้ความอดทน และให้ความอดทนทางสภาพจิตใจคือทุกอย่าง เรียนรู้การเข้าใจคนหลายอย่างมาก”

ในเรื่องของข่าว ที่ผ่านมาข่าวจ๋าเยอะมาก จ๋าใช้วิธีไหนในการดูแลสภาพจิตใจของตัวเอง?

“มีคนชอบคิดว่าจ๋าไม่เป็นอะไรหรอก เพราะตอนออกสื่อจ๋าดูไม่เป็นอะไรในตอนที่ออกมาพูด แต่จริง ๆ เราเครียดมาแล้ว มันดาวน์มากจนเบื่อ ไม่อยากเจอใครเลยก็เป็น สิ่งที่ทำได้ก็คือพยายามอยู่กับตัวเอง ทำความเข้าใจแล้วก็ปล่อยวาง และยืนยันมั่นคงกับสิ่งที่ตัวเองเป็น จ๋ายึดคำกล่าวไว้ว่า ไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยถูกพูดถึง แต่ของเราอาจจะถูกพูดถึงในวงกว้าง เพราะเราเป็นคนที่ทำงานข้างหน้าสื่อ ก็ปกติค่ะ แต่ถ้าวันใดที่เราทำอะไรแล้วไม่มีใครพูดถึง เราอาจจะกลับมาคิดอีกด้านหนึ่งเหมือนกัน”

ตรงนั้นมันสอนอะไรเราบ้าง?

“สอนมากค่ะ สอนเราว่า เราจะไม่ตัดสินใครจากการได้ยิน คือเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก จ๋าว่าทุกวงการแหละต้องมีการนินทา แม้แต่ในวงการนักเรียนก็ยังมี เพียงแต่ว่าคนที่ถูกพูดอาจจะไม่รู้จักกันเยอะ เพียงแต่ว่าเวลาที่เราได้ยินใครพูดถึงใครมันก็อาจจะเป็นมุมมองด้านเดียวก็ได้ เราก็เลยไม่เคยตัดสินใครจากการที่คนบอก อย่างเรื่องข่าว ตรงนั้นก็เป็นหน้าที่ของนักข่าว ซึ่งคนที่ถูกเสนอข่าวเขาก็มีสิทธิที่จะออกมาแก้ ออกมาบอกจริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น จริง ๆ มันก็เป็นได้ทั้งหมด มันก็อยู่ที่หน้าที่ใครหน้าที่มัน”

ที่เงียบ ๆ ไป จ๋า พยายามเอาตัวเองออกห่างวงการ หรือ คิดอะไรอยู่ในช่วงนั้น?

“หลายอย่าง และคิดถึงอนาคตตัวเองด้วย แล้วข่าวช่วงนั้นถูกโยงถึงหลาย ๆ
คน จ๋าก็รำคาญ ก็บางทีก็ไม่ได้อยากเจอคนเยอะ อันนี้ก็พูดตามตรง บางทีก็เลยคิดว่าเราลองไปทำอย่างอื่นดูไหม สมองมันปลอดโปร่งด้วย เป็นประสบการณ์ใหม่ด้วย แล้วก็อยากจะเรียนให้จบ ก็เลยตั้งเป้าของเราไปเลย”

แต่พอมีงานเข้ามา กลับมาทำงานมันก็ต้องมีข่าวอีกนะ?

“คืออันนั้นมันก็มีเหตุและผลของมัน สมมุตินะคะว่าถ้ามีอีเวนต์มา แล้วเอาตัวเองไปออกงานอีเวนต์เพื่อได้สตังค์ เอาตัวเองไปขายในข่าว จ๋าก็จะรู้สึกว่าไม่เป็นไรไว้ก่อนแล้วกัน แต่ถ้าหนังคือสิ่งที่จ๋าชอบ แต่ถ้ามันจะต้องตามมาด้วยข่าว ก็ไม่เป็นไรเพราะเรารักงานหนัง คือมันอยู่ที่จ๋าเลือกจะทำหรือเปล่า ณ อารมณ์ช่วงนั้น ๆ”

กลับมาเรื่องหนังบ้าง เป็นการกลับมาเจอกับพี่ติ๊ก (เจษฎาภรณ์ ผลดี)?

“เชื่อไหมว่า วันนั้นที่นักข่าวเข้ากองครั้งแรกที่กองถ่ายหนังเรื่องแรกที่เล่นกับพี่ติ๊ก เรื่อง รักแท้ปาฏิหาริย์ วันนั้นจ๋าเป็นเด็กใหม่ แล้วพี่ติ๊กเป็นพระเอก เป็นซุปตาร์ ทุกคนถูกเสน่ห์พี่ติ๊กดึงเข้าข้างสองข้างหมด จ๋าจำภาพได้ว่าเป็นโต๊ะม้าหิน พี่ติ๊กนั่งหัวโต๊ะ แล้วมีนักข่าวล้อม จ๋าก็นั่งฟังจ๋าก็สนุกดี ก็คิด อืม...ดาราเขาเป็นอย่างนี้นี่เอง แล้ววันนี้พอได้กลับมาทำงานกันอีก ก็เหมือนกับเราคุ้นเคยกันมาแล้ว มันก็ง่าย อีกอย่างพี่เขาก็เป็นคนที่มีฝีมือมาก มันเลยง่ายคือ เคมีมันตรงกันในเรื่องของการทำงานมากค่ะ”

แล้ววันนี้คิดว่าตัวเองมีพลังของดาราแล้วยัง?

“จ๋า ก็ยังเป็นจ๋าค่ะ คือจ๋าพยายามไม่ยึดติด แม่สอนตั้งแต่เด็กได้ดีก็ดีใจแต่อย่าเหลิง อะไรก็คืออย่าเหลิง จ๋าถูกกดตั้งแต่เด็ก ถึงจะเรียนเก่งเกรดดีก็ไม่เคยได้ของขวัญอะไรเลย แม่สอนไว้ถ้าได้ดีก็ดีกับตัว ถูกสอนมาแบบนี้แล้วพอได้อะไรดี ๆมาก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าอะไรที่เป็นสิ่งดีก็ดีที่สุด ไม่ว่าจะดีขนาดไหนก็ดีแค่นั้น”

พูดถึงหนังหน่อย เห็นว่าเรื่องนี้ต้องเล่นเป็นวิญญาณ?

“บทบาทในเรื่องนี้ แต่ละคนพลิกหมด สำหรับจ๋า ที่ผ่านมาคนจะจำจ๋า แต่คอมเมดี้ พอมาเรื่องนี้ก็ดราม่า ถามว่าเล่นเป็นวิญญาณยากไหม เล่นเป็น
ผีไม่ยากนะคะ แต่ในเรื่องนี้ ผีไม่ใช่ผี ก็คือออกมาในรูปแบบของคน แสดงความรู้สึกเหมือนคน อาจจะพูดได้น้อย อาจจะแสดงอารมณ์ที่แบบออกท่าทางไม่ได้ เราก็ต้องแสดงออกแบบนิ่ง ๆ แต่อารมณ์ออกยาก”

เล่นหนังรักหลอน ๆ มาแล้ว วันนี้ขอถามเรื่องมุมมองความรัก จ๋า ในวันนี้เป็นยังไง?

“จ๋าโตแล้ว ไม่อยากเลือกแล้ว ส่วนสเปกเนี่ย ตอนเด็ก ๆเราอาจจะเยอะนะ คือแบบยิบย่อย คนนั้นก็น่ารักดี แต่เตี้ยไปหน่อย คนนี้ดำไม่ชอบ แต่พอเราโตขึ้น สเปกเราก็จะมาแบบรวม ๆมากกว่า เช่น คนนี้อยู่ด้วยแล้วสบายใจไหม จริงใจกับเราหรือเปล่า มีอนาคตร่วมกันได้ไหม”

แล้วที่เขาบอกว่าอายุมากขึ้น จะเลือกน้อยลง จ๋า ว่าจริงไหม?

“ไม่จริงนะ ยิ่งอายุมากเรายิ่งเลือกมากกว่าเดิม แต่ไม่ได้เลือกเป็นรายละเอียดเยอะ ๆ เท่าเดิม”

กลัวขึ้นคานไหม?

“ ไม่กลัวขึ้นคาน แต่ไม่อยาก ก็คือเหมือนปล่อย ถ้าไม่มีจริง ๆ ถ้ามันจะต้องอยู่คนเดียว เราก็ต้องอยู่คนเดียว แต่ถ้าถามว่าอยากอยู่คนเดียวไหม ก็ไม่อยากอยู่คนเดียว”

เชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหมคะ?

“ไม่เคยเจอง่ะ พูดตรง ๆ เชื่อไหมตัวเองยังไม่รู้ แต่เห็นคนอื่นแบบนะที่เขามีความรัก เออ ก็ดูแล้วเขาเกิดมาเป็นคู่กันจริง ๆ อันนี้สำหรับคนอื่นนะ แต่ของตัวเองเนี่ยจ๋ายังไม่รู้นะ เพราะยังไม่เคยเจอ ไม่รู้ว่ามันมีจริงที่จะเกิดกับเราไหม”

แล้วศรัทธาในรักแท้ไหม?

“จ๋าเชื่อนะว่ารักแท้มีจริง แต่ไม่รู้ว่าทำบุญมาพอหรือเปล่า แค่นั้นแหละ (หัวเราะ )”

ตัวจ๋าเองเชื่อไหมว่าเวลา จ๋าลัคกี้อินเกมแล้วมักจะไม่ลัคกี้อินเลิฟนะ?

“ก็สังเกตตัวเองเหมือนกันนะ เพราะว่าตัวจ๋าเอง เวลาที่จ๋าให้จ๋าก็ให้หมด แต่ว่าตอนนี้เราโตขึ้น การที่เราจะให้ใครทั้งหมดเนี่ยมันก็ต้องดูดี ๆ ว่าถ้าเอาสิ่งที่ดี ๆ
ของเราทั้งหมดไป สิ่งที่เราได้ตอบกลับมามันควรหรือว่าเหมาะสมกันไหม ตอนเด็ก ๆอาจจะคิดน้อยหน่อยเพราะว่าความรับผิดชอบหน้าที่อาจจะยังไม่หนักมาก แต่ตอนนี้เราโตแล้วก็คิดมากขึ้น แต่จริง ๆ คนเราก็เปลี่ยนไม่ได้ทั้งหมดหรอก อย่างเช่นบอกว่าเราโตแล้วเราไม่แคร์หรอก แต่จริง ๆ พอเจอคนที่เราชอบเราก็แคร์อยู่ดี แต่เราอาจจะดึงตัวเองออกมารักษาระยะได้”

เวลามีความรัก จ๋า ทุ่มเทไหม?

“เกินค่ะ เกินความจำเป็น เกินความจำเป็นในที่นี้หมายความว่า เมื่อก่อนเราอาจจะเลือกคบกับคนที่ เรามีใจให้กัน แต่เราอาจจะมองว่าชีวิตเราดูแล้วไม่น่าจะไปด้วยกันได้เท่าไร แต่เรามีใจให้กันในตอนนั้นก็เลยไม่สนใจก็ยังทุ่มเทให้อยู่ แต่ปัจจุบันนี้ถ้ามองแล้วว่า ทัศนคติ หรือแอติจูด ที่ดูแล้วไปด้วยกันไม่ค่อยได้เท่าไร มันก็อาจจะเดินไปด้วยกันยาก ก็ต้องเปลี่ยนมุมมองหาคนที่อยู่ด้วยกันได้ แล้วค่อยไปเต็มร้อย แต่เมื่อก่อนเราจะเต็มร้อยไปก่อน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไปกันไม่รอด เพราะเราเด็ก ให้ใจก่อน เต็มร้อยก่อน”

เคยกลับมามองตัวเองไหมว่าทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก?

“มีทุกช่วงความผิดพลาดเกิดแตกต่างกันไป เคยมีช่วงที่เราไม่ดีพอ เราอาจจะเจอคนดี แต่ช่วงนั้นเรายังรู้สึกว่าเรายังสนุกกับการใช้ชีวิต เราเลยไม่ให้ความสำคัญกับเขาเท่าที่ควร ก็เคยเจอ แล้วมาพลิกแบบว่าเราให้ความสำคัญกับเขาเกินไป จนลืมเรื่องทุกอย่างของตัวเอง สุดท้ายเดินไปไหนไม่ได้ก็เคยเจอ มันแล้วแต่ช่วงแล้วแต่กับคนก็ไม่เหมือนกัน ตอนนี้จ๋า เอาตัวเองมาอยู่ตรงกลางแล้วพยายามทำตัวเองให้ดี จ๋าเชื่อว่าวันนี้ถ้าเราทำดีพอ คนดี ๆ ก็น่าจะอยู่กับเรา”

และเราก็เชื่อเช่นกันว่า สักวันนักแสดงสาวสวย ว่าที่ดอกเตอร์คนนี้ เธอจะเจอคนที่พอดีและดีพอกับเธอแน่นอนในอนาคต.

เรื่อง คนกลาง / ภาพ วรัญญู เหมือนเดช

http://www.dailynews.co.th/entertainment/114158


หัวข้อ: มหารัตนเจดีย์ฯ...เจดีย์แห่งสามโลก
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 พฤษภาคม 2555, 13:04:04
มหารัตนเจดีย์ฯ...เจดีย์แห่งสามโลก
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2555 เวลา 05:00 น.

  (http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd681546_2107739_7870956_1074977photo.jpg)

วันที่ 5 เดือน 5 ปี 2555 ณ จุดที่สามโลกธาตุ สวรรค์ แดนมนุษย์ และบาดาลมาบรรจบ พิธีสมโภชมหารัตนเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุก็เริ่มต้นขึ้น...

สิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาแห่งนี้ริเริ่มโดยหลวงตาอ๋อย หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงตาย่ามแดง” ผู้อุปฐากครูบาอาจารย์พระกรรมฐานสายวัดป่าในภาคอีสาน ทั้งยังเป็นผู้อุทิศตนในการช่วยเหลือผู้คนมากมาย จนราวปี พ.ศ. 2535 หลวงตาอ๋อยพิจารณาแล้วเห็นว่าถึงเวลาที่จะกลับไปโปรดลูกหลานตนเองในบ้านเกิดที่ขอนแก่น

ปี พ.ศ. 2542 หลวงตาอ๋อยระลึกได้ว่ายังมีที่ดินเก่าแก่อยู่แปลงหนึ่งราว 5 ไร่ ที่ ต.พระลับ อ.เมือง จึงได้ว่าจ้างรถแบ๊กโฮมาปรับที่ดินเพื่อเตรียมพื้นที่ไว้ทำเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมส่วนตัว แต่แล้วระหว่างที่กำลังปรับแต่งนั้นเกิดไปขุดเจอพระขรรค์สำริดโบราณเข้า ทำให้หลวงตาอ๋อยฉุกคิดได้ว่าที่ดินแปลงนี้คงไม่ธรรมดาแน่ เมื่อกำหนดจิตดูจึงรู้ด้วยญาณวิถีว่า ผืนแผ่นดินที่ว่านี้เป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหลวงตาอ๋อยเรียกว่า “แผ่นดินสามโลกธาตุ” จึงดำริให้สร้างวัดขึ้นโดยร่วมกับศิษยานุศิษย์จัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมให้เพียงพอเหมาะสมกับการสร้างวัด จนมีที่ดินรวมกว่า 73 ไร่

“หลวงตาบอกให้ผมเป็นคนออกแบบ ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าจะออกแบบได้ เพราะไม่เคยออกแบบงานสถาปัตยกรรมแบบนี้มาก่อน หลังจากนั้นก็ลืมไปนานจนอยู่มาวันหนึ่งหลวงตาให้ไปถือศีล ผมเตรียมเสบียงไปเพียบเพราะกลัวว่าจะลำบาก คืนแรกกับวันแรกผ่านไปด้วยการนอนสมาธิ เหมือนกับได้พักผ่อนเต็มที่ พอคืนต่อมาระหว่างที่หลับไปก็รู้สึกตัวเหมือนตื่นขึ้นมา แล้วหลวงตาก็มาชวนให้ไปด้วยกัน” กำธร ศีลอุดมทรัพย์  ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนา บริษัท น้อมบุญ จำกัด สถาปนิกโนเนมและโนสกิลล์สำหรับงานออกแบบเจดีย์ บอกเล่า

แรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่เหมือนกับฝันและจริงในคืนนั้น หลังจากหลวงตาอ๋อยพาข้ามมิติไปเห็นหมู่ปราสาทขอมที่มีแผนผังซับซ้อน พร้อมกับบอกว่าสถาปนิกที่ใครต่อใครไม่แน่ใจในความสามารถว่าจะออกแบบมหาเจดีย์ได้หรือไม่คนนี้ ในอดีตชาติเคยเป็นผู้ออกแบบปราสาทบายนมาก่อน นับจากวันนั้นงานออกแบบที่ไม่เคยทำและดูจะไม่ถนัดก็เสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันรวดเร็ว

องค์พระมหาเจดีย์ซึ่งสื่อความหมายของ “พุทธภาวะ” ตั้งอยู่ท่ามกลางบึงน้ำล้อมรอบ 4 ทิศ เปรียบเป็นโอฆสสงสารอันสัตว์ทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ปลียอดของพระมหาเจดีย์รูปดอกบัวตูมเป็นส่วนสื่อถึงพุทธภาวะ หมายความว่า ดอกบัวแห่งความรู้แจ้งนี้งอกขึ้นมาจากบึงน้ำแห่งวัฏสงสาร เติบโตขึ้นเพื่อที่จะเบ่งบานสู่เบื้องบนคือพระนิพพานในที่สุด

ฐานทักษิณาเป็นรูปสี่เหลี่ยมแทนพระอริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ส่วนเจดีย์ทิศทั้งสี่แทนมหาภูตรูป 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อันเป็นธาตุองค์ประกอบพื้นฐานของโลก เป็นที่สถิตของเทวรูปแทนองค์ท้าวจาตุมหาราชิกาทั้ง 4 เทวราชผู้ดูแลมนุษย์ พิทักษ์โลก และพระพุทธศาสนา โดยทิศใต้ ธาตุดิน เป็นที่สถิตของท้าววิรุฬหก เจ้าแห่งกุมภัณฑ์ ปฐพี และจตุบาท ทิศเหนือ ธาตุไฟ เป็นที่สถิตของท้าวเวสสุวัณหรือท้าวกุเวร เจ้าแห่งจิตวิญญาณและโชคลาภ ทิศตะวันออก ธาตุลม เป็นที่สถิตของท้าวธตรฐ เจ้าแห่งคนธรรพ์ เวหา และทวิบาท และทิศตะวันตก ธาตุน้ำ เป็นที่สถิตของท้าววิรูปักษ์ เจ้าแห่งนาค ห้วงน้ำบาดาลและอปาทิกะ

ฐานชั้นที่ 2 ส่วนประดิษฐานพระประธานเป็นรูป 8 เหลี่ยม หมายถึงมรรคมีองค์ 8 ทางสายกลาง ทางสายตรงอันเป็นแนวปฏิบัติเพื่อเข้าสู่นิพพาน องค์พระเจดีย์ที่ออกแบบให้เป็นวิหารเจดีย์ลักษณะเป็นคัพภวิสัย คือเป็นห้องโถงโล่งทรงระฆังคว่ำ เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน พระนีลวรรณโณศีโลทรัพอุดม หรือหลวงปู่เจ้าพระองค์ดำทรงเครื่องจักรพรรดิ หรือที่ผู้คนมักเรียกว่าหลวงปู่ดำ

ความหมายในทางแนวตั้งขององค์มหาเจดีย์นั้น ชั้นล่างสุดเป็นชั้นบาดาล ถัดมาเป็นมนุษย์ภูมิ หมายถึงชั้นเดียวกับองค์พระเจดีย์ซึ่งทั้งสองชั้นนั้นเป็นชั้นที่ผู้คนจะเข้าไปกราบไหว้และประกอบพิธีทางศาสนาได้ แต่นับตั้งแต่ส่วนหลังคาขึ้นไปนั้นคือชั้นเทวภูมิ โดมใหญ่นั้นมีรูปปั้นเทพนมลอยตัวประจำอยู่ทั้ง 8 ด้าน ที่สันโดมมีพญานาคประคองพุ่มดอกไม้โคมไฟบูชาพระมหาเจดีย์เคียงอยู่ด้วยกัน

ถัดขึ้นไปโดมชั้นพรหม มีกระจกหน้าต่างแต่งด้วยสัญลักษณ์ธรรมวิชัย ซึ่งเป็นรูปธรรม จักรประกอบด้วยเปลวเพลิงสามยอด หมายถึงการหมุนเผยแผ่ไปของรัตนะทั้ง 3 ประการ ขึ้นไปชั้นโดมพระนิพพาน เป็นโดมว่างแทนนิพพานภาวะรูปดวงตาสลักบนกระจกทั้ง 8 ด้าน ก่อนจะถัดขึ้นไปเป็นส่วนยอด รูปดอกบัวนั้นยังสื่อถึงการระลึกถึงและบูชาถึงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน พระอรหันต์ผู้สืบส่วนสายปฏิบัติวัดป่าเนื่องมาแต่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขณะที่ยอดฉัตร 9 ชั้นนั้นสะท้อนความมุ่งหมายที่จะให้พระมหาเจดีย์นี้เป็นมหาบุญถวายแด่พระมหาโพธิสัตว์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระภัทรมหาราชผู้เป็นที่รักแห่งปวงชนชาวไทย

“ส่วนใต้พระรัตนเจดีย์ฯซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์นั้นจะจัดเป็นห้องแสดงปริศนาธรรม และเราจะมีการให้ความรู้แก่คนที่เข้ามาสักการะเกี่ยวกับความหมายที่แฝงอยู่ในมหารัตนเจดีย์ ถึงแม้วันนี้หลวงตาอ๋อยจะไม่อยู่แล้วแต่พวกเราก็จะสานต่อเจตนารมณ์ของท่านต่อไป เพื่อให้มหารัตนเจดีย์ฯเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง” มานะ จิระนภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้อมบุญ จำกัด บอกเล่า

หลวงตาย่ามแดงของเหล่าศิษยานุศิษย์เคยบอกไว้ว่า “สร้างมหาเจดีย์ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง แต่จะสงเคราะห์ลูกหลาน ให้ลูกหลานได้มีโอกาสสร้างบุญใหญ่กัน ต่อไปจะได้สบาย”

และวันนี้มหารัตนเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุเสร็จสมบูรณ์แล้ว หลังใช้เวลาในการก่อสร้างถึง 7 ปี 7 เดือน แม้ว่าวันนี้จะไม่มีหลวงตาอ๋อย หากแต่มหาเจดีย์แห่งนี้จะยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนรุ่นต่อ ๆ ไป เพื่อร่วมกันสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่เป็นที่พึ่งให้กับมนุษย์ต่อไป.

http://www.dailynews.co.th/article/725/114136



หัวข้อ: เหลือเชื่อ หนุ่มฟื้นจาก"ความตาย"ในงานศพ หลังสิ้นลมเพราะ"หัวใจวาย"
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 พฤษภาคม 2555, 13:10:30
เหลือเชื่อ หนุ่มฟื้นจาก"ความตาย"ในงานศพ หลังสิ้นลมเพราะ"หัวใจวาย"

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ว่า เกิดเหตุฮือฮาเหลือเชื่อ เมื่อนายฮัมดี ฮาเซฟ อัล นูบี บริกรวัย 28 ปีชาวอียิปต์ ซึ่งถูกแพทย์ประกาศว่า เสียชีวิตเพราะอาการหัวใจวายตาย ได้ฟื้นขึ้นระหว่างงานศพตัวเอง ท่ามกลางความยินดีปรีดาของเหล่าญาติที่เห็นเขาฟื้นจากความตายอย่างไม่น่าเชื่อ
 
รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ ญาติซึ่งเชื่อว่า นายฮัมดี ได้เสียชีวิตไปแล้ว และได้ล้างตัวเขาตามพิธีกรรมตามศาสนาอิสลาม และเตรียมนำเขาไปฝังในวันศุกร์ ก่อนที่เขาจะฟื้นขึ้นในระหว่างงานศพ ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าญาติที่เข้าร่วมพิธีอย่างมาก และญาติ ๆ ต่างพากันจัดงานฉลองให้แก่นายฮัมดี ที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
 
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนฟื้นในงานศพตัวเอง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว เพิ่งเกิดเหตุย่าทวดจีนวัย 95 ปี ปืนออกจากโลงศพ 6 วันหลังจากเธอถูกคิดว่าเสียชีวิตเพราะล้ม โดยร่างกายเธอไม่ไหวติงและไม่หายใจเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากอาการบาดเจ็บหนักบริเวณศีรษะ ก่อนที่เธอจะถูกนำตัวลงโลงศพ แต่เธอได้ฟื้นขึ้นก่อนวันทำพิธีเผาเพียงวันก่อน โดยเพื่อนบ้านต้องพบกับโลงเปล่า ก่อนพบว่า เธอเข้ามาอยู่ในครัว


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336888192&grpid=03&catid=06&subcatid=0600


หัวข้อ: "วิสั้น"รถไฟฟ้า
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 พฤษภาคม 2555, 13:22:59

"วิสั้น"รถไฟฟ้า
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 18:00:18 น.
 
    
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 โดย สรกล อดุลยานนท์

 
 
 
ถือเป็นการตัดสินใจที่มี "วิชั่น" หรือ "วิสัยทัศน์" กว้างไกลจริงๆ

เพราะมองเห็นอนาคตล่วงหน้าตั้ง 17 ปี

ถ้าใครเป็น "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" คงต้องเอามือก่ายหน้าผาก เมื่อกรุงเทพมหานครต่อสัญญาเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสล่วงหน้า 17 ปี

คือ สัญญาเดิมจะหมดลงในอีก 17 ปีข้างหน้า

แต่ กทม.ต่อสัญญาให้กับ "บีทีเอส" เลยตั้งแต่วันนี้

ต่อไปอีก 13 ปี

ถ้าผู้ว่าฯกทม.เป็นคนสังกัดพรรคเพื่อไทย รับรองได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เอาตาย

เพราะมีที่ไหนทำสัญญาจ้างล่วงหน้าตั้งแต่ 17 ปี

จะอ้างว่าเพื่อให้เอกชนกล้าลงทุนซื้อขบวนรถ

ถามจริงๆ อายุการใช้งานของรถนานขนาดนั้นเชียวหรือ

กทม.อ้างว่าไม่ได้ต่อสัมปทาน แต่เป็นสัญญาจ้างให้เป็นผู้เดินรถไฟฟ้าเท่านั้น และเป็นการขยายเวลาให้เท่ากับที่จ้าง "บีทีเอส" เดินรถในเส้นทางต่อขยาย "อ่อนนุช-แบริ่ง" และ "ตากสิน-วงเวียนใหญ่"

คือ สัญญาเดิมกับเส้นทางเก่าของ "บีทีเอส" นั้นเหลือ 17 ปี

แต่สัญญา "ส่วนต่อขยาย" กทม.ทำกับ "บีทีเอส" 30 ปี มากกว่าสัญญาเก่า 13 ปี

คราวนี้ก็เลยต่อสัญญาเดินรถในเส้นทางเก่าอีก 13 ปีให้ครบ 30 ปีเท่ากัน

เป็นตรรกะที่ง่ายเกินไปหรือเปล่า

ไม่คิดเลยหรือว่าจะไม่มีคนตั้งคำถามว่าตอนที่ทำสัญญาเดินรถเส้นทางต่อขยายนั้นทำไมไม่ทำสัญญาแค่ 17 ปีเพื่อให้เท่ากับสัญญาในเส้นทางเก่า

17 ปี นานนะครับ สำหรับแค่ "การเดินรถ" เพราะ กทม.เป็นคนลงทุนในส่วนต่อขยายเอง

แต่กลับเล่นเกมทำสัญญาส่วนต่อขยายนาน 30 ปี เกินเวลาสัญญาเก่าไป 13 ปี

แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการต่อสัญญาในเส้นทางเดิมอีก 13 ปี เพื่อให้ครบกำหนดเวลาเดียวกัน

เส้นทางรถไฟฟ้าของ กทม.นั้นคือ "ไข่แดง" ที่มีค่าอย่างยิ่ง เพราะยึดเส้นทางกลางเมืองไว้หมด ทั้งสยาม สุขุมวิท สีลม

อย่าลืมว่าธุรกิจรถไฟฟ้านั้นไม่ใช่เพียง "ค่าโดยสาร"

สื่อโฆษณาบนสถานีรถไฟฟ้าและในรถไฟฟ้านั้นมีมูลค่ามหาศาล

คนในแวดวงโฆษณารู้ดี

หรือผลประโยชน์ในการต่อเชื่อมอาคารสำนักงาน หรือศูนย์การค้ากับสถานีรถไฟฟ้าไม่ใช่จะขอเปิดทางง่ายๆ นะครับ

ในแวดวงธุรกิจก็รู้ดี

ล่าสุด สถาบันกวดวิชา "ครูอุ๊" ที่พญาไทเพิ่งออกมาโวย ตรงแยกพญาไทรถติดมากเพราะมีสถาบันกวดวิชามากมาย

เขาลงทุนทำทางเชื่อมเองยังไม่ได้เลย

กทม.ไฟเขียว แต่ต้องรอ "บีทีเอส" อนุมัติ

"อนุสรณ์ ศิวะกุล" หรือสามี "ครูอุ๊" บอกกับ "มติชนออนไลน์" เองว่า "บีทีเอส" เรียกค่าใช้จ่ายสูงถึง 25 ล้านบาท

ผลประโยชน์จากค่าโฆษณาหรือค่าเปิดทางเข้าตึกจากสถานีรถไฟฟ้าในปี 2555 เท่าไร

อีก 17 ปี เพิ่มขึ้นเกินกว่าเท่าตัวแน่อน

ค่าเดินรถ 1,800 ล้านในเวลา 30 ปีไม่แพงหรอกครับ

แต่ควรทำหรือไม่

และผลประโยชน์ที่นอกเหนือจากนั้นต่างหากที่น่าสนใจ

คำถามก็คือ กทม.รู้หรือไม่

หรือว่าทำเป็นไม่รู้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1336811812&grpid=03&catid=02&subcatid=0200


หัวข้อ: ทัศนคติของคนต่างชาติมองการทำงานของคนไทย....
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 18 พฤษภาคม 2555, 07:27:10
ทัศนคติของคนต่างชาติมองการทำงานของคนไทย....
เราคว้าตัวฝรั่งมาทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทยๆ เราก็ได้คำตอบว่า:


1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง
คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี
- เจฟฟรีย์ บาร์น


2. การโต้แย้ง
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า " ขี้เกรงใจ "
- ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ


3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร
- ไมเคิล วิดฟิล์ค


4. ความรับผิดชอบ
4.1 ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า
ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนาน ก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง
4.2 ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก
- สเตฟานี จอห์นสัน


5. วิธีแก้ไขปัญหา
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายครั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด
- ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก


6. บอกแต่ข่าวดีคนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
6.1. จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
6.2. จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาๆไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย
- โจนาธาน ธอมพ์สัน


7. คำว่า " ไม่เป็นไร "
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า " ไม่เป็นไร " มาแก้ปัญหาแทน
- เจนิส อิกนาโรห์


8. ทักษะในการทำงาน
8.1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
8.2. ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
8.3. พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องร าวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้วไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม
- เดวิด กิลเบิร์ก


9. ความซื่อสัตย์
พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน
- เฮเบิร์ก โอ ลิสส์


10. ระบบพวกพ้อง
คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง
- มาร์ค โอเนล ฮิวจ์


11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว
พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร

- วิลเลี่ยม แมคคินสัน


12. นับถือระบบอาวุโส
คนไทยให้เกียรติคนที่อายุมากกว่ามากเกินไป จนไม่กล้าทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตา บางครั้งคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีความคิดความสามารถมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงใจคนที่อายุมาก เป็นการทำลายโอกาสของตัวเอง และโอกาสของบริษัท
- เนลสัน ฟอร์ด


ผู้บริหารบางคนต้องปรับปรุงตามด้วยนะ เพราะว่าพอมีพนักงานโต้แย้ง แต่ก็ไม่รับฟังเหตุผลก็มี ก็เลยไม่ค่อยมีใครอยากจะโต้แย้งสักเท่าไร อยู่ไม่ได้ก็ลาออกไป


People Magazine
จาก people
[17 พฤษภาคม 2555]
http://moinet/wboard/Question.asp?ID=9912


หัวข้อ: สังคมเน็ตฮือประณาม!! ภาพปริศนาอ้างคณะรัฐศาสตร์ม.ดัง เล่นพวกสอบปลัด
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 24 พฤษภาคม 2555, 00:15:19
วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 14:49 น.  ข่าวสดออนไลน์


สังคมเน็ตฮือประณาม!! ภาพปริศนาอ้างคณะรัฐศาสตร์ม.ดัง เล่นพวกสอบปลัด

 ตลอดช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา มีกระแสฮือฮาในเครือข่ายสังคมออนไลน์ หลังมีมือนิรนามโพสต์รูปที่ระบุว่ามาจากกลุ่มพูดคุยในเฟซบุ๊กของชาว ′สิงห์แดง 58′ โดยลบชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้องออก เหลือแต่ข้อความว่า:
 
 
 ′เรียนเพื่อนๆ สิงห์แดง 58 ทุกท่านนะครับ

 ใครจะสอบปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง ปฏิบัติการ กรมการปกครอง)

 กรุณาแจ้งรายชื่อให้ผมด้วย เนื่องจากรุ่นพี่ของเรา อยากได้รายชื่อรุ่น 58 ที่ประสงค์จะสอบ ซึ่งอาจจะมีทีเด็ดจากการแจ้งรายชื่อในครานี้ ไม่มากก็น้อย

 ดังนั้น เพื่อให้ทำการนี้ให้สำเร็จ ผมจะรวบรวมส่งรายชื่อ อันประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้ ชื่อ-นามสกุล เลขทะเบียน เบอร์โทรศัพท์ และ Email

 พิมพ์ตอบไว้ในกระทู้นี้หน่อย

 สำหรับคนที่ไม่ได้สอบ แต่เห็นข่าวนี้ ก็ช่วยกันกระจายในหมู่พวกเราในทางลับ แต่ทั่วถึง ให้ด้วยนะครับ เพื่อประโยชน์อันสูงสุดของพวกเรา

 รบกวนแจ้งข่าวนี้กันด้วยครับ ขอบคุณครับ เพื่อนๆ′

 ปล. อยากได้รายชื่อไม่เกิน 1 สัปดาห์หลังนี้อ่ะครับ′
 
 
 ภาพดังกล่าวมีการส่งต่ออย่างแพร่หลาย มีคนแสดงความคิดเห็นจำนวนมากอย่างอย่างเผ็ดร้อน หลายคนชี้ว่ารูปนี้เป็นหลักฐานที่ส่อถึงพฤติกรรม ′ใช้เส้น′ ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับประเทศ ซึ่งเป็นอนาคตทางการเมืองการปกครองระดับประเทศ แต่กลับใช้ระบบอุปถัมภ์กันเสียเอง ขณะที่ มีผู้แสดงความเห็นประณามคนที่ปล่อยรูปนี้ เนื่องจากทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม รูปนี้ถูกลบออกแล้วในเวลาต่อมา

 จากการสอบถามผู้ที่นำภาพจากกลุ่ม ′สิงห์แดง 58′ นี้มาปล่อยเป็นคนแรก ระบุว่า ถูกเว็บไซต์เฟซบุ๊กแจ้งว่าลบรูปนี้ออกจากระบบเนื่องจากมีผู้ใช้เว็บไซต์หลายคนระดมกดปุ่ม ′Report′ เพื่อให้ภาพนี้ถูกลบ ตนคาดว่าเป็นนักศึกษาสถาบันดังกล่าวที่ต้องการปิดเรื่องนี้ ตนได้โพสต์รูปนี้ใหม่อีกครั้งแล้วเพื่อให้สังคมตัดสินการกระทำของบุคคลในรูป ทั้งนี้ ไม่ขอให้รายละเอียดว่าตนได้ภาพนี้มาจากกลุ่ม ′สิงห์แดง 58′ ได้อย่างไร แต่เตือนว่าถ้าหากภาพนี้ถูก ′Report′ จนหายไปอีก จะแฉรูปเพิ่มเติมด้วย

 "ยังไม่อยากบอกว่าคนที่เขียนข้อความในรูปเป็นใคร แต่บอกได้ในขณะนี้สมาชิกกลุ่มสิงห์แดง 58 กำลังโมโหอย่างมาก และพยายามค้นหาว่าใครเป็นผู้แฉข้อความดังกล่าว ซึ่งกระทู้นี้ก็ถูกลบไปแล้ว" แหล่งข่าวกล่าว

 จากการสอบถามนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งนี้บางส่วน มีความคิดเห็นต่างกัน บ้างก็เห็นว่าเหตุการณ์ในรูปเป็นเรื่องที่ทำกันปกติ มีเช่นนี้ทุกปี บางส่วนก็โต้ว่ารูปนี้ไม่มีอะไร เป็นการนัดติวสำหรับสอบปลัดอำเภอเท่านั้น
 


http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNek56YzFPVGczTlE9PQ%3D%3D&sectionid


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 24 พฤษภาคม 2555, 00:46:00
 ขอบคุณค่ะป๋า  มีเรื่องดีๆมาเล่าให้ฟังตามอ่านซะะะะะะ  ง่วงแล้วจ่ะ แล้วจะมาอ่านใหม่นะคะ emo40::


หัวข้อ: 21เหตุแห่งความล้มเหลว
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 30 พฤษภาคม 2555, 20:33:28
21เหตุแห่งความล้มเหลว
วันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ปราชญ์ชาวจีน นาม “กว๋อฉาง” ชี้เหตุแห่งความล้มเหลวของมนุษย์ไว้ 21 ประการ น่าสนใจ
การมุ่งสู่เป้าหมายเปรียบเหมือนการเดินทาง ย่อมพบความคดเคี้ยวยากลำบาก มีขวากหนามขวางกั้น แต่หากใช้ “ความพยายาม” เข้าสู้ ต้องประสบความสำเร็จถึงเส้นชัยในสักวัน ดังประโยคที่คุ้นเคยกันมานาน และเป็นที่เห็นจริง ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

แล้วอะไรเล่า? คือ อุปสรรคสำคัญทำให้หลายคนก้าวไม่ถึงฝั่งฝัน ข้อน่าคิดนี้ มีเนื้อหาชิ้นหนึ่งเคยอ่านจากเว็บไซต์ www.pattanakit.net ซึ่งอ้าง บทความโดย รศ.ดร.ปราชญา กล้าผจญ ที่มา : วารสารวงการครู ปีที่ 2 ฉบับที่ 19 เดือนกรกฏาคม 2548 กล่าวถึง ปราชญ์ชาวจีน นามว่า ท่านกว๋อฉาง ได้ชี้เหตุแห่งความล้มเหลวของมนุษย์ไว้ 21 ประการ น่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาสรุปเพียงบางส่วนไว้ ณ ที่นี้ คือ

1.ความไม่เข้าใจผู้อื่น 2. สำคัญตนเองผิด 3.หยิ่งยโส อวดดี หลงตนว่าเก่ง มีปัญญา มีทรัพย์เกินใคร ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้ถ่อมตนที่มีแต่คนอยากคบหาสมาคม 4.ใจคอคับแคบ 5.อิจฉาริษยา เป็นลักษณะของผู้ไม่เคยคิดดีต่อใคร จิตใจจึงมีแต่ความร้อนรุ่ม ไม่มีความสุข

6.ไม่เดียงสาต่องาน ขาดความรู้อย่างแท้จริง ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ในงานที่ปฏิบัติ 7.ขาดความรับผิดชอบ 8.เกียจคร้าน เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาด และล้มเหลวได้ง่าย

9.โลภ ความทะยานอยากได้ หากหนักเข้าอาจดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ต้องการโดยวิธีมิชอบ เป็นการชักนำความหายนะเข้าสู่ตัว 10.ไร้สัจธรรม พูดปด ปากกับใจไม่ตรงกัน 11.คิดคด หลอกลวง ไม่จริงใจ ไม่ซื่อสัตย์ ทำให้สังคมวุ่นวาย ผู้นั้นย่อมไม่เป็นที่เชื่อถือ และเคารพของผู้อื่น 12.ไร้อุดมการณ์ ไม่มีจุดยืน ขาดความเป็นตัวเอง 13.ดื้อรั้น ละเลยการประพฤติปฏิบัติตามจารีตประเพณีดีงาม

14.ก่อหนี้เกินตัว เพราะไม่ประมาณตน นำความลำบากมาเยือนชีวิต เป็นภาระให้ต้องแก้ไข และชดใช้ ทั้งยังลดทอนความมุ่งมั่นตั้งใจในกิจการงานอื่นด้วย 15.สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ จับจ่ายใช้สอยโดยไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลือง 16.ติดการพนัน จิตใจจดจ่ออยู่กับอบายมุข จนขาดการยั้งคิด สู่เหตุแห่งความเสื่อมทรัพย์

17.คบคนเสเพล 18.ชอบทำตัวระรานผู้อื่นให้เดือดร้อน ผู้นั้นไม่น่าคบหา 19.คบคนไม่เลือก มีโอกาสสูงได้คนพาลเป็นมิตร และมักถูกชักชวน ชักจูงให้หลงผิดได้ง่าย

20.หุนหันพลันแล่น ด่วนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปด้วยความโกรธ ใจร้อน 21.ใจโลเล แปรปรวน เอาแน่เอานอนไม่ได้ ขาดความจริงจัง จึงควรฝึกจิตให้สุขุม

ความพยายามที่มาพร้อมความคิด และจิตใจดีงาม ถึงเรียกว่า ความสำเร็จเปี่ยมสุขที่แท้จริง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์


หัวข้อ: กูเกิลออกแถลงการคดีประชาไท: พรบ.คอมพ์ฯ​ ยับยั้งนวัตกรรมและการลงทุน
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 30 พฤษภาคม 2555, 20:35:17
กูเกิลออกแถลงการคดีประชาไท: พรบ.คอมพ์ฯ​ ยับยั้งนวัตกรรมและการลงทุน
By: lew  on 30/05/12 17:35 

ข่าวคดีประชาไทในวันนี้สำนักข่าวจำนวนมากรายงานกันทั่วโลก แต่เรื่องน่าสนใจคือบริษัทที่มีสำนักงานในไทยอย่างกูเกิลก็ออกมาแสดงความกังวลกับการใช้กฏหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อย่างตรงไปตรงมา
กูเกิลยกตัวอย่างบริษัทโทรศัพท์ ว่าต้องไม่ได้รับโทษจากบทสนทนาของผู้โทร เว็บไซต์เองก็ไม่ควรต้องรับผิดจากข้อความบนเว็บไซต์เช่นเดียวกัน แต่การพิพากษาในวันนี้คือการลงโทษเว็บไซต์จากข้อความที่มีผู้อื่นมาโพสต์ พร้อมกับแสดงความกังวลด้านการลงทุน
พ.ร.บ. คอมพ์ฯ​ ยับยั้งการเกิดของนวัตกรรมและตัดโอกาสการลงทุนในประเทศที่มีคนที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ เราเข้าใจดีว่าเรื่องนี้ไม่่ใช่เรื่องธรรมดาๆ เรื่องนี้ซับซ้อนและหลายๆ ครั้งก็ไม่อาจชี้ชัดไปได้ว่าผิดหรือถูก แต่หากมีความโปร่งใสในกฏระเบียบเกี่ยวกับการระบุให้ชัดเจนและการดำเนินการกับเนื้อหาที่ไม่ถูกกฎหมายประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าสู่เสรีภาพและการเปิดกว้างของอินเตอร์เน็ต และนั่นเป็นการช่วยให้คนไทยหลายล้านคนตั้งแต่เจ้าของกิจการขนาดเล็ก นักเรียน นักศึกษาไปถึงข้าราชการเชื่อมโยงกับคนทั้งโลกได้ และช่วยระบบเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไป
ผมเองเคยพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของกูเกิลที่ดูแลเรื่องนโยบายสาธารณะ ปัจจัยหนึ่งที่กูเกิลจะไปเปิดศูนย์ข้อมูลในประเทศต่างๆ คือ กฎหมายในประเทศนั้นๆ ยอมรับได้หรือไม่
ที่มา - Google Thailand


หัวข้อ: ฝ่ายค้านที่ต้องการ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 04 มิถุนายน 2555, 22:17:25
 
วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 03:26 น.  ข่าวสดออนไลน์


ฝ่ายค้านที่ต้องการ

บทบรรณาธิการ ข่าวสด


พฤติกรรมการแสดงออกของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากคนจำนวนไม่น้อย

นอกเหนือไปจากเสียงวิจารณ์ด้วยอารมณ์แล้ว ในเสียงวิพากษ์เหล่านี้มีมุมมองที่น่าสนใจของนักวิชาการหลายคนรวมอยู่ด้วย อาทิ

นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ เห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่าไม่ได้เกิดขึ้นตามอารมณ์ แต่มีการวางแผนเตรียมการเตรียมบทเอาไว้แล้ว จุดมุ่งหมายคือต้องการที่จะสื่อว่า สภาไม่สามารถที่จะมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ อันเป็นสิ่งที่ล่อแหลมต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ซึ่งหากสังคมไทยไม่ยอมรับ ก็ถือเป็นเรื่องที่อันตรายเช่นกัน


นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นอาการของโรคแพ้เสียงข้างมาก(majority-allergy syndrome)

เช่น ค้านเลอะเทอะสะเปะสะปะ ล้อมกรอบฉุดดึงแย่งเก้าอี้ประธานสภา ซึ่งจะยิ่งทำให้ผูกขาดการเป็นฝ่ายค้านและการแพ้เลือกตั้ง

นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในสภา แม้ประธานจะทำผิดมากน้อยเพียงใด ก็ไม่ควรจะไปฉุดกระชากแขนหรือลากเก้าอี้

การประชุมมีการถ่ายทอดทั่วประเทศ ประชาชนมีสมองรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ส.ส.เป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้มาทำงานเพื่อพัฒนาประเทศ

แต่การกระทำเช่นนี้ก็เหมือนเป็นคนป่า เหมือนนักเลง


หวังว่าพรรคประชาธิปัตย์จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงต้นตอปัญหา และผลของพฤติกรรมเช่นนี้ด้วยความมีสติ และนำไปปรับปรุงแก้ไขแนวทาง หลักคิด และการแสดงออกของสมาชิกให้เหมาะสมต่อไป

เพราะในการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยระบบรัฐสภานั้น สังคมต้องการฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง มีพลัง จริงจังในการทำงาน พอๆ กับที่ต้องการรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีคุณธรรม

ฉะนั้น พฤติกรรมของส.ส.บางส่วนในพรรคประชาธิปัตย์ จึงมิเพียงทำลายตัวเองเท่านั้น แต่ยังบ่อนทำลายรัฐสภา

และทำร้ายสังคมไปด้วยในเวลาเดียวกัน

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNek9EYzFOVEkwTkE9PQ%3D%3D&sectionid


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 มิถุนายน 2555, 18:22:26
วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์


ไม่เอาเข้าตัว

กระสา มันเสมอ


สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เชิญ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน และ ดร.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร มาออกราย การแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ

2 ท่านอาจารย์ เป็นอดีตคณบดีเก่าทั้งคู่ เป็นนักกฎหมาย เป็นพหูสูต มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง

ข้อสำคัญ ความคิดเห็นต่างๆ เป็นไปโดยสุจริต ไม่เอาเข้าตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

คนเราลองไม่เอาเข้าตัวเสียแล้ว รัฐบาลก็ควรสดับตรับฟังเป็นอย่างยิ่ง

ล่าสุด ท่านอาจารย์ ด๊อกเตอร์ อุกฤษ ชี้เหตุการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ต่อกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ พร้อมข้อสังเกตของความไม่ควร ทางควรปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา

ขณะเดียวกัน ท่านอาจารย์ ด๊อกเตอร์ อัษฎางค์ นักฟุตบอลทีมชาติเก่าก็ชี้ทางบรรเทาทุกข์ให้รัฐบาลว่า ควรทำอะไรและไม่ทำอะไร

รายการที่ผ่านมานี้ สามารถเรียกมาย้อนดูได้ ถ้ารัฐบาลหูกว้าง ตายาว ในใจแยบยลด้วยโยนิโสมนสิการ

ความคิดเห็นที่ไม่เอาเข้าตัว จากเพื่อนร่วมชาติผู้มีประสบการณ์นั้นแตกต่างความคิดเห็นที่เอาเข้าตัวมาก

ในรัฐบาลด้วยกันเองก็มองเห็น

ยิ่งนอกรัฐบาล ยิ่งมองเห็นใหญ่

เห็นแล้ว จะเอาไปปฏิบัติให้สมจริงอย่างไรก็เป็นคุณ

เรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ ถึงที่สุดแล้ว การกระจายอำนาจออกไปให้ทั่วถึง ให้คนมีคุณค่าความเป็นคนขึ้นมา น่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เรื่องควรทำของรัฐบาล มีทุกวี่วัน ทั้งเฉพาะหน้า ท่ามกลาง ระยะยาว เพียงแต่ตั้งสติเป็น จับมั่นคั้นตายกับปัญหาใหญ่ๆ เป็น

การเมืองในห้วงหลัง บ่อนทำ ลายส่วนรวมลงทุกวิถีทาง เพราะความเห็นแก่ตัว การเอาตัวรอด มีแต่ผลประโยชน์และอำนาจเป็นพื้น

ลองทำงานด้วยการไม่เอาเข้าตัวดู พวกเห็นแก่ตัวอาจตายด้านไปเลยก็ได้


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 มิถุนายน 2555, 18:29:01
วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์


บนลงล่าง

วงค์ ตาวัน


การไต่สวนชันสูตรศพ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปี 2553 หรือที่เรียกว่าเหตุการณ์ "98 ศพ" นั้น เริ่มต้นและดำเนินไปเรื่อยๆ อาจใช้เวลาบ้างตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะต้องมีการสอบปากคำพยาน วินิจฉัยพยานหลักฐาน

ล่าสุดคดี 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม เริ่มต้นแล้วเช่นกัน

6 ศพวัดปทุมฯ เป็นจุดที่น่าสนใจมากที่สุด

ในทางคดี ผู้รู้บางคนเขาบอกว่า จุดนี้แหละจะเป็นจุดตายของผู้บงการ

เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากไม่มีการชุมนุม ไม่มีแกนนำ ไม่มีการ์ดเสื้อแดงหลงเหลือแล้ว พื้นที่ทั้งหมดอยู่ในมือศอฉ.แล้ว

จุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ที่มีขอบเขต เห็นตัวคนยิงชัดเจน พยานหลักฐานมาก มีหัวกระสุนสีเขียวติดอยู่ที่ศพด้วย

6 ศพวัดปทุมฯ จะเป็นเรื่องจับโกหก ผู้สั่งการทั้งหมดอย่างดิ้นไม่หลุด!

การกล่าวอ้างถึงชายชุดดำ ผู้ก่อการร้าย จะต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน แต่ในข้อเท็จจริงขณะนั้นจะมี หลงเหลืออยู่ได้อย่างไร

ไม่มีพยานหลักฐานใดๆ บ่งชี้เลยว่ามีชายชุดดำอยู่ในบริเวณนั้น

หลักฐานจากกล้องวิดีโอที่ตำรวจบนอาคารสูง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บันทึกภาพและเสียงชัดเจน

เจ้าหน้าที่รัฐชุดเขียวหมวกติดสติ๊กเกอร์สีชมพู

ยิงลงไปในวัดเป็นระยะๆ!

ขณะที่ผู้สื่อข่าวข่าวสด ติดตามความจริงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง

หากติดตามจากข่าวสด ผ่านหนังสือพิมพ์รายวันไปจนถึงหนังสือเล่มที่รวบรวมความจริงในเหตุการณ์นี้ทั้งหมด

โดยเฉพาะเล่มล่าสุด "98ศพ" ตอกหมุดความจริงเหตุการณ์ 10 เมษา- 19 พฤษภา 53

จะพบว่า นักข่าวได้ค้นหาจนได้หลักฐานจาก กล้องวิดีโอตำรวจ ซึ่งเป็นมุมที่เห็นเจ้าหน้าที่บนรางรถไฟฟ้า ยิงลงไปในวัด และนำภาพนั้นมาตีพิมพ์บนหน้าหนังสือพิมพ์และหนังสือเล่ม

จากนั้นยังมีพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ขึ้นไปตรวจพิสูจน์บนรางรถไฟฟ้า จุดที่เห็นเจ้าหน้าที่ยืนและยิง

พิสูจน์วิถีการยิงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

จนล่าสุดในการไต่สวนชั้นศาล คำเบิกความของพนักงานสอบสวนตำรวจชัดเจนว่า

ศพที่นอนตายในวัดปทุมฯนั้น วิถีกระสุนเป็นการยิงจากบนลงล่าง

คือยิงจากรางรถไฟฟ้าลงไป

ความจริงและความอำมหิตกำลังปรากฏชัดเรื่อยๆ!


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 20 มิถุนายน 2555, 22:27:33
ไม่อยู่หลายวันตามอ่านซะ


หัวข้อ: ซึ้งรสพระธรรม พระ”เจสัน-แฟนสาว”เห็นพ้อง “ถอนหมั้น” ครองเพศผ้าเหลืองตลอดชีวิต!
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 26 มิถุนายน 2555, 20:33:05
ซึ้งรสพระธรรม พระ”เจสัน-แฟนสาว”เห็นพ้อง “ถอนหมั้น” ครองเพศผ้าเหลืองตลอดชีวิต!
 
