Cmadong Chula

เรือนประจำรุ่น อบอุ่นทุกสมัย => รุ่น 2539 => ข้อความที่เริ่มโดย: iamfrommoon ที่ 03 พฤศจิกายน 2549, 11:32:44



หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 03 พฤศจิกายน 2549, 11:32:44
ผมเชื่อว่า  หนังสือเล่มนี้  ดีที่สุดในโลก  คุณจะอ่านหรือไม่มันเรื่องของคุณ ขออนุญาตนำบทความบางท่อนจาก

“หนังสือหยุดความเลวที่ไล่ล่าคุณ” ของ พ.อ.(พิเศษ) ทองคำ  ศรีโยธิน,   สมคิด ลวางกูร
****************************************************

...ตัดเงินเดือน...

พอกราบคุณย่าเสร็จ  ผมก็หันมาคุยกับอาจารย์  ถามว่า….อาจารย์กำลังทำอะไรครับ
อาจารย์ตอบว่าผมกำลังตัดรายจ่ายอยู่...คุณทองคำ   ผมต้องจ่าย..ค่าแม่ครัว..คนขับรถ  คนสวน
ค่าใช้จ่ายในบ้านและให้แม่อีกเดือนละ  300 บาท ตอนนี้รายได้กับรายจ่ายมันไม่ค่อยสัมพันธ์กันต้องตัดรายจ่ายลงบ้าง ผมก็ทำหน้าที่เป็น Advisor บอกว่า  เงินเดือนที่ให้แม่ 300 นี่ตัดได้นี่ครับ
อาจารย์หันหน้ามามองผม ...แล้วยิ้ม... ทำไมล่ะ?
ผมบอกว่า อาหาร 3 มื้อ ..อาจารย์ก็จัดให้..เรียบร้อย
เสื้อผ้า..อาจารย์ก็ซื้อให้ใหม่..ปีละ 3 ชุด ..เรียบร้อย
เจ็บป่วย ไม่สบาย ..อาจารย์ก็พาหมอมาฉีดยาให้ เรียบร้อย
เพราะฉะนั้น เงินเดือน 300 นี่ ตัดได้ครับ

ท่านบอกว่า "ตัดไม่ได้เด็ดขาด”...คุณทองคำ   300 บาทนี่ สำคัญที่สุด สำคัญยังไง?
เงิน 300 บาทนี่ เป็นเงินสำหรับ…เลี้ยงหัวใจแม่…

ผมฟังแล้ว...สะอึก   โอ...นี่เป็นเงินเลี้ยงหัวใจแม่
พวกเรา เคยได้ยินไหมครับ?
ผมนึกว่า ให้อาหาร...เสื้อผ้า.. เจ็บป่วยก็เอาหมอมารักษา น่าจะพอแล้ว
ท่านบอกว่า  อาหารกินแล้วก็ไปส้วม เสื้อผ้าเก่าแล้ว ก็เป็นผ้าขี้ริ้ว หมอรักษา ก็รักษาอาการทางกาย  สิ่งต่างๆ ที่เราจัดให้ทั้งหมดนี้ เป็นอาหารกาย แต่ 300 บาทนี่  เป็นอาหารเลี้ยงหัวใจแม่
หัวใจต้องการอาหารที่มาหล่อเลี้ยงให้..เอิบอิ่ม...เบิกบาน...เป็นสุข
คุณทองคำ ลองนึกดู  คนที่ไม่มีเงินอยู่ในตัวเลยนี่ เป็นยังไง?
"หัวใจมันแฟบ หัวใจมันเหี่ยวเฉา ...เหมือนดอกไม้ยามเย็น"
ใครที่เป็นข้าราชการจะรู้  พอเลยวันที่ 25 ไปแล้วนี่ มันเหี่ยว ๆ ยังไงชอบกล
ไม่มีเงินค่ารถไม่มีเงินค่าอาหาร ไม่มีเงินซื้อข้าวสาร  มันเหี่ยวไปจนถึงสิ้นเดือน
แม่อยู่กับเรา ก็จริง  แต่ถ้าแม่ ไม่มีเงินอยู่ในมือนี่  หัวใจท่านเหี่ยว...
พอถึงวันเงินเดือนออก  ทุกคนหน้าบาน..เหมือนดอกไม้ยามเช้า
จิตใจสดชื่น...เบิกบาน...มีความสุข  รับเงินเดือนมาใหม่ๆ หน้าสดใส
สั่งกาแฟยังเสียงดังฟังชัด  ทุกสิ้นเดือน พอเงินเดือนออก
ผมเข้าไปกราบแม่  บอกแม่ว่า วันนี้เงินเดือนออกครับ
ผมนำเงินมาบูชาพระคุณแม่ 300 บาทครับ เอาเงิน 300 บาทใส่มือแม่
แม่ก็ให้ศีล ให้พร ยกหมอนขึ้น เอาเงินวาง แล้ววางหมอนทับ  มีความสุข
เดือนละ 300  สามสี่เดือน ก็เป็นพันใช่ไหมครับ
แล้วเงินนี่สำคัญยังไง  เลี้ยงหัวใจแม่อย่างไร?


... คุณย่าให้...
ท่านเล่าต่อว่า ตอนนั้นท่านมีลูก 2 คน  เป็นผู้หญิงทั้งคู่กำลังท้องคนที่ 3
วันหนึ่ง ก็พาเมียไปโรงพยาบาล  แม่ถามว่า คลอดหรือยัง?  ยังครับแม่

วันต่อมาถามอีก คลอดหรือยัง  คลอดแล้วครับแม่
ผู้หญิงหรือผู้ชาย?  ผู้ชายครับ  โอ๊ย...แม่ดีใจจังเลย  ได้หลานไว้สืบสกุล
มานี่...มานี่..  ยกหมอนขึ้น..นับเงินส่งให้ 600 บาท
เอาเงิน 600 บาทนี่ไปซื้อทอง 6 สลึง  เอามารับขวัญหลานชาย
แต่ก่อนทองคำบาทละ 400  อาจารย์รีบไปซื้อทองมาให้
วันรุ่งขึ้น แม่เขาอุ้มลูกขึ้นมาหาย่า  ย่ากอดหลานชาย... สวมสายสร้อยให้เป่าหัวให้เสร็จ
พอเด็กคนนี้โต พูดได้  มีคนถามว่าสายสร้อยนี้ใครซื้อให้  คุณย่าซื้อให้
ชี้มือไปที่คนตาบอด  คนที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน  คือ คุณย่า  ไม่ใช่พ่อแม่
เพราะเงิน 300 บาทนี่  เสกให้คนตาบอดขลัง
ถ้าคุณย่าไม่มีเงิน  จะรับขวัญหลานได้อย่างไร ?
เห็นไหมครับ ?
ไม่ใช่ว่า..  พอโตขึ้น.. มีคนถามว่า.. คนนี้เป็นใคร.. บอกว่า ...
ยายแก่ตาบอดนี่..   มาอาศัยพ่อแม่ฉันอยู่.. เห็นหรือยังคุณทองคำ
เงินเดือนๆ ละ 300 บาทนี่ ทำให้คนแก่ตาบอด  กลายเป็นเทพเจ้า
..สร้อยนี่   คุณย่าให้...เงินเดือนมีฤทธิ์...วันดีคืนดีนะ  คุณทองคำ
แม่ครัว ล้างชามเสร็จ   คุณย่าก็บอกให้มานวดขาให้
แม่ครัวหน้ามุ่ย ทำงานเหนื่อยจะตายยังต้องมานวดให้อีก
นั่งขยำ ๆ หน้าคว่ำ  พอนวดเสร็จคุณย่าหยิบเงินให้ 30 บาท
แม่ครัวยิ้มหน้าบาน  ยกมือไหว้ขอบคุณค่ะ

วันรุ่งขึ้น พอล้างจานเสร็จรีบวิ่งมานั่งใกล้ๆ วันนี้นวด...อีกไหมคะ..คุณย่า
เห็นไหมเงินเดือน300 บาท ที่เราให้แม่เรานี่  มันมีฤทธิ์
มีคน.. มายกมือไหว้ มีคน  มาปรนนิบัติ
มีคน  มานวดให้  ถ้าไม่มีเงินเดือนๆ ละ 300 บาทนี้
แม่เราจะมีฤทธิ์ได้อย่างไร

...บันไดไปสวรรค์...
วันหนึ่งพระมาเรี่ยไร จะสร้างโบสถ์ อาจารย์นิมนต์พระเข้ามาแล้วชี้มือ ...
บอกมรรคทายก..ว่า.. โน่นไปเรี่ยไรกับคุณย่าโน่น
มรรคทายกบรรยายว่าจะสร้างโบสถ์...กว้างเท่านั้น..ยาวเท่านี้
สูงเท่าไร...สวยงามยัง...ราคาเท่าไร... คุณย่ายกหมอนขึ้น
นับเงินมา 500 พนมมืออธิษฐาน  ขอให้ศาสนาของพระองค์
ยืนยงไปอีก 5 พันปี นิพพานปัจโยโหตุ
ทำบุญ...สร้างโบสถ์ไว้เป็นมิ่งขวัญในพระศาสนา
ตกลงเงินเดือน ๆ ละ 300 ที่เราให้เป็นบันไดพาแม่ไปสวรรค์
นี่ถ้าแม่ไม่มีเงินในมือ แม่จะได้ทำบุญไหม”

...คุณยายตากผ้า...
พอพระให้พรเสร็จ ก็เดินผ่านไปบ้านถัดไป
ยายแก่บ้านโน้น  กำลังเก็บผ้าอยู่หลังบ้าน
มรรคทายก  ตะโกนข้ามรั้ว ทำบุญสร้างโบสถ์ไหม  คุณยาย
สร้างที่วัดนครนายก นี่...หลวงพ่อมาด้วย  มาบอกบุญเองเลย
เดี๋ยวอีกสักครู่  วกกลับมาใหม่ได้ไหมล่ะ ยายไม่มีเงินหรอก
ยายอาศัยลูกสาวเขาอยู่ เดี๋ยวเผื่อลูกสาวเขากลับมาทัน
จะขอเงินเขาทำบุญ ยายแก่คนนี้ ไม่มีเงิน
เพราะลูก  เอามาเลี้ยงแปะๆ  แมะๆ  ไว้ข้างรั้วบ้าน เอาไว้คอยเก็บผ้า


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 04 พฤศจิกายน 2549, 23:12:11
ของเดิมมันเป็นเช่นนี้

 
อ้างถึง   
Mouy
เข้าร่วม: 27 Feb 2006
ตอบ: 42
ที่อยู่: Bangkhunnon BKK
 ตอบเมื่อ: Fri Mar 24, 2006 7:01 am    เรื่อง: เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน  

--------------------------------------------------------------------------------
 
เพื่อดำรงเจตนาของเจ้าแทน ผู้ที่ยังไม่กลับมาเข้า board ทั้งที่ทราบข่าวการกลับมาของ board นี้แล้ว.... เราเลยกลับมาตั้งกระทู้ที่คล้ายคลึงกันอีกครั้ง (จำหัวข้อกระทู้เก่าบ่ได่)

เมื่อวานนี้ พอดีพี่ได้เรียนหนังสือกับอาจารย์วิชัย ที่จุฬา...แล้วเกิดชอบใจในเรื่องเล่า..เลยมาเล่าสู่กันอ่าน... บางคนอาจได้อ่านแล้วใน forward mail นะ

เรื่องเล่าของเด็กขี้โมโห

ลูกชายของบ้านหลังหนึ่งเป็นเด็กที่ใจร้อน ขี้โมโห และโกรธง่าย...ซึ่งเวลาที่เค้าโมโหก็มักจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่ต้องหาวิธีระบายออก.. วันหนึ่งเค้าจึงไปปรึกษากับพ่อ

ลูก: "พ่อครับทำอย่างไรดี เวลาผมโมโห ก็มักจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ทำลายข้าวของ หรืออาจชกต่อยอยู่เรื่อยเลยครับ"
พ่อ: "งั้นเอาอย่างนี้สิ....เมื่อไหร่ที่เจ้ามีอารมณ์โกรธ อยากระบายออก เจ้าจงไปหยิบค้อนกับตะปู แล้วนำไปตอกที่รั้วหลังบ้านนะลูก"

และลูกชายก็ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพ่อด้วยดีเสมอมา .....และแล้ว.....เมื่อตะปูหมดลง... ลูกชายก็มาบอกพ่อ และเล่าให้พ่อฟังว่า
ลูก: "พ่อครับตะปูหมดแล้ว แต่ลูกรู้สึกว่าอารมณ์ของลูกเย็นขึ้นไม่เหมือนแต่ก่อนนี้..."
พ่อ: "งั้นอย่างนี้นะลูก ถ้าหากเมื่อไหร่ที่ลูกควบคุมอารมณ์โกรธของลูกได้ เจ้าจงไปถอนตะปูออกนะ"

และแล้วตะปูที่ได้เคยตอกลงไปนั้น ก็ได้ถูกถอนออกหมด..ลูกชายจึงวิ่งมาบอกพ่อ

ลูก: "พ่อครับผมถอนตะปูออกได้หมดแล้วครับ"
พ่อ: "แล้วเจ้าเห็นอะไรบ้างล่ะ"
ลูก: "???..."
พ่อ: "เจ้าตามพ่อมานี่สิ"....

เมื่อมาถึงรั้วหลังบ้าน
พ่อ: "เอาล่ะ ... ตอนนี้ลูกเห็นอะไรบ้างจากการตอกตะปูของลูก"
ลูก: "เห็นรูตะปูครับ"
พ่อ: "นั่นแหละ... ถึงแม้ว่าเราพยายามที่จะแก้ไขผลจากอารมณ์โมโห โดยการดึงตะปูออก...ผลของอารมณ์โมโหของเจ้าก็ทิ้งร่องรอยเอาไว้..เห็นมั๊ยล่ะลูก...ก็เหมือนกันเมื่อเจ้าโมโห แล้วเกิดไปทำร้ายคนหรือส่งของที่เจ้าโกรธ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือรอยแผล ไม่เกิดรอยแผลนั้นกับเจ้าก็เกิดกับคนหรือสิ่งของนั้น ดังนั้นการโมโหไม่ได้ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับเราเลยนะ...ดังนั้นเจ้าจงเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของเจ้าเถอะนะ"


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 04 พฤศจิกายน 2549, 23:14:53
อ้างจาก: "Mouy"
Update ไม่ให้หายไป.... อิอิ หาเรื่องใหม่มาให้อ่านจ้า...  
เพื่อน ...

มีแม่ลูกคู่หนึ่งเดินบนชายหาด แล้วลูกก็ถามแม่ว่า
"แม่ครับ ทำอย่างไรจึงจะรักษาเพื่อน ให้รักและอยู่กับเรานานๆ"
แม่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ก้มลง เอามือทั้งสองกำทรายแล้วชูให้ลูกดู จากนั้นแม่ก็บีบมือข้างหนึ่งให้แน่น
ทันใดนั้นเองทรายก็ไหลออกจากมือข้างนั้นเรื่อยๆ แม่บีบมืออยู่พักหนึ่ง แล้วก็แบมือให้ลูกดู มือข้างที่บีบแน่น หรือทรายอยู่เพียงเล็กน้อย แต่มือข้างที่กำอย่างหลวมๆยังคงมี ทรายอยู่เต็ม
เมื่อลูกเห็นดังนั้นก็นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดกับแม่ขึ้นว่า "ผมเข้าใจแล้วครับ" แล้วคุณเข้าใจไหมว่าอะไร...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 06 พฤศจิกายน 2549, 07:55:56
Thank u อีกทีนะจ๊ะ กำลังตามเจ้าของกระทู้น้องหมวยมาอยู่นะเนี่ย ไม่รู้หลงทาง แล้วกลับมาได้ยัง แต่ที่แน่ๆ อาทิตย์นี้เจอกัน แล้วจะเอารูปสวยๆ หล่อของชาวซีมะโด่งมาฝากนะ..."คืนสู่เหย้า" ย่อยๆ เลยหล่ะ ฮ่าๆๆๆ  :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 06 พฤศจิกายน 2549, 16:14:31
ไม่รู้จะเป็นเรื่องดีๆ หรือ เปล่า...แต่มุขนี้ขำดีนะ..ได้ forwarded mail มาคะ

*****จดหมายจากลูกถึงพ่อ******

>> >กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ

> >คุณพ่อคะ คุณแม่คะ

>>เป็นอย่างไรบ้างสบายดีหรือเปล่าคะ

>> >ผ่านมาเกือบครึ่งปีตั้งแต่หนูเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ

>> >หนูไม่ได้ติดต่อคุณพ่อคุณแม่เลย

>> >หนูอยู่ที่นี่สบายดี...พี่มากเค้ารักหนูและดูแลหนูเป ็นอย่างดี

>> >สงสัยหรือคะว่าพี่มากคือใคร

>> >จำได้มั้ยคะวันที่หนูจากคุณพ่อคุณแม่ที่สถานีรถทัวร์ เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ

>> >รถทัวร์ที่หนูนั่งมาเกิดอุบัติเหตุใกล้ปั๊มน้ำมันแห่ งหนึ่งในกรุงเทพฯ

>> >หลังเกิดอุบัติเหตุ มีคนมาล้อมหน้าล้อมหลังหนูเต็มไปหมดเลยค่ะ

>> >และมีคนขโมยกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าตังค์ไป

>> >พี่มากเค้าเป็นเด็กปั๊มที่นั่นค่ะ

>>พอรถชนกันเค้าก็เข้าไปช่วยปฐมพยาบาล

>> >เราเจอกันที่นั่นค่ะคุณพ่อเค้าเป็นคนดีมาก

>เราพูดคุยกันซักครู่ใหญ่

>>รู้สึกถูกคอกันมากคุณแม่ขา

>นี่แหละมั้งคะที่เรียกว่ารักแรกพบ

>> >พอเค้ารู้ว่าหนูยังไม่มีที่พักไม่มีญาติในกรุงเทพฯ

>> >และยังไม่รู้จะไปพักที่ไหนแถมยังบาดเจ็บจากอุบัติเหต ุ

>> >พี่มากเลยชวนหนูไปอยู่ด้วยกันที่หอพักใกล้ๆปั๊มน้ำมั นนั้น

>> >ด้วยความตกใจและไม่มีที่พึ่งทำให้หนูรับปากพี่เค้าไป โดยไม่รู้ตัว

>> >แต่ว่าคุณพ่อคะพี่มากเป็นคนดีมากค่ะ เค้าไม่เคยแตะต้องตัวหนูเลย

>> >เราอยู่ด้วยกันปร ะมาณ2เดือน พี่มากจึงขอหนูแต่งงานค่ะ

>> >หนูขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณพ่อคุณแม่ก่อน

>> >แต่ด้วยความใกล้ชิดทำให้หนูไม่สามารถยั้งใจไว้ได้

>> >จึงได้บอกตกลงพี่มากเค้าไป

> >อภัยให้เรานะคะนึกว่าเห็นแก่เด็กตาดำๆ

>>ที่จะเกิดมาดูโลกนี้อีกไม่นานเท่าไร

>หนูกำลังมีหลานให้คุณแม่ค่ะ

>> >คาดว่าการเรียนเทอมแรกนี้คงต้องพักไว้ก่อน

>>หรือไม่ก็ต้องเลิกเรียนไปเลย

>> >เพราะว่าหนูคงต้องช่วยพี่มากหาเงินก่อนที่ท้องจะใหญ่ ไปกว่านี้

>> >พอลูกคลอดแล้วก็คงต้องอยู่เลี้ยงลูกอีก คงไปเรียนไม่ได้

>> >เงินทองก็หมดไปทุกวันๆแต่หนูก็ยังสุขใจดีค่ะ ไม่ต้องห่วง

>> >คุณพ่อคุณแม่อย่าโกรธหนูนะคะ

>มันเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ

>> >แต่หนูคิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงจะให้อภัย

>> >เมื่อคลอดลูกแล้วหนูจะพาพี่มากและลูกไปกราบเท้าคุณพ่ อคุณแม่ที่บ้านนะคะ

>> > >ที่หนูเขียนจดหมายมาหาคุณพ่อคุณแม่วันนี้

>>มีข่าวดีและข่าวร้ายมาบอกค่ะ

>ข่าวดีก็คือที่หนูเล่ามาทั้งหมดนั่น

>>เป็นเรื่องไม่จริงค่ะหนูล้อเล่นค่ะ!!

>> >ส่วนข่าวร้ายก็คือเทอมแรกหนูสอบได้F 3 วิชาD 2 วิชา และ C อีก1วิชา

>> > >เห็นมั้ยคะ มันไม่ได้ร้ายแรงไปกว่าที่หนูเล่ามาตั้งแต่ต้นหรอก

>> >ดีกว่าซะอีกจริงมั้ยคะ ฉะนั้นอย่าโกรธหนูนะคะ

>> >ด้วยรักและเคารพอย่างสูง

> >หนูดาที่รักของคุณพ่อคุณแม่

>> >ป.ล.เงินที่คุณพ่อให้มาหมดแล้วล่ะค่ะ

>> >ถ้าคุณพ่อจะเห็นใจช่วยโอนเงินเข้าให้หนูด้วยนะคะ" >


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 06 พฤศจิกายน 2549, 16:15:49
จดหมายตอบกลับ


>> >--------------------------- > >สวัสดีจ้ะลูกรักของพ่อ

>> >ที่ลูกเล่ามาทั้งหมดตั้งแต่แรกนั่นน่ะ ทำเอาพ่อใจไม่ดีไปเลยเชียว

>> >พ่ออ่านจดหมายลูกได้แค่ครึ่งเดียวก็โกรธจัดจนไม่ได้อ ่านต่อ

>> >เพราะว่าบันดาลโทสะทำให้พ่อกับแม่ทะเลาะกันยกใหญ่

>> >แม่เค้าไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเค้ารักลูกมาก

>> >คิดว่าลูกคงจะไม่ทำให้เค้าผิดหวัง

>> >แต่พ่อก็โมโหซะจนลืมตัวทะเลาะกับแม่อย่างแรง

>> >ลูกก็รู้ว่าแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่

>> >พ่อผิดเองที่ไม่รู้จักคิดรู้จักยั้งความโกรธ เราทะเลาะกันแรงมาก

>> >จนแม่เค้า......ล้มลงหัวใจวาย ยาที่เคยมีอยู่ในบ้านก็หาไม่เจอ

>> >พ่อพาแม่แกส่งโรงพยาบาลก็สายไปซะแล้ว

>> >พ่อกำลังเศร้ามากคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

>> >มันเกิดจากพ่อไม่อ่านจดหมายของแกให้จบซะก่อน

>แม่แก็เลยมีอันเป็นไป

>> > >อ้อพ่อมีข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับลูก >

>> >ข่าวดีคือแม่แกยังอยู่สบายดีไม่มีอะไรพ่อล้อเล่น

>> >ข่าวร้ายคือแม่เค้าเสียไพ่เลยไม่มีเงินส่งไปให้ลูก

>> >แต่มันก็ยังดีกว่าที่แม่เค้าจะเป็นอะไรไปใช่ไหมล่ะ

>> >หวังว่าลูกคงอ่านจดหมายจนจบนะ

>> >ไม่ใช่ตกใจตะลีตะเหลือกไปฆ่าตัวตายซะก่อน

> >รักลูกมากจ้ะ

> >พ่อ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: i_tan ที่ 10 พฤศจิกายน 2549, 14:25:25
 
อ้างถึง   
Mouy
เข้าร่วม: 27 Feb 2006
ตอบ: 42
ที่อยู่: Bangkhunnon BKK
ตอบเมื่อ: Fri Mar 24, 2006 7:01 am    เรื่อง: เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน  

--------------------------------------------------------------------------------
 
เพื่อดำรงเจตนาของเจ้าแทน ผู้ที่ยังไม่กลับมาเข้า board ทั้งที่ทราบข่าวการกลับมาของ board นี้แล้ว.... เราเลยกลับมาตั้งกระทู้ที่คล้ายคลึงกันอีกครั้ง (จำหัวข้อกระทู้เก่าบ่ได่)


-*- ผมกลับมาแล้วพี่ แต่แค่แอบเข้ามาเล่นเป็นนินจา แว๊บไปแว๊บมาก่อนชั่วคราวเท่านั้นเองแหละคับ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: i_tan ที่ 10 พฤศจิกายน 2549, 14:58:02
จดหมายตอบกลับ (อีกที)

คุณพ่อคะ คุณแม่คะ

หนูได้อ่านจดหมายของพ่อแล้วนะคะ
ข่าวดีคือหนูอ่านจดหมายตั้งแต่ต้นจนจบเลยคะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะว่าหนูจะฆ่าตัวตาย หนูไม่กล้าหรอกคะ อีกอย่างคือหนูกลัวบาปอ่ะคะ กลัวมั๊กๆด้วย T.T
ส่วนข่าวร้ายคือตอนนี้หนูโดนมาเฟียจับตัวอยู่คะ หนูเอาเงินที่คุณพ่อคุณแม่ให้มาไปแทงพนันฟุตบอลจนเป็นหนี้เค้าหลายแสนบาทเลยค่ะ เค้าบอกว่าถ้าไม่หาเงินมาใช้หนี้ เค้าจะตัดแขนขาหนูแล้วส่งหนูไปนั่งขอทานหาเงินใช้หนี้ให้เค้าอะคะ เรื่องจิงนะคะ!! ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะเห็นใจช่วยโอนเงินเข้าให้หนูด้วยนะคะ ด่วนเลยนะคะ หนูไม่อยากถูกส่งกลับบ้านแบบแพ๊คใส่ลัง เหลือแต่หัวโผล่ออกมานอกลังอ่ะคะ Y.Y

เห็นมั้ยคะ มันไม่ได้ร้ายแรงไปกว่าที่หนูเล่ามาตั้งแต่ต้นหรอก

ด้วยรักและเคารพอย่างสูง
หนูดาที่รักของคุณพ่อคุณแม่


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 14 พฤศจิกายน 2549, 22:28:53
อัพเดตสักหน่อย เดี๋ยวกระทู้ตาย :(

อ้างจาก: "Mouy"
ไม่สนใจ โจ้แล้ว... ชอบชักใบให้เรือล่มมมมม.... เรามาอ่านเรื่องใหม่กันต่อดีกว่า... อันนี้มอบให้สำหรับคนทำงานหนักนะจ๊ะ....  

คนตัดไม้...

มีคนตัดไม้คนหนึ่ง นำฟืนไปขายให้แก่ร้านขายฟืน ซึ่งร้านขายฟืน ก็ปฏิบัติต่อคนตัดไม้ดีมาก ดังนั้นคนตัดไม้จึงคิดอยากตอบแทน โดยการจะตัดไม้ให้ได้เป็นจำนวนมากๆ
ในวันแรกคนตัดไม้ตัดไม้ได้ 20 ต้น
แล้วนำมาให้ร้านขายฟืนซึ่งร้านขายฟืนก็ชมเชยและปฏิบัติต่อ คนตัดไม้อย่างดี
แต่พอในวันที่ 2
คนตัดไม้ก็ตั้งใจจะตัดให้ได้มากขึ้นแต่ปรากฏว่ากลับตัดได้เพียง 18 ต้น
ในวันรุ่งขึ้นก็กะว่าจะตัดให้ได้มากยิ่งขึ้นแต่ก็กลับเหลือ 16 ต้น ยิ่งนับวันผ่านไปเรื่อยๆก็ตัดได้น้อยลงเรื่อยๆ จนในที่สุดคนตัดไม้ก็รู้สึกละอายใจ
จึงไปกล่าวคำขอโทษกับทางร้านขายฟืน
แต่เจ้าของร้านขายฟืนก็กลับถามคนตัดไม้ว่า คุณลับขวานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่"
คนตัดไม้ตอบว่า ผมไม่มีเวลาหยุดลัดขวานเลย เพราะขนาดไม่หยุดยังตัดไม้ได้น้อยขนาดนี้" ซึ่งเจ้าของร้านก็บอกแก่คนตัดไม้ว่า
คุณลองคิดดูสิว่าหากคุณหยุดลับขวานให้คม โดยเสียเวลาเพียงเล็กน้อย คุณอาจตัดไม้ได้มากกว่านี้ก็ได้ เปรียบได้กับการทำงาน
ถ้าคุณก้มหน้าก้มตาทำโดยไม่หยุดพักหยุดคิด ก็เปรียบได้กับคนตัดไม้ คุณก็จะล้าลงไปเรื่อย..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 16 พฤศจิกายน 2549, 18:10:08
ล้วงเอากระทู้เก่ามารวมร่างกับกระทู้นี้เลยดีกว่า...
ขี้เกียจตั้งใหม่ เดี๋ยวต้องคอยอัพเดตอยู่เรื่อยๆ ทุกเจ็ดวัน(รึเปล่านะ?) :?

ความรู้สึก ระยะห่างระหว่างคน...

ตอบเมื่อ: Sat Mar 04, 2006 10:37 pm    

วันเวลาที่ผ่านมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต
ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป
แต่กลับบางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น จากคนแปลกหน้า
กลายเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน

เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน
สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า
ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จักคนคุ้นเคย
หรือ คนรักกันไว้ได้อย่างคงที่…

บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนคุ้นเคย…
จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน ....
ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้ …
และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น ...

แต่ในทางกลับกัน...
ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดหูสุดตา
จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น ....กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก ...

กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป ...
แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จัก กับ คนรัก ย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่
แต่นั่นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ...

ฉันเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเวลา
พอ ๆ กับเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก...
ไม่มีมาตราวัดใด ๆ ที่จะใช้วัดระยะห่างของความรู้สึกได้
และระยะห่างในแต่ละสถานภาพทางความรู้สึกในแต่ละคนก็คงจะไม่เท่ากัน...

เราระบุชัดไม่ได้ว่า 1 เท่ากับ 1 ในความรู้สึกของอีกคน 1
ในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็น 100 ในความรู้สึกของอีกคนก็เป็นได้ ...
และในเมื่อการคบหากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน ....
เราจึงมองเห็นความไม่ลงตัว
เห็นระยะห่างที่ไม่เท่ากันของคนสองคนได้เสมอ…

กับคนบางคน เราอยากเป็นมากกว่าคนรู้จัก
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรามันสั้นลง
กับคนบางคน เราอยากเป็นน้อยกว่าที่เป็นอยู่ . .......
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรายาวไกลออกไป...

แต่กลับบางคนเรากลับอยากจะรักษา ระยะห่าง ตรงกลาง ไว้ให้คงที่
ไม่ให้ห่างหาย จางหนี หรือ เข้ามาใกล้จนเรารู้สึกอึดอัด....
เคยรู้สึกใช่ไหมว่า ...
ขณะที่เราเดินเข้าหา บางคนกลับกำลังเดินหนี
กับบางคนเรากำลังเดินหนี บางคนกลับเดินตาม…
กับบางคนเราก็ต้องการระยะห่างประมาณหนึ่ง ไม่ต้องใกล้มาก
แต่ไม่ต้องการห่างหายไปไหน...