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd56380_2262113_9616487_675607photo.jpg)
เป็นอีกหนึ่งข่าวช็อกวงการบันเทิง ในรอบวันที่ 26 มิถุนายน นี้ เมื่อมีรายงานว่า นักแสดงหนุ่ม เจสัน ยัง ซึ่งขณะนี้บวชเป็นพระ และกำลังปฎิบัติธรรม อยู่ที่วัดป่าห้วยส้มสุก จ. เชียงใหม่ ได้เตรียมแถลงถอนหมั้นอย่างเป็นทางการ กับ ดาริกา จาร์โกต้าร์ คู่หมั้นสาว เชื้อสายอินเดีย โดยมีทั้งญาติของฝ่ายหญิงและฝ่ายชายคือ ตู่ – นพพล โกมารชุน และ ปรียานุช ปานประดับ มาร่วมชี้แจงถึงสาเหตุพร้อมกัน ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ ที่โรงแรมโซฟิเทล โซ แบงคอก
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd192050_804050_9908810_736993photo.jpg)
สำหรับ สาเหตุของการถอนหมั้นครั้งนี้นั้น เกิดจากความเต็มใจของฝ่ายหญิง ที่อยากให้ พระเจสัน ได้ศึกษาพระธรรม ซึ่งพระเจสันมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะขออยู่ในผ้าเหลืองตลอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เจสัน ยัง และ ดาริกา จาร์โกต้าร์ ได้จัดงานหมั้นตามแบบประเพณีไทยเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ห้องบอลรูม โรงแรมโซฟิเทล โซ แบงคอก ท่ามกลางบรรยากาศสุดชื่นมื่นของสองครอบครัว

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd783842_8330660_7035704_9213844photo.jpg)

สำหรับเส้นทางความรักของทั้งคู่ เจสัน เปิดเผยว่า เจอน้องดาในสถานที่ปฏิบัติธรรม เพราะฝ่ายหญิงเป็นคนชอบนั่งสมาธิและมีไลฟ์สไตล์ที่คล้ายกันมาก ก่อนหน้านี้ทั้งคู่วางแผนจะมีงานวิวาห์ในสิ้นปี 2555 นี้ แต่ เจสัน ยัง ขอบวชเพื่ออุทิศบุญให้กับบิดามารดาก่อน เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา แล้วเดินทางไปปฎิบัติธรรมกับพระอาจารย์ยุทธนา ธีรธมฺโม ณ วัดป่าห้วยส้มสุก ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
http://www.upyim.com/%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95/


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 26 มิถุนายน 2555, 20:44:09
งง


หัวข้อ: "ดาริกา" แถลงถอนหมั้นพระเจสัน-ยอมเสียสละเพื่อพระพุทธศาสนา
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 มิถุนายน 2555, 21:48:47
จำนวนคนอ่านล่าสุด 8840 คน   
วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เวลา 22:50 น.  ข่าวสดออนไลน์


"ดาริกา" แถลงถอนหมั้นพระเจสัน-ยอมเสียสละเพื่อพระพุทธศาสนา

 เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 27 มิ.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่ห้องเดอะ บ็อกซ์ ชั้น 9 โรงแรมโซฟิเทล โซ แบงค็อก ย่านลุมพินี น.ส.ดาริกา จาโกต้า คู่หมั้นสาววัย 26 ปีของพระเจสันยัง พร้อมด้วยผู้ใหญ่ที่พระเจสันยังนับถือ ประกอบด้วย ผู้กำกับฯ ดัง ‘ตู่’นพพล โกมารชุน, ปรียานุช ปานประดับ, ‘ส้ม’ชนากานต์ ชัยศรี เปิดแถลงข่าวพิธีถอนหมั้นของน.ส.ดาริกากับพระเจสันยัง โดยที่หน้างานได้จัดชุดสังฆทานเล็กๆ ข้างในประกอบไปด้วย ขิงผง ใบชา ครีมเทียม กาแฟ และน้ำตาล แจกจ่ายให้สื่อมวลชน โดยการแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมาร่วมทำข่าวกันจนล้นห้อง
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd956710_7740091_3739801_9793650photo.jpg)
 สำหรับบรรยากาศในงานแถลงข่าว เริ่มด้วย ส้ม-ชนากานต์ กล่าวต้อนรับสื่อมวลชนทุกคนว่า ในวันนี้น้องดาจะมาเปิดใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และกับคำที่ว่า ความรักคือการให้ ซึ่งมันจะมีจริงๆ โดยในวันนี้มาพร้อมกับพี่ตู่-นพพล และคุณปรียานุช ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายพระที่จะมาร่วมให้รายละเอียดต่างๆ กับสื่อมวลชน จากนั้น ส้ม-ชนากาสนต์ ก็ได้ให้คู่หมั้นของพระเจสันยังพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

 โดยน.ส.ดาริกา เผยว่า วันนี้ตนรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะไม่นึกว่าจะมีผู้สนใจและนักข่าวมาทำข่าวเยอะขนาดนี้ วันนี้จะออกมาพูดถึงเรื่องของการถอนหมั้นว่ามันเกิดจากอะไร เริ่มจากแต่เดิมนั้น หลังจากที่ตนกับพระได้ทำพิธีหมั้นกันไปเมื่อปลายเดือนมี.ค. แล้วพระขอไปบวชเมื่อต้นเดือนเม.ย. โดยกำหนดครั้งแรกว่าจะบวชประมาณ 1 เดือน แต่พอ 1 เดือนผ่านไป ท่านก็ไม่สึก และได้มีการพูดคุยกับท่านซึ่งท่านก็บอกว่าท่านมีความปรารถนาที่จะอยู่ในผ้าเหลือง อยากจะศึกษาธรรมะแบบไม่มีกำหนด ไม่ปรารถนาทางโลกแล้ว

 น.ส.ดาริกา  เผยว่า ตอนแรกที่ตนได้ฟังก็รู้สึกตกใจ แต่ก็ยังให้เวลากับท่านได้คิดทบทวนถึงเรื่องที่ท่านปรารถนาจะศึกษาธรรม และในระหว่างนั้นก็ได้มีการพูดคุยกับท่านในเรื่องนี้หลายครั้ง จนสุดท้ายตนเองก็มาตั้งสติได้ว่า เรื่องที่ท่านปรารถนาจะทำเป็นสิ่งที่น่ายินดี รู้สึกว่าความสุขแบบนี้เป็นความสุขแบบลึกซึ้งจริงๆ ท่านเองท่านอยากสืบทอดพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านก็ได้ขอโทษทุกคนทั้งตนและพ่อแม่ที่ไม่สามารถทำได้ตามสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะสึกออกมาแล้วจะแต่งงาน ซึ่งเรื่องที่ท่านทำ ตนและทุกๆ คนเห็นว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครจะคิดได้แบบนี้ ท่านเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมแบบจริงจัง จึงเป็นสิ่งที่าเราทุกคนต้องส่งเสริม การที่ตนยอมถอนหมั้นก็ถือว่าเป็นการได้ทำบุญอย่างหนึ่ง เป็นโอกาสที่จะได้ทำบุญใหญ่ เสียสละเพื่อพระพุทธศาสนา เพราะจากนี้ไปท่านก็จะได้สอนคนได้อีกมากมาย ทำให้เราได้บุญไปด้วย

 น.ส.ดาริกา ระบุว่า มีคนถามเหมือนกันว่า เสียใจหรือเปล่าที่ต้องถอนหมั้น แรกๆ ก็ยอมรับว่ามีคิดบ้าง แต่พอตั้งสติได้ ทำจิตให้เป็นกุศลก็จะรู้ว่า ทางธรรมเป็นทางที่ขาวสะอาด ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ท่านให้โอกาสที่จะให้พวกเราได้ทำบุญกับท่าน ท่านจะได้ไม่ต้องห่วงถ้าถอนหมั้น และท่านจะได้ปฏิบัติธรรมอย่างสบายใจ ส่วนเราเองหลังจากที่ถอนหมั้นแล้วก็จะได้ปฏิบัติทางโลกต่อไป ท่านเป็นคนที่ทำอะไรทำจริง ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เชื่อว่าจะเป็นผลให้ทุกคนที่ได้รับรู้ได้รับบุญกุศลไปด้วย

 อดีตคู่หมั้นสาวได้กล่าวต่อไปว่า ส่วนในเรื่องของสินสอดทองหมั้น ที่ได้มีการทำในพิธีหมั้นนั้น ตามประเพณีแท้ๆ ของอินเดียจะไม่มีการหมั้น แต่ทางพระอยากจะจัดให้เพื่อเป็นการใหเเกียรติ เนื่องจากเราอยู่ในประเทศไทย แต่หลังจากที่หมั้นเสร็จ ของทุกอย่างตนก็ได้คืนไปให้พระหมดแล้ว

 “วันนี้ดาอยากให้ถือว่าเป้นงานบุญ อยากให้ทุกคนร่วมกันอนุฌโมทนา ท่านปฏิบัติดี เป็นตัวอย่างของทุกคน วันนี้ของที่นำมาให้กับสื่อมวลชนหน้างาน ซึ่งจัดเป็นชุดสังฆทานเล็กๆ ที่จะนำไปถวายพระได้เลย ความรักของเรามาจากธรรมะ ดาได้เป็นคนแนะนำให้ท่านปฏิบัติตั้งแต่ที่เราได้รู้จักกัน และเราได้รักกัน และจบลงด้วยธรรมะเหมือนกัน แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ชีวิตคู่ แต่เราก็ยังเป็นกัลยารมิตรที่ดีต่อกัน” น.ส.ดาริกา กล่าว

 ด้าน ‘ตู่-นพพล’ ได้กล่าวว่า ในวันนี้ตนพร้อมกับนุชได้มาเป็นตัวแทนของพระ เพราะเราเป็นผู้ใหญ่ รวมถึงเป็นเถ้าแก่ในวันที่หมั้น ในวันที่พระพร้อมกับดาได้มาพบกับเราในครั้งแรก เข้ามาบอกเราว่าเขาจะหมั้น มาบอกเราถึงเรื่องความรัก โดยบอกว่าได้รู้จักกับครอบครัวของน้องดา ได้ประทับใจ เนื่องจากครอบครัวน้องดาเป็นครอบครัวที่ปฏิบัติธรรมมานาน คือพระเองอย่างที่ทุกคนทราบว่าเขาเป็นคนที่ขาด ไม่มีพ่อไม่มีแม่ พอมาพบในสิ่งที่ดี ครอบครัวของน้องดาเป็นครอบครัวที่ทำบุญและน้องดาเป็นสะพานบุญที่ทอดไปให้กับพระทำให้รู้จักธรรมะ น้องดาได้เป็นคนช่วยเหลือแนะนำให้รู้จักธรรมะอย่างแท้จริง ด้วยครอบครัวน้องดาเป็นครอบครัวอินเดียที่เคร่งในพระพุทธศาสนา ในตรงนี้เราจึงน่าจะต้องร่วมยินดีกับท่าน เราไม่รู้ว่าท่านคิดอะไรมากขนาดไหน แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกนี้

 ตนได้มีโอกาสคุยกับท่านทางโทรศัพท์เมื่อไม่นานนมานี้ ท่านเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่สวยงามมากๆ ตนกับนุชชื่นชมและอนุโมทนากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน แต่มีบุคคลที่เสียสละมากกว่า ก็คือน้องดา เขาเสียสละในเรื่องความรัก เสียสละในเรื่องการแต่งงาน แต่เสียสละด้วยความรู้สึกอิ่มใจและสุขใจ ความจริงท่านเองได้บอกว่าท่านก็ห่วง ไม่รู้ว่าทางโลกจะคิดกับท่านอย่างไร และท่านจึงได้ทำจดหมายเพื่อมาชี้แจงกับทุกคน

 จากนั้นตู่-นพพลก็ได้อ่านจดหมายแถลงการณ์ให้สื่อมวลชนฟัง โดยสรุปว่า “น้องดาเป็นผู้หญิงที่เสียสละเพื่อพระพุทธศาสนา ตนกับนุชก็ขออนุโมทนาบุญด้วย”

 ผู้สื่อข่าวถาม อดีตคู่หมั้นของพระว่า พระบอกหรือไม่ว่าท่านจะบวชไม่สึก น.ส.ดาริกากล่าวว่า ตนบอกไม่ได้จริงๆ ว่าท่านจะสึกหรือเปล่า แต่ท่านบอกว่าอยากจะอยู่ต่อไป ครองผ้าเหลืองให้นานแบบไม่มีกำหนด ไม่ปรารถนาทางโลก

 ต่อข้อถามว่า ได้ข่าวว่าพระจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศแคนาดา ตู่-นพพล กล่าวว่า “ก็ทราบมาเช่นนั้นเหมือนกัน น่าจะเดินทางประมาณเดือนส.ค. ต้องไปก่อนช่วงเข้าพรรษา โดยครั้งนี้เป็นการนำไปของพระผู้ใหญ่ วันที่ตนได้ไปหาท่านที่วัดแต่ไม่ได้เจอท่าน แต่ท่านได้เดินทางไปพบกับพระผู้ใหญ่ในหลายๆ ท่าน ในหลายๆ วัด ในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่แคนาดา”

 ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า ในขณะเดียวกันนั้น ทางปรียานุช ปานประดับ ก็ได้เสริมรายละเอียดต่างๆ ขึ้นมาอีกว่า อยากจะทำให้ภาพของท่านชัดเจนขึ้น เพราะหลายคนอาจจะมองว่า พอท่านบวชเข้าไปแล้วดูเหมือนจะสงบนิ่ง ความจริงแล้ว ท่านสงบนิ่งมาก่อนที่จะบวช อย่างตอนถ่ายละคร ท่านเป็นคนที่กินมังสวิรัติ ขณะรอเข้าฉากท่านก็นั่งสมาธิอยู่แล้ว ท่านเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามานานมากแล้ว และปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้นจริงๆ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

 http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME1EYzRNRFUzTUE9PQ==&subcatid=


หัวข้อ: 30 Lessons for Living
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 10 กรกฎาคม 2555, 19:03:55
อาจารย์ท่านหนึ่งของ Cornell ชื่อ Karl Pillemer ซึ่งได้ไปสัมภาษณ์ชาวอเมริกันที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไปมากกว่า 1,200 คน โดยคำถามเด็ดนั้นอยู่ที่ว่า “จากประสบการณ์ชั่วชีวิตคุณ อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากไว้ให้ลูกหลาน”
แล้วก็นำมาเขียนเป็นหนังสือชื่อ 30 Lessons for Living ครับ แต่เขาได้คัดเลือกบทเรียนสำคัญ 10 ประการที่โดดเด่นเอาไว้ครับ โดยบทเรียนทั้ง 10 ประการ ประกอบด้วย

1. ให้เลือกอาชีพโดยดูจากความต้องการภายในมากกว่าผลตอบแทนด้านการเงิน โดยบรรดาผู้สูงวัยกล่าวว่าความผิดพลาดสำคัญในการเลือกอาชีพของเขา คือ การเลือกอาชีพโดยดูจากผลตอบแทนมากกว่าสิ่งที่ชอบและคุณค่าของอาชีพ

2. ให้ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนกับต้องใช้งานไปอีกร้อยปี โดยให้ลดและเลิกพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายเราไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเสียชีวิตในฉับพลัน แต่ทำให้เราเกิดความทรมานเมื่อสูงวัย

3. ตอบตกลงต่อโอกาสที่เข้ามา โดยเมื่อมีโอกาสหรือความท้าทายเข้ามา ต้องอย่าปฏิเสธครับ เพราะส่วนใหญ่มักจะมาเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง

4. เลือกคู่ด้วยความระมัดระวัง อย่ารีบร้อนตัดสินใจ ใช้เวลาในการดูและทำความรู้จักคนที่เราจะอยู่ด้วย อย่ารีบด่วนตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกันจนกว่าจะรู้จักอีกฝ่ายหนึ่งอย่างถ่องแท้

5. เที่ยวให้มากไว้ (ชอบมากครับ) เมื่อมีโอกาสให้เดินทาง ครับ คนสูงวัยส่วนใหญ่จะมองย้อนกลับมายังโอกาสต่างๆ ที่ได้ท่องเที่ยวเดินทาง และมองว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และมีคุณค่าของชีวิตเลยทีเดียว

6. ให้พูดในสิ่งที่อยากจะพูด เนื่องจากเรามักจะเสียใจและเสียดาย ว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่เราอยากจะพูดกับหลายๆ คน เมื่อไม่มีโอกาส เราจะมีโอกาสแสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่ออีกคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นนะครับ

7. เวลาเป็นของมีค่า ชีวิตของเรานั้นแสนสั้น แต่ไม่ใช่ให้มานั่งเศร้า นะครับ แต่ให้ทำในสิ่งที่สำคัญและมีค่าเดี๋ยวนี้ เนื่องจากยิ่งเราอายุมากขึ้น เราจะพบว่าเวลายิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วขึ้น

8. ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขต่างๆ คำแนะนำหนึ่ง ก็คือ จงรับผิดชอบต่อความสุขของตัวเราเองตลอดชีวิตเรา
9. การใช้เวลามานั่งกังวลต่อสิ่งต่างๆ นั้นเป็นการเสียเวลา ดังนั้น ให้หยุดกังวลครับ หรือไม่ก็พยายามลดความกังวลลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลในสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น

10. คิดเล็ก-อย่าคิดใหญ่ ค่อยๆ ซึมซับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นสิ่งที่ดีในชีวิตเรา และมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นครับ

คัดลอกข้อความจาก email ของchathaphol phrawan


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 10 กรกฎาคม 2555, 22:25:01
 เยี่ยมค่ะป๋า


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 กรกฎาคม 2555, 19:51:30
10 พฤติกรรมของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่ชอบ!

10 คุณชอบขุดคุ้ยความผิดเก่า ๆ ของเขามาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก
ไม่มีใครอยากจะรู้สึกผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับผู้ชายมาก หากปัญหาหลายเรื่องจบลงแล้ว มีข้อสรุปแล้ว หรือให้อภัยเขาไปแล้ว แต่คุณก็ยังเอามันมาพูดอยู่ซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น มันยิ่งทำให้เขารู้สึกว่า คุณไม่ได้ให้อภัยเขาจริง ๆ นี่นา และที่สำคัญไม่เคยลืมปัญหา (ซึ่งอาจเป็นปัญหาเล็ก ๆ) ได้เลยด้วย

9 คุณมีเงื่อนไขในการคบกันมากมาย
หรือก็คือการห้ามนู่นห้ามนี่ ถ้าทำอย่างนี้ต้องเป็นอย่างนั้น สารพัด มันทำให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง และแน่นอนว่า ถ้าหนุ่ม ๆ อยู่กับใครแล้วเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นนกในกรง โดนบังคับอยู่ตลอด ความเบื่อหน่ายก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย

8 คุณบ่นด่าเขาได้ทุกเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างคุยหยอกล้อกับสาวอื่น หรือเรื่องเล็กกะจิ๋วอย่างการรีดเสื้อไม่เนี้ยบก็เถอะ ถ้าคุณสามารถหยิบยกเอาทุกอย่างที่สร้างความไม่พอใจให้กับคุณมาเป็นปัญหา มาบ่นด่าได้ตลอด ไม่มีการมองข้ามเรื่องเล็ก ๆ ล่ะก็ ไม่มีใครเอาด้วยแน่ ๆ แม้ตอนนี้เขาจะรักคุณมากก็เถอะ แต่หากคุณมีนิสัยอย่างที่ว่าและไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแล้ว เห็นทีว่าความรักของคุณจะคงอยู่อีกไม่นาน

7 คุณระรานแฟนเก่า
หยุดพฤติกรรมประเภทระรานแฟนเก่า อาละวาดเพื่อนผู้หญิงที่มาคุยกับเขา เพราะมันจะทำให้คุณเสียคะแนนในสายตาแฟนหนุ่มไปมาก มันแสดงถึงความไม่รู้จักควบคุมอารมณ์และแยกแยะอะไรไม่ออก แน่นอน…คุณทำให้เขาขายหน้าได้ขนาดนี้ มีหรือที่เขาจะยินดี และอยากจะมีแฟนจอมวีนอย่างคุณ

6 คุณดูแลตัวเองไม่เป็น
ผู้หญิงที่อยู่คนเดียวไม่เป็น ไม่มีเสน่ห์เลยสักนิดในสายตาผู้ชาย และถ้าหากเขารู้อย่างนั้นตั้งแต่ก่อนเข้าจีบคุณ เชื่อหรือไม่ว่าเขาจะไม่เลือกจีบคุณแน่ ๆ เพราะมันคือการหาภาระ หากรงขังให้ตัวเองเลยล่ะ ไม่มีใครอยากมีแฟนแล้วรู้สึกเหมือนต้องดูแลเด็กเล็กไม่รู้ประสา ทำอะไรเองไม่เป็นหรอกนะ

5 คุณเช็คโทรศัพท์มือถือ
หรือขอพาสเวิร์ดอีเมล เฟซบุ๊ก ประวัติแชทของเขา อะ ๆ อย่าลืมว่าคนเราแม้ว่าจะคบกันถึงขั้นไหน แต่ก็ควรจะให้เกียรติเขาและเคารพความเป็นส่วนตัวของเขาบ้าง ผู้ชายไม่แฮปปี้หรอกถ้าหากแฟนสาวของเขาไม่เชื่อใจจนถึงขั้นต้องเช็คกันอย่าง จริงจังขนาดนั้น เผลอ ๆ เขาจะยิ่งรู้สึกไม่เป็นตัวเอง เพราะต้องระวังคำพูดคำจาเวลาคุยกับใครให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้แฟนสาว “คิดไปไกล” ซึ่งมันอึดอัดสุด ๆ ไปเลยล่ะ

4 คุณขี้หึงมาก
ผู้หญิงหึงเล็ก ๆ เป็นเรื่องที่น่ารัก แต่ถ้าหากถึงขั้นห้ามคุยโทรศัพท์กับผู้หญิง หรือห้ามไม่ให้ไปเขาเฮฮากับกลุ่มเพื่อนที่มีผู้หญิงอยู่ด้วยแล้วล่ะก็ เตรียมตัวโดนตีตัวออกห่างไว้ได้เลย ก็แหม…โลกใบนี้มันมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเพศที่สามเท่านั้น คุณจะให้เขาเลี่ยงคบผู้หญิงไม่ได้หรอก ตัวคุณเองก็มีเพื่อนผู้ชายอยู่มากมายเหมือนกันไม่ใช่รึ­

3 คุณขอตามติดเขาไปทุกที่
ยอมรับมาเถอะว่าคุณรู้ดีอยู่แล้วว่าผู้ชายเป็นเพศที่รักอิสระ แต่คุณก็ห้ามความต้องการอยากไปนู่นมานี่กับเขาไม่ได้ ซึ่งมันจะดีมากถ้าหากแฟนหนุ่มของคุณเป็นคนที่ชอบอยู่กับคนรัก ไม่ค่อยอยากเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงเท่าไร แต่ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นล่ะก็ ห่าง ๆ จากเขาบ้าง ปล่อยให้เขาไปทำอะไรกับเพื่อนฝูง หรือไปคนเดียวบ้างก็ดี ไม่งั้นล่ะก็ ถ้าเขาอึดอัดจนเบื่อคุณเมื่อไรอย่าหาว่าไม่เตือนนะ

2 คุณชอบขุดคุ้ยเรื่องแฟนเก่าหรือกิ๊กเก่าของเขา
น่าแปลกที่สาว ๆ มักอยากรู้เรื่องคนเก่าของแฟนหนุ่ม ขณะที่แฟนหนุ่มแทบไม่เคยเอ่ยปากถามคุณเลย เรื่องนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาเปิดโอกาสให้คุณถามได้ แต่ถ้าหากถามไปแล้วคุณต้องเก็บมาคิดเปรียบเทียบ หรืออยู่ในอาการ “โกรธย้อนหลังไปตอนที่ยังไม่รู้จักกัน” แล้วล่ะก็ หยุดพฤติกรรมนี้ด่วน หนุ่ม ๆ เขาไม่แฮปปี้ที่ต้องมานั่งอธิบายเวลาคุณปรี๊ดแตกหรือน้อยใจ เพราะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับแฟนเก่าเขาสักเท่าไรหรอกนะ

1 คุณโทรจิกเขาได้ตลอดเวลา
แม้ว่าคุณจะอยากรู้ว่าเขาทำอะไร อยู่กับใคร ที่ไหน แต่การโทรไปถามได้ตลอดทั้งวันจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่น่าเบื่อเอาง่าย ๆ ยิ่งผู้ชายเป็นเพศที่ไม่ชอบอะไรที่ “เยอะ” อยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะอยากรู้อยากโทรไปสักเท่าไร อดใจไว้สักหน่อย รอให้เขาเป็นฝ่ายเป็นห่วงและอยากรู้ว่าคุณอยู่ไหนบ้าง จะทำให้คุณดูน่ารักและมีค่าในสายตาของแฟนหนุ่มขึ้นเยอะเลย


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: pusadee sitthiphong ที่ 11 กรกฎาคม 2555, 21:18:23
ดูท่าผู้หญิงก็ไม่ชอบเหมือนกันนะน้องทู


หัวข้อ: จาก"ลูกสาว"หม่อมเต่า "เต่านา"ถึง"คนเสียสติ" คอลัมน์ ข่าวทะลุคน ข่าวสด 27 กรกฎาคม 2555
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 กรกฎาคม 2555, 16:15:27
จาก"ลูกสาว"หม่อมเต่า "เต่านา"ถึง"คนเสียสติ" คอลัมน์ ข่าวทะลุคน ข่าวสด 27 กรกฎาคม 2555


 
ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล เขียนชัดเจนให้สะท้านทุกหัวใจ "รักที่สุดคือในหลวง ห่วงที่สุดคือ คนที่รักในหลวงจนเสียสติ"

ทายาทราชสกุล บุตรี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประกาศจุดยืนไว้จะแจ้ง

คนไทยตอนนี้ สั่งสมความสับสนและคับแค้นใจมากๆ มีแต่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

"อย่าเอาแต่ช่วยกันตั้งหน้าตั้งตาปักธงว่าประเทศไทยจะต้องวุ่นวายไร้ทางออก"

พร้อมเสนอว่าสิ่งที่ควรช่วยกันคิดคือ ในความขัดแย้งนี้ เมื่อตัดความโมโหและอคติอารมณ์ออกไป เรามีจุดร่วมกันที่ใดบ้าง

หากเชื่อว่าจุดร่วมนั้นคือความสงบสุขของประเทศและอนาคตที่ดีของลูกหลาน ต้องมามองอย่างมีสติว่าจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

แต่ถ้าหากอยากจะให้มันวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ตลอดเวลา

"หรือทำจนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่เดินหน้าไม่ได้ ถ้าจุดนั้นมาถึงคงจะวุ่นวายแบบยาวๆ คงจะพากันพังหมดแน่ๆ"

"มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับ "เต่านา-ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล"

เป็นเต่านาที่เคยวินิจฉัย "โรค" หนึ่งให้ฮือฮามาแล้ว

โรคอัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปรี้ยงใส่ฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ "โรคขี้ข้าทักษิณ"

สวนผ่านเฟซบุ๊ก Taona Sonaku กระแทกแสกหน้าใครบางคนว่า

"วินิจฉัยแล้ว ไม่มีหรอกโรคขี้ข้าทักษิณ มีแต่โรคอยากกลับมาเป็นนายกฯ โดยไม่ต้องชนะเลือกตั้งทักษิณ

วินิจฉัยแล้วว่า ไม่มีวันหรอกที่จะชนะทักษิณ เพราะหัวหน้าพรรคที่มีความจำเป็นต้องพยายามเลือกตั้งให้ชนะทักษิณ เป็นขี้ข้าที่ไม่มีประสิทธิภาพของอำนาจนอกระบบที่มีความกลัวประชาชนเป็นที่ตั้ง"

ย้ำยืนยันตัวตน ต่อต้านการรัฐประหาร

เพราะการรัฐประหารคือการล้มล้างทุกอย่าง

รวมทั้งการล้มล้างสถาบันด้วย

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343353989&grpid=01&catid=01&subcatid=0100


หัวข้อ: เทน้ำที่อาบให้เด็กทิ้ง อย่าเทเด็กทารกทิ้งไปด้วย ! โดย เกษียร เตชะพีระ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 กรกฎาคม 2555, 16:21:13
เทน้ำที่อาบให้เด็กทิ้ง อย่าเทเด็กทารกทิ้งไปด้วย ! โดย เกษียร เตชะพีระ
วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 11:15:54 น.
 


มติชน กระแสทัศน์ 27 กรกฎาคม 2555

 
หลังคณะนิติราษฎร์แถลงข่าวสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีมีผู้ยื่นคำร้องว่าการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาขัดมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ศกนี้ โดยเสนอให้ "แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ" (www.enlightened-jurists.com/blog/66) แล้ว ปฏิกิริยาตอบกลับก็เป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านดังที่คาดหมายได้ ในจำนวนนั้น บ้างก็มีการยกเหตุผลข้อมูลมาประกอบข้อโต้แย้ง แต่บ้างก็เป็นผรุสวาทด้วยความโกรธเกลียดหวาดระแวง โดยมิพักฟังเหตุผลข้อมูลของคณะนิติราษฎร์ผู้เสนอเลย
 
 
ในท่วงทำนอง...."อคติครองใจให้คับแคบ สองมือแนบบังตาหาเห็นไม่ สองนิ้วอุดรูหูปิดรูใจ อวิชชาเป็นใหญ่แทนปัญญา"

นี่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะข้อเสนอในเรื่องสำคัญที่เป็นปัญหาของบ้านเมืองมาหลายปีนี้ ควรแก่การนำมาพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบเยือกเย็น ย่อมเป็นธรรมดาที่ไม่มีข้อเสนอไหนสมบูรณ์แบบ เพราะต่างก็มองจากมุมเฉพาะของตัว เห็นปัญหาบางอย่างและเน้นให้คำตอบบางเรื่อง แต่มันจะคลี่คลายพัฒนารอบด้านขึ้นได้ ก็โดยผ่านการขัดเกลาแลกเปลี่ยนในเวทีสาธารณะอย่างตั้งใจฟังและจริงจังกับบรรดาผู้ที่มองจากมุมอื่น เห็นปัญหาอื่นและเสนอคำตอบอื่นโดยบริสุทธิ์ใจเท่านั้น

ส่วนตัวผม เมื่อครุ่นคิดกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ในขั้นต้นแล้ว ก็อดคิดถึงภาษิตประโยคหนึ่งของฝรั่งไม่ได้ว่า

"Don′t throw the baby out with the bathwater!"หรือในพากย์ไทยคือ : "เทน้ำที่อาบให้เด็กทิ้ง อย่าเทเด็กทารกทิ้งไปด้วย!"



เรื่องนี้พูดไม่ง่าย และคนจำนวนไม่น้อยอาจจะโกรธและเข้าใจผิดเพราะความร้อนแรงของภาวะขัดแย้งเฉพาะหน้าทางการเมือง แต่ผมขออนุญาตพูดให้เพื่อนมิตรฟังด้วยความหวังดี อาจจะขัดหูเพื่อนบ้าง ก็ต้องขออภัย ถือว่าพยายามทำตามหน้าที่ของเพื่อนที่พึงมีต่อกัน

ตามอุปมาอุปไมยข้างต้น ตุลาการการเมืองที่ตีความกฎหมายโดยพลการและขยายอำนาจจนล่วงล้ำก้ำเกินเขตอำนาจโดยชอบของตน อาจเปรียบได้กับ "น้ำที่อาบให้เด็ก"

ส่วนสถาบันตุลาการที่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของเสียงข้างน้อยกลุ่มต่างๆ จากอำนาจเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เป็นสิ่งจำเป็นในระบอบเสรีประชาธิปไตย เปรียบเหมือน "เด็กทารก" ที่ควรเก็บรักษาไว้

ข้อชวนคิดคือ ในกระบวนการที่เราหาทางแก้ไขปัญหาตุลาการการเมือง อย่าพลอยเท "เด็กทารก" ทิ้งไปกับ "น้ำที่อาบให้เด็ก" ด้วย



ในทางรัฐศาสตร์ แนวโน้มอันตรายของรัฐบาลเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ที่สำคัญมีด้วยกัน

4 ประการ กล่าวคือ : -

1) รัฐบาลเสียงข้างมากอาจบิดเบือนฉวยใช้อำนาจรัฐในมือเพิ่มโอกาสให้ฝ่ายตนชนะเลือกตั้งกลับสู่อำนาจอีก อาทิ การเลือกตั้งสกปรก พ.ศ.2500 ของพรรคเสรีมนังคศิลาฝ่ายรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม, และเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ใช้อำนาจรัฐสกัดจุดพรรคคู่แข่งอย่างเข้มข้นในการเลือกตั้งทั่วไปหลายๆ ครั้ง เป็นต้น

2) รัฐบาลเสียงข้างมากรวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่อาจจงใจละเลยหลักนิติรัฐเพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ร่วมของตนหรือเพื่อสนองอารมณ์ความรู้สึกร้อนแรงเฉพาะหน้า แล้วไปก้าวล่วงสิทธิของเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะในยามสงคราม การก่อการร้ายหรือสถานการณ์คับขันหน้าสิ่วหน้าขวาน อาทิ การปราบปรามสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมประท้วงอยู่ในธรรมศาสตร์ เมื่อ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519, การฆ่าตัดตอนผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด 2,000 กว่าคน, การสลายการชุมนุม และขนย้ายผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต 80 กว่าคนที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส, การสั่งห้ามเผยแพร่วีซีดีกรณีตากใบโดยทางราชการ เป็นต้น

3) รัฐบาลเสียงข้างมากรวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่อาจจงใจละเลยสิทธิของชนเชื้อชาติ หรือศาสนาส่วนน้อยเนื่องจากอคติลำเอียง ความเกลียดชัง ความไม่เข้าใจทางเชื้อชาติศาสนาที่หยั่งลึกยาวนานและไม่ได้รับการใส่ใจแก้ไข อาทิ มาตรการรัฐนิยมและชาตินิยมอื่นๆ ที่เลือกปฏิบัติและจำกัดกีดกันสิทธิของคนจีน, คนมลายูมุสลิมและชาวคริสต์สมัยรัฐบาลพิบูลสงคราม ก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง, กระแสต่อต้านคนญวนเนื่องจาก "โรคจู๋" ระบาดช่วงปี พ.ศ.2519, กระแสเกลียดชังคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แสดงออกแพร่หลายดกดื่นตามเว็บบอร์ดต่างๆ หลังเหตุไม่สงบชายแดนภาคใต้กลับปะทุขึ้นมา เป็นต้น

4) ประชาชนส่วนใหญ่อาจถูกปลุกระดมจนอารมณ์พลุ่งพล่านเกรี้ยวกราดกลายเป็นม็อบ กระทำการละเมิดหลักนิติรัฐและสิทธิของเสียงข้างน้อย หรือกดดันให้ผู้แทนเสียงข้างมากกระทำเช่นนั้น เช่น ม็อบประชาทัณฑ์ฆ่าโหดนักศึกษาที่สนามหลวงและธรรมศาสตร์เมื่อ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 เป็นต้น

ในระบอบประชาธิปไตย มีกลไกมาตรการใหญ่ๆ 4 ชนิดที่ใช้มาป้องกันกำกับควบคุมการใช้อำนาจอย่างไร้ขีดจำกัดของเสียงข้างมาก ได้แก่ : -

1) บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ต้องใช้มติเสียงข้างมากเป็นพิเศษในการลงมติบางกรณี เช่น สองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแทนเสียงข้างมากธรรมดาในกรณีรัฐสภาลงมติยืนยันร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภาหรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา (มาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ 2550), หรือบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ถ่วงเวลาลงมติเนิ่นช้าออกไปเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาอารมณ์สงบเยือกเย็นลง เช่น การให้รอไว้สิบห้าวันหลังพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมวาระที่สองเสร็จแล้ว ก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาในวาระที่สาม (มาตรา 291 ข้อ 5 ของรัฐธรรมนูญ 2550) เป็นต้น

2) ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคณะตุลาการอันประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทางนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ส่วนน้อย-ได้มีอำนาจทบทวนยับยั้งการที่เสียงข้างมากในสภาจะละเมิดรัฐธรรมนูญ

3) การแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็นฝักฝ่ายเพื่อคานอำนาจกัน ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ, บริหาร, ตุลาการ รวมทั้งบทบาทของสถาบันสื่อมวลชนนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ (บางครั้งเรียกว่า "อำนาจที่ 4") หรือแม้แต่ธนาคารชาติ (ในแง่การเงินการธนาคาร) ในการเป็นหมาเฝ้าบ้าน คอยป้องปรามการบิดเบือนฉวยใช้อำนาจของเสียงข้างมากก็จัดอยู่ในข่ายนี้

4) การจัดวางกลไกตรวจสอบ-ถ่วงดุลอำนาจระหว่างสถาบันการเมืองต่างๆ ในระบบ เช่น ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 110 ของรัฐธรรมนูญ 2550), กลไกการยื่นกระทู้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี (มาตรา 158-160 ของรัฐธรรมนูญ 2550), วุฒิสภาตรวจสอบทบทวนกฎหมายที่ผ่านโดยสภาผู้แทนฯ (มาตรา 147-149 ของรัฐธรรมนูญ 2550), พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านรัฐสภาแล้วและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา เพื่อให้พิจารณาทบทวนเมื่อพระองค์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย (มาตรา 151ของรัฐธรรมนูญ 2550), องค์การมหาชนอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, ผู้ตรวจการแผ่นดิน (หมวด 11 ของรัฐธรรมนูญ 2550) เป็นต้น



น่าเสียดายที่ว่าเช่นเดียวกับระบบจำนวนมากของบ้านเมืองหลังรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 และหลังความขัดแย้งร้อนแรงทางการเมืองหลายปีที่ผ่านมา ระบบตุลาการของเรากำลังเสียดุลและจำเป็นต้องปรับดึงเข้าสู่จุดสมดุลใหม่

เรื่องนี้ต้องทำไม่ช้าก็เร็ว มิฉะนั้นการสร้างความยุติธรรมในบ้านเมืองก็จะเรรวนไปหมดและยิ่งเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น แก้ไขยากขึ้น

แต่ไม่ว่าจะในรูปและชื่อเดิมว่าศาลรัฐธรรมนูญ หรือในรูปและชื่อใหม่ว่าคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ หรืออื่นใดก็ตาม การทำหน้าที่ (function) ในการจำกัดอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเสียงข้างมาก ไม่ให้ละเมิดล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน ของบุคคลและเสียงข้างน้อย ยังมีความจำเป็นอย่างที่จะมองข้ามหรือละเลยหรือปฏิเสธเสียมิได้ อย่าลืมว่าเสียงข้างน้อยไม่ได้มีแต่ชนชั้นนำกลุ่มตรงข้าม แต่ยังมีเสียงข้างน้อยทางอุดมการณ์ เสียงข้างน้อยทางชาติพันธุ์และศาสนา

รวมทั้งเสียงข้างน้อยทางเพศสภาพอยู่ด้วยเสมอในสังคมของเรา ซึ่งเอาเข้าจริง เราทุกคนทุกฝ่ายมีสิทธิเป็นและได้เคยเป็นเสียงข้างน้อยมาในสถานการณ์ต่างๆ กันไป การลิดรอนกลไกอำนาจสถาบันที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมาก (non-majoritarian institutions)

จึงควรคำนึงถึงความจำเป็นของกลไกถ่วงดุลและสมดุลที่เหมาะสมว่าจะคงอยู่ตรงไหน อย่างไรด้วย

บ้านเมืองเราเคยเอนเอียงไปทางแอนตี้เสียงข้างน้อยมากช่วงก่อนรัฐประหาร 2549, แล้วก็กลับมาเอนเอียงไปทางแอนตี้เสียงข้างมากอย่างหนักช่วงหลังรัฐประหาร 2549, ในกระบวนการปรับแก้หาสมดุลใหม่ ผมหวังว่าเราจะรอบคอบระมัดระวัง เก็บรับบทเรียนจากความโน้มเอียงที่ผิดพลาดทั้งสองรอบนั้นไว้ประกอบการพิจารณา

ไม่เหวี่ยงไปทางตรงข้ามจนเสียกลไกเครื่องมือที่จำเป็นบางอย่างสำหรับระบอบเสรีประชาธิปไตยไป

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343352395&grpid=01&catid=02&subcatid=0200


หัวข้อ: พบแล้วสาเหตุ นาซ่า เลิกใช้สนามบินอู่ตะเภา
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 กรกฎาคม 2555, 16:30:23
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd668382_7649748_8019993_697114photo.jpg)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1341025901&grpid=03&catid=02&subcatid=0207


หัวข้อ: ชนเผ่า"ฮัดซา" ในแทนซาเนีย กุญแจไขปริศนา "กินมากไป" สาเหตุใหญ่"โรคอ้วน"
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 กรกฎาคม 2555, 16:37:33
ชนเผ่า"ฮัดซา" ในแทนซาเนีย กุญแจไขปริศนา "กินมากไป" สาเหตุใหญ่"โรคอ้วน"
วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01:10 น.
 

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd52352_5440098_459029_6744870photo.jpg)
 
แนวคิดที่ว่าการออกกำลังกายสำคัญกว่าการรับประทานอาหารจะช่วยต่อสู้กับโรคอ้วน กำลังได้รับการท้าทายกับงานศึกษาชิ้นใหม่
 
 

 
 
การศึกษาในกลุ่มชนเผ่าฮัดซา (Hadza) ซึ่งยังเป็นไม่กี่ชนเผ่าในโลกที่ยังดำรงชีวิตในฐานะนักล่าอาหารจากธรรมชาติ ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการแคลอรี่ต้องการคือลักษณะเด่นของมนุษย์ และชาวตะวันตกกำลังเริ่มเป็นโรคอ้วนมากขึ้น เนื่องจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป มากกว่าการไม่ออกกำลังกาย
 
องค์การอนามัยโลกเผยว่า 1 ใน 10 ของประชากรโลก จะป่วยเป็นโรคอ้วนภายในปี 2015 และเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลก คาดว่าจะมีน้ำหนักเกิน ขณะที่การใช้ชีวิตเช่นชาวตะวันตก ถูกมองว่าเป็นเสมือนปัจจัยที่ก่อให้เกิดการแพร่ขยายของโรคอ้วน
 
อย่างไรก็ดี มีปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องเช่นกัน อาทิ การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง หรือมีปริมาณมากเกินไป และการใช้ชีวิตแบบนั่งๆนอนๆมากเกินไป และพึ่งพาเครื่องมืออุปกรณ์ทุ่นแรงมากเกินไป อาทิ รถยนต์หรือเครื่องจักรต่างๆ ซึ่งยังคงเป็นถกเถียงกันต่อไปว่า ปัจจัยใดมีผลมากกว่ากัน
 
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายตั้งข้อสมมุติฐานว่า ความต้องการแคลอรี่ของมนุษย์ ได้ลดลงอย่างฮวบฮาบนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และนี่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคอ้วนมากกว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค
 
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร PLoS ONE ในกลุ่มชนเผ่าฮัดซา ในประเทศแทนซาเนีย ซึ่งยังดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชป่าเป็นอาหาร ถูกใช้เป็นโมเดลจำลองของการใช้ชีวิตของมนุษย์ยุคโบราณ
 
โดยสมาชิกชนเผ่าฮัดซากว่า 1,000 คน ยังคงดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ เก็บผลไม้และรากพืชเป็นอาหาร ด้วยวิธีการเดินเท้า และยังคงใช้เครื่องมือแบบโบราณ อาทิ ธนู ขวานขนาดเล็ก และแท่งไม้สำหรับขุดดิน
 
ทีมนักวิทยาศาสตร์ทั้งจากสหรัฐฯ แทนซาเนีย และอังกฤษ ได้วัดการใช้พลังงานของชนเผ่าฮัดซาทั้งชายและหญิงจำนวน 30 คน ที่มีอายุระหว่าง 18-75 ปี  และพบว่าระดับกิจกรรมทางร่างกายในทั้งสองเพศมีระดับค่อนข้างสูงกว่าคนทั่วไป  แต่เมื่อคำนวณขนาดและน้ำหนัก พบว่าอัตราการเผาผลาญแทบไม่ต่างจากผู้ใหญ่ชาวตะวันตกที่มีกิจกรรมต่ำกว่า
 
ดร.เฮอร์แมน พอนต์เซอร์ จากภาควิชามานุษยวิทยา วิทยาลัยฮันเตอร์ นิวยอร์ก  กล่าวว่า นักวิจัยทุกคนต่างคาดกันว่ากลุ่มนักล่าดังกล่าวมีการเผาผลาญพลังงานหลายร้อยแคลอรีต่อวันมากกว่าชาวตะวันตกในวัยเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดคาด ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความซับซ้อนของการใช้พลังงานของร่างกาย แต่เน้นย้ำว่า การออกกำลังกายอย่างไรก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ร่างกายยังคงมีสุขภาพดีเสมอ
 
สำหรับเขาคิดว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวตะวันตกกำลังอ้วนขึ้นก็คือ การรับประทานที่มากเกินไป ไม่ใช่เพราะเราออกกำลังกายน้อยเกินไป การบริหารร่างกายอยู่เสมอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพดี การรับประทานน้อยลงต่างหากที่ทำให้ผอมลง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343303670&grpid=01&catid=09&subcatid=0902


หัวข้อ: “ร้าน 0 บาท” ขายอะไร ? ทำไม”ร้านสะดวกซื้อ”ยักษ์ใหญ่ต้องสะดุ้ง !!
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 กรกฎาคม 2555, 17:02:45
“ร้าน 0 บาท” ขายอะไร ? ทำไม”ร้านสะดวกซื้อ”ยักษ์ใหญ่ต้องสะดุ้ง !!
วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 23:35:33 น.
 


เรามักได้ยินเพื่อนร่วมงาน คนรอบข้าง ถามว่า มีงานพิเศษอะไรให้ทำบ้าง
 
โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน ที่มักมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ด้วยค่าครองชีพที่ทะยานไม่หยุด
 
หลายคนอยากหารายได้เสริมด้วยการตั้งร้านขายของชำเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชุมชนที่อยู่อาศัย
 
แต่เมื่อหันกลับไปพบ”ร้านสะดวกซื้อ”ที่ชื่อเหมือนกันตั้งเรียงรายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง หากตั้งเองคงแข่งขันลำบาก
 
 
แต่วันนี้หลังจากสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิล เพื่อสิ่งแวดล้อม(TIPMSE) ที่ร่วมผนึกพลังภาคีเครือข่าย ทำโครงการต้นแบบ “ร้าน 0 บาท”สอดรับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของศูนย์วัสดุรีไซเคิลกลุ่มอาชีพซาเล้ง ชุมชนอ่อนนุช เขตประเวศ
 
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd266043_8101351_2166707_1749741photo.jpg)
 
ด้วยการให้ชาวบ้านรวมตัวกันตั้งร้านค้าขึ้นมาในชุมชน แต่แทนที่จะซื้อของด้วยการจ่ายเป็นเงินสดกลับให้เก็บ”ขยะ”ที่สามารถนำกลับไปผลิตใหม่ได้”หรือรีไซเคิลมาจ่ายแทนการใช้เงินสด โดยรูปแบบของร้านใช้แนวคิดลักษณะเดียวกับร้านค้าสหกรณ์ ทุก 6 เดือนมีเงินปันผลให้สมาชิก
 
   
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd198749_445988_6504586_8347015photo.jpg)
“แม้จะไม่มีเงินสดก็สามารถซื้อสินค้าได้ด้วยการหาวัสดุรีไซเคิลมาแลกเปลี่ยน”ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระป๋องเครื่องดื่ม กล่องกระดาษ กล่องเครื่องดื่ม โดยมีบริษัทใหญ่ ๆ เข้ามาร่วมสนับสนุน เช่น บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด เข้ามาช่วยรับซื้อเศษแก้ว ,บริษัท เอสซีจี จำกัด(มหาชน) ช่วยรับซื้อถุงพลาสติกที่ขายไม่ได้ วัสดุพิษ เช่น หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย เป็นต้น
 

 
โดยนายสมพงษ์ ตันเจริญผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)และประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิล เพื่อสิ่งแวดล้อม ส.อ.ท.กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกด้าน สิ่งของอุปโภคบริโภคพร้อมใจกันปรับตัวขึ้นราคา ในขณะที่รายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบถึงคนไทยทั่วประเทศ
 

 
TIPMSE ได้พยายามหาทางออกในบทบาท และขอบเขตที่มีความเชี่ยวชาญ คือ การจัดการวัสดุรีไซเคิล ซึ่งมีมูลค่าเป็นเงินสด สามารถนำมาจับจ่ายใช้สอย ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้ ในรูปแบบร้านค้าต่าง ๆ เช่น  ร้านของชำ ร้านข้าวแกง ร้านรับแลกสินค้าเคลื่อนที่ ตามความต้องการของแต่ละชุมชน โดยมีแนวคิดในการใช้วัสดุรีไซเคิลแทนเงินสด เพื่อแลกสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในชุมชน และลดปริมาณขยะในประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างวัฒนธรรมการคัดแยกขยะให้กับคนไทย
 

 (http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd101189_4388784_6639387_415432photo.jpg)

นายยุทธพงษ์ วัฒนะลาภา ผู้อำนวยการสถาบัน TIPMSE กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการทำโครงการ”ร้าน 0 บาท”มี 3 ประการ ได้แก่ 1.เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยการใช้วัสดุรีไซเคิลแทนเงินสด 2.เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมองเห็นมูลค่าของวัสดุรีไซเคิล ก่อนทิ้งเป็นขยะ และ 3.เพื่อรณรงค์ให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ที่คนรุ่นใหม่ ร่วมใจคัดแยกวัสดุรีไซเคิล ซึ่งคาดว่าจะทำให้สร้างวัฒนธรรมที่คนในชุมชนจะสามารถจัดการคัดแยกขยะจากต้นทาง จะช่วยให้ปัญหาขยะในชุมชนลดลง ทั้งยังสามารถลดค่าครองชีพของคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ทาง TIPMSE พยายามจะขยายร้าน 0 บาทออกไปยังชุมชนต่าง ๆ ที่มีความพร้อม เพราะจะให้ทางชุมชนบริการจัดการกันเอง
 
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd189759_6024552_8561269_2229676photo.jpg)
 
นางบัวรินทร์ เสรีย์วงศ์ ผู้จัดการร้าน 0 บาท กล่าวว่า เดิมชาวบ้านเก็บของเก่าขายจะนำของที่เก็บได้ไปขายให้กับร้านรับซื้อของเก่านอกชุมชน ทำให้เสียค่ารถค่าน้ำมันในการเดินทาง พอมีร้าน 0 บาทขึ้น ซาเล้งส่วนหนึ่งจะนำของมาขายเพื่อแลกสินค้าอุปโภคบริโภคไปใช้ในครัวเรือน ส่วนราคาการรับซื้อจะขึ้นลงตามตลาดจะไม่แตกต่างจากร้านรับซื้อด้านนอก เพราะส่วนหนึ่งทางร้าน 0 บาทจะนำขึ้นรถไปขายให้กับร้านรับซื้อของเก่ารายใหญ่ทั่วไป แต่คนในชุมชนที่มาขายประหยัดค่าเดินทางและเวลาไม่ต้องนำไปขายไกล ส่วนบริษัทใหญ่ที่มารับซื้อมีเพียง 2-3 รายที่ให้ราคาดีกว่า ทั้งนี้ หากรวมรายได้จากการขายขยะรีไซเคิลทุกอย่างต่อเดือนได้ประมาณ 20,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ส่วนหนึ่งจะแบ่งเป็นเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 10,000บาท ในการซื้อสินค้ามาขายภายในร้าน แบ่งเป็นค่าบริหารจัดการภายในร้าน ที่เหลือเป็นกำไรเก็บไว้จ่ายเป็นเงินปันผลคืนให้สมาชิก
 
 (http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd639915_1935500_6335790_9879908photo.jpg)

ขณะเดียวกันทางกลุ่มได้รวมตัวกันนำขยะที่ได้มาเพิ่มมูลค่า เช่น นำกระป่องน้ำอัดลมมาทำเป็นกระเป๋า กล่องใส่ดินสอปากกา กล่องใส่กระดาษทิชชู่ ถังขยะ เป็นต้น ทำให้เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านที่ทำอาชีพเก็บของเก่าในชุมชน
 
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd402314_8898063_5999445_7567177photo.jpg)
 
นอกจากนี้ ทางชุมชนได้ร่วมตัวกันทำกิจกรรมร่วมกันในหลายด้าน ทั้งการทำห้องสมุดชุมชน การปลูกพืชผักสวนครัวรับประทานกันเอง โดยให้เก็บขยะมาแลกเปลี่ยนในการเก็บพืชผักสวนครัวไปรับประทาน รวมทั้งมีการร่วมกันเลี้ยงหมูหลุมด้วย
 

 

 
นางพิศมัย  พันธเสน  อาชีพเก็บของเก่าหนึ่งในสมาชิกร้าน 0 บาท กล่าวว่า การร่วมกลุ่มกันของชาวบ้านในชุมชนทำให้เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหลาย ๆ ด้านทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยปลูกฝังให้ลูก ๆ  ในหลาย ๆ ด้านทั้งรู้จักค่าของเงิน การคัดแยกขยะว่า อะไรมีมูลค่าเท่าไหร่ อะไรขายได้ไม่ได้ เช่น ตัวเองจะให้เงินค่าขนมลูกวันละ 10 บาท หากต้องการซื้อขนมที่ราคาสูงกว่านั้น หรืออยากกินขนมหลายอย่าง เงินที่ให้ไว้ไม่พอ เด็ก ๆ จะช่วยกันไปเก็บขยะบริเวณรอบชุมชน เพื่อนำไปแลกขนมที่ร้าน 0 บาท ซึ่งทำให้ชุมชนเองสะอาดขึ้น
 
 

 
ใครที่ได้อ่านแนวคิดนี้ หากจะลองนำไปทำบ้างเป็นการส่วนตัว ก็คิดว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากจะช่วยเสริมรายได้ให้ตัวเองแล้ว ยังได้ช่วยเหลือสังคม ช่วยลดปริมาณขยะในประเทศไทย ซึ่งสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ พบว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ปริมาณขยะในแต่ละวันของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี จากเดิมในปี 2548 มีปริมาณขยะโดยรวมจำนวน 39,221 ตันต่อวัน แต่ในปี 2553 เพิ่มเป็น 41,532 ตันต่อวัน
 

 
หากเปลี่ยนปริมาณขยะเหล่านี้เป็นเงิน จะมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด ลองคิดดูเอาเองแล้วกัน !!
 