ขณะที่บางคนวิ่งตาม ล้มลุกคลุกคลาน…
เจ็บปวดกับระยะห่างของอีกคนที่ทิ้งไว้ตรงหน้า
ขณะเดียวกันกับที่อีกคนก็วิ่งหนี
โดยไม่คิดจะหันกลับมามองความเจ็บปวดของอีกคน
อะไรก็เกิดขึ้นได้ กับความรู้สึกคน...
เหนื่อยแสนเหนื่อย ล้าแสนล้า ....
แต่สุดท้ายก็ยังพยายาม พยายามที่จะยื้อยุดฉุดดึงอยู่เช่นนั้น

บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้ บนความห่าง ห่างจนลับตา ...
ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน
ไม่เคยรับรู้ว่า ...
ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน
แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้เพียงแค่นั้น
ไม่ต้องห่างไป แต่ เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้ ...
ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ  :roll:
การทำลายระยะห่างของคนสองคนอาจไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับอีกหลาย ๆ คน…
บางคนพยายามมาเกือบทั้งชีวิต....
ระยะห่างที่ว่าก็ยังคงห่างอยู่เช่นเดิม....  

ขณะที่บางคนอยู่นิ่ง ๆ ไม่วิ่งหนี ไม่วิ่งตาม
ปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของเวลา
ไม่เรียกร้องให้เกิดความคาดหวัง ไม่ปล่อยละเลยจนเหมือนชาเฉย…
ระยะห่างนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้ราวปฏิหาริย์...
เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังพยายามเดินเข้าหา...
ให้อีกคนหันกลับมามองบ้าง
ระยะห่างจะได้สั้นลง พยายามต่อไป
เพราะวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกว่าความพยายามของคุณมิได้ไร้ค่า …
ร้องขอสำหรับคนที่กำลังเดินหนี
ให้หันกลับมามองความรู้สึกของอีกคนบ้าง
เพราะบางทีคุณอาจจะสูญเสียอะไรดี ๆ ไป
เพราะระยะห่างที่คุณทิ้งไว้ให้อีกคน

เห็นใจกับการรักษาระยะห่างให้คงที่สำหรับบางคน
เพราะบางทีมันก็ทรมานมากกว่า
การพยายามเดินเข้าใกล้หรือห่างหนี...เสียอีก... :?  

แล้วคุณ ๆ เล่า …
เคยนึกย้อนกลับมามอง ระยะห่าง ของคุณกับผู้คนรอบตัวกันบ้างไหม...
เคยรู้สึกไหมว่า…บางที ความห่างไกล
กับ ระยะห่างของความรู้สึกเป็นกลับเป็นตัวแปรผกผันกัน

เคยรู้สึกได้ถึงระยะห่างทั้งที่ตัวอยู่ใกล้ๆ
หรือรู้สึกใกล้กันแล้วทางความรู้สึกทั้งที่ตัวอยู่แสนไกล กันบ้างไหม....
เคยคิดกันบ้างไหมว่า …
ระหว่างคนพยายามเดินหนี
คนที่พยายามเดินตาม
และคนที่พยายามยังไงระยะห่างกลับเท่าเดิม

คนไหนเจ็บปวดไปกว่ากัน... :|


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 16 พฤศจิกายน 2549, 18:20:32
อ้างจาก: "Max"
เราเหนื่อยอ่ะ

ไม่เดิน ไม่วิ่งตามใครแล้ว ตอนแรกก็นั่ง ยองๆ รอมีแรงแล้วค่อย เดิน

ได้ที่แล้วก็ค่อยวิ่งอ่ะ แต่ตอนนี้ นั่งขัดสมาธ แล้ว สักพักก็ว่าจะนอนหงาย

มองทองฟ้าแล้วอ่ะ เหนื่อยแล้ว ใครจะทำอะไรก็ช่างเค้าเถอะ

ใครคิดถึงเรา เดี๋ยวก็คงเดินมาหา แล้วก็ชะโงกหน้ามาขัดจังหวะตอนเรามองท้องฟ้า

ว่า " ทำอะไรอยู่อ่ะ" :wink:


อ้างจาก: "apirat"
เรื่องบางเรื่อง การยืนรอนั้นเร็วกว่าการวิ่งตาม
แต่ จงอย่าคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอ
บางครั้ง เราก็ต้องออกแรงวิ่งบ้าง แม้จะไม่ได้อะไรเลย ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายล่ะกัน หุ หุ


อ้างจาก: "ppornson"
ก่อนจะวิ่งก็ต้องดูทิศด้วยนะโว้ย...


อ้างจาก: "ป๋าบอล"
อือ..ไอ้ MAX มันนอนอยู่เดี๋ยวไปเหยียบมันเข้า


อ้างจาก: "Max"
นั่นดิ วิ่ง ๆ กันเนี่ย

ระวังเหยีบบ ข้าพเจ้าเข้านะ

พักเหนื่อยเดี๋ยวค่อยวิ่ง ต่อ :wink:


อ้างจาก: "apirat"
มันนอนอยู่คนเดียว
หรือมีคนนอนอยู่ข้างล่างมันอีกคนวะ

ตาแคม


อ้างจาก: "Max"
มีคนนอนอยู่ข้างล่าง

ดีกว่ามีคนนอนอยู่ข้างบนว่ะ ตาแคม


อ้างจาก: "sharp"
ตอบเมื่อ: Sat Mar 18, 2006 9:49 pm      
ห่างก็คือห่าง ใกล้ก็คือใกล้
เดี๋ยวห่างเดี๋ยวใกล้ ... ให้ใจคอยวุ่นวายสับสน

ไม่รู้ว่าควรห่างเท่าไร ไม่รู้ว่าต้องเข้าไกล้เท่าไร
รู้แต่ว่า อยากมองข้าง ๆ แล้วยังเห็นว่ายังอยู่ ...

บางครั้งก็อยากเดินคนเดียว บางครั้งก็อยากมีเพื่อนเดิน
บากครั้งอยากพาใครเดิน แต่หลายครั้งที่อยากอยู่เฉย ๆ มองชีวิตคนอื่นเดินไป

ชีวิต มันต้องมีแรงดันให้ก้าวเดิน ทำเพียงแค่ตัวเอง แรงอาจจะไม่พอ แต่ถ้าทำเพื่อใครคนหนึ่ง
แรงมันมากมายมหาศาล ทำให้ทุกก้าวของชีวิต นั้นเปี่ยมด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น และความหมาย

ความรู้สึก มันอาจห่างเหินไป แต่ความทรงจำมันยังอยู่ ... รอจังหวะเพียงสักครั้งให้ได้แว่บขึ้นมาให้ระลึกถึง

เมื่อห่างเหิน มองข้างก็ห่างหายไป แรงผลักดันของชีวิตก็เหือดหายไป ...
เมื่อได้เข้าใกล้ มองข้างก็อุ่นใจ แรงผลักอันมหาศาลก็ได้ขับเคลื่อนชีวิตต่อไป ... :o


อ้างจาก: "tem"
เราคิดว่า หากเราได้มีกิจกรรมใหม่ๆ หรือพัฒนาสิ่งเดิมที่เคยทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอแล้ว ก็จะเป็นสื่อเบื้องต้นที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน แต่ทุกอย่างย่อมต้องมีการพักบ้างนะคะ มีระยะห่างเล็กน้อยก็ยังดี เพื่อให้สายใยที่มีความผูกพันทำงานแทนน่ะ หากยังสามารถทำงานได้ก็เกิดความรู้สึกคิดถึงกัน ก็เป็นอารมณ์ที่มีความสุขอย่างหนึ่งนะคะ


อ้างจาก: "Iamfrommoon"
น้อง Sharp ขอยกนิ้วให้...มัน "โดนใจ" มาก...ซึ้งมาก ถึง มากที่สุด...

แล้วจะรออ่านเรื่อยๆ นะคับ

อ้างจาก: "ppornson"
มีอยู่ช่วงนึง ผมมักจะเขียนใส่ในสมุดประจำตัวแต่ละคนตอนจบค่าย สำหรับคนที่มีแฟนอยู่แล้วตอนนั้น JIB JIB น่าจะเคยอ่าน...

......ความรัก..หาใช่แต่เพียงการยอมรับความเป็น "ปัจเจกชน" ของแต่ละฝ่ายเท่านั้น หากแต่เป็น

การเปิดโอกาสให้อีกฝ่าย ได้มีโอกาสพัฒนาความเป็น "ปัจเจกชน" ของตนเอง ถึงแม้ว่าการทำ

อย่างนั้น จะเสี่ยงต่อการอยู่"ห่างกัน" ก็ตาม...

อ่านจากหนังสือประวัติส่วนตัวของคุณนฤมล..(ไม่รู้เขียนถูกรึเปล่า..)ที่เป็นพิธีกรรายการทุ่งแสงตะวันน่ะ..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 17 พฤศจิกายน 2549, 08:27:39
จาย์โอ ข้อความของกระผมไม่ต้อง post ก้อได้นะ
รู้สึกผมจะเป็นพวกชอบออกนอกประเด็นเรื่อยอ่ะ หุหุ

ตาแคม  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 22 พฤศจิกายน 2549, 22:57:43
อัพเดตครับ :wink:
อ้างจาก: "ผู้เยี่ยมชม"
เรื่อง: เจ้าหญิงก้อนหินกับเจ้าชายน้ำหยด
ที่มา: ไม่ระบุ

หลังจากผิดหวังในความรัก เจ้าหญิงก็เสียใจ นั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว
จนร่างกายค่อยๆ กลายเป็นหิน
ชายใดสามารถทนกอดก้อนหินได้ด้วยความรักจริง
ก้อนหินจะกลับมาเป็นเจ้าหญิงงดงามดั่งเดิม
เจ้าชายน้ำหยดอ่านแผ่นป้ายหน้าก้อนหินรูปทรงประหลาดอย่างสนใจ
"ต้องกอดนานเท่าไหร่" เจ้าชายถามคนเฝ้าก้อนหิน
"ไม่รู้... เพราะยังไม่มีใครทนกอดได้สำเร็จสักคน"
คนเฝ้าก้อนหินตอบโดยไม่เงยหน้า
"เราจะกอดเจ้าหญิงเอง" แล้วเจ้าชายก็ค่อยๆ
นั่งลงบรรจงกอดก้อนหินอย่างทะนุถนอม
..........

หนึ่งปีผ่านไป เจ้าชายน้ำหยดยังกอดก้อนหินอยู่ "นี่ท่านยังกอด
ก้อนหินอยู่อีกหรือ" คนเฝ้าก้อนหินรู้สึกทึ่งกับความอดทนของเจ้าชาย
"ท่านทำได้อย่างไร"
"เพราะข้าอยู่กับปัจจุบัน" เจ้าชายเห็นคนเฝ้าก้อนหินงง
เจ้าชายจึงอธิบายต่อ "ถ้าท่านกอดก้อนหิน หนึ่งวัน ท่านทำได้หรือไม่"
"สบายมาก" คนเฝ้าก้อนหินตอบโดยไม่ต้องคิด
"แล้วถ้ากอด สองวัน ล่ะ"
"อาจเริ่มเบื่อนิดๆ"
"แล้วถ้า สามวัน สี่วัน หรือสิบวันล่ะ"
"ไม่เอา ข้าไม่มีความอดทนขนาดนั้นหรอก"
"นั่นเพราะท่านไม่อยู่กับปัจจุบัน... ท่านคิดไปก่อนล่วงหน้าว่าไม่ไหว"
"ไม่เข้าใจ"
"ในเมื่อท่านบอกว่ากอดก้อนหินหนึ่งวันได้สบายมาก พรุ่งนี้หรือวันต่อไป
มันจะต่างกันตรงไหน มันก็เป็นแค่ หนึ่งวัน ที่ผ่านไปเช่นเดียวกัน"
เจ้าชายลูบก้อนหินราวกับมีชีวิต
"ในสายตาท่าน อาจจะเห็นว่าข้ากอดก้อนหินนี้มาเป็นเวลาหนึ่งปี
แต่ในความรู้สึกข้า ข้าเพิ่งกอดเจ้าหญิงผ่าน 'หนึ่งวัน' มาแค่ 365
ครั้งเท่านั้นเอง"
"ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่ช่างมันเถอะ ข้าต้องการรู้แค่ว่า
ที่ท่านกอดก้อนหินเพราะท่านรักเจ้าหญิงจริง ๆ หรือเพราะต้องการเอาชนะ"
"ข้ารักจริง" ปากเจ้าชายตอบโดยมือยังไม่คลายกอดจากก้อนหิน
"เอาอย่างนี้ละกันท่าน... นั่นน่ะมันแค่ก้อนหิน ส่วนข้าสิ 'เจ้าหญิง' ตัวจริง"
คนเฝ้าก้อนหินลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อผ้าชุดมอมแมมออก
"ข้าว่า... ท่านมากอดข้าดีกว่า"

......... ตกลงเลยไม่รู้ว่าจะให้เจ้าชายดีใจ หรือกระโดดเตะเจ้าหญิงดี


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 22 พฤศจิกายน 2549, 22:59:58
อ้างจาก: "ป๋าบอล"
ตอบเมื่อ: Fri Apr 21, 2006 12:02 pm    

นี่มันแค่ภาคแรกเอง
ภาคแรก..สอนให้รู้ว่า
1.ผู้ชายบอกว่ารักได้ เมื่อเห็นแค่หน้าตา
2.ผู้หญิงสวย จะเอาแต่ใจ เย็นชาและเรื่องมาก เลยจำเป็นต้องเลือกผู้ชายโดยดูที่ความอดทน

- - - - - - - - - - -
อ่ะ..แต่งต่อให้ เนื้อเรื่องภาคสอง
เจ้าชายกะเจ้าหญิงอยู่กันอีก 1 ปี ก็เลิกกัน เจ้าชายพบว่าเจ้าหญิงไม่ได้ดีอย่างที่คิด
เจ้าชายตัดสินใจบอกข้อเสียของเจ้าหญิงให้เธอฟัง
แล้วบอกเธอว่า ถ้าเธอไม่แก้ไข เจ้าชายคงทนไม่ไหว
เจ้าหญิงตัดพ้อว่าเจ้าชายเปลี่ยนไปไม่อดต่อเธอเหมือนเมื่อก่อน
เมื่อเจ้าหญิงไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง..เจ้าชายจึงเดินทางจากไป
เจ้าหญิงเสียใจกลับไปนั่งเฝ้าที่หน้าก้อนหินเหมือนเดิม

ภาคสอง..สอนให้รู้ว่า
1.ความรักของผู้ชาย ที่เกิดจากการมองแค่ภายนอก อาจจะไม่ยั่งยืนนัก
2.รอคอยให้ได้มาซึ่งรัก ทำให้เราทรมาน แต่การต้องอยู่กับความรักที่ทำให้เราเจ็บ มันทรมานกว่า
เราอดทนกับอย่างแรกได้ แต่อาจทนกับอย่างที่สองไม่ได้
3.เค้าทนข้อเสียเราได้ ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะทนตลอดไป
เมื่อรู้ข้อเสียของตัวเอง ควรพยายามลดมันลงเพื่อให้คนที่คุณรักอยู่กับคุณนานๆ
4.แต่ไม่มีใครสามรถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ 100% มันมากเกินไป
เราขอให้เค้าเปลี่ยนเพื่อเราได้ แต่เราเองก็ควรเปิดใจยอมรับความเป็นตัวเค้าเช่นกัน

เด๋ว ว่างๆจะมาแต่งภาคสามต่อนะ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 23 พฤศจิกายน 2549, 12:53:05
เมื่อชัยอายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด
พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป
พ่อหันมาพูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก เงินแค่นี้ซื้อเวลา ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 8 ขวบ ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท
เมื่อป้าไปชำระเงิน ยื่นธนบัตรร้อยบาทให้พนักงาน ได้รับเงินทอน 55 บาท เพราะลูกค้ามาก
และเข้าใจว่าธนบัตร 50 บาทคือ 20 บาท ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที
แทนที่จะบอกพนักงานว่าทอนเงินผิด
เมื่อออกจากร้านป้าก็พูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรหลาน ความผิดของเขาเองใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์ แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน
แม่ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ชัย เมื่อครบกำหนดวันส่ง แม่ให้พ่อไปซื้อต้นหอมแดงที่ตลาด
และฝังลงในกระบะให้ชัยนำไปส่งครู
และพูดว่า "ไม่เป็นไรลูก ครูไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 12 ขวบ ชัยทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของลุงแตก ลุงจึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทเครดิต
ที่ลุงใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมยได้รับเงินชดใช้มา 15,000 บาท เต็มราคาที่ซื้อมา
ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า "ไม่เป็นไรหรอกหลาน สิทธ์ของเราใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 15 ปี ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน ครูฝึกได้สอนวิธีกลั่นแกล้ง
ฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บโดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม
ครูฝึกบอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 16 ปี ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต ของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง
หัวหน้าแผนกให้ชัยจัดกระเช้าผลไม้ โดยแนะนำให้จัดวางผลไม่สวยจวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า
คัดผลสวย ใบโตสีสด จัดวางอยู่ส่วนบน
หัวหน้าแผนกสอนว่า "ไม่เป็นไรหรอก ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เอง แต่นำไปฝากคนอื่น ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 18 ปี ได้สมัครสอบเพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัย ปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2
เมื่อพ่อรู้เข้าจึงไปพูดกับกรรมการซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ในที่สุดชัยก็ได้รับทุน
พ่อพูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก เป็นโอกาสของเรา ใครใครถ้ามีโอกาส เขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 19 ปี เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับชัยเป็นเงิน 1,500 บาท ชัยลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด
เพราะเพื่อนพูดว่า "ไม่เป็นไรหรอกชัย เกรดมีผลกับอนาคตนะ ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 24 ปี ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 700,000 บาท และต้องติดคุก
พ่อกับแม่ไปเยี่ยมและตัดพ้อต่อว่า "ทำไมลูกทำอย่างนี้กับพ่อแม่
ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนขี้โกงเลยนะ"

แนวคิดจาก It' s ok , son , everybody does it.
ที่มา Forward Mail

ตาแคม  :arrow:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: audit ที่ 23 พฤศจิกายน 2549, 13:47:38
โอ๊ะ โอ พี่แคมก็มีสาระกะเค้าเป็นด้วยแฮะ

นึกว่าคิดแต่เรื่องแบบนั้นเป็นอย่างเดียว 555

 :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 24 พฤศจิกายน 2549, 12:43:39
จริงๆ แล้วพี่เป็นคนดีมีสาระนะน้องออดิท
แต่ไม่แสดงออก ฮ่าๆ

ตาแคม  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: MahDee ที่ 24 พฤศจิกายน 2549, 16:09:08
คติสอนใจ จากโน๊ต อุดม

ความรู้มาก ๆ บางทีเหมือนกำแพงอิฐที่เรียงตัวสูง ความรู้สูง กำแพงสูง ความรู้รอบด้าน ก็เหมือนกำแพงสูงรอบตัว บางครั้งมันอาจทำให้มองออกไปไม่เห็นอะไร นอกจากอิฐที่ตนเองก่อขึ้นมา

กลิ่นของความรัก ก็เช่นเดียวกับห้องน้ำ เข้าไปแรก ๆ จะรู้สึกว่าได้กลิ่น อยู่ในนั้นนาน ๆ ไปจะเคยชิน จนลืมว่ามีกลิ่นนั้นอยู่ จนกว่าจะออกมาจากบริเวณนั้นและกลับเข้าไปใหม่

ถ้าเรารักใครสักคน เราควรเปิดโอกาสให้เขาได้ทำผิดหลาย ๆ ครั้ง เพราะเราเองก็ต้องการโอกาสอย่างนั้นเช่นกัน อย่าบอกเลยว่าเป็นคนดี ความหยิ่งยโส ก็มีอยู่ในคนถ่อมตัว ครูที่สอนนักเรียน ก็มีความโง่ ซ่อนอยู่ ความขลาดกลัว ก็มีอยู่ในนักมวยแชมป์โลก ความเบื่อหน่าย ก็มีอยู่ในพนักงานต้อนรับที่กระตือรือร้น ความเห็นแก่ตัว ก็มีอยู่ภายในใจของนักสังคมสงเคราะห์ มันอยู่คู่กัน รอวันปรากฏตัวออกมา

ถ้าสันดานห่วย ๆ มันเป็นกระดาษ เรามีแค่หินทับกระดาษคนละก้อน ลมกิเลสพัดมา ก็ขึ้นกับว่าก้อนหินของใครก้อนใหญ่พอที่ทับมันไว้ ไม่ให้ปลิวเพ่นพ่านเท่านั้นเอง..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: MahDee ที่ 24 พฤศจิกายน 2549, 16:17:03
มีเรื่องเล่าว่า...

มีพระองค์หนึ่ง...ชอบทำอะไรแปลกๆ...
วันหนึ่ง...พวกกรุงเทพฯ...เอากฐินไปทอดที่วัด...

จัดงานกันใหญ่โต...มีหนัง...มีลิเก...มีดนตรี...ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน...
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา...

หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา...

บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง...แล้วเอาเชือกมาด้วย...
หลวงพ่อจัดการ...เอาเนื้อ...ผูกติดกับหลังหมา
 
ผูกเสร็จ...ก็ปล่อยหมา ...

หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง...ก็ไล่งับ...
พอหัวโดดงับ...ตัวก็ขยับหนี...
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง...

ยิ่งโดดงับเร็ว...ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว...
โดดไม่หยุด...เนื้อก็หนีไม่หยุด...น่าสงสารหมามาก...  
 
หมาโดดอยู่นาน...งับเท่าไหร่...เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที...

ผู้คนบนศาลา...พากันหัวเราะชอบใจ...
หัวเราะเยาะหมา...ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้...
ไล่งับ...จะกินเนื้อ...ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต...  
 
หลวงพ่อ...มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว...

ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา...
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า...

 
มนุษย์เรา...มีความรู้สึกว่า...ตัวเองพร่อง...ตัวเองยังไม่เต็ม...
ต้องเติมตลอดเวลา...เติมไม่หยุด...เพื่อให้ตัวเองเต็ม...
 
เราอยากสวย...อยากทันสมัย...

ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด...ทันสมัยที่สุดใส่...
ดีใจได้เดือนเดียว...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...สวยกว่า...ทันสมัยกว่า...
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่...
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน...รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว...  
 
ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด...

๒ เดือนต่อมา...มีรุ่นใหม่กว่าออกมา...ของเราตกรุ่น...

ซื้อรถเบนซ์...ทันสมัยที่สุด...แพงมาก...
ขับได้ ๖ เดือน...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...
ทันสมัยกว่า...แพงกว่า...ของเรากลายเป็นเชย...
 
เราต้องก้มหน้าก้มตา...ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน...หาเงินมา...

เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย...
ซื้อเสื้อผ้าใหม่...มือถือใหม่...คอมพิวเตอร์ใหม่...รถยนต์คันใหม่...
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส...
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น...
 
ปัจจุบัน...

เรากำลังไล่งับความทันสมัย...เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน...
ทั้งที่รู้ว่า...ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต...ก็ไม่มีทางตามทัน...
น่าสงสารไหมโยม...  
 
คนเต็มศาลา...เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น...

ด่าว่า...หมามันโง่...
ตอนนี้เงียบสนิท...เหมือนไม่มีคนอยู่...  
 

ไม่รู้ว่า...กำลังสงสารหมา...
หรือ...กำลังทบทวนความโง่...ตัวเอง


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 27 พฤศจิกายน 2549, 18:30:49
เรื่องแบบนั้นของน้องออดิทมันเป็นเรื่องแบบไหนหว่า..

ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทุกท่าน..ช่วงนี้ขอเก็บข้อมูลอย่างเดียวก่อนนะ..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 29 พฤศจิกายน 2549, 11:12:45
:P  :P  :P

(http://www.pantown.com/data/15959/board2/4-20061129111005.jpg)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 06 ธันวาคม 2549, 11:34:40
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ไปซื้อหนังสือชุด เรื่อง "มิเกะเนะโกะ โฮล์มส์ แมวสามสียอดนักสืบ" เป็นเรื่องแนวสืบสวน สอบสวนของญี่ปุ่น อ่านเรื่องย่อแล้วน่าสนใจ (มากกก)เลยไปหามาอ่านปรากฎว่าตอนนี้ไปถึงเล่มที่ 9 แล้วจะอ่านเล่ม 9 เลยก้อกลัวไม่ได้อรรถรส เลยเริ่มอ่านตั้งแต่เล่ม 1 ตอน..ปริศนาศพนักศึกษาสาว...ผลปรากฎว่า...

สนุกมากกกก..อ่านแล้ววางไม่ลง..จะจบเล่ม 1 แล้ว..plotเรื่องจะเป็นแนวแบบ เรื่อง "โคนัน" คะ สนุกจริงๆ หรือว่า พี่คนไหนอ่านแล้วบ้างคะ ถ้ายังขอแนะนำให้อ่าน เผื่อบางท่านจะเป็นยาแก้เหงาได้คะ :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 16 ธันวาคม 2549, 21:54:13
ลองอ่านเรื่องเครียดๆดูหน่อย  :shock:
http://www.cmadong.com/community/board/viewforum.php?f=10


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 21 ธันวาคม 2549, 14:48:32
อันนี้ขอวิจารณ์ค่านิยมที่ถือสืบๆกันมา เพราะโลกแห่งประชาธิปไตย ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถามและโต้แย้งความเชื่อเดิมๆได้
พระพุทธเจ้ายังสอนหลักกาลามสูตรไว้ ทำไมเราจะวิพากษ์ความเชื่อเดิมๆไม่ได้ล่ะ

การบริจาคแบบพระเวสสันดร ผมมองว่าเป็นการบริจาคที่งี่เง่า :twisted:

เหตุผลคือ เมื่อมีคนที่บริจาคแบบไม่หวังผล ไม่ตรวจสอบผล หวังเพียงให้ทานแล้ว
จะมีคนอีกประเภท คือ พวกกาฝากสังคม เกิดขึ้นตามมาด้วย
บางคนอาจมองว่าไม่เกี่ยวกัน แต่ผมเห็นว่า มันเกี่ยวข้องกันอย่างมาก!

ผมเคยอ่านบทความของคุณประภาส ชลสรานนท์(ขวัญใจคุณ ppornson) เค้าเขียนวิจารณ์เปรียบเทียบสังคมทั้งสอง
เขากล่าวว่า สังคมไทยมีการเอาเปรียบกันบ่อยครั้งกว่าสังคมอเมริกัน ไม่ใช่ว่าคนอเมริกันมีความเคารพกันมากกว่า แต่คนอเมริกันเวลาถูกเอาเปรียบเค้าจะต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของตน ในขณะที่คนไทยหลายคนมักทำทองไม่รู้ร้อน ถือว่าทำบุญทำทาน!?! :x และพวกฝรั่งเวลาเสียภาษีหรือบริจาคเงินให้มูลนิธิอะไรแล้ว เค้ามักจะตรวจสอบด้วย ว่าภาษีหรือเงินบริจาคที่เสียไปนั้น ถูกนำไปใช้ตามเจตนารมณ์ของเขาหรือเปล่า? ในขณะที่คนไทยปล่อยเลยตามเลย ทำให้พวกสิบแปดมงกุฏจอมเรี่ยไรทั้งหลายถือกำเนิดขึ้นมากมาย
ถ้าไม่มีคนอย่างพระเวสสันดร คนอย่างชูชกก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เช่นกัน เมื่อไม่มีคนให้(อย่างไร้เหตุผลอันควร)ย่อมไม่มีคนที่เอาแต่ขอ(โดยไม่พึ่งพาตนเอง)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 27 ธันวาคม 2549, 21:51:15
เราว่ามันเป็นเชิงปรัชญา โดยมีนัยเรื่องการบริจาคขั้นสูงสุดมากกว่านะ AJ O..

เพราะอยู่ใน10ชาติที่บำเพ็ญบารมีต่างๆ จนครบ10 ประการ..(พระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ทรงเป็น ปัญญาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญพระบารมีโดยทรงใช้ปัญญาอย่างแรงกล้า โดยกำหนดระยะเวลาการบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขย กับ ๑oooo กัป..)

ดังนั้น..การบริจาคในชาติสุดท้าย คือพระเวสสันดอนนั้น คงเอาตรรกะทางสังคมปัจจุบันไปรองรับไม่ได้..เนื่องจากเป็นการบรรยายการตัดทิ้งทุกอย่างถึงขั้นสูงสุด..

ดังเช่นในปัจจุบันที่เราแปลคำว่า..สันโดษ..ผิดกันซะส่วนมาก..ซึ่งเราเอาตรรกะในปัจจุบันไปรองรับเช่นกัน..

เป็นนามธรรมมากกว่านะ..AJ.O


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 04 มกราคม 2550, 11:31:19
นิยามรัก ฉบับขำขำ

รัก.......... แท้..เป็น..................ตำนาน
รัก.......... สิ้นลมปราน..เป็น.......บทประพันธ์

รัก.......... ไม่แปรผัน..เป็น.........นิยาย
รัก.......... จนวันตาย..เป็น.........นิทาน

รัก.......... ตลอดกาล..เป็น.........ละคร
รัก.......... อยู่ทุกตอน..เป็น.........ละครน้ำเน่า

รัก.......... ไม่เคยเก่า..เป็น.........จริงช่วงแรก
รัก.......... ในความแปลก..เป็น....คำฮิต

รัก.......... ด้วยชีวิต..เป็น...........ลิเก
รัก.......... ไม่โลเล..เป็น.............ความฝัน

รัก.......... เธอนิรันด์..เป็น..........ชื่อเพลง
รัก.......... นะตัวเอง..เป็น...........เด็กอมมือ

รัก.......... ซื่อสัตย์..เป็น.............คำลวง
รัก.......... หมดทรวง..เป็น..........คำติดปาก

รัก.......... เธอมาก..เป็น.............คำฮอต
รัก.......... เดียวตลอด..เป็น........ไปไม่ได้!!!!!

 :lol:  :lol:  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 12 มกราคม 2550, 08:44:10
(http://img443.imageshack.us/img443/1110/0001uf1.jpg)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 17 มกราคม 2550, 01:40:58
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=22371

 :o


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 23 มกราคม 2550, 17:45:26
อ่านแล้ว น่ารักดี เลยเอามาแบ่งปัน

(http://img205.imageshack.us/img205/3638/image0083hw.jpg)
************************************************************

(http://img205.imageshack.us/img205/623/image0013ey.jpg)
***********************************************************

(http://img205.imageshack.us/img205/6592/image0028xg.jpg)
*************************************************************

(http://img205.imageshack.us/img205/4583/image0037ww.jpg)
*************************************************************

(http://img205.imageshack.us/img205/5388/image0046ro.jpg)
************************************************************

(http://img205.imageshack.us/img205/4254/image0067eo.jpg)
************************************************************

(http://img205.imageshack.us/img205/8524/image0078mn.jpg)
*************************************************************

(http://img205.imageshack.us/img205/1083/image0053tf.jpg)
***********************************************************
 :lol:  8)  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 23 มกราคม 2550, 19:56:40
ฮิ้ว...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 24 มกราคม 2550, 10:16:24
เฮ....


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 24 มกราคม 2550, 10:51:44
เหมาะสำหรับ พี่ปุ๊กกี้,นู๋แอน, คุณผึ้ง (แหม ชื่อน่าเคารพจิงๆ) และสาวที่ยังโสด

8 อาชีพที่ควรหาเป็นแฟนครับ

1. นักปีนเขา
      - เพราะความใฝ่ฝันของนักปีนเขา คือ จุดสุดยอด และเขามักไม่ไปคนเดียว
2. นักยิมนาสติก
      - ทุกท่าของเขาล้วนมีคะแนนเสมอเขาอาจจบด้วยท่าตีลังกาหลังเหยียดตรงสองรอบแถมเกลียวอีกครึ่งรอบให้คุณหวาดเสียวเล่นและถ้าคุณเจอนักยิมนาสติกลีลาล่ะก็ว๊าว...ว....ว.
3. นักกอฟล์
      -เขาสามารถตีได้ถึง 18 หลุมในวันเดียว
4. นักฟุตบอล
      -คุณจะเลิกกังวลเรื่องเขาจะยิงเข้าทางประตูหลังไปได้เลย
5. นักเต้นรำ
      -เขาจะถามคุณก่อนเสมอว่า "ชอบจังหวะไหนครับ" ถ้าคุณชอบ แทงโก้ก็บอกได้หรือจะเอานุ่ม
นวลแบบวอลซ์ ก็ไม่เลว
6. นักรักบี้
      -ลีลาการปล้ำของเขาสะใจอย่าบอกใคร
7. นักว่ายน้ำ
      -มีให้เลือกหลายท่า ทั้งท่ากบท่าฟรีสไตล์ กรรเชียง หรือผีเสื้อ
8. หมอฟัน
      -เพราะหมอฟันมักจะถามคุณด้วยความห่วงใยเสมอว่า "เสียวไหมครับ"

อุ๊ยตาย...อุ๊ยตาย...คนอาไรลามก


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: jviruch-78 ที่ 24 มกราคม 2550, 10:54:14
รับไม่ได้


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 24 มกราคม 2550, 11:11:14
ฮ่า  มากคับพี่น้อง...

ชอบ ชอบ :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 24 มกราคม 2550, 11:21:02
:shock:  :shock:  :shock: ต๊ายตา Eggman คิดเองปะ...สุดยอด ฮา อ้อ request อยากรู้ๆ 2 อาชีพจ๊ะ (คิดเหมือนกันกับพี่ปะ อุบไว้ก่อนนะ เหอเหอ)


9. นักธุรกิจ
........

10. Sales Representation ให้หลิมกับแคมเลย
.........




 :lol:  :lol:  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 24 มกราคม 2550, 11:53:18
9. นักธุรกิจ
- ก็ดีครับ ชอบได้เสีย แต่พวกนี้เป็นนักลงทุน ดังนั้นจะไม่ออกแรงพร่ำเพรื่อ

10. พวกเซลล์ เนี่ย
- ไม่ค่อยดีครับ มักจะโอ้อวดเกินความเป็นจริง พูดอย่างเดียวไม่ค่อยลงมือทำ

อิอิอิ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: BeKamon ที่ 24 มกราคม 2550, 12:51:34
Eggman นายไข่ -- ขอบคุณที่แนะนำนะคะ อืมมมมมมมม  :shock:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 24 มกราคม 2550, 13:17:31
ขอนอกเรื่องอีกที แม๊น ลืมได้ไง

11. วิศวกร
........

12. สถาปนิก
........

 :lol:   8)  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Joker_rcu79 ที่ 24 มกราคม 2550, 13:33:05
คิดได้ไง เจ๋งดีวะ
แถมวะ แบบว่าอยากรู้
13.นักเคมี ..............
14.นักกายภาพบำบัด...........
ตอบดีๆนะมรึง ฮีืึฮึ :twisted:

joker


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: jviruch-78 ที่ 24 มกราคม 2550, 16:51:22
ไม่อยากตอบเอง


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 24 มกราคม 2550, 17:17:44
ช่วยตอบครับ

11. วิศวกร
- เรื่องโครงสร้างและสรีระเป็นหลัก คุณต้องเป็นคนที่โครงสร้างแข็งแรง มั่นคงและสามารถรองรับแรงกระแทกได้ดี  :lol:

12. สถาปนิก
- คุณสบายใจได้ครับ เค้าเก่งเรื่องการออกแบบ ต่อให้คุณหุ่นเป็นอย่างไร เค้าสามารถดีไซน ให้ออกมาดูเก๋ แต่ระวังนะครับแบบแปลก ๆ ที่คนอื่นมักงง เค้าจะเห็นว่ามันสวยเสมอ



หนุ่มกำลังหัด


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 24 มกราคม 2550, 17:25:40
เก่งจิง ๆ สมเกียรติ

งั้นถ้าเป็น

วิศวกรไฟฟ้า ล่ะ

 :twisted:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 24 มกราคม 2550, 17:32:58
วิศวะ ไฟฟ้า น่ะเหรอ

- หลักๆจะเป็นพวก ไฟ(ราคะ) แรงสูง แต่มักจะมีปัญหาเรื่องลัดวงจร สาวๆต้องระวังไว้นะ

แต่วิศวะ โยธา เนี่ย ขอแนะนำ เพราะเค้าถนัดงาน "เอาเสาไปลงหลุม"

ทะลึ่งเล็กน้อย


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: jviruch-78 ที่ 25 มกราคม 2550, 08:14:49
ดีน่ะ กรูเป็นวิศวะเคมี ไม่ถนัดเรื่องเอาเสาลงหลุม ถนัดแต่ ใช้สารหล่อลื่น


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 25 มกราคม 2550, 08:19:33
มีอาชีพแมวเป่า

ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: (n_n)Cellkrub ที่ 25 มกราคม 2550, 08:58:09
อ้างจาก: "jviruch-78"
ดีน่ะ กรูเป็นวิศวะเคมี ไม่ถนัดเรื่องเอาเสาลงหลุม ถนัดแต่ ใช้สารหล่อลื่น


เหอะๆๆ คิดได้ไง


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 25 มกราคม 2550, 10:23:24
สำหรับ วิศวะเคมี เนี่ย นะนอกจากเรื่องสารหล่อลื่นแล้ว ยังชำนาญเรื่องของการคำณวนการปล่อยของเหลวในท่อด้วยใช่ไหมคร้าบ (Fluid)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 30 มกราคม 2550, 12:45:28
ช่วยเพิ่มเติม เซียนพระ (ppornson)
         และ จัดซื้อ (ไอ้ชาร์ป) ให้ด้วยพี่ไข่  8)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: MahDee ที่ 09 กุมภาพันธ์ 2550, 11:09:55
ขอเปลี่ยนแนวหน่อยนะครับ พอดีอ่านแล้ว เออ...มันก็จริงแฮะ...

-----------------------------------------------------------------------

คุกกี้ 1 ห่อกับการตัดสินคน                                          
                                                                           
 ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก                                                                                    
 มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3 ชั่วโมง                                  
 ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง                                        
                                                               
 เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1ห่อ
 และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลางๆ
 เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง
                                                 
 เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ                              
 เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร                    
 ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา
                                                     
 สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ                                                    
 ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง                              
 แล้วกินมันอย่างละชิ้นเธอมองด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย
                     
 เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ                                                          
 เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา                                        
 ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป  
                         
 เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า " ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็....ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลก
 ไปเลย "                                                                    
 ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น                                    
 ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย                                    

 เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร                                          
 ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น                                  
 ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า              
 " เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ  ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ"  


                                                                         
 เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง                                
  ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม                          
                                                                           
 ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว                                    
 เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง                                            
 
 ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ เธอตกใจมากมาก                                  
  ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า...คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน                  
 
 เธอลุกขึ้นทันที                                                                
 แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม                                        
 แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า                                                      
 มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง                        
                                                                           
 เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ                                                          
 เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท                                                          
 เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง..........                                        
                                                                           
 มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า
                                       
 " สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด                                  
 
 มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น                                            
 
 และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง                                  
 
 ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย "                                              
                                                                           
 ......... นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น                            
 
 หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า                  
                                                                           
 " เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง ?                                              
 เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่ "..........                          

(http://i49.photobucket.com/albums/f299/Mnory/food/paa047000008.jpg)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 09 กุมภาพันธ์ 2550, 11:26:08
น่าสนใจดี มะดี พี่ว่าเนี่ยคือการที่เราเที่ยวไปตัดสินคนอื่น โดยอาศัยตัวเราเองเป็นหลัก มันจะทำให้ง่ายต่อการเกิดอคติ หรือ bias น่าเก็บไปคิด

ยกตัวอย่าง :
ไอ้ดล : วันนั้นไปเที่ยวที่รัชดา มา เห็นพี่โต้ง ไปเดินเข้าๆออกๆ ที่อาบอบนวดแห่งหนึ่ง
ไอ้โก๋ (ลิ้นสว่าน) : โอะโหย๋ ว่าแล้ว เนี่ยเราอ่านใน webboard เห็นพี่โต้งชอบพูดเรื่อง ไปอาบน้ำอะไรนองเนี่ย ตอนแรกนึกว่าล้อเล่น ที่แท้ก็ของจริง

ผลที่เกิดขึ้น : เพื่อนโต้งในสายตาน้องๆ กลายเป็นคนติดอ่าง
ความจริง : วันนั้นมันไปตามเก็บงานที่สร้างไว้

ดังนั้นอย่าด่วนตัดสินว่าใครดีหรือเลว เพราะเราอาจจะยังไม่เข้าใจสถานะการณ์ดีพอ(จริงไหม...น้าแคม)

เหตุการณ์สมมุติอีกครั้ง

ตึกยังรู้พัง   สตางค์ยังรู้หมด แต่มิตรภาพที่สวยสด ไม่มีหมดเหมือนสตางค์คร้าบ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 09 กุมภาพันธ์ 2550, 13:15:46
เกี่ยวอะไรกับตูอีกล่ะเนี่ย

ตาแคม
(คนเลวในสายตาเธอ)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 09 กุมภาพันธ์ 2550, 14:13:38
เดี๋ยวนี้ติดอ่างต้องเป็นเสี่ยบั๊มโว้ย..คุยกับมันมาเมื่อวาน...ไอ้นี่..สุดยอด..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550, 14:01:04
เมื่อกี้นี้ได้รับเมล์จากแพะ-เพื่อนรัก เห็นแล้วรู้สึก ปลื้มใจไปกับเพื่อนด้วย ที่ตุ๊กตาโป๊ะโกะของแพะไปถึงน้องๆ เหล่านี้  :D แล้วเราจะพลาดโอกาสดีๆ ที่จะทำให้เด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสที่จะมีตุ๊กตาดีๆ ไว้กอดและเป็นของรักของเขาเหรอคะ  หากใครอยากร่วมโครงการก็โทร.ตามเบอร์ที่อยู่ในรูปก็ได้นะคะ

From: somluk
Date: 02/13/07 12:51:13
To: Pookkie;
Subject: : Bear Project from Dek Toh
 
เคยได้ยินป่ะ โครงการเด็กโต๋ น้องที่บริษัทเขาร่วมกับโครงการนี้แหละ
แพะก็ฝากตุ๊กตาเขียวในรูปที่น้องผู้ชายน่ารัก ๆ ยกมือน่ะ
(น้องมีแววฉลาดเหมือนแพะ 555)
ถ้ามีโครงการอีกปีหน้าจะบอกนะจ๊ะเผื่อใครอยากร่วมบริจาค
เห็นแล้วคิดถึงตอนไปค่ายเนอะ

 
(http://img201.imageshack.us/img201/4171/bearprojecsz7.jpg)

----- Original Message -----
From: "Ms. Kannarat"
To: "'somluk'"
Sent: Tuesday, February 13, 2007 11:50 AM
Subject: FW: Bear Project from Dek Toh

> มีน้องโป๊ะโก๊ะ ของใครก้อไม่รู้เป็นนายแบบด้วยหล่ะ

ปล. แพะจ๊ะ ฉันขอเอาเมล์เรื่องดีๆ ของแกมาแบ่งปันให้น้องๆ ได้อ่าน คงไม่ว่าอะไรนะเพื่อน L O V E

 :lol:  8)  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550, 18:42:16
เรื่องการตัดสินคนเนี่ยะ ผมมีประสบการณ์มาแล้วครับ

เพื่อนผม ไปเที่ยวหมอนวด เจอหมอน้อยหน้าตาไม่ดี และคงคิดว่าบริการไม่ดีด้วย...ที่ไหน ประทับไปเลยครับ อย่าไปตัดสินคนที่ภายนอก (ภายในดีมาก ๆ )  :lol:


เพื่อนนะครับ เพื่อน....จิง จิ๊ง.... :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550, 23:23:49
หุ หุ

สำหรับข้าพเจ้า

หน้าตาดี แต่ ใจดี อีกต่างหาก

 :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Dr.Poot ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550, 15:10:22
อ้างจาก: "iamfrommoon"
เมื่อกี้นี้ได้รับเมล์จากแพะ-เพื่อนรัก เห็นแล้วรู้สึก ปลื้มใจไปกับเพื่อนด้วย ที่ตุ๊กตาโป๊ะโกะของแพะไปถึงน้องๆ เหล่านี้  :D แล้วเราจะพลาดโอกาสดีๆ ที่จะทำให้เด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสที่จะมีตุ๊กตาดีๆ ไว้กอดและเป็นของรักของเขาเหรอคะ  หากใครอยากร่วมโครงการก็โทร.ตามเบอร์ที่อยู่ในรูปก็ได้นะคะ

From: somluk
Date: 02/13/07 12:51:13
To: Pookkie;
Subject: : Bear Project from Dek Toh
 
เคยได้ยินป่ะ โครงการเด็กโต๋ น้องที่บริษัทเขาร่วมกับโครงการนี้แหละ
แพะก็ฝากตุ๊กตาเขียวในรูปที่น้องผู้ชายน่ารัก ๆ ยกมือน่ะ
(น้องมีแววฉลาดเหมือนแพะ 555)
ถ้ามีโครงการอีกปีหน้าจะบอกนะจ๊ะเผื่อใครอยากร่วมบริจาค
เห็นแล้วคิดถึงตอนไปค่ายเนอะ

 
(http://img201.imageshack.us/img201/4171/bearprojecsz7.jpg)

----- Original Message -----
From: "Ms. Kannarat"
To: "'somluk'"
Sent: Tuesday, February 13, 2007 11:50 AM
Subject: FW: Bear Project from Dek Toh

> มีน้องโป๊ะโก๊ะ ของใครก้อไม่รู้เป็นนายแบบด้วยหล่ะ

ปล. แพะจ๊ะ ฉันขอเอาเมล์เรื่องดีๆ ของแกมาแบ่งปันให้น้องๆ ได้อ่าน คงไม่ว่าอะไรนะเพื่อน L O V E

 :lol:  8)  :lol:


มีโอกาสได้ดู หนังเรื่องเด็กโต๋ ด้วย สนุก และน่ารัก
ดูแล้วอมยิ้ม ทะเล ความใฝ่ฝันของเด็ก...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550, 15:28:56
แต่พี่ๆละคนเริ่มมีรูปเป็นของตัวเองแล้ว....หล่อลากดินนนนนนนนนนน...จริงๆ 555555  :lol:  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550, 22:22:07
กรูไม่เชื่อมรึง..ไอ้หลิม..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550, 08:27:36
อ้างจาก: "party"
แต่พี่ๆละคนเริ่มมีรูปเป็นของตัวเองแล้ว....หล่อลากดินนนนนนนนนนน...จริงๆ 555555  :lol:  :lol:


คนเข้าบอร์ดจะเริ่มน้อยลง
เพราะเริ่มเห็นถึงความน่ากลัวของแต่ละคน

ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550, 08:40:40
อ้างจาก: "apirat"
อ้างจาก: "party"
แต่พี่ๆละคนเริ่มมีรูปเป็นของตัวเองแล้ว....หล่อลากดินนนนนนนนนนน...จริงๆ 555555  :lol:  :lol:


คนเข้าบอร์ดจะเริ่มน้อยลง
เพราะเริ่มเห็นถึงความน่ากลัวของแต่ละคน

ตาแคม


แต่หนูเชื่อคะว่า....ความน่ารักของพี่แคม...ยังคงอยู่คะ..55555 :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Dr.Poot ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550, 08:46:03
อ้างจาก: "party"
แต่พี่ๆละคนเริ่มมีรูปเป็นของตัวเองแล้ว....หล่อลากดินนนนนนนนนนน...จริงๆ 555555  :lol:  :lol:


พี่ว่าเหมือนถูกบังคับต่างหาก  :cry:  :cry:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550, 11:16:09
อ่านในกรุงเทพธุรกิจ หน้า ไอทีไร้พรมแดน แล้วได้ความรู้ดีมากก็เลยเอามาฝากค่ะ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
สมดุลของงานและความสำเร็จ (1)
26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 18:56:00
โดย : แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ email : jack@svoa.co.th


(http://img95.imageshack.us/img95/348/balshowoo8.jpg) จะลำบากยากจนหรือรวยล้นฟ้า คนเราก็มีเวลาจำกัดแค่วันละ 24 ชั่วโมงเหมือนๆ กันครับ ที่สำคัญคือในรอบวันนั้น เราต้องใช้ถึง 1 ในสามหรือราวๆ 8 ชั่วโมงไปกับการนอนหลับพักผ่อน เวลาที่เหลือจริงๆ จึงมีแค่ 16 ชั่วโมงต่อวัน

โดยเวลาที่เหลือนี้ หากแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือเวลาทำงาน ที่เหมือนกับการเปิดเครื่อง ก็ต้องให้สมดุลกับการปิดพักเครื่อง ด้วยการใช้ชีวิตส่วนตัวกับครอบครัว ซึ่งผมเชื่อว่าใครบริหารเวลาให้กับตัวเองได้ดีกว่า ก็ย่อมได้เปรียบมากกว่า

หันมาดูที่เวลางานที่หากแบ่งครึ่งกับครอบครัวแล้ว ก็เหลือแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น หากเราต้องใช้ฝ่าการจราจรช่วงเช้าและเย็นอีกวันละ 2 ชั่วโมง ก็จะเห็นว่ายิ่งเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จึงไม่น่าแปลกอะไรที่คนประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนใหญ่มักจะตื่นเช้า เพราะใช้เวลาได้คุ้มค่ากว่านั่นเอง

เวลาในช่วงเช้าเป็นเวลาที่เราสดใสที่สุด และมีสถิติบันทึกไว้ว่าการเจรจาธุรกิจ หรือเซ็นสัญญาในช่วงเวลานี้มักจะราบรื่นกว่าเวลาในช่วงอื่นๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราสดชื่นมากที่สุด ภาษิตจีนโบราณจึงบอกไว้ว่า 1 ชั่วโมงในเวลาเช้า เอาชนะ 3 ชั่วโมงเวลาเย็นได้

การสร้างสมดุลให้กับเวลาทั้งในโลกการทำงานและโลกส่วนตัว จึงเป็นเรื่องจำเป็น และใครที่หาสมดุลให้กับทั้งสองส่วนได้ ก็ย่อมมีภาษีดีกว่าคนอื่น ซึ่งการสร้างสมดุลนี้แม้จะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายนักเพราะมี กฎพื้นฐานที่สำคัญคือ

1. ต่อให้เราทุ่มเทแค่ไหน และต่อเนื่องแค่ไหน ทุกคนมีชีวิตเดียวเท่ากันหมด

2. มนุษย์เรา ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีใครพิเศษเกินหน้าคนอื่น เพราะทุกคนถูกควบคุมด้วยเวลาที่มีจำกัดวันละ 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน

3. ภายใต้สภาพแวดล้อมของสังคม ที่มีการแข่งขันสูงเหมือนในทุกวันนี้ ความพยายามแค่ไหนก็ยัง

ไม่พอ เพราะเราไม่สามารถเดาได้ว่า เบื้องหน้าเรามีอุปสรรคที่ยากแค่ไหน

ที่สำคัญการสร้างสมดุลให้กับชีวิตต้องทำพร้อมๆ ไปกับการบริหารความคิด และหมั่นจัดระเบียบอารมณ์ความรู้สึกของเราให้อยู่กับร่องกับรอย เพราะทั้งสองส่วนนี้ มีผลต่อการคิดของเราว่าจะคิดมองโลกให้เป็นบวกหรือลบ

ผลสำรวจวิจัยในทุกวันนี้ชี้ชัดแล้วครับ ว่าคนมองโลกในแง่ดีมักใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและยืนยาวกว่าคนมองโลกในแง่ร้าย

(อ่านต่อฉบับหน้า)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 07 มีนาคม 2550, 09:06:58
ดีหรือไม่ดี.....ยากที่จะบอก

นานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง พระราชาองค์นี้ มีคนสนิทคนหนึ่งที่พระองค์สนิทมาก และมักจะพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอในทุกๆที่

แล้ววันหนึ่ง พระราชาก็ถูกหมาตัวหนึ่งกัดนิ้ว แผลฉกรรจ์มาก
พระราชาจึงถามคนสนิทว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า

คนสนิทกลับตอบว่า " ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก "
และในที่สุด พระราชาก็ถูกตัดนิ้ว และพระราชาก็ถามคนสนิทอีกว่า
นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า คนสนิทกลับตอบว่า
" ดี หรือไม่ดียากที่จะบอก " พระราชาโกรธมาก เลยจับคนสนิทขังไว้ในคุก

วันหนึ่ง พระราชาก็ได้เสด็จออกป่าล่าสัตว์ พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก
แล้วก็มุ่งเข้าไปในป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็พบว่าพระองค์ได้หลงทางเสียแล้ว
แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านั้น พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองในป่าแห่งนั้น
คนป่าพวกนั้น ต้องการจับพระราชาไปบูชายัญ

แต่พวกเขาก็พบว่าพระราชานิ้วขาด
จึงรีบปลดปล่อยพระราชา เพราะเชื่อว่าพระราชาไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์เลย และไม่เหมาะที่จะนำไปบูชายัญ พระราชาจึงตัดสินใจกลับพระราชวังในที่สุด
และสุดท้าย พระองค์ก็เข้าใจคำพูดของคนสนิทที่บอกว่า
" ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก "
เพราะถ้าพระองค์มีนิ้วครบสมบูรณ์ พระองค์ต้องถูกฆ่าโดยคนป่าพวกนั้นอย่างแน่นอน

พระราชาจึงสั่งปล่อยตัวคนสนิท และขอโทษเขา แต่พระราชากลับประหลาดใจ เมื่อคนสนิทกลับไม่โกรธพระองค์เลย ในทางตรงข้ามเขากลับบอกว่า

มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่ท่านขังข้าไว้ ทำไมงั้นหรือ
เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้ ข้าก็จะต้องตามท่านไปในป่า
และในเมื่อท่านไม่เหมาะจะถูกบูชายัญ ข้าคงจะถูกนำไปบูชายัญแทนเป็นแน่

อีกครั้งกับคำที่ว่า ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก
เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไม่มีการสรุปได้อย่างแน่นอนว่า
ดี หรือ ไม่ดี บางครั้งสิ่งที่ดี อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย ในขณะที่สิ่งที่เลวร้ายอาจกลายเป็นดีได้

สิ่งดีๆอะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นกับเรา จงสนุกสนานกับมัน แต่อย่าไปยึดติดกับมัน
จงคิดเสียว่ามันเป็นสิ่งที่มาสร้างความประหลาดใจให้กับชีวิตของคุณ
อะไรต่างๆ ที่มันเลวร้าย ซึ่งเกิดขึ้นกับคุณ
ไม่จำเป็นต้องไปเศร้าเสียใจ ในตอนท้าย มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย
.........................................................


ถ้าพวกเราเข้าใจได้อย่างนี้
พวกเราจะพบว่า การใช้ชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Ton(Poodle) ที่ 08 มีนาคม 2550, 17:28:05
ข้อความดีๆ จาก หนังสือ วันแรกของวันที่เหลือ (วิน เหลียววาริน)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Ton(Poodle) ที่ 08 มีนาคม 2550, 17:37:55
อ้างจาก: "Ton(Poodle)"
ข้อความดีๆ จาก หนังสือ วันแรกของวันที่เหลือ (วิน เหลียววาริน)


แก้ตัวหน่อย

ข้อความนี้แล้วกัน

Subject: คน 1 คน ^____^
>> >การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน
>>>ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม
>>>
>>>สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง
>>>ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ
>>>
>>>“คน”
>>>เป็นสิ่งมีชีวิต
>>>ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น
>>>
>>>อย่าตั้งใจกับคน
>>>1 คนมากเกินไป>>>
>>>เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว>>
>>>
>>>อย่าคาดหวังกับ คน
>>>1 คนมากเกินไป>>>
>>>
>>>เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง
>>>ที่ทุกคนอยากให้เป็น>>>
>>>
>>>อย่าให้เวลากับคน
>>>1 คนมากเกินไป>>>
>>>
>>>เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว.. . คนเดียว
>>>
>>>อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน
>>>1 คนมากเกินไป
>>>
>>>เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง
>>>
>>>อย่าควบคุมชีวิตคน
>>>1 คนมากเกินไป
>>>
>>>เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว
>>>เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด>>>
>>>
>>>อย่าบีบบังคับคน
>>>1 คนมากไปกว่านี้

>>>เพราะถ้าคนๆนั้น
>>>หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้
>>>
>>>คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที
>>>
>>>เธอ. . . ลองมองดูฉันดีๆ
>>>ฉันมีลมหายใจ
>>>
>>>ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา
>>>
>>>ฉันเองก็เป็น “คน”
>>>เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน.. . เช่นกัน

>>>...อยากรู้จักใครสักคน
>>>ต้องหัดเรียนรู้
>>>ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง...
>>>


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 09 มีนาคม 2550, 08:05:41
พี่Ton(Poodle)--- นี้แหละ คือความจริงที่ไม่อิงนิยายคะ ---- :lol:  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 12 มีนาคม 2550, 07:56:20
ได้อ่านเรื่องการใช้ชีวิตกลางทะเลทรายของพี่รังสรรค์ RS_Oman รุ่นพี่ซีมะโด่งเราที่เป็นคนไทยของ PTTEP ไปทำการค้นหาขุดเจาะแหล่งน้ำมัน เพื่อประเทศไทยเรา...อยากให้น้องๆ ไปอ่านค่ะ หรือหากอยากได้ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมก็ไปคุยกับพี่รังสรรค์ได้ เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของซีมะโด่งเหมือนกันค่ะ ตามไปได้ที่ลิ้งค์นี้เลย

http://www.cmadong.com/community/board/admin/index.php?admin=1&sid=be48680faf5a347147c49bb022cd6c15

 :lol:  8)  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Dr.Poot ที่ 12 มีนาคม 2550, 12:12:59
อ้างจาก: "iamfrommoon"
ได้อ่านเรื่องการใช้ชีวิตกลางทะเลทรายของพี่รังสรรค์ RS_Oman รุ่นพี่ซีมะโด่งเราที่เป็นคนไทยของ PTTEP ไปทำการค้นหาขุดเจาะแหล่งน้ำมัน เพื่อประเทศไทยเรา...อยากให้น้องๆ ไปอ่านค่ะ หรือหากอยากได้ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมก็ไปคุยกับพี่รังสรรค์ได้ เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของซีมะโด่งเหมือนกันค่ะ ตามไปได้ที่ลิ้งค์นี้เลย

http://www.cmadong.com/community/board/admin/index.php?admin=1&sid=be48680faf5a347147c49bb022cd6c15

 :lol:  8)  :lol:


เข้าไม่ได้ง่ะ  :?:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 12 มีนาคม 2550, 12:14:57
อ้างจาก: "poot"
อ้างจาก: "iamfrommoon"
ได้อ่านเรื่องการใช้ชีวิตกลางทะเลทรายของพี่รังสรรค์ RS_Oman รุ่นพี่ซีมะโด่งเราที่เป็นคนไทยของ PTTEP ไปทำการค้นหาขุดเจาะแหล่งน้ำมัน เพื่อประเทศไทยเรา...อยากให้น้องๆ ไปอ่านค่ะ หรือหากอยากได้ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมก็ไปคุยกับพี่รังสรรค์ได้ เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของซีมะโด่งเหมือนกันค่ะ ตามไปได้ที่ลิ้งค์นี้เลย

http://www.cmadong.com/community/board/admin/index.php?admin=1&sid=be48680faf5a347147c49bb022cd6c15

 :lol:  8)  :lol:


เข้าไม่ได้ง่ะ  :?:



แฮ่ๆๆ ลืม ดันก๊อปมาผิดเอาใหม่นะจ๊ะ...

http://www.cmadong.com/community/board/viewtopic.php?t=460&start=0

 :lol:  8)  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Dr.Poot ที่ 12 มีนาคม 2550, 12:42:43
อ้างจาก: "iamfrommoon"
อ้างจาก: "poot"
อ้างจาก: "iamfrommoon"
ได้อ่านเรื่องการใช้ชีวิตกลางทะเลทรายของพี่รังสรรค์ RS_Oman รุ่นพี่ซีมะโด่งเราที่เป็นคนไทยของ PTTEP ไปทำการค้นหาขุดเจาะแหล่งน้ำมัน เพื่อประเทศไทยเรา...อยากให้น้องๆ ไปอ่านค่ะ หรือหากอยากได้ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมก็ไปคุยกับพี่รังสรรค์ได้ เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของซีมะโด่งเหมือนกันค่ะ ตามไปได้ที่ลิ้งค์นี้เลย

http://www.cmadong.com/community/board/admin/index.php?admin=1&sid=be48680faf5a347147c49bb022cd6c15

 :lol:  8)  :lol:


เข้าไม่ได้ง่ะ  :?:



แฮ่ๆๆ ลืม ดันก๊อปมาผิดเอาใหม่นะจ๊ะ...

http://www.cmadong.com/community/board/viewtopic.php?t=460&start=0

 :lol:  8)  :lol:


เย้ ได้อ่านแย้วว  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 17 เมษายน 2550, 09:45:52
จริงเท็จ ลองพิจารณากันดูนะ
----------------------------------------------------------------

ข้อความนี้คัดลอกมาจากเว็บอื่น
จาก กระแสที่ มี การ ห้อย ตุ๊กตา เอาไว้ ท้ายรถเป็นจำนวน มาก
เริ่มจาก คนกลุ่ม เล็กๆ แล้วก็ มากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น แฟชั่น ในที่สุด
พ่อ แม่ พี่ น้อง บนท้องถนน
หรือกระทั่ง คนขับรถโดยสารสาธารณะ
เริ่ม เอามาห้อยบ้าง (โดยไม่รู้ที่มาที่ไป)
ลุกลามไป ถึง รถกระป้อ รถบรรทุก รถมอไซด์ รถยนต์ทุกชนิด
มันดูน่ารัก เท่ห์ และไม่เสียหายอะไร
ค่าใช้จ่ายต่ำมาก (ผมก็ว่าเช่นนั้น)
และ เป็น จุดสังเกต ว่านั่นคือรถของเรา
ซึ่งผมเองยังไม่มีรถ
และกำลังจะซื้อรถเร็วๆนี้
ก็มีความคิดที่จะทำเช่นกัน
แต่พอได้อ่านกระทูก่อนหน้านี้
เรื่องที่มาที่ไปของการห้อยตุ๊กตา
ได้ความว่า
--------------------------------------------------------------------------------

ในเริ่มแรกเดิมทีนั้น
ตอนแรกๆจะห้อยตุ๊กตาที่มีรูปร่าง "เหมือนคน " กันครับ
พวกตุ๊กตาบาบี้ หรืออะไรก็ได้ ที่ดูออกว่า " เป็นรูปคน"

แล้วเค้าห้อยทำไม ... การห้อยตุ๊กตารูปคน ทำเพื่อแก้เคล็ดครับ
สำหรับรถที่เคย "ลากคนไปอยู่ใต้ท้องรถ " มาแล้ว
ด้วยความเชื่อที่ว่า เพื่อไม่ให้วิญญาณคนที่ถูกลาก
ตามติดอยู่ใต้ท้องรถตลอดไป จะขายราคาก็ตก เงินก็ไม่มี เดี๋ยวไม่มีรถใช้
[ คล้ายๆกับเรื่องที่เราไปแย่งนอนเตียงผีน่ะครับ ถ้าเราไปนอนแทน ผีก็นอนไม่ได้]
เรื่องตุ๊กตาห้อยท้องรถก็เช่นกัน
ห้อยไว้ เพื่อเอาตุ๊กตามา " แย่งที่" ไม่ให้วิญญาณ มาอาศัยใต้ท้องรถเราอยู่ครับ
บางคนซื้อรถมือสอง แล้วเห็นอะไรแปลกๆขณะขับรถ
หรือไม่ไว้ใจประวัติรถ ก็มักจะมาห้อย กันเอาไว้ก่อนน่ะครับ
.......
มาตอนนี้กลายเป็นว่า ... ห้อยเป็นแฟชั่น

แต่การห้อยเป็นรูปตุ๊กตาหมีหรืออะไรต่างๆน่ะ กันวิญญาณไม่ได้นะครับ
แต่อาจจะทำให้วิญญาณเร่ร่อน ตามติดรถไปได้อีก
การโชว์ ตุ๊กตา หรืออะไรต่างๆที่เป็นของที่มนุษย์ใช้ที่มันดูน่ารักน่าเล่นน่ะ
ไม่ต่างอะไรกับการ " เชื้อเชิญ" นะครับ ถ้าใส่ไว้ในรถจะไม่เป็นไร แต่ถ้านอกรถเป็นการ แสดงการเชื้อเชิญครับ
[คล้ายๆกับการตอบ " ครับ" หรือเปิดประตูรับน่ะครับ ทำให้วิญญาณเข้ามาในบ้านเราได้]
ถ้าเผลอไปลากคนไปอยู่ใต้ท้องรถมาแล้ว
ไม่จำเป็นต้องห้อยตลอดไปนะครับ แค่ 49 วันก็พอ
กลัวนับผิด จะห้อยเกินไปบ้างก็ไม่เป็นอะไร
วิญญาณใต้ท้องรถน่ะ แม้โดนแย่งที่ แต่มีสิ่งเหนี่ยวอยู่สิ่งเดียวครับ
ก็คือใต้ท้องรถที่ลากเค้าน่ะแหละครับ
วิญญาณที่สามารถยึดติดอยู่กับสิ่งเหนี่ยวได้ จะไม่ไปผุดไปเกิดนะครับ
แต่ถ้าไม่สามารถยึดติดได้ จะไปผุดไปเกิดในช่วง 49 วันครับ
ฉะนั้น ถ้าเผลอห้อยแล้วหลุด หรือโดนหมางับหายไป
ให้เริ่มต้นห้อยและนับ 1 ใหม่ ไปอีก 49 วันนะครับ
--------------------------------------------------------------------------------
นั่น คือ สาเหตุ และ ดูเหมือนการห้อย จะมีผลร้าย
ด้านความเชื่อ ซึ่ง ถ้า ไม่ห้อยรูป คน อาจทำให้มีวิญญานติดรถไปได้
ผมจึงคิด สรุป ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า

--> ห้อยตุ๊กตารูปคน = กันผี = แฟชั่น = ห้อยได้ไม่มีผลเสีย

--> ห้อยรูป อื่นๆที่ไม่ใช่รูปคน = เรียกผีมา = แฟชั่น = น่ารัก
แต่อาจมีวิญญาณคนตายตามท้องถนนติดมา = มีผลเสีย (ถ้าไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร)

--> ถ้าอยากห้อยรูป อื่นๆที่ไม่ใช่รูปคน = ห้อยได้ตามปกติ = แฟนชั่นสวยงาม = ดึงดูดผีตามตุ๊กตามา = มีผีติดรถ = เอาพระมาห้อยในรถ

 = ผีจะโดนพระไล่ไปเองโดยอัตโนมัติ = ผีตัวไหม่ไม่รู้ว่ามีพระ ก็ เข้ามาตามตุ๊กตาอีก = โดนพระไล่ ไปอีก เป็นแบบนี้ เรื่อยไป


ที่มา : Forward Mail คับ
-------------------------------------------------------------------

ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Platongkoh ที่ 17 เมษายน 2550, 10:44:07
กระจ่างครับ........
ขอบคุณพี่แคมมาก  ผมสงสัยมานานแล้ว........ช่วงนี้ก็เห็นเยอะขึ้น....