 เรื่องโดย: กฤษณา  ไพฑูรย์


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 27 กรกฎาคม 2555, 20:39:43
เจ๋งจริง... รัฐบาลน่าจะส่งเสริมให้มีหมู่บ้านละ 1 ร้าน
ทั่นผู้ช่วยผู้ตรวจช่วยนำเหนอหน่อยเหอะ


หัวข้อ: เผยกลเม็ดเด็ดในการดูแลความรักให้ยืนยาว
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 30 กรกฎาคม 2555, 19:36:31
เผยกลเม็ดเด็ดในการดูแลความรักให้ยืนยาว



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ใครว่าจีบสาวมาเป็นแฟนนั้นยากแล้ว แต่การดูแลความรักให้คงอยู่ตลอดไปกลับยากยิ่งกว่าหลายเท่านัก เพราะความรักไม่ได้มีแค่ฉันรักเธอและเธอรักฉันตอบ ทว่ามันยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ให้ยั่งยืน ต่อไปได้ คุณรู้ไหมว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร? ถ้าไม่แน่ใจงั้นลองมาดูกลเม็ดที่เรานำมาฝากกันดีกว่า

 ความซื่อสัตย์

          นับเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากที่สุดข้อหนึ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งทั้งคุณและแฟนสาวควรจะแสดงความซื่อสัตย์ต่อกันเสมอ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง แล้วเมื่อมีความซื่อสัตย์ต่อกันอย่างดีแล้ว สิ่งที่ตามมาเพื่อต่อยอดความรักให้งอกงามมากยิ่งขึ้นนั่นคือ ความเชื่อใจ เพราะต่างฝ่ายจะได้ไม่ต้องคอยมาระแวงว่าจะแอบไปหวานเสน่ห์ใส่คนอื่นหรือ เปล่าไงล่ะ

 ยอมรับในตัวตนของกันและกัน

          คนสองคนที่ไม่เคยรู้จักกัน ล้วนเดินทางจากต่างที่มา ถูกเลี้ยงดูมาคนละแบบ อีกทั้งยังดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมที่อาจจะต่างกันสุดขั้ว แต่สิ่งที่จะหลอมรวมให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไปได้ก็คือ ยอมรับ ในตัวตนของกันและกัน ไม่มีใครเหมือนกันไปหมดทุกอย่างหรอก อะไรที่คุณชอบ แฟนคุณอาจไม่ชอบก็ได้นี่นา ซึ่งการบีบบังคับให้อีกฝ่ายชอบเหมือนกับตัวเองชอบ ก็คงเป็นไปไม่ได้ทุกเรื่อง หากคุณรู้จักยอมรับและทำความเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น เพียงเท่านี้ความต่างก็ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป

 มีอะไรก็หันหน้ามาคุยกันแบบเปิดอก

          คู่รักหลาย ๆ คู่ มักมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสารกันอยู่เสมอ เพราะต่างฝ่ายต่างคิดเอาเองว่าคุณต้องเข้าใจฉันสิ แค่นี้ทำไมต้องให้บอกด้วย แหมมม เรามันก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งนะครับ ไม่มีใครสามารถอ่านใจได้หรอก อีกอย่างอาจเกิดความเข้าใจผิดมากขึ้นไปอีก หากคุณสองคนคิดไม่เหมือนกัน คราวนี้จากเรื่องเล็กนิดเดียวก็อาจกลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตไปเลยก็ได้ อย่าลืมนะครับว่ามีอะไรให้พูดกันตรง ๆ อย่างมีเหตุผล แล้วทุกอย่างจะค่อย ๆ



 รู้จักประนีประนอม

          คนเป็นแฟนกัน หากจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างมันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ประเด็นอยู่ที่เวลาโต้เถียงกันจะมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่เป็นฝ่ายยอม และหาทางประนีประนอมกันบ้างหรือเปล่า หากต่างคนต่างดื้อดึง เชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ ย่อมไม่มีทางสงบศึกกันได้แน่ หรือถ้าถึงที่สุดแล้วไม่มีใครยอม เอาเป็นว่าผู้ชายแมน ๆ อย่างเรานี่แหละ ต้องยอมเป็นฝ่ายที่ยกธงขาวขอสงบศึกก่อน (แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนผิดก็ตาม) ซึ่งเมื่อผู้หญิงเห็นเราถอยแล้ว เธอก็จะลดดีกรีความโกรธลงมาเอง จากนั้นคุณก็หาทางประนีประนอมกันซะ

 เรื่องของเซ็กส์ก็สำคัญไม่แพ้กันนะ

          สำหรับคู่สามีภรรยาที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานาน บางทีความรักอาจค่อย ๆ ดูไม่น่าสนใจ ไม่มีอะไรให้น่าค้นหาเหมือนตอนแรก ๆ ซึ่งทุกอย่างเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและท้าทายเสมอ โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง ไม่แปลกหรอกครับ ที่ "เซ็กส์" จะมีบทบาทต่อความสัมพันธ์ เพราะเซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องของกิจกรรมทางกายเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความรักที่ชาย-หญิงมีต่อกันอีกรูปแบบหนึ่งด้วย ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่าชีวิตเซ็กส์ของคุณเริ่มเฉื่อยชา ดำเนินไปเพราะความเคยชิน ถ้างั้นลองหาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มสีสันดูบ้างสิ เช่น พาเธอไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ตามสถานที่ที่มีบรรยากาศโรแมนติก เพื่อบิ้วด์อารมณ์สักหน่อย ไม่แน่นะว่ามันอาจจะเร่าร้อนกว่าเก่าก็เป็นได้

          หวังว่าข้อมูลที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันในวันนี้ คงจะช่วยให้คุณนำไปปรับใช้กับคู่รักของตัวเองได้บ้างนะ เพื่อรักษาความรักดีดีให้อยู่กับคุณได้ตราบนานเท่านาน


หัวข้อ: เงินโผล่2ล.ส่งคืนถูกเย้ยอดีตผู้ว่าฯควัก2หมื่นปลอบขวัญ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 30 กรกฎาคม 2555, 23:59:11
เงินโผล่2ล.ส่งคืนถูกเย้ยอดีตผู้ว่าฯควัก2หมื่นปลอบขวัญ
อดีตผู้ว่าฯนครนายกควัก2หมื่น มอบ 2 แม่ลูกเงินโผล่เข้าบัญชีธนาคาร 2 ล้านส่งคืน กลับถูกเพื่อนบ้านต่อว่า"โง่"
               30ก.ค.2555 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีต ผวจ.นครนายก พร้อมด้วยสมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จ.นครนายก นำเงิน 20,000 บาท ไปมอบให้กับ น.ส.ยุวดี ชำนิพงษ์ และนางธนพร ชำนิพงษ์ สองแม่ลูกน้ำใจงามภายในบ้านพักบ้านวังปลาจีด ต.พรหมณี อ.เมือง จ.นครนายก เพื่อสนับสนุนในการทำความดีและนำเงินไปใช้หนี้สินของครอบครัว
(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd710511_1332228_8436996_4695565photo.jpg)
 
               ทั้งนี้ ทั้งสองคนมีน้ำใจงาม นำเงินที่เพิ่มเข้าบัญชีเงินฝากของตัวเองกว่า 2 ล้านบาท คืนให้กับธนาคารกรุงเทพฯ สาขาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก เพราะเห็นว่าไม่ใช่เงินของตัวเอง
              
               นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ได้มอบเงิน 20,000 บาท เพื่อให้นำไปใช้หนี้ และมอบเกียรติบัติเพื่อเชิดชู เพราะคนดีมีน้ำใจอย่าง น.ส.ยุวดีหายาก หลังจากนำเงินไปคืนให้ธนาคารแล้ว ก็ยังถูกเพื่อนบ้านต่อว่า ทำไมโง่ นำเงินไปคืน ทั้งที่ครอบครัวมีหนี้สินกว่า 1 หมื่นบาท แทนที่จะนำเงินไปใช้หนี้ก่อน นอกจากนั้นยังถูกเจ้าหน้าที่ธนาคารต่อว่าทำให้ธนาคารเสื่อมเสีย
               ทั้งนี้ ทั้งสองแม่ลูกก็ไม่ได้เสียกำลังใจยืนยัน จะทำความดีต่อไป ซึ่งคนประเภทนี้หายากในสังคม จึงนำเงินมามอบให้เพื่อเป็นกำลับใจ คนทำดีต้องได้รับการยกย่องเชิดชู ทำให้เขารู้สึกว่าสังคงไม่ได้ทอดทิ้ง จะทำให้คนมีกำลังใจทำดีต่อไป
               นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า นางธนพรยืนยันว่า จะสอนลูกสอนหลานที่มีอยู่ 7 คนให้เป็นคนดีไม่คดโกงใคร แม้เขาจะมีอาชีพเย็บผ้าขาย ยังสอนลูกว่าทุกเข็มที่เย็บผ้าอย่าหลอกลูกค้า งานที่ออกมาต้องมีคุณภาพ
               อย่างไรก็ตาม ขอวิงวอนคนในสังคมต้องช่วยกันสนับสนุนคนทำความดี ให้มีกำลังใจไม่ท้อแท้ ถ้าใครเจอคนลักษณะนี้ต้องช่วยกันสนับสนุนให้กำลังใจ อย่าไปมองโลกแบบเห็นแก่ตัวว่า ต้องกอบโกยตักตวงไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นคนดีจะหมดกำลังใจ

http://www.komchadluek.net/detail/20120730/136504/%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%882%E0%B8%A5.%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AF%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%812%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D.html#.UBa8gGEZe1t


หัวข้อ: "เรื่องเทพเทือกจะถูกถอดถอน ยากยกกำลังยาก แค่ส.ว.สายอำมาตย์กับส.ว.สายสะตอไม่เอาด้วยก็จบ แ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 สิงหาคม 2555, 13:45:49
วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์


"เรื่องเทพเทือกจะถูกถอดถอน ยากยกกำลังยาก แค่ส.ว.สายอำมาตย์กับส.ว.สายสะตอไม่เอาด้วยก็จบ แต่..."

สันตะวา


หนังสือพิมพ์ข่าวสด ทดแทนผู้อ่านด้วยสาระ ความจริง ความรับผิดชอบ ฉบับนี้ตรงกับวันอังคารที่ 28 สิงหาคม พุทธศักราช 2555 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 9 ปีมะโรง

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ 1 ปีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประชาชนให้คะแนนความตั้งใจทำงานของนายกรัฐมนตรี 6.95 คะแนน ผลงานนายกรัฐมนตรี 6.41 คะแนนความตั้งใจทำงานของคณะรัฐมนตรี 6.25 จากเต็ม 10 ต่อเนื่องจาก นิด้าโพล ที่เพิ่งให้ สอบผ่าน

ประชาชนสะท้อน ผ่าน ดุสิตโพล ด้วยว่า ผลงานยอดเยี่ยมอันดับ 1 การปราบยาเสพติด รองลงมา การขึ้นเงินเดือน ส่วนผลงานยอดแย่อันดับ 1 การแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง รองลงมา การแก้ปัญหาน้ำท่วม

1 ปีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทุก โพลมาตรฐาน ให้ผ่านหมด หวังว่ารัฐบาลจะนำความคิดเห็น เสียงสะท้อนประชาชน ไปพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข ในปีที่ 2 ของการทำงาน โดยเฉพาะบรรดา ยอดแย่ ทั้งตัวผลงาน และตัวบุคคล นายกฯปู หัวหน้ารัฐบาลต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ประชาชนเดี๋ยวนี้ก้าวไปไกลแล้ว ให้ผ่านได้ ก็ให้ตกได้ สอบตก เมื่อไหร่ รัฐบาลอาจได้นับถอยหลัง

จับตาวันนี้ ศาลอาญานัด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ช่วงเหตุการณ์ 98 ศพ เข้าเบิกความคดี พัน คำกอง แท็กซี่เสื้อแดงถูกยิงตายย่านราชปรารภ 15 พ.ค. 2553 ทนายความฝ่ายคนตายแจ้งว่า บิ๊กป๊อก ประสานเบื้องต้นมาแน่

ถัดไปพฤหัสฯที่ 30 ส.ค.ถึงคิว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ขึ้นศาลวันสืบพยานนัดสุดท้ายคดีเดียวกัน ถือเป็นครั้งแรกของ คู่หูผู้มีอำนาจเต็มแห่งศอฉ. ในคดี 98 ศพ

ก่อนหน้านั้นเมื่อวันจันทร์ ร้อยตรีอภิสิทธิ์ กับ เทพเทือก ไปให้ปากคำต่อดีเอสไอ คดี 98 ศพ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการตามกฎหมายปกติ ใครเอะอะ โวยวาย ตั้งแง่ คนนั้นออกอาการ ไม่ปกติ

วุฒิสภายุค ท่านประธาน นิคม ไวยรัชพานิช เริ่มกระบวนการพิจารณาถอดถอน กรณีป.ป.ช.ชี้มูล สุเทพ เทือกสุบรรณสมัยเป็นรองนายกฯ กระทำขัดรัฐธรรมนูญ แทรกแซงข้าราชการ กำหนดลงมติ 18 ก.ย. ต้องใช้เสียง 3 ใน 5 ของส.ว.ที่มีอยู่ปัจจุบัน หรือ 89 เสียงขึ้นไป จึงจะถอดถอนได้ พร้อมกับเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี

เรื่อง เทพเทือก จะถูกถอดถอน ต้องกลับไปเลี้ยงหลานนาน 5 ปีนั้น เขารู้กันตั้งแต่ กล้านรงค์ จันทิก โฆษกป.ป.ช.แถลงมติชี้มูลเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วว่า ยาก ยกกำลังยาก 89 จาก 150 แค่ส.ว.สรรหาสายอำมาตย์กับส.ว.เลือกตั้งสายสะตอ ไม่เอาด้วยก็จบ แต่ประเด็นที่ใครต่อใครสงสัยก็คือ ทำไมป.ป.ช.ไม่ส่งอัยการสูงสุดพิจารณาร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองด้วย ป.ป.ช.ตอบหน่อยได้ไหม


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 สิงหาคม 2555, 14:58:21
วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7943 ข่าวสดรายวัน


วีระชัย แนวบุญเนียร อดีตกกต.ลาลับ

คอลัมน์ ข่าวทะลุคน

(http://www.cmadong.com/imgup/pics/cmd870289_4193708_7660113_2065094photo.jpg)

ป่วยด้วยโรคไตมานานนับปี

วีระชัย แนวบุญเนียร อดีตกรรม การการเลือกตั้ง(กกต.) ถึงแก่กรรมด้วยโรคไตวาย เมื่อ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา

หลังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลภูมิพลฯ

ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร ศาลา 3 จนถึง 30 ส.ค.นี้

สิริอายุได้ 72 ปี

เกิดเมื่อ 23 ธ.ค.2483

ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จากสหรัฐ อเมริกา ปริญญาโท สังคมศาสตร์ จากสหราชอาณาจักร และสำเร็จหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

ลูกหม้อกระทรวงมหาดไทย ผ่านตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ว่าฯนนทบุรี เชียงใหม่ สงขลา มหาสารคาม

รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมโยธาธิการ

หลังเกษียณอายุราชการ ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายการ มีส่วนร่วมของประชาชน ในยุคที่มีพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน เมื่อ 21 ต.ค. 2544

ลาออกจาก กกต. เมื่อ 29 ก.ค.2549 สืบเนื่องจากศาลอาญา มีคำพิพากษา 25 ก.ค.2549 ให้ ตัดสิทธิการเลือกตั้ง 10 ปี พร้อม พล.ต.อ.วาสนา และ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และให้จำคุก 4 ปี ในคดีที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ฟ้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ต่อมา 24 เม.ย.2551 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

ปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ธ.ค.2553 ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ในคดีขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองร่วมกับอดีต 4 กกต. แต่ให้รอลงอาญา

มีโรคประจำตัวคือโรคไต ต้องเข้าฟอกไต 3 ครั้งต่อสัปดาห์

ลาลับด้วยโรคไตวาย ทิ้งไว้แต่ผลงานให้ระลึกถึง

หน้า 6


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Uncle Na ที่ 29 สิงหาคม 2555, 16:44:25
อ้างถึง
ข้อความของ พธู ๒๕๒๔ เมื่อ 10 กรกฎาคม 2555, 19:03:55
อาจารย์ท่านหนึ่งของ Cornell ชื่อ Karl Pillemer ซึ่งได้ไปสัมภาษณ์ชาวอเมริกันที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไปมากกว่า 1,200 คน โดยคำถามเด็ดนั้นอยู่ที่ว่า “จากประสบการณ์ชั่วชีวิตคุณ อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากไว้ให้ลูกหลาน”
แล้วก็นำมาเขียนเป็นหนังสือชื่อ 30 Lessons for Living ครับ แต่เขาได้คัดเลือกบทเรียนสำคัญ 10 ประการที่โดดเด่นเอาไว้ครับ โดยบทเรียนทั้ง 10 ประการ ประกอบด้วย

1. ให้เลือกอาชีพโดยดูจากความต้องการภายในมากกว่าผลตอบแทนด้านการเงิน โดยบรรดาผู้สูงวัยกล่าวว่าความผิดพลาดสำคัญในการเลือกอาชีพของเขา คือ การเลือกอาชีพโดยดูจากผลตอบแทนมากกว่าสิ่งที่ชอบและคุณค่าของอาชีพ

2. ให้ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนกับต้องใช้งานไปอีกร้อยปี โดยให้ลดและเลิกพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายเราไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเสียชีวิตในฉับพลัน แต่ทำให้เราเกิดความทรมานเมื่อสูงวัย

3. ตอบตกลงต่อโอกาสที่เข้ามา โดยเมื่อมีโอกาสหรือความท้าทายเข้ามา ต้องอย่าปฏิเสธครับ เพราะส่วนใหญ่มักจะมาเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง

4. เลือกคู่ด้วยความระมัดระวัง อย่ารีบร้อนตัดสินใจ ใช้เวลาในการดูและทำความรู้จักคนที่เราจะอยู่ด้วย อย่ารีบด่วนตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกันจนกว่าจะรู้จักอีกฝ่ายหนึ่งอย่างถ่องแท้

5. เที่ยวให้มากไว้ (ชอบมากครับ) เมื่อมีโอกาสให้เดินทาง ครับ คนสูงวัยส่วนใหญ่จะมองย้อนกลับมายังโอกาสต่างๆ ที่ได้ท่องเที่ยวเดินทาง และมองว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และมีคุณค่าของชีวิตเลยทีเดียว

6. ให้พูดในสิ่งที่อยากจะพูด เนื่องจากเรามักจะเสียใจและเสียดาย ว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่เราอยากจะพูดกับหลายๆ คน เมื่อไม่มีโอกาส เราจะมีโอกาสแสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่ออีกคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นนะครับ

7. เวลาเป็นของมีค่า ชีวิตของเรานั้นแสนสั้น แต่ไม่ใช่ให้มานั่งเศร้า นะครับ แต่ให้ทำในสิ่งที่สำคัญและมีค่าเดี๋ยวนี้ เนื่องจากยิ่งเราอายุมากขึ้น เราจะพบว่าเวลายิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วขึ้น

8. ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขต่างๆ คำแนะนำหนึ่ง ก็คือ จงรับผิดชอบต่อความสุขของตัวเราเองตลอดชีวิตเรา
9. การใช้เวลามานั่งกังวลต่อสิ่งต่างๆ นั้นเป็นการเสียเวลา ดังนั้น ให้หยุดกังวลครับ หรือไม่ก็พยายามลดความกังวลลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลในสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น

10. คิดเล็ก-อย่าคิดใหญ่ ค่อยๆ ซึมซับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นสิ่งที่ดีในชีวิตเรา และมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นครับ

คัดลอกข้อความจาก email ของchathaphol phrawan


 emo48:)


หัวข้อ: เรื่องเล่าปัญญาจากหมาขี้เรือน
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 ตุลาคม 2555, 14:39:16
เรื่องเล่าปัญญาจากหมาขี้เรือน


ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้ เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับ พระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดี มีแต่ความสุขสบายเมื่อมาอยู่วัดป่า กว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ'นิ่ง' ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะ พระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้ ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ



วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้า ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่า ล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที ล้างไปบ่นไปประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมือง นอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้

โอ้ชีวิต!ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่า ตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินนับถอยหลัง รอวันสึกด้วยใจจดจ่อ



อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง



เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชาเสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้า ท่าล้าสมัย รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก



อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ



หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทราด้วย ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน



อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลาย ดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ



"เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหน มันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจหาว่า แต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี”



“คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้ง วันเจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก"



พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว



ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกตินอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง



แม้เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบ ครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก "อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรค จนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"

โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า "หมาขี้เรื้อน" ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่

:ไม่ทราบที่มา แต่มองเห็นทางไป
วีระ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: pusadee sitthiphong ที่ 07 ตุลาคม 2555, 16:07:00
เรื่องเล่านี้ดีค่ะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 09 ตุลาคม 2555, 09:26:37
ขอบคุณครับป๋า อ่านแล้วก็ต้องหันมามองตัวเองว่ากำลังเป็นหมาขี้เรื้อนอยู่หรือเปล่า ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 10 ตุลาคม 2555, 17:07:54
สวยจนตาค้าง 10 เกาะดีที่สุดปี 2012
 
นิตยสารด้านการท่องเที่ยวระดับโลกออกมาเปิดเผยข้อมูล 10 เกาะที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2012

ทราเวล แอนด์ ลีเชอร์ นิตยสารด้านการท่องเที่ยวชื่อดังของโลก ได้ออกมาเปิดเผยผลการประกาศรางวัล World’s Best Awards ประจำปี 2012 โดยมีการประกาศอันดับเกาะที่ดีที่สุดในโลก 10 อันดับ ซึ่งวัดจาก ความสวยงามทางธรรมชาติ, กิจกรรมต่างๆ/สถานที่ท่องเที่ยว, ร้านอาหาร/อาหาร, ความเป็นมิตรของผู้คน และความคุ้มค่าซึ่งในปีนี้เกาะที่ได้
อันดับที่ 1 คือ เกาะโบราเคย์ ประเทศฟิลิปปินส์,
อันดับที่ 2 เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย,
อันดับที่ 3 หมู่เกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์,
อันดับที่ 4 เกาะเมาวี (Maui) รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา,
อันดับที่ 5 แนวปะการังใหญ่ (เกรท แบริเออร์ รีฟ) ประเทศออสเตรเลีย,
อันดับที่ 6 เกาะซานโตรินี่ ประเทศกรีซ ,
อันดับที่ 7 เกาะคาวายอี (Kauai) รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา,
อันดับที่ 8 เกาะบิ๊กไอส์แลนด์ (เกาะฮาวาย) รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา,
อันดับที่ 9 เกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี และ
อันดับที่ 10 แวนคูเวอร์ ไอส์แลนด์ รัฐบริติช โคลัมเบีย ประเทศแคนาดา

การจัดอันดับดังกล่าว ได้ทำการสำรวจความเห็นผู้อ่านผ่าน หน้านิตยสาร, ไอแพด และทางเว็บไซต์ ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2010 ถึง 31 มีนาคม 2012 ที่ผ่านมา และเป็นที่น่าเสียดายที่ในปีนี้ไม่มีหมู่เกาะในประเทศไทยติดอันดับด้วย

http://www.yengo.com/news/txt/?id=12924&da_id=109114


หัวข้อ: 10 อาชีพมาแรงแห่งโลกอนาคต...ต้องอ่าน?
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 10 ตุลาคม 2555, 17:10:41
10 อาชีพมาแรงแห่งโลกอนาคต...ต้องอ่าน?


การเลือกสาขาวิชาที่เรียน ต้องมองไปในโลกแห่งอนาคตว่าอาชีพไหนรุ่ง...อาชีพไหนเรียนไปแล้วไม่มีงานทำ แนะนำว่าต้องอ่าน

อาชีพมาแรง
อันดับ 1. วิศวกรเนื้อเยื่อ อนาคตโลกเราจะมีผิวหนังปลอม และกระดูกอ่อนเทียมออกวางจำหน่าย เชื่อเถอะเรียนสาขานี้แล้วไม่ผิดหวัง
อันดับ 2. นักวางโครงสร้างยีน หรือแผนผังโครงสร้างทางพันธุกรรม (ยีน) ของมนุษย์
อันดับ 3. ชาวนา ว้าว!! เกษตรกรยุคใหม่ เกิดแน่เพราะอาหารจะขาดแคลน
อันดับ 4. ผู้ตรวจสอบเรื่องอาหาร คอยตรวจสอบผลกระทบทางพันธุกรรมต่างๆ เพราะการเพิ่มปริมาณอาหารให้เพียงพอต้องอาศัยการตัดแต่งพันธุกรรม
อันดับ 5. นักขุดข้อมูล ในอนาคตจะมีนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญมาจัดการข้อมูลต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อนักการตลาด
อันดับ 6. ช่างซ่อมด่วนตามเรียกใช้บริการตามสายผ่านวิดีโอโฟนเลยทีเดียว
อันดับ 7. นักแสดงแบบ Virtual Reality
อันดับ 8. นักโฆษณาเพื่อคนๆ เดียว โดยอุตสาหกรรมโทรทัศน์จะมุ่งเน้นไปที่เฉพาะบุคคลมากขึ้น
อันดับ 9. มนุษย์เลียนแบบ ในอนาคตจะไม่สามารถแยกได้เลยว่าเรากำลังคุยกับคนหรือหุ่น ปิดท้ายด้วย
อันดับ 10. วิศวกรแห่งความรู้ ว่ากันว่านักเลียนแบบสติปัญญาของมนุษย์จะประมวลผลงานไปเป็นซอฟท์แวร์ และอาจทำให้สมองมีขนาดเล็กลงได้

(ที่มา Komchadluek.net )


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Leam ที่ 10 ตุลาคม 2555, 17:26:06

สวัสดียามเย็นครับ... น้องป๋าทู..พี่ป้อม..น้องตี้ และพี่น้องทุกท่าน

คงต้องวางแผนไปสูดอากาศชมความงามของบอร์ราเคย์แล้วล่ะครับ.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 24 ตุลาคม 2555, 17:45:39
http://www.youtube.com/watch?v=RpUobr8X_dg


หัวข้อ: 7 สัญญาณอันตราย ที่บ่งบอกว่าแฟนนอกใจอยู่
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 ตุลาคม 2555, 16:51:37
สาว ๆ คนไหนที่รู้สึกว่าพฤติกรรมของหนุ่มข้างกายเริ่มเปลี่ยนไป หลายสิ่งหลายอย่างไม่เหมือนเดิม…เข้ามาฟังทางนี้ค่ะ เพราะกระปุกดอทคอมได้รวบรวมเอา 7 สัญญาณอันตราย ที่บ่งบอกว่าแฟนอาจกำลังนอกใจคุณอยู่มาบอกกัน เผื่อจะได้รู้ทันก่อนจะถูกเขานอกใจนานเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้ แต่จะมีอะไรบ้างนั้น…ไปดูกันเลยดีกว่า

1. ห่างเหินเกินจำเป็น

เข้าใจว่าคุณผู้ชายชอบใช้เวลาอยู่กับเพื่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นเตะฟุตบอล เล่นเกม หรือดื่มสังสรรค์เล็ก ๆ น้อย ๆ มากกว่าเดินตามเราต้อย ๆ ไปไหนมาไหน ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ้างครั้งบางคราวก็ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ แต่ถ้ามันบ่อยซะจนไม่มีเวลาให้เราเลยก็ไม่ไหว แถมเวลาที่อยู่ด้วยกันก็ทำเหมือนต่างคนต่างอยู่ มุมใครมุมมัน ไม่เข้ามาคลอเคลียออเซาะเหมือนเมื่อก่อน แหม…นี่มันช่างเป็นสัญญาณเบา ๆ ที่บอกว่าเขาอาจแบ่งเวลาไปให้ใครอยู่ก็เป็นได้

2. แอบไปคุยโทรศัพท์ที่อื่นบ่อย ๆ

จริงอยู่ว่าเขาอาจต้องปลีกตัวไปคุยธุระเรื่องงานในที่เงียบ ๆ บ้าง แต่ถ้าเริ่มจะบ่อยเกินไปคุณก็ควรสงสัยแล้วล่ะ เพราะเจ้านายเขาคงไม่โทรมาบ่อยขนาดนั้นทุกวันหรอก ดังนั้น ควรทดสอบง่าย ๆ ด้วยการลองถามว่าเขาคุยอะไรกับใครหลังวางสายดู แต่ต้องถามแบบใจเย็น ๆ นะ อย่าทำตัวเป็นฝ่ายหาเรื่องเขาก่อนเด็ดขาด แล้วลองสังเกตท่าทีของเขาดู ถ้าเขาตอบตะกุกตะกัก เฉไฉเปลี่ยนเรื่อง หรือโมโหขึ้นมาซะเฉย ๆ คุณก็ควรจับตาดูแฟนของตัวเองให้ดีแล้วล่ะ

3. เสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์กเกินจำเป็น

ปกติเขาเป็นพวกไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเท่าไหร่นัก แถมยังชอบบ่นคุณอยู่บ่อย ๆ เวลาที่คุณติดแชทกับเพื่อน ๆ แต่อยู่ดี ๆ เขากลับหันมาสนใจเอาดื้อ ๆ เลย โดยเฉพาะการใช้สังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ อินสตาแกรม อีกทั้งยังกดไลค์คนนู้นที ตอบทวิตคนนั้นที เยอะแยะไปหมด ที่สำคัญแต่ละคนที่เขาคุยด้วยนั้น คุณไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าเลย…ถ้าถึงขั้นนี้คุณก็ควรเริ่มสงสัยได้แล้วล่ะ

4. ถามอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็บ่น

ทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยได้เจอหรือพูดคุยกันเท่าไหร่ แต่พอเวลาที่คุณถามไถ่สารทุกข์สุกดิบหรือถามความเป็นไปของชีวิต เขามักตอบแบบสั้น ๆ ไม่ค่อยได้ใจความ ถามคำตอบคำ ประมาณว่าขี้เกียจจะตอบคำถามที่แสนห่วงใยของคุณ แถมยังพยายามที่บ่ายเบี่ยงการพูดคุยกับคุณ หรือมักแสดงอาการไม่พอใจหาว่าคุณถามเซ้าซี้มากความ เหมือนไม่ไว้ใจกันซะอย่างนั้น -_-

5. ขาดความอดทน

เขามักจะชักสีหน้าไม่พอใจ พูดจาตะคอก หรือใส่อารมณ์กับคุณอยู่เรื่อย ๆ เหมือนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยอยู่ ทั้ง ๆ ทีเมื่อก่อนไม่เคยเป็นเลย

6. คุณทำอะไรก็ผิดไปซะหมด

ช่วงนี้คุณทำอะไรก็ดูจะไม่ดีไปซะหมด จนทำให้เขาหาเรื่องทะเลาะกับคุณอยู่ตลอดเวลา ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเขากำลังเห่อคนใหม่อยู่นั่นเอง จึงเห็นผู้หญิงคนนั้นดีทุกอย่าง และนึกเอามาเปรียบเทียบกับคุณอยู่ ทำให้ตอนนี้เขามองว่าคุณเป็นผู้หญิงที่เขาต้องทนอยู่ด้วยซะมากกว่า และอยากจะรีบไปใช้เวลาสวีทกับสาวคนใหม่คนนั้นเร็ว ๆ

7. หันมาสนใจเรื่องการแต่งตัวมากขึ้น

ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่ว่าคุณจะบ่นเรื่องการแต่งตัวอย่างไรก็ไม่เคยสนใจ แต่จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวมากขึ้น เสื้อผ้า หน้าผมต้องเป๊ะ ต้องเนี้ยบอยู่ตลอด แถมยังออกกำลังฟิตหุ่นอีกต่างหาก ซึ่งนี่เป็นสัญญาณบอกเป็นนัย ๆ ได้ว่าเขาอาจจะเปลี่ยนลุคใหม่ให้สาวอื่นประทับใจอยู่ก็ได้

และ นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราหยิบมาบอกกัน หากสาว ๆ คนไหนรู้สึกว่าหนุ่มข้างกายเริ่มแปรเปลี่ยน ก็ลองนำเอาไปสังเกตพฤติกรรมของเขาดูได้จ้า อย่างไรก็ตาม ก่อนจะด่วนสรุปอะไรก็ควรใช้เหตุผลก่อนอารมณ์ เพราะมันอาจทำให้คุณต้องมาเสียใจทีหลังเอาได้เหมือนกันนะ

ที่มา กระปุกดอทคอม


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 ตุลาคม 2555, 00:51:40
http://www.youtube.com/watch?v=hzu-vDINFt4


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 28 ตุลาคม 2555, 16:32:21
โปรดเกล้าฯ ครม.ปู 3 แล้ว เป็นไปตามโผ

1.นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ
2.ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี
3.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย
4.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม
5.นายพงศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน
6.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ
7.นายแพทย์ประดิษฐ์ สินธณรงค์ รมว.สาธารณสุข
8.นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์
9.นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม
10.นายวรวัจน์ เอื้ออภิญกุล รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
11.นายสนธยา คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม
12.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย
13.นายประชา ประสพดี รมช.มหาดไทย
14.นายประเสริฐ จันทรทรวงทอง รมช.คมนาคม
15.พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม
16.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ
17.นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รมช.สาธารณสุข
18.นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์
19.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.เกษตรและสหกรณ์
20.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์
21.นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ
22.น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ

//Dan


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Kaimook ที่ 06 พฤศจิกายน 2555, 10:42:56
 emo4:))


หัวข้อ: ทะเลยุคแมงกะพรุนเบ่งบาน?
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 พฤศจิกายน 2555, 17:22:04
ทะเลยุคแมงกะพรุนเบ่งบาน?
1 พฤศจิกายน 2012

สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ข่าวฝูงแมงกะพรุนถ้วยหลากสีลอยล่องหยุบหยับตามทะเลชายฝั่งตำบลแหลมกลัด จังหวัดตราด เผยแพร่จากเฟซบุ๊กสู่สื่อกระแสหลัก พัดพานักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่ไปเยี่ยมชม แถมลงสัมผัสแมงกะพรุนตัวลื่นๆ ด้วยความหรรษาเปรมปรีดา คันนิดคันหน่อยก็ไม่เป็นไร เอาผักบุ้งทะเลทาถู ทาถู

นับเป็นเสน่ห์พิเศษของคนไทย ประเทศอื่นๆ เวลาเกิดปรากฎการณ์ “แมงกะพรุนเบ่งบาน” (jellyfish bloom) ไม่ว่าจะเป็นแมงกะพรุนไฟมีพิษหรือแมงกะพรุนไม่มีพิษก็ตาม การท่องเที่ยวมักจะซบเซา ถ้าเป็นชนิดร้ายแรงก็สั่งปิดหาด ถ้าไม่มีพิษก็ยี้แหวะ

แต่การท่องเที่ยวไทยกลับเบ่งบานตามแมงกะพรุน

รายงานว่าช่วงปลายฝนต้นหนาว กระแสน้ำจะพัดพาแมงกะพรุนเข้ามาสู่ชายฝั่งแถบนี้ทุกปี แต่ปีนี้ดูจะมีจำนวนมากเป็นพิเศษ และมีหลากสี ไม่ใช่แต่สีขาว ตามข่าวเจ้าหน้าที่กรมประมงให้ความเห็นว่า เป็นปรากฏการณ์ที่น่าจะแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่

ด้วยความเคารพ ผู้เขียนไม่ได้อยากจะขัดแย้งอะไรกับนักวิชาการกรมประมง และที่แน่ๆ ผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญระบบนิเวศทะเล ที่สำคัญ ผู้เขียนไม่มีความรู้และข้อมูลท้องถิ่นนี้เลย แต่กระนั้นก็อยากขออนุญาตเล่าสู่กันฟังถึงปรากฏการณ์แมงกะพรุนเบ่งบานที่นักวิจัยทางทะเลทั่วโลกกำลังวิตกและถกเถียงกัน

ปรากฏการณ์แมงกะพรุนเบ่งบานเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อย่างไรก็ตาม ช่วงสิบกว่าปีมานี้ หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยและจัดหนักกว่าปกติ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามันรุนแรงมากในพื้นที่หลายแห่ง สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล มันเยอะจนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายโรงต้องปิดดำเนินการชั่วคราวเพราะทางส่งน้ำอุดตัน มันทำลายการประมงหลายแห่ง ทั้งฟาร์มปลาแซลมอนในไอร์แลนด์ ทำลายเครื่องมือจับปลาในญี่ปุ่น ติดแหจับกุ้งในอ่าวเม็กซิโกเสียหายหลายล้านดอลลาร์ และแมงกะพรุนต่างถิ่นที่หลุดเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดจำนวนประชากรของปลาสเตอร์เจียนในทะเลแคสเปียน และการล่มสลายของธุรกิจไข่ปลาคาเวียร์ที่นั่น

นักวิจัยหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำชำเราของมนุษย์ต่อระบบนิเวศทะเล กำลังทำให้สังคมชีวิตในทะเลเปลี่ยนแปลงไป จากทะเลที่เคยเต็มไปด้วยปลา กลับไปสู่ทะเลยุคดึกดำบรรพ์ มีแมงกะพรุนเป็นเจ้าสมุทร

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เราจับปลาจนเกือบหมดทะเล ประเมินว่าปลาขนาดใหญ่ถูกจับหมดไป 90 เปอร์เซ็นต์รวมทั้งปลาหลายชนิดที่กินแมงกะพรุนเป็นอาหาร (เต่าทะเลที่กินแมงกะพรุนก็ลดจำนวนลงไปมากเช่นกัน)

เราปล่อยมลภาวะลงทะเลปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะจากการเกษตร จนชายฝั่งทะเลหลายแห่งมีปุ๋ยลงมามากเกินไป ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชนิดแพลงตอน และลดปริมาณออกซิเจนในน้ำ หนักมากๆ ก็ก่อให้เกิด “แดนตาย” (dead zone) ในทะเล ซึ่งขยายขอบเขตทวีคูณสองเท่าทุกๆ สิบปีตั้งแต่ทศวรรษ 60

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกยังทำให้อุณหภูมิผิวน้ำร้อนขึ้นและน้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น

ภาวะทั้งหมดนี้เอื้อต่อการเบ่งบานของแมงกะพรุน มันทนมลภาวะได้ดีกว่าปลา เพราะมันกินแพลงตอนที่บลูมกับมลภาวะได้ ในขณะที่แพลงตอนอาหารหลักของปลาหายไป มันทนภาวะออกซิเจนละลายในน้ำต่ำได้ และมันหดตัวได้เมื่อขาดอาหาร นอกจากนี้มันยังแพร่พันธุ์ได้หลากหลายวิธี หลายชนิดแบ่งตัวได้ และมันโตได้เร็ว อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นก็ช่วยให้แมงกะพรุนบางชนิดแพร่กระจายไปได้กว้างขวางขึ้นและในระดับน้ำที่ลึกขึ้น (อ่านรายละเอียดได้จาก “The Jellyfish Joyride” โดย Richardson และคณะ, 2009 ตามลิงค์ )

แมงกะพรุนเป็นสัตว์ผู้ล่า กินอาหารหลากหลายไม่เลือกมาก ทั้งแพลงตอน ไข่ปลา ลูกปลา เมื่อปลาตัวโตบางชนิดที่ล่ามันหายไป แมงกะพรุนที่เคยถูกปลากินกลับเป็นต่อ จึงกลายเป็นผู้กินปลาเสียเอง

พื้นที่ทางนิเวศที่ปลาเคยครอบครอง ก็ถูกแมงกะพรุนเบ่งบานเข้ามาแทนที่ โดยมีมนุษย์เป็นผู้สนับสนุน

นักวิจัยกำลังตรวจสอบข้อสังเกตเหล่านี้ ปัจจุบันมีความพยายามรวบรวมหลักฐานการเบ่งบานของแมงกะพรุน เป็นโครงการทีมใหญ่ชื่อ JEDI (Jellyfish Database Initiatives) ซึ่งสรุปว่ามีการเบ่งบานมากเป็นพิเศษในบางพื้นที่ เช่น ญี่ปุ่น บางที่มีเพิ่มขึ้นบ้าง เช่น แถวบ้านเรา มหาสมุทรอินเดีย ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลเหนือ North Sea ฯลฯ หากไม่เห็นเป็นแนวโน้มทั่วไปทั่วโลก แต่เนื่องจากว่าเทคนิคการติดตามดูปรากฏการณ์แมงกะพรุนเบ่งบานมีข้อจำกัดมากมาย ข้อสรุปที่ได้มาจึงไม่ใช่ข้อสรุปที่สามารถสรุปฟันธงอะไรได้

นักวิทยาศาสตร์คงต้องทำหน้าที่ศึกษาวิจัยต่อไป แต่สังคมไม่ต้องรอคำตอบสุดท้ายจากนักวิทยาศาสตร์ เราควรถือหลักการระวังไว้ก่อน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในทะเลเกิดจากการที่เรา 1) เอาของออกมาจากทะเลมากเกินไป 2) ใส่ของแปลกปลอมลงไปในทะเลมากเกินไป และ 3) ทำลายพื้นที่ชายขอบทะเลที่ปกป้องมัน

วิธีแก้ไขก็แค่กลับสมการ 1) จับสัตว์ทะเลน้อยลง (ยกเว้นแมงกะพรุน กินเยอะๆ เลย) 2) หยุดปล่อยมลภาวะและขยะลงทะเล สนับสนุนเกษตรธรรมชาติ/เกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ลดละเลิกอุดหนุนเกษตรปุ๋ยเคมี 3) ฟื้นฟูธรรมชาติชายฝั่ง

หรือถ้าไม่คิดมาก ปล่อยมันไป ทำตัวเหมือนแมงกะพรุน ล่องลอยไปตามกระแส กินอะไรก็ได้ อาหารห่วยๆ ไม่กี่อย่างก็ได้ จู้จี้อะไรนักหนากับความหลากหลาย มลภาวะก็ดมๆ มันไปก็อยู่ได้ เป็นมะเร็งมั่งไรมั่งก็ไม่เป็นไร ออกลูกมาเรื่อยๆ ก็สืบพันธุ์ต่อไปได้

ฤาคนที่มีชีวิตเยี่ยงแมงกะพรุนจะอยู่รอดได้ดีกว่าคนที่มีชีวิตเหมือนปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำ

http://thaipublica.org/2012/11/jellyfish-boom/


หัวข้อ: บ้านไทยเย็น
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 พฤศจิกายน 2555, 17:24:49
บ้านไทยเย็น
25 พฤษภาคม 2012

สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

ด้วยความร้อนเหยียบๆ 40 องศา เดือนเมษายนที่ผ่านมาเรากระหน่ำเปิดแอร์กันบ้าคลั่ง จนได้บันทึกการใช้ไฟฟ้าเยอะเป็นประวัติการณ์ เกือบ 25,000 เมกะวัตต์ ถึงขั้นที่การไฟฟ้าต้องหันไปใช้น้ำมันเตาและดีเซลล์เป็นเชื้อเพลิงเสริมปั่นไฟ มันหมายถึงค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่จะต้องเพิ่มขึ้นตามราคาเชื้อเพลิง

ปรากฎการณ์ร้อนเป็นบ้ากระตุ้นให้เกิดการอภิปรายถึงสาเหตุของความร้อนในสื่ออินเทอร์เน็ต กลุ่มต้นไม้ใหญ่ ผู้รณรงค์การอนุรักษ์ต้นไม้และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในเมืองและตามถนนหนทาง หยิบยกข้อมูลอุณหภูมิในประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นไม้เยอะๆ มาเปรียบเทียบ เช่น สิงคโปร์ ร้อนน้อยกว่าเราร่วม 10 องศา เป็นต้น

จริงๆ แล้ว สาเหตุที่ย่านกลางเมืองสิงคโปร์เย็นกว่าเราทั้งๆ ที่ตั้งบนเส้นศูนย์สูตร มาจากปัจจัยหลายประการ แน่นอนว่าต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านคลุมถนนและพื้นที่สีเขียวมากมายเป็นปัจจัยสำคัญมาก ถ้าอยากพิสูจน์ ก็แค่ลองวัดอุณหภูมิตามถนนเปรียบเทียบระหว่างใต้ร่มไม้กับกลางแดด เท่านั้นยังต่างกันได้ถึง 3-4 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเทียบกับพื้นที่มีต้นไม้เป็นดง พื้นเป็นดินเป็นหญ้าแทนคอนกรีต และไม่มีรถพ่นท่อไอเสียร้อนๆ อุณหภูมิยิ่งต่างมากขึ้น โดยเฉพาะถ้ามีดงไม้กระจายอยู่มากมายทั่วเมือง ก็จะต่างได้อีกหลายองศา แต่นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเป็นเกาะ ได้ลมทะเล และการวางทิศทางผังเมืองอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้นก็เป็นฐานสำคัญ เช่น ให้ถนนสายหลักตั้งรับทิศทางลมตามธรรมชาติ

กรุงเทพฯ ของเราตั้งอยู่ใกล้ทะเลก็จริง แต่ถนนกลางเมืองของเรามากมายหลายสายตั้งขวางทิศทางลม พอสร้างตึกสองข้างทางก็ไม่มีลมพัดระบายความร้อนระอุอ้าวจากคอนกรีต คายร้อนแอร์ และมลพิษจากท่อไอเสีย ความร้อนของกรุงเทพฯ จึงเป็นความร้อนที่มนุษย์สร้างเสียหลายองศาเลยทีเดียว เรียกว่าเป็นความร้อนเชิงนโยบาย เพราะขาดนโยบายผังเมืองที่จะดูแลกายภาพและสิ่งแวดล้อมเมืองให้เหมาะสมกับภูมิประเทศท้องถิ่น

เมื่อเราไม่รู้จักคิดใช้ประโยชน์จากพลังของธรรมชาติ ไม่คิดให้ธรรมชาติบริการเรา เราก็ต้องลงทุนบริการตัวเอง ก็จ่ายค่าไฟกันไป ช่วงนี้จึงได้เห็นบทความแนะนำวิธีใช้ไฟฟ้าเปิดแอร์อย่างมีประสิทธิภาพตามสื่อต่างๆ ออกมาถี่เป็นพิเศษ

เพราะว่าเราพึ่งเครื่องปรับอากาศ แนวทางการประหยัดไฟฟ้าของเราจึงมุ่งสู่การปรับปรุงบ้านให้เป็นฉนวนกันความร้อนเก็บความเย็น

นั่นมักหมายถึงการใช้วัสดุก่อสร้างมากขึ้น กระจกสองชั้น ผนังสองชั้น หลังคาหลายๆ ชั้น

บ้านอีโคที่นำเสนอกันทั้งตามนิตยสารและบริษัทธุรกิจก่อสร้างต่างๆ จึงชอบเป็นอาคารปิดสนิทมิดชิด ป้องกันธาตุดินน้ำลมไฟจากภายนอก ให้อาศัยกันอยู่ในฟองอากาศที่มนุษย์เป็นผู้ควบคุม การันตีความสะดวกสบายตราบใดที่ไฟฟ้าไม่ดับ และน่าสนใจว่าบ้านและอาคารที่เจ้าของบอกว่ารักธรรมชาติ อยากอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ มักจะติดกระจกใหญ่มหึมา เห็นวิว ดูโปร่ง แต่ไม่รับลม เพราะกระจกส่วนใหญ่เปิดไม่ได้ โดยเฉพาะกระจกที่ติดในระดับสูง อากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นจึงออกไม่ได้ ต้องกระหน่ำเปิดแอร์อย่างเดียว

ต่อให้ใช้วัสดุดีเท่าไหร่ หรือระบบไฟฟ้าทรงประสิทธิภาพเท่าไหร่ มันยังคงเป็นการออกแบบบ้านที่ไม่เข้าท่าอยู่ดี

แทนที่จะยัดเยียดแบบบ้านไปสู้กับธรรมชาติ เราน่าจะหวนกลับไปที่พื้นฐาน เริ่มต้นที่การออกแบบ ให้ธรรมชาติที่มีอยู่เอื้อประโยชน์แก่เรา แล้วจึงค่อยดึงเทคโนโลยีดีๆ มาเสริม จะประหยัดแรงออมทุนไปได้เยอะ

มันเป็น ก.ไก่ ข.ไข่ ของศาสตร์แห่งสถาปัตยกรรม สถาปนิกทุกคนก็พูดอย่างนี้ และหลายคนก็ปฎิบัติ แต่เอาเข้าจริง โดยทั่วๆ ไปเรากลับไม่เห็นคนไทยสมัยนี้ทำกันเท่าไหร่เลย

ลองดูการสร้างบ้านของสัตว์ต่างๆ ไม่มีสัตว์ชนิดใดโง่สร้างบ้านต้านพลังธรรมชาติเหมือนมนุษย์ยุคนี้ สัตว์หลายชนิดใช้ดินเป็นกำแพงฉนวนกันความร้อน แต่มันมีช่องระบายอากาศเสมอ ระบบระบายอากาศและควบคุมอุณหภูมิในรังปลวกมีประสิทธิภาพสูงมาก จนเหมือนอยู่ในอาคารติดแอร์เย็นสบายกำลังพอเหมาะตลอดเวลา

สถาปนิกบ้านเมืองอื่นหันไปศึกษารังปลวกอย่างละเอียดจนสามารถออกแบบอาคารให้เย็นตามธรรมชาติได้เหมือนติดแอร์ 25-26 องศา ที่มีชื่อที่สุดคือตึกสำนักงาน/ห้างสรรพสินค้า Eastgate Centre ที่ซิมบับเวย์ในทวีปแอฟริกา

ในวงการออกแบบอาคาร เราพูดถึงรังปลวกกันมาก เพราะมันเจ๋งถึงขั้นมหัศจรรย์ แต่ปลวกก็เป็นแค่สัตว์กลุ่มหนึ่ง ยังมีบ้านสัตว์อีกมากมายให้เราเรียนรู้ เช่น รังนกหลายชนิด ที่เลือกยุทธศาสตร์สร้างบ้านโปร่งภายใต้ร่มไม้คุ้มกบาล

เมื่อผู้เขียนมีโอกาสสร้างบ้านเองเป็นครั้งแรก เลยอยากออกแบบบ้านให้ใช้ประโยชน์จากพลังตามธรรมชาติมากที่สุด โดยไม่ต้องพึ่งระบบไฮเทคสมัยใหม่ และเนื่องจากว่าได้บานประตูหน้าต่างรูปร่างต่างๆ นานาจากบ้านอื่นๆ ถึงสามหลัง เอามาผสมกัน จึงไม่ได้ใช้สถาปนิก เพราะมันกลายเป็นรายละเอียดจุกจิกเกินกว่าที่ใครจะมาอดทนทำให้โดยไม่คิดราคาแพง

บ้านนี้ตั้งอยู่กลางทุ่งใกล้ๆ กับบ้านเพื่อนอีก 3-4 หลังที่ทำนาปลอดสารร่วมกัน มีวิวภูเขาอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งถ้าหันหน้าไปรับวิวตามจริตคนเมืองโหยหาอาหารตา บ้านก็จะร้อนมาก แต่ผู้เขียนก็อยากได้วิว จึงมีโจทย์ใหญ่ว่าจะออกแบบอย่างไรให้ได้ทั้งทิวทัศน์และความเย็น

เพราะขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ ผู้เขียนจึงนั่งดูแดดลมตามมุมต่างๆ ของบ้านเพื่อนและในพื้นที่บริเวณนั้นทุกฤดู แก้แบบไปเรื่อยๆ จนครบปี

ได้แบบแล้วก็เริ่มสร้างกับช่างพื้นเมือง ในตอนเริ่มสร้างก็ไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ จึงเตรียมแผนสำรองไว้เป็นทางออกเสริม หลักง่ายๆ คือมีใต้ถุน เผื่อน้ำท่วมและหลบร้อนยามบ่าย เอาห้องน้ำและครัวไว้ทางทิศใต้รับแดดไป ด้านหนึ่งของครัวยื่นไปหน้าบ้านทางตะวันตก มีชายคายาวยื่นออกมา บังแดดบ่ายให้ห้องนั่งเล่นซึ่งเปิดบานเฟี้ยมกว้างรับวิว มีระเบียงทั้งด้านหน้าและทางทิศเหนือไว้หลบแดด มีลานโล่งเปิดหลังคาเล็กๆ กลางบ้านให้แสงเข้า และระบายลมจากช่องลมที่เยื้องกัน ทั้งเหนือ-ใต้ และออก-ตก ติดบานไหลแบบไทยบ้าน เปิดรับลมก็ได้ ปิดกันลมยามหนาวก็ได้ หน้าจั่วหลังคาก็มีช่องลม

แต่ที่พิเศษสุดคือ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องที่ทำจากขยะกล่องนมมารีไซเคิล นอกจากจะได้อุดหนุนธุรกิจเขียวของจริงแล้ว หลังคากล่องนมยังเบา ไม่แตก ทนทาน แต่ถ้าต้องซ่อมก็ซ่อมเองได้ไม่ยาก ที่สำคัญ มันสะท้อนความร้อนออกไป ผู้ผลิตว่าช่วยทำให้บ้านเย็นกว่ามุงหลังคาลอนคู่ธรรมดาถึง 3-4 องศา (www.greenroof.in.th)
มุงหลังคาตีฝาเสร็จก็เข้าเดือนเมษาพอดี และช่วงปลายเมษาตอนที่ร้อนกันบ้าคลั่งกลางแจ้ง เราก็ได้พบว่าบ้านเราเย็นสบายลมโชยร่มดีทุกมุม ไม่ใช่เฉพาะใต้ถุนหรือระเบียงทิศเหนือที่เผื่อเอาไว้ ตกลงได้ทั้งวิวทั้งเย็นสมใจ (แต่หน้าหนาวยังต้องรอดู ว่าจะตั้งกระบะจุดไฟผิงกลางลานโล่งกลางบ้าน ปิดบานไหลกันลม แหงนหน้าดูดาว)
นี่ขนาดยังไม่ได้ปฎิบัติการแผนเสริม ปลูกต้นไม้บังแดดสร้างลม หรือติดผ้าบังแดดเสริมชายคา