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 17 เมษายน 2550, 11:29:05
ถามต่อ

ตอนนี้เห็นเค้า ไปห้อยตุ๊กตากันที่ปลายท่อไอเสียด้วย

???

เหตุผลเดียวกันหรือเปล่านะ

 :?:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 17 เมษายน 2550, 23:27:52
บทความของตาแคมได้สาระดีมากครับ 8)

ปล.ว่าแต่ว่า วิญญาณที่ตาแคมพูดถึง คงอยากเห็นหมีกระมัง..ถึงได้ชอบมาอาศัยรถที่มีตุ๊กตาหมี  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 18 เมษายน 2550, 07:57:28
ก๊อปเค้าอีกทีครับ
ถ้าอยากรู้ที่นอกเหนือจากนี้ ก็มิสามารถตอบได้
ไว้ถ้าเจออะไรใหม่ จะมา post อีกที หุหุ

ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 18 เมษายน 2550, 08:06:29
Thank you  นะตามแคม พี่ก็สงสัยเหมือนกัน ทำไมคนถึงเอามาห้อยท้ายรถ...ที่แท้ก็กลัวผีนี่เอง 555 เอ แล้วถ้าเอาตุ๊กตาลิงไปไว้ล่ะคับมันหมายถึงอะไรฮับ อิอิ :wink:


 :lol:  8)  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ป๋าบอล ที่ 18 เมษายน 2550, 13:03:35
อืมๆๆ...กำลังสงสัยเรื่องนี้พอดีเลย
สรุปว่า
ถ้าใครกลัวตุ๊กตาหมี ให้เอาศพมาห้อยไว้ท้ายรถใช่มั้ยครับ
เข้าใจแล้วๆ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 18 เมษายน 2550, 15:00:31
แล้วถ้าคนไม่อยากเห็นหมีทำงายอ่ะ ป๋าบอล (คำถามจากจารย์โอ หุหุ)
ต้องเอาอะไรไปแขวนไว้ที่รถ

------------------------------------------------------------
ข้อมูลจากการวิจัยโดยดูเร็กซ์
สำรวจประชากร 26,000 คู่ ทั่วโลก

โดยเฉลี่ยคนมีเพศสัมพันธ์ 104 ครั้ง/ปี
กรีกเฉลี่ยมากสุด 164 ครั้ง/ปี (แทบจะวันเว้นวันเลยนะเนี่ย)
ญี่ปุ่นเฉลี่ยต่ำสุด 48 ครั้ง/ปี (ถึงว่าผลิตอุปกรณ์กันซะเยอะเชียว หุหุ)

เวลาการมีเพศสัมพันธืเฉลี่ย 18.3 นาที/ครั้ง
ไนจีเรียเฉลี่ยสูงสุด 24 นาที/ครั้ง
อินเดียวต่ำสุด 13.2 นาที/ครั้ง

ที่มา นสพ. ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 18 เม.ย. 50 หุหุ

ตาแคม  8)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 19 เมษายน 2550, 10:07:42
ท่าทางจะตก mean กระฉูด..เพราะสถิติเป็นศูนย์...ฮือๆๆ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: BeKamon ที่ 19 เมษายน 2550, 10:36:12
พี่ปุ๊ก -- ชอบเรื่อง "ดี / ไม่ดี...อยากที่จะบอก" อืมมมม บางที ก็ค้นหาคำตอบว่า สิ่งนี้ดีหรือไม่ดี แต่มันไม่เจอคำตอบอะ พออ่านเรื่องนี้ มันก็เป็นการมองกันคนละแง่มุมนะคะ

บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่า มันไม่ดี มันอาจจะดีก็ได้ อืมมม ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาวัด มาแบ่งกัน หรือว่า เพื่อนๆ พี่ๆ มีเกณฑ์อะไรมาวัดการกระทำ หรือสิ่งต่างๆ ว่า ดีหรือไม่ดีบ้างคะ ช่วยโพสต์ให้ความกระจ่างหน่อย จะขอบคุณมากเลยค่ะ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 19 เมษายน 2550, 10:39:18
ชึวิตจริงของใคร บางคน....

เมา....แต่ได้ใจภรรยา

บุญนำ ตื่นขึ้นมาตอนสาย ๆ ของวันเสาร์ เขารู้สึกปวดหัวและเมาค้าง เนื่องจากเมื่อคืนดื่มหนักไปหน่อย

แต่เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อเขาพบว่ามียาแก้ปวดหัว ไทลินอล 2 เม็ด
กับน้ำหนึ่งแก้ววางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง
เสื้อผ้าที่เขาใส่เมื่อคืนนี้
ได้ถูกซักสะอาดและรีดอย่างเรียบร้อย
ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนอนถูกจัดไว้เป็นระเบียบ
ขณะที่เขาเอายาขึ้นมากิน
เขามองเห็นโน้ตวางอยู่บนโต๊ะมีข้อความว่า

>" ที่รัก อาหารเช้าของคุณอยู่ในเตา > > > กาแฟอยู่ในกระ ติกน้ำร้อน

> ฉันไปซื้อของที่ตลาดประเดี๋ยวกลับมา

> รักคุณมากที่สุด " บุญนำขยี้ตาแล้วลองหยิกแขนตัวเอง> >

เมื่อรู้ว่านี่ไม่ใช่เขาฝันไปแน่นอนจึงเกิดความสงสัย " มันเกิดอะไรขึ้น ? ">

โดยปกติ เขาจะมีปากเสียงกับภรรยาของเขาทุกครั้งที่เขาเมากลับบ้าน> >

แต่เมื่อคืนนี้เขาเมายิ่งกว่าคืนใด ๆ> >

แต่ทำไมทุกอย่างมันกลับเป็นตาลปัตรอย่างนี้> > >> > >เขาเดินเข้าไปในครัว

อาหารเช้ากาแฟถูกเตรียมไว้อย่างดีสำหรับเขา> > >เมื่อยกมานั่งกินที่โต๊ะอาหาร>

เขาพบว่าลูกชายนั่งกินอาหารเช้าอยู่ก่อนแล้ว> > >บุญนำ :

เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ ้น ?> > >ลูกชาย : เมื่อคืนนี้พ่อกลับบ้านตอนตีสาม

พ่อเมามากเดินโซเซชนตู้แตก> > >เก้าอี้หัก แล้วพ่อยังอาเจียนเลอะบ้านไปหมด> >

บุญนำ : จริงเหรอ ? แม่ไม่โกรธหรือ ?> > >ลูกชาย : แม่ลงมาดูแล้วโกรธมาก

แม่ลากพ่อไปยังห้องนอน> > >แล้วแม่ก็ถอดกางเกงที่เลอะอาเจียรของพ่อออก> >

บุญนำ : แล้วไงต่อ ?

> > >ลูกชาย : พ่อไม่ยอมให้แม่ถอด พ่อได้แต่พูดว่า " คุณ คุณ อย่าดีกว่า> > >ผมมีเมียแล้ว

 
 :D  :D  :D


อนาคตของใคร!!!


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 19 เมษายน 2550, 13:03:16
ผู้ชายเลวๆที่แสนดี

 :D


หัวข้อ: Never Give up
เริ่มหัวข้อโดย: Ton(Poodle) ที่ 19 เมษายน 2550, 13:42:42
ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
      ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
      ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
      ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่ง ซูริค
      ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้า ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของ ตัวเองตลอดเวลา"
      ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

      ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์
      ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที             ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
      ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม           ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
      ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ               ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้สำเร็จ

               ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์" ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง

      ชายกล ุ่มหนึ่งเป็นนักดนตรี
      ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผู้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
           ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า"เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว”
      ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน

      ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
      ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
      ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
      ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน"
      หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก

      ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
      ชายคนนั้น...สูญเสามสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
      ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
      ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด
      ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" (Ludwig van Beethoven) นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก

      ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
      ชายคนนั้น...เคยมีชีวิ ตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
      ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
      ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
      ชายคน ั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

      ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
      ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท่านั้น
      ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
      ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

      ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
      ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แก รนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
      ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
      ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

     หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
     หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัท Blue Book Modeling Agency
     หญิงคนนั้น...เคยโดน ผอ.บริษัท บลูบุ๊ค โมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า "เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯหรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
     หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร" นั่นเอง

      ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
      ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮา วาร์ดอันเลื่องชื่อ
      ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
      ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
            ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
      ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐจากเงินลงทุนเพียง 100เหรียญสหรัฐ
      ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์"  นักลงทุนอัจฉริยะอภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

      ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
      ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
      ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
      ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
      ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
      ชายคนนั้น...ปัจนคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์
      ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
      ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
      ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม " บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์    
            มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก  ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

เชื่อว่า...ทุกคนเคยแพ้           เชื่อว่า...ทุกคนเคยล้มเหลว          แต่...คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว
คนล้มเหลวคือ........คนที่ล้มเลิกต่างหาก

____________
ชีวิตต้องสู้ :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 19 เมษายน 2550, 16:26:01
(http://img208.imageshack.us/img208/1854/81956092gb2.gif)

มหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่ง
สุดแสนจะภูมิใจที่ลูกชาย
วัยห้าขวบของเขากำลังจะได้
เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง
ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น

โดยส่วนตัวของเขาเอง
ก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก
ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน
ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียวไป
ท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ
แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่อง
”ความยากจน”
เพราะเขามีความเชื่อว่า
ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง
และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน

เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมา
มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่า
ลูกชายได้อะไรบ้างจากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดา ว่า
เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนา
และพักแรมที่นั่น
ซึ่งทำ ให้เขาได้พบว่า....
ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง
แต่ก็ยังน้อยกว่าห้องทำงานของชาวนา

อาหารที่ชาวนารับประทานสามารถหาได้ตลอดเวลา
รอบๆบริเวณบ้านโดย ไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้น ที่เป็นที่เก็บอาหาร
เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อน
คุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหาร
กับโต๊ะอาหารที่ยาวเกือบสิบเมตร
และ มีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน

ลูกชาวนา ที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา
ต้องกอดเอวพ่อให้แน่น
เพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน

แต่เขาเอง ต้องนั่งในรถที่ใหญ่โต
อยู่ข้างหลังเพียงลำพังโดยมีคนขับรถพาไปทุกที่

ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟ
ส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน
แต่เขา ก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน
......... ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีดหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย

เขาขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้เขารู้คำตอบว่า.....
จริงๆ แล้ว.......เรายากจนกว่าชาวนามาก


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 20 เมษายน 2550, 11:40:22
ทำไงถึงจะคิดแบบนี้ได้
เหมือนง่ายๆ นะ แต่ทำได้ยาก

ตาแคม :?


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 20 เมษายน 2550, 16:56:34
>>> กาแฟใส่เกลือ

>>>เขาเจอเธอในงานเลี้ยงแห่งนึง
>>>เธอดูโดดเด่นมากและมีคนมากมายรุมล้อมเธอ
>>>ในขณะที่เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดาคนนึง
>>>ไม่มีใครใส่ใจเขาเลย
>>>
>>>และหลังงานเลี้ยงเลิก
>>>เขาได้มีโอกาสชวนเธอไปทานกาแฟต่อ
>>>เธอประหลาดใจมาก
>>>แต่ท่าทีที่สุภาพของเขา ทำให้เธอตอบตกลง
>>>
>>>พวกเขานั่งในร้านกาแฟดีๆแห่งนึง
>>>เขาดูประหม่าจนพูดอะไรไม่ออก
>>>เธอรู้สึกอึดอัดมาก จนคิดในใจว่า
>>>ได้โปรดให้ฉันกลับบ้านเหอะ
>>>
>>>แต่ทันใดนั้น.....เขาถามบ๋อยว่า ขอเกลือป่นได้ไหม
>>>อยากเอามาใส่ในกาแฟ
>>>ทุกคนในร้านหันมาจ้องเขาด้วยความประหลาดใจ
>>>เขาอายจนต้องก้มหน้า
>>>แต่ก็ยังเติมเกลือลงในกาแฟ และก็ดื่มมันเสียด้วย
>>>
>>>ทำให้เธอต้องถามเขาอย่างอดไม่ได้ว่า ทำไมชอบกาแฟรสชาติแบบนี้
>>>เขาตอบว่า เมื่อเขายังเด็กบ้านเกิดเขาอยู่ริมทะเล
>>>เขาเป็นลูกน้ำเค็มเล่นกับทะเลทุกวัน เคยชินกับรสเค็มของเกลือ
>>>เหมือนกับรสชาติของกาแฟเค็ม
>>>เพราะฉะนั้นเมื่อทุกครั้งที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟเค็มๆเขาก็จะคิดถึงวัยเด็ก
>>>คิดถึงบ้านเกิด เขาคิดถึงพ่อแม่ทียังอยู่ที่นั่น
>>>
>>>เขาเล่าไปก็น้ำตาไหลอาบแก้ม
>>>เธอรู้สึกสงสารเขาจับใจ
>>>นั่นเป็นความในใจลึกๆของเขา
>>>ผู้ชายคนไหนที่กล้าบอกว่าเขาคิดถึงบ้าน
>>>แสดงว่าเขาต้องรักครอบครัวอย่างมาก
>>>และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว
>>>ดังนั้นเธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขา เริ่มชวนเขาคุย
>>>เล่าถึงบ้านเกิดของเธอบ้าง ชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวของเธอ
>>>เธอกับเขาคุยกันถูกคอมากขึ้นเรื่อยๆ
>>>และจากการเริ่มต้นที่ดี ทำให้เขากับเธอคืบหน้าความสัมพันธ์ต่อไป
>>>
>>>
>>>จนในที่สุด เธอก็ค้นพบว่า เขาคือผู้ชายแบบที่เธอต้องการอย่างแท้จริง
>>>เขาใจกว้าง อ่อนโยน อบอุ่น และดูแลเป็นอย่างดี เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ
>>>แต่เธอเกือบจะมองข้ามเขาไป!
>>>ต้องขอบคุณกาแฟแก้วนั้น
>>>
>>>และชีวิตรักที่สวยงามเช่นนี้ ก็เหมือนดังเรื่องทั่วไป
>>>เมื่อเธอตกลงใจแต่งงานกับเขา และก็มีความสุขมาโดยตลอด....
>>>โดยทุกๆครั้งที่เธอชงกาแฟให้กับเขา
>>>เธอต้องใส่เกลือลงไปในกาแฟให้ทุกครั้งไป
>>>เธอรู้ว่านี่เป็นกาแฟที่เขาชอบมากที่สุด
>>>
>>>
>>>หลังจากนั้นอีกสี่สิบปีเขาก็จากเธอไป
>>>ทิ้งจดหมายไว้ให้เธอฉบับนึงข้างในมีใจความว่า
>>>
>>>ที่รัก อภัยให้ผมด้วย
>>>ที่ต้องโกหกคุณชั่วชีวิต
>>>มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมโกหกคุณ เรื่องกาแฟเค็มนั่น
>>>จำวันแรกที่เรามีนัดกันได้ไหม
>>>ผมประหม่ามากในตอนนั้น
>>>จริงๆแล้วผมต้องการน้ำตาล แต่ผมพูดผิดเป็นขอเกลือ
>>>ซึ่งมันยากที่จะกลับคำในตอนนั้น ผมจึงต้องปล่อยมันไป
>>>ซึ่งผมไม่คิดว่า นั่นจะทำให้เราได้เริ่มต้นการพูดคุยกัน
>>>ผมพยายามที่จะสารภาพกับคุณหลายต่อหลายครั้ง
>>>แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป
>>>ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า จะไม่โกหกอะไรคุณอีกแม้แต่ครั้งเดียว
>>>ตอนนี้ผมจากไปแล้ว ผมไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีก
>>>ดังนั้นจึงเล่าความจริงในจดหมายฉบับนี้
>>>
>>>แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทานกาแฟรสเค็มเลยแม้แต่น้อย
>>>มันรสชาติค่อนข้างแย่ทีเดียว
>>>แต่ว่าผมทานมันตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ได้รู้จักคุณ
>>>ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำเพื่อคุณเลย
>>>การได้พบคุณเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของผม
>>>ถ้าผมได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้ง ผมก็ยังอยากจะได้พบคุณ
>>>และมีคุณเป็นภรรยาผมอีกครั้งเช่นกัน
>>>แม้ว่าผมจะต้องดื่มกาแฟรสเค็มอีกตลอดชีวิตก็ตาม!
>>>
>>>น้ำตาของเธอหยดใส่กระดาษจดหมายจนเปียกชุ่ม
>>>และหลังจากนั้น หากมีใครถามเธอ
>>>กาแฟรสเติมเกลือรสชาติเป็นเช่นไร
>>>
>>>
>>>เธอก็จะตอบเสมอว่า "มันหวาน"

 :oops:  :oops:  :oops:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 21 เมษายน 2550, 15:52:10
เพื่อเป็นประโยชน์ครับ อยากให้รู้กันมากๆ...
กฎหมายใหม่ของกระทรวงยุติธรรม คุ้มครองประชาชน
- ผู้หญิงโดนข่มขื่น แจ้งความ และใบรับรองแพทย์แจ้งว่าโดนข่มขืน  รับเงิน 30,000
บาท
- ถูกทำร้ายร่างกาย แจ้งรับเงิน 30,000-70,000 บาท
- เป็นพลเมืองดี แต่ถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ แจ้งรับเงิน 100,000 บาท
อายุการแจ้งความไม่เกิน 1 ปี ดำเนินการอย่างข้า 4 เดือน
โทรสอบถามได้ที่กระทรวงยุติธรรม หรือโทร 1133
หาดูหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 11-12 มกราคม 2550 ได้ ถ้าไม่เชื่อ…
ส่งต่อด้วย ขอบคุณคนไทยทุกคน


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 21 เมษายน 2550, 16:18:13
โดนผู้หญิงรังแกหัวใจ..กรูจะได้เท่าไหร่คับ..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 22 เมษายน 2550, 02:54:35
อ้างจาก: "ppornson"
โดนผู้หญิงรังแกหัวใจ..กรูจะได้เท่าไหร่คับ..


รังแกจนได้ัหัวใจเราไปรึเปล่า ถ้าอันนี้คงไม่มีโรงพักไหนรับแจ้งครับ เพราะสมยอมน่ะ ฮ่าๆๆๆ  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 23 เมษายน 2550, 11:12:19
อ้างจาก: "ppornson"
โดนผู้หญิงรังแกหัวใจ..กรูจะได้เท่าไหร่คับ..


ของผมหนักไปทาง...ข่มขืนจิตใจ แต่ไม่สามารถออกใบรับรองแพทย์ได้ เพราะโดนหมอ (     ) ข่มขืน... :oops:  :oops:


น่าสงสารจัง


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 23 เมษายน 2550, 11:18:57
เพื่อนกลุ่มหนูผู้ชายตอนที่ยังเรียนเศรษฐฯ เค้าบอกว่า เวลาเข้าห้องน้ำทีไร โดนข่มขืนทางสายตา ทู้กกกกที 5555555


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 21 พฤษภาคม 2550, 16:11:14
เด็กหนุ่มคนหนึ่ง...เป็นชาวสงขลา...

เรียนเก่งมาก...

ได้ทุนไปเรียนอเมริกา...ตั้งแต่เด็ก...จนจบด็อกเตอร์...

จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน...
 


บ้านของเด็กหนุ่ม...

อยู่อีกฟากหนึ่ง...ของทะเลสาบสงขลา...

ต้องนั่งเรือแจว...ข้ามไป...ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง...




 


เรือที่ติดเครื่องยนต์...ไม่มีเหรอ...ลุง... ?

ไม่มีหรอกหลาน...ที่นี่มันบ้านนอก...

มันห่างไกลความเจริญ...มีแต่เรือแจว...

โอ...ล้าสมัยมากเลยนะลุง...โบราณมาก...

ที่อเมริกา....เขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง...ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก...




 


ไปส่งผมฝั่งโน้น...เอาเท่าไร...ลุง... ?

80 บาท...

OK ...ไปเลยลุง...




 


ในขณะที่ลุงแจวเรือ...

หนุ่มนักเรียนนอก...ก็เล่าเรื่องความทันสมัย...

ความก้าวหน้า...ความศิวิไลช์...ของอเมริกาให้ลุงฟัง...




 


เมืองไทย...เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้ว...ล้าสมัยมาก...

ไม่รู้คนไทย...อยู่กันได้ยังไง... ?

ทำไมไม่พัฒนา...ทำไมไม่ทำตามเขา...เลียนแบบเขาให้ทัน... ?

ลุง...ลุงใช้คอมพิวเตอร์...ใช้อินเตอร์เน็ต...เป็นไหม... ?




ลุงไม่รู้หรอก...ใช้ไม่เป็น...

โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ....ชีวิตลุงหายไปแล้ว...25 %... .




 


แล้วลุงรู้ไหมว่า...เศรษฐกิจของโลก...ตอนนี้เป็นยังไง... ?

ลุงไม่รู้หรอก...

ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ...ชีวิตของลุงหายไป...50 %




 


ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหม...ลุง... ?

ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหม...ลุง... ?

ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย...

ชีวิตของลุง...ลุงรู้อยู่อย่างเดียว...

ว่าจะทำยังไง...ถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น...

ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้...ชีวิตของลุง...หายไปแล้ว...75 %




 


พอดีช่วงนั้น...

เกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง...คลื่นลูกใหญ่มาก...ท้องฟ้ามืดครึ้ม...

นี่พ่อหนุ่ม...เรียนหนังสือมาเยอะ...จบดอกเตอร์จากต่างประเทศ...

ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม... ?

ได้...จะถามอะไรหรือลุง... ?




 


เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม... ?

ไม่เป็นจ๊ะ...ลุง....




 


ชีวิตของเอ็ง...กำลังจะหายไป 100 % ...แล้วพ่อหนุ่ม...


 :lol:  8)  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 26 พฤษภาคม 2550, 15:54:01
จาก webboard thaivi.com


http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25482

เรื่องที่น่ารู้และควรรู้ของผู้ชาย (และผู้หญิง)    

 
อ้างถึง   
ความจริงแล้วเรื่องที่น่ารู้ และควรรู้ของผู้ชายนั้น มีมากมาย แล้วแต่ความสนใจ ของแต่ละคน อย่าลืมนะครับว่า
ผู้ชายนั้นเกิดมา เพื่อที่จะรักอิสระ อยากแสวงหาอะไร ที่แปลกใหม่ออกไป

จากเดิม อยากลองโน่นลองนี่ ฯลฯ พูดง่ายๆ ก็คือผู้ชายนั้นเป็นพวกหัวก้าวหน้า ขณะที่ผู้หญิงนั้น เป็นพวก
อนุรักษ์นิยม... โดยเฉพาะเรื่องราว เกี่ยวกับความรัก และกามารมณ์ ความคิดและการกระทำของผู้ชาย กับ
ผู้หญิงยิ่งแตกต่างกัน

ว่าด้วยความรัก
ผู้ชายรักง่ายหน่ายเร็ว ผู้หญิงรักยาก แต่เมื่อรักแล้วจะรักตลอดไป

ก่อนจะแต่งงานผู้ชายจะพูดแต่คำว่ารักโดยมิรู้จักเบื่อ และผู้หญิงก็อยาก
ที่จะฟัง ครั้นใช้ชีวิตคู่กันไปนานๆ เข้า ผู้ชายพูดคำว่ารักน้อยลง ในขณะ
ที่ผู้หญิงอยากที่จะรับฟังคำว่ารักจากเขาคนนั้นให้มากขึ้น ยิ่งนานไปๆ
ผู้หญิงจะเริ่มพูดว่าฉันรักเธอ หรือน้องรักพี่ แต่ผู้ชายก็เริ่มเบื่อที่จะฟัง
แล้วในตอนนั้น

ผู้ชายเกิดมาเพื่อที่จะมีหลายรัก แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่เกิดมาเพื่อที่จะมี
รักเดียวด้วยเหตุผลตามธรรมชาติที่ว่า ผู้ชายนั้นเกิดยาก ตายง่าย ส่วน
ผู้หญิงนั้นอดทน แก่ง่ายแต่ตายยาก จึงทำให้สัตว์โลกทั้งหลายนั้นตัวผู้
จะเป็นจ่าฝูงและมีตัวเมียในสังกัดหลายตัวตามกฎแห่งธรรมชาติดังกล่าว
มนุษย์เราก็เช่นกัน ผู้ชายจึงเกิดมาเจ้าชู้ และมีหลายรักโดยธรรมชาติ แต่
เมื่ออยู่รวมเป็นสังคมแล้ว วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามจึงจำกัดให้ผู้ชาย
ต้อพยายามมีรักเดียวใจเดียว... แต่ไม่ทราบว่าแป๊บเดียวหรือเปล่า
ความเจ้าชู้ของผู้ชายจึงแก้ไม่หาย แต่สามารถที่จะกล่อมเกลาหรือสั่งสอนได้ตั้งแต่วัยเด็กวัยเรียนให้มี
รักเดียวใจเดียว ผลที่ตามมาคือ ผู้ชายส่วนใหญ่จะถูกเก็บกดและถ้าได้คู่ครองที่ไม่เข้าใจในตัวเขาแล้ว
ความสุขในชีวิตคู่ก็จะลดลงไป

ผู้หญิงต้องการความรัก ผู้ชายต้องการสัมผัสรัก WOMAN NEED LOVE, MAN
NEED MAKING LOVE เข้าใจไหมครับ เพราะผู้หญิงจะมีเพศสัมพันธ์นั้นส่วนใหญ่เธอ
ต้องรักเขาอยู่ก่อนจึงจะยอมเป็นของเขา แต่ผู้ชายนั้นเซ็กซ์ก็คือความรักในเจตคติของเขา เขา
จะมีเซ็กซ์ที่สุขสมก่อน ความรักของเขาต่อเธอจึงจะเพิ่มพูนขึ้นมา ผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่หลายราย
ในประวัติศาสตร์จึงสามารถใช้ความงามและบทบาทการแสดงความรักสยบนักรบชายมา
มากต่อมาก ให้มาสยบอยู่ภายใต้ชายกระโปรงของพวกเธอ

ผู้ชายมักจะใฝ่ฝันที่จะเจอรักแรกพบ หรือ LOVE AT FIRST SIGHT แต่ผู้หญิงมัก
ต้องการที่จะพบกับใครสักคนหนึ่งซึ่งจะรักเธอเป็นคนสุดท้าย และรักเธอตลอดไป สิ่งที่เธอ
ต้องการจึงเป็น ETERNAL LOVE

ผู้ชายมักจะใจร้อน อยากจะให้ผู้หญิงรับรักของเขาโดยเร็ว ยิ่งถ้าได้มีอะไรเป็นเครื่องประกัน
ว่าเธอจะรับรักเขาแล้วเขาจะยิ่งพอใจมากขึ้น ผู้ชายหลายรายจึงร้อนรนที่จะได้ครอบครอง
ผู้เป็นที่รักทั้งกายและใจ  

ว่าด้วยกามารมณ์ : สีสันแห่งความรัก
กามารมณ์ หรือ SEX นั้น กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในสมองของผู้ชายตราบเท่าที่เขายังมีการ
สร้างฮอร์โมนเพศชายตามปกติ เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายนั้นเป็นฮอร์โมนของความต้องการ
ทางเพศ ต่างจากฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความรัก

แน่นอนว่า ความรักย่อมคู่กับกามารมณ์ อันเป็นความต้องการของธรรมชาติเพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์
ของมนุษยชาติ กามารมณ์จึงอยู่คู่กับโลกนี้มานานตั้งแต่เริ่มเกิดมีมนุษย์ขึ้นมา

ผู้ชายหลายรายไม่ได้เข้าใจหรอกว่า ความรักคืออะไร และจำเป็นจะต้องมีความรักด้วยหรือ จึงจะมี
ความสัมพันธ์ทางเพศที่ลึกซึ้งต่อกันได้
กามารมณ์ในอดีตจึงเกิดเพื่อการเจริญเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติอย่างเดียว
เป็นสัญชาตญาณพื้นฐาน หรือ BASIC INSTINCT ที่ผู้ชายจะต้อง
มีการนำอวัยวะแห่งความเป็นชายของเขาผ่านเข้าไปในช่องทางการ
เจริญพันธุ์ของเธอ และกระทำการจนหลั่งเอาน้ำอสุจิออกมาเพื่อที่จะให้
ตัวอสุจิอันเป็นสายพันธุ์ของเขาเข้าไปผสมกับไข่ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของเธอ
เกิดการปฏิสนธิจนได้ทายาทไว้สืบสกุล

ด้วยเหตุนี้การมีเพศสัมพันธ์ในอดีตจึงเป็นไปโดยมีจุดประสงค์ หรือ GOAL ORIENTED ที่จะ
ผ่องถ่ายสายพันธุ์เท่านั้น โดยที่ไม่ได้รู้ซึ้งถึงสัมผัสแห่งรักจากการเคลื่อนไหวทางกายที่ประสาน
สอดคล้องกันทั้งสองฝ่าย

ผู้ชายจะรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ไปถึงจุดสุดยอด เมื่อเกิดความสุขแล้วจึงเกิดการติดอกติดใจ
ที่จะปฏิบัติการอันสุนทรในการจะนำเขาไปสู่จุดสุดยอดด้วยเหตุนี้ผู้ชายหลายรายจึงหมกมุ่น
กับการกระทำที่จะนำเขาไปสู่จุดสุดยอดดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือตนเอง หรือการมี
กิจกรรมทางเพศกับคู่ของเขา

เมื่อคิดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเซ็กซ์ ผู้ชายจะคิดถึงว่าจะมีอะไรกับเธอที่ไหนในแบบไหนดี ท่วง
ท่าลีลาแห่งความรักที่แปลกใหม่และเร้าใจ จะอยู่ภายในความคิดคำนึงของเขาเสียเป็นส่วน
ใหญ่ เขาสามารถที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิง สาว สวย ในอุดมคติของเขาโดยที่
ไม่จำเป็นว่าจะต้องเริ่มต้นด้วยความรักก่อน ตรงกันข้ามกับผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ถ้าเธอจะมีอะไร
กับใครสักคน เธอจะคิดก่อนว่าสมควรไหม มีเหตุผลที่ดีงามอะไรบ้างที่เธอจะต้องมอบกาย
มอบใจให้แก่เขา เขาจะรักเธอมากขึ้นไหมหลังจากที่มีสัมพันธสวาทกันแล้ว นั่นแหละครับ
เซ็กซ์ที่ต่างกันระหว่างชายและหญิงในจุดเริ่มต้น

ผู้ชายมักจะไม่พยายามเข้าใจว่า "เมื่อถึงวัย ร่างกายย่อมเปลี่ยนแปลง" เขาพยายามที่จะมี
กิจกรรมทางเพศให้ได้ในปริมาณที่เท่าเดิม และเมื่อเขาไม่สามารถที่จะทำได้เท่าสถิติเดิม เขา
ก็มักจะถามตัวเองว่า ทำไมนะจึงไม่เหมือนเดิม และส่วนใหญ่ก็มักจะโทษภรรยาของเขาว่า
ไม่เร้าใจเหมือนเดิมบ้างละ ไม่ตามใจเขาเหมือนเดิมบ้างละ ไม่กระชับเหมือนเดิมบ้างละ โดย
ลืมไปว่าที่ไม่เร้าใจเหมือนเดิมน่ะ เป็นเพราะเมื่อเขาอายุมากขึ้น ปริมาณฮอร์โมนเพศชายใน
ร่างกายของเขาก็ลดลง

ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า การจะมีอะไรกันกับเธอให้เป็นที่ติดอกติดใจนั้นขึ้นอยู่กับเวลาในการ
ไปถึงดวงดาวผู้หญิงใช้เวลาอย่างน้อย 13 นาที กว่าจะไปถึงจุดสุดยอด ในขณะที่ผู้ชายที่มี
สุขภาพดีและแข็งแรงจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 นาทีครึ่งก็ไปถึงดวงดาวแล้ว ที่เหลือ
10 นาที นั่นแหละปัญหา

ปัญหาใหญ่ของชายชาตรีจึงเป็นการหลั่งเร็วเกินไปกว่าที่ต้องการ  บางคนแค่สามารถทำให้
เธอเกิดความรู้สึกแค่แวบๆ เท่านั้น ก็เรียบร้อยแล้ว

เปรียบผู้หญิงก็เหมือนเตาอบไฟฟ้า นั่นแหละครับ กว่าจะร้อนก็ต้องใช้เวลาพอควร ส่วนผู้ชาย
เปรียบได้กับเตาแก๊ส เปิดก็ร้อนเลยทันที ถ้าจะเปรียบกับรถยนต์ก็เป็นประเภทเครื่องยนต์เบนซิน
6 สูบ 24 วาว์ล กับรถเครื่องดีเซลนั่นแหละครับ

FOREPLAY หรือการเล้าโลมเท่านั้นที่จะทำให้เธอมีความสุขพร้อมคุณผู้ชายได้ โดยไม่
จำเป็นต้องพึ่งพาเทคนิคอื่นๆ ในการชะลอการหลั่งเลย

เหล่านี้แหละครับเป็นเรื่องน่ารู้ที่ผู้ชายทุกคนควรจะรับรู้ และเธอผู้เป็นที่รักก็ควรจะรู้ด้วย เพราะสิ่งที่ผู้ชายต้องการจากเธอคือ " ความเข้าใจ"


 :lol:

 
อ้างถึง   


เพศสัมพันธ์ VS ความเครียด
 
 ||\\_
/ /_
                       

มนุษย์เราเมื่อหายเครียด ก็จะมีความสุข เมื่อมีกามารมณ์ที่สุขสม ก็มีความสุข ถ้าเช่นนั้น ผู้หญิง
เพศสัมพันธ์ และความเครียด มันมาเกี่ยวข้องกันตรงไหน

เพศสัมพันธ์ VS ความเครียด
ความเครียด มีผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกายหลายอย่างและมากมาย จนไม่อาจเล่าได้หมด
ความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ อันเป็นตัวการที่ไปทำลายและเร่งความเสื่อม
ของเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกาย มีผลทำให้คนเราในปัจจุบันเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น เป็น
โรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงเพราะเส้นเลือดเสื่อมสภาพ และไขมันเกาะผนังเส้นเลือดทำให้อุดตัน
ได้ง่าย เป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น เพราะเซลล์เนื้อเยื่อถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ ทำให้เปลี่ยนแปลงไป
เป็นเซลล์ชนิดใหม่ที่แบ่งตัวผิดประเภทเป็นเนื้อร้าย

ความเครียดทำให้นอนไม่หลับ เมื่อนอนไม่หลับร่างกายที่ไม่มีเวลาพอเพียงที่จะซ่อมแซมส่วนต่างๆ
ที่สึกหรอไปจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศลดลง

ฮอร์โมนเพศที่ลดลงยังมีผลไปทำให้อารมณ์และความต้องการทางเพศลดลง ผู้หญิงที่มีความ
เครียด จะมีผลกระทบต่อการสร้างฮอร์โมนเพศ และการตกไข่ ทำให้รอบเดือนเพี้ยนหรือเปลี่ยน
แปลงมาไม่เป็นปกติ ทำให้หงุดหงิดและกังวลเพิ่มไปอีก เพราะกลัวจะเป็นนั่น กลัวจะเป็นที่ทำให้
หลายรายอยู่ในสภาพที่เรียกว่าวิตกจริต เบื่อหน่ายการงานเบื่อหน่ายที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศ
กับคู่ครอง หลายรายเกิดปัญหาถ้าคู่ครองไม่เข้าใจ เมื่อเกิดปัญหาความเบื่อหน่ายที่จะมีเพศสัมพันธ์
ไปนานๆ เข้าจะทำให้เมื่อคิดจะมีอะไรกันใหม่นั้น กล้าๆ กลัวๆ เลยไม่มีความสุข หรือมีความสุข
ไปแกนๆ ไม่มีความรู้สึกสุดยอด ไม่สมปรารถนา เลยพลอยทำให้เบื่อหน่ายที่จะมีสัมผัสรักกับคู่
ครองอีก กลายเป็นวัฏจักรแห่งความล้มเหลวไป

ความเครียด VS เพศสัมพันธ์
เพศสัมพันธ์ การแสดงความรักด้วยภาษากาย ทางออกที่เรียบง่ายในการมีความสุขทางโลก
ของหนุ่มสาว ความเพริศแพร้วและสีสันแห่งความรัก

คนที่มีคู่ครองเป็นตัวเป็นตนนั้น เพศสัมพันธ์เป็นการสื่อรักด้วยภาษากายที่เรียบง่าย รวดเร็ว และได้
ผลในการทำให้เกิดความสุขสมในการครองชีวิตคู่ของปุถุชนคนธรรมดา เป็นกิจกรรมที่คนสองคน
ร่วมมือกันกระทำ ส่งภาษาแห่งความรักความปรารถนา ช่วยเหลือและนำพาซึ่งกันและกันไปยังจุด
หมายปลายทางที่ปรารถนาร่วมกัน

และเมื่อไปถึงดวงดาวที่ปรารถนาสูงสุดแล้ว ความอิ่มเอมในอารมณ์ก็จะตามมา ความเครียดส่วน
หนึ่งก็ลดลง และถ้ากระบวนการนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องแล้ว ชีวิตคู่ก็เริ่มมีส่วนหนึ่งที่ไปด้วยกันได้
มีเยื่อใยต่อกัน มีสายใยที่โยงไม่เห็นเชื่อมกันไว้ ผลกระทบจากความเครียดจึงลดลงไปเป็นธรรมดา

มาดูผลดีของการมีกามารมณ์ที่สุขสมกันดีไหมครับ




กามารมณ์ที่สุขสมช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศทั้งชายและหญิง ทำให้มีหน้าตาผ่องใส
ผู้หญิงมีน้ำมีนวล


ลดความเครียด นอนหลับสบาย สุขภาพจิตดี


ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายดีขึ้น เจ็บป่วยน้อยลง


อาการต่างๆ ของรอบเดือนที่ไม่พึงประสงค์น้อยลง อย่างผิดหูผิดตา


กามารมณ์ที่สุขสมช่วยให้มีการหลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่า เอ็นโดฟิน ซึ่งมีคุณสมบัติ
ิช่วยลดอาการปวดต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดประจำเดือน
ปวดข้อ ฯลฯ


การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ผิวพรรณเต่งตึง


ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้รูปร่างเอวบางร่างน้อยสมส่วน


กามารมณ์ที่สุขสมช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจ ทำให้สุขภาพดี และ
ครอบครัวเป็นสุข


ทำให้ชีวิตยืนยาว แก่ช้า


ผลดีต่างๆ ดังกล่าวนั้น คุณหมอเท็ด แมคเวนนา ประธานสถาบันเพศศาสตร์แห่งมหานคร
ซานฟรานซิสโก เป็นผู้กล่าว และยังเน้นต่อไปด้วยว่า
'เพศสัมพันธ์ หรือเซ็กซ์ อาจจะเป็นการแพทย์ในแนวป้องกันที่ดีที่สุดก็ว่าได้'

เคล็ดไม่ลับในการมีความสัมพันธ์ทางเพศที่สุขสม

มีเมื่อพร้อม กามารมณ์หรือเพศสัมพันธ์นั้น แม้ว่าจะเป็นทางออกที่เรียบง่ายในการบอกคำ
ว่า 'รัก'ด้วยภาษากายที่ตอบสนองซึ่งกันและกัน แต่การจะบอกรักด้วยภาษากายนี้ ต้องการ
ตอบสนองด้วยการกระทำ ไม่ใช่เพียงการบอก 'รัก' ออกจากปาก

ดังนั้น ถ้ายังไม่พร้อมอย่าเพิ่งไปมี เพราะจะทำให้การตอบสนองไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และยังจะ
เครียดด้วย ระหว่างที่กิจกรรมแห่งความรักกำลังดำเนินอยู่ ถ้ายังไม่มีอารมณ์ กระซิบบอกเขาคนนั้น
ให้รอหน่อย แต่ต้องให้ความหวังเขาด้วยนะครับ และเมื่อมีอารมณ์พร้อมแล้ว ตอบสนองเขาด้วย
อารมณ์ปรารถนานำไปสู่ความสุขสมไปถึงดวงดาวด้วยกันทั้งสองฝ่ายก็จะรู้สึกผ่อนกายและ
คลายเครียด


เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ตอบสนองต่อความรักของเขาด้วยกระบวนท่วงท่าและลีลา
ที่เขาชอบ และเขาคนนั้นก็มักจะตอบสนองที่ดีตามมาผลการสำรวจในปัจจุบันพบว่า
ผู้ชายส่วนใหญ่นั้นเวลาจะมีอะไรกันกับคนรักแล้วเขาคำนึงถึงความสุขของสาวคนรัก
เป็นส่วนหนึ่งในการมีชีวิตคู่แล้ว การห่วงหาอาทรซึ่งกันและกันในขณะที่กิจกรรมแห่ง
ความรักดำเนินอยู่ จะทำให้รู้สึกเกิดความผูกพัน

อย่าลืมเซ็กซ์เซอร์ไซส์ การออกกายบริหารกล้ามเนื้อของอุ้งเชิงกราน
ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อโดยรอบช่องคลอดนั้นจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อของช่องทางแห่งความสุขแข็งแรง
ยืดหยุ่นได้ดี ผนังที่คลุมอยู่หนานุ่มชุ่มชื้น ต่อมต่างๆ ได้รับเลือดไปเลี้ยงดีขึ้น ทำให้ผลิตน้ำหล่อลื่น
ออกมาได้พอเพียงต่อการใช้ในขณะมีกิจกรรมแห่งความรักใคร่

การตอบสนองของกล้ามเนื้อในขณะที่กิจกรรมแห่งความรักใคร่ดำเนินอยู่เป็นไปตามธรรมชาติ
และได้สัมผัสรักอย่างเต็มที่ กระชับและเปี่ยมไปด้วยแรงดีดสะท้อน ทำให้มีความสุขทั้งสองฝ่าย
นอกจากนี้ยังทำให้การไหลเวียนของเลือดดี มีเลือดมาคั่งเมื่อเวลามีอารมณ์ทำให้ความสุขสม
เพิ่มขึ้น อย่าลืมนะครับว่า 'ขมิบวันละร้อย ไม่ต้องกลัวเมียน้อยมาราวี' และก็ไม่ต้องกลัวว่าจะ
หย่อน หลวม เมื่ออายุมากขึ้นด้วย


คำนึงถึงคุณภาพเสมอ ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะนึกถึงปริมาณในการมีเซ็กซ์ แต่ถ้าต้องการ
คลายเครียดแล้วคุณภาพสำคัญกว่า ท่วงท่าและลีลาแห่งความรักที่คนสองคนร่วมแรง
ร่วมใจกันกระทำเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางแห่งความสุขสม จะนำความพึงพอใจ
มาให้มากกว่าความถี่ของการร่วมรักเสียอีก

อย่าให้จำเจ คนเราเบื่อง่าย ทำอะไรเป็นประจำซ้ำๆ ซากๆ ย่อมจะเบื่อจริงไหมครับ
ลองนึกดูว่าในแต่ละครั้งที่จะมีกิจกรรมทางเพศกัน 'เริ่มต้นแบบนี้...ลงท้ายก็จบลงแบบนั้น'
คุณจะเบื่อไหม จะมีเพศสัมพันธ์ที่สุขสม เพื่อลดความเครียดแล้ว คุณจะต้องไม่ยึดติด
ปลี่ยนเวลา สถานที่ บรรยากาศบางซิครับจะทำให้กระฉับกระเฉงกระตือรือร้นและมี
ความสุขเพิ่มขึ้น

มีบุตรเมื่อพร้อม อย่ารีบมีบุตรเมื่อแต่งงานใหม่ๆ ให้เวลาเรียนรู้ความต้องการของ
กันและกันก่อน หาความสุขพื้นฐานจากเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตคู่ก่อนระยะ
หนึ่งจนอิ่มเอมเปรมใจแล้วค่อยมีลูกน้อยมาเป็นโซ่ทองคล้องชีวิตคู่ต่อไป หลังจากมีบุตร
แล้วก็ควรที่จะมีกิจกรรมทางเพศต่ออย่างสม่ำเสมอกับคนที่คุณรัก โอยแบ่งเวลาให้เขาบ้าง
อย่าให้ลูกไปหมด

อาหารเพิ่มพลังรักใคร่ จะคลายเครียดและมีเพศสัมพันธ์ที่สุขสมนั้น การรับประทาน
อาหารที่ครบถ้วนทุกหมวดหมู่จะทำให้มีสุขภาพดี และการรับประทานอาหารที่มี
แร่ธาตุครบถ้วน หลักเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสัตว์สูง จะทำใหการไหลเวียนของเลือด
ดีขึ้น ทำได้เท่านี้ คุณก็หายเครียดแล้ว และอย่าลืมนะครับว่า การนอนหลับพักผ่อนที่
พอเพียง จะทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ทำให้ชีวิตรักสดใสด้วยนะครับ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 26 พฤษภาคม 2550, 16:18:35
:lol: แหม...เพื่อนชาร์ป..นายนี่นะ...

...ต้องรีบมีแฟนเป็นตัวเป็นตนได้แล้วล่ะ.....


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 30 พฤษภาคม 2550, 11:08:11
เรื่องของคนไทยที่น่ายกย่อง ครับ

มีคนมา post ไว้ในกระทู้นี้

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25083&start=90

 :o

 
อ้างถึง   

อีกท่านก็ซู้ดดด..หยอดดดดดด....

Quote:

 

ความยิ่งใหญ่ผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ทะเลทรายซาฮาร่า

เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์(ปัจจุบัน ขณะนี้ ไทยกำลังมีปัญหากับอเมริกา เพราะข้อขัดแย้ง เรื่องราคายา ที่ไทยไม่ยอมอเมริกา เรื่อง สิทธิบัตรยา)

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่เร่ร่อนไปทั่วเเอฟริกาจนเป็นที่รู้จักจนอเมริกานำชีวิตเธอสร้างเป็นละครบรอดเวย์ แต่คนไทยไม่รู้จักเธอ

ชื่อ - ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เป็นคนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีพี่น้อง 2 คน พ่อเป็นหมอ คุณแม่ เป็นพยาบาล
เรียน - นักเรียนประจำที่ รร.ราชินี ปริญญา คณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ปริญญาโท สาขาเภสัชวิเคราะห์ ม.Strahclyde ปริญญาเอก สาขาเภสัชเคมี ม.Bath ที่อังกฤษ
(ฐานะทางบ้าน ก็สบายๆ ญาติพี่น้อง ทำธุรกินโรงแรมที่เกาะสมุย)

ชอบเล่นดนตรี เคยฝันอยากเป็น Conductor

เคยอยากเปลี่ยนสายเรียน ไปเป็น ไบโอเคมี (ชีวเคมี )แต่เห็นว่า คณะที่เรียนอยู่ ในเมืองไทย มีคนเรียน แค่ 5 คน จึงก้มหน้าก้มตาเรียนต่อไป

ปี 2535 เริ่มมีผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจาก พบในเอดส์ในไทยครั้งแรก ปี 2526 ทำไห้ตัดสินใจศึกษาวิจัยยาต้านไวรัสเอดส์ คิดค้นอยู่ 3 ปี แรกๆทำงานคนเดียวหมด

ประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกของโลก ที่ผลิตยาชื่อสามัญว่า ยาเอดส์ ในปี 2538 ได้

โดนคดีขึ้นศาลกับบริษัทยา(ชื่อของอจ. ถูกบรรจุอยู่ในแบล็กลิสต์ของบริษัทยาเกือบทุกบริษัท) จากเรื่องของผลประโยชน์ เพราะถ้า ผลิตยาได้สำเร็จ ยอดขายของผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็ต้องตกแน่นอน เพราะว่า ราคาต่างกันค่อนข้างมาก  ถือว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะตบหน้าใคร หรือมาทำให้ยอดขายของบริษัทไหนลดลง (ก็คนกำลังจะตายอยู่แล้ว ไม่มีเงินซื้อยาแพงๆกิน ก็ต้องช่วยกันไป)

คือ ยา ZIDOVUDINE (AZT)- ยาที่ลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก จาก แคปซูลละ 40 บาท เหลือ 7-8 บาท

อีกตัวคือ จากเดิม ขาย แคปซูลละ 284 บาท เหลือ 8 บาท

ยาที่มีชื่อเสียงมาก คือ GPO-VIR สามารถทำให้ยา 3 เม็ดรวมอยู่ในเม็ดเดียว จากต้องทาน วันละ 6 เม็ด เหลือเพียง 2 เม็ดเท่านั้น

รัฐบาลไทย สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ จาก 1000คน เพิ่มเป็น 10000 คนค่ายา จาก คนละ 20,000 เหลือ 1,200 บาท

ปี 2545 ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อจะไปช่วยเหลือทางแอฟริกาใต้อย่างเต็มตัว (เห็นว่า เมืองไทย เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ) ไม่มีใคร(รวมทั้งรัฐมนตรี)ยอมเซ็นใบอนุมัติการลาออกให้

มีการยื่นข้อเสนอ ให้เปลี่ยนตำแหน่งสูงขึ้น และการเอายาของเราไปขายที่แอฟริกาแทน แต่ไม่เอาด้วยเหตุผล

ต้องการให้พวกเขาทำเองให้พึ่งตนเอง เชื่อว่า ถ้าเขาอยากกินปลา เราก็ควรสอนเขาตกปลาเอง ไมใช่ว่าเอาปลาไปให้เขากิน เพราะไม่อย่างนั้น เขาจะไม่มีวันพึ่งตัวเองได้ เมืองไทยไปจำหน่ายได้ มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่มีความยั่งยืน(ไม่สนเงินเข้ากระเป๋า ว่างั้น)

เดินทางไปคองโก ไปบุกเบิกใหม่หมด วาดแปลนโรงงาน ที่จะผลิตยา ใช้เวลา 3 ปี โรงงานดังกล่าว ผลิต ยาต้านไวรัสเอดส์ ชื่อ AFRIVIR เหมือนเมืองไทยทุกอย่าง ได้สำเร็จ

ปี 2546 ผลิตยาที่ทวีปแอฟริกา ที่ดังมาก และขายดีที่สุดในประเทศแทนซาเนีย คือ ยามาลาเรีย (THAI-TANZUNATE) ยาราคาถูก จาก 360 บาท ผลิตได้ ในราคา 36 บาทเท่านั้น

ประเทศด้วยพัฒนาในแอฟริกายากจนมาก สมมติว่าโรงพยาบาลหนึ่งมีเตียง 150 เตียงแต่มีคนไข้ที่มาแอดมิด 450 คน นั่นหมายถึง ใน 1 เตียง มีคนไข้ 3 คน นอนบนเตียงเดียวกัน 2 คน นอนกลับหัวกลับหางกัน และนอนใต้เตียงอีก 1 คน

เวลาอยู่ที่แอฟริกา ก็ร่อนเร่ไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยมีหลักแหล่ง บางทีก็มีคนช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายการเดินทาง บางทีออกเอง เพราะประเทศเขายากจน ไม่มีตังค์ให้หรอก

อุปสรรคชีวิตโลดโผน

เจอเครื่องบินดีเลย์ ไป 24 ชม.
บางที เครื่องบินก็พาไปลงผิดประเทศ
เสื้อผ้า ต้องมีติดกระเป๋าสะพายตลอดอย่างน้อย 3 ชุด เพราะชุดในกระเป๋าเดินทางที่โหลดไว้ใต้ท้องเครื่องอาจมาช้า ไม่ก็หายไปเลย
ที่คองโก นอนอยู่ดีๆ ก็มีแสงสว่างวาบๆขึ้นมา ก็คิดในใจว่า ทำไมถึงสว่างเร็วจัง ปรากฏว่าไม่ใช่แต่เป็น ระเบิดที่เขายิงมา โดยมีเป้าหมายที่บ้านพักของดิฉัน แต่เขากะพลาดไปหน่อย เลยไปตกข้างๆบ้านแทน คิดว่า คงเป็นฝีมือของพวกที่เขาคิดว่าดิฉันเป็นศัตรูนั่นแหล่ะค่ะ

ตอนไปช่วยเหลือที่ ไนจีเรีย ต้องเดินทางตอนตี 1 จากสนามบิน เข้าสุ่ที่พัก คนเดียว ไม่มีคนมารับ นั่งแท๊กซี่ไป ถูกคนเอาปืนมาจี้ 5 ครั้ง ในคืนเดียว รอดมาได้หมดทุกครั้ง และไม่มีใครเอาทรัพย์สินไปเลยสักคนเดียว ด้วยเหตุผล " ฉันมาช่วยคนในประเทศเธอน่ะ อยากได้อะไรก็เอาไปเลย" เลยไม่มีคนจี้ต่อ แต่เสียเวลาไป 4 ชั่วโมง กับการเดินทาง 20 กม. เพราะมัวแต่โดนจี้ ไป 5 ครั้ง

สื่อของฝรั่งเศสและเยอรมนี ชื่นชมการทำงานมาก นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ จนได้รับรางวัลจาก เทศกาลหนังเมืองคานส์ 3 รางวัล

เรื่องหนังสารคดี
A Right to Live – Aidsmedication for Millions

A film by ARTE / WDR, 2006
45 min. documentary
Directed by: Birgit Schulz

http://www.imdb.com/name/nm1663523/


อเมริกา นำไปสร้างเป็นละครบรอดเวย์เรื่อง COCKTAIL แสดงในเดือนพฤษภาคมนี้
ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ประวัติการทำงานของอาจารย์  
ในแง่ของละคร Cocktail ทำได้ดีทีเดียวค่ะ สามารถถ่ายทอดทั้งประวัติชีวิตและการทำงานของอาจารย์ได้ดีและจับใจมาก
เรื่องนี้ได้ผู้กำกับและร่วมเขียนบท รวมทั้งผู้แสดงเป็นอาจารย์ระดับมืออาชีพ ผู้กำกับและเขียนบททำการบ้านได้ดีมากค่ะ
มีการปูเรื่องถึงความเมตตาของอาจารย์ซึ่งถ่ายทอดมาจากการใช้ชีวิตในวัยเด็กกับคุณยายซึ่งเป็นช่วงสั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง  
มีช่วงที่เล่าถึงความยากลำบากของอาจารย์ในการทำงาน อุปสรรคทั้งในแง่การเมือง ธุรกิจ และองค์กร NGO ต่าง ๆ
แต่อาจารย์ก็ฝ่าฟันอุปสรรคและสามารถคิดค้นพัฒนายารักษาโรคเอดส์ได้ในราคาที่ถูกมาก
หลังจากพัฒนาได้สำเร็จในประเทศไทยแล้ว อาจารย์จึงตัดสินใจไปช่วยพัฒนายารักษาโรคเอดส์ในหลายๆประเทศในแอฟริกาซึ่งเป็นพื้นที่ที่โรคเอดส์ปัญหาร้ายแรง
หลังละครจบและทุกครั้งหลังการบรรยายของอาจาย์ผู้ชมจะยืนขี้นปรบมือทั้งโรงละคร เป็นภาพที่น่าปลื้มใจแทนอาจารย์และภูมิใจในฐานะคนไทยค่ะ
ลิงค์รายละเอียดละคร Cocktail
http://www.swinepalace.org/explore.cfm/20062007season/cocktail/

ลิงค์เบื้องหลังการซ้อมละครและบทสัมภาษณ์ผู้กำกับและผู้เขียนบท
http://www.lpb.org/programs/swi/streaming.cfm
click ที่ SWI 3032 - Swine Palace's Cocktail 13-Apr-07

ไปสัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุของอเมริกาแค่ครึ่งชั่วโมง มีทั้งอังกฤษและอเมริกา เสนอปริญญากิตติมศักดิ์ให้ไม่รู้กี่ใบ



รางวัลนักวิทยาศาสตร์โลก (Global Scientist Award 2004) จากประเทศนอร์เวย์ และได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์ จาก Mauny Holly Oke College, USA
โดยเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล ดังกล่าว

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคเอดส์มาโดยตลอด และประสบความสำเร็จเป็นประเทศแรกของโลกในการผลิตยาชื่อสามัญ AZT ป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก ในปี 2535 หลังจากนั้น ในปี 2545 ได้คิดค้นยาชื่อ GPO (Government Pharmacy Organization) หรือยาต้านเอดส์สตรี ค็อกเทล ที่มีส่วนประกอบของยา 3 ชนิดในเม็ดเดียว ส่งผลให้ยา มีราคาถูกลงมาก โดยผู้ป่วยจะเสียค่ายาเพียงเดือนละ 1,200 บาท ซึ่งปกติต้องจ่ายค่ายาเดือนละ 20,000 บาท ราคายาที่ถูกลงทำให้ ผู้ป่วยเอดส์ได้รับยาอย่างเท่าเทียมกันและทั่วถึงยิ่งขึ้น

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ยังได้ช่วยเหลือ 5 ประเทศในทวีป แอฟริกา ได้แก่ ประเทศอิริคเทอร์เรีย แทนซาเนียน คองโก เบนิน และประเทศไลบีเรีย ซึ่งมีปัญหาผู้ป่วยเอดส์ประมาณ 30 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 90 จากผู้ป่วยเอดส์ 38 ล้านคนทั่วโลก รวมถึงปัญหาโรควัณโรคและโรคมาลาเรีย โดยรับผิดชอบถ่ายทอดเทคนิคการ ผลิตยา ในระหว่างนั้นยังประสบผลสำเร็จในการผลิตยารักษาโรคมาลาเรีย ชื่อ Thai Tan Zumate และผลิตยาเหน็บทวารเด็กสำหรับรักษาโรคมาลาเรีย เนื่องจากเด็กเล็กไม่สามารถกลืนยาได้ การใช้ยาเหน็บจึงมาความจำเป็นมาก นอกจากนี้ ดร.กฤษณา ยังได้นำความรู้ความสามารถที่ได้สั่งสมมาไปปฏิบัติงานร่วมกับองค์กรในต่างประเทศอีกหลายแห่ง

ที่มาและเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน :

*ดูจับเข่าคุยสิ สัมภาษณ์ผู้หญิงคนนึงเกี่ยวกับยาต้านเอดส์ วีรกรรมเธอมีคนเอาไปทำละครบรอดเวย์ด้วย *

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5402900/A5402900.html

**เมื่อคืน ดู ภญ อ. ดร กฤษณา ไกรสินธ์ ในรายการ สรยุทธ จับเข่าคุย แล้วน้ำตาซึมครับ

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L5403940/L5403940.html

***ละครบรอดเวย์ สร้างจากชีวิตจริง เภสัชกรยิปซีไทย (แต่คนไทย ไม่รู้จัก)

http://www.roorha.com/main/view_joke.php?id=6875

 



Quote:


ความคิดเห็นที่ 231  

ขอบคุณจากใจจาก ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์


ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้ทุกท่าน สำหรับคำติชม ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และที่สำคัญที่สุด คือ กำลังใจที่ส่งมาให้อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการที่กำลังทำอยู่ และที่กำลังจะทำในอนาคตในทวีปแอฟริกา
ไม่มีบริษัทยาไหนจะให้สูตรและวิธีการผลิตยาแก่ประเทศด้อยพัฒนา หรือฝึกอบรมให้เขาทำยาเองได้ การพัฒนาสูตรตำรับยาเป็นสิ่งที่ไม่ยากเย็นอะไร เภสัชกรไทยทุกท่านสามารถทำได้แต่ก็ต้องอาศัยเวลา ตลอดเวลาที่ทำงาน ไม่เคยลอกสูตรยาของใครมา และไม่เคยละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทยาใด ๆ สิ่งที่ถ่ายทอดให้ประเทศในทวีปแอฟริกา แม้จะไม่ยิ่งใหญ่ตามความรู้สึกของบางท่าน ก็มีความภูมิใจ เพราะอย่างน้อยก็ได้ช่วยชีวิตคนแอฟริกันได้นับเป็นล้าน ๆคน
ตลอดเวลาที่ทำงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่เคยหวังการตอบแทนอะไร ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ เงินทอง ชื่อเสียง หรือรางวัลต่าง ๆ มีความสุขกับการทำงานและผลงานที่ได้รับ คือ การที่ผู้ป่วยยากจนได้รับยา แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายก็ตาม
ขณะนี้ กำลังผลิตยาต้านมาลาเรียชนิดเม็ดที่เป็นยาผสมระหว่าง Artesunate และ Amodiaquine ที่ประเทศมาลี ซึ่งเป็นประเทศยากจนหนึ่งในสิบของโลก อากาศที่นี่โดยเฉพาะเดือนนี้ร้อนมาก (อุณหภูมิเฉลี่ย
40 C) แต่ก็มีความสุขกับงาน ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาให้กับคนที่นี่ พนักงานในโรงงานยาก็สามารถผลิตยาเองได้แล้ว นี่ความภูมิใจที่ได้รับ

หากใครต้องการจะติดต่อโดยตรง ก็ส่งอีเมล์มาที่ kraisintu@yahoo.com


จากคุณ : ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ - [ 21 พ.ค. 50 22:57:19 A:216.252.179.145 X: ]

ตอบจากกระทู้
*ดูจับเข่าคุยสิ สัมภาษณ์ผู้หญิงคนนึงเกี่ยวกับยาต้านเอดส์ วีรกรรมเธอมีคนเอาไปทำละครบรอดเวย์ด้วย *

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5402900/A5402900.html

 


ประชาสังคม ในฐานะสมาชิก เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ควรที่พวกเราจะได้ช่วยกันเป็นกำลังใจ ยกย่อง ส่งเสริม สนับสนุนการทำงานของคนดี คนที่เสียสละ และช่วยกันเผยแพร่เกียรติคุณของท่านเหล่านั้นให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างต่อไป คนทำงานเช่นนี้ต้องการกำลังใจมากคับ

ขอคาราวะจากใจ

bsk(มหาชน)

.
.
.