ความสำเร็จมาจากทิศทางตั้งบ้านและหลังคากล่องนม ซึ่งต้องขอบอกว่าเย็นจริงอะไรจริง เพราะเราตั้งแทงค์น้ำไว้บนหลังคาบ้านเพื่ออาศัยแรงดึงดูดโลกช่วยให้มีน้ำไหล มีกระเบื้องกล่องนมมุงบนหอแทงค์น้ำ เป็นหอโด่ขึ้นมากลางแดด แต่ใต้ร่มหลังคาก็คงเย็นดี

ผู้เขียนออกแบบบ้านด้วยการสังเกตธรรมชาติตามจริตนักนิเวศวิทยา/ภูมิศาสตร์ แต่ผลที่ออกมาคลับคล้ายกับบ้านไทยเรือนหมู่ และได้ดึงเทคโนโลยีบ้านไทยที่สามารถปรับตัวให้โปร่งก็ได้ปิดก็ได้ตามสภาพอากาศ เช่น การใช้บานไหลมาเป็นองค์ประกอบ ถึงวันนี้จึงรู้สึกทึ่งในภูมิปัญญาบรรพบุรุษอย่างประจักษ์แจ้ง หลักสร้างบ้านไทยของเราเป็นการสร้างบ้านได้กลมกลืนกับธรรมชาติท้องถิ่นอย่างมากที่สุด ถ้าเทียบกับบ้านสัตว์ในเขตร้อน มันเป็นบ้านที่ผสมผสานเทคโนโลยีของรังปลวก รังนกกระจาบ และรังนกอีแพรดไปพร้อมๆ กัน

หลักนี้นำมาประยุกต์กับการสร้างอาคารสมัยใหม่ได้ ไม่จำเป็นต้องมีกาแลฟ้อนกระดกช่อฟ้าที่เข้าใจกันว่าเป็นเอกลักษณ์ไทย ปัญญาไทยลึกซึ้งกว่านั้น เราแค่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่ก็อปปี้เพียงรูปลักษณ์ภายนอก

เจนีน เบนีอุส เจ๊ดันแห่งเทคโนโลยีเลียนแบบธรรมชาติ ที่โลกยอมรับกันว่าเป็นเทคโนโลยีของยุคการพัฒนายั่งยืนแห่งศตวรรษที่ 21 กล่าวว่า “ยิ่งโลกของเราขับเคลื่อนได้ลม้ายคล้ายคลึงกับกลไกในโลกธรรมชาติมากเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะสามารถดำรงอยู่ในโลกใบนี้ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น”

มันน่าภูมิใจที่สังคมเรามีฐานปัญญาของแนวคิดนี้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะฉลาดดึงมาพัฒนากันหรือเปล่าเท่านั้น

http://thaipublica.org/2012/05/baan-thai/


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 พฤศจิกายน 2555, 17:26:13
บ้านไทยเย็น ๒ (ตอน เอาแบบมาฝาก)
29 มิถุนายน 2012

สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

หลังจากที่เขียนเรื่องบ้านไทยเย็นไปเมื่อเดือนที่แล้ว มีผู้อ่านหลายคน (เกือบ 10 คน – สำหรับเราถือว่าเยอะแล้วล่ะ) ติดต่อมาว่าอยากดูแบบบ้านและอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม

อันที่จริง หลักการสร้างบ้านให้เย็นสบายเหมาะกับภูมิอากาศประเทศไทยมีให้หาอ่านได้มากมาย แต่บ้านไทยมันก็มีหลายไทยต่างถิ่น จึงสำคัญว่าเรารู้จักพื้นที่ที่จะสร้างบ้านดีแค่ไหน

ที่ของเราอยู่กลางทุ่ง ใกล้แม่น้ำคดเคี้ยวในที่ลุ่ม แต่ถัดขึ้นมาพ้นโซนลำน้ำเปลี่ยนเส้นทาง ดูเผินๆ เหมือนเป็นที่ราบแบน แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าผืนดินมันเทไปมุมหนึ่ง นี่คือทิศทางไหลของน้ำ เราเลือกจุดที่ได้วิวดีที่สุดเป็นที่ตั้งบ้าน ขุดสระไว้เป็นแหล่งน้ำ เอาดินขึ้นมาถมเฉพาะบริเวณที่จะสร้างบ้านและลงต้นไม้ มีทางน้ำเข้าและออกจากสระตามทางลาดธรรมชาติของพื้นที่ ไหลเชื่อมต่อกับระบบลำเหมืองในทุ่ง ดินที่ขุดคูก็เอาขึ้นมาถมเป็นถนนแคบๆ เข้าออกที่โดยไม่ขวางทางน้ำ เราจึงไม่ต้องขนดินจากข้างนอกเข้ามา ตัวสระน้ำขุดลึกตรงกลางไว้เก็บน้ำ ริมสระตื้นและลาดเพื่อปลูกพืชน้ำชนิดต่างๆ รอบสระ ซึ่งจะช่วยดูดซับมลพิษกลั่นกรองน้ำให้สะอาด (เท่าที่พอทำได้) ที่สำคัญ พืชเหล่านี้จะเป็นบ้านให้สัตว์น้ำและนกในนา หวังว่าจะพอช่วยเรากำจัดศัตรูต้นข้าวในนาได้บ้าง เพราะสระเราไม่กว้างเท่าไหร่ ผืนนาอยู่ตรงกลางที่ เราตั้งใจอนุรักษ์เอาไว้เป็นกองทุนนาส่วนรวม กินพื้นที่ราว 80 เปอร์เซ็นต์ของบริเวณบ้าน ใช้ปลูกข้าวร่วมกับเพื่อนๆ บ้านข้างเคียง ที่เหลือแบ่งเป็นโซนปลูกผักและต้นไม้ใหญ่

ทุ่งแถวนี้ลมแรงมากในบางฤดู บางปีน้ำท่วม แต่ระบายเร็ว หน้าร้อนอากาศร้อนจัด หน้าหนาวเย็นเอาเรื่อง เราจึงต้องออกแบบบ้านใต้ถุนสูงไว้หนีน้ำและหลบร้อน บ้านต้องโปร่งได้ลม แต่ต้องปิดไม่รับลมได้ในหน้าหนาว และอย่าได้คิดติดกระจกบานใหญ่ยักษ์เต็มแนวฝาบ้านด้านนอกแบบบ้านสมัยใหม่ เพราะจะเจอพายุกระหน่ำแตกได้ง่ายๆ แถมร้อนอบอีกต่างหาก

เมืองไทยตั้งอยู่ทางซีกโลกเหนือ จะได้แดดร้อนทางทิศตะวันตกและทิศใต้ เราจึงไม่ควรสร้างบ้านหันไปทางทิศตะวันตก แต่บังเอิญวิวภูเขางามมันอยู่ทางนั้น จึงทำครัวยื่นออกมาพร้อมหลังคายาวคลุมระเบียงในมุมตะวันตก/ตะวันตกเฉียงใต้ ทอดร่มเงาให้แก่ห้องนั่งเล่นและส่วนอื่นๆ ของบ้าน ข้อดีอีกประการของการทำครัวยื่นออกมาคือให้ลมระบายควันทอด-ผัด-คั่ว ฯลฯ ออกไป เพราะลมกระแสหลักบ้านเราจะเป็นลมมรสุม พัดตามแนวเหนือ-ใต้ บ้านจึงต้องมีหน้าต่าง/ช่องทางลมเปิดปิดได้ตามแนวนี้ ช่วงหน้าหนาวก็เปิดรับแดดตอนกลางวัน พอตกเย็นก็ปิดบ้านก่อนมืดเพื่อเก็บความอบอุ่นเอาไว้

ภาพที่เอามาฝากเป็นแปลนและรูปบ้านซึ่งยังสร้างไม่เสร็จดี รายละเอียดเรื่องหลังคาบ้านอ่านได้ในบทความเดือนที่แล้ว

พอได้บ้านเย็นตามธรรมชาติแล้ว เรายังสามารถพัฒนาพื้นที่รอบบ้านให้มีอิทธิพลกำกับดูแลภูมิอากาศจำเพาะถิ่นต่อได้อีก การปลูกดงต้นไม้ใหญ่เป็นแนวใกล้บ้าน โดยเฉพาะทางทิศใต้ นอกจากจะช่วยบังแดดแรงเกินแล้ว ยังสามารถช่วยให้เกิดลมเย็นตามธรรมชาติได้อีก เพราะมันสร้างความแตกต่างของอุณหภูมิในพื้นที่ระหว่างโซนหลังคาบ้านกับยอดไม้ อากาศร้อนกว่าเหนือหลังคาบ้านจะลอยตัวขึ้นสูง อากาศเย็นจากดงไม้จะไหลมาแทนที่ ทำให้เกิดลมเย็นสบายพัดเข้าสู่บ้าน ดงไม้ยังช่วยกันลมแรงจากพายุได้อีกด้วย อย่าปลูกติดบ้านมากนักละกัน เดี๋ยวกิ่งไม้จะหักมาโดนหลังคา

รายละเอียดที่เหลือก็อยู่ไปปรับไป บ้านเราเอง ชอบอย่างไรเรารู้ดีที่สุด
(http://www.cmadong.com/imgup/pic5510/cmd121107-172534_864083.jpg)

http://thaipublica.org/2012/06/baan-thai-2/


หัวข้อ: แมงกะพรุนชุมนุม โดย : คมฉาน ตะวันฉาย
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 พฤศจิกายน 2555, 18:32:45
แมงกะพรุนชุมนุม

โดย : คมฉาน ตะวันฉาย

ทั้งๆ ที่รู้ว่า “แมง” มันต้องมี 8 ขา แบบที่รู้กัน แต่ผมก็ยังยินดีเรียกเจ้าสิ่งที่มันผุดว่าย ผุดดำอยู่บนผิวน้ำเบื้องหน้าว่า “แมงกะพรุน”

 
โดยไม่เกรงใจราชบัณฑิตที่แอบค้อนปะหลับปะเหลือก พร้อมทั้งตัวต้นเหตุ ไพรสน ศิริพูล โปรแกรมเมอร์ดีไซน์คนเก่งคนหนึ่งของยุคนี้ ที่นั่งอยู่หัวเรือเพื่อออกไปดูแมงกะพรุนกัน

เหตุที่ว่าเป็นตัวต้นเหตุก็เพราะว่า น้องเขามาทำโครงการพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ตามพระราชดำริฯ ของสมเด็จพระเทพฯ ที่ศูนย์ราชการุณย์ บอกแค่นี้เดี๋ยวคนจะสงสัย แต่ถ้าบอกว่า “ค่ายผู้อพยพเขาล้าน” คนรุ่นเกิดทันสงครามเขมร คงคุ้นชื่อเป็นอย่างดี(เดี๋ยววันหลังผมจะเล่าเรื่องศูนย์ราชการุณย์นี้สู่กันฟัง)

ทีนี้ เจ้าสนในฐานะเจ้าหน้าที่ทำงาน กับอาจารย์อีกท่านเจ้าของโครงการ ก็ลงเรือลำเล็ก ล่องตามคลองเขาล้านที่สองฝั่งเป็นป่าโกงกางที่สมบูรณ์เพื่อจะทำเส้นทางศึกษาป่าชายเลน ก็ไปเห็นเจ้าแมงกะพรุนถ้วยตัวเล็กๆ ประมาณกำปั้นเรานี่แหละ มันลอยกันเกลื่อนคลอง คนไม่เคยเห็นนี่ครับ ก็ตื่นเต้น พอคนเรือเห็นตื่นเต้นกับเจ้าสิ่งนี้ ก็เลยพาออกไปจากปากคลองสู่ทะเลใหญ่ไม่ไกล ก็เห็นเจ้าแมงกะพรุนที่ว่า ออกันแน่นขนัด ชนิดหัวชนหัว (แบบในรูปที่ฮือฮากันนั่นแหละ) ทะเลกว้างใหญ่ แต่เจ้าพวกนี้ ออกันแน่นเป็นสายแบบในรูป พอยืนขึ้นก็จะเห็นว่าแถบแมงกะพรุนที่ว่านี้มันยาวเหยียด เป็นสาย ยาวนับร้อยๆ เมตร เป็นใครๆ ก็ตื่นเต้นครับ

พอเข้าฝั่ง เจ้าสนจึงได้เอารูปขึ้นเฟสบุ๊คเข้าไปดูกันในกลุ่มแฟนเพจ แค่นั้นแหละเป็นเรื่อง คนฮือฮากันทั่วโลกออนไลน์ จนออกไปสู่สื่อหลัก ทั้งๆ ที่อาจารย์ท่านที่ไปด้วย ท่านเป็นช่างภาพด้วยซ้ำ ท่านก็ถ่ายรูปมา แต่ท่านไม่ได้เอาขึ้นเฟส อย่าว่าแต่เจ้าสนเลยครับที่ตั้งตัวแทบไม่ทันกับการติดต่อมา ชนิดที่เรียกว่าดังชั่วข้ามคืน ทางศูนย์ราชการุณย์ แม้กระทั่งทาง ททท. สำนักงานตราด ก็ตั้งตัวไม่ทัน เพราะมีคนโทรมาถามไม่ขาดสาย ทุกสายถามเรื่องแมงกะพรุนที่ว่านี้ทั้งสิ้น ถ้าอย่างนั้นมาเอาคำตอบต่อไปนี้ครับ ล้วนเป็นข้อมูลจากชาวบ้านริมทะเลย่านนั้นทั้งนั้น

เจ้าแมงกะพรุนที่ว่า เรียกว่า "แมงกะพรุนถ้วย" ครับ ขนาดเท่ากำปั้นอย่างที่บอก สีก็จะมีสีขาวใส สีขาวขุ่น สีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลเข้มขึ้นมาอีกนิด สีฟ้า สีน้ำเงิน บางตัวตัวสีขาว แต่ปลายขอบร่มจะเป็นเส้นสีดำๆ บางตัวขอบระโยงระยางค์ที่เป็นพู่ๆ ดูเหมือนหางนั้น เป็นสีน้ำตาล ถ้ามันกระจายกันอยู่ ก็ไม่แปลกนัก แต่พอมารวมกันจนเหมือนปลาสวายมากินขนมปัง ยิ่งพอใช้คอมพิวเตอร์ ดันสีขึ้นมาหน่อย จากน้ำขุ่นๆ มันก็เลยดูเขียวๆ จากแมงกะพรุนสีทึมๆ ก็เลยกลายเป็น “แมงกะพรุนหลากสี” แบบพาดหัวข่าวซะอย่างนั้น

ปรากฏการณ์แมงกะพรุนถ้วยนี้จะเริ่มมีมาให้เห็นเมื่อเข้ากลางเดือนตุลาคมหรือประมาณปลายฝนต่อหนาว จะมีแมงกะพรุนให้เห็นประมาณ 5-7 วัน มากหรือน้อย มีสีอะไรบ้าง ไม่อาจบอกได้ ที่จะโชคดีเห็นแน่นแบบในรูปที่ฮือฮานั้นน้อยมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น ชาวบ้านเขาเห็นจนชินตา เหมือนคนริมแม่น้ำโขงที่หนองคายไม่ได้ตื่นเต้นกับบั้งไฟพญานาค แต่ส่วนมากจะเห็นเขากระจายกันทั่วไป มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่คลื่นลมในแต่ละวัน ถ้าช่วงน้ำขึ้น เขาก็จะถูกน้ำพัดไหลเข้าไปรวมกันมากริมหาดหรือในคลองต่างๆ เช่นคลองมะโรง คลองเขาล้าน ก็จะดูแน่น ดูหนา แต่ถ้าน้ำลง เขาก็จะถูกน้ำพัดออกมาทะเลกว้าง

ถ้าวันไหน น้ำใส แดดดี ก็จะถ่ายรูปออกมาได้สวยงาม แม้กระทั่งตัวสีใสๆ ขาวๆ ก็เถอะ แต่ถ้าวันไหนแดดหลบ ลมพัด กระแสน้ำไหล ฝนปรอย แทบจะต้องโยนกล้องทิ้ง เพราะผิวน้ำ แม้จะเห็นแมงกะพรุน แต่พื้นน้ำมันขาวไปหมด ก็ต้องมาใช้คอมพิวเตอร์แต่งสีช่วยนั่นแหละ วันแรกที่ไพรสนได้ภาพมา กระพรุนเยอะ แต่แดดไม่จัด น้ำขุ่น วันสองผมลงเรือ แดดดี น้ำใสกิ้ก แต่กะพรุนกระจายไม่รวมกลุ่ม วันสามผมลงเรืออีก วันนี้ แดดด้าน น้ำขุ่น กะพรุนกระจายบางตา ทั้งผมทั้งไพรสน ส่ายหน้าดิกท่านผู้อ่านก็คาดคะเนเอาก็แล้วกันว่าควรจะทำบุญก่อนมาดูกะพรุนหรือเปล่า

แล้วไม่ใช่ว่าจะมีที่หาดราชการุณย์หรือหาดเขาล้านนี้ที่เดียว ชาวบ้านเขาบอกว่า มันไล่มาตั้งแต่ชายฝั่งเขมรนั่นเลยเชียว ลมและกระแสน้ำจะพัดเขามาเรื่อยๆ ตรงบ้านคลองมะโรงที่ห่างจากเขาล้านไปราว 7-8 กม.นั้น ยิ่งน่าตื่นเต้นใหญ่คือเวลามันเข้ามาในคลอง จะเห็นแต่เจ้าแมงกะพรุนถ้วยนี้เต็มคลองเลย เวลาชาวบ้านออกเรือประมง ใบพัดเรือ ฟันเจ้าพวกนี้ตายเป็นเบือ เพราะมันแน่นจริงๆ แล้วมันก็ไหลไปเข้าบ้านคลองมะรูด ที่มีอ่าวเล็กๆ ริมป่าสนทะเลใกล้พระรูปเสด็จเตี่ย ช่วงที่แมงกะพรุนเข้าต้องเรียกอ่าวแมงกะพรุนด้วยซ้ำเพราะมันเต็มทั้งอ่าว แล้วก็ลอยมาหาดเขาล้าน หาดทับทิม แล้วจึงจะพัดลอยไปถึงแหลมงอบโน่น คุณโยธิน ททท.สำนักงานตราด บอกผมว่าบางปีลอยมาติดหลังสำนักงานจนต้องตักทิ้งเลย มันเยอะมาก แต่ไม่คิดว่าคนจะฮือฮาขนาดนี้ ถ้ารู้แบบนี้ ทำประชาสัมพันธ์นานแล้ว

อีกอย่างก่อนที่เจ้าแมงกะพรุนถ้วยนี้จะมา แมงกะพรุนใหญ่ที่ชาวบ้านเรียก “ลอดช่อง” จะเข้ามาก่อน พอเจ้าลอดช่องเริ่มบาง แมงกะพรุนถ้วยก็จะเข้ามา เจ้ากะพรุนถ้วยนี้ โดนแล้วคัน แต่ไม่เท่าแมงกะพรุนไฟ ขายได้ มีคนจับไปขายเป็นเข่งๆ คิดดูว่าได้มากขนาดไหน แต่ที่ทำราคาคือเจ้าแมงกะพรุนที่เรียกว่า ลอดช่อง เขาจะเอาไปดองกับน้ำต้นนนทรี เห็นว่าดองแล้วกินได้เลยไม่ต้องเอาไปต้ม ไปย่าง พอดองแล้วตัวมันจะแข็ง ขายได้กิโลละ 50 บาท เอามาทำอาหารนี่แหละแต่ไม่รู้ทำอะไรบ้าง

สรุปก็คือ ปรากฏการณ์แมงกะพรุนมาชุมนุมนี้เป็นเรื่องธรรมดาตามช่วงเวลาที่บอกและมาทุกปี แต่เวลาไม่แน่นอนต้องสอบถามเอา แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ หิ่งห้อย ที่ไหนว่ามาก มาเห็นย่านนี้จะนึกว่าเป็นไฟกระพริบ มันเยอะ มันมากจริงๆ ทั้งที่บ้านคลองมะโรง บ้านคลองมะรูด แม้กระทั่งที่เขาล้าน แสดงว่าธรรมชาติ ทั้งน้ำ ทั้งป่าที่นี่ยังเอื้อกับธรรมชาติมาก อีกทั้งเส้นทางท่องเที่ยวสายตราด-บ้านหาดเล็กนี้ ยังมีหาดสวยน้ำใสเหมือนอยู่ทางอันดามันอีกหลายที่

เดินทางไปไม่ยากครับ จากสถานีขนส่งเมืองตราด จะมีรถตู้ไปหาดเล็ก ลงหน้าศูนย์ราชการุณย์ ที่นั่นเขามีห้องพัก ที่กางเต็นท์ ร้านอาหารพร้อม โทรสอบถามที่ 0 3956 1015, 0 3952 1838 ถ้าสอบถามเรื่องเรือก็ที่ พี่แมว โทร.08 7540 2238 พี่แชร์ 08 6151 8293 ส่วนที่คลองมะโรงทั้งดูหิ่งห้อย ทั้งเรือออกไปดูกะพรุน และที่พักโฮมสเตย์ โทรถามพี่ป๊ะ 09 0397 8150 ส่วนที่บ้างคลองมะรูด หมู่บ้านปันหยีของภาคตะวันออก ไปดูอ่าวแมงกะพรุน เทศกาลหิ่งห้อย โทร. เจ๊แมว 08 6111 4394 ที่ผมให้เบอร์โทรมากอย่างนี้เพราะจะได้โทรสอบถามว่าเริ่มเห็นกะพรุนมาหรือยัง หรือให้เขาคาดการณ์กะช่วงเวลาให้ จะได้ไปแล้วไม่ผิดหวัง จองเรือ จองที่พัก ถามไถ่กันได้ แต่ถ้าจะถามเรื่องอื่นๆ ด้วยก็ต้องของ ททท. สำนักงานตราด โทร.0 3959 7259-60 ถ้าเรื่องเที่ยวตราดคงต้องถามที่นี่

ถ้าแค่แมงกะพรุนตัวสองตัวก็เฉยๆ แต่พอแมงกะพรุนมาชุมนุม มันเป็นอะไรที่เกินบรรยาย อยากให้มาเห็นกับตา แม้จะธรรมดาของชาวบ้าน แต่สำหรับเราๆ ท่านๆ มันอเมซิ่งจริงๆ ปีนี้ไม่ทัน ปีหน้าหาวันมาได้เลย แล้วจะเห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ตราดใกล้แค่นี้ อย่ามองผ่านไปเชียว

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/travel/20121028/475392/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A1.html


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 09 พฤศจิกายน 2555, 02:35:47
พี่ป๋าขา,
ฝากแปะคะ เพิ่งได้รับจากพี่รัฐศาสตร์สิงหอชาย รุ่น26
ที่ไปใช้ชีวิตที่ชิคาโก20กว่าปีแล้ว..ส่งมาให้อ่าน
กลัวหาย,แปะอ่านกันที่นี่คะ in trendดี









"ซัมซุง มหาอำนาจอิเล็กทรอนิกส์"
จนวันก่อนเห็นข่าวยอดขายสมาร์ทโฟนของ "ซัมซุง" ชนะ "ไอโฟน" ของ "แอปเปิล" แล้ว
ผมจึงหยิบหนังสือเล่มนี้มาพลิกอ่านอีกครั้ง
คนรุ่นใหม่อาจไม่แปลกใจในปรากฏการณ์นี้มากนัก
แต่คนอายุ 30 ปีขึ้นไปที่ยังจำภาพ "ซัมซุง" ในอดีตได้คงแปลกใจ
เพราะในอดีตภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ซัมซุง คือ สินค้าราคาถูก
เกรดต่ำกว่าสินค้าจากญี่ปุ่น แต่เพียงชั่วเวลาไม่นาน "ซัมซุง" กลับกลายเป็นสินค้าเกรดเอ

โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนของ "ซัมซุง" โชว์นวัตกรรม "จอสี"
 และเสียงโทร.เข้าที่ไพเราะกว่าเสียงโมโนโทน
เหนือกว่า "โนเกีย" ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในยุคนั้น
คุยกับผู้บริหาร "เอไอเอส" ในยุคนั้น เขายังบ่นเลยว่า "ซัมซุง"
กล้าหาญมากที่ตั้งราคาสูงกว่ามือถือทั่วไป
ทั้งที่ใช้แบรนด์ "ซัมซุง" แต่สุดท้าย "ซัมซุง" รุ่นนั้นก็ประสบความสำเร็จ

จากวันนั้นเป็นต้นมา "ซัมซุง" ก็ไม่ใช่ "ซัมซุง" ที่เราคุ้นเคย
เขาเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ไม่ผลิตสินค้าเกรดต่ำ ราคาถูกอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ตู้เย็น หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ
สินค้า "ซัมซุง" กลายเป็นสินค้าคุณภาพ ที่โชว์เหนือเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ
ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจาก "ลี กอน ฮี" ที่รับสืบทอดกิจการมาจากรุ่นพ่อ "ลี เบียง ชอล"
ผมพลิกหนังสือเล่มนี้แบบอ่านเล่น ไม่ได้อ่านจริงจัง แต่กลับพบเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ
เป็นคาถา "ซัมซุง ที่ "พ่อ" มอบให้กับ "ลูก"
วันที่ "ลี เบียง ชอล" ประกาศว่าผู้สืบทอดกิจการ "ซัมซุง" คือ "ลี กอน ฮี" บุตรชายคนที่ 3
เขาเรียกลูกชายมาที่ห้องทำงาน แล้วหยิบพู่กันจุ่มหมึกเขียนข้อความสั้นๆ

"จงรับฟัง"

นี่คือ คาถาข้อแรกของการเป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กรใหญ่ที่ "พ่อ" มอบให้กับ "ลูก"
"ลี เบียง ชอล" รู้ซึ้งถึงสัจธรรมของ "อำนาจ" ว่ายิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งรับฟังน้อยลง และเมื่อ "พูด" มากกว่า "ฟัง"
"ความรู้ใหม่" ก็ไม่เกิด
 

"ลาร์ลี่ คิง" นักพูดชื่อดัง เคยบอกว่า "เราไม่เคยฉลาดขึ้นจากการพูด" มีแต่การฟังเท่านั้นที่จะได้ "ความรู้" จากผู้อื่น
เขาจึงเตือน "ลี กอน ฮี" ตั้งแต่เริ่มต้นการเรียนรู้งานในตำแหน่ง "ประธาน"
ในวันที่ "ลี กวน ฮี" มีอำนาจเต็มใน "ซัมซุง" เขาจึงเป็นคนที่ได้รับคำชมอย่างมากว่าเป็น "ผู้ฟัง" ที่ดี
ทั้งที่ "ลี กวน ฮี" เป็นคนพูดเก่ง เขาสามารถบรรยายติดต่อกัน 3-4 ชั่วโมงได้อย่างสบาย
แต่ "จุดเด่น" ของเขากลับอยู่ที่การรับฟัง
ฟังเพื่อนนักธุรกิจ ฟังนักวิชาการ ฟังผู้บริหาร ฟังพนักงาน ฯลฯ
จากนั้นจึงเริ่มตั้งคำถาม
"ทำไม-ทำไม-ทำไม ฯลฯ" ว่ากันทุกปัญหา "ลี กวน ฮี" จะตั้งคำถามว่า "ทำไม" อย่างน้อย 6 คำถาม
คาถาเรื่อง "จงรับฟัง" นั้น ผมจำได้ว่า "กานต์  ตระกูลฮุน"
กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ "เอสซีจี" หรือ "ปูนซิเมนต์ไทย" เคยบอกว่า
ตอนที่จะเปลี่ยนองค์กร "เอสซีจี" สู่นวัตกรรม

เขาต้องเข้าอบรมหลักสูตรหนึ่ง
ชื่อว่า "การฟัง"
สอนให้รู้จักอดทนรับฟังความคิดเห็นของลูกน้องเพราะถ้าไม่มีท่าทีรับฟังก็จะไม่มีลูกน้องคนใด
กล้าเสนอความเห็นที่นอกกรอบและองค์กรนั้นก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง


คาถาบทที่สองที่ "ลี เบียง ชอล" มอบให้กับลูกชายผู้สืบทอดกิจการ ก็คือ "ไก่ไม้"  

"ไก่ไม้" คือ ไม้ที่แกะสลักเป็นตัวไก่
ในห้องนอนของเขาจะมี "ไก่ไม้" แขวนอยู่
"ไก่ไม้" นั้นมาจากนิทานเรื่องหนึ่งในหนังสือคำสอนของ "จวงจื่อ" ปราชญ์คนหนึ่งของจีน
คนเลี้ยงไก่ชนชื่อดังคนหนึ่ง ชื่อ "จี้ เซิง จื่อ" เป็นคนเลี้ยงไก่ชนให้กับ "โจว ซวน อ๋อง"
วันหนึ่ง "โจว ซวน อ๋อง" นำไก่ชนตัวหนึ่งมาให้เลี้ยง
ผ่านไป 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ก็ถามเขาว่า "ไก่ชนใช้ได้หรือยัง"
"ยังไม่ได้ เพราะมันยังเดินกร่างอยู่ ทะนงตน ท้าทายไปทั่ว" จี้ เซิง จื่อ ตอบ
ผ่านไปอีก 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ก็ถามด้วยคำถามเดิม
"ไก่ชนใช้ได้แล้วหรือยัง"
คำตอบของ "จี้ เซิง จื่อ" เหมือนเดิม คือ "ยัง"
แต่เหตุผลเปลี่ยนไป "ยังไม่ได้ ตอนนี้ไม่ท้าทายไก่ตัวอื่นแล้ว แต่มักจะโดดตีถ้าไก่ตัวอื่นเข้าใกล้"

อีก 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ถามอีก "ไก่ชนใช้ได้หรือยัง"
"ยังไม่ได้ ตอนนี้ไม่โดดตีแล้ว และลดความทระนงตนลงแต่สายตายังดุร้าย เหมือนพร้อมจะตีกับไก่ตัวอื่น"

อีก 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ถามด้วยคำถามเดิม
ครั้งนี้คำตอบมีพัฒนาการ
"จี เซิง จื่อ" ตอบว่าพอใช้ได้แล้ว เพราะเมื่อไก่ตัวอื่นขัน ก็ไม่แสดงอาการตอบ เป็นราวกับ "ไก่ไม้"
"เห็นไก่ตัวอื่นก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ ไก่ตัวอื่นเห็นก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เดินหนีไปหมด"

ครับ "ไก่ชน" ที่ดีนั้นไม่ใช่ "ไก่" ที่ตีเก่ง ฮึกเหิมห้าวหาญท้าทีท้าต่อยไปทั่ว แต่ "ไก่ชน" ที่ดีต้อง "นิ่ง" เป็น
สงบสยบเคลื่อนไหว รู้จักเก็บความรู้สึกของตนเอง แต่สามารถเปล่งประกายจนไก่ชนตัวอื่นยำเกรงชนะโดยไม่ต้องชน
ผู้บริหารที่ดีในความหมายของ "ลี เบียง ชอล" คือ ต้องใจเย็น สงบนิ่งในสถานการณ์ที่กดดันให้ได้
"นิ่ง" เหมือน "ไก่ไม้"

เขามอบ "ไก่ไม้" ให้ลูกชาย เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้รู้จัก "นิ่ง"

"จงรับฟัง" และ "ไก่ไม้" อาจไม่ใช่คาถาที่นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ "ซัมซุง"
แต่เป็นคาถาที่ "ลี กวน ฮี" ใช้ในการบริหารงานมาโดยตลอด
และนำพา "ซัมซุง" ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน
 


หัวข้อ: มติ ครม.๑๒ พ.ย.๒๕๕๕
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 พฤศจิกายน 2555, 00:28:09
 
10. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงมหาดไทย)
​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 23 ราย ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้
​1. นายวีระวัฒน์ ชื่นวาริน ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดมหาสารคาม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดอำนาจเจริญ
​2. นายสุวิทย์ สุบงกฎ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์
​3. นายชุมพร  แสงมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดลำพูน ให้ดำรงตำแหน่ง  ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดน่าน
​4. นายธงชัย ลืออดุลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดมุกดาหาร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดบึงกาฬ
​5. นายอภินันท์ จันทรังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดนครปฐม  ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดบุรีรัมย์
​6. นายชูชาติ กีฬาแปง รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดเชียงใหม่ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดพะเยา
​7. นายมณเฑียร ทองนิตย์ รองอธิบดี (นักบริหารต้น) กรมที่ดิน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดเพชรบุรี
​8. นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดสมุทรสาคร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดแพร่
​9. นายนพวัชร สิงห์ศักดา รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดอุดรธานี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดมหาสารคาม
​10. นายสกลสฤษฎ์ บุญประดิษฐ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดนครราชสีมา   ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดมุกดาหาร
​11. ว่าที่ร้อยตรี เชิดศักดิ์ จำปาเทศ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดกาญจนบุรี    ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดระนอง
​12. นายพินิจ หาญพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดเชียงราย  ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดลำพูน
​13. นายเหนือชาย จิระอภิรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดชุมพร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสตูล
​14. นายภัครธรณ์ เทียนไชย รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดชลบุรี  ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสระแก้ว
​15. นายสุรพล แสวงศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดราชบุรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสิงห์บุรี
​16. นางสุมิตรา ศรีสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสุโขทัย
​17. นายสุภัทร์ ศรีสุนทรพินิต รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดสุพรรณบุรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสุพรรณบุรี
​18. นายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ รองอธิบดี (นักบริหารต้น) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
​19. นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองสูง) จังหวัดอุตรดิตถ์
​20. นายพงศธร สัจจชลพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดกาญจนบุรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 
​21. นายประดิษฐ์ สุคนธสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดนราธิวาส ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 
​22. ว่าที่ร้อยตำรวจโท อาทิตย์ บุญญะโสภัต รองอธิบดี (นักบริหารต้น) กรมป้องกันและบรรเทา   สาธารณภัย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 
​23. นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองอธิบดี (นักบริหารต้น) กรมการพัฒนาชุมชน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 
​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 15 พฤศจิกายน 2555, 18:00:41
http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F12877611/F12877611.html
ถ้าสงสารเขาจริง ให้เขาได้หยุดขอทาน ให้เขาได้อยุ่กับพ่อแม่ ให้เขาได้เรียนหนังสือ ให้เขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเถอะ ขอร้อง!!!
(http://www.cmadong.com/imgup/pic5510/cmd121115-180155_360149.jpg)
พบเด็กขอทาน โทรมูลนิธิกระจกเงา
โทร 02-941-4194 ถึง 5 ต่อ 105


หัวข้อ: "จาตุรนต์ ฉายแสง" ชำแหละยุทธการ "ชนชั้นนำ" วางเกมรบ "ใน-นอก" สภา
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 21 พฤศจิกายน 2555, 19:05:18
"จาตุรนต์ ฉายแสง" ชำแหละยุทธการ "ชนชั้นนำ" วางเกมรบ "ใน-นอก" สภา
วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 10:00:23 น.

 สัมภาษณ์พิเศษ โดย พนัสชัย คงศิริขันต์     (มติชนรายวัน 21 พ.ย.2555)



 

"...อาจเป็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของกลุ่มที่เคลื่อนไหว แต่อาจจะยังไม่ใช่เฮือกสุดท้ายของชนชั้นนำหรือผู้ที่ไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยส่วนอื่นๆ..."

เมื่อฝ่ายค้านนำโดย "พรรคประชาธิปัตย์" (ปชป.) เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เปิด "เกมรบ" ในสภาระหว่างวันที่ 25-28 พฤศจิกายน

ขณะที่ "องค์การพิทักษ์สยาม" (อพส.) ซึ่งนำโดย "พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์" หรือ "เสธ.อ้าย" นัดชุมนุมใหญ่ตั้งเป้าเปิด "เกมรบ" นอกสภาเพื่อล้มรัฐบาลในวันที่ 24 พฤศจิกายน

"จาตุรนต์ ฉายแสง" อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ถึงยุทธศาสตร์การวางเกมรบ "ใน-นอก" สภาผ่าน "มติชน"

- ให้มองยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านวางเกมยื่นญัตติซักฟอกโดยพุ่งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรี ทั้งที่คาดว่าจะเน้นไปที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในโครงการจำนำข้าว

เวลาผ่านมา 1 ปีกว่า ฝ่ายค้านคงพุ่งเป้าไปที่นายกฯ อภิปรายคนอื่นบ้างเท่าที่มีข้อมูลชัดเจนเพียงพอ ในกรณีจำนำข้าว เท่าที่ผ่านมาเห็นฝ่ายค้านถือเป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาเชิงนโยบาย และต้องการจี้มาที่นายกฯ ซึ่งมีทั้งเป็นจุดอ่อนและจุดแข็ง มีทั้งข้อดีและข้อเสียของฝ่ายค้าน คือจะได้พยายามชี้ให้เห็นปัญหานายกฯ แต่เรื่องทุจริตก็ยากที่จะถึงนายกฯ แม้ตั้งใจพุ่งเป้าไปที่นายกฯแต่อาจไปไม่ถึง ฝ่ายค้านอาจชั่งน้ำหนักมาแล้วทำให้เห็นได้ว่างานนี้เขาพุ่งเป้าที่นายกฯเต็มๆ

- การที่นายกฯไม่ค่อยได้ตอบกระทู้ในสภา หากนายกฯเข้าสภาเพื่อชี้แจงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นอุปสรรคหรือไม่

ผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คือนายกฯเป็นนายกฯมา 1 ปีกว่า ก็มีประสบการณ์ในการทำงานและบริหารเต็มที่และรู้ว่างานไหนไปถึงไหน ดังนั้น ข้อมูลจากกระทรวง จากเจ้าหน้าที่มาให้ก็เพียงพอที่จะชี้แจง ส่วนเรื่องที่เป็นภาระรับผิดชอบรัฐมนตรีโดยตรง รัฐมนตรีสามารถชี้แจงได้ บางเรื่องเป็นความรับผิดชอบของนายกฯโดยตรงแล้วฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปราย จะให้นายกฯตอบแทนรัฐมนตรีก็คงไม่ได้ ต้องให้รัฐมนตรีขึ้นมาตอบตามสิทธิข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ดังนั้น รัฐมนตรีตอบในส่วนตนเองรับผิดชอบ หรือตอบในลักษณะนโยบายหรือผลงานโดยรวม ผมคิดว่าถ้านายกฯชี้แจงตามข้อเท็จจริงและความเข้าใจไม่น่าจะเป็นปัญหา การที่ไม่ค่อยได้โต้ตอบกับฝ่ายค้าน ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะว่าการชี้แจงของรัฐบาลคงไม่ใช่การโต้ตอบแค่คำต่อคำกับฝ่ายค้าน ถนัดเรื่องอะไรก็ชี้แจงไปในเรื่องนั้น แต่พรรคประชาธิปัตย์จะมีแทคติคอย่างไร เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เหมือนกัน

- ฝ่ายค้านจะโจมตีนายกฯเรื่องใดพิเศษในสภา

ผมคิดว่า 2 ส่วน 1.จำนำข้าว และ 2.เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น

- หากฝ่ายค้านพาดพิงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะพี่ชายของนายกฯจะรับมืออย่างไร

เรื่องแบบนี้เจอมากันจนชินแล้ว ผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วง ถ้าหากเป็นไปตามข้อบังคับใครมีหน้าที่ชี้แจงก็ชี้แจง

- นายกฯจะเป็นจุดอ่อนให้ตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายค้านหรือไม่

ผมคิดว่าไม่ใช่จุดอ่อน ถ้าให้คาดการณ์การอภิปราย กล่าวหากับการแก้ข้อกล่าวหาจะเหมือนเพลงคนละเพลงกัน คงไม่ได้เห็นโต้ตอบคำต่อคำ แต่ว่าในการตอบผมเชื่อว่าเราจะเห็นการให้ข้อเท็จจริงกับการอธิบายนโยบาย และส่วนที่เป็นประเด็นเฉพาะมากๆ ที่เป็นจุดที่จะเอาให้ตายไม่น่าจะถึงนายกรัฐมนตรี

- แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มีปัจจัยภายนอกมาผสมโรงโดยกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มรัฐบาล

การชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามมีขึ้นในวันที่ 24 พฤศจิกายน ขณะที่อภิปรายไม่ไว้วางใจมีในวันที่ 25 พฤศจิกายน คาดการณ์ได้ว่าจะมีความพยายามโยง 2 เรื่องเข้าด้วยกัน เช่นว่า เมื่ออภิปรายไปแล้ว ก็สรุปเองว่าฝ่ายรัฐบาลตอบไม่ได้ แต่ยกมือแล้วชนะเป็นเผด็จการรัฐสภา ดังนั้น ต้องอาศัยการชุมนุมของประชาชนล้มรัฐบาลอาจเกิดขึ้นได้ จริงๆ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายค้านจะตรวจสอบรัฐบาลได้ดีที่สุด ช่วยรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติได้มากที่สุด การยกมือแน่นอนมีทั้งได้เสียงครบและไม่ครบ แต่จะมีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลทันทีหรือไม่ แต่ผลทางการเมืองมีได้ ถ้าหากว่าการอภิปรายมีน้ำหนัก ดังนั้น การเอาเรื่องอภิปรายไปโยงการชุมนุมนอกสภา จริงๆ แล้วจะทำให้ความน่าเชื่อถือการอภิปรายไม่ไว้วางใจลดน้อยลงไปด้วยซ้ำ ทำให้เหมือนว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การตรวจสอบรัฐบาลแต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมที่จะร่วมกันล้มรัฐบาล

- ประเมินสถานการณ์จะเลวร้ายหรือไม่ เพราะในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 หรือแม้แต่การคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ปรองดองหน้ารัฐสภา

ถ้าขัดขวางไม่ให้มีการอภิปรายหรือลงมติ ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อฝ่ายค้านและฝ่ายผู้ชุมนุม ไม่ใช่เป็นภาระของรัฐบาล หากอภิปรายไม่ได้ คนไม่อาจเข้าไปประชุมได้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะโทษรัฐบาลได้ ดังนั้น ผมยังไม่เห็นว่าจะเกิดการชุมนุมไปขัดขวางการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการลงมติ แต่ถ้าอภิปรายหรือการลงมติแล้วมีการปลุกความไม่พอใจขึ้นมาแล้วกระทำการรุนแรงหรือผิดกฎหมายมากๆ ก็อาจจะเกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองได้

- พรรคเพื่อไทยจะเพลี่ยงพล้ำเหมือนรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์หรือไม่

กรณี 2 รัฐบาลไม่ใช่เพลี่ยงพล้ำหรือผิดพลาดของ 2 รัฐบาล และ 2 อดีตนายกฯ แต่เป็นเรื่องของการใช้รัฐธรรมนูญและกลไกตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติรัฐ จัดการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวขององค์การพิทักษ์สยามและพวกไม่น่าเข้มข้นดุเดือดและมีคนร่วมมากเป็นเวลานานได้เท่ากลุ่มพันธมิตร ถ้าจะล้มรัฐบาลจริงก็ต้องใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ กรณีจะยุบพรรคเพื่อไทยยังไม่มีกรณีที่จ่ออยู่รอการตัดสิน กรณีจะจัดการนายกฯยังไม่เห็นประเด็นอะไรถูกยกขึ้นมาอย่างชัดเจน ถึงแม้เขาจัดการได้ใช้เวลาอีกหน่อย ไม่มีทางบรรลุวัตถุประสงค์ที่เขาต้องการจริงๆ คือการทำให้พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลอย่างมั่นคงยังไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ถึงจะจัดการโดยไม่เป็นตามหลักนิติธรรมเลยได้สำเร็จ นายกฯคนต่อไปยังเป็น ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย แต่ถ้าทำอย่างนั้นกันจริงๆ ความเสียหายทางการเมืองโดยเฉพาะความเสียหายต่อความชอบธรรมจะเกิดขึ้นอย่างมาก ต่อฝ่ายที่จัดการคือฝ่ายชนชั้นนำที่มาใช้การเคลื่อนไหวในสภาและนอกสภา และกลไกตามรัฐธรรมนูญ เพื่อจะจัดการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เขาจะต้องเสียต้นทุนไปอีกมาก ต้นทุนที่เสียไปมากแล้วก็อาจจะเสียจนเกือบไม่เหลืออะไร

ดังนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถ้าสมมุติเขาสำเร็จในระยะสั้น เขาก็จะแพ้และล้มเหลวในระยะยาว แต่แนวโน้มโอกาสจะสำเร็จระยะสั้นไม่น่าจะสูง เพียงแต่ความเสียหายเขาอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศได้มาก การจะฟื้นการเคลื่อนไหวแบบนี้ขึ้นมาอีกจะทำได้ยากมาก เพราะทั่วทั้งสังคมจะเรียนรู้ว่ามันก็เป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของพวกนี้

- เป็นเกมชี้วัดสงครามครั้งสุดท้ายของชนชั้นนำหรือไม่

เกือบจะพูดอย่างนั้น คงไม่ใช่สุดท้าย เพราะว่ากลุ่มพันธมิตรก็ยังไม่ได้ร่วม ชนชั้นนำด้วยอาจร่วมเพียงบางส่วน ไม่ร่วมเพียงบางส่วน รัฐธรรมนูญและกลไกตามรัฐธรรมนูญก็ยังอยู่ ครั้งนี้ไม่สำเร็จก็ยังมีครั้งต่อไปในรูปแบบต่อไปก็ยังมีอีกได้ ตราบใดที่ประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตย และยังมีการสู้กัน สวนทางกันของสองกระแสที่ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยกระแสหนึ่ง กับอีกกระแสต้องการดึงให้ประเทศถอยหลังไม่เชื่อถือระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนปกครองบ้านเมือง ไม่เชื่อถือรัฐสภา เป็นสองกระแสที่สวนทางกลาง เหมือนยังชักกะเย่อกัน

- ถ้าเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของกลุ่มผู้ชุมนุมและชนชั้นนำบางส่วนแล้วทำไมถึงยังวางบันไดขั้นที่จะไปนำไปสู่เหตุการณ์ก่อน 19 กันยายน 2549 ทั้งที่อาจเกิดความเสียมากกว่าทุกครั้ง

มันอาจเป็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของกลุ่มที่เคลื่อนไหว แต่อาจจะยังไม่ใช่เฮือกสุดท้ายของชนชั้นนำหรือผู้ที่ไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยส่วนอื่นๆ ถ้าจะถามว่าทำไมเขายังเคลื่อนไหวกันแบบนี้ ผมคิดว่าคำอธิบายน่าจะอยู่ในแบบที่ว่าการเคลื่อนไหวของพวกที่ไม่เชื่อระบอบประชาธิปไตย มีเรื่องที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลเรื่องลี้ลับซับซ้อนปนอยู่ด้วย ซึ่งบางทีเราคาดไม่ถูก แต่การที่เขาใช้เหตุข้ออ้างที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ทำให้การเคลื่อนไหวลดความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือลงอย่างมาก การเคลื่อนไหวแบบนี้ถ้าจะประสบความสำเร็จได้บ้างก็จะเกิดจากความมุทะลุบ้าบิ่น บ้าเลือด แต่สังคมไทยอยู่ในขั้นที่กำลังจะพัฒนาไป ภูมิภาคและของโลก ไม่อาจปล่อยให้การเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล มาดึงประเทศถอยหลังอย่างที่เขาจะคิดกันอีกแล้ว

- เงื่อนไขยึดอำนาจเพื่อล้มรัฐบาลยังมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่

ถ้าเราวิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผลเป็นไปได้ยากมาก เพราะจะถูกต่อต้านและไม่สำเร็จ ดังนั้น สิ่งสำคัญมากถ้าเราหลีกเลี่ยงความเสียหาย นอกจากการเตรียมมาตรการต่างๆ รับมือให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ที่สำคัญกว่าคือการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทุกฝ่ายให้มากที่สุด ถ้าหากเราทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจได้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในระยะยาว ผมคิดว่าการเคลื่อนไหววันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ จะมีพลังและคนลดน้อยถอยลงอย่างมาก

- ตกลงเกมในหรือนอกสภาอะไรน่าห่วงมาก

ถ้าดูตามเหตุตามผลมองแบบเคารพกฎกติกา คิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องให้ความสำคัญ แต่ให้ความสำคัญทั้ง 2 เรื่อง แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจส่งผลสะเทือนได้มากกว่าการเคลื่อนไหวนอกสภา แต่การเคลื่อนไหวนอกสภาจะทำความเสียหายให้กับประเทศชาติได้มากกว่า

ที่มา: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1353464933&grpid=01&catid=01&subcatid=0100


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 30 พฤศจิกายน 2555, 18:42:55


ผลว่ายังไงคะพี่ป๋า เรื่องข้างบนน่ะ
นี่ข้าวหอมไทยกระสอบละ 37 €
เดิม 32 € ก็ว่าแพงแล้ว!
ถามทางร้านเวียตนามเค้าบอกเค้าก็ไม่รู้
เลยซื้อข้าวกัมพูชาค่ะ..jasmin riceจาก
กัมปูเจี๋ย..31 €

ตกลงว่าใครตุนข้าวหอม?


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 01 ธันวาคม 2555, 23:40:00
อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุดและต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่

 
updated: 27 พ.ย. 2555 เวลา 02:26:47 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สถิติ อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุดและต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่ จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยข้อมูล 4 อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุด และ 5 อาชีพที่ได้เงินเดือนต่ำสุด ของ นักศึกษาจบใหม่


อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุดและต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่

5 อันดับ อาชีพที่ได้เงินเดือนต่ำสุด ของ ” กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ ” ได้แก่

    อันดับที่ 5 นักโภชนาการ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 11,361 บาท
    อันดับที่ 4 นักบัญชี การเงิน เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 10,174 บาท
    อันดับที่ 3 นักทรัพยากรบุคคล เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 10,115 บาท
    อันดับที่ 2 นักประชาสัมพันธ์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 9,719 บาท
    อันดับที่ 1 เจ้าหน้าที่ธุรการ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 9,311 บาท

4 อันดับ อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุด ของ ” กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ ” ได่แก่

    อันดับที่ 4 สถาปนิก เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 15,756 บาท
    อันดับที่ 3 เภสัชกร เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 17,389 บาท
    อันดับที่ 2 ทันตแพทย์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 48,359 บาท
    อันดับที่ 1 แพทย์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 51,285 บาท

ข้อมูล : สำนักสถิติแห่งชาติ

เรียบเรียง  :  http://www.facebook.com/infographic.thailand


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 01 ธันวาคม 2555, 23:57:15
เบื้องหลังลีลาศึก 2 เวชชาชีวะ ปั้น "ยิ่งลักษณ์" ซีอีโอประเทศ

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:49 น.

 
สงครามอภิปรายไม่ไว้วางใจ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี พ่วงรัฐมนตรีอีก 3 คน ทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย ผ่านพ้นไปด้วยจำนวนมือที่มีมากกว่าของฝ่ายรัฐบาล

เพราะมีมือที่มองเห็นของพรรคฝ่ายค้านอย่างภูมิใจไทย (ภท.) มัดจำไว้วางใจล่วงหน้าถึง 31 เสียง

เป็นไปตามการคาดการณ์ของ "จาตุรนต์ ฉายแสง" แกนนำระดับมันสมองของทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่ประเมินไว้ว่าฝ่ายค้านไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ถนัดมือ

แต่กว่าจะถึงวันลงมติ ฝ่ายเพื่อไทยก็เตรียมตัวรับฝ่ายค้านแบบเต็มอัตราศึก ผ่านสงครามตัวแทนของ 2 คนในตระกูล "เวชชาชีวะ" ที่อยู่คนละขั้ว คนละข้าง ทางการเมือง

หาก "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" ประธานวิป หัวหอกของฝ่ายค้าน คือตัวแทนของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในฝ่ายรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็คือหัวกระบวนที่ต้องตอบโต้ด้วยเครื่องมือทางความคิดที่ผลิตจาก "สุรนันทน์ เวชชาชีวะ" และทีมงาน

ศูนย์บัญชาการใหญ่ในห้องเลขาธิการนายกฯ อาคารรัฐสภา ชั้น 2 มี 2 แม่ทัพประจำการเขียนสคริปต์ตามวาระทาง การเมืองที่ถูกพาดพิงถึงนายกรัฐมนตรี

คนแรกคือ "วราเทพ รัตนากร" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเขียนคำอธิบายความด้านแนวทางบริหารนโยบาย การบริหารจัดการในฐานะผู้นำรัฐบาล ส่วนแม่ทัพคนที่ 2 คือ "สุรนันทน์ เวชชาชีวะ" เลขาธิการนายกฯ รับผิดชอบตอบโต้ประเด็นทางการเมือง

ทั้ง 2 กุนซือไขข้อสงสัย เหตุใดนายกรัฐมนตรีต้องอภิปรายด้วย organization chart โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะต้องการให้ประชาชนเห็นภาพว่าการบริหารของเพื่อไทย ยกให้นายกรัฐมนตรีเป็นเหมือน "ซีอีโอ" ใหญ่ ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติการ

คำชี้แจงในสคริปต์จึงจงใจแสดงให้ภาพการบริหารและอำนาจในการสั่งการ ผ่านระดับปฏิบัติการของรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการ

คีย์เวิร์ดคำอธิบายจากฝ่ายรัฐบาลจึงให้ทุกคนกล่าวว่า "ฝ่ายปฏิบัติการย่อมสื่อสารได้ละเอียดกว่าผู้มอบนโยบาย"

ขณะที่ฝ่ายค้าน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" ประธานวิปฝ่ายค้าน ประเมินผลงานว่าการอภิปรายที่ผ่านมาน่าพอใจ และกระบวนการจัดญัตติอภิปรายที่ลับที่สุด เป็นกลไกสำคัญทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องอยู่ในสถานะตั้งรับทำให้ตลอด 3 วัน ทุกก้าวเดินในเกมอภิปรายจึงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จึงเห็นภาพทั้ง "อภิสิทธิ์-จุรินทร์" ไม่จำเป็นต้องออกไปบัญชาเกมนอกห้องเหมือนครั้งก่อน

นอกจากการซักฟอกในสภา ฝ่ายค้านเตรียมแผนคู่ขนาน ขนทีมข้อมูล ทีมงานโซเชียลเน็ตเวิร์กอีกหลายสิบชีวิต เพื่อเผยแพร่ข่าวสารต่อทันทีในโลกออนไลน์ ทันทีที่ ส.ส.ในพรรคอภิปรายจบ

ทั้ง "ทวิตเตอร์-เฟซบุ๊ก" จึงเป็นช่องทางหลักในการชี้แจงข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบอย่างละเอียดยิบทั้งภาพและตัวอักษร

ส่วนการเตรียมตัวของบรรดา "ขุนพล" ซุ่มเก็บข้อมูลทั้งในทางลับและเปิดเผยรวบรวมหมัดน็อกเรื่อง "นโยบายจำนำข้าว"

ทางเปิดเผย-ฝ่ายค้านมีการขอข้อมูล อาศัยกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นโควตาฝ่ายค้านในการรวบรวมเอกสารสำคัญจากรัฐบาล และรวบรวมปากคำจากนักธุรกิจค้าข้าว แม้หน่วยงานภาครัฐไม่ยอมร่วมมือมาให้ปากคำ จนถึงขั้นใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ดึงตัวข้าราชการระดับ "บิ๊ก" มาให้ข้อมูล แต่ก็ถูกฝ่าย ส.ส.พรรคเพื่อไทยโดดร่มทำให้องค์ประชุมไม่ครบ จึงไม่สามารถใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกได้

แต่ในทางลับ-มีการใช้คอนเน็กชั่นทั้งฝ่ายราชการกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สถาบันการเงิน ช่วยตามแกะรอยที่มาที่ไปถึงกระบวนการค้าขายข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนพบเงื่อนงำการซื้อขายข้าวระบบรัฐต่อรัฐ หรือ "จีทูจี" ที่โยงใยไปถึงบริษัทเอกชนที่รับซื้อข้าวของรัฐ มี "เสี่ย ป." ที่อ้างว่าเป็นบุคคลใกล้ชิด "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

ความเคลื่อนไหวในทางการเมือง-ภาคต่อจากการตรวจสอบในสภา ฉากต่อไปพรรคประชาธิปัตย์จะขยายแผล นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพราะฝ่ายค้าน-รัฐบาลต่างฝ่ายต่างประเมินตัวเองอยู่ในแดนบวก ได้แต้มต่อ

"ประชาชาติธุรกิจ" ส่งข้อสอบอภิปรายให้นักวิชาการร่วมวงประเมิน "ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของเว็บไซต์เครือข่ายข้อมูลทางการเมืองไทย ประเมินว่า

"ฝ่ายค้านทำการบ้านมาดี การเก็บข้อมูลค่อนข้างใช้ได้ ทำให้เห็นถึงการทุจริตโครงการจำนำข้าว โดยเฉพาะการแปลงร่างของบริษัทเพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ซึ่งเป็นของคนเจ้าเดิม ๆ ที่ถูกจับทุจริตในปี 2546-2547 มาเป็นบริษัทสยามอินดิก้า ชี้ให้เห็นว่าเกิดขบวนการแสวงหาผลประโยชน์จากนโยบายจำนำข้าว"

"ส่วนฝ่ายรัฐบาลตอบคำถามไม่ชัดเจนเลยไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์"

"อ.จรัส" บอกว่า น้ำหนักพยานหลักฐานของรัฐบาลที่นำมาตอบโต้ฝ่ายค้านไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่เขากลับเชื่อถือข้อมูลฝ่ายค้านมากกว่า "ข้อมูลที่ของฝ่ายรัฐบาลที่นำมาโต้แย้งนั้นไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร

แต่ผมไม่ได้เชื่อข้อมูลของฝ่ายค้านว่าจะถูกต้องหรือไม่ แต่ในอดีตสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ไปวิจัยนโยบายจำนำข้าวในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งผลวิจัยดังกล่าวเปิดเผย ออกมาให้เห็นถึงตัวแสดงต่างๆ ที่ทุจริตรับผลประโยชน์ในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งไม่แตกต่างจากตัวละครที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผย ข้อกล่าวหาที่ระบุว่าเป็นการฟอกเงินก็น่าจะเชื่อถือได้"

"ผมฟังการอภิปรายอย่างเป็นกลาง คิดว่ารัฐบาลควรต้องทบทวนนโยบายจำนำข้าว หากยังใช้นโยบายเดิมต่อไปก็จะเกิดความเสียหาย หากรัฐบาลยังขยายนโยบายไปอีกในปีต่อโดยที่ไม่ฟังเสียงท้วงติง ก็ไม่น่าจะเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ดี"

เมื่อเสียงข้างน้อยของฝ่ายค้านไม่สามารถชนะเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลได้ ผลกระทบจากการอภิปรายที่ทำให้รัฐบาลต้องไปขบคิดมีหรือไม่ "อ.จรัส" ให้คำตอบว่า

"ผลกระทบจากการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจโครงการรับจำนำข้าว อาจไม่ทำให้รัฐบาลปรับ ครม. แต่สามารถหาแพะมาฆ่าเพื่อรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ แต่ถึงจะมีการปรับ ครม.ก็ไม่ได้ลดความเสียหาย เพราะเครือข่ายการทุจริตไม่อยู่ที่ตัวรัฐมนตรี แต่อยู่ที่ตัวนโยบายที่ออกแบบมาให้เอื้อประโยชน์กับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง"

เขาบอกว่า มี 2 หน่วยงานที่จะหยุดการขับเคลื่อนโครงการรับจำนำข้าวได้ คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) "แม้รัฐบาลจะได้เสียงข้างมากยกมือสนับสนุนให้ทำหน้าที่ต่อ สามารถเดินหน้าโครงการจำนำข้าวต่อไปได้ แต่ก็มีมาตรการในระบบที่จะหยุดการทุจริตคอร์รัปชั่น คือ ป.ป.ช. ขณะเดียวกัน คตง.ก็มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยตรวจสอบเรื่องเกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และงบประมาณ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 253"

"แต่ถ้า ป.ป.ช. และ คตง.ไม่สามารถหยุดได้ก็ต้องปล่อยไป เชื่อว่าประเทศก็คงล่มจมในที่สุด มีตัวอย่างแล้วว่าประเทศประชาธิปไตยก็สามารถล่มจมได้ เช่น สหรัฐอเมริกา กรีซ ขณะนี้ประชาชนกรีซก็นำสิ่งของที่ตนเก็บสะสมไว้มาขายข้างถนนแล้ว"

เกมการเมืองส่งท้ายวาระประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป 2555 ยังไม่จบ ต้องติดตามคดีต่อเนื่อง ที่ไปบรรจุวาระที่เครือข่ายองค์กรอิสระ

และทั้งสองฝ่ายจะกลับมาดวลเรื่อง "แก้ไขรัฐธรรมนูญ" กันอีกครั้งในสมัยประชุมนิติบัญญัติ 21 ธันวาคม 2555

 

(ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3-5 ธันวาคม 2555)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354347810&grpid=01&catid=01&subcatid=0100


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 02 ธันวาคม 2555, 00:01:43
พิศณุ นิลกลัด : เหตุผลที่นักกีฬาเศรษฐีหมดตัว

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 15:00:44 น.

   

คลุกวงใน  (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ30พ.ย.-6ธ.ค.55)

 


ผมพากย์มวยชิงแชมป์โลกให้ทีวีช่อง 7 มาตั้งแต่ปี 2530 ทำให้มีโอกาสอ่านเรื่องราวของนักมวยเอกของโลกตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างเยอะ

อ่านทั้งประวัติครอบครัว ประวัติชีวิต ความฝัน ความมุ่งมั่น ความสำเร็จ รวมถึงความล้มเหลวของนักมวยระดับสุดยอดของโลกในแต่ละยุค

การได้อ่านมาก ได้พากย์บ่อย ทำให้เกิดความสนิทสนมรักใคร่โดยที่ไม่เคยพบหน้ารู้จักกัน

ผมไม่เคยไม่ชอบนักมวยที่พากย์แม้แต่คนเดียว มีแต่ชอบมากหรือชอบน้อย

นักมวยบางคนผมพากย์บ่นบ้าง เขียนติบ้างก็ไม่ใช่เพราะเกลียด

บ่น-ติเพราะไม่ถูกใจหรือเห็นว่าเขาทำไม่ถูกมากกว่า

ก็เพราะความ "สนิทสนมรักใคร่" เพราะเห็นกันมานานนี่แหละ เวลาได้ยินข่าวนักกีฬาตกอับหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะดำเนินชีวิตผิดพลาด ผมรู้สึกเศร้าใจทุกครั้ง



เฮกเตอร์ คาร์มาโช อดีตนักมวยชาวเปอร์โตริกัน แชมป์โลก 3 สถาบันรุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวต ไลต์เวต และ ไลต์เวลเตอร์เวต ช่วงปี 1983-1991 เพิ่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ขณะอายุ 50 ปี

คามาโชถูกยิงที่ใบหน้าเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน บาดเจ็บสาหัสและมีชีวิตอยู่ด้วยเครื่องช่วยหายใจ หลังจากครอบครัวตัดสินใจให้ถอดเครื่องช่วยหายใจออก คามาโชก็สิ้นลม

ตอนนี้ยังจับตัวมือปืนไม่ได้ ตำรวจสันนิษฐานว่าการฆาตกรรมมีสาเหตุเกี่ยวพันกับยาเสพติด เพราะในรถยนต์ที่คามาโชนั่งด้านข้างคนขับขณะถูกยิง พบโคเคนอยู่หลายถุง

สมัยเป็นแชมป์โลก คามาโชใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือย เสื้อคลุมขณะเดินขึ้นเวทีและกางเกงชกมวยปักเลื่อมสั่งทำพิเศษของเขานั้น ราคาประมาณ 8,000 ดอลลาร์ หรือ 320,000 บาท

ค่าตัวสูงที่สุดในอาชีพนักมวยของคามาโช คือ 3 ล้านดอลลาร์ตอนชกกับ ออสการ์ เดอ ลา โฮยา ในปี 1997 ซึ่งคามาโชแพ้คะแนนอย่างเอกฉันท์

คามาโชเคยมีเงินมหาศาล แต่หมดตัวเพราะติดยาเสพติดและบริหารจัดการไม่เป็น เขาขาดเงินถึงขั้นตัดสินใจปล้นร้านคอมพิวเตอร์และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปี แต่ศาลลดโทษเหลือแค่รอลงอาญาด้วยเห็นว่าก่อเหตุปล้นขณะอยู่ในอาการเมายาเสพติด

แต่ไม่กี่วันให้หลังเขาทำผิดเงื่อนไขรอลงอาญา เลยถูกส่งเข้าคุก 2 สัปดาห์



คามาโชไม่ใช่นักกีฬาคนแรกและคนสุดท้ายที่ชีวิตจบลงอย่างน่าเศร้าหลังหมดยุครุ่งเรือง

เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ช่องกีฬา ESPN ได้เสนอสารคดีเรื่อง Broke หรือ ถังแตก แสดงเรื่องราวน่าสนใจของนักกีฬาที่เคยร่ำรวยมหาศาล แต่ปัจจุบันสิ้นเนื้อประดาตัว

จากสถิติพบว่า นักบาสเกตบอล NBA จำนวน 60 เปอร์เซ็นต์ หมดตัวหลังจากเลิกเล่นได้ 5 ปีทั้งๆ ที่โดยเฉลี่ย นักบาสเกตบอล ได้เงินฤดูกาลละ 5.15 ล้านดอลลาร์ หรือ 155 ล้านบาท

ส่วนนักอเมริกันฟุตบอล NFL จำนวน 78 เปอร์เซ็นต์หมดตัวหลังจากเลิกแข่งเพียง 2 ปี

โดยเฉลี่ย นักอเมริกันฟุตบอล NFL ได้ค่าตัวฤดูกาลแข่งขันละ 1.1 ล้านดอลลาร์ หรือ 33 ล้านบาท

"สูตรสำเร็จ" แห่งความล้มเหลวของนักกีฬาอาชีพ คือ ซื้อบ้านหลายหลัง ซื้อรถราคาแพงมากหลายคัน ซื้อเครื่องเพชรเต็มตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬาแอฟริกันอเมริกัน เครื่องเพชรชิ้นโตหรือที่มีศัพท์แสลงเรียกสั้นๆ ว่า บลิง (Bling) เป็นเครื่องแสดงสถานภาพของนักกีฬา

นักกีฬาในทีมเดียวกันก็แข่งกันเองว่าใครมีเพชรเม็ดโตกว่ากัน ลานจอดรถของทีมจึงกลายเป็นลานประชันความฟู่ฟ่าว่ารถใครราคาแพงกว่ากัน



ถามว่า นักอเมริกันฟุตบอล NFL กับนักกีฬา NBA ใครขี้อวดกว่ากัน คำตอบก็คือ นักอเมริกันฟุตบอล

เหตุผลก็เพราะนักอเมริกันฟุตบอลมีอาการที่คนตั้งชื่อล้อเลียนว่า Helmet Syndrome เนื่องจากขณะที่กำลังแข่งขันอยู่ในสนาม นักอเมริกันฟุตบอลต้องสวมหมวกกันน็อก เวลาถ่ายทอดโทรทัศน์ ผู้ชมก็ไม่ค่อยคุ้นหรือไม่เคยเห็นหน้ายกเว้นแต่นักกีฬาคนดังๆ พอเวลาอยู่นอกสนามจึงต้องอวดรวยเต็มที่เพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นที่สนใจ ไปไหนมาไหนต้องมีผู้ติดตามเป็นสิบๆ คน

หลังเลิกราจากการเป็นนักกีฬาอาชีพในวัยเพียง 30 ต้นๆ นักกีฬาเหล่านี้ก็บริหารจัดการเงินไม่เป็นเพราะร่ำรวยภายในเวลาพริบตาขณะอายุ 20 กว่าๆ มีทั้งลงทุนผิดพลาด ผู้จัดการส่วนตัวที่จ้างให้มาดูแลทรัพย์สินโกง

นักกีฬาที่หมดตัวทุกคนเคยคิดเหมือนกันหมดว่าเรื่องอย่างนี้ไม่มีวันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 03 ธันวาคม 2555, 09:07:13

ขอบคุณสำหรับข้อมูลและแง่คิดครับป๋า


หัวข้อ: ภัยร้ายจากการใช้บัตรประชาชน
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 08 ธันวาคม 2555, 00:00:45
ภัยร้ายจากการใช้บัตรประชาชน
 

เพราะทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะทำธุรกรรมอะไร ก็จะต้องใช้บัตรประชาชน การเซ็นสำเนาถูกต้อง เพื่อแสดงตัวตนของเรา จึงขอนำเอาวิธีการเซ็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ถูกต้องมาฝาก เพราะไม่ควรประมาทและเพื่อป้องกันตัวเราเองจากกลุ่มมิจฉาชีพในโลกยุคปัจจุบันกันครับ

1. การเซ็นสำเนาถูกต้อง บางคนอาจจะมีวิธีที่แตกต่างกัน เพราะบางคนอาจจะขีดเส้นขนาน แล้วเขียน "สำเนาถูกต้อง" แต่จะมีเส้นหรือไม่มีเส้นขีด ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น

2. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเซ็นรับรองสำเนา ทุกครั้งหลังจากเซ็นรับรองแล้ว ต้องเขียนรายละเอียดกำกับด้วยว่า ใช้เพื่ออะไร เช่น ใช้เพื่อสมัครงานเท่านั้น ใช้เพื่อเปิดบัญชีธนาคารเท่านั้น

3. นอกจากจะเซ็นกำกับรายละเอียดแล้ว สิ่งที่ควรเขียนลงบนสำเนาคือ วัน เดือน ปี เพื่อเป็นการกำหนดอายุการใช้งานของสำเนาเราได้อีกด้วย

4. ต้องเขียนข้อความทั้งหมด ลงบนสำเนา ส่วนที่เป็นบัตรประชาชน หรือ บนเอกสารสำคัญอื่นๆ

5. และที่สำคัญต้องใช้ปากกาหมึกสีดำเท่านั้น เพราะเครื่องถ่ายเอกสารบางชนิด สามารถถ่ายเอกสาร โดยดึงหมึกสีน้ำเงินออก ให้เหลือแต่ข้อความบนบัตรประชาชนได้

สำหรับหลักการทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นวิธีการเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง และเป็นเทคนิคในการป้องกันตัวเองจากกลุ่มมิจฉาชีพได้อีกด้วยนะครับ

ข้อมูลจากเพจ KBank_SME


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 17 ธันวาคม 2555, 21:48:50
(http://www.cmadong.com/picup/201212/5488113557557074769107666.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 18 ธันวาคม 2555, 00:21:18
ความรู้รอบตัว
เรื่องสั้น ให้แง่คิด "คนแจวเรือ กับ หนุ่มนักเีรียนนอก"


เด็กหนุ่มคนหนึ่ง เรียนเก่งมาก ได้ทุนไปเรียนอเมริกาตั้งแต่เด็กจนจบด็อกเตอร์ จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน บ้านของเด็กหนุ่ม อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ ต้องนั่งเรือแจวข้ามไป ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง และได้เอ่ยปากถามลุงคนแจวเรือ ด้วยท่าทีเย้ยหยัน “เรือที่ติดเครื่องยนต์ไม่มีเหรอ ลุง? ”

“ไม่มีหรอกหลาน ที่นี่มันบ้านนอก มันห่างไกลความเจริญมีแต่เรือแจว” ลุงแจวเรือตอบ

“เหอะ...ล้าสมัยมากเลยนะลุง โบราณมาก ที่อเมริกาเขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก ไปส่งผมฝั่งโน้น เอาเท่าไหร่ลุง ?” หนุ่มนักเรียนนอกถามต่อ

“80 บาท”
“OK…ไปเลยลุง”

ในขณะที่ลุงแจวเรือ หนุ่มนักเรียนนอกก็เล่าเรื่องความทันสมัย ความก้าวหน้า ความศิวิไลช์ ของอเมริกาให้ลุงฟัง “เมืองไทย...เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้วล้าสมัยมาก ไม่รู้คนไทยอยู่กันได้ยังไง? ทำไมไม่พัฒนา ทำไมไม่ทำตามเขาเลียนแบบเขาให้ทัน? ลุง...ลุงใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นไหม? ”

ลุงแจวเรือ : “ลุงไม่รู้หรอก...ใช้ไม่เป็น”
หนุ่มนักเรียนนอก : “โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ ชีวิตลุงหายไปแล้ว 25%”

หนุ่มนักเรียนนอกถามต่อ “แล้วลุงรู้ไหมว่า เศรษฐกิจของโลกตอนนี้เป็นยังไง? ”

“ลุงไม่รู้หรอก” ลุงแจวเรือตอบ

“โธ่ๆๆๆๆ...ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ ชีวิตของลุงหายไป 50%” นักเรียนนอกก็ถามต่อไปอีก....

“ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหมลุง? ”
“ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหมลุง? ”

“ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย”

“เห๊อะ...ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้ ชีวิตของลุงหายไปแล้ว 75% ...งั้นแจวเรือต่อเหอะลุง ชีวิตของลุงมีค่าที่สุด ก็คงได้แค่แจวเรือนี่แหล่ะ”

พอดีช่วงนั้นเกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง คลื่นลูกใหญ่มาก ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลุงจึงเอ่ยปากถามนักเรียนนอกว่า...“นี่พ่อหนุ่มเรียนหนังสือมาเยอะจบดอกเตอร์จากต่างประเทศ ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม? ”

“ได้สิ...จะถามอะไรหรือลุง? ”
“เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม? ”
“ไม่เป็นหรอก..ลุง”

“ถ้างั้นชีวิตของเอ็งกำลังจะหายไป 100% แล้วล่ะพ่อหน่ม...ก้อนเบ้อเริ่มมานู่นแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆ"


ปล. อย่าคิดว่าตัวเราเหนือกว่าคนอื่นเพียงแค่มีการศึกษาสูง ยังมีประสบการณ์ชีวิตที่ต้องศึกษาอีกมาก ความรู้ ไม่มีคำว่าเต็มหรือสมบูรณ์ มีแต่ต้องเติมอยู่ตลอดเวลา ...ดังนั้น อย่าได้ดูถูกใครๆ เพียงเพราะเรามีโอกาสที่ดีกว่า เพราะความสามารถและศักยภาพของคนเรา วัดกันไม่ได้จากกระดาษเพียงแค่แผ่นเดียว...

ขอบคุณข้อมูลจาก www.dek-d.com

เรียบเรียงและโพสต์โดย Admin : Smooth


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 22 ธันวาคม 2555, 11:14:12
อ้างถึง
ข้อความของ พธู ๒๕๒๔ เมื่อ 17 ธันวาคม 2555, 21:48:50
(http://www.cmadong.com/picup/201212/5488113557557074769107666.jpg)

แค่เป็นกางเกงในก็แย่แล้ว


หัวข้อ: อิคิวซัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 24 ธันวาคม 2555, 19:58:21
อิคคิวซังเณรน้อยเจ้าปัญญาการ์ตูนสุดสนุก ท่านมีตัวตนอยู่จริงๆ

เมื่อ 600 ปีที่ผ่านมาเป็นยุค Muromachi (ประมาณ พศ.1338-1573) ช่วงที่ญี่ปุ่น ยังยึดติดเรื่องศักดินา
อิคคิว ซัง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเณรน้อยหลังจากโชกุน Yoshimitsu Ashikaga ต้องการจะรวมประเทศญี่ปุ่น ในศตวรรษที่ 15 มีพระในนิกายเซนถือกำเนิดขึ้นที่ใคร ๆ รู้จักในนาม "Ikkyu San (อิคคิว ซัง)" ผู้ฉลาดหลักแหลม เขาเกิดในปี 1394 และตายในปี 1481 ด้วยวัย 87 ปี

พ่อของเขาคือจักรพรรดิ์ Gokomatsu ซึ่งมีชายาสองฝ่ายคือ Nantyo (ชายาฝ่ายใต้) และ Hokutyo (ชายาฝ่ายเหนือ) แม่ของอิคคิวคือ Nantyo ภรรยาลับ ๆ ของจักรพรรดิ์ Gokomatsu พระองค์เกรงอำนาจของชายาฝ่ายเหนือ Hokutyo แม่ของอิคคิวจึงต้องออกจากราชวังตั้งแต่ Ikkyu ยังไม่เกิด พระจักดิ์พรรคส่งเจ้าชายและชายา ฝ่ายใต้ (แม่ของอิคคิว) มาจากพระราชวัง โชกุน Ahikaga จึงเปลี่ยนชื่อให้เจ้าชายน้อยว่า Ikkyo การ์ตูนเรื่องนี้พยายามจะนำเสนอ การใช้ชีวิตของ อิคคิว ในวัดและต้องคอยต่อสู้กับลูกสาวพ่อค้า Yayoi ที่คอยเอาเปรียบวัด รวมถึงเรื่องศาสนา มีทั้งมุขตลกสำหรับเด็ก ๆ และเรื่องรวมความซาบซึ่งต่าง ๆ ไว้ครบ

เมื่ออิคคิวเกิดและอายุได้ 6 ปี อิคคิวได้บวชเรียนในวัดนิกายเซ็นในเกียวโตชื่อวัด "Ankokuji (อังโคะคุจิ)" อิคคิวฝึกตนค่อนข้างจะเข้มงวด จากหลวงพ่อของวัดอังโคะคุจิถึง 10 ปี รอบ ๆ ตัวของอิคคิวมีแต่ขุนนางชั้นสูงในสมัยนั้น ต่างก็เสแสร้ง และหลอกลวง ไม่จริงใจกับอิคคิว พวกขุนนาง เมื่ออิคคิวอายุได้ 16 ปี เขาเริ่มทนไม่ได้กับความเสแสร้างไม่จริงใจของพวกขุนนาง

อิคคิวได้ออกจากวัดอังโคะคุจิ หลังจากนั้นชีวิตของอิคคิวก็พบกับความทุกข์ยากแสนสาหัส อิคคิวได้เป็นนักเรียนของ Kenou Osyou ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงทางด้านศาสนาของนิกายเซนจนกระทั่งอิคคิวเสียชีวิตเมื่อมีอายุได้ 87 ปี ในปี 1481 ชีวิตของอิคคิวนั้นได้ทำให้ทุกคนเห็นว่าเขามีฐานะเป็นถึง เจ้าชาย ในจักรพรรษดิ์ แต่ว่าอิคคิว ไม่เคยสนใจยศศักดิ์ ตำแหน่ง ความร่ำรวม เกียรติยศเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นของความสกปรก ความโลภ จิตใจของอิคคิวบริสุทธิ์และไม่สนใจกับเกียรติยศใด ๆ

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=348590


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 25 ธันวาคม 2555, 09:43:26

ขอบคุณครับป๋า


หัวข้อ: หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดคลองมะดัน จังหวัดสุพรรณบุรี
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 25 ธันวาคม 2555, 10:11:53
25 ธันวาคม....ในอดีต

25 ธันวาคม พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934)
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ มรณภาพ
(http://www.cmadong.com/picup/201212/4471313564050067562948390.jpg)
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดคลองมะดัน จังหวัดสุพรรณบุรี พระกรรมฐานที่ประกอบไปด้วยบุญญาบารมีที่นับถือของคนในสุพรรณบุรีในยุคอดีต สร้างพระเครื่องครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2468 วิธีปลุกเสกของท่านไม่เหมือนกับของคนอื่นๆ คือเมื่อกดพิมพ์พระเสร็จแล้ว ตอนเอาไฟสุมพระเพื่อให้ดินสุกนั้น ท่านจะเดินจงกรมรอบกองพระเครื่องพร้อมกับปลุกเสกไปด้วย

หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ ท่านเกิดในปี พ.ศ. 2408 ตรงกับปลายรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นชางตำบลบ้านตาล อำเภอสองพี่น้อง เป็นบุตรของนายโต และนางจ้อย มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน ท่านเป็นคนที่ 2 อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2432 ณ วัดสองพี่น้อง โดยมีพระอาจารย์จันทร์ วัดทุ่งคอก เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ดิษฐ์และพระอธิการสุด เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์ ตามลำดับ ตั้งแต่บวชมา ท่านไม่เคยฉันเนื้อสัตว์เลย เมื่ออุปสมบทแล้วก็ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดทุ่งคอก 2 พรรษา วัดสองพี่น้อง 7 พรรษา จากนั้นก็มาจำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่อัมพวัน (วัดคลองมะดัน) ตลอดมา ท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดใหม่อัมพวัน ท่านได้ทำนุบำรุงวัดจนรุ่งเรือง หลวงพ่อท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2477 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รวมสิริอายุได้ 69 ปี นับพรรษาได้ 45 พรรษา


หัวข้อ: รฟท.
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 25 ธันวาคม 2555, 15:08:19
โดย รุจน์ โกมลบุตร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ กระแสทรรศน์ มติชน 25ธ.ค.2555

(http://www.cmadong.com/picup/201212/317231356422845172556373.jpg)

 
ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่โดยสารรถไฟไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพราะชอบความรู้สึก

สนุกและตื่นเต้นเมื่อได้ขึ้นรถไฟไปเที่ยว

แต่ในเวลาต่อมา ความสนุกในการใช้รถไฟชักจะลดลงเรื่อยๆ และเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวลแทนโดยเฉพาะเมื่อต้องใช้รถไฟเพื่อไปทำธุระตามต่างจังหวัด เพราะรถไฟไปถึงปลายทางล่าช้ากว่ากำหนดมากจนเสียงานเสียการ ในหลายๆ ครั้งจึงต้องเปลี่ยนไปใช้พาหนะอื่นแทนรถไฟ

หลังจากเก็บงำความอึดอัดมาหลายปี ตอนปลายปี 2554 ผู้เขียนก็ตั้งใจว่า ตลอดปี 2555 ผู้เขียนจะจดบันทึกว่า รถไฟที่ผู้เขียนใช้เดินทางทั้งหมด ออกเดินทางกี่โมง ถึงปลายทางกี่โมง ล่าช้าไปมากน้อยแค่ไหน

หวังให้ข้อมูลนี้เป็นหลักฐานไปถึงคนทำงานรถไฟ เพื่อให้มีการปรับปรุงขึ้นมาบ้าง

ตลอดปี 2555 ผู้เขียนใช้รถไฟเดินทางทั้งหมด 8 เที่ยว ในจำนวนนี้ รถไฟไปถึงปลายทางตรงเวลา 0 เที่ยว ไปถึงปลายทางล่าช้า 8 เที่ยว รายละเอียดการเดินทางโดยรถไฟตลอดปี 2555 มีดังนี้

เที่ยวที่ 1 วันที่ 3 มกราคม รถด่วนขบวน 52 เส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ กำหนดถึงกรุงเทพฯ เวลา 05.30 น. ถึงจริงเวลา 07.17 น. ช้าไป 1 ชั่วโมง 47 นาที

เที่ยวที่ 2 วันที่ 10 เมษายน รถด่วนพิเศษขบวน 13 เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กำหนดถึงลำปาง เวลา 06.50 น. (ผู้เขียนลงกลางทางที่ลำปาง ไม่ได้ไปถึงเชียงใหม่) ถึงจริงเวลา 10.09 น. ช้าไป 3 ชั่วโมง 19 นาที

เที่ยวที่ 3 วันที่ 16 มิถุนายน รถด่วนขบวน 52 เส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ กำหนดถึงลำปาง เวลา 19.50 น. ถึงจริงเวลา 20.16 น. ช้าไป 26 นาที

เที่ยวที่ 4 วันที่ 13 สิงหาคม รถด่วนพิเศษขบวน 2 เส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ กำหนดถึงกรุงเทพฯ เวลา 06.50 น. ถึงจริงเวลา 09.49 น. ช้าไป 2 ชั่วโมง 59 นาที

เที่ยวที่ 5 วันที่ 19 ตุลาคม รถด่วนพิเศษขบวน 1 เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กำหนดถึงลำปาง เวลา 05.25 น. ถึงจริงเวลา 08.07 น.

ช้าไป 2 ชั่วโมง 42 นาที

เที่ยวที่ 6 วันที่ 23 ตุลาคม รถด่วนพิเศษขบวน 2 เส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ กำหนดถึงกรุงเทพฯ เวลา 06.50 น. ถึงจริงเวลา 08.18 น. ช้าไป 1 ชั่วโมง 28 นาที

เที่ยวที่ 7 วันที่ 9 พฤศจิกายน รถด่วนขบวน 85 เส้นทางกรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช กำหนดถึงหลังสวน เวลา 05.25 น. ถึงจริงเวลา 05.59 น. ช้าไป 34 นาที

เที่ยวที่ 8 วันที่ 11 พฤศจิกายน รถเร็วขบวน 174 เส้นทางนครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ กำหนดถึงกรุงเทพฯ เวลา 05.10 น. ถึงจริงเวลา 05.20 น. ช้าไป 10 นาที

สรุปว่าในปี 2555 รถไฟที่ผู้เขียนใช้เดินทางไปถึงสถานีปลายทางช้ากว่ากำหนดอย่างน้อยที่สุด 10 นาที ถึงช้ามากที่สุด 3 ชั่วโมง 19 นาที รวมเวลาที่การรถไฟฯ ทำให้ผู้เขียนเสียเวลาไปบนขบวนรถทั้งสิ้น 13 ชั่วโมง 25 นาที หรือเฉลี่ยเที่ยวละ 1 ชั่วโมง 40 นาที



ในระหว่างที่เกิดความล่าช้านั้น ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ช้าตั้งแต่ออกจากต้นทาง ผู้เขียนไม่เคยพบเห็นว่า มีพนักงานการรถไฟฯ คนใด ทั้งที่สถานี หรือที่บนขบวนรถ มีทีท่าเดือดเนื้อร้อนใจกับ

ความไม่ตรงเวลาเลยแม้แต่คนเดียว (อาจจะมีพนักงานที่รู้สึกเดือดร้อน แต่ผู้เขียนไม่เคยเห็นก็เป็นได้)

พนักงานบางคนเห็นความล่าช้าไม่ตรงเวลาเป็นเรื่องธรรมดา หรือเห็นเป็นเรื่องตลก โดยพูดหยอกเอินกับผู้โดยสารที่จะลงจากขบวนรถว่า "การเดินทางเที่ยวนี้ การรถไฟฯ แถมให้นะครับ" ซึ่งหมายความว่าแถมให้ผู้โดยสารได้นั่งรถไฟนานขึ้นกว่ากำหนด

ผู้เขียนเคยนั่งรถไฟในต่างประเทศมาบ้าง ครั้งหนึ่งรถไฟที่นั่งในอังกฤษขณะกำลังวิ่งอยู่ก็หยุดกึกลงเฉยๆ ยังไม่ถึงอึดใจ ก็มีประกาศขออภัยมาทางลำโพงว่า มีฝูงแกะกำลังเดินข้ามทางรถไฟ จึงต้องขอหยุดขบวนรถเพื่อให้แกะข้ามทางไปก่อน

แกะข้ามทางรถไฟไม่ถึง 1 นาที เขาก็ยังมีความรับผิดชอบแจ้งให้ผู้โดยสารทราบ

อีกครั้งหนึ่งที่สโลวีเนีย รถไฟออกจากสถานีกรุงลูบลิยานาล่าช้า เพราะสถานีตัดสินใจรอผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ที่กำลังเดินทางด้วยรถบัสโดยสาร 3 คันเพื่อมาขึ้นรถไฟที่สถานีนี้

ผู้เขียนสังเกตเห็นว่าระหว่างที่รอนั้น พนักงานรถไฟแต่ละคนสีหน้าไม่สู้ดี มีท่าทีกระวนกระวาย และเมื่อผู้โดยสารกลุ่มนั้นมาถึงสถานีรถไฟ พนักงานรถไฟก็กรูกันเข้าไปเพื่อช่วยเหลือให้ผู้โดยสารขึ้นรถไฟโดยเร็ว ในที่สุดแม้รถจะออกช้ากว่ากำหนดไปประมาณ 40 นาที แต่ก็ไปถึงปลายทางกรุงซาเกร็บ ประเทศโครเอเชียตรงเวลา

จากที่ยกตัวอย่างจากต่างประเทศมาข้างต้นนี้ ผู้เขียนต้องขออภัยที่ต้องพูดเปรียบเทียบว่า ยังไม่เคยเห็นการแสดงความรับผิดชอบต่อความล่าช้าจากพนักงานระดับต่างๆ ในการรถไฟฯ แม้แต่ครั้งเดียว

ในเรื่องความล่าช้าของรถไฟ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา การรถไฟฯ จัดประกวดหนังสั้น "ในความผูกพันของฉันกับการรถไฟไทย" เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร แต่มีกลุ่มคนทำหนังสั้นจากจังหวัดขอนแก่นที่มีนามว่า "กลุ่มฟินวิ่ว" ส่งหนังสั้นเรื่อง "ฉันนั่งรถไฟไปเยี่ยมแม่ที่กำลังจะตาย แต่ไปไม่ทัน แม่ฉันตายก่อน ฉันรักการรถไฟจังเลย" เข้าประกวด

แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้รับรางวัลจากคณะกรรมการตัดสิน แต่กลับได้รางวัล Popular ขวัญใจมหาชนแทน

ผู้เขียนสังเกตว่า การรถไฟฯ พยายามทำประชาสัมพันธ์กับสาธารณชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเพิ่มการยอมรับ แต่ผู้เขียนเชื่อว่า การประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่การบอกกล่าวความจริงแก่ประชาชน แต่คือการพัฒนาบริการให้ดี มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปด้วย

หากการรถไฟฯ "รู้" สาเหตุว่า ทำไมรถไฟล่าช้า ก็ควรแก้ไขที่ต้นเหตุเพื่อปรับปรุงให้รถไฟตรงเวลา แต่หากความล่าช้านั้นเป็นเรื่อง "ยังแก้ไม่ได้" เช่น หัวรถจักรเก่า ฯลฯ ก็ควรที่จะปรับกำหนดเวลาเดินทางให้สอดคล้องกับสมรรถนะของหัวรถจักรเหล่านั้นตามจริง

ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้โดยสารคาดหวังว่ารถไฟจะตรงเวลา แต่ก็ไม่ตรง แล้วก็กลายเป็นความรู้สึกผิดหวัง ซึ่งการประชาสัมพันธ์ประมาณว่า "เรื่องนี้ การรถไฟฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ" คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก



ในท้ายที่สุด ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า เป็นไปได้ไหมที่ "วัฒนธรรมองค์กร" อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อประสิทธิภาพของงาน เห็นได้จากเมื่อการรถไฟฯ ได้ไปบริหารแอร์พอร์ตเรลลิงก์ที่วิ่งระหว่างพญาไท-สุวรรณภูมิ

รถไฟสายนี้เป็นรถไฟลอยฟ้า ไม่ต้องมีจุดตัดกับถนน ไม่ต้องใช้รางร่วมกับขบวนรถสินค้า เป็นรถไฟใหม่เอี่ยมถอดด้าม มีรางคู่ไม่ต้องรอหลีก

แต่ทุกวันนี้แอร์พอร์ตเรลลิงก์บางขบวนก็ไม่ตรงเวลา ไม่เป็นไปตามตารางเดินรถที่ประกาศไว้ในเว็บไซต์ แถมแต่ละสถานียังไม่มีป้ายแสดงเวลาเดินรถเข้าออกอีกต่างหาก (มีแต่บอกว่ารถขบวนถัดไปจะมาถึงในกี่นาที แต่ไม่มีป้ายที่บอกว่ารถไฟวันนี้มีกี่ขบวน เข้าออกเวลาใดบ้าง ตรงเวลาหรือล่าช้าอย่างไร ทำให้ผู้โดยสารไม่มีข้อมูลขบวนรถให้เลือก)

หากเรื่องเหล่านี้มีสาเหตุจากวัฒนธรรมองค์กรของการรถไฟฯ ที่สถาปนามาตั้งแต่ปี 2433 ผู้เขียนก็เชื่อว่ามันคงจะแก้ไขได้ และขอเป็นกำลังใจให้คนรถไฟแก้ไขให้ได้

ไม่งั้นแล้วรถไฟความเร็วสูงจากจีนซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ก็อาจเป็นบริการถัดไปที่กลายเป็นเหยื่อของ "วัฒนธรรมองค์กร"


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 25 ธันวาคม 2555, 16:14:33

เรื่องการรถไฟโดนใจมากๆเห็นด้วยกับผู้เขียน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 มกราคม 2556, 23:31:23

นี่มันตลกนะ ไม่ขำเหรอ
นาย ไท.  : เราจะทวงคืนเขาพระวิหาร !!
นาย ลาว : ผมเอาด้วย ผมจะทวงคืนพระแก้วมรกต !!!
นาย ซาอุ : งั้นผม เอาด้วยคน ผมจะทวงคืนเพชร !!!!


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 17 มกราคม 2556, 01:02:19
เรื่องเล่าดีๆในวันครูปีนี้ : ครูกับนักเรียน

คุณครูทอมป์สันโกหกนักเรียนชั้น ป.5 ของครูทั้งชั้นซะแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสอนเลยด้วยซ้ำ คุณครูบอกว่า ครูรักเด็กเท่ากันหมดทุกคนเลย แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามีเด็กตัวเล็กๆ ท่าทางขี้เกียจคนหนึ่งชื่อ เท็ดดี้ สต๊อดดารด์ ครูทอมป์สันได้จับตาดูเท็ดดี้มาปีนึงและสังเกตว่าเขาไม่ค่อยเล่นดีๆ กับเด็กคนอื่นเท่าไหร่

เสื้อผ้าของเขาสกปรกและเค้าตัวเหม็นหึ่งอยู่ตลอดเวลาด้วยแหละ และบางทีเท็ดดี้ก็เกเร ถึงขั้นที่ว่าครูทอมป์สันสนุกกับการตรวจงานของเท็ดดี้ด้วยหมึกสีแดง กากบาทไปหนาๆ และใส่ตัว F ตัวใหญ่ๆ ลงไปบนหัวกระดาษ

โรงเรียนที่คุณครูทอมป์สันสอน คุณครูต้องทบทวนประวัติของเด็กแต่ละคนด้วย แต่คุณครูก็ไม่ยอมตรวจประวัติของเท็ดดี้ จนกระทั่งเหลือแฟ้มสุดท้าย แต่ทันใดนั้นเมื่อคุณครูตรวจแฟ้มเข้า ครูทอมป์สันก็แปลกใจใหญ่ เมื่อพบว่า ครูชั้น ป.1 ของเท็ดดี้วิจารณ์มาว่า "น้องเท็ดดี้เป็นเด็กที่ฉลาดและร่าเริง ทำงานเรียบร้อย มารยาทดี เป็นเด็กที่น่ารักมากทีเดียว"

ส่วนคุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป.2 เขียนว่า " เท็ดดี้เป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก เพื่อนๆ ชอบกันทุกคน แต่กำลังมีปัญหาเพราะแม่ของเท็ดกำลังป่วยหนัก และชีวิตทางบ้านต้องลำบากมากแน่ๆ "

คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป.3 เขียนว่า “เขาเสียใจมากที่เสียแม่ไป เขาพยายามเต็มที่แล้วแต่คุณพ่อก็ไม่ค่อยให้ความรักความสนใจเขาเท่าไหร่ และชีวิตที่บ้านเขาต้องส่งพลกระทบต่อเขาแน่ๆ ถ้าไม่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ”

คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป.4 เขียนว่า “เท็ดดี้ไม่ยอมเข้าสังคมและไม่ค่อยสนใจการเรียนเท่าที่ควร ไม่ค่อยมีเพื่อนและหลบหนีจากห้องเรียน

ตอนนี้ คุณครูทอมป์สัน รู้ถึงปัญหาแล้วและอับอายในการกระทำของตนเองมาก ครูรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิมอีก เมื่อนักเรียนในห้องซื้อของขวัญวันคริสต์มาสมาให้ ห่อในกระดาษสีสดๆ พร้อมผูกโบว์อย่างดี ยกเว้นแต่ของเท็ดดี้ ของขวัญของเท็ดดี้ถูกห่ออย่างหยาบๆ ในกระดาษลูกฟูกหนาๆ ที่ได้มาจากถุงใส่กับข้าว ครูทอมป์สันกัดฟัน เปิดกล่องของเท็ดดี้ดูกลางกองของขวัญอื่นๆ

เด็กบางคนเริ่มหัวเราะเมื่อเห็นว่า เท็ดดี้ให้กำไลลูกปัดที่ไม่ครบเส้น และขวดน้ำหอมที่เหลือน้ำอยู่ก้นขวดแก่เธอ แต่ครูก็หยุดเสียงหัวเราะของเด็กๆ เมื่อครูเอ่ยขึ้นว่ากำไลเส้นนั้นสวยเพียงใด สวมมันไว้ที่ข้อมือ และฉีดน้ำหอมไปบนข้อมือด้วย เท็ดดี้ สต๊อดดารด์ เฝ้ารออยู่จนเย็นให้นานพอที่จะพูดว่า " ครูทอมป์สันครับ วันนี้ครูตัวหอมเหมือนที่แม่ผมเคยหอมเลยครับ "
หลังจากที่นักเรียนทุกคนกลับบ้าน ครูทอมป์สันก็ร้องไห้เป็นชั่วโมง หลังจากวันนั้นเอง คุณครูเลิกสอนหนังสือ เลิกสอนการเขียนและเลิกสอนเลขคณิต แต่คุณครูเริ่มสอนเด็กๆ แทน คุณครูทอมป์สันเอาใจใส่เท็ดดี้เป็นพิเศษ

เมื่อครูพยายามช่วยเขา จิตใจของเขาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ยิ่งครูให้กำลังใจเท็ดดี้เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตอบรับเร็วขึ้นเท่านั้น ภายในสิ้นปีนั้นเอง เท็ดดี้ได้กลายเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในห้อง และถึงวันนี้แม้ว่าคุณครูจะบอกว่าครูรักเด็กทุกคนเท่ากัน แต่ความจริง เท็ดดี้ก็ได้กลายไปเป็น "ศิษย์โปรด" ของครูไปแล้ว

หนึ่งปีต่อมา คุณครูพบจดหมายอยู่ใต้ประตู จดหมายนั้นมาจากเท็ดดี้ บอกครูว่าคุณครูยังเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี หกปีต่อมา ครูก็ได้จดหมายจากเท็ดดี้อีก บอกว่าเขาเรียนจบม.ปลายแล้ว ได้ที่สามในทั้งระดับ และคุณครูยังคงเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยเจอมาในชีวิต

สี่ปีหลังจากนั้น คุณครูก็ได้จดหมายอีก บอกว่าแม้ว่าชีวิตเขาจะลำบากบ้างเขาก็ไม่ได้เลิกเรียนหนังสือ และจะจบปริญญาตรีในเร็วๆ นี้ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (เหรียญทอง) และยังย้ำกับครูทอมป์สันว่า คุณครูเป็นครูที่ดีที่สุดและเป็นครูคนโปรดในชีวิตของเขา

จากนั้นสี่ปีผ่านไปจดหมายอีกฉบับหนึ่งก็มา ครั้งนี้เขาอธิบายว่าหลังจากที่เขาได้รับปริญญาตรีแล้ว เขาตัดสินใจที่จะเรียนต่ออีกนิด จดหมายนั้นอธิบายว่า คุณครูยังเป็นครูคนที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี ครั้งนี้เขาลงชื่อในจม.ของเขายาวขึ้นอีกหน่อย จดหมายนั้นลงชื่อว่า "นพ. ทีโอดอร์ เอฟ. สต๊อดดารด์ "

เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลินั้นก็ยังมีจดหมายมาอีก เท็ดดี้บอกว่า เขาได้เจอสาวคนหนึ่งและก็จะแต่งงานกัน เขาบอกมาในจม.ว่าพ่อของเขาได้เสียไปเมื่อสองสามปีก่อนและ เขาสงสัยว่าคุณครูทอมป์สัน จะตกลงมานั่งในที่นั่งสำหรับพ่อเจ้าบ่าวในงานแต่งงานหรือไม่ แน่นอนที่สุด ครูทอมป์สันมา และทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น

คุณครูใส่กำไลข้อมือเส้นนั้น เส้นที่มีลูกปัดหายไปหลายลูก และต้องฉีดน้ำหอมที่เท็ดดี้จำได้ว่าแม่เขาฉีดตอนที่ฉลองเทศกาลคริสต์มาสครั้งสุดท้ายด้วยกัน ครูกับศิษย์กอดกันกลมเลย และคุณหมอเท็ดก็กระซิบในหูคุณครูทอมป์สันว่า " ขอบคุณมากนะครับคุณครูที่เชื่อในตัวผม ขอบคุณครูมาก ที่ทำให้ผมรู้สึกสำคัญและแสดงให้ผมเห็นว่าผมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ "

ครูทอมป์สันกระซิบตอบพร้อมน้ำตานองหน้าว่า " หมอเท็ดจ๊ะ เธอเข้าใจผิดแล้วแหละ เธอต่างหากที่สอนครูว่าครูสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ ครูไม่รู้จักการสอนที่แท้จริง จนกระทั่งครูได้พบได้รู้จักเธอนั่นแหละ "

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราควรเติมเต็มหัวใจของคนอื่นด้วยความรักเสียแต่วันนี้ โปรดจำว่า ไม่ว่าคุณจะไปไหน หรือทำอะไร คุณจะมีโอกาสที่จะสัมผัส และเปลี่ยนอนาคตของคนอื่นในทางทีดีขึ้นด้วยเสมอ

Credit : Forward mail


หัวข้อ: ผลการวิจัยการมีอายุกับการมีคู่
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 มกราคม 2556, 00:32:59


       “เป็นโสดทำไม อยู่ไปให้เศร้าเหงาทรวง ไม่คิดจะหาคู่ควง เดี๋ยวจะล่วงพ้นวัยไปเปล่า...” เชื่อไหมคะว่า นอกจากจะเหงาใจตามเพลงว่าแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังเผยว่า คนมีคู่อายุยืนกว่าคนโสดอีกด้วย
       
       ผลงานวิจัยนี้เป็นของดอกเตอร์ไอลีน ซีกเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยการแพทย์ดูค ในนอร์ธ แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า ความรู้สึกโดดเดี่ยวอาจเป็นเหตุผลของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้นั่นเอง
       
       นักวิจัยจากอเมริกาท่านนี้เผยว่า คนที่ไม่เคยมีสามีหรือภรรยามีโอกาสเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่มีคู่ชีวิตที่มั่นคงถึงสามเท่า โดยคนที่ยังคงความโสดในวัย 40+ หรือคนที่เปลี่ยนมามีชีวิตโสด เช่น อาจหย่าร้าง หรือคู่ชีวิตเสียชีวิต โดยไม่ได้แต่งงานใหม่ มีความเสี่ยงจะเสียชีวิตก่อนถึงวัย 60+ ได้ แม้ไม่ได้ใช้ชีวิตเสี่ยงด้วยการสูบบุหรี่ หรือดื่มสุราเลยก็ตาม โดยพบว่านักสูบและนักดื่มที่มีชีวิตคู่ที่ดียังมีโอกาสใช้ชีวิตไปได้ถึงบั้นปลายมากกว่าคนเป็นโสดถึง 2.3 เท่าทีเดียว
       
       ทั้งนี้ นักวิจัยให้เหตุผลว่า การมีคู่ชีวิตเท่ากับการมีคนคอยให้กำลังใจ ช่วยประคับประคองในวันที่เลวร้าย ทำให้ผ่านพ้นปัญหาได้ดีกว่าคนโสดที่อาจไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร
       
       อีกเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะคนในวัย 40+ ต่างคาดหวังการมีชีวิตครอบครัวที่เพียบพร้อม โดยเฉพาะคุณผู้ชาย และคนที่มีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ก็จะกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนโสด และยังเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากกันได้ในทุกสถานการณ์
       
       การศึกษานี้นักวิจัยได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 4,802 คน ที่มีอายุประมาณ 40 ปีในช่วงเริ่มต้นของการศึกษา โดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งระยะเวลาในการวิจัยนานประมาณ 10 ปี ส่งผลให้การเก็บผลวิจัยครั้งสุดท้าย กลุ่มตัวอย่างจะมีอายุราว 50 ปีเลยทีเดียว
       
       นักวิจัยพบว่า มีกลุ่มตัวอย่างเสียชีวิต 238 คน ในกลุ่มนี้มี 32 คนเป็นหญิง โดยพบว่าคนที่ยังไม่เคยแต่งงานก่อนวัยกลางคนจะมีความเสี่ยงมากกว่า และมีการศึกษาก่อนหน้านี้เปิดเผยว่าคนที่แต่งงานแล้ว รอดจากความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ และอัลไซเมอร์มากกว่าอีกด้วย
       
       การศึกษาใน 7 ประเทศแถบยุโรปก็เผยผลการศึกษาที่คล้ายคลึงกัน คือพบว่าคนที่แต่งงานแล้ว มีสภาพจิตใจที่แข็งแรงกว่า และมีความเสี่ยงจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยกว่าถึง 15 เปอร์เซ็นต์
       
       ทราบอย่างนี้แล้ว มารักษาชีวิตคู่ให้แข็งแกร่งกันดีไหมคะ
       
       เรียบเรียงจากเดลิเมล


หัวข้อ: โยนิโสมนสิการ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 21 มกราคม 2556, 11:54:01
โยนิโสมนสิการ (ปัญจาบ: yonisomanasikāra; คำอ่าน: โยนิโสมะนะสิกาน)
 หมายถึง การทำในใจให้แยบคาย   กล่าวคือ การพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน
 ทางพุทธศาสนาถือว่ามีคุณค่าเท่ากับความไม่ประมาทหรือ "อัปมาท" ซึ่งเป็นแหล่งรวมแห่งธรรมฝ่ายดีหรือ "กุศลธรรม" ทั้งปวง ดังปรากฏในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๙ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ข้อ ๔๖๔ หน้า ๑๒๙
 นอกจากนั้น ยังจัดเป็นธรรมะข้อหนึ่งในกลุ่มธรรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญด้วยปัญญา และเป็นธรรมะมีอุปการะมากแก่มนุษย์ดังพรรณาในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ข้อ ๒๖๘-๙ หน้า ๓๓๒

การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย
การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การกระทำในใจโดยแยบคาย
มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสายแยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญา ที่คิดเป็นระเบียบและโดย อุบายวิธีให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย เช่น
คิดจากเหตุไปหาผล
คิดจากผลไปหาเหตุ
คิดแบบเห็น ความสัมพันธ์ต่อเนื่อง เป็นลูกโซ่
คิดเน้นเฉพาะจุดที่ทำให้เกิด
คิดเห็น องค์ประกอบที่มา ส่งเสริมให้เจริญ
คิดเห็น องค์ประกอบที่มา ทำให้เสื่อม
คิดเห็นสิ่งที่มา ตัดขาดให้ดับ
คิดแบบ แยกแยะองค์ประกอบ
คิดแบบ มองเป็นองค์รวม
คิดแบบ อะไรเป็นไปได้ หรึอเป็นไปไม่ได้


หัวข้อ: สถาปนา พระธรรมโกศาจารย์ ขึ้นเป็นพระราชาคณะ เจ้าคณะรอง "พระพรหมบัณฑิต"
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 24 มกราคม 2556, 03:28:14
(http://www.cmadong.com/picup/201212/2583913589728642177048441.jpg)

สถาปนา พระธรรมโกศาจารย์ ขึ้นเป็นพระราชาคณะ เจ้าคณะรอง "พระพรหมบัณฑิต"

มติชนออนไลน์ : วันนี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์  ประกาศระบุว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดร ในสมณศักดิ์สูงขึ้น มีอยู่ บัดนี้ จวบกาลมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ควรจะสถาปนาอิสริยยศ พระสงฆ์ขึ้นไว้ เพื่อจักได้บริหารพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสถาพรสืบไป

จึ่งทรงพระราชดำริว่า พระธรรมโกศาจารย์ เป็น พระเถระผู้เจริญในสมณพรหมจรรย์ อนันตปฏิภาณปรีชา ได้ศึกษาแตกฉานในมคธปริวรรตน์ และอรรถธรรมวินัย สอบได้สำเร็จนักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม ๙ ประโยค ได้รับปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาปรัชญา และ ประกาศนียบัตรภาษาฝรั่งเศส จากมหาวิทยาลัยเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาการศึกษา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา จากมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสาขามนุษยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาเวียดนาม สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพุทธศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารองค์กร จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ปริญญาศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร

ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รางวัล “ศาสตรเมธี” สาขาศึกษาศาสตร์ ด้านการบริหารการศึกษา จากมูลนิธิศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นปูชนียบุคคลด้านภาษาไทยจากกระทรวงวัฒนธรรม และรางวัลอื่น ๆ อาทิ รางวัลคนดีศรีสังคม จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลมหิดลวรานุสรณ์ รางวัลกิตติคุณ “เสมาคุณูปการ” จากกระทรวงศึกษาธิการ เข็มกิตติคุณ สถาบันพระปกเกล้า และรางวัลพุทธคุณูปการ วัชรเกียรติคุณ จากคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ทรงพระกรุณาโปรดให้เป็นพระราชาคณะที่ พระเมธีธรรมาภรณ์ ชั้นราชที่พระราชวรมุนี ชั้นเทพที่พระเทพโสภณ ชั้นธรรมที่พระธรรมโกศาจารย์ โดยลำดับ ได้รับภาระ พระพุทธศาสนา และสังวรรักษาสมณวัตร สมควรแก่ตำแหน่งเป็นอย่างดี บำเพ็ญกรณียกิจ เป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่พุทธจักรและราชอาณาจักรโดยอเนกประการ

กล่าวคือ ด้านการบริหาร และปกครองคณะสงฆ์ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นเจ้าคณะภาค ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นพระอุปัชฌาย์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นคณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ ต่อมาเป็นเจ้าอาวาส วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ และเป็น กรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ ด้านการศึกษา เป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประเภทวิชา ปรัชญา เป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้จัดการให้มีการตรา พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อให้มีสถานภาพเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและเป็นนิติบุคคล

ปัจจุบันมีพระนิสิตและนิสิตระดับปริญญาตรีถึงระดับ ปริญญาเอก จำนวน ๒๐,๐๐๐ รูป/คน มีวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ ห้องเรียนและหน่วยวิทยบริการ อยู่ทั่วประเทศกว่า ๔๐ จังหวัด และมีสถาบันสมทบอยู่ในต่างประเทศอีก ๕ แห่ง ได้แก่ ไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐฮังการี เป็นประธานสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้จัดการศึกษาแผนกธรรมศึกษาทำให้มีผู้สอบธรรมศึกษาได้เป็นจำนวนมาก จนได้รับการจัดอันดับอยู่ใน ลำดับต้น ๆ จากแม่กองธรรมสนามหลวง เป็นประธานกรรมการจัดทำรายละเอียดสาระการเรียนรู้ หน้า ๓ เล่ม ๑๓๐ ตอนที่ ๒ ข ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๕๖

พระพุทธศาสนา ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ และประธานกรรมการ จัดทำหนังสือเรียนพระพุทธศาสนา หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ นอกจากนี้ ยังเป็นประธานอำนวยการจัดอบรมบาลีก่อนสอบในภาค ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑ มีพระภิกษุสามเณร เข้ารับการอบรม จำนวนกว่า ๑๐,๐๐๐ รูป ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ได้จัดตั้งกองทุนและ มอบทุนการศึกษาแก่นิสิตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งทุนการศึกษาแก่นักเรียน ทุกระดับชั้นเป็นประจำทุกปี ด้านการสาธารณูปการ ได้ให้บูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร โดยได้สำรวจและค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ พระบูชาและพระพิมพ์จำนวนมาก ซึ่งได้นำลงมาเก็บรวบรวมไว้ที่หอพรินทรปริยัติธรรมศาลา และเปิดเป็น พิพิธภัณฑ์พระ “ประยูรภัณฑาคาร” ในเวลาต่อมา ส่วนพระบรมธาตุมหาเจดีย์ เมื่อบูรณปฏิสังขรณ์ แล้วเสร็จ ได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและ วัดวาอารามจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยสมาคมสถาปนิกสยาม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ นอกจากนี้ ยังได้ให้ก่อสร้างท่าเรือวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และปรับภูมิทัศน์ บริเวณหน้าวัด รวมทั้งสร้างกุฎีเตชะไกรศรี ส่วนการจัดการในส่วนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย ได้ให้ก่อสร้างสำนักงานใหญ่ที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

รวมทั้งได้จัดหาที่ดินจากการรับบริจาคและซื้อที่ดินเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น ๓๒๓ ไร่ เพื่อสร้างอาคารต่าง ๆ อาทิ อาคารสำนักงานอธิการบดี อาคารหอสมุดเทคโนโลยีสารสนเทศ อาคารหอฉัน ๗๒ พรรษา พระวิสุทธาธิบดี อาคารรับรองอาคันตุกะ ๙๒ ปี ปัญญานันทะ อาคารพิพิธภัณฑ์พระไตรปิฎก อาคารมหาจุฬาบรรณาคาร ๑๕๐ ปี สมเด็จพระปิยมหาราช อุโบสถกลางน้ำ และหอประชุม “มวก. ๔๘ พรรษา” โดย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จ ฯ ทรงประกอบ พิธีเปิดที่ทำการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๓ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ได้จัดตั้งศูนย์พักพิงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย บริจาคปัจจัยช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในเขตปกครองสงฆ์ภาค ๒ บริจาคสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ รวมทั้งได้จัดส่งพระนิสิตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไปช่วยเหลือฟื้นฟูด้านจิตใจแก่ผู้ประสบภัยที่บ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา ตลอดจนพาคณะไปให้ความช่วยเหลือ บริจาคทรัพย์และสิ่งของแก่ผู้ประสบภัยจากพายุนาร์กิสที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ด้านการเผยแผ่

พระพุทธศาสนา ได้แสดงพระธรรมเทศนาในโอกาสต่าง ๆ ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล รวมทั้ง ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ นอกจากนี้ ยังได้แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์อุโบสถ ในวันธรรมสวนะที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร และจัดอบรมพระภิกษุ ให้เป็นพระนักเทศน์ในช่วงเข้าพรรษาเป็นประจำทุกปี รวม ๒๐ รุ่น จำนวนกว่า ๕,๐๐๐ รูป ส่งผลให้ สำนักเรียนวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้รับการคัดเลือกเป็นศูนย์ฝึกอบรมพระนักเทศน์ประจำ กรุงเทพมหานคร ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมและพัฒนาพระวิปัสสนาจารย์ จนได้รับประกาศยกย่องเป็น สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดดีเด่น เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓


อีกทั้งแสดงปาฐกถาและเป็นวิทยากรบรรยายธรรม ให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการ จัดประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ และเป็นประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ นอกจากนี้ ยังให้จัดพิมพ์หนังสือ เผยแพร่อีกเป็นจำนวนมาก อาทิ พุทธศาสนากับปรัชญา ปรัชญากรีก คุณธรรมสำหรับนักบริหาร วิมุตติมรรค ขอบฟ้าแห่งความรู้ ธรรมรักษาใจสู้ภัยสึนามิ มหาราชนักปฏิรูป ธ ทรงครองแผ่นดิน โดยทศพิธราชธรรม พระพุทธศาสนากับความสมานฉันท์แห่งชาติ วิธีบูรณาการพระพุทธศาสนากับ ศาสตร์สมัยใหม่ พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์


สรรพกิจที่ พระธรรมโกศาจารย์ ได้ปฏิบัติบำเพ็ญมาโดยตลอดปรากฏผลดีและความเจริญก้าวหน้า แก่พระพุทธศาสนา ประเทศชาติ และประชาชนทั่วไป นับได้ว่าเป็นผู้เสียสละและมุ่งมั่นในงาน บัดนี้ พระธรรมโกศาจารย์ เป็นผู้เจริญด้วยพรรษายุกาลรัตตัญญูเถรกรณธรรม มีจริยาวัตรเป็นที่เคารพ สักการะเลื่อมใส สมควรที่จะได้ยกย่อง ให้ดำรงสมณฐานันดรสูงขึ้น


จึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนา พระธรรมโกศาจารย์ ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมบัณฑิต สิทธิวรธรรมประยุต วิสุทธิศีลาจารนิวิฐ ไพศาลวิเทศศาสนกิจดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๘ รูป คือ พระครูปลัดสุวัฒนบัณฑิตคุณ วิบูลมหาคณานุนายก ตรีปิฎกธรรมรักขิต ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูพิศาลสรวุฒิ พระครูคู่สวด ๑ พระครูพิสุทธิสรคุณ พระครูคู่สวด ๑ พระครูสังฆพิชัย ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ หน้า ๕ เล่ม ๑๓๐ ตอนที่ ๒ ข ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๕๖

ขออาราธนาพระคุณผู้ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณฐานันดร เพิ่มอิสริยยศ ในครั้งนี้ จงรับธุระ พระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและ ในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ

 
ประกาศ ณ วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ เป็นปีที่ ๖๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี


หัวข้อ: รวบ"กำนันเป๊าะ" ย่านถนนพัฒนาการ หลังนั่งเล็กซัส-ใช้ชื่อปลอมเข้าตรวจรักษาโรคในร.พ.ชื่อด
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 31 มกราคม 2556, 01:26:05
รวบ"กำนันเป๊าะ" ย่านถนนพัฒนาการ หลังนั่งเล็กซัส-ใช้ชื่อปลอมเข้าตรวจรักษาโรคในร.พ.ชื่อดัง
วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 12:14:11 น.

 

30 มกราคม 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) เตรียมแถลงข่าวจับกุมนายสมชาย คุณปลื้ม หรือ กำนันเป๊าะ ผู้กว้างขวางแห่งภาคตะวันออก หลังหนีการจับกุมในคดีจ้างวานฆ่า นายประยูร สิทธิโชติ หรือ กำนันยูร รวม25ปี หลังจากหลบหนีมานาน ซึ่งตำรวจคอมมานโด จับกุมได้ย่านถนนพัฒนาการ ซึ่งพล.ต.ท.พงศพัฒน์ จะสอบปากคำด้วยตนเองและคาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะแถลงข่าวในช่วงบ่ายวันนี้
 
 
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กำนันเป๊าะนั่งรถมาตรวจรักษาโรคที่ร.พ.ชื่อดัง ย่านศรีนครินทร์-พัฒนาการ โดยใช้ชื่อปลอมว่า "กิม แซ่ตั้ง" เดินทางมาพร้อมผู้ติดตาม จากนั้นกำนันเป๊าะนั่งรถเอสยูวี เล็กซัส อาร์เอ็กซ์ 270 สีดำ ทะเบียน ฎฎ 9579 กทม. ออกมาจากร.พ. กระทั่งถูกสกัดจับตรงด่านเก็บเงินลาดกระบัง ถ.มอเตอร์เวย์ ขาออก
 
 
ด้านนายสนธยา คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึง ผู้เป็นบิดาที่ถูกจับกุมในวันนี้ว่า เพิ่งทราบข่าว ซึ่งจะต้องดูในเรื่องรูปคดีทางกฎหมายก่อน โดยจะปล่อยให้เป็นขั้นตอนทางกฎหมาย ส่วนตัวไม่คิดว่าจะมีเรื่องทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง และยังไม่ได้พูดคุยกับนายสมชาย

 
ส่วนเรื่องดังกล่าวจะกระทบต่อตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่นั้น นายสนธยากล่าวอีกว่า ไม่น่าเกี่ยวกับการเมืองจึงต้องว่าไปตามกฎหมาย และตนก็ยังไม่ได้คุยกับฝ่ายการเมืองคนใดทั้งสิ้น ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่ใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีไปแทรกแซงระบบกฎหมาย ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงนายสมชาย เพราะเป็นพ่อลูกกัน ส่วนกระแสที่บอกว่าถูกจับกุมขณะที่เดินทางไปรักษาตัวนั้น ตนทราบว่ามีโรคประจำตัวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามจะประกันตัวหรือไม่นั้นต้องดูขั้นตอนตามกฎหมายก่อน
 
 
สำหรับนายสมชาย คุณปลื้ม หรือ กำนันเป๊าะ  วัย 75 ปี   เป็นอดีตนักการเมือง นักธุรกิจ ชาวจังหวัดชลบุรี ผู้กว้างขวางในภาคตะวันออก และเคยเป็นอดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข    เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและให้การสนับสนุนนักการเมืองจากภาคตะวันออกหลายคน เคยถูกตัดสินยึดทรัพย์ในคดีทุจริตซื้อที่ดินเขาไม้แก้ว   และจำคุก 25 ปี ในคดีจ้างวานฆ่า นายประยูร สิทธิโชติ หรือ กำนันยูร   

12 มีนาคม ปี 2555  ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกา โดยยืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำคุก นายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ อายุ 73 ปี และนายภาสกร หอมหวล หรือส.ท.เหี่ยว อายุ 44 ปี สมาชิกสภาเทศบาลเมืองแสนสุข ชลบุรี   เป็นเวลา 25 ปี   ตามความผิดฐานใช้จ้างวานสังหารนายประยูร สิทธิโชติ หรือกำนันยูร  โดยศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังจำเลย เนื่องจากหลบหนี
 
คดีนี้เป็นคดีสำคัญ ทำให้บุคคลที่เชื่อว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคตะวันออก ต้องหลบหนีไปต่างประเทศ โดยเป็นผลงานชิ้นโบแดงของตำรวจที่มี พล.ต.อ. ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. เป็นหัวหน้าชุด
 
กำนันเป๊าะ  สมรสกับนางสติล คุณปลื้ม   มีบุตรธิดา รวม 5 คน เรียงลำดับดังนี้
 
1.นายสนธยา คุณปลื้ม - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี, อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ประธานสโมสรฟุตบอลศรีราชา, ประธานสโมสรฟุตบอลพัทยา ยูไนเต็ด , อุปนายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
 
2.วิทยา คุณปลื้ม - นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี, ประธานสโมสรฟุตบอลชลบุรี เอฟซี
 
3.จิราภรณ์ คุณปลื้ม
 
4.อิทธิพล คุณปลื้ม - นายกเมืองพัทยา
 
5.ณรงค์ชัย คุณปลื้ม - นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข
 


หัวข้อ: ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุกผู้ช่วยครู คณะวิศวะ จุฬาฯ 13ปี คดียิงพ่อค้าข้าวแกง ขณะยืนฉี่หน้าบ้า
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 31 มกราคม 2556, 01:28:19
ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุกผู้ช่วยครู คณะวิศวะ จุฬาฯ 13ปี คดียิงพ่อค้าข้าวแกง ขณะยืนฉี่หน้าบ้าน
วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 14:06:52 น.

   
 
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30  ม.ค. ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสันติลักษณ์ หรือแสตมป์ ธัญญาหาร หรือนายภัทรวรรธน์ ธัญญาหารรุ่งโรจน์ อายุ 53 ปี อดีตครูผู้ช่วยระดับ 3 ภาควิชาไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนายิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 48  สรุปว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 48 เวลาประมาณ  01.30 น. นายสุธัญ อิทธิสุรสิงห์   อายุ 45ปี  อาชีพพ่อค้าข้าวแกง ได้ไปร่วมงานวันเกิดของหลานสาวที่บ้านเช่าหลังอาคารมิสเตอร์แสตมป์ ที่มี นายสันติลักษณ์ จำเลย เป็นเจ้าของ เมื่อกลับจากงานเลี้ยง นายสุธัญ ได้ไปยืนปัสสาวะที่ริมคลองประปา หน้าบ้านของ นายสันติลักษณ์ จำเลยเห็นจึงยิงปืนขึ้นฟ้า 2 นัด นายสุธัญ จึงตะโกนถามว่ายิงปืนทำไม จากนั้นทั้ง  2 ฝ่าย ได้เกิดปากเสียงกันอย่างรุนแรง  ขณะนั้นมีพยานซึ่งเป็นเพื่อนของนายสุธัญ เห็นเหตุการณ์ได้เข้าไปห้ามปราม แต่จำเลยไม่ฟังใช้ปืนขนาด 9 ม.ม. ยิงใส่ นายสุธัญ เข้าที่หน้าอก จนเสียชีวิต

จำเลยให้การปฏิเสธ  ต่อสู้คดีอ้างว่า ผู้ตายกับเพื่อนเดินมาหาเรื่องที่หน้าห้องพัก โดยมีอาวุธมีดมาด้วย  ตนจึงเข้าห้องกลับไปเอาปืนมายิงขู่ แต่ถูกเพื่อนผู้ตายแย่งปืน จนปืนลั่นใส่นายสุธัญ ถึงแก่ความตายเอง

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 49 เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ,376 ให้ลงโทษจำคุกฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เป็นเวลา 18 ปี ฐานยิงปืนในที่สาธารณะจำคุก 9 วัน จำเลยให้การรับสารภาพฐานยิงปืนในที่สาธารณะ และให้การเป็นประโยชน์บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยไว้ 12 ปี 6 วัน และให้บวกโทษจำคุก 1 ปี ที่รอลงอาญาไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 566/2545 คดีทำร้ายร่างกาย นางศรินรัตน์ ธัญญาหาร  ภรรยา ได้รับอันตรายสาหัส ด้วย รวมโทษจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 13 ปี 6 วัน จำเลยยื่นอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 9 มี.ค. 52   ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกา

ศาลฎีกาตรวจจำนวนประชุมปรึกษาหารือโดยละเอียดรอบคอบแล้วเห็นว่า ที่จำเลยยื่นฎีกาว่าผู้ตายพกพาอาวุธมีดเข้ามาในบริเวณบ้านจำเลย กรณีจึงเป็นเหตุป้องกันตัว ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาลงโทษสถานเบานั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระ ไม่มีเหตุให้ลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ โดยผลให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 13 ปี 6 วัน

ระหว่างถูกควบคุมตัวออกจากห้องพิจารณาคดี นายสันติลักษณ์ กล่าวว่า ในส่วนของคดีนั้นถึงที่สุดแล้ว ตนจะยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป



หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: wannee ที่ 31 มกราคม 2556, 10:24:19

สวัสดีค่ะ ป๋าทู  emo6::))

เรื่องครู อ่านแล้ว บรรยายไม่ถูก

ดีใจที่เด็ก กลับมาเป็นคนเดิมได้  emo4:))


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 06 กุมภาพันธ์ 2556, 22:32:06
พี่ป๋า,
จำได้ว่าอ่านเรื่องบัตรประจำตัวใหม่
ที่พี่เคยนำมาแปะที่นี่...
นี่คะ,
ผล!


นับตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยออกบัตรประจำตัวประชาชนชนิดใหม่

ที่เรียกกันว่าสมาร์ทการ์ดนั้น เดี๋ยวนี้บัตรเดียวใช้ได้ทุกอย่าง
บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีถูกยกเลิก
บัตรรักษาพยาบาลไม่ต้องมีไม่ว่าคุณจะอยู่ในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคหรือไม่ก็ตาม

เรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นกับ บุญโฮม แต่ไม่แน่...อาจเกิดขึ้นกับคุณด้วยก็ได้

......... กริ๊งงงง....กริ๊งงงง.....กริ๊งงงง....กริ๊งงงง...

พนักงาน : สวัสดีค่ะ พิซซ่าเวิลด์ ดิฉันสายคนึง ยินดีรับใช้ค่ะ

บุญโฮม : ขอสั่งพิซซ่าหน่อยครับ
 
สายคนึง : กรุณาแจ้งเลขประจำตัวประชาชนของคุณหน่อยค่ะ

บุญโฮม : อืม์ม์ม์...เดี๋ยวๆ... ถือสายรอสักครู่ อ้าาา... 88971003542864  

สายคนึง : คุณบุญโฮม ใช่ไหมคะ ? คุณอยู่บ้านเลขที่ 39/7512 ซอยวิภาวี 47
แขวงทุ่งกาหลง เขตดอนกรุง หมายเลขโทรศัพท์บ้าน 0299765651
หมายเลขที่ทำงาน 0201184927 เบอร์มือถือ 0798052473
คุณโทรมาจากบ้านใช่ไหมคะ ?

บุญโฮม : เอ๊ะ นี่คุณรู้ได้อย่างไร ? รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลของผมด้วย  

สายคนึง : สายโทรศัพท์ของเราเชื่อมกับระบบฐานข้อมูลแห่งชาติค่ะ ขอโทษ
คุณจะสั่งอะไรคะ ?

บุญโฮม : ขอสั่งพิซซ่าทะเลสองถาด  

สายคนึง : ไม่ได้ค่ะ
นโยบายเราจะไม่ยอมให้ลูกค้าสั่งสิ่งที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกค้า
ตามประวัติแล้ว คุณไม่เพียงแต่แพ้อาหารทะเล แต่คุณยังมีความดันโลหิตสูง
และมีระดับคอเรสเตอรอลสูงเกินเกณฑ์อีกด้วย

บุญโฮม : อะไรนะ ? แล้วผมจะกินอะไรได้นี่ ?  

สายคนึง : ดิฉันขอเสนอพิซซ่าสมุนไพร ดิฉันเชื่อว่าคุณต้องชอบแน่ๆเลย

บุญโฮม : คุณรู้ได้อย่างไรว่าผมต้องชอบ ?  
สายคนึง : ก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วคุณยังไปยืมหนังสือ สมุนไพรไทย และ
สมุนไพรยาอายุวัฒนะ จากหอสมุดแห่งชาติ นี่คะ

บุญโฮม : เอาล่ะๆ ผมยอมแพ้ ขอพิซซ่าสมุนไพรสองถาด
เป็นเงินเท่าไหร่ครับ ?  

สายคนึง : สองถาดกำลังดีสำหรับคุณ ภรรยา และลูกสาวสองคน ทั้งหมด 540 บาทค่ะ
 
บุญโฮม : คุณรับบัตรเครดิตหรือเปล่า ?  

สายคนึง : ปกติเรารับบัตรเครดิตค่ะ แต่วันนี้เราขอโทษที่รับบัตรเครดิตคุณไม่ได้
เพราะคุณใช้เต็มวงเงินแล้ว นอกจากนั้น คุณยังมียอดหนี้ค้างจ่ายตั้งแต่พฤศจิกายน
ปีที่แล้วอีก 24,754 บาท นี่ไม่รวมค่าผ่อนบ้านที่ยังค้างชำระ อีกสองเดือน
ดังนั้นออร์เดอร์นี้คุณต้องชำระเป็นเงินสดค่ะ

บุญโฮม : อย่างนั้นผมจะไปกด เอทีเอ็ม
เตรียมเงินสดไว้จ่ายตอนเด็กมาส่งพิซซ่า  

สายคนึง : ดิฉันคิดว่าวันนี้คุณกดไม่ได้แล้วค่ะ
เพราะคุณกดครบจำนวนเงินที่กำหนดแล้ว
 
บุญโฮม : เอาเถอะๆ คุณให้เด็กมาส่งเดี๋ยวนี้เลย ผมมีเงินสดจ่ายให้ก็แล้วกัน
คาดว่าอีกนานเท่าไหร่ ?
 
สายคนึง : ประมาณ 40 นาฑีค่ะ
แต่ถ้าคุณรอไม่ไหวคุณจะขี่มอเตอร์ไซค์มารับเองก็ได้นะคะ

บุญโฮม : หา... คุณว่าอะไรนะ ?  

สายคนึง : ก็คุณมีมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าอาร์เอฟ 120 หมายเลขทะเบียน มยว 093 อยู่นี่คะ
ถ้าคุณมารับเองจะเร็วกว่าค่ะ

บุญโฮม : โอเคๆ แล้วโค้ก สองกระป๋องที่จะแถมตามโปรโมชั่น
ยังมีอยู่หรือเปล่า ?  

สายคนึง : ตอนนี้เรายังแถมอยู่ แต่ขอโทษค่ะ เราคงแถมให้คุณไม่ได้
เพราะคุณมีประวัติเป็นเบาหวานเรื้อรัง

บุญโฮม : ไอ้.. ? ระยำที่สุด  

สายคนึง : ขอโทษค่ะ คุณใช้คำไม่สุภาพอีกทั้งๆที่เคยถูกภาคทัณฑ์จากศาล
เมื่อ 13 มิถุนายน 2547
 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 11 มีนาคม 2556, 23:16:07
ปกิณกะประจำสัปดาห์ : ตำส้ม ส้มตำ มะละกอ และ ปลาแดก-ปลาร้า (ขอบคุณที่มาจาก เพจ เมค อิน อุษาคเนย์ | ข้อเขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ)

"ตำส้ม" เป็นอาหารในวัฒนธรรมลาวสองฝั่งโขงมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่ "ส้มตำ" เป็นอาหารเกิดใหม่ในวัฒนธรรมเจ๊กปนลาว ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ส้มตำ "มะละกอ" ไม่ใช่อาหารดั้งเดิมเก่าแก่ของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ไม่ว่าของลาว-ไทย หรือมอญ-เขมร เพราะมะละกอไม่ใช่พืชพื้นเมืองดั้งเดิม แต่เป็นพืชพันธุ์จากอเมริกาใต้ เพิ่งมีผู้นำมาปลูกแพร่หลายทางสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ราวปลายกรุงศรีอยุธยา แล้วเข้าถึงประเทศไทยสมัยต้นกรุงเทพฯ - มีหลักฐานว่าชาวโปรตุเกสเอา พันธุ์พืชชนิดนี้ปลูกที่มะละกา (ในมาเลเซีย) แล้วไทยได้พันธุ์มาจากมะละกา เลยเรียกชื่อว่ามะละกอสืบมาถึงปัจจุบัน

ส่วน "ปลาแดก-ปลาร้า" เป็นเทคโนโลยีถนอมอาหารไว้กินได้นานเป็นปีด้วยหลัก? ทำให้เน่าแล้วอร่อย? (ปลาร้า เหมือนปลาแดก แต่เพิ่มข้าวคั่วป่นประสมให้มีกลิ่นหอมนุ่มนวล เป็นอาหารในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปทุกระดับในกรุงศรีอยุธยา)

เทคโนโลยีการถนอมอาหารแบบนี้ มีเหมือนๆ กันทุกกลุ่มชาติพันธุ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ เช่น น้ำบูดู ถั่วเน่า กะปิ จนถึงผลพลอยได้จากปลาทะเลเน่าคือน้ำปลา โดยขึ้นอยู่กับวัสดุที่เอามาหมักให้เน่า ถ้ากลุ่มชนใกล้ทะเลก็ใช้ปลาทะเล แต่ที่อยู่ไกลใช้ปลาน้ำจืด

อ่านโพสต์ฉบับเต็ม คลิก http://www.facebook.com/photo.php?fbid=377185349064081&set=a.339977102784906.76978.339932452789371&type=1&relevant_count=1


หัวข้อ: 10 อาชีพ ที่เลวร้ายที่สุดในโลก
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 มีนาคม 2556, 18:48:04
10 อาชีพ ที่เลวร้ายที่สุดในโลก

คนเราเกิดมาก็ต้องมีอาชีพหน้าที่้การงานที่ดี ที่ตัวเองรัก หรือบางคนก็ต้องทนทำเพราะไม่สามารถทำหน้าที่อื่นได้ อาจจะวุฒิไม่ถึงบ้าง พิการ อายุเกิน หลายร้อยเหตุผล แต่อัพยิ้มได้รวบรวมอาชีพที่แย่ที่สุดมาให้คุณดูกัน ใครกำลังหางานทำอยู่อัพยิ้มแนะนำว่างานที่ท่านจะได้รับชมต่อไปนี้ อย่าแม้แต่จะคิดทำเลยเชียว

1.ภารโรงที่ pontreatre ต้องทำความสะอาดทุกอย่างในโรงหนัง ทั้งเก้าอี้ คราบโคล่า ขนม ห้องน้ำ ฯลฯ

2.การ์ด ที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม ที่ต้องยืนนิ่งเท่านั้น แม้มีผู้หญิงมาเต้นยั่ว ก็ต้องยืนนิ่ง

3.ผู้ผสมพันธุ์สัตว์ คุณต้องมาคอยช่วยสัตว์ให้มันเกิดอารมณ์ ช่วยสัตว์ช่วยตัวเอง ช่วยรีดสเปิร์มออกจากอวัยวะเพศตัวผู้ ฉีดสเปิร์มเข้าไปในเพศเมีย พระเจ้า คุณต้อง อยู่กับอวัยวะเพศสัตว์ทั้งวัน

4.พนักงานทำความสะอาดท่อระบายน้ำทิ้ง แค่เดินผ่านก็แทบจะไม่อยากเดินแล้ว แต่คุณต้องลงไปในท่อ เพื่อทำความสะอาด เก็บขยะ นู่นนี่นั้น ทุกอย่าง แหวะ อี๊ย์

5.นักวิจัยยุง คุณต้องวิจัยยุงกว่า 500สายพันธุ์ ใน3ชั่วโมง ต้องให้มันกัด คอยดูพฤติกรรมมันตลอด

6.พนักงานทำความสะอาดห้องน้ำเคลื่อนที่ แค่ห้องน้ำที่บ้านยังไม่อยากจะล้าง นี่ต้องมาล้างห้องน้ำเคลื่อนที่ นึกแล้วจะอ้วก รายได้ $50000 ต่อปี

7.ผู้พิพากษากลิ่น flatus ต้องทดลอง วิจัยสารพัด ต้องคอยค้นหา อยู่ในห้องทดลองตลอดเวลา

8.ผู้ทดสอบอาหารแมว มันแย่ยังไงน่ะเหรอ คุณก็ต้องคอยชิมน่ะสิ ว่ามันอร่อยหรือยัง ทั้งแบบกระป๋อง และแบบเม็ด ทานแทนเนยถั่วไปเลย

9.ผู้กำจัดซากต่างๆบนถนน วัวตาย ควายตาย หมาตาย แมวตาย แม้แต่คนตาย คุณต้องไปคอยกับจัดเศษชิ้นส่วนเหล้านั้น

10.คนต้อนลิง ลิงน่ะหรอ ใช่แล้ว คุณก็รู้ว่ามันซนขนาดไหน ยิ่งวันไหนที่มันบ้าคลั่งมันจะป่วนไม่หยุด คุณต้องคอยจับมันเข้ากรง


ขอบคุณข้อมูลจาก http://top10.upyim.com/
Admin Hero


หัวข้อ: ใช้วิถีธรรมชาติขจัด 6 โรคร้ายใน 4 เดือน
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 02 พฤษภาคม 2556, 23:57:56
ใช้วิถีธรรมชาติขจัด 6 โรคร้ายใน 4 เดือน  (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 148 เมษายน 2556 โดย กฤตสอร)
จากหนุ่มใหญ่วัยใกล้เกษียณที่ถูกโรคร้ายรุมเร้าถึง 6 โรค ทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ตับอักเสบรุนแรง และปริมาณเม็ดเลือดแดงมากเกินไป ซึ่งจากประสบการณ์ทางแพทย์ที่สั่งสมมา ทำให้เขารู้ว่า โรคร้ายเหล่านี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงกินยาเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น แต่เมื่อเขานำศาสตร์ในการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการค้นคว้าและทดลองปฏิบัติด้วยตัวเองมาใช้ ‘นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์’ กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลราชธานี โรงพยาบาลชื่อดังของจังหวัดอยุธยา และประธานกรรมการบริหารเวลเนสซิตี้ กรุ๊ป ก็ต้องพบกับความอัศจรรย์ว่า เขาสามารถขจัดโรคร้ายทั้ง 6 โรคได้ภายในระยะเวลาแค่ 4 เดือน

• 6 โรคร้ายรุมเร้าจนต้องลุกขึ้นมาหาวิธีปฏิวัติตัวเอง
คุณหมอบุญชัยเล่าว่า ด้วยการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เต็มด้วยความเร่งรีบ ความเครียดที่เกิดจากการทำงานและการกินอาหารตามความเคยชิน ส่งผลให้สุขภาพของเขาเริ่มมีปัญหา และสั่งสมเรื่อยมาจนกลายเป็นโรคร้ายถึง 6 โรคด้วยกัน
น้ำหนักของเขาขึ้นไปถึง 113 กิโลกรัม ระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึง 294 ขณะที่ความดัน ตัวบนอยู่ที่ 170 ตัวล่าง 110 อีกทั้งไขมันในเลือดยังผิดปกติ!!
แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ แม้เขาจะเป็นหมอที่ช่วยชีวิตคนไข้มามากมาย แต่เขากลับไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ของตัวเองให้หายขาดได้
ในทางกลับกันโรคที่เป็นอยู่กำลังเป็นสะพานที่นำไปสู่โรคภัยที่ร้ายแรงขึ้น จุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณหมอหันมาศึกษาค้นคว้า เพื่อหาทางแก้ไขและลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง “ความจริงหลายๆโรคที่เป็นเนี่ยะ เราก็รู้มาก่อนอยู่แล้ว อย่างโรคอ้วน โรคเม็ดเลือดแดงมากเกินไป โรคตับอักเสบเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง แต่สาเหตุที่ทำให้ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองก็คือ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ปี 53 ผมตรวจร่างกาย พบว่า เป็นเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งโรคเบาหวานมันเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆตามมาอีกเยอะ เช่น โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ ตาบอดเพราะเบาหวานขึ้นตา โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงรักษาตามอาการ กินยาเพื่อรักษาระดับน้ำตาล ซึ่งต้องกินยาตลอดชีวิต แต่การกินยามากๆ จะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ ทำให้ตับเสื่อมและไตวาย ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมมองหาวิธีการใหม่ที่จะมีโอกาสหายจากโรคเบาหวานหลากหลายวิธีการวิธีการที่ผมใช้เริ่มจากพื้นฐานความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ และอาศัยความรู้หลายอย่างประกอบกัน ทั้งความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ความรู้เรื่องการเจริญของโลก ความรู้เรื่องมานุษยวิทยา ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งเราก็เอาหลายๆอย่างมาผสมผสานกัน เพื่อหารากเหง้าความเป็นมาว่า มนุษย์เรามีความเป็นมาอย่างไร คือคนในปัจจุบันไม่ได้ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราสั่งสมวัฒนธรรมความรู้เพื่อจะทำให้เราดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย ซึ่งการที่เราใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราป่วย ดังนั้น การที่เราจะหายป่วยได้ เราก็ต้องไปหาว่า การใช้ชีวิตตามธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร” นพ.บุญชัย เล่าย้อนให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง


• ค้นพบศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' สลายโรคร้าย
จากการศึกษาวิเคราะห์ศาสตร์ต่างๆ ทำให้คุณหมอบุญชัยได้ข้อสรุปว่า อาหารที่คนเรานิยมบริโภคอยู่ในปัจจุบันนั้น ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุคือ ปรับเปลี่ยนวิธีการกินและการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ จึงเกิดเป็นศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' ที่คุณหมอค้นพบด้วยตัวเอง การค้นพบครั้งนี้ได้สร้างความอัศจรรย์ให้แก่วงการแพทย์อย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่คุณหมอนำศาสตร์ดังกล่าวมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ปรากฏว่า โรคร้ายที่คุณหมอบุญชัยเป็นอยู่ถึง 6 โรคนั้นได้อันตรธานหายไปภายระยะเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้น “จากการศึกษาทำให้เราพบว่า จริงๆแล้วมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ซึ่งอยู่ในตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตระกูลเดียวกับลิง สมัยดึกดำบรรพ์เรากินผักและผลไม้เป็นหลัก ซึ่งผักผลไม้ที่เรากินจะเป็นพวกใบอ่อน ย่อยง่าย และก็กินพวกเนื้อสัตว์บ้าง กินไข่ กินดินโป่งเป็นอาหารเสริม แต่ปัจจุบันเราไม่ได้กินแบบนี้อีกแล้ว วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้อาหารการกินของเราเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเราบริโภคสิ่งที่ไม่เหมาะกับร่างกายของมนุษย์ ผมก็มานั่งคิดว่า ถ้าเราจะใช้ชีวิตตามธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ เราจะทำยังไง จะปรับได้ขนาดไหน
ผมจึงออกแบบชีวิตในปัจจุบันให้ปลอดภัยในระดับที่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ชีวิตในการทำงานแบบคนเมืองได้ คือต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตตามกฎธรรมชาติและการใช้ชีวิตแบบคนเมือง เราก็ใช้วิธีการทดลอง ดูจากตำรา ดูจากงานวิจัย และการทดลองปฏิบัติ ทำให้ได้ข้อสรุปของวิธีดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ สรุปออกมาเป็นข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ และสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ 5 ข้อ ซึ่งเรียกสั้นๆว่า กฎห้าม 5 ต้อง 5” นพ.บุญชัย พูดถึงศาสตร์การคืนสู่วิถีธรรมชาติที่เขาค้นพบ

• มหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ โรคร้ายหายเป็นปลิดทิ้ง

หลังจากที่คุณหมอบุญชัยปฏิบัติตามกฎ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' เขาก็พบกับความมหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ เพราะสุขภาพของเขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และโรคร้ายที่เป็นอยู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง “ผมเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตมาตั้งแต่ปี 2553 ถึงตอนนี้ก็ 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งหลังจากเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตแค่เดือนก็เห็นผลแล้ว พอถึงเดือนที่ 4ปรากฎว่า 6 โรคที่เป็นหายหมดเลย ยกเว้นไขมันในหลอดเลือดยังลดลงไม่ถึงระดับ คือโรคอ้วนก็หาย จากเดิมน้ำหนัก 114 กก. ลดลงเหลือ 89 กก. น้ำหนักผมลดลงไป 25 กก. ตอนนี้โรคต่างๆหายหมดแล้ว เบาหวานก็หาย น้ำตาลในเลือดที่เคยขึ้นไปถึง 294 ปัจจุบันเหลือ 90 มันลดลงเอง ไม่ต้องใช้ยาเลย ความดันผมลดลงจาก ตัวบน 170 เหลือ 105 ตัวล่างจาก 110 เหลือ 70 เส้นเลือดที่เคยแข็ง เส้นเลือดที่อุดตัน ก็เปลี่ยนเป็นเหนียว ยืดหยุ่นดี คือมันเป็นวิธีที่ง่ายมากๆ เหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่เรามองไม่ออก คือการใช้ยานอกจากจะแค่รักษาตามอาการ ไม่หายขาดแล้ว ยังมีผลข้างเคียงด้วย แล้วถ้าใช้ยาเราก็จะไม่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เพราะเราคิดว่ายาช่วยเราได้ คืออวัยวะที่มันเสื่อมไปเนี่ยะมันฟื้นไม่ได้
อย่างเช่นโรคเบาหวาน เกิดขึ้นเพราะตับอ่อนเสื่อมจึงผลิตอินซูลินได้ไม่ดี แต่ร่างกายต้องใช้อินซูลินในการควบคุมน้ำตาล เมื่อผลิตอินซูลินได้น้อยน้ำตาลในเลือดก็ขึ้น พอเราปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ร่างกายดีขึ้น ตับอ่อนฟื้นตัวขึ้นก็ผลิตอินซูลินได้ดี เมื่อมีอินซูลินมาควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด น้ำตาลในเลือดก็ลดลงโดยไม่ต้องใช้ยาเลย” นพ.บุญชัย กล่าวถึงชีวิตใหม่ที่เขาได้รับหลังจากกลับมาสู่วิถีธรรมชาติ

• เดินหน้าเผยแพร่แนวคิดพิชิตโรค
เมื่อค้นพบวิธีที่สามารถทำให้หายจากโรคร้าย ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่ง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเห็นผลอย่างรวดเร็ว ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหมอที่อยากเห็นคนไข้หายป่วยและกลับมามีสุขภาพที่ดี คุณหมอบุญชัยจึงตั้งใจที่จะเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้แก่คนไข้และบุคคลทั่วไป ทั้งโดยการบรรยายให้แก่หน่วยงานและโรงพยาบาลต่างๆ และการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แบบง่ายให้ผู้ที่สนใจนำไปปฏิบัติ “ปกติผมจะมีคอร์สบรรยายเรื่องการรักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยา แต่ใช้วิธีปรับการใช้ชีวิต ผมจัดเป็นหลักสูตร แล้วก็เอาหลักสูตรที่ได้มาเขียนลงหนังสือ เอาความรู้ที่ได้มาสอนคนอื่นต่อ ก็มีองค์กรใหญ่ๆติดต่อเข้ามาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน การประปานครหลวง บริษัทปูนซิเมนไทย บริษัทการบินไทย ผมอบรมไปเกือบหมื่นคนแล้ว ผมไปบรรยายตามโรงพยาบาลที่ต้องการให้จำนวนคนไข้ลดลง เช่น ที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศูนย์สระบุรี โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี คนไข้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของผมแล้วมีเยอะมาก คือถ้าปฏิบัติจริงจังต้องเห็นผลทุกราย จากสถิติคนที่ผ่านการอบรมในคอร์สของผมเนี่ย สามารถปฏิบัติอย่างจริงจังและได้ผลเต็มที่ประมาณ 30 % ปฏิบัติได้พอประมาณและได้ผลดี ประมาณ 40% ส่วนที่เหลืออีก 30% ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เลยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร คือหลักสูตรของผมนั้นไม่ใช่ว่าเอายาลูกกลอนไปกิน 10 หม้อแล้วหาย แต่มันคือหลักสูตรการเปลี่ยนชีวิตคน” นพ.บุญชัยกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
 
• ขอเพียงมีศรัทธาต่อชีวิต โรคร้ายก็หายได้
คุณหมอบุญชัยยังได้กล่าวตบท้ายให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยทุกคนว่า ขอเพียงมีศรัทธาก็สามารถหายจากโรคร้ายและกลับมามีชีวิตใหม่ได้แน่นอน
“ถ้าไม่เป็นโรค เราก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ผมโชคดีที่ผมเป็นโรคที่เราวัดได้ว่าเปลี่ยนแปลงตัวเอง 10 ข้อแล้วเห็นผล มันก็เกิดกำลังใจ เกิดการเรียนรู้ เกิดการค้นคว้าจนได้คำตอบ ผมจึงอยากให้ผู้ป่วยทุกคนมีศรัทธาต่อชีวิต มีความหวัง โรคทุกโรคเนี่ยะถ้าเรามีความเชื่อว่าเราจะหาย มีพลัง มีความมุ่งมั่น เราก็มีโอกาสหาย และถ้าเราปฏิบัติตามวิธีที่ถูกต้องเราก็สามารถหายได้ เพราะว่าร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางธรรมชาติที่วิเศษที่สุด เพราะมันฟื้นฟูตัวเองได้ มันแก้ไขอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตัวเอง ขอเพียงแต่อย่าเอาจิตเราไปขวางมัน เราเพียงแต่เติมเต็มสิ่งที่จะเสริมสร้างร่างกายเรา เช่น อาหาร น้ำ อากาศ อย่างถูกต้อง พวกนี้ก็จะเป็นวัตถุดิบที่จะไปสร้างร่างกายเรา ขบวนการซ่อมตัวเองจะเกิดขึ้น”

• ข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อ

          1. ห้ามจินตนาการเชิงลบ เนื่องจากจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ดังนั้น ไม่ว่าคิดบวกหรือคิดลบก็ล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้น หากเราจินตนาการเชิงลบจะก่อให้เกิดความเครียด อารมณ์ร้าย ซึ่งจะเป็นผลลบต่อร่างกาย
           2. ห้ามอ้วน เนื่องจากความอ้วนเป็นบ่อเกิดแห่งโรค ซึ่งเราจะพบว่า คนสมัยก่อนนั้นใช้ชีวิตตามป่าเขา หากินตามวิถีธรรมชาติ มีโอกาสได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงไม่อ้วนเหมือนผู้คนในปัจจุบัน ทำให้คนสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นโรค
           3. ห้ามรับประทานน้ำตาล รวมถึงขนมและอาหารที่ใส่น้ำตาล เนื่องจากความจริงแล้วอาหารที่เราได้จากธรรมชาตินั้นมีแป้งและน้ำตาลอยู่แล้ว ซึ่งน้ำตาลตามธรรมชาตินั้นมีสัดส่วนที่พอดีและเหมาะกับร่างกาย แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ติดหวาน เพราะเคยชินกับการเติมน้ำตาลในอาหารมาก จึงทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา
           4. ห้ามรับประทาน Trans Fat หรือไขมันที่ผ่านความร้อน เพราะเมื่อไขมันผ่านความร้อน ไอน้ำในอากาศจะแตกตัว ทำให้ไฮโดรเจนในโมเลกุลของไอน้ำเข้าไปฝังตัวอยู่ในคาร์บอนของไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวและดึงไขมันอิ่มตัวขึ้นมา ซึ่งไขมันอิ่มตัวนี้เรียกว่า Trans Fat มักอยู่ในของทอด โดยคนที่กินอาหารทอดมากๆ มักเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
            5. ห้ามรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมู วัว แพะ แกะ ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ใหญ่ เนื่องจากหากศึกษาจากโครงสร้างจะพบว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยฟันของมนุษย์เป็นฟันแบบตัดซึ่งเหมาะกับการบดเคี้ยวพืช แต่เนื้อสัตว์ใหญ่จะมีลักษณะเหนียวเกินกว่าฟันมนุษย์จะบดเคี้ยวได้
นอกจากนั้น ลำไส้ของมนุษย์ยังมีลักษณะยาวมาก ทำให้เนื้อที่เหนียวและต้องใช้เวลาย่อยหลายวันไปเน่าอยู่ในลำไส้ จึงเกิดเชื้อแบคทีเรียและสารพิษตามมา
 
• ข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ
            1. เน้นการกินพืชผักผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารตามวิถีดั่งเดิมของมนุษย์ ในปริมาณครึ่งหนึ่งในแต่ละมื้ออาหาร โดยเน้นผักผลไม้ที่ไม่หวานจัด และไม่ผ่านความร้อนหรือการปรุงสุก เนื่องความร้อนจะไปทำลายวิตามิน เอนไซม์ และสารต่างๆที่มีลักษณะเป็นยา หากทำได้ทุกมื้อก็จะเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ
             2. กินข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสีและยังมีจมูกข้าวเหลืออยู่ เพราะจะทำให้ได้สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรลดปริมาณข้าวและคาร์โบไฮเดตลงตามลำดับ เนื่องจากจริงๆข้าวและคาร์โบไฮเดตไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้เราหันมาบริโภคข้าวและคาร์โบไฮเดตจนเกิดความเคยชิน และกลายเป็นการบริโภคเกินความจำเป็น
             3. ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง โดยออกกำลังกายในระดับที่เหงื่อออก หัวใจเต้นแรง ได้หอบหายใจ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายขับพิษออกหลายๆทาง ระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองจะทำงาน ซึ่งระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองนั้นเป็นระบบป้องกันโรคที่สำคัญของมนุษย์
นอกจากนั้น ขณะที่หอบหายใจนั้น ร่างกายจะเอาอากาศออกจากปอดได้ทั้งหมด ทำให้อากาศที่อยู่ในปอดสะอาดและมีปริมาณออกซิเจนสูง
             4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยช่วงการนอนหลับที่ดีที่สุดคือช่วง 22.00-02.00 น. เนื่องจากช่วงดังกล่าวร่างกายจะผลิตเมลาโพนินฮอร์โมนออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เราง่วง พอหลับสนิทร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาอีกตัวหนึ่ง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เด็กเจริญเติบโต ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะทำให้เกิดการซ่อมสร้างในเวลาที่รวดเร็ว
             5. การมีจินตนาการเชิงบวก คือการจะให้ร่างการมีสุขภาพดี เราจะต้องมีจินตนาการเชิงบวกต่อสุขภาพ ทำให้ชีวิตเรามีความสุข สุขภาพดี แข็งแรง ร่างกายจะเป็นไปตามที่เราคิด ถ้าเราเครียดร่างกายเราก็จะอ่อนแอ จิตใต้สำนึกมันส่งผลต่อร่างกาย


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ติ๋ม จันทร์ฉาย ที่ 03 พฤษภาคม 2556, 00:00:12
 :)like :)like
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: ปาฐกถาเจ้าปัญหา
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 03 พฤษภาคม 2556, 00:24:28
ฟังก่อนพิจารณาอย่างแยบคายว่า ใคร ไม่ดี ชั่ว ขายชาติ  กล้าหาญ  ความจริงฤาความเท็จ ใครควรถูกประนาม
 

https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=8QO1AzMZox8


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 พฤษภาคม 2556, 01:30:55
#ลิงค์ YouTube ไม่ถูกต้อง#

http://m.youtube.com/#/watch?v=kJGIwt0CmgQ&feature=player_embedded&desktop_uri=%2Fwatch%3Ffeature%3Dplayer_embedded%26v%3DkJGIwt0CmgQ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 08 พฤษภาคม 2556, 12:44:18
อ้างถึง
ข้อความของ พธู ๒๕๒๔ เมื่อ 16 มกราคม 2556, 23:31:23

นี่มันตลกนะ ไม่ขำเหรอ
นาย ไท.  : เราจะทวงคืนเขาพระวิหาร !!
นาย ลาว : ผมเอาด้วย ผมจะทวงคืนพระแก้วมรกต !!!
นาย ซาอุ : งั้นผม เอาด้วยคน ผมจะทวงคืนเพชร !!!!

:)like :)like :)like


หัวข้อ: บทเรียนจาก คุณโจร
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 พฤษภาคม 2556, 17:26:51
การปล้นธนาคารที่ฮาและมีสาระ

โจรปล้นธนาคารที่กวงซู โจรตะโกนคำแรกเมื่อชักปืนออกมาว่า "ทุกคนอย่าขยับ เงินเป็นของรัฐ แต่ชีวิตเป็นของคุณ"
ทุกคนนอนอย่างสงบบนพื้น ไม่มีใครเสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องเงินของรัฐ

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "เทคนิคการเปลี่ยนแนวคิด" บิดเบือนนิดเดียวความคิดเราก็เปลี่ยนไปไกลแล้ว
-------------------------------------------------

ผู้หญิงคนนึงนอนอยู่บนโต๊ะและกำลังจะกรี๊ด ทันใดนั้นโจรตะโกนใส่ผู้หญิงว่า "เรามีวัฒนธรรม ผมมาปล้นแบ๊งค์ ไม่ได้มาข่มขืนคุณ!!"

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การเป็นมืออาชีพ" ตั้งมั่นในเป้าหมายอย่างเดียวไม่ว่อกแว่ก
-------------------------------------------------

เมื่อโจรกลับถึงฐานลับ โจรวัยรุ่นที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท MBA บอกกับรุ่นพี่โจรว่า "รุ่นพี่ เรามานับเงินกันว่าได้มาเท่าไหร่" แต่รุ่นพี่โจรที่จบเพียงชั้นประถมกล่าวว่า "แกนี่มันโง่มากเลย เงินตั้งเยอะตั้งแนะ จะนับยังไง คืนนี้ทีวีจะบอกเองแหล่ะว่าเราได้มาเท่าไหร่!!"