 
อ้างถึง   

มติชน วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10672

ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย

โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์


จากข้อเขียนในเรื่องเมธีตะวันออกของท่านอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทยผู้มีอายุสั้นเหลือเกิน น่าเสียดายที่ท่านจากโลกนี้ไปด้วยอายุเพียง 37 ปีเท่านั้นเอง ท่านอาจารย์เสถียรเขียนถึงอุดมคติการเมืองของขงจื๊อไว้ดังนี้คือ

อุดมคติการเมืองของขงจื๊อเรียกว่า "ไต้ท้ง" แปลตามตัวอักษรว่า ความเสมอภาคอันใหญ่ยิ่ง ลัทธิไต้ท้งของขงจื๊อไม่ยอมให้มีการแบ่งชาตินั้นชาตินี้ แต่ให้ถือว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมโลกเหมือนกันหมด จึงเป็นสากลนิยม สมมุติถ้ามีใครมาถามคนที่ถือลัทธิสากลนิยมว่า ท่านเป็นคนชาติอะไร? เขาจะตอบว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษยชาติเป็นแน่ ขงจื๊อเห็นว่าความเดือดร้อนในโลกเกิดจากการแบ่งเป็นชาติ จากชาติก็แบ่งแยกออกมาเป็นรัฐ เป็นแคว้น เป็นเมือง เป็นคณะ เป็นพวก แก่งแย่งเบียดเบียนกันไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น ถ้าจะสร้างสันติภาพในโลกก็ต้องเลิกความรู้สึกแบ่งแยกนี้โดยสิ้นเชิง ให้ถือว่าทุกคนเป็นพลโลก มีชาติชาติเดียวกันคือมนุษยชาติเท่านั้น

คราวหนึ่งเจ้าครองนครฌ้อออกไปประพาสป่ากลับมา แต่ลืมทิ้งคันศรไว้ในหนทาง พวกมหาดเล็กจะกลับไปค้นหา เจ้าครองนครฌ้อตรัสว่า "ไม่ต้องค้นหาให้เสียเวลาหรอก เพราะพระราชาฌ้อทำตกหายไป แต่ราษฎรฌ้อเป็นผู้ได้ไป จะเป็นไรมี"

ขงจื๊อทราบเรื่องนี้ก็วิจารณ์ว่า "น่าเสียดายนัก ที่เจ้าครองนครฌ้อยังคับแคบไป ไฉนไม่พูดว่ามนุษย์ทำคันศรตกหาย แต่มนุษย์ด้วยกันเป็นผู้ได้ไปจะเป็นไรมี ทำไมจะต้องเจาะจงเป็นชาวฌ้อเล่า"

ทรรศนะการเมืองของขงจื๊อ คือพลโลกเป็นครอบครัวเดียวกันหมด

ผู้เขียนได้อ่านข้อความนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วก็ได้แต่รำพึงในใจว่า "ยังจะมีคนที่คิดและทำอย่างนี้บ้างไหมหนอในโลกนี้ หากมีโอกาสพบเห็นคงเป็นมงคลในชีวิตเป็นที่ยิ่ง!"

พบแล้วละคนไทยเรานี่เอง คือเภสัชกร ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คนเกาะสมุย ท่านเป็นผู้มีความเมตตาอันไพศาลดังมหาสมุทร เริ่มจากการก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาให้กับองค์การเภสัชกรรมด้วยการเข้าไปทำงานเป็นคนแรกและคนเดียวเท่านั้นใน พ.ศ.2539 ทำได้ 6 ปีก็ลาออกเพื่อไปช่วยผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์และมาเลเรียให้แก่ชาวแอฟริกาทั้งทวีปเมื่อ พ.ศ.2545 ในขณะที่สถาบันวิจัยและพัฒนาของไทยมีบุคลากรคุณภาพถึง 70 คนและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ก่อนอื่นท่านผู้อ่านต้องเข้าใจความหมายของยาสามัญ (generic drug) เสียก่อน (ผู้เขียนเองทีแรกก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน)

กล่าวคือ ยาชนิดเดียวกันเมื่อมีการผลิตจากหลายบริษัทอาจมีราคาขายที่แตกต่างกันได้มากเนื่องจากยาเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง

คราวนี้ยาใหม่มักจะมีราคาแพงมากกว่ายาเก่าในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากบริษัทยาผู้ผลิตจำเป็นต้องได้รับกำไรชดเชยค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนายาชนิดนั้นๆ ก่อนที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนให้นำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้

บริษัทยาเจ้าของสิทธิบัตรของยาใหม่จึงได้รับความคุ้มครองในช่วงเวลาหนึ่ง (ประมาณ 15-20 ปีนับแต่วันจดทะเบียนสิทธิบัตรการค้นพบ)

เมื่อครบกำหนดบริษัทยาอื่นก็สามารถผลิตยาชนิดเดียวกันนั้นออกจำหน่ายด้วยเช่นกัน แต่ต้องใช้ชื่อการค้าอื่นหรือใช้ชื่อทางเคมีของยาโดยตรงจึงนิยมเรียกยาที่ผลิตออกมาจากต่างบริษัทในภายหลังว่าเป็นยาเลียนแบบหรือ ยาสามัญ (generic drugs) ซึ่งส่วนใหญ่มักมีราคาถูกลงมาก เนื่องจากบริษัทที่ผลิตขึ้นตามในภายหลังเหล่านี้ไม่มีต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากเหมือนบริษัทต้นแบบ

อีทีนี้ปัญหามันมีอยู่ว่าบรรดาบริษัทยานั้น (ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา) มีความโลภอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เวลาคิดราคายาที่ตนเองผลิตขึ้นมาก็เอากำไรกันด้วยการคิดราคายาที่ขายสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่า 30-40 เท่าตัวแบบว่าไม่คำนึงถึงชีวิตคนโดยไม่มีมนุษยธรรมเลยนั่นแหละก็จะพยายามไม่ให้ใครผลิตยาสามัญขึ้นมา

แต่ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ของเรานี่แหละได้พยายามผลิตยารักษาโรคเอดส์ขึ้นเป็นคนแรกและประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์ขึ้นใน พ.ศ.2538 ซึ่งยานี้เป็นตัวอย่างการผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์ที่ไทยเราทำออกมาขายในราคาแคปซูลละ 8 บาท ในขณะที่บริษัทยาของฝรั่งที่มาฟ้องร้องนั้นขายแคปซูลละ 284 บาท

การผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์นี้ทำให้รัฐบาลไทยแต่เดิมสามารถแจกยารักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ได้ประมาณพันคนสามารถช่วยเหลือคนเป็นหมื่นๆ ได้เนื่องจากราคายาถูกลง (ยารักษาโรคเอดส์ต้องกินทุกวัน วันละ 2 เวลาไปตลอดชีวิต ขาดไม่ได้

ใน พ.ศ.2542 ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เห็นว่าทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่โชคร้ายมีผู้ป่วยเอดส์เป็นสิบล้านคนท่านจึงคิดที่จะไปช่วยสอนให้คนแอฟริกาสามารถผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์นี้ได้เอง เนื่องจากอย่างที่ว่าแหละยารักษาเอดส์นี้ต้องกินทุกวันขาดไม่ได้

คงมีคนสงสัยว่าทำไมเราไม่ส่งยาสามัญของเราเองไปขายที่แอฟริกาเล่า?

ดร.กฤษณาท่านตอบว่า "ดิฉันต้องการให้พวกเขาทำเองให้พึ่งตนเอง ดิฉันเชื่อว่า ถ้าเขาอยากกินปลา เราก็ควรสอนเขาตกปลาเองไม่ใช่ว่าเอาปลาไปให้เขากิน เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะไม่มีวันพึ่งตนเองได้ ถ้าเรามองว่าเราสามารถนำยาจากเมืองไทยไปจำหน่ายได้ มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่มีความยั่งยืน บุคลากรที่มาผลิตยา ก็เป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น"

ท่านไปแอฟริกาคนเดียวนะแถมยังต้องควักกระเป๋าตัวเองด้วยเหมือนกันอย่างประเทศแรกที่ท่านไปช่วยคือประเทศคองโก (ซาร์อี) ซึ่งกำลังมีสงครามกลางเมือง ที่คองโกนอกจาก ดร.กฤษณาจะไปช่วยผลิตยารักษาโรคเอดส์แล้วยังต้องไปออกแบบแปลนสร้างโรงงานให้ด้วยเพราะเวลาไปถึงมีแต่ที่ดินว่างๆ เท่านั้น

ช่วยคองโก 3 ปีจนสำเร็จเป็นแห่งแรกต่อจากนั้นก็ไปที่ประเทศแทนซาเนียซึ่งที่นี่นอกจากยารักษาโรคเอดส์แล้ว ดร.กฤษณายังคิดและผลิตยารักษามาเลเรียขึ้นมาเองโดยตั้งชื่อว่า "THAI-TANZUNATE" ซึ่งเป็นยามาเลเรียราคาถูกที่สุดในโลกคือตกราว 36 บาทต่อเม็ด

ในขณะที่ยามาเลเรียของฝรั่งทุกยี่ห้อราคาประมาณเม็ดละ 360 บาท

ดร.กฤษณาได้เดินทางไปตามประเทศต่างๆ ในแอฟริกาทำอย่างนี้จนปัจจุบันยาที่มีคำว่า THAI ขึ้นหน้าเป็นที่รู้จักทั่วแอฟริกา ซึ่งตลอดเวลาที่ท่านอยู่ในแอฟริกานั้นท่านต้องเจออากาศที่ร้อนถึง 50 องศาเซลเซียส ถูกปืนจี้ 5 ครั้ง เจอระเบิดตกลงข้างที่พักและที่สำคัญคือพูดกับคนแอฟริกาไม่รู้เรื่องด้วยซี

ที่น่าสนใจคือสื่อต่างประเทศเขาชื่นชมการทำงานของ ดร.กฤษณาถึงกับเอาไปสร้างภาพยนตร์จนได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 3 รางวัล นอกจากนี้ทางอเมริกายังนำเรื่องของท่านไปสร้างป็นละครบรอดเวย์เรื่อง "Cocktail" เปิดแสดงในเดือนพฤษภาคมนี้เอง และยังได้รับการเสนอปริญญากิตติมศักดิ์จากอังกฤษและอเมริกาไม่รู้กี่ใบแล้ว

รางวัลโนเบลสำหรับคนไทยคนแรกอยู่ไม่ไกลหรอก แต่ ดร.กฤษณาท่านไม่สนใจหรอกเพราะท่านคือ "มหาตมะ" ของแท้แน่นอน


เป็นเรื่องราวให้กำลังใจสำหรับคนทำงาน ตั้งใจดี ครับ ...   :o


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 30 พฤษภาคม 2550, 11:22:48
อ้างจาก: "ชาร์ป"
เรื่องของคนไทยที่น่ายกย่อง ครับ

มีคนมา post ไว้ในกระทู้นี้

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25083&start=90

 :o

 
อ้างถึง   

อีกท่านก็ซู้ดดด..หยอดดดดดด....

Quote:

 

ความยิ่งใหญ่ผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ทะเลทรายซาฮาร่า

เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์(ปัจจุบัน ขณะนี้ ไทยกำลังมีปัญหากับอเมริกา เพราะข้อขัดแย้ง เรื่องราคายา ที่ไทยไม่ยอมอเมริกา เรื่อง สิทธิบัตรยา)

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่เร่ร่อนไปทั่วเเอฟริกาจนเป็นที่รู้จักจนอเมริกานำชีวิตเธอสร้างเป็นละครบรอดเวย์ แต่คนไทยไม่รู้จักเธอ


เป็นเรื่องราวให้กำลังใจสำหรับคนทำงาน ตั้งใจดี ครับ ...   :o



อิอิ....ขอเสริมค่ะว่า หากใครอยากอ่าน ผู้หญิงเก่งแม่พระแห่งประเทศแถบแอฟริกาท่านนี้...ไปอ่านได้ในหนังสือ "คู่สร้างคู่สม" ฉบับ 10-20 พ.ค. 2550 ค่ะ อาจารย์ให้สัมภาษณ์แบบ 4 หน้ากระดาษเลย


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ลูกพิ้ง ที่ 30 พฤษภาคม 2550, 11:35:03
:shock: กำลังจะพิมพ์บอกเหมือนพี่ปุ๊กกี้เล้ย.....

สงสัยต้องหลีกทางให้แฟนพันธุ์แท้คู่สร้างคู่สมตัวจริงอย่างพี่ปุ๊กกี๊ซะแล้วเจ้าค่ะ :lol:  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 30 พฤษภาคม 2550, 12:26:45
อ้างจาก: "ลูกพิ้ง"
:shock: กำลังจะพิมพ์บอกเหมือนพี่ปุ๊กกี้เล้ย.....

สงสัยต้องหลีกทางให้แฟนพันธุ์แท้คู่สร้างคู่สมตัวจริงอย่างพี่ปุ๊กกี๊ซะแล้วเจ้าค่ะ :lol:  :lol:


ฮิ ฮิ....เขาเรียกอีกอย่างว่า "ใจตรงกัน"....ฮิ ฮิ


แฟนพันธุ์แท้ ณ "คู่สร้าง-คู่สม" 15 ปีแล้ว


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mouy (Again) ที่ 13 มิถุนายน 2550, 00:05:47
เข้ามาช่วยปั่นกระทู้นี้ ดีกว่า.....อิอิ รอบนี้ไม่มีเรื่องมาเล่าอ่ะ แต่มีบอร์ดของอาจารย์มาแนะนำ เผื่อใครสนใจจ้า.....http://www.pasuonline.net/


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 13 มิถุนายน 2550, 07:53:12
เปิดแล้วเครียดเลยอ่ะพี่หมวย
เพิ่งสอบ compre เสร็จ
ยังฝันร้ายอยู่ ฮ่าๆๆๆๆๆ

ตาแคม  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mouy (Again) ที่ 17 มิถุนายน 2550, 22:29:31
รสชาติของชีวิต

ใครคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งคนไทยไปท่องฝรั่งเศส เข้าภัตตาคารและสั่งอาหารมาทาน เมื่อบริกรยกอาหารมาเสิร์ฟ คนไทยก็ควักเครื่องปรุงสารพัดที่เตรียมมาทำการปรุงรสเป็นการใหญ่

พ่อครัวฝรั่งเศสตะลึงและโกรธมาก บอกว่าอาหารที่เขาทำมาดีที่สุดแล้ว การใส่เครื่องปรุงโดยไม่รู้ความเป็นการทำลายรสอาหาร

เชื่อว่าพ่อครัวฝรั่งเศสคงไม่ได้โมโหคนกินที่ไม่รู้จักมารยาทและวัฒนธรรมของเขา แต่คงอยากตั้งคำถามว่า "รู้ไหมว่าอะไรคือรสชาติที่ดีที่สุด?"

พ่อครัวหลายคนไม่คิดว่าอาหารเป็นเพียงอาหาร แต่เป็นศิลปะด้วย ออกแบบทั้งหน้าตาและรสชาติอาหารมาเสร็จสรรพ

การปรุงรสก่อนกินจึงเป็นการดูถูกฝีมือของคนปรุง เหมือนกับการปรับสีผิวของ โมนาลิซา เพื่อตามใจความชอบของตนเอง หรือแต่งหน้ารูปปั้น เดวิด ให้มีเค้าไทยมากขึ้น

วัฒนธรรมการปรุงรสก่อนกินเป็นสิ่งที่ทำให้ผมทึ่งมานานแล้ว

พวกเขาตักพริกป่น 2-3 ช้อน น้ำตาล 2-3 ช้อน น้ำส้มหนึ่งช้อน ถั่วป่นอีกหนึ่งช้อน ปฏิบัติเช่นนี้กับอาหารแทบทุกเมนูโดยเท่าเทียมกัน ตั้งแต่ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส เส้นหมี่ต้มยำ ไปจนถึงบะหมี่น้ำเป็ด ทำให้อดตั้งคำถามมิได้ว่า ไฉนแม่ครัวไม่ปรุงรสตามที่ลูกค้าส่วนใหญ่กระทำไปเสียเลย น่าจะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก

บางครั้งผมก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า พวกเขาชอบปรุงเพราะติดนิสัยปรุงรสก่อนชิม หรือเพราะความจำเป็น?

เนื่องจากปริมาณพริก น้ำตาล น้ำส้มสายชู ถั่ว มากเช่นนั้นกลบรสชาติดั้งเดิมของอาหารหมด หรือทำให้แยกความแตกต่างระหว่างรสชาติอาหารสองชนิดไม่ออก

ปรมาจารย์การครัวชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 Anthelme Brillat-Savarin เชี่ยวชาญการกินมากจนสามารถเอ่ยคำพูดว่า "บอกผมสิว่าคุณกินอะไร แล้วผมจะบอกว่าคุณเป็นคนยังไง" อาหารบ่งบอกที่มาของคนคนนั้น

ชีวิตก็เหมือนอาหาร บางช่วงจืด บางช่วงหวาน บางครั้งก็เค็ม เผ็ด

ทุกรสมีความหมายของมัน

เราไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตทุกรสในเวลาเดียวกันได้ บางครั้งสุขด้วยรสหวานของรัก บางทีขมด้วยความผิดหวัง เค็มด้วยหยาดเหงื่อของความอดทน เผ็ดด้วยการทดลองทำสิ่งที่ไม่เคยกล้าทำมาก่อน

ชีวิตเป็นการปรับตัวไปตามสถานการณ์ ความสนุกอยู่ที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรรอเราอยู่

การปรุงรสชีวิตก่อนก็เหมือนไม่ทันกินอาหาร ก็ปรุงรสเป็นการใหญ่

จะทำอะไรก็วางแผนว่าอย่างนั้นอย่างนี้ล่วงหน้านานเป็นปีๆ จะต้องเป็นเศรษฐีก่อนวัยสามสิบ จะมีแฟนเป็นคนแบบนั้นแบบนี้

แต่ความจริงชีวิตไม่เคยสั่งการได้

เมนูชีวิตเป็นหน้าว่างเปล่าที่รอให้เราเขียนเอง

บางทีชีวิตอาจจะน่าสนุกกว่าหากเราชิมรสของมันให้ครบรส เข้าใจสภาวะและคุณค่าของแต่ละช่วงชีวิต

ที่มา www.winbookclub.com


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 20 มิถุนายน 2550, 13:21:14
โอ้..เจ๊หมวยชอบวินทร์เหมือนผมเรยยยย..

ท่าทางเราจะไปด้วยกันได้ดีนะ..ชอบอะไรคล้ายๆกันเยอะเลย..

จุ๊บ..จุ๊บ..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 25 มิถุนายน 2550, 23:14:08
หาอะไรที่ช่วยให้ยิ้มได้มา อ่านกันดีกว่า ...  :o

copy เรื่องเล่าจริงของคนอื่นมาอีกที

 
อ้างถึง   
ปกติผมจะตื่นแต่เช้าตรูทุกวันไม่ว่าจะเมามายขนาดไหนผมต้องตื่นก่อนไก่โห่ฮา
ป่าฮิวหลายอาทิตย์ก่อนเป็นวันเกิดหลานสาววัย 14 ก็เลยชวนน้าเท่ห์ๆอย่างผม
ออกมายืนเป็นเพื่อนใส่บาตร ก็ตระเตรียมอาหารแพคสำเร็จรูป เป็นชุดกิ๊ฟเซท
สวยงามครบหลักใหญ่ใจความ ปกติการตักบาตรพระก็จะเดินมาเป็นกลุ่มเป็นก็น ประมาณ
2-3รูปแถวเรียงหนึ่งเข้ามารับนิมนต์ตักบาตร....... " นิมนต์คับ หลวงพ่อ "
ผมเอื้อนเอ่ยนิมนต์หลวงพ่อ ผสมหลวงพี่ รับบาตร หลานสาวก็ใส่บาตร
ใส่เสร็จหลานสาวก็จะบอกหลวงพ่อว่า " วันนี้วันเกิดค่ะ "
หลวงพ่อ/หลวงพี่ก็ให้พร ผมก็นั่งคุกเข่า พนมมือรับพรไปกะหลานด้วย
แต่แอบๆนึกในใจ ตรูเกี่ยวอะไรฟ่ะ?........... ......... ......... ........
ประเด็นมาเกิดตอนแพ๊คสุดท้ายหลังจากตักบาตรให้หลวงพ่อ
ซึ่งเดินนำหน้าทิ้งช่วงน้องหลวงเณรไป ประมาณ 30 เมตร
น้องหลวงเณรวัยสัก ประมาณ 12-13 ปี เห็นจะได้
ตะแรกก็เดินเลี่ยงเปิดไฟเลี้ยวขวา ทำท่าจะไม่รับบาตร หลานสาวผมก็
นิมนต์ค่ะ "หลวงเณร ตบไฟเลี้ยวซ้ายเบี่ยงเข้ามาชิดริมฟุตบาท
หลานสาวผมก็ตักบาตร กิ๊ฟเซท ชุดสุดท้ายเสร็จ พร้อมๆ กับ
วันนี้วันเกิดค่ะขอพรด้วยค่ะหลวงเณรค่ะ ? "
ผมยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นสีหน้าน้องหลวงเณร ทำหน้าทำตาแบบบอกบุญไม่รับ
ดูเหมือนจะมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาที่ใบหน้าเล็กน้อย
............ ......... .......เอ่อ.....
คือว่าโยม หลวงเณรเอง
เพิ่งจะบวชได้ไม่กี่วันเองปกติก็จะเดินรับบาตรติดๆ
กะอาจารย์
แต่พอดีตะกี้อาจารย์ทิ้งช่วงไปหน่อย หลวงเณรสวดให้พรยังไม่เป็นคับ!
อะ.......อะ..... ......เอ่อ......
เอางี้ละกันเพื่อไม่ให้โยมเสียศรัทธาเอาเท่าที่หลวงเณรจะให้ได้น่ะคับโยม "
ค่ะหลวงเณร "หลานสาวผมตอบพลางพนมมือไหว้รอรับพร
ผมก็ย่อตัวลงพนม มือไหว้ รอรับพรเช่นกัน
“ แฮปปี้ เบริด์ เดย์ ทู๊ยู แฮปปี้ เบริด์ เดย์ ทู๊ยูแฮปปี้ เบริ๊ดดดด เดย์”
“ แฮปปี้ เบริ๊ดดดด เดย์ แฮปี้ปปปปปปปปป ปี๊เบริด์ เดยย์ ทู๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ยู!”

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก............ ......... ......... .
ผมอุทานในใจพลางอมยิ้มแก้มตุ่ย เหลือบตาไปมองหลานสาว หลานสาวก็อึ้งกิมกี่


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: por-sim ที่ 27 มิถุนายน 2550, 18:51:54
เป็นกระทู้ที่ดีมาก วันหลังจะมาเยี่ยมอีกค่า


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: too ที่ 27 มิถุนายน 2550, 21:02:41
กระทู้นี้ดีมากครับ ขอนำบทความดีๆมาแบ่งปันกันบ้าง เอามาจากเว็บที่ผมเข้าไปอ่านเป็นประจำ

ไม่หลงกล

รินใจ
Kids & Family ธันวาคม ๒๕๔๗
         
             
ปรีชาเจอสมชายในงานเลี้ยงรุ่น เลยทักเพื่อนเก่าว่ายังทำโดนัทขายอยู่หรือเปล่า

"ยังทำอยู่ แต่เห็นจะต้องเลิกเร็ว ๆ นี้" สมชายพูดเนือย ๆ

ปรีชาถามเหตุผล สมชายจึงตอบว่า "ทำยังไงก็ไม่มีกำไรน่ะซี ถ้าหากฉันทำให้รูมันโต ลองคิดดูสิว่าฉันจะต้องใช้แป้งมากแค่ไหน ถึงจะล้อมไอ้รูนั้นให้รอบ"

"ไม่เห็นยากเลย แกก็ทำให้รูมันเล็กลงสิ" ปรีชาแนะ            

"ทีแรกฉันก็คิดอย่างนั้น แต่พอฉันทำให้รูมันเล็กลง ก็ต้องเพิ่มแป้งให้มากขึ้นเพื่อไปแทนส่วนที่เป็นรู แล้วฉันจะมีกำไรได้อย่างไร " สมชายตอบ

สมชายพูดมีเหตุผล แต่เป็นเหตุผลที่ชวนให้งงงวย เพราะในความเป็นจริงถ้ารูโตใช้แป้งเยอะ รูเล็กก็ต้องใช้แป้งน้อยลงเนื่องจากมีขนาดเล็กลง ปัญหาของสมชายก็คือเขาไม่ได้นึกถึงการทำให้โดนัทมีขนาดเล็กลง เมื่อในใจของเขายังติดยึดอยู่กับขนาดเดิมของโดนัท จึงคิดว่าถ้ารูเล็กลงก็ต้องใช้แป้งมากขึ้น

เหตุผลนั้นมีประโยชน์ แต่ถ้าใช้ไม่เป็นก็อาจทำให้เจ้าตัวคิดผิดพลาดหรือมองคลาดเคลื่อนจากความ เป็นจริง ความเป็นจริงนั้นมีเพียงหนึ่ง แต่เหตุผลนั้นมีหลากหลาย บางเหตุผลก็มีข้อจำกัดที่ทำให้มองไม่เห็นความจริง

ขณะที่ศาสตราจารย์กับนักศึกษาเดินคุยกันอยู่ที่สวนสาธารณะ นักศึกษาก็ชี้ให้ศาสตราจารย์ดูธนบัตร๑,๐๐๐ บาทที่ตกอยู่บนพื้นหญ้า แต่ศาสตราจารย์ไม่เชื่อว่าเป็นธนบัตร ๑,๐๐๐ บาท เหตุผลก็คือ "ถ้าเป็นแบ๊งค์พันก็ต้องมีคนเก็บไปแล้ว ที่มันยังอยู่ตรงนั้นก็เพราะว่ามันเป็นแบ๊งค์ปลอม"

เหตุผลของศาสตราจารย์ดูน่าฟัง แต่คุณคิดว่า ใครน่าเชื่อมากกว่ากัน ศาสตราจารย์หรือนักศึกษา ?