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ประสบการณ์" ซึ่งในปัจจุบันประสบการณ์มีค่ามากกว่าใบปริญญามากมายนัก
-------------------------------------------------

เมื่อโจรกลับไปแล้ว ผู้จัดการธนาคารสั่งให้รองผู้จัดการโทรหาตำรวจที่เบอร์ 191 แต่รองผู้จัดการธนาคารกลับค้านว่า "เดี๋ยวๆๆ ใจเย็นๆ โจรเอาเงินไปเท่าไหร่ เรามานับกันก่อน แล้วบอกตำรวจว่าโจรเอาไปมากกว่านั้นอีก 5 ล้าน"

เราเรียกสิ่งนี้่ว่า "ว่ายตามน้ำ" หรือการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส
-------------------------------------------------

ผู้จัดการกล่าวว่า "นั่นสิ จริงๆแล้วถ้ามีโจรมาปล้นธนาคารทุกเดือนก็ดีสินะ"

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การฆ่าเวลาเล่นๆ" ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าความสุขของเราอีกแล้ว
-------------------------------------------------

วันถัดมา ทีวีทุกช่องออกข่าวกันว่ามีโจรปล้นธนาคาร 100 ล้านบาท แต่ว่าโจรที่ปล้นไปนับแล้วนับอีก ไม่ว่าจะนับกี่รอบ ก็นับได้แค่ 20 ล้านบาทเท่านั้น โจรโกรธมากแล้วพูดว่า "เราเสี่ยงตายและปล้นธนาคารออกมาได้แค่ 20 ล้านบาท แต่เจ้าผู้จัดการธนาคารแค่มันหัวไวนิดเดียว มันทำเงินได้ถึง 80 ล้านบาทเลย การศึกษามีดีอย่างนี้นี่เอง"

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ความรู้มีค่ามากกว่าทองคำ"
-------------------------------------------------

ผู้จัดการธนาคารยิ้มร่าอย่างแรง เพราะว่าอยู่ดีๆเขาก็มีเงินเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านบาท โดยที่เป็นความผิดของโจรปล้นธนาคาร

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "โคตรโกง" เซียนเหนือเซียน แต่ไม่ใช่ในสิ่งดี

-------------------------------------------------

โตไปไม่โกงกันนะครับ

แปลโดย แอดมิน Dektalent.com


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 19 พฤษภาคม 2556, 02:26:59
สมชายมีรถโฟล์วีลไดร้อยู่คันหนึ่ง
เพื่อให้เท่ห์ยิ่งขึ้นก็ไปจ้างช่างเขียนข้างรถว่า4x4
เหมือนรถโฟวีลทั่วไป

กลับจากทำงานก็จอดรถไว้หน้าบ้านเนื่องจากในบ้านไม่มีที่จอดรถ

หลังจากตื่นมาตอนเช้า สมชายก็โมโหสุดเหวี่ยง
เนื่องจากมีมือดีมาเขียนต่อว่า =16

สมชายไปจ้างช่างลบออก แต่ก็มีมือดีมาเขียนอยู่อย่างนี้ทุกๆ ครั้ง

สมชายจึงคิดวิธีแก้เผ็ดเจ้ามือดี โดยไปจ้างช่างเขียนใหม่
โดยเขียนข้างรถว่า 4x4=16

แล้วก็นั่งกระหยิ่มใจว่า มันคงไม่มาเขียนอีก...พอตื่นมาก็มาดูที่รถ สมชายแทบลมจับเมื่อเจอข้างรถ เขียนว่า ถูกต้อง


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 19 พฤษภาคม 2556, 09:52:20
แล้วคิดว่าสมชายจะแก้ปัญหานี้อย่างไรต่อ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 20 มิถุนายน 2556, 04:26:18
(http://www.cmadong.com/picup/201212/4261013716771542130485079.jpg)


หัวข้อ: โครงการรับจำนำข้าวเปลือก
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 22 มิถุนายน 2556, 11:54:54
15. เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวเปลือก
​คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้
​1. มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำกับดูแลและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงการให้เหมาะสม โดยเริ่มระยะเร่งด่วนด้วยการจำกัดปริมาณ หรือพื้นที่ปลูกข้าวของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การปรับปรุงระยะเวลาในการออกเอกสารที่เกี่ยวข้องให้มีความรวดเร็ว และการวางระบบการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของโครงการรับจำนำทั้งกระบวนการอย่างรัดกุม และพิจารณาปรับลดราคารับจำนำในจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัย 3 ประการ คือ 1) ภาวะราคาข้าวในตลาดโลก                     2) ไม่กระทบกระเทือนต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อย และ 3) สอดคล้องกับการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพข้าว
​2. มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตร เพื่อให้มีการเพาะปลูกข้าวที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพข้าว ลดต้นทุนการผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
​3. มอบหมายให้กระทรวงการคลังติดตามและควบคุมกระแสเงินสดของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินในโครงการฯ ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2556 รวมทั้งปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพกลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าและระบบประกันภัยพืชผลสินค้าเกษตร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและสร้างความมั่นคงและพึ่งตนเองได้ของเกษตรกรใน
ระยะยาว
​สาระสำคัญของผลการศึกษาการดำเนินงานของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในภาพรวม เพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุงและกำหนดแนวทางการบริหารจัดการสินค้าข้าวในระยะต่อไป สรุปได้ดังนี้
​1. ภาพรวมของข้าว
​1.1 ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมาก โดยสัดส่วนมูลค่าการส่งออกข้าวเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 25 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด และมูลค่าเพิ่มสินค้าข้าวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภาคเกษตร นอกจากนั้น ข้าวเป็นสินค้าที่ใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกมากที่สุด คิดเป็นเกือบร้อยละ 50 ของพื้นที่ทั้งประเทศ รวมทั้งการปลูกข้าวเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชาวนามากถึงร้อยละ 66 ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด
​1.2 ไทยส่งออกข้าวประมาณ 1 ใน 3 ของข้าวที่ส่งออกทั้งหมดในโลก และมีคู่แข่งที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม และอินเดีย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยร้อยละ 19 และ 15 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ในปี 2555 อินเดียเป็นผู้ส่งออกข้าวมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม และไทย ตามลำดับ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากอินเดียเริ่มเปิดตลาดให้มีการส่งออกข้าว หลังจากที่ดงการส่งออกไปหลายปี และเวียดนามที่มีการลดราคาข้าวอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวคุณภาพต่ำเพื่อแข่งขันกับข้าวของไทย ดังจะเห็นได้จากในปี 2556 (ม.ค.-พ.ค.) ปริมาณการส่งออกข้าวไทย 2.232 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าส่งออก 1,584 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับปริมาณการส่งออกข้าวของเวียดนาม ประมาณ 2.226 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าส่งออก 973 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงมูลค่าการส่งออก พบว่า
ไทยสามารถส่งออกข้าวได้มูลค่าสูงกว่าเวียดนามในปริมาณส่งออกที่ใกล้เคียงกัน
​2. โครงการรับจำนำข้าวเปลือก
​  ​2.1 หลักการเหตุผล สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ในราคาสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับต้นทุน และนำระบบรับจำนำสินค้าเกษตรมาใช้ในการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างเสถียรภาพของราคาข้าว และยกระดับราคาส่งออกข้าวไทย เริ่มต้นจากการรับจำนำข้าวเปลือก              ทุกเมล็ด ทั้งข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 ที่ราคาเกวียนละ 15,000 บาท และ 20,000 บาท ตามลำดับ
​ ​2.2 ผลการดำเนินงาน
​ ​2.2.1 ปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการ ปี 2554/55 มี จำนวน 21.68 ล้านตัน และปี 2555/56 จำนวน 18.79 ล้านตัน (ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2556)
​ ​2.2.2 วงเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำ รวมทั้งสิ้น 588,708 ล้านบาท เป็นการใช้เงินในปี 2554/55 จำนวน 337,246 ล้านบาท และ ปี 2555/56 จำนวน 251,462 ล้านบาท (ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2556)
​ ​2.2.3 ผลการระบายข้าวของโครงการฯ ตั้งแต่เริ่มโครงการฯ จนถึงเดือน มี.ค. 56 ได้มีการระบายข้าวไปแล้วทั้งสิ้น 76,001 ล้านบาท และจนถึงเดือน ก.ย. 56 คาดว่าจะระบายได้อีกเป็นเงิน 73,082 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 149,083 ล้านบาท
​ ​2.3 ประโยชน์ของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก
​ ​2.3.1 รายได้เกษตรกรเพิ่มสูงขึ้น ประมาณ 1.16 แสนล้านบาท ในปี 2554/55 และ 1.14 แสนล้านบาทในปี 2555/56 หรือรายได้เกษตรกรที่เข้าโครงการเพิ่มขึ้น ประมาณ 42,000 บาทต่อคน กำลังซื้อและบริโภคของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 2.0 และมีส่วนทำให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.69 และ 0.62 ในปี 2554/55 และ 2555/56 ตามลำดับ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นกว่าอัตราการเติบโตปกติ
​ ​2.3.2 ในปี 2555 การใช้จ่ายของครัวเรือนทั้งประเทศขยายตัวร้อยละ 6.7 หากไม่มีโครงการรับจำนำข้าวเพื่อเพิ่มรายได้และอำนาจซื้อของเกษตรกรในชนบท จะส่งผลทำให้การบริโภครวมของครัวเรือนขยายตัวเพียงร้อยละ 4.7
​ ​2.4 ผลกระทบต่อฐานะการคลัง
​      ​การดำเนินงานโครงการที่ผ่านมา ในปี 2555 – 2556 ทำให้รัฐบาลมีภาระหนี้สะสม ประมาณ 159,687 ล้านบาท สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะต้องผลักภาระการชำระหนี้ไปในปีงบประมาณต่อ ๆ ไป ทั้งนี้ หากมีการกำหนดกรอบปริมาณการรับจำนำข้าวเปลือกไม่เกิน 15 ล้านตันต่อปี ในการดำเนินงานปี 2557 - 2560 จะทำให้รัฐบาลมีภาระเฉลี่ยปีละ 80,621 ล้านบาท (ประมาณการจากส่วนต่างของราคารับจำนำและแนวโน้มราคาตลาด รวมค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและการเก็บรักษา)
​ ​3. ปัญหาของการดำเนินโครงการที่ผ่านมา
​3.1 การกำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกสูงกว่าราคาตลาดมาก ซึ่งมีผลต่อการขาดทุนในการดำเนินงานสูง และเป็นภาระงบประมาณ รวมทั้งทำให้ราคาส่งออกและต้นทุนการผลิตข้าวสูงกว่าประเทศคู่แข่ง
​ ​3.2 เกษตรกรรายใหญ่และกลางได้ประโยชน์จากโครงการมากกว่าเกษตรกรรายย่อย
​ ​3.3 ความสามารถในการระบายข้าวของรัฐมีจำกัด ประกอบกับสต็อกข้าวคงเหลือปลายปีของประเทศผู้ส่งออกข้าวสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เป็นข้อจำกัดในการดำเนินงาน
​ ​3.4 กระบวนการออกใบรับรองและใบประทวนให้กับเกษตรกรมีความล่าช้า
​4. ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินนโยบายข้าวและโครงการรับจำนำข้าว
​ ​4.1 ข้อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว
​ ​4.1.1 ควรกำหนดราคารับจำนำให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและมีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับภาระราคาข้าวในตลาดโลก โดยอาจคำนวณจากต้นทุนการผลิตข้าว บวกค่าขนส่งและกำไรที่เหมาะสมของเกษตรกร ทั้งนี้ ในระยะแรก ควรพิจารณาจำกัดปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกของเกษตรกรต่อครัวเรือน โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อย และในระยะต่อไป ควรพิจารณากำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลก
​ ​4.1.2 ควรจำกัดปริมาณและ/หรือพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยที่ยากจน มีพื้นที่นาน้อยหรือต้องเช่าที่นาจากผู้อื่นและเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวในพื้นที่ที่เหมาะสม
​ ​4.1.3 ควรเร่งรัดการออกเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีความรวดเร็ว และพัฒนาและปรับปรุงระบบฐานข้อมูลเกษตรกรที่มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันให้มากที่สุด
​ ​4.1.4 ควรเน้นความโปร่งใสในการระบายข้าวและเร่งระบายให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาตลาดโลก เพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษาและการเสื่อมสภาพของข้าวและรายงานผลการระบายสต็อกข้าวให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ
​ ​4.1.5 ควรวางระบบกำกับและตรวจสอบการดำเนินงานของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้งกระบวนการ ตลอดจน ลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง
​ ​4.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องข้าว
​ ​4.2.1 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกมีความจำเป็นต้องดำเนินการจนถึงปี 2558 ซึ่งประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เข้มแข็งเพียงพอ ทั้งนี้ ในการดำเนินงานควรกำหนดเป้าหมายการขาดทุนของโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร           ไม่เกิน 1 แสนล้านบาทต่อปี ในระยะเวลา 3 ปี
​ ​4.2.2 สนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพข้าว เพื่อยกระดับการส่งออกสินค้าข้าวไปสู่ตลาดบนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ตลอดจนเร่งจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตร ให้มีการปลูกข้าวที่สอดคล้องกับศักยภาพแต่ละพื้นที่ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
​ ​4.2.3 ส่งเสริมกลไกตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้มีความเข้มแข้งและมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับกลไกของตลาดในท้องถิ่น ตลาดกลาง และตลาดส่งออก ตลอดจนเร่งรัดการดำเนินงานทำประกันภัยพืชผลการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 22 มิถุนายน 2556, 15:49:19
8. เรื่อง การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตรของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ
​คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ครั้งที่ 3/2556 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2553 มาตรา 13 (2) ที่ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งสามารถดำเนินการเองได้เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว ในเรื่องการลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร ตามที่กระทรวงแรงานเสนอ ดังนี้
​1. ลูกจ้างซึ่งประสงค์จะลาไปช่วยเหลือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายที่คลอดบุตรให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตก่อน หรือในวันที่ลาภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คลอดบุตร และให้มีสิทธิลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตรครั้งหนึ่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 15 วันทำงาน นายจ้างอาจให้แสดงหลักฐานประกอบการพิจารณาอนุญาตด้วยก็ได้
​2. ลูกจ้างซึ่งลาไปช่วยเหลือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายที่คลอดบุตรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ภริยาคลอดบุตรให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน 15 วันทำงาน แต่ถ้าเป็นการลาเมื่อพ้น 30 วัน นับแต่วันที่ภริยาคลอดบุตรไม่ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา เว้นแต่ผู้บริหารสูงสุดเห็นสมควรจะให้จ่ายค่าจ้างระหว่างลานั้นก็ได้ แต่ไม่เกิน 15 วันทำงาน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 22 มิถุนายน 2556, 16:45:57
อ้างถึง
ข้อความของ พธู ๒๕๒๔ เมื่อ 03 พฤษภาคม 2556, 00:24:28
ฟังก่อนพิจารณาอย่างแยบคายว่า ใคร ไม่ดี ชั่ว ขายชาติ  กล้าหาญ  ความจริงฤาความเท็จ ใครควรถูกประนาม
 


http://www.youtube.com/v/8QO1AzMZox8?version=3&hl=de_DE

แปะซ้ำคะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 22 มิถุนายน 2556, 16:58:48
อ้างถึง
ข้อความของ พธู ๒๕๒๔ เมื่อ 07 พฤษภาคม 2556, 01:30:55
http://www.youtube.com/watch?v=kJGIwt0CmgQ



พี่ป๋า,
youtubeนี้ติด "m."คะ
ตัด"m."ออก ก็ชมได้คะ!



http://youtu.be/kJGIwt0CmgQ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 22 มิถุนายน 2556, 21:41:58
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใต้ร่มพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ข่าวลงวันที่ 27 มีนาคม 2556

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เหล่าผู้นำ ทางภูมิปัญญาของประเทศต่างตระหนักในความจำเป็นที่สยามจำต้อง พัฒนาไปสู่ความทันสมัย โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะ "ทะนุบำรุงการศึกษาของชาติบ้านเมืองให้รุ่งเรือง ทันต่างประเทศอื่นเขา" ซึ่งข้อเท็จจริงมีปรากฏในกระแสพระบรมราชโองการว่า สถาบันการศึกษาที่จะสถาปนาขึ้นนั้น จะต้องเป็นแหล่งรวมแห่งสรรพความรู้ ที่หลากหลาย ซึ่งผู้ผ่านการศึกษาต้องสามารถเข้ารับราชการได้ทุกกระทรวง ทบวง กรม สถานศึกษาหรือโรงเรียนในพระราชปณิธานนั้นจะต้องจัดการให้มี "แผนกวิทยาต่างๆ เช่น รัฐประศาสน์ กฎหมาย การต่างประเทศ การเกษตร การช่าง การแพทย์ ครู เป็นต้น เพื่อจะได้เป็นมหาวิทยาลัยสง่าพระนครต่อไป"

แนวพระราชปณิธานซึ่งต่อมาปรากฏเป็น "ประกาศพระบรมราชโองการ" เพื่อสถาปนาสถานศึกษาโดยเรียกว่า "สถาบันอุดมศึกษา" นี้นับเป็นนวัตกรรมของประเทศในยุคนั้น การจะสร้างสถาบันการศึกษาให้ได้ตามพระราชปณิธาน เพื่อยังประโยชน์ต่อแผ่นดินและอาณาประชาชนของพระองค์ให้ยั่งยืนสืบไป จำเป็นจะต้องอาศัยการลงทุนทั้งในด้านทุนทรัพย์และ สถานที่ตั้งที่กว้างขวางเพียงพอแก่การจัดตั้ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึง "พระราชทานเงินซึ่งราษฎรเรี่ยราย กันสร้างพระบรมรูปทรงม้าเป็นอนุสาวรีย์ถวายแด่สมเด็จพระบรมชนกนาถซึ่งยังมีเหลืออยู่เป็นจำนวน 982,672 บาท 47 สตางค์ สำหรับเป็นทุนสร้างสถาบันอุดมศึกษา นอกจากจะพระราชทานทุนทรัพย์เป็นจำนวนมากแล้ว ยังทรงพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ใช้ที่ดินผืนใหญ่ของพระคลังข้างที่ที่ตำบลปทุมวัน รวมทั้งตึกที่สร้างไว้เป็นวังที่เรียกว่า 'วังกลางทุ่ง' ซึ่งก็คือวังใหม่ หรือวังวินด์เซอร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างเพื่อพระราชทานให้สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศพระราชปิโยรส สำหรับใช้เป็นโรงเรียนด้วย

สถาบันอุดมศึกษาซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นที่ตำบลปทุมวัน ตั้งอยู่บนที่ดินที่มหาวิทยาลัยมีฐานะเป็น "ผู้เช่า" โดยเช่าจากกรมพระคลังข้างที่ซึ่งมีฐานะเป็น "ผู้ให้เช่า" ตั้งแต่รัตนโกสินทรศก 131 ในสัญญาเช่าระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า มหาวิทยาลัยมีอำนาจเต็มที่ที่จะใช้ที่ดินนี้เพื่อ "ใช้เป็น สถานศึกษาเล่าเรียนและหาประโยชน์เป็นกำลังเลี้ยงมหาวิทยาลัย" ที่สำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเช่าที่ดินแปลงนี้ในราคาถูกแบบ "พอเป็นพิธี" กล่าวคือ ที่ดินที่มหาวิทยาลัยได้เช่าไว้มีขอบเขตกว้างขวางเป็นเนื้อที่ถึง 1,309 ไร่ แต่ชำระค่าเช่าเพียง 1,200 บาทต่อเดือน ในหนังสือ ที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี กราบบังคมทูลพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร อธิบดีกรมมหาวิทยาลัย ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2461 ความว่า "...ค่าเช่าที่พระราชทานให้เช่าไม่แพงเลย ถ้าไม่คิดค่าเช่าตึกวังใหม่เข้าด้วย ลำพังผลประโยชน์พื้นดินเราเก็บได้คุ้ม และมีกำไรด้วย ต่อไปถ้าทรงจัดดีควรจะคุ้มค่าเช่าวังใหม่ด้วย และมีกำไรอีกเท่าไร ๆ ก็ได้ เพราะค่าเช่าที่เราต้องเสียให้พระคลังข้างที่คงอยู่ แต่ผลประโยชน์ที่เราเก็บได้ ยิ่งจักดีขึ้นและทำเลดีขึ้น เราก็ยิ่งเก็บได้มากขึ้น" กล่าวได้ว่าลักษณะการเช่าที่ดิน ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้นในทาง "พฤตินัย" แล้ว นับเป็นการเช่าโดยมีสิทธิพิเศษ ทั้งนี้ก็ด้วยหลักการเดิมมีอยู่ว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เช่าที่ดินในราคาย่อมเยาเพื่อที่ "จะทรงอุดหนุนอุดมศึกษาแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อจะให้เป็น เครื่องเฉลิมพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย" แม้แต่ผู้เช่ารายเดิมที่ยังไม่สิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาเช่าก็ยังต้องชำระค่าเช่าโดยตรงในฐานะผู้เช่าช่วงต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหากหมดสัญญาไปแล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็มีสิทธิขาดที่จะให้เช่าช่วงต่อไปหรือไม่ก็ได้

เมื่อตรวจสอบเอกสารหลักฐานโดยถ้วนทั่วยังปรากฏข้อยืนยันว่าในทาง "พฤตินัย" อันแสดงว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์อันแน่วแน่ที่จะให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ หยัดยืนสถาพรคู่แผ่นดินไทยและเป็นสิ่ง ถาวรวัตถุ เพื่อเป็นพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้อเท็จจริงนี้เห็นได้จากการที่ทรงเปลี่ยนชื่อสถานศึกษาจากโรงเรียนมหาดเล็กเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อมาในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 ยังได้ทรงมีพระบรมราชโองการ "ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นมหาวิทยาลัย พระราชทานนามว่า "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เพื่อเป็น อนุสาวรีย์สมพระเกียรติแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง" โดยสามัญ สำนึกแล้วจึงยากจะเข้าใจว่ายังจะมีเหตุผลใดที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะไม่ทรงปรารถนาจะเห็นมหาวิทยาลัยแห่งนี้เจริญสถาพรยั่งยืนคู่ประเทศ เพราะพระองค์พระราชทานนามของมหาวิทยาลัยตามพระนามของพระราชบิดา เพื่อให้สถาบันแห่งนี้เป็นอนุสาวรีย์แห่งพระเกียรติยศแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงไปชั่วกาลนาน

พระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะสถาปนามหาวิทยาลัย ให้เป็นเกียรติยศถวายแด่พระบรมชนกนาถและให้เป็นสมบัติคู่แผ่นดินไปชั่วกาลนานนั้นมีหลักฐานปรากฏใน "พระราชดำรัสตอบ ในพระราชพิธีก่อพระฤกษ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ณ วันที่ 3 มกราคม 2458" ความว่า

วันนี้เรามีความยินดีเป็นที่สุดที่ได้รับอัญเชิญให้มาวางศิลาฤกษ์ สำหรับมหาวิทยาลัยนี้เพราะเป็นกิจอันหนึ่งซึ่งเรา ปรารถนาอยู่นานแล้ว ที่จะยังการให้เป็นผลสำเร็จตามพระราชประสงค์ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระราชปรารถนามานานแล้วในเรื่องที่จะให้มีมหาวิทยาลัย ขึ้นสำหรับเป็นสถานอุดมศึกษาของชาวสยาม แต่ในรัชสมัยของพระองค์ยังมีเหตุติดขัดซึ่งการยังจะดำเนินการไปไม่ได้ปลอดโปร่ง ตัวเราผู้เป็นรัชทายาทจึ่งรู้สึกเป็นหน้าที่อันหนึ่งที่จะต้องทำการนั้นให้สำเร็จตามพระราชประสงค์ โดยรู้อยู่ว่าเมื่อได้ทำสำเร็จแล้วจะเป็นเครื่องเพิ่มพูนพระเกียรติยศเป็นราชานุสาวรีย์ เป็นที่คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ของชาติไทยเรา เป็นการสมควรยิ่งที่จะสร้างพระราชานุสาวรีย์อันใหญ่และถาวรเช่นนี้ ทั้งจะได้เป็นเครื่องที่จะทำให้บังเกิดประโยชน์ แก่ชาติไทยไม่มีเวลาเสื่อมสูญด้วย

พระราชดำรัสตอบตามแสดงมายืนยันในข้อเท็จจริงว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ถือกำเนิดได้ก็ด้วยพระผู้สถาปนามหาวิทยาลัยทรงมุ่งหมายให้สถาบันแห่งนี้เป็นพระราชานุสาวรีย์ ถวายพระบรมชนกนาถตามจารีตเดิมและ พร้อมกันไปก็ทรงมุ่งหมายให้เป็นสถานอุดมศึกษาของชาวสยาม อันสอดประสานกับความจำเป็น ของประเทศที่ต้องปฏิรูปให้เท่าทันตามยุคสมัย ที่เปลี่ยนไป เพราะทรงมุ่งหมายที่จะเห็นสถานศึกษา แห่งนี้ "บังเกิดประโยชน์แก่ชาติไทยไม่มีเวลา เสื่อมสูญ" นั่นเอง

การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เช่าที่ดินผืนใหญ่ของพระคลังข้างที่ที่ตำบลปทุมวันให้เป็นที่ตั้ง "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ซึ่งครอบคลุมปริมณฑลกว้างขวางมาก ก็ด้วยทรงเห็นความจำเป็นว่า มหาวิทยาลัยจำต้องมีพื้นที่พอให้หาประโยชน์เพื่อให้เลี้ยงตัวเอง เสริมจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ความจำเป็นพื้นฐานตามกล่าวนี้ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยให้อรรถาธิบายไว้ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2521 ในคอลัมน์ข้างสังเวียนว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ นั้น ทรงไว้ซึ่งพระปรีชาญาณ แลเห็นการณ์ไกลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการพัฒนา บ้านเมืองในอนาคต

"...พระประสงค์ในการพระราชทานที่ดินอันกว้างขวางแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น จะต้องเพราะ ทรงเล็งเห็นว่าต่อไปที่ดินนั้นจะเป็นที่มีความเจริญในทางการค้าขาย จึงได้พระราชทานไว้แก่มหาวิทยาลัยไว้เพื่อหาประโยชน์ เป็นรายได้แก่มหาวิทยาลัย ในทำนองที่ฝรั่งเรียกว่า endowment

…ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่าการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้ที่ดินที่ได้รับพระราชทานไว้ในการหารายได้ ด้วยการสร้าง ศูนย์การค้าหรืออาคารพาณิชย์ ไม่ทิ้งไว้ให้อยู่เปล่านั้นเป็นการปฏิบัติตามพระราชดำริและตรงตามพระราชประสงค์อยู่แล้ว ไม่น่าจะตำหนิติเตียนตั้งข้อกังขาใดๆ ในหลักการ"

พระราชประสงค์ที่จะให้มหาวิทยาลัยที่ทรงสถาปนาขึ้นเป็น อนุสาวรีย์ของพระบรมชนกนาถมีผลประโยชน์รายได้อันเกิดจากที่ดินที่ถือครองเช่นมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่พระองค์ได้เคยทรงศึกษามาได้บังเกิดผลนับแต่วันแรกตั้งมหาวิทยาลัย ดังจะเห็นได้ว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมีอำนาจรับผิดชอบในฐานะผู้รับเช่าจากพระคลังข้างที่ที่จะเก็บค่าเช่า จากผู้เช่ารายอื่นในบริเวณที่ดินที่เป็นเขตของมหาวิทยาลัย และ ในกรณีที่ผู้เช่ารายอื่นได้ทำสัญญาเช่ากับกรมพระคลังข้างที่มาก่อนหน้า เมื่อกำหนดสัญญาเช่าระหว่างพระคลังข้างที่กับผู้เช่ารายอื่นสิ้นสุดลง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังมีอำนาจสิทธิขาดในการพิจารณาว่าจะให้ผู้เช่ารายอื่นนั้นต่อสัญญาหรือไม่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีหลักฐานยืนยันกรณีการเช่าที่ ของบริษัทไฟฟ้าสยามทุนจำกัด นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะใช้ที่ดินตรงมุมด้านใต้ ระหว่างถนนหัวลำโพง กับสนามม้าซึ่งเป็นที่ดินในเขตมหาวิทยาลัยสร้างเป็นสถานเสาวภาเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนี พระพันปีหลวงนั้น การปรากฏว่าสภากาชาดสยาม ผู้รับอำนวยการต้องเสียค่าเช่าที่ให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ผ่อนผันให้เสียค่าเช่าเพียงปีละ 28 บาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ หาได้ทรงใช้พระราชอำนาจเรียกพื้นที่นั้นคืนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่อย่างใดไม่ และไม่เคยมีหลักฐานปรากฏว่าพระองค์หรือพระคลังข้างที่จะยกที่ดินในเขตมหาวิทยาลัยให้กับเจ้านายพระองค์ใด หากจะมีผู้ประสงค์ใช้พื้นที่ส่วนนี้เพื่อปลูกอาคารสถานที่ จะต้องเช่าต่อจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพียงประการเดียว เช่น กรณีสภากาชาดสยามเช่าพื้นที่สร้างสถานเสาวภา เป็นต้น

กล่าวได้ว่านับจากรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ผู้ปกครองประเทศทุกยุคทุกสมัย ต่างเห็นความสำคัญที่ประเทศจำเป็นจะต้องมีมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นศรีสง่าแก่พระนคร เป็นเครื่องชูเกียรติคุณของประเทศ และเป็นแหล่งเพาะวิทยาการต่าง ๆ ถึงแม้เมื่อสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยไปแล้ว ผู้ปกครองประเทศในยุคต่อ ๆ มาก็เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสานต่อพระราชปณิธานเพื่อให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ "เป็นเครื่องที่จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ชาติไทยไม่มีเวลาเสื่อมสูญ" ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยให้สามารถสนองความต้องการของชาติบ้านเมืองได้โดยเปี่ยมประสิทธิภาพ พระองค์เจ้าธานีนิวัตซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการและเป็นผู้หนึ่งที่ใส่ใจอย่างจริงจังในเรื่องการพิจารณากรรมสิทธิ์ที่ดินและการจัดการทรัพย์สินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทรงบันทึกเป็นหลักฐาน ไว้ในโอกาสทรงนิพนธ์พระราชประวัติสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า "พระองค์ทรงพระราชอุทิศยกกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่เป็นที่ตั้งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้กับมหาวิทยาลัย" หากแต่เป็นไปได้ว่ายังมิได้ทรงดำเนินการอย่างเป็นทางการ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อน

รัฐบาลภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ยังคงเล็งเห็น ถึงความสำคัญในการทำนุบำรุงมหาวิทยาลัยให้ยั่งยืนสถาพรสืบตาม พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังจะเห็นได้ ในหนังสือเรื่อง "ขอพระราชทานเพิกถอนสัญญาเช่าและขอพระราชทานที่ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2479" ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขณะนั้น ที่ระบุถึงพระราชประสงค์ของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ที่ทรงหวังให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นพระราชานุสาวรีย์ เชิดชูพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และเป็นแหล่งเพาะวิทยาการต่างๆ ให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง ที่สำคัญคือ "มิได้มุ่งหวังให้จัดสร้างลงแล้วจะทรงเรียกร้องเอาประโยชน์ กำหนดเงื่อนเวลาให้อยู่ ให้ขับไล่หรือให้รื้อถอนไป อย่างการเช่าถือ เป็นทำนองหาประโยชน์" ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้เป็นไปตาม "พระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้" จึง "นำความขึ้นกราบเรียนคณะผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์เพื่อขอรับพระราชทานเลิกสัญญาเช่าที่สำนักงานพระคลังข้างที่ได้ทำไว้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และขอพระราชทาน ที่รายนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตพระราชทานที่ดินให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผ่านทางผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะนั้นแล้ว รัฐบาลจึงได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย อย่างถูกต้องเพื่อให้เป็นไปตามพระราชปณิธานและได้ตราเป็น "พระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2482" ในชั้นที่สุด ทั้งนี้โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นผู้ลงนามในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

กล่าวได้ว่า ดำริของรัฐบาลภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและดำริของเจ้านายที่ทรงเป็นผู้กุมอำนาจของประเทศก่อนปี พ.ศ. 2475 โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้ผิดแผกจากกัน เพราะต่างก็มุ่ง ทำนุบำรุงและรักษาประโยชน์อันยั่งยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ "บังเกิดประโยชน์แก่ชาติไทยไม่มีเวลาเสื่อมสูญ" ตามพระราชปณิธานของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 และด้วยหลักฐานตามมีประจักษ์นี้เองที่ยืนยันว่า "พระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน อันเป็นส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2482" ที่ออกโดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งส่งผลทางกฎหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีสิทธิโดยชอบธรรมในการถือกรรมสิทธิ์ และมีอำนาจจัดการที่ดินผืนดังกล่าว เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยจิตเจตนาที่จะสนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะให้มหาวิทยาลัยเป็นสำนักศึกษาที่มีความมั่นคงยั่งยืน ด้วยการมอบอำนาจให้มหาวิทยาลัยได้จัดการ ดูแลรักษาและหาผลประโยชน์บำรุงมหาวิทยาลัยได้จากที่ดินในเขตพื้นที่ครอบครองให้มหาวิทยาลัยโดยอิสระ ผู้เช่ารายอื่นที่ยังคงเช่าที่ดินบริเวณที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ต้องชำระค่าเช่าในฐานะ "ผู้เช่า" ให้แก่จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะ "ผู้ให้เช่า" ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

นับแต่วันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสืบมาจนถึงปัจจุบัน การดำเนินกิจการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้เจริญรุดหน้าเป็นลำดับสนองพระราชปณิธานสมดังพระราชประสงค์ กล่าวคือ 96 ปีที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ผลิตบัณฑิตทั้งในระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษามากกว่า 250,000 คน โดยบัณฑิตเหล่านี้ได้เข้าไปมีบทบาท

สำคัญในการพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศไม่ว่าจะเป็นในด้าน การบริหารประเทศ การเป็นผู้นำในองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริม

การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับนิสิตเองนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนโยบายที่ชัดเจนว่า "จะต้องไม่มีใครเลยที่มีความสามารถ สอบเข้ามาเป็นนิสิตจุฬาฯ แล้วต้องลาออก เนื่องจากปัญหาการเงิน" โดยปัจจุบันได้มีการจัดสรรทุนจุฬาฯ ชนบท และทุนอุดหนุนการศึกษาประมาณ 12,000 ทุน เป็นจำนวนเงิน

450 ล้านบาทต่อปี

ในส่วนของการวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มุ่งพัฒนางานวิจัยที่ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสังคมและประเทศในรอบด้าน โดยมีกลยุทธ์ในการสร้างกลุ่มวิจัย เพื่อให้เกิดการบูรณาการระหว่างศาสตร์และสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยในการที่จะสรรค์สร้างงานวิจัยที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในทุกภาคส่วน ต่อชุมชน ต่อสังคม และต่อประเทศ ตัวอย่างงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ เช่น งานวิจัยเพื่อการอนุรักษ์โคเนื้อพันธุ์พื้นเมืองน่านแบบบูรณาการ ตลอดจนพัฒนาแหล่งผลิตอาหารสดและอาหารหมักของโค เพื่อเป็นต้นแบบให้ชุมชนได้เข้ามาศึกษา และงานวิจัยเพื่อการผลิตแพะพันธุ์นม เพื่อใช้นมเป็นแหล่งอาหารโปรตีนสำหรับ นักเรียนในพื้นที่ทุรกันดารในจังหวัดน่าน รวมถึงงานวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้ราเอคโตไมคอร์ไรซ่า (เห็ด) เพื่อการปลูกป่าฟื้นฟูป่าไม้วงศ์ยางนาในจังหวัดน่าน ซึ่งได้เริ่มมีการนำไปใช้เป็นแนวทางปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม หรือพื้นที่รกร้างในจังหวัดน่านและจังหวัดอื่นๆ เป็นต้น

ในส่วนของการบริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดทำโครงการต่างๆ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนเช่น การนำความรู้และเทคโนโลยีการผสมเทียมสุกรไปถ่ายทอดและพัฒนารูปแบบร่วมกับชุมชนจนเกษตรกรในพื้นที่ให้การยอมรับ จนนำมาสู่การสร้างเครือข่ายเกษตรกรเพื่อการเลี้ยงสุกรแบบอินทรีย์ในแบบปศุสัตว์ท้ายบ้าน เกิดเป็น กองทุนสุกรอินทรีย์ในระดับหมู่บ้าน ช่วยเพิ่มรายได้ครัวเรือนให้สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง หรือที่จังหวัดสระบุรี โดยความร่วมมือกับมูลนิธิชัยพัฒนาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำโครงการ 1 คณะ 1 ชุมชน (ให้แต่ละคณะลงไปร่วมพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ) จำนวน 26 โครงการ รวมไปถึงการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครู ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั้งระบบทั่วประเทศ เป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า 4 แสนคน เพื่อยกระดับการศึกษาทั้งประเทศการอบรมครู 400 คน จาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ ตลอดจนการช่วยพัฒนาระบบ "Teacher TV" เพื่อยกระดับคุณภาพครู สำหรับชุมชนรอบข้างของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ สวนลุมฯ สี่พระยา สามย่าน สวนหลวง และสยามสแควร์นั้น มีการจัดทำโครงการ เช่น โครงการพัฒนาสุขภาพชุมชนและสิ่งแวดล้อม เช่น ชุมชนสุขภาพ 5 ส เป็นต้น

ในช่วงที่ประเทศไทยประสบกับปัญหามหาอุทกภัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการต่างๆ เพื่อบรรเทาปัญหา และความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น เช่น

- ตั้งโรงครัวผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน จำนวน 50,000 ชุดต่อวัน รวมผลิตทั้งสิ้นกว่า 1,300,000 ชุด (ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ))

- ตั้งศูนย์พักพิงฯ เพื่อรับประชาชนทั่วไป นิสิต บุคลากรและญาติ จำนวนเกือบ 4,000 ราย ร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) สภากาชาดไทย

- จัดทำถุงยังชีพ จำนวนกว่า 60,000 ชุด นำไปมอบให้ผู้ที่เดือดร้อน รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ โดยนิสิต และอาสาสมัคร

นอกจากนี้ ยังได้มีการสร้างนวัตกรรมเพื่อสู้ปัญหา มหาอุทกภัย กว่า 20 รายการ เช่น สุขาเคลื่อนที่ เครื่องทำน้ำประปาแบบพกพา เครื่องตรวจสอบไฟรั่ว เสื้อชูชีพ แพฉุกเฉิน เรือไฟเบอร์ เครื่องมือประเมินความเสี่ยงน้ำท่วม ด้วยตนเอง สะพานไม้สำเร็จรูป ที่ตักทราย ยารักษาเท้าเปื่อย ยาป้องกันยุง น้ำยาบ้วนปาก วิธีหุงข้าวปริมาณมาก เชื้อเพลิงแข็ง ข้าวปรุงสุกพร้อมบริโภค สเปรย์นาโนป้องกันเชื้อโรค อุปกรณ์ปลดปลิง เป็นต้น

ในด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดำเนินการกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ การบูรณะพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ จังหวัดเชียงใหม่ และพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน เพื่อให้เป็นแหล่งอ้างอิงและแหล่งท่องเที่ยว ทางประวัติศาสตร์ต่อไป

จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้าเพื่อสนองพระราชปณิธาน ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมือง บัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่ทุกภาคส่วน ในการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญ ก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ แม้ในปัจจุบันจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยก็ยังคงพัฒนามหาวิทยาลัยให้พร้อมที่จะผลิตบัณฑิตที่

ถึงพร้อมในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีความเจริญ วัฒนาสถาพรสมดังเป็น "เสาหลักของแผ่นดิน" สืบไป

 



หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 23 มิถุนายน 2556, 22:59:30
พบภาพรุ่นพี่ใน Internet

(http://www.cmadong.com/picup/201212/8884313720031086599082369.jpg)

(http://www.cmadong.com/picup/201212/8820413720031084719615955.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 24 มิถุนายน 2556, 11:44:32
http://www.youtube.com/watch?v=wMrb-1HoeCQ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 06 กรกฎาคม 2556, 23:08:02


https://www.youtube.com/watch?v=IHKyv-Lh7io&feature=youtube_gdata_
http://www.youtube.com/watch?v=IHKyv-Lh7io


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 12 กรกฎาคม 2556, 00:20:35

พี่ป๋า,
สุขสันต์วันเกิดนะคะ
ขอให้พี่มีสุขภาพดี
น้ำตาลไม่ขึ้น!
แต่หวานฉ่ำได้แม้ไม่เติม.
อะไรอะไรที่พี่อยากได้ อยากมี
อยากทำ ก็ขอให้พี่ได้ พี่มี พี่ทำ
สำเร็จ!

ปล. อวยแบบลอกกันมา..ไม่เป็นคะ!
       ถนัดแต่ เข้าเป้า และตรงจุด...เอย.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 12 กรกฎาคม 2556, 01:44:58
ขอบพระคุณที่ท่านยังจำได้
ถึงเวลาผ่านไปใจห่วงหา
ขอให้มีความสุขทุกเวลา
โอกาสหน้าค่อยพบประสพกัน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: ตี้ถาปัด ที่ 12 กรกฎาคม 2556, 11:31:16
สุขสันต์วันเกิดครับป๋า
ขอให้ครอบครัวมีแต่ความสุขครับ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 12 กรกฎาคม 2556, 19:30:02
อ้างถึง
ข้อความของ khesorn mueller เมื่อ 12 กรกฎาคม 2556, 00:20:35

พี่ป๋า,
สุขสันต์วันเกิดนะคะ
ขอให้พี่มีสุขภาพดี
น้ำตาลไม่ขึ้น!
แต่หวานฉ่ำได้แม้ไม่เติม.
อะไรอะไรที่พี่อยากได้ อยากมี
อยากทำ ก็ขอให้พี่ได้ พี่มี พี่ทำ
สำเร็จ!

ปล. อวยแบบลอกกันมา..ไม่เป็นคะ!
       ถนัดแต่ เข้าเป้า และตรงจุด...เอย.


แต่พี่ขอลอกน้องหนิงดีกว่า... 555

เหมือนน้องหนิง x 100 ค่ะ

สุขสันต์วันเกิดนะคะ ทั่นทู


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 12 กรกฎาคม 2556, 20:47:04

แอ๋...พี่แจงก็เกิดเดือนนี้นี่?
ฮั่นแน่.
ขอหนิงค้นก่อนวันที่เท่าไหร่


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 12 กรกฎาคม 2556, 20:54:50
หนุงหนิงจำแม่นมาก เยี่ยมจริงๆ
ขอบคุณนะคะคุณน้อง


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 กรกฎาคม 2556, 01:08:06
แจงจำช่างภาพคนนี้ในงานวิ่งควายได้ไหม

(http://www.cmadong.com/picup/201212/6028513736524584416710473.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: pusadee sitthiphong ที่ 13 กรกฎาคม 2556, 15:43:42
Happy Birthday ค่า ขอให้พบแต่ความดี ปราศจากทุกข์นะคะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: แจง-24 ที่ 13 กรกฎาคม 2556, 20:23:59
อ้างถึง
ข้อความของ พธู ๒๕๒๔ เมื่อ 13 กรกฎาคม 2556, 01:08:06
แจงจำช่างภาพคนนี้ในงานวิ่งควายได้ไหม

(http://www.cmadong.com/picup/201212/6028513736524584416710473.jpg)

ใช่พี่สินหรือเปล่าป๋าทู...
หวาดเสียวจัง หวังว่าคงแคล้วคลาดนะคะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 กรกฎาคม 2556, 20:37:39
ถูกต้องแล้วครับ พี่สิน นิเทด 11 รอดวุดหวิดเปื้อนนิดหน่อย


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 27 สิงหาคม 2556, 02:15:24

พี่ป๋าขา,
เช็ค วงใน ข่าวนี้ให้หน่อยคะ
พี่เก่ง เป็นชาวหอคะ รุ่น 66
สิงห์ดำ 36 รหัส 26ที่ใกล้เคียงชาวเรา

โห,เป็นผู้ว่าฯแล้ว!
เพิ่ง48เอง
เร็วจังเลยคะ.

อยากแสดงกวามยินดี
ก็ไม่รู้จะแสดงที่ไหน...พี่เก่งไม่เคยเข้าเวบ!!


(http://www.cmadong.com/../picup/201212/cmd130827-021512_9784.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 27 สิงหาคม 2556, 02:20:26
หนิงมีรูปที่เคยถ่ายกะพี่เก่งด้วย
วันพี่เก่งรับปริญญา
เคยลงในเวบนี้ล่ะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 27 สิงหาคม 2556, 02:24:02

และเพราะ...หนิงมาถามพี่อะไรกันตอนตีสองกว่า??
คนจาหลับจานอน??

หนิงเลยหาข่าวเอง แบบถามเองตอบเอง...เสร็จ!
for your info.!!



http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNM056VXpNRE14Tnc9PQ==&sectionid=


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 27 สิงหาคม 2556, 03:27:10

หากันเข้าป่ะ!
อยากจำได้ทำไม...
ว่าเคยscanภาพคู่กะพี่เก่ง...ที่หอ

ปร๊าาาา....เจอสิ!
ก็กระทู้นี้หนูกำกับเอง แสดงเองนิ!



(http://img35.imageshack.us/img35/213/nnhome251.jpg)
http://video.nationchannel.com/player.swf?file=http://video.nationchannel.com/data/1/2010/10/26/cagb9dbb9dj8cb6h7ja7g.flv&image=http://video.nationchannel.com/thump/sound.jpg&autostart=false&showfsbutton=false




http://www.cmadong.com/board/index.php/topic,241.msg427096.html#msg427096


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 สิงหาคม 2556, 14:09:29
(http://www.cmadong.com/picup/201212/8933713775866032629219200.jpg)

(http://www.cmadong.com/picup/201212/4783013775866038314709058.jpg)

(http://www.cmadong.com/picup/201212/5508613775866036526933941.jpg)

อวยพรได้ที่ suttipong_keng@yahoo.com


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 27 สิงหาคม 2556, 16:29:45

ขอบคุณคะพี่
แล้วก็จะให้ดูพี่เก่งวันนี้
หนิงก็เหลือบไปเห็นปาท่องโก๋จิ้มนมข้น..
อ๋ายยยย ของว่างในห้องประชุม คุกกี้ไม่ใช่เหรอ??

พี่ป๋า,แล้วมีใครได้ขยับ ได้เขยื่อนเลือนขั้นอีกคะปีนี้?
ชาวหอรัฐศาสตร์...ก้าวหน้ากันเร็ว
นายอำเภอสมคิด เพื่อนหนิงไม่รู้เป็นไงมั่งเนี่ย


หัวข้อ: สอนด้วยทำ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 29 สิงหาคม 2556, 17:17:25
ใครมีลูก ที่ดูเหมือน สอนแล้วไม่ยอมฟัง ทั้งรู้ว่าทำแล้วจะโดน..น มาลองอ่านเรื่องของผมดูครับ

ปูพื้นฐานก่อนนะครับ
...ผมและภรรยาอายุ ประมาณ 40 ปี มีลูกสองคน อายุ 8 ขวบ และ 7 ขวบ
...ผมมีความรู้ถ้าเทียบก็ระดับ ปริญญาเอก ภรรยาก็ระดับปริญญาโท
...ผมและภรรยา ศึกษาเรื่องทฤษฎี และปรึกษาเพื่อนหมอเด็ก และหมอจิตเวชมาพอสมควร

แต่..
หลายปีที่ผ่านมา ผม และ ภรรยา สอนลูกแล้ว ลูกไม่ค่อยเชื่อฟัง ต่อต้านตลอด
เราคิดว่า นั่นเป็นภาวะของเด็กฉลาด คือ มองว่าการต่อต้าน เป็นการเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น
รู้จักการมองออกนอกกรอบ
แต่ ...มันไม่ใช่ซะแล้วครับ ลูกๆ มักจะต่อต้านขึ้นเรื่อยๆ แมักระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ เค้าต้านหมด

ปีที่แล้ว ภรรยาไม่ค่อยสบาย เราเลยตัดสินใจให้ภรรยา ลาออกมาคอยอบรมลูก
เราทั้งคู่ทำงานนอกบ้านหมด จึงคิดว่าปัญหามันเกิดจากการที่เราไม่มีเวลาให้ลูก...
เพื่อนๆ คงคิดว่า ถูกทางแล้วใช่มั๊ยครับ......แต่จริงแล้วมั้นใช่ แค่ส่วนเดียว

ผมเองก็ทำงานหนัก. ทำโอที แทบทุกวัน และต้องอ่านหนังสือสอบเพื่อความก้าวหน้าอีก
ทำให้ แทบไม่มีเวลาให้ลูกเลย.....กลับมาถึงบ้านทีไร มีแต่เสียงดุ เด็กๆ ที่ไม่ได้ดั่งใจภรรยาผม
ทั้งที่มันก็เป็นเรื่อง เดิมๆ แต่ เด็กไม่ยอมปรับตัวเอาเสียเลย ผมละไม่เข้าใจจริงๆในตอนนั้น

ไม่นานมานี้ ผมเริ่มเห็นท่าจะไม่ดีแล้ว เด็กโตขึ้นและโตพร้อมกับความต่อต้านที่ชัดเจนขึ้นด้วย
ผมได้มีเวลาคิดทบทวนดูว่า ทำไม ผมมีความรู้ท่วมหัว แต่สอนลูกตัวเองไม่ได้

เจอแล้วครับ...
เหตุการณ์ เก่าๆที่ผมนึกทบทวน...

...............................................
ขณะหม่าม๊า ลงไปซื้อของที่ เซเว่น
"ป๊า..ขาวแดง ห้ามจอดนะป๊า..."
"อืม..ม์ไม่เป็นไร แป๊บเดียว หม่าม๊าลงไปซื้อของ เดี๋ยวก็ขึ้นมาแล้ว เราจอดตีไฟไว้ไม่เป็นไรหรอก"
.............................................

ขณะรออาหารในร้านอาหาร
"ป๊า...ขอเล่นเกมในโทรศัพท์หน่อยครับ"
"เล่นแต่เกม เดี๋ยวสมองฝ่อ แป๊บเดียวเดียวอาหารก็มาแล้ว"
ว่าแล้ว ผมก็หยิบโทรศัพท์ มาเช็ค LINE ฆ่าเวลา
.............................................

"เด็กๆ ตื่นได้แล้วนะ หม่าม๊าปลุกหลายรอบแล้ว ต้องไปโรงเรียนแต่เช้า"
แต่..หม่าม๊า ก็ยังนอนอยู่บนที่นอน

...............................................

ไม่ทราบว่าเพื่อนๆ เป็นเหมือนกันกับผมหรือเปล่า ที่เรามองข้ามอะไรไป..
ใช่ครับ....ผมมองข้าม สิ่งสำคัญไปสิ่งหนึ่ง...ที่
ในใจลูกๆผมคงอยากจะพูด ด้วยเสียงอันดังก้องทุกครั้งที่เค้าเกิดการต่อต้านว่า..

"ถ้าป๊า....ยังทำไม่ได้ ก็อย่า ริอาจ มาสอนพวกเรา" แต่เค้าไม่อยู่ในฐานะที่พูดได้เท่านั้นเอง

ผมเลย กลับมาแก้ที่ตัวปัญหา จากตัวผมเองก่อน
...ผมหยุดเรียนไม่เอาแล้วครับปริญญาใบที่ 4 เพราะ ต่อให้เราเก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่สามารถสอนลูก
ให้เป็นคนดีได้ ...เราก็แค่คนเห็นแก่ตัวคนนึง

...ผมหยุดพฤติกรรม ที่ปากว่าตาขยิบ ..ที่ผู้ใหญ่มักจะหาเหตุผลมาอ้างเสมอว่า "มันเป็นข้อยกเว้น"
แต่จริงแล้ว ถ้าไม่ทำให้เค้าเห็น คุณก็ไม่อาจได้ใจเค้าเลย

และชักชวนภรรยามาแก้ปัญหาด้วยกัน...

ได้ผลดีมากครับ ....แต่บอกตรงๆ (ผมและภรรยาเหนื่อย คอดๆ เลย เหนื่อยมาก...ก)
แต่คุ้ม ครับ ทุกวันนี้..แค่ทำให้เค้าเห็น ไม่ต้องบ่นมากพูดมาก เค้าก็เดินตามทางเรามาแล้วครับ

.......................................
จาก. http://pantip.com/topic/30906295


หัวข้อ: ทุกข์ทบต้น... วินทร์ เลียววาริณ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 31 สิงหาคม 2556, 17:57:27
ทุกข์ทบต้น...
วินทร์ เลียววาริณ

วิไลซื้อกระเป๋าถือใบหนึ่งจากห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่ง ในรายการลด 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดินผ่านอีกห้างหนึ่ง เห็นกระเป๋าอย่างเดียวกันวางขายอยู่ ก็ลองเปรียบเทียบราคากัน แล้วพบว่าห้างแห่งที่สองขายกระเป๋าแบบเดียวกันถูกกว่าห้างแรก 250 บาท

ทั้งนี้เพราะห้างแรกใช้ลูกเล่นตั้งราคาสูงกว่าปกติ แล้วลดราคาลงมาเท่าเดิม เธอโกรธตัวเอง ด่าตัวเองว่าโง่เง่าจนถูกเขาหลอก ทำไมเลินเล่ออย่างนี้ ทำไมไม่ตรวจสอบราคาหลาย ๆ ห้างก่อน ทำไมไม่ถามเพื่อน ฯลฯ

ขณะกลับบ้านก็โมโหไปตลอดทาง ถึงบ้านแล้วก็ยังกลุ้มใจ ลูกมาหาก็ไม่อยากคุยด้วย ครั้นเวลาอาหารเย็นก็กินไม่อร่อย คิดถึงแต่เรื่องนี้ เวลานอนก็ไม่หลับเพราะยังโมโหตัวเองไม่หาย กลุ้มใจไปหลายวัน

รวมพลังงานที่เสียไป, เวลาที่หายไปกับการครุ่นคิดเรื่องนี้, สารพิษที่ร่างกายหลั่งออกมาตอนกลัดกลุ้ม, ความเสื่อมของหัวใจที่เกิดจากความโกรธ คำนวณออกมาแล้วจะพบว่าค่าเสียหายของงานนี้มากกว่า 250 บาท นี่เรียกว่า เสียสองเด้ง

เด้งแรกคือเสียทางวัตถุ เด้งที่สองคือเสียทางจิตใจ

วิไลเลิกซื้อสินค้าจากห้างแห่งนั้น ผ่านไปหนึ่งปี สองปี วิไลก็ยังโกรธตัวเองและห้างไม่หายในเหตุการณ์นั้น ทุกครั้งที่โกรธ เธอก็มีอาการหัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ มันเพิ่มจากเสียสองเด้งเป็นเสียสามเด้ง สี่เด้ง

ผ่านไปสิบปีเธอยังโกรธเรื่องนี้อยู่ คราวนี้จาก 3-4 เด้งกลายเป็น 10-20 เด้ง กลายเป็นทุกข์ทบต้น เป็นดอกเบี้ยอารมณ์ที่ทบซ้ำไม่หยุดหย่อน ตราบที่ยังไม่สามารถปล่อยวางเรื่องนี้ได้

สุดาทะเลาะกับสามี สามีด่าเธอด้วยถ้อยคำรุนแรง วันรุ่งขึ้นสามีขอโทษเธอ บอกว่าเมื่อคืนนี้ใช้คำพูดหยาบคายเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เธอยกโทษให้เขา แต่ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ในใจเธอยังรู้สึกน้อยใจและโกรธ และงอนเขาไปหลายวันโดยที่เขาไม่รู้

ผ่านไปสิบปีความน้อยใจยังไม่จางหาย ผ่านไปยี่สิบปี ทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์นี้ เธอก็สัมผัสความโกรธและน้อยใจที่ปะทุวูบขึ้นมา นี่ก็คือทุกข์ทบต้น เป็นดอกเบี้ยอารมณ์ที่ทบซ้อนไม่หยุดหย่อน ตราบที่ยังไม่สามารถปล่อยวางตะกอนในใจได้

สมยศลงทุนในธุรกิจหนึ่ง กิจการของทั้งสองไม่เคยได้รับกำไร ผ่านไปสองปีสมยศเพิ่งพบว่าเพื่อนโกงเงินกำไรทั้งหมด ทั้งสองแยกทางกัน แต่สมยศไม่เคยลืมความเจ็บช้ำครั้งนี้ ผ่านไปสิบปี เขาประสบความสำเร็จในธุรกิจของเขาเองแล้ว ความโกรธแค้นนั้นยังคงอยู่ มันทำให้เขาไม่มีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงมัน

ทุกข์ทบต้น!

ความทรงจำของมนุษย์มีความแปลกอย่างหนึ่งคือ มันจดจำเรื่องไม่ดีได้ลึกกว่านานกว่าเรื่องดี ๆ

เรามักจดจำเรื่องที่คนอื่นทำแย่ ๆ ต่อเราได้ ไม่ว่าผ่านมากี่สิบปีแล้ว เราจำเรื่องที่เราพูดหน้าชั้นเรียนแล้วถูกเพื่อนหัวเราะเยาะได้ เราจำเรื่องที่ใครบางคนนินทาเราลับหลังและเราบังเอิญได้ยินได้

คนแก่บางคนเริ่มมีอาการขี้ลืม แต่กลับจำเรื่องที่คนอื่นทำไม่ดีต่อเขาเมื่อห้าสิบปีก่อน แล้วความโกรธก็ปะทุขึ้นมาเหมือนว่า เหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง หัวใจเต้นแรง เหงื่อออก และคืนนั้นก็นอนไม่หลับ

เป็นดอกเบี้ยทบต้นที่แพงเหลือเกิน อย่างนี้เป็นโรคความจำเสื่อมก็ดีเหมือนกัน!

ทุกข์ทบต้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน เกิดขึ้นกับแทบทุกคน แต่คนฉลาดเลือกที่จบมันตั้งแต่เกิดความเสียหายแรก คนเขลาต่อเติมความเสียหายแรกเป็นความเสียหายใหม่ที่มักใหญ่กว่าเดิม การจบมันก่อนคือการยอมปล่อยมันลง ไม่แบกมันไว้

PUT IT DOWN! วางมันลง วางมันลง วางมันลง

นี่ก็คือเรื่องการยึดมั่นถือมั่นที่พระชอบเทศน์กัน มันเข้าใจไม่ยากอย่างที่คิด

ลองใช้หลักบัญชีง่าย ๆ แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสองช่อง ช่องซ้ายคือกำไร ช่องขวาคือขาดทุน

กำไรคือความสุข ความสบายใจ การได้เงินเพิ่ม

ขาดทุนคือความทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ค่าบิลโรงพยาบาล ค่าเสียเวลาไปหาหมอ ค่าเสียโอกาสในการทำเรื่องสร้างสรรค์อื่น ค่าเสียโอกาสในการเล่นกับลูก หัวเราะ ยิ้มแย้ม ฯลฯ แล้วคูณจำนวนวันเดือนปีที่อารมณ์บูดนั้นเข้าไป เด็กประถมก็รู้ว่าควรเลือกทางไหน แต่คนไม่ยอมใครเลือกที่จะไม่รู้! กูไม่ยอมโว้ย!

เสียรู้ห้างไป 250 บาท ไม่ตายก็หาใหม่ได้ เพื่อนโกงเงินไม่ตายก็หาใหม่ได้ อย่าแบกมันไว้นานเป็นปี ๆ เพราะค่าแบกแพงกว่าค่าเสียหายในตัวเงิน ทะเลาะกับสามีเป็นเรื่องปกติธรรมดา มีใครบ้างที่ไม่ทะเลาะกับสามี?

เสียเงินไปแล้ว ไยต้องเสียอารมณ์เพิ่ม? ทุกข์เรื่องหนึ่งไปแล้วทำไมต้องทุกข์เพิ่มอีกเรื่อง? ค่าใช้จ่ายในการไม่ยอมคนอื่นนี้ มักแพงกว่าการยอม ๆ เขาบ้าง แล้วยุติความเสียหายแรกนั้นเพียงแค่นั้น อย่าให้มันลามมาถึงใจ จนกลายเป็นมะเร็งที่เกาะกินทั้งชีวิต

คำโบราณที่ว่า ยิ่งให้ยิ่งได้ ก็ตรงกับเรื่องนี้ ยอมให้เขาไป ได้ความสงบทางจิตคืนมา

คราวนี้ลองใช้หลักการ ‘หลายเด้ง’ ในอีกด้านหนึ่งของตาชั่งอารมณ์ อาจได้ผลต่างกัน

ซื้อขนมมากิน รสชาติอร่อยเหลือเกิน ก็แบ่งให้เพื่อนชิม จากสุขคนเดียวก็กลายเป็นสุขสองคน หรือสุขสองเด้ง

อ่านขำขันแล้วขำมาก เล่าให้เพื่อนสามคนฟัง ก็กลายเป็นสุขสามเด้ง

ได้ยินธรรมที่ดีมาก เล่าให้เพื่อนสี่คนฟังแล้วนำไปปฏิบัติ กลายเป็นสุขสี่เด้ง

ลองคิดดูว่าหากเราสามารถทำเรื่องดี ๆ ให้คนนับพัน นับหมื่นนับล้านคน มันก็กลายเป็นสุขพันเด้ง สุขหมื่นเด้ง สุขล้านเด้ง

และหากเราระลึกถึงความสุขชนิดนี้ ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องดี ๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังนี้ หัวใจเราจะอาบซ่านด้วยความปีติ มันก็กลายเป็นสุขทบต้น แล้วมีอะไรในโลกที่ดีไปกว่าสุขทบต้น?

วินทร์ เลียววาริณ, 24 สิงหาคม 2556
#ข่าวหน้าหนึ่ง, www.winbookclub.com


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: Lamai ที่ 02 กันยายน 2556, 21:35:53
คิดแต่เรื่องดีๆที่มีแต่ความสุขดีกว่าเน๊าะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 04 กันยายน 2556, 20:41:00
พี่ป๋า,
แล้วเค้าปิดถนนประท้วงยางทำไม??
มีอะไรอยู่เบื้องหลัง??
เล่าเรื่องของเขาให้ฟังหน่อยคะ.


หัวข้อ: กาแฟ และถ้วยกาแฟ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 06 กันยายน 2556, 13:40:37
. วันหนึ่ง ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแห่งน็อตเทรอะดามกลุ่มหนึ่งกลับไปเยี่ยมสถาบัน
ไม่ช้าวงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียดในเรื่องการทำงานและปัญหาชีวิต

แล้วอาจารย์ก็เสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า
อาจารย์เดินเข้าไปในครัวและออกมาพร้อมกับกาแฟ
เหยือกโตและถ้วยกาแฟแบบต่างๆ บ้างเป็นถ้วยกระเบื้อง บ้างเป็นถ้วยพลาสติก
และบ้างทำด้วยแก้ว โดยบางใบเป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา บางใบสวยวิจิตรสูงค่า

อาจารย์บอกให้ลูกศิษย์แต่ละคนจัดการการดื่ม
กาแฟร้อนๆ กันเอาเอง และเมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคนแล้ว
อาจารย์ก็กล่าวว่า ลองสังเกตุดูกันหรือเปล่าว่า ถ้วยสวยๆ แพงๆ
ถูกเลือกไปหมดเหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก
เป็นเรื่องปกตินะที่พวกเราต่างก็มักจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง
ซึ่งนี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายแหล่ในชีวิต
ในขณะที่สิ่งที่พวกเราต้องการแท้จริงแล้วคือกาแฟไม่ใช่ถ้วยกาแฟ
แต่จิตสำนึกกลับนำพาเราไปเลือกที่ถ้วยและมิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ อีกด้วย

หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคมก็คือถ้วยใส่กาแฟ
มันเป็นเพียงเครื่องมืออุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ
ของชีวิตเปลี่ยนไป

บางครั้ง.........การมัวไปเพ่งเล็งที่ถ้วยใส่กาแฟก็ทำให้เราลืมที่จะใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ


หัวข้อ: ธรรมะมีไว้ศึกษาเพื่อนำมาปฏิบัติ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 06 กันยายน 2556, 16:00:41
ชายหนุ่มคนหนึ่งคิดว่าพระพุทธศาสนาต้องมีดีอะไรแน่นอน ไม่อย่างนั้นผู้เฒ่า ผู้แก่ทั้งหลายคงไม่ทำบุญทำทานใส่บาตรพระสงฆ์ใด้ทุกวัน จึงอยากใด้อะไรดีๆ จากพระพุทธศาสนาบ้าง เขาขอสมัครเข้าไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง หลังจากบวชแล้วเขาก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนธรรมจนใด้เป็น "มหา" แล้วก็ลาสึกออกมามีครอบครัว ทำมาหากินเหมือนคนทั่วไป แต่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ยังตั้งตัวไม่ใด้ ทุกข์ใจกับครอบครัว ทุกข์ใจกับอาชีพการงาน ทุกข์ใจกับผู้ร่วมงาน เขาจึงมีความคิดว่าธรรมที่ตนเรียนมาไม่ใด้ช่วยอะไรเขาเลย

วันหนึ่งเขาไปหาหลวงพ่อที่วัดแล้วบอกท่านว่า

"หลวงพ่อครับ ธรรมในพุทธศาสนาผมเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไร ผมศึกษาเล่าเรียนจนรู้เรื่องตลอด แต่ไม่ช่วยให้ผมดีขึ้นเลย ผมยังตั้งตัวไม่ใด้จนเดี๋ยวนี้"

หลวงพ่อใด้ฟังแล้วก็ใด้แต่ยิ้มๆ แล้วบอกว่าให้เขาฃื้อยาแก้ใอให้หน่อย

เขารับปากแล้วไปฃื้อมาถวาย ต่อมา2-3วัน เขาเข้าไปหาหลวงพ่ออีกเพื่อถามอาการ

"เป็นไงบ้างครับหลวงพ่อ หายดีแล้วหรือยัง "

" ยังเลย ดูเหมือนจะหนักกว่าเก่าเสียด้วย "

สงสัยจะฃื้อยาผิดมา จึงไม่ใด้ผล เขาหยิบขวดยามาดูให้แน่ใจ มันก็ยาแก้ไอ

"หลวงพ่อไม่ได้อ่านฉลากยาหรือครับ"

" อ่านสิ อ่านหลายครั้งแล้ว อ่านจนจำได้แล้ว"

"อ้าวแล้วหลวงพ่อทำไมถึงยังไม่หายละครับ"

"ฉันไม่ใด้กินมัน ฉันแค่อ่านฉลากอย่างเดียว"

หลวงพ่อตอบอย่างหน้าตาเฉย

เขาชักฉุนหลวงพ่อ เลยต่อว่าไป

"โธ่หลวงพ่อ ยานี่แค่อ่านฉลากอย่างเดียว แต่ไม่ใด้กินมันจะหายใด้อย่างใรกัน หลวงพ่อก็"

"เออจริงของเอ็ง ไหนส่งยามาให้ฃิ "

หลวงพ่อตอบแล้วเปิดขวดยาที่เขาส่งให้ ยกขึ้นจิบนิดหนึ่ง แล้วพูดว่า

" ธรรมของพระพุทธเจ้าก็เหมือนยาแก้ใอขวดนี้นั่นแหละใอ้ทิดเอ๋ย อ่านแต่ธรรมที่อยู่ในตำราในพระไตรปิฎก แต่ไม่ใด้เอามาปฏิบัติตามก็แก้ทุกข์ ให้ไม่ใด้หรอก เหมือนอ่านแค่ฉลากยา จะทำให้หายโรค ใด้อย่างไรกัน จริงใหมเล่า"

เขาไม่ใด้ตอบหลวงพ่อ แต่ตาสว่างขึ้นทันใด


หัวข้อ: อานิสงส์ของการสวดมนต์
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 กันยายน 2556, 09:16:09
อานิสงส์ของการสวดมนต์
เทศนาโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี

ดังปรากฏในงานของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 4 ที่ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ที่บ้าน

ครั้นพลบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตพร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางจากวัดระฆังมายังบ้านของท่าน เจ้าพระยาสรรเพชรภักดี ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับรับฟังการเทศน์ของท่านเจ้าประคุณ ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพระยา

เจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวบูชาพระรัตนตรัย
เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์ “ เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์ ”


ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้กล่าวว่ายังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อย
และเสียเวลามากหรือฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย

เพราะการสวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระองค์ท่านมีคุณวิเศษอย่างไร พระธรรมคำสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไร

การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือ จะทำให้ท่านเป็นผล จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี 5 โอกาสด้วยกันคือ

• เมื่อฟังธรรม
• เมื่อแสดงธรรม
• เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์
• เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
• เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ

การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น ๒ เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรม ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม

การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจ ที่เศร้าหมองให้หมดไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง 3 นั่น คือ

• กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม
• ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย
• วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ ในพระคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการ ขอขมา ในการผิดพลาดหากมีและกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศล ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดที่เดียว

อาตมาภาพ ขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน

การสวดมนต์นี้ ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดับพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และประโยชน์แก่จิตอื่น


*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ก็จะทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้น ๆ ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เข้ามาในจิตใจของผู้สวด

*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์จะพลอย ได้เกิดความรู้เกิดปัญญา มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์ มีอยู่จำนวนมาก

ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา ทั้งหลายคุ้มครองภัยอันตราย ได้อย่าง ดีเยี่ยม

ดูก่อน.. ท่านเจ้าพระยาและอุบาสก อุบาสิกาในที่นี้ การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เมื่อจิตมีที่พึ่งคือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี ภัยอันตรายใดๆ ก็ดีจะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล..

จากหนังสือ อมตะธรรม : สมเด็จโต พรหมรังษี

ที่มา http://www.kanlayanatam.com/sara/sara64.htm


หัวข้อ: เปาปุ้นจิ้น กับ นักการเมือง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 กันยายน 2556, 11:31:20
เปาปุ้นจิ้น กับ นักการเมือง
เล่ากันว่า สมัยที่เปาบุ้นจิ้น สั่งประหารชีวิตใคร ก่อนตายจะอนุญาตให้ขออะไรได้เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ศาล ไปจัดการให้ตามที่ปรารถนาจนสมหวังทุกครั้ง
 
เปาบุ้นจิ้น :: “เอาล่ะ เจ้าคอรัปชั่นมามาก สมควรตาย แต่ก่อนตายข้าจะให้เจ้าขออะไรได้อย่างหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย”
 
นักการเมือง :: “จริงรึ ท่านพูดแล้วอย่าคืนคำนะ”
 
เปาบุ้นจิ้น :: “ข้ารักษาสัจจะ”
นักการเมือง :: “(ยิ้มอย่างมีเลศนัย) ถ้าอย่างนั้น สิ่งสุดท้ายที่ข้าจะขอคือ “ขอให้ปล่อยตัวข้าเดี๋ยวนี้” ท่านห้ามคืนคำนะ”
 
ปรากฏว่า ทุกคนในศาลเงียบกริบ คิดไม่ถึงว่าจะเจอทีเด็ดนักการเมือง กล้าเล่นมุกศรีธนญชัยกับท่านเปา สายตาทุกคู่จ้องมองไปที่ท่านเปา ว่าจะแก้สถานการณ์นี้อย่างไร
 
ท่านเปาบุ้นจิ้น เอามือลูบหนวดครุ่นคิดสักครู่ แล้วยกค้อนขึ้น ทุบโต๊ะดังสนั่น พร้อมประกาศด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “เจ้าหน้าที่ศาล ปล่อยตัวเขาไปเดี๋ยวนี้..................... แต่เก็บหัวไว้”
 


หัวข้อ: ธรรมิกสูตร
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 07 กันยายน 2556, 12:30:52
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต


ธรรมิกสูตร
.... [๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม
สมัยนั้น แม้พวกข้าราชการ ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพวกข้าราชการไม่ตั้ง
อยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้พราหมณ์และคฤหบดีก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้ชาวนิคมและชาวชนบท ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทไม่ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อคืนและวันหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ ฤดูและปีก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอเมื่อฤดูและปีหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ ลมย่อมพัดไม่สม่ำเสมอ เมื่อลมพัดไม่สม่ำเสมอ ลมก็เดินผิดทางไม่สม่ำเสมอ ย่อมพัดเวียนไป เมื่อลมเดินผิดทางไม่สม่ำเสมอพัดเวียนไป เทวดาย่อมกำเริบ เมื่อเทวดากำเริบฝนย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาลเมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่เสมอกัน ดูกรภิกษุทั้งหลายมนุษย์ผู้บริโภคข้าวที่สุกไม่เสมอกัน ย่อมเป็นผู้มีอายุน้อย มีผิวพรรณเศร้าหมองมีกำลังน้อย มีอาพาธมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย


.... สมัยใด พระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมสมัยนั้น แม้ข้าราชการก็ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อข้าราชการตั้งอยู่ในธรรสมัยนั้น แม้พราหมณ์และคฤหบดีก็เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้ชาวนิคมและชาวชนบท ก็ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนสม่ำเสมอกัน หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เมื่อหมู่ดาวนักษัตรหมุนเวียนสม่ำเสมอ คืนและวันก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เมื่อคืนและวันย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอกัน เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนหมุนเวียนสม่ำเสมอ ฤดูและปีก็ย่อมหมุนเวียนไปสม่ำเสมอ เมื่อฤดูและปีหมุนเวียนไปสม่ำเสมอกัน ลมย่อมพัดสม่ำเสมอ เมื่อลมพัดสม่ำเสมอ ลมย่อมพัดไปถูกทาง เมื่อลมพัดไปถูกทาง เทวดาย่อมไม่กำเริบ เมื่อเทวดาไม่กำเริบ ฝนย่อมตกต้องตามฤดูกาล เมื่อฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าก็สุกเสมอกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ผู้บริโภคข้าวกล้าที่สุกเสมอกัน ย่อมมีอายุยืน มีผิวพรรณดี มีกำลัง และมีอาพาธน้อย ฯ

.... เมื่อฝูงโคข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงไปคด โคเหล่านั้นย่อม ไปคดทั้งหมด ในเมื่อโคผู้นำไปคด ในมนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้นำ ถ้าผู้นั้นประพฤติอธรรม
ประชาชนนอกนี้ก็จะประพฤติอธรรมเหมือนกัน แว่นแคว้น ทั้งหมดจะได้ประสบความทุกข์ ถ้าพระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ ในธรรม เมื่อฝูงโคข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงไปตรง โคเหล่า นั้นย่อมไปตรงทั้งหมด ในเมื่อโคผู้นำไปตรง ในหมู่มนุษย์ ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้นำ ถ้าผู้นั้นประพฤติ ธรรม ประชาชนนอกนี้ย่อมประพฤติธรรมเหมือนกัน แว่น แคว้นทั้งหมดย่อมได้ประสบความสุข ถ้าพระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ฯ


จบสูตรที่ ๑๐
จบปัตตกรรมวรรคที่ ๒
-----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปัตตกรรมสูตร ๒. อันนนาถสูตร ๓. สพรหมกสูตร
๔. นิรยสูตร ๕. รูปสูตร ๖. สราคสูตร ๗. อหิสูตร ๘. เทว-
*ทัตตสูตร ๙. ปธานสูตร ๑๐. ธรรมิกสูตร ฯ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 23 กันยายน 2556, 14:33:46
เขาเล่าว่า.   ให้ทุกคนดูแลรักษาของล้ำค่า 4. อย่างนี้ดีๆ

1.ร่างกาย
เป็นสิ่งเดียวที่จะอยู่ไปกับเราตราบสิ้นชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะอะไร ไม่มีใครจะดูแลเขาได้ดีเท่ากับตัวเรา
2.คู่ชีวิต
คือคนที่จะดูแล เข้าข้างและปกป้องเราไปตลอดชีวิต ลงทุนเพียงนิดผลได้ทวีคูณ
3.เพื่อน
เพื่อนดีๆมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินทุกอย่างบนโลก รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสนุกสนาน จริงใจ ฯลฯ มีเงินก็ซื้อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
4.ทรัพย์สมบัติ
ยิ่งอายุมากขึ้น ความสามารถในการหามันเพิ่มจะยิ่งลดลง ดังนั้นต้องรู้จักใช้มันให้คุ้มค่าสูงสุด


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 01 ตุลาคม 2556, 04:29:47
อ้างถึง
ข้อความของ พธู ๒๕๒๔ เมื่อ 23 กันยายน 2556, 14:33:46
เขาเล่าว่า.   ให้ทุกคนดูแลรักษาของล้ำค่า 4. อย่างนี้ดีๆ

1.ร่างกาย
เป็นสิ่งเดียวที่จะอยู่ไปกับเราตราบสิ้นชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะอะไร ไม่มีใครจะดูแลเขาได้ดีเท่ากับตัวเรา
2.คู่ชีวิต
คือคนที่จะดูแล เข้าข้างและปกป้องเราไปตลอดชีวิต ลงทุนเพียงนิดผลได้ทวีคูณ
3.เพื่อน
เพื่อนดีๆมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินทุกอย่างบนโลก รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสนุกสนาน จริงใจ ฯลฯ มีเงินก็ซื้อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
4.ทรัพย์สมบัติ
ยิ่งอายุมากขึ้น ความสามารถในการหามันเพิ่มจะยิ่งลดลง ดังนั้นต้องรู้จักใช้มันให้คุ้มค่าสูงสุด

ไม่จริงคะ!
เข้าข้างผิดๆ
ผิดจิตสำนึกนี่..
ไม่ดีคะ!
ไม่"ergänzen"กันและกันไม่ว่า..
พาลจะพาเราคิดไขว้เขวอีก..


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 01 ตุลาคม 2556, 04:34:46



psst พี่ป๋า
เมล์เวียนที่ส่งวันนี้ พี่เขียนเหรอคะ??
พี่คงหมายถึง"พี่เมา 15"?
ถ้าหมายถึงพี่เมาและพี่เขียนเอง...
อ่านแล้ว,พี่เมาไปเป็นเพื่อนพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่??

หากไม่ได้หมายถึงพี่เมา??
นายก/ที่ปรึกษาเมาแฟ็ด??
ประชุมได้แน่นะเค๊อะ?


(http://www.cmadong.com/../picup/201212/cmd131001-043405_1503.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 01 ตุลาคม 2556, 23:51:03
มิน่าไม่ค่อยรู้เรื่อง


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 02 ตุลาคม 2556, 02:12:16
หนิงเหรอ??
รู้เรื่องกว่าใครเลยแหละ!!
ตามนั้นคะ

เดี๋ยวจาทอด<'))))><จิ้มน้ำพริกซะนี่.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 02 ตุลาคม 2556, 16:25:18
อ้างถึง
ข้อความของ khesorn mueller เมื่อ 02 ตุลาคม 2556, 02:12:16
หนิงเหรอ??
รู้เรื่องกว่าใครเลยแหละ!!
ตามนั้นคะ

เดี๋ยวจาทอด<'))))><จิ้มน้ำพริกซะนี่.

ก้อมัวเมาไง


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 16 พฤศจิกายน 2556, 23:25:11
http://www.youtube.com/watch?v=KnrTzm5T3WU


หัวข้อ: ศาลโปรดอย่าก้าวล่วงพระราชอำนาจ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 18 พฤศจิกายน 2556, 19:50:57
ศาลโปรดอย่าก้าวล่วงพระราชอำนาจ 
 
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
facebook.com/verapat
 
 
     สังคมไทยเริ่มชินชากับการที่ 'ศาลรัฐธรรมนูญ' ขยายอำนาจเข้าไปตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่ง 'รัฐสภา' แก้ไขให้ 'ประชาชน' มีโอกาสเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สมาชิกวุฒิสภา ประหนึ่งว่าหากประชาชนชาวไทยจะมีโอกาสเลือกผู้แทนตนเองได้ ก็จะต้อง 'ขออนุญาต' จากศาลซึ่งประชาชนไม่ได้เลือกมาเสียก่อน
 
     เรื่องนี้นอกจากละเมิดสามัญสำนึกทางประชาธิปไตยแล้ว ยังเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้ง โดยศาลกำลังละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68  ทั้งด้านเนื้อหา กล่าวคือ ศาลนำเรื่องการใช้อำนาจของรัฐสภาไปปะปนกับเรื่องการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนและพรรคการเมือง อีกทั้งละเมิดกระบวนการโดยเบียดบังอำนาจของอัยการสูงสุดเพื่อนำอำนาจนั้นมาไว้กับตนให้รับพิจารณาคดีได้เองแต่ผู้เดียว
 
     การขยายอำนาจเช่นนี้อาจเป็นเพราะศาลมีความปรารถนาดีว่า 'ประชาธิปไตย' ไม่ใช่เรื่องของ 'เสียงข้างมาก' เท่านั้น แต่เสียงข้างมากต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุลได้
 
     การตรวจสอบถ่วงดุลนั้นสำคัญจริง แม้แต่กรณีที่รัฐสภาเสียงข้างมากจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็เช่นกัน กระบวนการทั้งหมดต้องมีขั้นตอนให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยได้แสดงความเห็นและเสนอแนะคัดค้าน มิอาจรวบรัดตัดตอนให้แล้วเสร็จในทันทีได้ เช่น มีกรรมาธิการที่มีสัดส่วนและมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่อภิปรายหรือลงมติอย่างเปิดเผยให้สังคมร่วมตรวจสอบทั้ง 3 วาระ
 
     คำถามสำคัญก็คือ เมื่อรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้ว  จะยังมีผู้ใดที่จะตรวจสอบถ่วงดุลรัฐสภาได้?
 
     คำตอบนั้น หาใช่ ศาลรัฐธรรมนูญ หาใช่ รัฐสภา และ หาใช่ คณะรัฐมนตรี
 
     แต่เป็น "พระราชอำนาจ" โดยเฉพาะของพระมหากษัตริย์ซึ่งยึดโยงกับจิตสำนึกและเจตจำนงของปวงชน
 
     ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ประกอบกับ มาตรา 151 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญและส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้นายกรัฐมนตรีแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 20 วันเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งเมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ ผู้ที่จะยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ผู้เดียว ก็คือ พระมหากษัตริย์ 
 
     โดยหากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้น 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาต้องปรึกษากันว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร หากรัฐสภาทบทวนแล้วเกิดความยับยั้งชั่งใจว่าไม่ควรดำเนินการต่อ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ยังประกาศใช้ไม่ได้
 
     แต่หากรัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา นายกรัฐมนตรีจะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง
 
     ซึ่งเมื่อรัฐสภาได้มีมติยืนยันเช่นนี้ หากพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยก็ดำเนินการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป แต่หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และไม่พระราชทานคืนมาภายใน 30 วัน รัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว
 
     กระบวนการนี้ เป็นหนึ่งในเครื่องช่วยพิสูจน์ว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็น "พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ" กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์พระประมุขของปวงชน ย่อมทรงใช้พระราชอำนาจถ่วงดุลอำนาจของผู้แทนปวงชนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มาจากปวงชน และหากผู้แทนปวงชนมั่นใจแน่วแน่ที่จะรับผิดชอบโดยยืนยันมติต่อพระมหากษัตริย์อีกครั้ง พระมหากษัตริย์ก็มิอาจยับยั้งมติดังกล่าวของผู้แทนปวงชนได้
 
     สมควรย้ำว่า การที่รัฐสภาจะตัดสินใจยืนยันมติต่อพระมหากษัตริย์ หรือการที่พระมหากษัตริย์จะทรงยับยั้งมติของรัฐสภาเช่นว่านี้ หาใช่เรื่องของอำนาจทางกฎหมายหรือคณิตศาสตร์เสียงข้างมากเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการทางการเมืองที่ผูกติดอยู่กับความชอบธรรมและแรงสนับสนุนจากเจตจำนงของปวงชนเป็นสำคัญ
 
     แม้บางสำนักความคิดจะมองอย่างแคบว่ากรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีขัดแย้งกับรัฐสภาเท่านั้น แต่อำนาจใดที่ใช้ไปโดยขัดต่อมติของปวงชนโดยปราศจากเหตุุผลและขาดความชอบธรรม อำนาจนั้นก็ย่อมสูญสิ้นไปในที่สุด ไม่เว้นแต่อำนาจของประมุขหรือผู้แทนของปวงชน
 
     ดังนั้น เมื่อรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญและ นายกรัฐมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมหากษัตริย์แล้ว ก็ย่อมเป็นกระบวนการขั้นตอนที่พ้นไปจากทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ  เพราะพระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจเช่นใด ย่อมไม่มีผู้ใดไปกำหนดได้ นอกเหนือไปจากความชอบธรรมที่พระมหากษัตริย์ทรงต้องยึดโยงการตัดสินใจกับเหตุผลและเจตจำนงของปวงชน ซึ่งองค์ประมุขและผู้แทนต่างร่วมกันรับผิดชอบ
 
     แต่หากผู้ใดพยายามสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง เช่น อ้างมาตรา 68 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงถ่วงดึงกระบวนการดังกล่าวไว้ ประหนึ่งศาลรู้ดีจนไปตัดสินและรับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์ได้จนพระองค์ต้องทรงลำบากพระราชหฤทัยจากการถูกดึงเข้าไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง นอกจากผู้นั้นจะไม่เคารพในรัฐธรรมนูญแล้ว ผู้นั้นยังอาจเอื้อมไม่เคารพในพระราชอำนาจตลอดจนพระราชปรีชาญาณที่จะทรงรับผิดชอบต่อพระบรมราชวินิจฉัยของพระองค์เองอีกด้วย
 
     แม้บัดนี้ปรากฏว่าศาลไม่เคารพกรอบอำนาจของตนเองตามรัฐธรรมนูญ  แต่หากศาลยังพอมีความยำเกรงในพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์อยู่บ้าง ก็ยังไม่สายเกินไปที่ศาลจะยกคำร้องหรือจำหน่ายคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ ที่ค้างอยู่ในศาล เพื่อน้อมให้เรื่องดังกล่าวเป็นพระบรมราชวินิจฉัยขององค์พระประมุขแห่งปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 25 พฤศจิกายน 2556, 20:38:36
บทกลอนจากตำรวจ .. " นักกลอนกินข้าวกล่อง นอนยุงกัด " "
ประชาชน แตกแยก แบ่งฟากฝ่าย
พ่นน้ำลาย ด่าเหลือง-แดง แข่งกันใหญ่
นักการเมือง ต่างด่าทอ นี่หนอไทย
ชาติถึงได้ ล้าหลัง ฝรั่งเมิน
ทรัพยากร ธรรมชาติ มีมากล้น
ไม่อับจน ปลูกสิ่งใด ได้กินผล
หลายประเทศ อยากอาศัย อยากได้ยล
ทำไมคน ของเรา ไม่รักกัน
มีปัญหาใด ให้ใช้ ปัญญาแก้
มุ่งผลแพ้ หรือชนะ จะพาหมอง
เพราะต่างฝ่าย ต่างทุ่มเท มุ่งประลอง
ต่างจดจ้อง ใช้กำลัง ห้ำหั่นกัน
ไม่เคารพ กติกา มารยาท
ยืนด่ากราด เอ็งไม่ดี ไม่เหมาะสม
ครั้นตนได้ เป็นใหญ่ ประชาตรม
สุดระทม เอาแต่ได้ เป้าหมายเดียว
คนลำบาก คือ"ตำรวจ" ถูกสวดทั่ว
หาว่าชั่ว ปกป้องโจร ปล้นแผ่นดิน
ถูกทำร้าย ถูกด่าทอ อยู่อาจินต์
ดุจดั่งเศษ ธุลีดิน สิ้นค่าคน
เป็นตำรวจ เราดูแล ทั้งแดง-เหลือง
ทั้งกวนเมือง หน้ากากขาว เราเฝ้าหนอ
ป้อง พิทักษ์ ให้ทุกฝ่าย ไม่รีรอ
อยากจะขอ ให้เห็นใจ ในสิ่งทำ
เขียนบทกลอน ครั่งนี้ เพื่อบอกกล่าว
บอกเรื่องราว ให้เข้าใจ ในหน้าที่
ขอพี่น้อง ผองเพื่อน มองแง่ดี
จะได้มีผู้ "พิทักษ์" รักษาเกมส์
ด้วยหน้าที่ ชีวิต รับผิดชอบ
คือคำตอบ ที่รบอยู่ มิรู้สิ้น
ทั้งคำด่า คำบ่น โดนจนชิน
อยากได้ยิน ได้เห็นท่าน รักกันเอง "


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 02 ธันวาคม 2556, 00:39:34
จิตที่มิได้อบรมแล้ว
มิได้รักษาคุ้มครองแล้ว
เป็นจิตที่ไม่สมควรแก่การงาน
ย่อมเป็นไปเพื่อโทษ
มิใช่ประโยชน์ใหญ่

-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 22 ธันวาคม 2556, 21:03:36
ขออวยชัยปีใหม่ให้ทุกข์น้อย
เรื่องเศร้าสร้อยให้มลายหายไปสิ้น
สุขภาพแข็งแรงแกร่งกายิน
ใช้ชีวินมีสุขสนุกสบาย
พธู 2524


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 01 มกราคม 2557, 18:34:30
http://www.youtube.com/watch?v=IRmciNHGRN0


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 13 มกราคม 2557, 23:00:23
http://www.youtube.com/watch?v=bvLaTupw-hk


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 25 มกราคม 2557, 09:59:23
http://www.youtube.com/watch?v=BPE-Orwp2YQ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557, 02:51:57

พี่ป๋าทู,
ยินว่าพี่ป่วย?
พี่เป็นอะไร?
seriousมั้ยคะ?
นอกจากเบาหวานแล้ว,พี่เป็นอะไร?
ตอบด่วนคะ..เรื่องของพี่ เล่าได้
เค้าไม่ว่า!


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 04 มีนาคม 2557, 12:44:44
อ้างถึง
ข้อความของ khesorn mueller เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2557, 02:51:57

พี่ป๋าทู,
ยินว่าพี่ป่วย?
พี่เป็นอะไร?
seriousมั้ยคะ?
นอกจากเบาหวานแล้ว,พี่เป็นอะไร?
ตอบด่วนคะ..เรื่องของพี่ เล่าได้
เค้าไม่ว่า!

เป็นไข้หวัดใหญ่ จวนหายแล้วครับ ขอบพระคุณ


หัวข้อ: อย่าให้ความเกลียดชัง ชนะหลักการ
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 31 พฤษภาคม 2557, 09:33:07
วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์


เกลียดใครกันแน่ โดย ใบตองแห้ง

เห็นภาพจาตุรนต์ ฉายแสง ถูกนำไปขึ้นศาลทหารแล้วเศร้าใจ ไม่ใช่เศร้าใจแทนจาตุรนต์ เพราะจาตุรนต์คงภาคภูมิใจและพร้อมรับผล ไม่ใช่จะต่อต้านหรือวิจารณ์ คสช.และศาลทหาร เพราะเป็นอำนาจของท่าน

แต่เศร้าใจกับเสียงก่นประณามสมน้ำหน้าตามโลกออนไลน์จากคนคิดตรงข้าม "ผู้มีการศึกษา" ไม่เว้นกระทั่งสื่อบางส่วน

คุณเกลียดจาตุรนต์ขนาดนั้นหรือ เกลียดเพราะอะไร

ก่อนรัฐประหาร 49 จาตุรนต์เป็นที่ยอมรับในฐานะนักการเมือง "น้ำดี" หนึ่งในน้อยคน เริ่มต้นที่พรรคประชาธิปัตย์ แตกมากับ 10 มกรา จนมาอยู่ความหวังใหม่และไทยรักไทย ไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาว แม้หลังปี 49 คตส.ก็เอาผิดอะไรไม่ได้

ยิ่งกว่านั้นยังเป็นที่รู้กันว่า จาตุรนต์เป็นตัวของตัวเอง ไม่เคย "ตามก้น" ใคร ในยุคทักษิณเหลิงอำนาจ จัดการปัญหาภาคใต้รุนแรงจนเกิดกรือเซะ ตากใบ จาตุรนต์ก็ไม่เห็นด้วย เพียงแต่หลังรัฐประหาร ไม่เหลือใคร ก็มีแต่จาตุรนต์รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยืนสู้จนถูกยุบและถูกตัดสิทธิไปด้วย เพิ่งได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีศึกษาฯ

แต่รายชื่อสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เมื่อ 2 ก.พ. ก็ไปอยู่ลำดับที่ 39 โน่น

บางคนย้อนว่าทำไมไม่ออกมาเสียล่ะ ออกไปไหนครับ ในเมื่อมันคือการต่อสู้ทางความคิด 2 ขั้ว เช่นถ้าไม่เอาเลือกตั้งก็คือเอากับกำนัน เราต่อสู้กันมา 8 ปีแล้ว สมัย 49 เพื่อนพ้องพันธมิตรก็เรียกร้องให้ลาออก แต่จาตุรนต์ยืนยันว่าออกไม่ได้ เพราะยุบสภาแล้ว ถ้าออกก็เปิดช่องให้มีการเปลี่ยนแปลงนอกวิถีประชาธิปไตย

จาตุรนต์กลับกลายเป็นที่เกลียดชัง ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์นักการเมืองทุจริต ไม่อยู่ในข่ายโกงจำนำข้าว กระทั่งซื้อ แท็บเล็ตก็เข้ามายกเลิกบางส่วน แถมไม่ได้กร่างวางอำนาจ อย่างเฉลิม หรือปลอดประสพ

ใช่หรือเปล่าว่าเพราะจาตุรนต์ยึด "หลักการ" จนถูกเกลียดชังว่า "หลักการ" นี่แหละเป็นตัวค้ำ "ระบอบทักษิณ"

นี่ไม่ต่างจาก สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือนักวิชาการอย่าง อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์, อ.สาวตรี สุขศรี, อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งไม่เคยได้ประโยชน์อะไรจาก "ระบอบทักษิณ" พูดได้ว่าแทบจะทุกคนเคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยรักไทยอย่างหนักหน่วง

แต่ตอนนี้บางคนเกลียดยิ่งกว่าส.ส. รัฐมนตรี ที่ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วด้วยซ้ำ

สมบัติก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา ทำงานด้านเด็ก ชาวเขา ช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ ฯลฯ โดดออกมาต้านรัฐประหาร 49 ด้วย "หลักการ" ทั้งที่ไม่เคยข้องแวะพรรคไทยรักไทย สมบัติกลายเป็น "แกนนอน" แต่เป็นอิสระจาก นปช.ซึ่งผูกติดพรรคเพื่อไทย ล่าสุด เมื่อทักษิณดันนิรโทษสุดซอย ก็สมบัตินี่แหละนัดรวมพลร้านฟาสต์ฟู้ดราชประสงค์ ต่อต้านอย่างแข็งขัน (ในขณะที่นักการเมืองหรือแกนนำบางคนได้แต่พูดว่าครับผม)

อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และนิติราษฎร์ ก็วิพากษ์ร่างพ.ร.บ. นิรโทษสุดซอย แต่ดูเหมือนไม่มีใครจำ อ.วรเจตน์วิพากษ์ศาลรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่คดีซุกหุ้น วิจารณ์รัฐบาลไทยรักไทยร่วมกับสุรพล นิติไกรพจน์ แต่กลายเป็นที่ไม่พอใจของขบวนการ "โค่นระบอบทักษิณ" ตั้งแต่คัดค้านมาตรา 7 เมื่อปี 2549 จนกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐธรรมนูญ 2550 และตุลาการภิวัฒน์

วรเจตน์ถูกมองว่าปกป้อง "ระบอบทักษิณ" ทั้งที่ต้องการปกป้องหลักกฎหมาย เขาพูดเสมอว่า ตามตำนานกรีกโบราณเทพีแห่งความยุติธรรมมีผ้าปิดตา มือซ้ายถือตราชู มือขวาถือกระบี่ "ผ้าปิดตา" คือกฎหมายไม่สนใจหน้าคน ไม่ว่าใครก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน (ฉะนั้น อย่าใช้กฎหมายเพื่อเป้าหมายทางการเมือง)

การที่นักคิด นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ ยึดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลักนิติศาสตร์ หลักรัฐศาสตร์ ตามที่ตัวเองสอน แล้วมันไปเข้าทางนักการเมืองจากการเลือกตั้ง เป็นความผิดร้ายแรงหรือครับ ทำไมกลับถูกเกลียดชังว่า "อุ้มคนโกง" กระทั่งบางคนเกลียดชังเสียยิ่งกว่า "นักการเมืองโกง"

ถือเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะมันแสดงอารมณ์สังคมที่เบาปัญญา ไร้เหตุผล เมื่อไม่สามารถถกเถียงไม่สามารถต่อสู้ด้วยปัญญาและเหตุผล ก็ปลุกอารมณ์เกลียดชังเข้าใส่

อยากบอกคนเหล่านี้ว่าการโค่นล้มนักการเมือง หรือกระทั่งโค่นทักษิณ ไม่ได้ยากนักหรอกครับ สมมติจับ "เจ๊" ได้พร้อมเงินเต็มเซฟแล้วยัดคุก ก็ไม่มีใครว่าอะไร ต่อให้แดงแค่ไหนก็ไม่ได้โง่ จนไม่รู้ว่านักการเมืองทุจริต มวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยเขารู้เต็มอกว่านักการเมืองเป็นอย่างไร แต่เขาเลือกด้วยนโยบาย ด้วยเหตุผลหลายประการ

แต่กับนักคิด นักวิชาการ นักการเมืองที่ยึดหลักประชาธิปไตย มันต่างกัน พวกเขามีคนที่รัก เชื่อมั่น อย่างจริงใจ แม้แต่คนเห็นต่างบางส่วนยังเคารพ

คุณโค่นทักษิณได้ คุณโค่นเพื่อไทยได้ แต่คุณไม่สามารถโค่นนักวิชาการตัวเล็กๆ ที่มีแต่มือเปล่า กับปัญญาและเหตุผล ไม่มีอำนาจใดสามารถโค่นความถูกต้อง ถ้าไม่ตระหนักข้อนี้ ก็ไม่มีวันสร้างประเทศขึ้นใหม่


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 29 มิถุนายน 2557, 17:26:10
มะม่วง มิตรภาพ ความไว้วางใจที่ได้กลับมา

เด็กชายวิ่งตื๋อมาหาพ่อ...

“พ่อครับข้างบ้านเขาขโมย
สอยมะม่วงเราครับ”

พ่อหัวเราะแล้วถาม...

“เราเหลืออีกหลายลูกไหม ลูก”
“ผมเห็นอีกหลายลูกเลยครับ”
“งั้นไปสอยมะม่วงสุกมาให้พ่อสัก7ลูกสิ”

เด็กชายเข้าใจว่า... พ่อคงใช้ให้สอยมะม่วง
เพราะกลัวเพื่อนบ้านจะมาขโมยอีกจึงรีบสอยมะม่วงนั้นมาให้พ่อ

เมื่อได้มะม่วงก็หอบมาให้พ่อหวังว่าจะได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ปรากฏว่า ผู้เป็นพ่อนำมะม่วงนั้นใส่ตะกร้าสวยงาม

 จูงมือลูกชายไปกดกริ่งรั้วเพื่อนบ้าน
ที่ลูกชายบอกว่าสอยมะม่วงไป

เด็กชายงง

ไม่เข้าใจว่าพ่อจะทำอะไร เมื่อข้างบ้านเปิดประตูรั้วออกมา เป็นชายวัยกลางคน...หน้าตามีพิรุธ...
เหมือนทำผิดอะไรบางอย่าง...
ผู้เป็นพ่อยื่นมะม่วงทั้งตะกร้าให้ แล้วกล่าวว่า....

 “ผมเอามะม่วงมาฝากครับ เป็นเพื่อนบ้านอยู่บ้านข้างๆ นี่เอง มีอะไรก็บอกกันนะครับ
จะได้ช่วยเหลือกัน”

ชายคนนั้น มีสีหน้าเสียใจ
อย่างเห็นได้ชัด
เขาบอกให้พ่อรอสักครู่ พร้อมทั้งกลับมาด้วยตะกร้าใบเดิม... แต่เปลี่ยนเป็นไข่ไก่เต็มตะกร้า
 
“ผมเลี้ยงไก่ไข่ไว้หลายตัว ขอให้ไข่เป็นของตอบแทนน้ำใจนะครับ”

พ่อกล่าวขอบคุณ แล้วจูงมือเด็กชายกลับบ้าน เด็กชายถามพ่อด้วยความสงสัย

“ทำไมพ่อถึงเอามะม่วงไปให้เขา
แทนที่จะไปทวงมะม่วงของเราคืนมา”

“ถ้าพ่อไปทวงมะม่วง เราอาจจะได้มะม่วงคืน
แต่เราจะเสียเพื่อนบ้าน และอาจถึงกับโกรธกัน

 แต่นี่พ่อเอามะม่วง
ไปให้เขา7ลูก
รวมที่เขาสอยไปหนึ่งลูก
เป็น8ลูก แต่เราได้ทั้งน้ำใจเขา
ซึ่งก็คือไข่ตะกร้าใหญ่ แถมยังได้เพื่อนบ้านเพิ่ม ลูกว่า แบบไหนดีกว่ากัน?

”..สุดยอด..
การสละการยึดในสิ่งของ...
ได้มิตรภาพกลับมา
แทนความโกรธความเกลียด..


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 30 กรกฎาคม 2557, 04:46:12


พี่ป๋า,
เป็นอะไรพี่??
weak?
ทั้งใจ ทั้งกาย??
รึเหนื่อยเฉยๆ??
halt durch!
halt durch!


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: supichaya ที่ 30 กรกฎาคม 2557, 11:16:10
สวัสดีหนิง แซวป๋า เดี๋ยวป๋ามีเคือง 555


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 30 กรกฎาคม 2557, 20:02:59

พี่ก้อย,
ไม่แซวนะ!
ป๋าแกไม่สบายอะไรสักอย่างสองอย่าง
อย่างแรกหนิงรู้อยู่แล้วคะ แต่อย่างสองนี่
ยังไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็ถามตรงๆคะไม่ต้องอ้อมไปอ้อมมา
เดี๋ยวพี่ป๋าแกงง ตกลงหนิงอยากรู้อะไรแน่??
ในหัวข้อที่ว่าช่วงนี้พี่เขาอ่อนแรงทั้งกาย/จิตคะ
so,คำถามข้างต้น จึงตรงแสนตรง เข้าเป้า ไม่ต้องแปล.


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: supichaya ที่ 31 กรกฎาคม 2557, 14:01:07
ว่าแต่หนิง คงไม่ค่อยเป็นอะไรนะ  หนุกหนาน เที่ยวตาหลอด


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 31 กรกฎาคม 2557, 18:16:17

พี่ก้อย,
หนิงเกิดมาภายใต้ความโชคดี
ไพรีพินาศ+โรคาพินาศคะ!!
เคยไปเข้าโรงพยาบาล 2ครั้งในชีวิต-->ไปคลอด.
นอกนั้นเจ็บเหงือกนิดหน่อย ล้มหมอนยังไม่เคย
เป็นนั่นเป็นนี่ก็ยังไม่เคยค่ะ ไม่มีเบาหวาน ไม่มีความดัน
 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: supichaya ที่ 01 สิงหาคม 2557, 09:25:29
หนิงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี  ทำบุญมาดี  แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเราเอง ก็ต้องไม่ประมาทนะจ๊ะ 


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 01 สิงหาคม 2557, 17:46:41

ไม่คะ ประมาทไม่ได้
ของขวัญนี้ ไม่ใช่ได้มาฟรีๆคะ
ต้องรักษา ดูแล กินระวัง อยู่ระวัง
definitionตรงนี้ ที่ว่าระวังนี่ล่ะพี่..
บางคนหมายถึง"งด"เลย
บางคนหมายถึง"บ้าง"พอประมาณ
ใครจะยังงั้น ยังงี้ เราจะยกมาทั้งset ตามอย่าง
หรือเอาอย่าง ไม่ได้! ต้องรู้จักตัวเองพี่


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 01 สิงหาคม 2557, 18:58:52
ทุกข์ครั้งที่เราดื่มสิ่งเสพติดมึนเมา มันก็ไปเพิ่มสิ่งชั่วร้ายขึ้นในร่างกาย เพราะความประมาท ไม่รักษาสุขภาพของตัว ทำอะไรเกินขอบเขต เอาวัตถุภายนอกมาแก้ไขภายใน
 - ปัญญานันทะภิกขุ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: supichaya ที่ 04 สิงหาคม 2557, 13:49:54
ถูกต้องแล้วจ๊ะน้องหนิง กิน อยู่ ที่เหมาะกับตัวเรา  แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 04 สิงหาคม 2557, 17:42:19

เขาหูเบา เชื่อง่ายกันคะ!
ยิ่งเกี่ยวกะสุขภาพ กำลังกาย
พี่ดูสิ โฆษณาขายแค้ปซูล ขายยาอะไร
ที่ว่าจะช่วย จะทำให้มีสุขภาพดี..
ล้างนั่น detoxนี่ คนแห่กันทำตาม เป็นหมื่นเป็นแสน
ขืนยังปฏิบัติแบบเก่า กลืนแคปซูล ล้างอะไรต่ออะไรก็ไม่ช่วยคะ!!

เพราะสรณะแห่งความสบายกาย ไม่ใช่ไม่ทำอะไรกะร่างกายเลย
สบาย ทุ่นแรง ไม่เคลื่อน ไม่ขยับกายา...งานไม่จับ กำลังไม่ออก
นั่งมาก8-10ชม.ต่อวัน แล้วกลับบ้านนอน...กว่าจะ55-60ก็สายไปแล้วคะ
อย่าแปลกใจ พอหยุดทำงาน โรคภัยก็รุมเร้า...เอ๊ะ,พ้ม/อิฮั้น กินดี
ไม่เคยต้องลำบากกายา เหงื่อไหลไคลย้อยตากแดด ตรากตรำ
ไง๊ถึงเจ็บนั่น พร่องนี่?
ทีนี้ก็แค็ปซูล ยาเม็ดมหัศจรรย์สิพี่ จะกี่ขนาน ขายมาเถอะคนซื้อ
ขายดิบขายดี..ใคร-ที่ไหนdetoxจะตามไปทำอย่าง เอาอย่าง...
เฮือกสุดท้าย อะไรก็คว้าแล้วคะ ขอให้กลับไปเหมือนตอนดีๆ

ก็ตอนดีๆที่ว่านี่แหละ...ต้องตั้งคำถาม!
เช้าขับรถไปทำงาน ค่ำมืดกลับบ้าน
เป็นอยู่อย่างนั้นมาตั้งกี่สิบปี?
organภายในไม่ได้กระตุ้นเลยมีแต่สึกหรอใช้งาน?
ฮ้ายยยยยยยพี่


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: supichaya ที่ 05 สิงหาคม 2557, 12:51:14
ว่าเป็นชุด  แต่จริงอย่างที่หนิงพูดนั่นแหละ  บางคนชอบสบาย ไม่อยากเหนื่อย แต่หารู้ไม่ว่า การได้ขยับร่างกาย จะช่วยให้ร่างการได้ exercise ตลอดเวลา ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีถ้วนหน้า


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 05 สิงหาคม 2557, 17:20:17

พี่ก้อย,
ผู้สูงอายุที่อายุมากๆถามความลับเค้า
ว่าทำไมอายุยืน เค้าบอกร่างกายต้องเคลื่อนไหว
ทำงานนั่นนี่ตลอดเวลาคะ ไม่จำกัดว่าตอนนี้อายุมาก
ควรอยู่เฉยๆควรหยุดพัก ควรสบายไม่ทำอะไรเลย
เพราะก็เหลือร่างกายอย่างเดียวคะที่ยังขยับเขยื่อน
เคลื่อนที่กันได้ ส่วนอื่นๆสมัยปัจจุบันมีเครื่องช่วยมากมาย
อาหารดี มีการแพทย์ก้าวหน้า
แต่ร่างกายต้องลงทุน ลงแรงด้วยคะ!
จะหวังพึ่งยา พึ่งการแพทย์หมดว่าต้องช่วยได้ครบไม่ได้หรอกพี่





หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: supichaya ที่ 07 สิงหาคม 2557, 10:06:32
กินยามากๆ ตับพังโดยไม่ต้องกินเหล้าเลย  รุ่นพ่อแม่เราท่านฉลาด ขยันทำโน่นนี่  เราเองนั่นแหละที่ชอบให้ท่านหยุดทำ  เข้าทำนอง ลูกเต้ารังแกฉันมากกว่าเนอะ


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 08 สิงหาคม 2557, 17:17:33
ที่โน่นมีเรื่องยาเถื่อนด้วยพี่คือสมัยนี้คนคลิ้กซื้อยาได้ทางinternet?
ตรวจไปตรวจมา ต่ายห้า ยาปลอมคะ เค้าพิมพ์กล่องซะเหมือนง่ะ
พิมพ์สรรพคุณเรียบร้อย แต่ในกล่องน่ะอะไรไม่รู้.

ทำให้นึกถึงอาชีพนึงคะเคยได้ยินสมัยเมืองไทย.."ตัวแทนขายยา"
รายได้ดี ไปทั่วทุกที่ ตรงจากผู้ผลิตยา ไปร้านยา ซื้อกันง่าย
ขายกันรวย กินกันเข้าไปคะ กินยา กินด้วยความเชื่อว่าจะหาย
จะดี กินให้เป็นนิสัย กินตั้งแต่อ้อนแต่ออกในรูปวิตามิน...เป่าหูว่า
วิตามินในชีวิตประจำวันไม่พอต้องเสริมนั่น เสริมนี่ เสริมกระเป๋าสตังส์ผู้ผลิตน่ะ
ไม่มีใครนึก! แทนที่จะสอนลูกสอนหลานให้หัดกินผักกินหญ้า
กินผลหมากรากไม้ให้เป็นนิสัย แพงนักก็ปลูกมันซะเองในบ้าน
จะกล้วย จะมะม่วง จะมะละกอ...อาหารแพงคะพี่ หันไปกินอาหารเสริม
ยิ่งนำเข้ายิ่งเชื่อว่าสรรพคุณเค้าดี...หลอกง่ายคะไม่รู้จักเคลือบแคลง
ไม่รู้จักสงสัย...ไม่กล้าตั้งคำถาม...ทำตามๆกันไว้ก่อน ไม่เสียหลาย?


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 23 สิงหาคม 2557, 09:24:37
(http://www.cmadong.com/picup/201401/231014087602788300535012.jpg)


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 24 สิงหาคม 2557, 02:57:57

พี่ป๋า,
ถ่ายศพได้เหรอพี่?
เค้าไม่ว่านะคะ?
ใครอนุญาตให้ถ่ายคะ??


หัวข้อ: Re: เรื่องของเขา จะเล่าให้ฟัง
เริ่มหัวข้อโดย: พธู ๒๕๒๔ ที่ 27 สิงหาคม 2557, 01:40:14
อ้างถึง
ข้อความของ khesorn mueller เมื่อ 24 สิงหาคม 2557, 02:57:57

พี่ป๋า,
ถ่ายศพได้เหรอพี่?
เค้าไม่ว่านะคะ?
ใครอนุญาตให้ถ่ายคะ??

1.ก็ถ่ายแล้ว
2. ไม่ว่ามังค่ะ
3. ไม่ทราบครับ