บางครั้งเพียงแค่สามัญสำนึกก็ทำให้เราเห็นความจริงได้ ขณะที่เหตุผลอาจทำให้เราห่างไกลจากความเป็นจริง ดังกรณีข้างต้น ใครที่เห็นธนบัตร ๑,๐๐๐ บาทตกอยู่บนพื้นก็ต้องเก็บทั้งนั้น แต่ที่มันยังอยู่ตรงนั้นเพราะไม่มีคนเห็นต่างหาก เรื่องแบบนี้เด็ก ๆ ก็รู้ได้จากประสบการณ์และสามัญสำนึก

เนื่องจากเหตุผลและการคิดของเรามีข้อจำกัด เราจึงไม่ควรติดยึดกับเหตุผลหรือข้อสรุปของเรามากเกินไป มิเช่นนั้นเหตุผลจะกลายมาเป็นนายเรา มันไม่เพียงครอบเราไม่ให้เห็นความจริงซึ่งปรากฏอยู่ซึ่ง ๆ หน้าเท่านั้น หากยังสามารถทำให้เรากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ดังที่คนจำนวนไม่น้อยมีเหตุผลสารพัดในการคอร์รัปชั่นหรือทุจริต เช่น "ถึงฉันไม่ทำคนอื่นก็ทำ" หาไม่ก็อ้างความยากจน ที่อ้างว่าตัวเองเสียสละมามากแล้ว เพราะฉะนั้นขอเม้มเข้าตัวบ้าง ก็มีอยู่บ่อย ๆ

กิเลสนั้นก็รู้จักหาเหตุผลเพื่อประโยชน์ของมันเอง เหตุผลที่ใช้ก็ดูดีทั้งนั้น บางทีก็เถียงยาก

ชายผู้หนึ่งชอบโหนตัวอยู่บนบันไดรถเมล์ ไม่ยอมเข้าไปข้างในรถ ทั้ง ๆ ที่มีที่ว่างมากมาย กระเป๋ารถเมล์จึงขอร้องว่า "พี่ ๆ ช่วยเข้ามาข้างในหน่อย อย่าโหนอย่างนั้น เดี๋ยวจะตกลงไป"

"เรื่องของกู"

"ไม่ใช่อะไร ถ้าพี่เกิดพลัดตกลงไป ตำรวจจะเล่นงานผม"

"เรื่องของมึง"

ยิ่งเรียนสูงหรือคิดเก่ง กิเลสก็ยิ่งเก่งในการหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของมัน มันมีเหตุผลร้อยแปดที่จะโมโหเคียดแค้นเวลาไม่ได้ดังใจ หรือเศร้าโศกเสียใจเมื่อประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย ซึ่งก็เท่ากับซ้ำเติมให้เราเป็นทุกข์มากขึ้น ดังนั้นถ้าไม่อยากให้กิเลสมาเป็นนายเรา จนพาเราจมปลักแห่งความทุกข์ ก็ต้องรู้เท่าทันเหตุผลที่มันเอามาใช้ ไม่เชื่อเหตุผลหรือหลงกลมันง่าย ๆ

ขณะเดียวกันถ้าอยากให้ชีวิตมีความสุข ก็ต้องรู้จักใช้เหตุผลมาส่งเสริมคุณภาพจิตที่ดีงาม เช่น นึกถึงผลดีของการให้อภัยและการมีเมตตาจิต เวลาประสบกับความล้มเหลวก็มองหาสาเหตุแห่งความผิดพลาดมากกว่าที่จะหาเรื่อง แก้ตัวหรือโทษคนอื่น

เหตุผลถ้ารู้จักใช้ ก็สามารถช่วยให้เราปล่อยวางหรือยอมรับความจริงได้มากขึ้น

เด็กน้อยเห็นแม่ป่วย จึงช่วยแม่หุงข้าว แต่ข้าวกลับแฉะ รู้สึกเสียใจ แม่จึงบอกว่า

"อย่าเสียใจเลยลูก หุงข้าวด้วยน้ำ มันก็ต้องมีแฉะบ้างเป็นธรรมดา"

วันต่อมาเด็กน้อยหุงข้าวให้แม่อีก แต่คราวนี้ข้าวไหม้ จึงโมโหตัวเอง แม่ก็บอกว่า

"อย่าโมโหเลยลูก หุงข้าวด้วยไฟ มันก็ต้องมีไหม้บ้างเป็นธรรมดา"

ข้าวจะแฉะหรือไหม้ ก็เป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับได้หรือเสีย แพ้หรือชนะ สรรเสริญหรือนินทา สำเร็จหรือล้มเหลว ถ้ามองเห็นเช่นนี้ได้ ชีวิตจะปล่อยวางได้มากขึ้น และเป็นทุกข์น้อยลง



ที่มา http://www.budpage.com/ba160.shtml


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 28 มิถุนายน 2550, 07:53:42
Cool!! มากน้องตู้


ตาแคม  8)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 29 มิถุนายน 2550, 15:09:00
:lol: กระทู้เข้า....กับตัวเอง...หุๆๆๆ

....ใครแช่งใครชังช่างเถิด
ใครเชิดใครชูช่างเขา
ใครเบื่อใครบ่นทนเอา
ใจเราร่มเย็นเป็นพอ.....

....จิตมนุษย์ไซร้ยากแท้หยั่งถึง.....

....ก่อนที่จะหยั่งรู้จิตใคร.....จงหยั่งรู้จิตตัวเองนะครับ....


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: telek78 ที่ 29 มิถุนายน 2550, 15:10:59
อ้างจาก: "นายป้อ"
:lol: กระทู้เข้า....กับตัวเอง...หุๆๆๆ

....ใครแช่งใครชังช่างเถิด
ใครเชิดใครชูช่างเขา
ใครเบื่อใครบ่นทนเอา
ใจเราร่มเย็นเป็นพอ.....

....จิตมนุษย์ไซร้ยากแท้หยั่งถึง.....

....ก่อนที่จะหยั่งรู้จิตใคร.....จงหยั่งรู้จิตตัวเองนะครับ....


ป้อ เปลี่ยนไป


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: wara_thip ที่ 29 มิถุนายน 2550, 18:06:42
แป๊ะกระทู้นี้ไว้ก่อนน่ะค่ะ วันหลังจะเข้ามาอ่านอย่างจริงจัง (เนื่องจากตัวหนังสือเยอะเหลือเกิน)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 29 มิถุนายน 2550, 18:14:44
เหมือนกันครับ พี่ชอบแบบ

บรรทัด เว้นบรรทัดอ่ะครับ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 04 กรกฎาคม 2550, 17:48:12
=แบนเรียบ VS โหนกนูน= :shock:

http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3517070/L3517070.html


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 05 กรกฎาคม 2550, 08:19:47
อ้างจาก: "Aj.O"
=แบนเรียบ VS โหนกนูน= :shock:

http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3517070/L3517070.html


หึหึหึหึหึหึหึหึหึหึหึ  :twisted:



เอามาฝากกัน tip ในการเมมเบอร์โทรศัพท์ไว้ในมือถือ
ถ้ามือถือหาย คนที่เก็บได้เค้าจะรู้ได้อย่างไงว่าต้องโทรไปบอกใคร
ว่าเก็บมือถือได้ เพราะในมือถือมีเบอร์เป็นร้อยเป็นพัน

ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ เค้าจะเมมเป็นคำว่า ICE แล้วต่อด้วยชื่อของคนคนนั้น
ICE = In Case of Emergency
เช่น ICE Sharp, ICE Lim

หรือภาษาไทย เค้าจะเมมว่า "ด่วน" นำหน้าชื่อ
เช่น ด่วน ไข่, ด่วน โจ้เลีย

ใครจะเอาไปใช้ก้อได้ หรือเผื่อเก็บมือถือได้
ไม่รุจะโทรไปบอกใคร ก้อลอง search ชื่อที่ขึ้นต้นด้วยคำเหล่านี้ดู (เผื่อมี)

ตาแคม  :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 05 กรกฎาคม 2550, 10:13:10
อ้างจาก: "apirat"
อ้างจาก: "Aj.O"
=แบนเรียบ VS โหนกนูน= :shock:

http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3517070/L3517070.html


หึหึหึหึหึหึหึหึหึหึหึ  :twisted:



เอามาฝากกัน tip ในการเมมเบอร์โทรศัพท์ไว้ในมือถือ
ถ้ามือถือหาย คนที่เก็บได้เค้าจะรู้ได้อย่างไงว่าต้องโทรไปบอกใคร
ว่าเก็บมือถือได้ เพราะในมือถือมีเบอร์เป็นร้อยเป็นพัน

ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ เค้าจะเมมเป็นคำว่า ICE แล้วต่อด้วยชื่อของคนคนนั้น
ICE = In Case of Emergency
เช่น ICE Sharp, ICE Lim

หรือภาษาไทย เค้าจะเมมว่า "ด่วน" นำหน้าชื่อ
เช่น ด่วน ไข่, ด่วน โจ้เลีย

ใครจะเอาไปใช้ก้อได้ หรือเผื่อเก็บมือถือได้
ไม่รุจะโทรไปบอกใคร ก้อลอง search ชื่อที่ขึ้นต้นด้วยคำเหล่านี้ดู (เผื่อมี)

ตาแคม  :wink:


โปรดอย่าใช้ ICE Sharp ...
ถ้าจะใช้ทำได้อย่างเดียว จองวัด ให้ หุ หุ  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: yungying ที่ 05 กรกฎาคม 2550, 11:28:31
อ่านแล้วได้สาระดีจริงๆ

 
อ้างถึง   
=แบนเรียบ VS โหนกนูน=  

http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3517070/L3517070.html


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 05 กรกฎาคม 2550, 14:27:31
ชาร์ป แมร่งคงว่างมาก หาเรื่องให้อ่านได้ตลอด...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 05 กรกฎาคม 2550, 16:32:55
อ้างจาก: "หลิม 81"
ชาร์ป แมร่งคงว่างมาก หาเรื่องให้อ่านได้ตลอด...


บังเอิญหัวใจมันยังว่างอยู่น่ะ ... ชีวิตมันก้เลยว่างตาม ฮิ้วววววว .. :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 05 กรกฎาคม 2550, 16:54:52
อ้างจาก: "ชาร์ป"
อ้างจาก: "หลิม 81"
ชาร์ป แมร่งคงว่างมาก หาเรื่องให้อ่านได้ตลอด...


บังเอิญหัวใจมันยังว่างอยู่น่ะ ... ชีวิตมันก้เลยว่างตาม ฮิ้วววววว .. :lol:



สาธุ!!!!!


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 05 กรกฎาคม 2550, 16:56:48
อ้างจาก: "ชาร์ป"
อ้างจาก: "หลิม 81"
ชาร์ป แมร่งคงว่างมาก หาเรื่องให้อ่านได้ตลอด...


บังเอิญหัวใจมันยังว่างอยู่น่ะ ... ชีวิตมันก้เลยว่างตาม ฮิ้วววววว .. :lol:


" หัวใจผมว่าง จะมีใครบ้างจับจอง เป็นโอกาสให้คุณครอบครอง มาจับมาจองหัวใจผมได้  :lol: "


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 05 กรกฎาคม 2550, 16:59:02
บักซ๊าป เค้าชอบของสูงอ่ะ

แต่ไม่แน่นะ  ของสูงอาจจะหล่นทับสักวันก็ได้อ่ะ  :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: telek78 ที่ 05 กรกฎาคม 2550, 17:33:50
อ้างจาก: "party"
อ้างจาก: "ชาร์ป"
อ้างจาก: "หลิม 81"
ชาร์ป แมร่งคงว่างมาก หาเรื่องให้อ่านได้ตลอด...


บังเอิญหัวใจมันยังว่างอยู่น่ะ ... ชีวิตมันก้เลยว่างตาม ฮิ้วววววว .. :lol:


" หัวใจผมว่าง จะมีใครบ้างจับจอง เป็นโอกาสให้คุณครอบครอง มาจับมาจองหัวใจผมได้  :lol: "


เล่นเพลงของครูเพลง สุรพล เลย


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 05 กรกฎาคม 2550, 18:39:30
:lol: หุๆๆ............


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 07 กรกฎาคม 2550, 05:16:36
ไม่รู้จะลงกระทู้ไหน ...

สวัสดีตอนเช้าสำหรับ ... วันที่น่าจะดี  สำหรับทุกคน  :o

07 07 07 07

วันเสาร์ (วันที่ 7 ของสัปดาห์) ที่ 07 เดือน 7 ปี 2007

บอลไทย เตะเวลา 19.35

07 pm เข็มยาว ชี้เลข  7

และ จะ ชนะ 7-0 ...  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 07 กรกฎาคม 2550, 05:38:13
Hey,i think I am faster enough to wake up webboard..you are faster!!!what are you doing at this time????
p.07.07.07


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: yungying ที่ 07 กรกฎาคม 2550, 09:13:56
:D  :D  :D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 07 กรกฎาคม 2550, 16:06:18
อ้างจาก: "ชาร์ป"
ไม่รู้จะลงกระทู้ไหน ...

สวัสดีตอนเช้าสำหรับ ... วันที่น่าจะดี  สำหรับทุกคน  :o

07 07 07 07

วันเสาร์ (วันที่ 7 ของสัปดาห์) ที่ 07 เดือน 7 ปี 2007

บอลไทย เตะเวลา 19.35

07 pm เข็มยาว ชี้เลข  7

และ จะ ชนะ 7-0 ...  :lol:



โอ้...มีบอลไทย ลืมเลย

นี่ม่รอนั่งเรียน ตอนทุ่ม ถึงสี่ทุ่มอ่ะ เซ็งโคดๆ

อาจารย์เลื่อนเวลาสอน จะโดดก็ไม่ได้  :(


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 08 กรกฎาคม 2550, 13:15:36
:shock: เชื่อได้เร้อ.........


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 10 กรกฎาคม 2550, 09:50:44
ช่วงนี้หลายคนอาจเบื่องาน แล้วคิดจะเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนแล้ว พอดีอ่าน Bizweek ประจำ มีแง่คิดหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการทำงาน และชีวิตก็เลยขอเอามาฝากน้องๆ นะคะ

สุขและทุกข์ในงานมาจากไหน  โดย รัศมี ธันยธร ผู้อำนวยการศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ www.creativitycenter.co.th

ดิฉันสนใจเรื่องการทำงานอย่างมีความสุข เพราะเห็นว่าความสุขและความรู้สึกดีๆ นั้น ทำให้คนมีกำลังใจ มีแรงใจ ซึ่งจะส่งผลให้มีกำลังกายมีแรงกายด้วย เมื่อแรงใจแรงกายดี เราจะสามารถใช้กายและใจนี้สร้างสรรค์สิ่งดีงามที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว องค์กร ประเทศชาติ และสังคมโลกได้อย่างเต็มที่ได้ เราใช้เวลาในที่ทำงานเกือบทั้งวัน ถ้าเราทำงานแล้วมีความสุข ความสุขนั้นมีแนวโน้มว่าจะติดตัวเราไปถึงคนที่บ้านและคนนอกที่ทำงานด้วย


ตอนเด็กๆ บางครั้งเราเคยคิดว่าคนทำงานเพราะเงินอย่างเดียว แต่เมื่อโตขึ้นและได้ทำงานจริงๆ สิ่งต่างๆ และประสบการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทำให้เราได้รับความรู้สึกใหม่ๆ ที่ทำให้ความคิดสมัยเด็กๆ เริ่มเปลี่ยนไป คนที่ทำงานมานานแล้วมักจะบอกคนรุ่นหลังว่า เขาทำงานเพราะเขามีความสุขที่ได้ทำ คนที่ยังไม่ได้ทำงานหรือเด็กไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก เพราะในความเห็นของเด็กนั้น การเล่นไปวันๆ โดยไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นเป็นเรื่องที่สุขมาก แต่เมื่อมาดูคนทำงานแล้วดูเหมือนต้องทำโน่นทำนี่ตลอดวัน แทบไม่ได้มีโอกาสเล่นเท่าใดนัก แล้วจะมีความสุขได้อย่างไรกัน

อะไรที่ทำให้คนมีสุขหรือทุกข์ในการทำงาน

ในห้องสัมมนาด้านการคิดสร้างสรรค์ทางบวกของบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวหน้าแห่งหนึ่ง ดิฉันขอให้ผู้เข้าสัมมนาเขียนว่าอะไรที่ทำให้เขามีความสุขในการทำงาน และอะไรที่ทำให้เขามีความทุกข์ในการทำงาน โดยให้เขาเขียนเป็นข้อๆ ลงในกระดาษเปล่า

พออ่านมาถึงตรงนี้อาจมีบางท่านเห็นว่าคำตอบมีชัดเจนอยู่แล้ว จะมาถามอีกทำไมให้เสียเวลา เพราะคนจะสุขในงานก็เพราะได้เงินเยอะ และทุกข์ในงานเพราะได้เงินน้อย แต่คนทำงานที่เขียนเล่าให้ฟังนั้นเขาบอกอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอ่านแล้วเราจะเข้าใจเลยว่า บางอย่างทำให้สุขได้มากกว่าได้เงินเยอะ และบางอย่างทำให้ทุกข์หนักว่าได้เงินน้อยเสียอีก

จากการสำรวจพบว่าคนทำงานรู้สึกมีความสุขจากปัจจัยหลักๆ ดังนี้

1. สุขจากการที่ตนเองทำงานได้สำเร็จราบรื่น เช่น ทำงานได้สำเร็จลุล่วง ทำงานที่ยากและท้าทายได้สำเร็จด้วยดี วางแผนแล้วได้ทำตามแผน แบ่งงานได้เหมาะสมกับงานที่รับ นำเสนองานเสร็จ เพื่อนร่วมงานช่วยกันทำงานเสร็จ ได้รับความร่วมมือจากคนรอบข้าง ทำงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ งานเสร็จตามเป้าหมายและเวลา ส่งมอบงานให้ลูกค้าสำเร็จสามารถปิดโครงการได้

2. สุขจากการคิดแก้ปัญหาได้ เช่น สามารถแก้ปัญหาได้ เวลามีปัญหาแล้วแก้สถานการณ์ตรงนั้นได้ เวลาลูกค้าเจอปัญหา หรือต้องการคำแนะนำ สามารถช่วยลูกค้าให้ผ่านเรื่องดังกล่าวได้ ให้คำปรึกษาแก่เพื่อนร่วมงานได้

3. สุขจากความภูมิใจที่ได้สร้างประโยชน์ให้คนอื่น เช่น ได้สร้างสรรค์งานใหม่ สร้างประโยชน์ที่แท้จริงโดยใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ เห็นคนได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราทำในระยะยาว คนรอบข้างมีความรู้เพิ่มขึ้นโดยเรา ตอบคำถามลูกค้าได้ ได้ช่วยเหลือลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน เห็นลูกค้าและทีมงานได้ประโยชน์จากงานที่เราทำ เห็นลูกค้าสนุกและมีความสุขในงานของเขา เห็นทีมงานมีความสนุกกับงานที่กำลังทำ ช่วยเหลือครอบครัวและคนอื่นได้

4. สุขจากการที่ได้พัฒนาตนเอง เช่น มีโอกาสได้พัฒนาตนเอง ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แล้วทำให้ ได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ แล้วท้าทายดี ได้เจอเรื่องใหม่ คนใหม่ มีความรู้ความสามารถที่ดีเพียงพอต่อการทำงาน

5. สุขจากการมีสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เช่น สามารถเข้ากับลูกค้าได้เป็นอย่างดี เพื่อนร่วมงานน่ารักสนุกสนาน ทำงานเป็นทีม ทุกคนทำงานอย่างมีความสุข ได้ความเป็นมิตรจากทุกคน ได้กำลังใจจากคนรอบข้าง ได้รับคำชมเชยและขอบคุณจากคนรอบข้าง ได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ในปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่กั๊ก เพื่อนมาช่วยแก้ปัญหาให้กับเรา ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ได้เฮฮาสนุกสนาน เพื่อนร่วมงานเข้าใจซึ่งกันและกัน ลูกค้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรา หัวหน้ามีความเข้าใจลูกน้อง ได้รับการยอมรับจากลูกค้า ได้รับความชื่นชมจากลูกค้า มีลูกค้าเข้ามาต่อเนื่อง สามารถบาลานซ์ชีวิตและงานได้ มีเวลาสำหรับตัวเอง บ้าน ครอบครัว และงานอย่างสมดุล สิ่งแวดล้อมเหมาะแก่การทำงาน

ขณะที่ทุกข์ในที่ทำงานมาจากปัจจัยหลักๆ ดังนี้

1. ทุกข์จากการคิดแก้ปัญหาไม่ได้ เช่น เกิดปัญหาในที่ทำงาน เช่น คิดไม่ออก ทำไม่ทัน รู้สึกว่าทำไม่ได้ตามที่ได้รับมอบหมาย ทุกข์ตอนที่ลูกค้าต้องการอะไร แล้วหาวิธีไม่ได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ใช้เวลานาน เวลาลูกค้ามีปัญหาแล้วหาทางออกได้ช้ากว่าที่เราคาดหวัง แก้ปัญหาให้คนในทีมงานไม่ได้ บางครั้งทำงานแล้วมีปัญหากันในทีมแล้วไม่สามารถเคลียร์กันได้ ทำงานไม่ค่อยทันไม่มีใครสนับสนุนช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา พอแก้ปัญหาไม่ได้แล้วไม่รู้จะปรึกษาใคร งานเสร็จแล้วแต่ต้องกลับมาแก้ไข

2. ทุกข์จากความไม่ราบรื่นในการทำงาน เช่น ทำได้ตามที่ต้องการแล้วอยู่ดีๆ ก็เปลี่ยน ทำเท่าไรก็ไม่เคยพอใจกับงานที่เขาต้องการ เจอคนไม่มีเหตุผล เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าไม่เข้าใจเรา และเราก็ไม่สามารถอธิบายให้ได้ เพราะเขาไม่รับฟังเรา โดนลูกค้าต่อว่า ลูกค้าไม่รับฟังในสิ่งที่พูด ถูกเร่งงานทุกอย่างให้ได้เร็วทันใจ ทั้งๆ ที่มีงานล้นมือแล้ว ไม่ชัดเจนว่าลูกค้าจะเอาอะไร มีตั้งหลายวิธีแต่ลูกค้าไม่พอใจ

3. ทุกข์จากความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับคนรอบข้าง เช่น มีปัญหาภายในทีม คุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่คุยกัน เพื่อนร่วมงานคิดไม่ดีต่อกัน ไม่สามารถไว้วางใจเพื่อนร่วมงาน คนรอบข้างทำงานร่วมกับเราแล้วไม่ได้ดังใจ คนใกล้ชิดเราไม่เข้าใจการทำงานของเรา

4. ทุกข์จากงานและอื่นๆ เช่น การทำงานไปวันๆ งานไม่ท้าทาย งานผิดพลาด สุขภาพไม่แข็งแรง อึดอัด สุขภาพเสื่อมโทรม สภาพแวดล้อมไม่ดี อุณหภูมิในห้องไม่เหมาะสม

คนทำงานต่างอาชีพกันมีรายละเอียดในงานต่างกัน แต่ในประเด็นของความสุขและความทุกข์ในงานนั้นมีแก่นหลักๆ อยู่ไม่ต่างกันเท่าใดนัก


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: yungying ที่ 10 กรกฎาคม 2550, 12:33:02
การเรียนมีแต่.......ทุกข์ :cry:  :cry:  :cry:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 13 กรกฎาคม 2550, 02:31:49
เอ้า ... นำเรื่องที่น่ารัก ๆ มาฝาก ... เป็นเรื่องของคนที่ใช้นามแฝง ว่า por_jai นะครับ

 :o

ไม่ได้ สรุปมา ครับ ก็ลองอ่านดูทั้งกระทู้แล้วกันนะครับ

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=26510


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: too ที่ 13 กรกฎาคม 2550, 14:20:41
^
^
เข้าไปดูมาแล้ว น่ารักดีครับ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 14 กรกฎาคม 2550, 02:02:43
:shock: ........... :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: yungying ที่ 16 กรกฎาคม 2550, 12:26:51
อ้างจาก: "ชาร์ป"
เอ้า ... นำเรื่องที่น่ารัก ๆ มาฝาก ... เป็นเรื่องของคนที่ใช้นามแฝง ว่า por_jai นะครับ

 :o

ไม่ได้ สรุปมา ครับ ก็ลองอ่านดูทั้งกระทู้แล้วกันนะครับ

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=26510


 อ่านแล้ว  :D  :D  :D  :D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: too ที่ 19 กรกฎาคม 2550, 14:08:28
แวะเอาเรื่องราวของคุณหมอที่ติดเชื้อ HIV มาให้อ่านครับ

http://www.medchula.com/54/question.asp?GID=1657

หากรักสบายซักนิด
นึกคิดทำขี้เกียจ
ถึงตอนนี้คงไม่เครียด
ที่กระเดียดมาเป็นหมอ

เวลาย้อนกลับไม่ได้
สิี่งที่เปลี่ยนไม่รั้งรอ
หากยังนั่งเพียงวอนขอ
ก็ไม่รูต้องรออีกเท่าใด

ชีวิตในวันนี้
โทษใครดีที่เปลี่ยนไป
เพราะเราหรือเพราะใคร
หรือเพราะไซร้ที่เกิดมา

ทุกคนมีความทุกข์
แต่ถ้าลุกมารักษา
อย่ายอมแพ้กับชะตา
เพราะว่าข้าคือคนจริง


หัวข้อ: กระดาษหน้าที่ 3
เริ่มหัวข้อโดย: Mouy (Again) ที่ 20 กรกฎาคม 2550, 10:09:53
ไม่รู้ว่ามีใครได้อ่าน forward mail นี้หรือยังนะคะ... น่าสนใจดีทีเดียวล่ะค่ะ...

วิธีใช้กระดาษหน้าที่สาม

ได้รับ ฟอร์เวิร์ด เมล ฉบับหนึ่ง ไม่ใช่ฉบับที่ขอซื้อ "ปาติหาน" ด้วยเงิน 80 บาท แต่เป็นเมลที่ต้องการกระดาษที่ใช้แล้วทั้งสองหน้า
เมื่อแรกที่เห็น.-เมลฉบับนี้ก็งงว่า ใครหนอจะสามารถเอากระดาษสองหน้าไปใช้ประโยชน์ได้อีก เลยลองถามคนรอบข้างว่า ถ้าจะเอากระดาษที่ใช้แล้วสองหน้าไปใช้อีกจะเอาไปทำอะไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ชั่งกิโลขาย พับถุงใส่กล้วยแขก ทำเปเปอร์มาร์เช่ พับนก ห่ออะไรที่ไม่ใช้แล้ว ฯลฯ มีใครคิดได้มากกว่านี้ดิฉันไม่รู้ แต่ไม่มีใครคิดถึงเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เลย
นัยยะสำคัญของเมลฉบับนี้ คือ ต้องการใช้ประโยชน์จากกระดาษหน้าที่สาม แปลกใจใช่ไหม เพราะกระดาษหนึ่งแผ่นก็จะมีแค่ด้านหน้ากับด้านหลัง แค่ได้ใช้กระดาษรีไซเคิลแทนการใช้กระดาษใหม่ก็นับว่าช่วยในเรื่องการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ คือ ต้นไม้ ได้มากโข
แต่นี่เป็นรีไซเคิลซ้อนรีไซเคิล ให้ได้ใช้ประโยชน์อีกต่อหนึ่ง ก่อนที่จะส่งไปชั่งกิโลขาย
ผู้ที่ร้องขอบริจาคกระดาษที่ใช้แล้วทั้งสองหน้า คือ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ทางมูลนิธิต้องการนำกระดาษที่ใช้แล้วทั้งสองหน้าไปใช้กับการเรียนการสอนภาษาเบลล์ของคนตาบอด ในเมื่อคนตาบอดมองไม่เห็นอะไรอยู่แล้ว กระดาษจะใช้แล้วไปมากน้อยขนาดไหน จะสีอะไรย่อมไม่มีผล เพราะทางสมาคมต้องการแค่ไปสอนภาษาเบลล์ให้คนตาบอดได้หัดเขียนหัดอ่านเท่านั้น
ถ้าใครช่วยได้ ส่งกระดาษที่คุณใช้แล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพดีไปได้ที่
มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
เลขที่ 420 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2354-8365
ช่วยกัน...ช่วยกัน เป็น "ปาติหาน" เล็กๆ น้อยๆ  

 :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 22 กรกฎาคม 2550, 12:05:39
สมาธิ สมาธิ ..

ลองอ่านกระทู้นี้ครับ

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=26763

 :o


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: yungying ที่ 22 กรกฎาคม 2550, 23:13:42
:D  :D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 26 กรกฎาคม 2550, 10:39:30
ให้พี่ Bekamon เห็นร่ำ ๆ ว่าอยากรู้ทำไมถึงแต่งงาน ... แสดงว่า ท่าทางพี่ bekamon กำลังจะแต่งงาน  :lol:

 
อ้างถึง   

นำมาฝากสำหรับคน  จะสละโสด



ความเชื่อ 10 อย่างเกี่ยวกับการแต่งงาน



ก่อนที่จะเริ่มความสัมพันธ์ถึงขั้นแต่งงานกันนั้น
ลองมองความเชื่อเก่าๆและ
วิเคราะห์ดูสักหน่อยว่าเป็นอย่างไร
ทำไมคนที่แต่งงานแล้วถึงได้หย่าร้างกันมาก
นัก



1. ความเชื่อ :
ผู้ชายได้ประโยชน์มากกว่าผู้หญิงเมื่อแต่งงานกันแล้ว

ความจริง :
จากที่มีการวิจัยศึกษามาแล้วพบว่า
ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบ
แม้ว่าแต่ละคู่จะใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน
แต่เมื่อแต่งงานพวกเขา
ก็จะมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น ... มีความสุขขึ้น
สุขภาพดีขึ้นแถมยังอาจจะรวยขึ้นอีกต่างหาก
ฝ่ายสามีโดยมากจะได้ประโยชน์เรื่องสุขภาพที่ดีขึ้นส่วนฝ่ายภรรยานั้นแน่นอน ... ทางด้านการเงิน

2. ความเชื่อ :
การมีบุตรทำให้ชีวิตแต่งงานได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นและเพิ่มความสุข
ให้ชีวิตแต่งงานด้วย

ความจริง :
และจากหลายๆการวิจัยพบว่า
บุตรคนแรกจะทำให้ช่องว่างระหว่างแม่และพ่อ
ห่างกันขึ้นและเพิ่มความกดดันให้แก่กัน
ด้วยความที่เป็นมือใหม่ในการเลี้ยงลูก
แต่อย่างไรก็ตาม
การที่มีบุตรทำให้อัตราการหย่าร้างนั้นลดน้อยลง

3. ความเชื่อ :
ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่คือโชคและความรักที่แสนโรแมนติก

ความจริง :
นอกเสียจากโชคและความรักแล้ว
สิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตคู่ที่จะนำไป
สู่การใช้ชีวิตที่ยาวนานร่วมกันคือความเป็นมิตรความเป็นเพื่อน
เพราะหลังจากการแต่งงาน
ต่างฝ่ายต่างต้องทำงานหนัก
ต้องเสียสละและข้อสัญญาต่างๆ
คู่ที่มีความสุขที่สุดก็คือคู่ที่รักกันเป็นดั่งเพื่อน
สามารถแชร์ในทุกๆเรื่องและมีความสนใจในสิ่งเดียวกัน
ทำให้มีความเข้าใจกันได้ดี

4. ความเชื่อ :
ผู้หญิงที่มีการศึกษายิ่งสูง
ยิ่งทำให้ได้แต่งงานช้าลง

ความจริง :
จากการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้
ผู้หญิงที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้
แต่งงานไปมากกว่าคนที่ไม่จบการศึกษา
ความจริงๆแล้วผู้หญิงยิ่งมีการศึกษาจะยับยั้งเรื่องการใช้ชีวิตคู่มากขึ้น
และเลือกที่จะอยู่เป็นโสดกันมากขึ้น ... นั่นเอง

5. ความเชื่อ :
คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานและดูใจศึกษากันก่อนจะมาอยู่กันจริง
มีความพึงพอใจในคู่รักและทำให้รักกันได้ยาวนานยิ่งกว่าคู่ที่แยกกันอยู่

ความจริง :
หลายๆการวิจัยที่พบว่าคู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานจะมีความพึงพอใจ
กันน้อยลงและโอกาสที่จะหย่าร้างหรือเลิกรากันไปมีสูงขึ้น
เหตุผลหนึ่งก็คือ
เมื่อมีปัญหามักจะเพิ่มปัญหากันเข้าไปอีก
และทัศนคติในการจะใช้ชีวิตแต่งงานด้วย
กันก็จะเป็นเรื่องที่ยากอยู่สักหน่อย
หากการอยู่กินด้วยนั้นไม่สามารถจะแก้ปัญหาต่างๆเมื่อพบได้
และไปใช้ชีวิตหลังแต่งงานด้วยกันปัญหาก็มักจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

6. ความเชื่อ :
ผู้คนไม่สามารถที่จะคาดหวังได้ว่าจะอยู่ด้วยกันหลังแต่งงานไปได้
ตลอดชีวิตเหมือนที่เคยคิดเอาไว้
เพราะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมามากพอ

ความจริง :
คนในยุคปัจจุบันแต่งงานกันช้าที่อายุมากขึ้นกว่าสมัยก่อนและการใช้
ชีวิตอิสระเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการกันมากขึ้น
เมื่อได้เห็นได้รู้จักกันมากขึ้น ... ก็เกิดความเบื่อ
ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มักจะมองหาสิ่งใหม่ๆให้เรียนรู้อยู่เสมอ
ครึ่งหนึ่งของการหย่าร้างใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาได้ 7 ปี

7. ความเชื่อ :
การแต่งงานทำให้ผู้หญิงเสี่ยงกับความรุนแรงในครอบครัวมากกว่า
เมื่อตอนที่เป็นโสด

ความจริง :
เป็นดั่งเช่นว่า
การจดทะเบียนสมรสนั้นเป็น
"ใบอนุญาตในการทำร้ายร่างกาย"
จากการสำรวจพบว่าคู่ที่แต่งงานกันแล้วมักมีปัญหาที่รุนแรงมากกว่าก่อนที่จะ
แต่งงานกันเสียอีก
และโดยมากแล้วหากสามีทำร้ายภรรยาก็จะไม่พบการรายงานหรือแจ้งความใดๆ
เหตุผลหนึ่งที่เกิดความรุนแรงขึ้นเพราะฝ่ายชายมักจะต้องดูแลให้ฝ่ายหญิงกินดีอยู่ดีอยู่เสมอ
ทำให้เกิดความขัดแย้งกันและเมื่อเกิดความรุนแรงในครอบครัวขึ้น
ผู้หญิงมักจะคิดเรื่องการหย่าร้างมากขึ้น

8. ความเชื่อ :
คู่ที่แต่งงานแล้วจะมีเซ็กซ์กันน้อยลงกว่าตอนที่ยังเป็นโสดกันอยู่

ความจริง :
คู่ที่แต่งงานกันแล้วจะมีทั้งเซ็กซ์ที่มากขึ้นและดีขึ้นอีกด้วย
ไม่เพียงแต่มีเซ็กซ์ได้บ่อยขึ้นแต่พวกเค้ายังสนุกไปกับมัน
ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

9. ความเชื่อ :
คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานก็เหมือนแต่งงานนั่นแหละ
เพียงแค่ ... ไม่มี"ใบสมรส"

ความจริง :
คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานมักไม่ได้รับสิ่งที่คู่แต่งงานได้รับ
ทั้งทางสุขภาพ ฐานะ และความรู้สึก
และด้วยความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในความรักจึงไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้น
เพราะถึงอย่างไรผู้หญิงก็ยังเป็นนางสาวเมื่อเลิกร้างกับฝ่ายชายนั่นเอง

10. ความเชื่อ :
เพราะว่ามีอัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้น
คู่ที่รักกันอย่างมีความ
สุขหลังแต่งงานทำให้พวกเขาไม่คิดหย่าร้างไม่ว่าการแต่งงานนั้นจะเป็นอย่างไร

ความจริง : เมื่อสมัย 20 - 30 ก่อนนั้น
จะมีความเครียดในการงาน และข้อขัดแย้ง
มากมายในการแต่งงาน
ทำให้คู่รักมักจะคิดหย่าร้างกัน
แต่ในปัจจุบันคู่รักโดยมาก
มักจะคบหาดูใจกันนานหลายปีจนมีความมั่นใจในคู่ของตน
และมีหน่วยงานที่คอยช่วย
เหลือสำหรับผู้หญิงที่มีปัญหา
ในการตอบคำถามและช่วยในด้านจิตใจ

อย่างไรก็ตาม
การแต่งงานคือการตัดสินใจของคนสองคน
การจะมีความสุขหรือไม่นั้นก็
ขึ้นกับคนเพียงสองคนที่จะมีความเข้าใจ
เห็นอกเห็นใจกันมากน้อยเพียงใด

จากคุณ : GABLIEL


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: too ที่ 26 กรกฎาคม 2550, 11:48:18
เพิ่งอ่านเรื่องนี้มา ได้ข้อคิดอะไรดีๆเหมือนกัน

ความสุขที่ถูกมองข้าม
พระไพศาล วิสาโล

คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผิน ๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล ่าง ๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว ่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ" ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่น ๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไป ด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?

คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว ่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด
แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่

แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้า ที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน
ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าส ิ่งที่ได้มาใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื ้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกันมีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบ ปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน
พูดอีกอย่างก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการ มี มีเท่าไรก็ยังอยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่ม ีอยู่เดิม บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา

    จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแ ต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา

ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง ๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นาน
ก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ? เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า
หรือซิดนีย์ดี

ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หาไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบ เทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใคร ๆ ก็นิยมใช้กัน

    นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้มีแฟนที่ดี ก็ยังไม่พอใจ เพราะรู้สึกว่าแฟนของคนอื่นสวยกว่า หล่อกว่า หรือเอาใจเก่งกว่า แม้มีลูกที่น่ารัก ก็ยังไม่พอใจเพราะรู้สึกว่าสู้ลูกของคนอื่นไม่ได้ แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา
    การมองแบบนี้ทำให้ "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง


ไม่มีอะไรที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ

บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น
แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้ ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจากสิ่งที่ มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้ กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข

สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการ ไม่มี นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้

เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการ ให้ และ การ ไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง

ที่มา http://www.biolawcom.de/?/article/231


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 26 กรกฎาคม 2550, 12:55:33
อารมณ์ประมาณ อยากมีกิ๊ก หลายคน ช่ายเปล่า  :D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 26 กรกฎาคม 2550, 13:12:12
อ้างจาก: "Max"
อารมณ์ประมาณ อยากมีกิ๊ก หลายคน ช่ายเปล่า  :D


ฮั่นแน่...แอบรู้และเข้าใจความรู้สึกคนอื่น อยางนี้พี่Maxต้องเคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนแน่เลย 555


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: MahDee ที่ 26 กรกฎาคม 2550, 15:22:48
ได้ข้อคิดดี ดี ครับ  :wink:

จะสุขหรือทุกข์ อยู่ที่ตัวเอง...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: yungying ที่ 26 กรกฎาคม 2550, 15:51:52
อ้างจาก: "MahDee"
ได้ข้อคิดดี ดี ครับ  :wink:

จะสุขหรือทุกข์ อยู่ที่ตัวเอง...


เห็นด้วยอย่างยิ่ง :D  :D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 26 กรกฎาคม 2550, 16:34:47
Nong Sharp,
your text is...excelllent!
applaud!
p.nn(married)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 26 กรกฎาคม 2550, 23:16:54
นั่งฝังวิทยุในรถ ...

คอนโด โครงการนี้น่าสนใจดีเหมือนกัน  :o

เขาบอกว่า ผ่อนเริ่มต้น 4 พันกว่าบาท ... (ราคาถูกสุดของโครงการล่ะนะ ... 1.49 ล้านบาท)

แต่ดู Floor Plan แล้วน่าสนใจดี

http://www.ps-condo.com/ivyriver/ivycondo.wmv

http://www.ps-condo.com/ivyriver/location.html

วันที่ 4-5 ส.คน นี้ เขามี event กันอีกครั้ง  น่าไปดูเหมือนกัน ...

 :o


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 27 กรกฎาคม 2550, 10:55:54
ไอ้ชาร์ปมันถูกฝังในรถพร้อมวิทยุไปแล้ว..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 27 กรกฎาคม 2550, 12:02:28
555 หน่วยพิสูจน์หลักฐาน  :D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 08 สิงหาคม 2550, 13:24:30
เมื่อได้รับเมล์จากแพะมา และพี่อ่านเรื่องนี้เสร็จไม่รู้คนอื่นจะเหมือนพี่ปุ๊กมั้ย รู้แต่ว่า...ตัวเองน้ำตาไหลออกมาเอง...เพราะนั่นคือ สิ่งที่แม่พี่ทำกับพี่ในทุกๆ วันด้วยคำถามเดิมๆ...ตั้งแต่ได้รับ forward mail มาเสมอๆ เรื่องดี ดีนี้...ทราบซึ้ง กินใจที่สุด เลยอยากเอามาแบ่งปันค่ะ...ใกล้ถึงวันแม่แล้วพี่ก็เตรียมอะไรเล็กๆ น้อยๆ ส่งให้ท่านแล้วหล่ะ แม่บอกว่า ไม่ต้องการอะไรมากแค่ลูกเป็นคนดีของแม่ก็ภูมิใจและดีใจยิ่งกว่าของขวัญใดๆ แล้ว...


*************************************************************

>ก่อนอื่นต้องขออภัยสำหรับเจ้าของต้นเรื่อง มันอาจตอกย้ำความเจ็บปวดกับคุณในเรื่องนี้
>แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่ เพื่อตอกย้ำคนที่ได้ชื่อว่าลูกทุกคนให้หันกลับมาดูคนที่ส่งเสียคุณเลี้ยงดูคุณมาด้วยความเหนื่อยยาก

> วันนี้เราหันไปเหลียวท่านบ้างหรือเปล่า ก่อนจะไม่มีโอกาสดูแล เมื่อท่านจากเราไปแล้วการจัดงานใหญ่โตมันไม่มีประโยชน์อะไร เวลาท่านอยู่ทำไมไม่ทำ?
>ความรู้สึกของน้องคนหนึ่งที่บรรยายออกมาจากใจ ในขณะที่.... ผมก็เป็นเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป เรียน เที่ยว นอน กิน ดึกๆผมก็โทรคุยกับแฟนของผม ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของผม และผมก็เชื่อว่าใครๆเค้าก็ทำแบบนี้กัน

>'จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวรื้อยาง '
>'กิน
>กับอะไรบ้าง แล้วตอนกินตัวเองคิดถึงเค้ามั้ยเนี่ย'
>'รู้มั้ยตัวเอง ถ้าเค้า
>เป็นผีเนี่ย เค้าอยากเป็นกระสือที่รักจะได้เห็นใจไง'
>'ตัวเองวางก่อนดิ ก่อน
>ดิ'
>
> ประโยคต่างๆที่ผมได้คิดและคัดสรร เตรียมพร้อมมาต่างๆก่อนโทร ผมยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนดึกไปกับการคุยโทรศัพท์ ระยะเวลาอันผมได้ใช้ไปในแต่ละครั้งนั้น พอรู้สึกอีกทีก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่ผมก็ไม่ชอบนะ หากใครจะมาว่าผมไร้สาระ ก็ไม่เห็นหรอคนส่วนใหญ่เค้าก็ทำกัน

>'เอ้อ เกือบลืมไปอีกอย่างกิจวัตรอีกอย่างนึงของผมก็คือ แม่ของผมมักชอบโทรหาผมทุกวัน'
>'ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง'
>'เย็นนี้กินข้าวอิ่มมั้ย'
>'วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง'
>'อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ '

>โธ่!คำถามเดิมๆ ผมก็ตอบไปแบบเดิมๆ แม่ผมก็ไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาผมเป็นประจำ
>โชคดีที่ผมพยายามตัดบทคุย ผมกับแม่น่ะคุยกันไม่กี่นาทีก็วางแล้ว ก็มันไม่มีอะไรจะคุยจะให้ผมทำยังไง จนกระทั่งวันนั้น

>' ตัวเองตอบเค้าได้รึยังว่ารักเค้ามั้ย'
>'เร็วๆสิ เค้ายังอุตส่าห์
>บอกรักตัวเองไปแล้วนะ '
>'แล้วยังจะใจร้ายไม่บอกรักเค้าอีกหรอ'
>
> ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกผมว่ามีสายซ้อน ผมมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อว่า 'Home'
>'โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย'
>
> ผมไม่สลับสายผม ผมยังคงคุยกับสุดที่รักของผมต่อไป เพราะผมรู้ว่า
> สิ่งที่แม่จะคุยกับผมก็คงเป็นประโยคเดิมๆ 'และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้ายที่ผมจะมีโอกาสฟังเสียงของแม่'
>
>หลังจากนั้นไม่นานทางญาติของผมโทรมาแจ้งผมว่า
>
>เมื่อคืนนี้บ้านของผมถูกขโมยเข้า และแม่ของผมขัดขืนและได้ต่อสู้กับโจรจึง
>ถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง แม่เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
>ญาติของผมเล่าอีกว่า ตอนไปพบศพแม่นั้น ในมือของแม่กำโทรศัพท์ไว้แน่นและเบอร์โทรออก
> ล่าสุดของเธอไม่ใช่โทรแจ้งตำรวจหรือเรียกรถพยาบาลแต่แม่เลือกที่จะโทรหา 'ผม' สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม่ผมเลือกที่จะทำคือ โทรศัพท์หาผมเพื่อฟังเสียงของผม
>
>วินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลอาบแก้ม ผมพูดอะไรไม่ออก มือและตัวของผมสั่น
>วันนั้นผมเลือกที่จะคุยกับแฟนผม ดีกว่าที่จะคุยกับแม่ของผม
>
>ผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่คุยกับผมเป็นคนแรกในชีวิต
>ผู้หญิงคนเดียวที่ผมสามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา โดยที่ผมไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ
>ไม่ต้องกังวลว่าเธอจะประทับใจหรือไม่ ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ
>คนเดียวในโลกที่โทรมาหาผมเพียงแค่ฟังผมพูดประโยคเดิมๆ
>คนเดียวในโลกที่ไม่ว่าโทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่นแพงแค่ไหนก็ยังโทรหาผม
>'และคนเดียวในโลกที่เลือกคุยกับผมในวินาทีสุดท้ายในชีวิต'
>
> ในบางครั้งประโยคที่ว่า 'ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว' มันก็ไม่เป็นความจริง
>'เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว'

> อาจเป็นเพราะเวรกรรมของผม
>หลังจากนั้นไม่นานแฟนผมที่ผมใช้เวลาคุยกับเธอวันหลายๆชั่วโมงคุยกับเธอก็ทิ้งผมไป
>วันนี้ผมเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้นหลายๆอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำมิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
>เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรับผลการกระทำของเราเอง
>'เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไป'
>ทุกวันนี้ผมนั่งมองโทรศัพท์ รอที่จะตอบคำถามเดิมๆให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง
>แต่ผู้หญิงคนนั้นคงไม่มีอีกแล้ว

***********************************************************


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Dr.Poot ที่ 08 สิงหาคม 2550, 13:26:38
 :cry:  :cry:  :cry:  :cry: ซึ้งจังเลยค่า


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Dr.Poot ที่ 08 สิงหาคม 2550, 13:29:57
ซึ้งกันอีกเรื่องแล้วกันนะ

>>แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต 1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเกิดใน
>ครอบครัวยากจน ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึง
>เวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวม าให้ผมเพิ่มขึ้นอีก พร้อมทั้งพูดว่า"ลูกต้องกิน
>ข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม ่ไม่ค่อยหิว" นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม 2.
>เมื่อผม
>เติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ เพื่อว่าผมจะได้กิน
>อาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติ บโตของผม แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผม
>กิน ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้าง ๆผม แทะกิน เศษเนื้อปลาที่ติดอยู่
>ตามก้างปลาหลังจากที่ผมไ ด้กินเนื้อปลาไปแล้ว ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายาม
>แบ่งเนื้อปลาให้แม่ แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า "ลูกกินเถอะ...แม่ไม่
>ค่อยชอบกินเนื้อปลา" นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม 3. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้น
>มัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก
>ๆน้อย
>จากโรงงานมาทำที่บ้าน บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2...ผมยังเห็นแม่
>กำลังทำงาน "แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก"
>แม่ยิ้มกับผมพูดว่า "ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่เหนื่อย...นอนไม่หล ับ" ครั้ง
>ที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม 4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย
>แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจใ ห้ผม
>มันเป็นวันที่แดดร้อน
>มาก ๆ...แม่ต้องรอผมอยู่หลายชม. เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ เห็นแม่
>ผมมีเหงื่อออกท่วมตัว.. แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม ผมเห็นแม่
>รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อ น แม่พูดขึ้นว่า "ลูกดื่มเถอะ....
>แม่ยังไม่กระหายน้ำ" นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม 5. หลังจากที่พ่อผมล้ม
>ป่วยและเสียชีวิต คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจ ุนเจือ
>ครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมากขึ้นเ พียงไร
>คุณลุงที่
>อยู่ข้าง ๆบ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ....เช่นซ่อมแซม
>บ้า นที่ผุพัง..ฯลฯ เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงาน ใหม่
>แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย แม่พูดกับผมว่า
>"แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องความ
>รักอีก" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 5 แล้ว 6. ในทื่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ
>ผมอยาก
>ให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาด
>ทุกเช้า ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง ๆที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่ (ผม
>ต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงิน
>กลับคื นให้ผมอีก แม่พูดกับผมว่า
>"แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้าง
>ฐานะ" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 6 7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า.. ผมตัดสินใจเรียนต่อ
>ปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่ม ีชื่อเสียงในอเมริกา
>เมื่อผมเรียนจบก็ได้งาน
>ทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมา
>อยู่กับผมท ี่อเมริกา
>เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของ
>ชีวิต แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...บอกผมว่า "แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน"
>ครั้ง
>ที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม 8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ..
>ในที่สุดแม่ก็เป็น
>มะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โ รงพยาบาล ผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุด
>ที่รักทันที แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึง น้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อ
>เห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโ ทรมลงอย่างมาก แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม....
>พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวด
>ร้าวอย่างสุดฝืน จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว ผมโอบกอดแม่พร้อมกับ
>ร้องไห้ด้วยความสงสาร หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด แม่
>พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ "ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่
>ไม่รู้สึกเจ็บแล้ ว" นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แม่โกหก และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต
>ของแม่ที่โกหกผม แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มี
>วันกลับ หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง.........


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: portpatt ที่ 08 สิงหาคม 2550, 17:59:06
ชอบมากทั้งสองเรื่องเลยค่ะ ฝากเพลงมาให้ฟังกันด้วยนะค่ะ :)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 20 สิงหาคม 2550, 10:49:40
เอามาฝาก

รู้หรือไม่? ชาชนิดใดเหมาะกับเรา
 
 1. ผู้ที่ทำงานแบบใช้สมอง ต้องซีเรียสเครียดทั้งวัน หรือนักเรียนนักศึกษาที่ตรากตรำอ่านตำหรับตำราจนดึกดื่น ควรดื่ม ชามะลิ

2. ผู้ที่รักการออกกำลังกาย หรือทำงานที่ต้องใช้แรง เสียเหงื่อมาก เหมาะกับ ชาอูหลง

3. ผู้ที่ต้องผจญสูดดมอากาศเป็นพิษอยู่เสมอ อาทิ ผู้ที่ขับขี่หรือสัญจรไปมาด้วยรถจักรยานยนต์เป็นประจำ เหมาะกับ ชาเขียว

4. ผู้ที่ในแต่ละวันนั่งตัวติดกับเก้าอี้ ไม่ค่อยขยับเขยื้อนกายไปไหนเลย อีกทั้งปกติไม่ชอบออกกำลังกายด้วยแล้ว เหมาะอย่างยิ่งกับ ชาเขียว หรือ ชาดอกไม้

5. ผู้ที่ชอบดื่มสุรา เครื่องดื่มมึนเมา ควรดื่ม ชาเขียว
6. ผู้นิยมรับประทานเนื้อสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ เหมาะกับ ชาอูหลง

7. ผู้ที่เข้าห้องน้ำแต่ละครั้งช่างทุกข์ทรมานเสียเหลือ เกิน แล้วยังมักท้องผูกเสมอๆ เหมาะกับ ชาผสมน้ำผึ้ง

8. ผู้ที่มีระดับคอเรสเตอรอลสูง ไขมันในเลือดสูง เหมาะที่จะดื่ม ชาอูหลงหรือชาเขียว

9. มนุษย์ยุคไฮเทคที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้ง วันทั้งคืน หากได้ดื่มชาเป็นประจำจะดีมากๆ (ชาอะไรก็ได้ทั้งนั้น) เช่น ว่างเมื่อไหร่ก็คว้าแก้วน้ำชาข้างมือยกมาดื่มสักอึกสองอึกแก้กระหาย จะช่วยป้องกันรังสีที่แผ่ออกมาจากเครื่อง อีกทั้งช่วยคลายเส้นคลายกระดูก ลดความอาการอ่อนเพลียได้อย่างชะงัดนักแล


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 20 สิงหาคม 2550, 11:25:12
สำหรับผู้ที่ต้องการความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ
ขอแนะนำให้ดื่ม ชา-เหลิม


ตาแคม  :x


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 25 สิงหาคม 2550, 19:19:43
http://www.dek-d.com/board/view.php?id=667696

กางเกงลิง
ที่มา
คอลัมน์รู้ไปโม้ด โดยน้าชาติ ประชาชื่น


พจนานุกรมฉบับมติชน นิยามศัพท์ "กางเกงลิง" ว่าหมายถึงกางเกงชั้นในรัดแนบเนื้อ ไม่มีขา เป็นภาษาปาก หรือภาษาพูด

เชื่อว่าน่าจะมาจากศัพท์ที่ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษใช้ด้วยกันว่า "ลิงเจอรี-lingerie" ที่แปลว่าชุดชั้นในสตรี

สมัยโบราณผู้หญิงไทยนุ่งโจงกระเบน เข้าใจว่าคงไม่มีการใส่กางเกงชั้นใน ต่อมาเมื่อรับกระโปรงแบบแหม่มมาสวมจึงเริ่มใช้ชุดชั้นในแบบแหม่มด้วย แต่นิสัยคนไทยชอบพูดย่อๆ จึงเรียกกางเกงชั้นในแบบแหม่มเพียงคำต้นของ ลิงเจอรี ว่ากางเกงลิง
 :shock:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mouy (Again) ที่ 28 สิงหาคม 2550, 00:50:22
สวัสดีคร้าบบบบ.............. หายไปนาน... และก็โผล่มาเสียที..... :lol:   ได้มาจากบอร์ดของเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกัน ซึ่งเค้าก็ได้มาจาก forward mail อีกที... เรื่องราวมีดังว่า.............


คำถามสามข้อของจักรพรรดิ์


นานมาแล้ว จักรพรรดิ์องค์หนึ่ง ทรงแสวงหาปรัชญาในการดำเนินชีวิต
ท่านต้องการปัญญา เพื่อใช้ในการปกครอง และควบคุมดูแลตัวท่านเอง
ศาสนาและหลักปรัชญาในสมัยนั้นยังไม่เป็นที่พอใจของท่าน
ท่านจึงแสวงหาปรัชญาจากระสบการณ์ชีวิต
ในที่สุด ท่านตระหนักว่า ท่านต้องการคำตอบสำหรับปัญหาพื้นฐานเพียงสามข้อเท่านั้น
ท่านจะได้การนำทางที่ชาญฉลาดทั้งหมดที่ท่านต้องการจากคำตอบเหล่านั้น
คำถามเหล่านั้นคือ


๑.เวลาที่สำคัญที่สุดคือเวลาใด?
๒.บุคคลที่สำคัญที่สุดคือใคร?
๓.สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำคืออะไร?


หลังจากการค้นหายาวนาน ซึ่งถ้าจะให้เล่าต้องใช้เวลานานมาก
ท่านได้คำตอบทั้งสาม เมื่อได้ไปเยี่ยมฤาษีท่านหนึ่ง
โยมคิดว่าคำตอบเหล่านั้นคืออะไร?
โปรดอ่านทวนปัญหาอีกครั้ง หยุดคิดก่อนที่โยมจะอ่านต่อไป


เราทุกคนรู้คำตอบของปัญหาแต่แรก แต่เรามักจะลืมเสมอ
แน่นอนว่า เวลาที่สำคัญที่สุด ก็คือ "ปัจจุบัน" มันเป็นเวลาเดียวจริงๆที่เรามีอยู่
ดังนั้นถ้าเราอยากจะบอกพ่อแม่ว่าเรารักท่านเพียงใด
เราซึ้งใจเพียงใดที่ได้เป็นลูกของท่าน
ก็จงทำเสียบัดนี้
ไม่ใช่พรุ่งนี้
ไม่ใช่อีกห้านาทีข้างหน้า

ถ้าโยมอยากจะขอโทษคู่ชีวิตของโยม
ก็ไม่ต้องเริ่มคิดหาเหตุผลร้อยแปดว่าไม่น่าจะต้องทำหรอกนะ
จงทำเสียเดี๋ยวนี้เลย
โอกาสมันอาจจะไม่หวนกลับมาอีกแล้วก็ได้
จงคว้ามันไว้เสียเดี๋ยวนี้


คำตอบสำหรับข้อที่สองนี้ลึกซึ้งยิ่ง
น้อยคนนักที่จะเดาคำตอบถูก
อาตมาได้อ่านคำตอบนี้เมื่อยังเป็นนักเรียน
มันทำเอาอาตมามึนไปหลายวัน
เพราะมันลึกซึ้งเกินกว่าที่อาตมาจะคาดคิด
คำตอบเป็นดังนี้
บุคคลที่สำคัญที่สุด
คือบุคคลที่เรากำลังอยู่ด้วย


อาตมายังจำได้ถึงครั้งที่เรารวบรวมความกล้า
เข้าไปหาองค์ปาฐกผู้มีชื่อเสียงมากเพื่อจะถามคำถามเป็นการส่วนตัว
แล้วอาตมารู้สึกแปลกใจและปลื้มใจมากที่ท่านตั้งใจฟังอาตมาอย่างเต็มที่
มีโปรเฟสเซอร์คนอื่นๆ รอที่จะพูดกับท่านอยู่
อาตมาเป็นเพียงนักศึกษาผมยาวคนหนึ่งเท่านั้น
แต่ท่านทำให้อาตมารู้สึกว่าอาตมามีความสำคัญ
มันแตกต่างกันอย่างมหาศาลทีเดียว
การสื่อสารและความรักจะสามารถแบ่งปันกันได้
เมื่อคนที่เราอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เป็นคนที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับเรา ณ เวลานั้น
เขาจะรู้สึกได้ เขาจะเข้าใจได้ และเขาจะตอบสนองเรา


สามีภรรยามักจะบ่นว่าคู่ครองของเขาไม่เคยฟังเขาเลย
เขาตั้งใจจะบอกว่าคู่ครองของเขาไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าเขายังมีความหมายใดๆเหลืออยู่
ทนายจัดการเรื่องหย่าร้างคงต้องหางานใหม่แน่ๆ ถ้าทุกๆคนที่มีความสัมพันธ์ต่างระลึกได้
ถึงคำตอบของคำถามข้อที่สองของจักพรรดิ์และนำมาปฏิบัติ
แม้ว่าเราเหนื่อยและยุ่งเพียงใดก็ตาม เมื่อเราอยู่กับคู่ครอง
เราจะทำให้เขารู้สึกราวกับว่า เขาเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในโลก

คำตอบของคำถามข้อที่สามของจักรพรรดิ์ที่ว่า "สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องทำคืออะไร?"
คือการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยความเมตตากรุณา (to care)
ในภาษาอังกฤษคำว่า"to care" เป็นที่รวมของคำอีกสองคำ
คือ 'careful' ซึ่งมีความหมายทางด้านสติและการระมัดระวัง
และ 'caring' ซึ่งมีความหมายทางด้านความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
คำตอบนี้แสดงว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจเรา
ก่อนที่จะขยายความด้วยการเล่านิทานหลายเรื่อง


อาตมาขอสรุปคำถามสามข้อของจักรพรรดิ์พร้อมคำตอบอีกครั้ง

๑.เวลาที่สำคัญที่สุดคือเวลาใด? : ปัจจุบัน
๒.บุคคลที่สำคัญที่สุดคือใคร? : ผู้ที่เราอยู่ด้วย
๓.สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำคืออะไร? : to care

...

คัดมาจากบางตอนในหนังสือ ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า
โดยพระอาจารย์พรหม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 28 สิงหาคม 2550, 08:22:36
คิดถึงพี่หมวยจางงงงงงงง

ตาแคม  :oops:  :oops:  :P  :D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: mmwindoo_79 ที่ 29 สิงหาคม 2550, 10:31:42
คิดถึงพี่หมวย ไม่จืดจางงงงงงงง


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 29 สิงหาคม 2550, 15:32:51
คิดถึ๊งงงง..คิดถึง..มามะ..จุ๊บ จุ๊บ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: audit ที่ 29 สิงหาคม 2550, 17:34:31
แหม มี่นานๆมาที ในบอร์ดกิ๊วก๊าวกันใหญ่เลย

งี้ต้องมาบ่อยๆหน่อยนะ

 :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 30 สิงหาคม 2550, 08:47:19
- ปรับภาษีบุหรี่ขึ้นอีก
- ต่อไปการประกันเงินฝาก จะรับประกันให้เพียง 1 ล้านบาท
สำหรับทุกๆ บัญชี ต่อ หนึ่งสถาบันการเงิน
- บริษัทประกันภัย ต้องเป็นบริษัทมหาชนให้ได้ภายใน 5 ปี
เก็บข่าวเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก

ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 30 สิงหาคม 2550, 09:58:48
ต่อไปจะดูที่อัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่ได้แล้วนะครับ

ต้องดูที่ความน่าเชื่อถือของแบงค์ด้วย

แต่ยังไงผมก็คงไม่มีเงินฝากเกิน 1 ล้าน อยู่ดีล่ะครับ  :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 07 กันยายน 2550, 13:21:33
> กลยุทธ์ดัดหลังแก๊งฉกมือถือ
> >มือถือทุกเครื่องมีเลขหมายเฉพาะตัว เพียงคีย์  *#06#
> >มือถือของคุณก็จะปรากฏตัวเลข 15 หลักบนจอ นี่แหละคือ Serial No.
> >ของเครื่องคุณ จงจดบันทึกและเก็บไว้ให้ดี ถ้าหากมือถือของคุณถูกขโมยไป
> >คุณก็นำหมายเลขนี้แจ้งให้ Mobile Service Provider ทราบ
> >เพื่อล็อกเครื่องไว้ แม้จะเปลี่ยนซิมการ์ดก็ไม่สามารถใช้เครื่องได้อีก
> >จริงอยู่ คุณอาจไม่มีโอกาสได้คืนมือถือ แต่คนที่ได้ไปก็ไม่มีประโยชน์
> >ถ้าทุกคนรู้ Serial No.ของตัวเอง การขโมยมือถือก็จะไม่มีความหมาย
> >จงบอกข้อมูลนี้ให้ทราบกันแพร่หลาย
> >โอกาสที่คนดีตกเป็นเหยื่อคนร้าย(เฉพาะมือถือ)ก็จะลดน้อยลง
> >หวังว่าสิ่งนี้จะช่วยให้สังคมน่าอยู่กว่าเดิม

ที่มา : forward mail

ตาแคม  :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 12 กันยายน 2550, 00:08:46
พี่หมวยยยยยยยยยยยยยยยย


คิด ฮอด คือ กัน เด้อลา...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 12 กันยายน 2550, 00:11:37
is nong Muey men or women??
p.gatuey


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 21 กันยายน 2550, 23:19:31
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=28142

 :wink:

น่าจะเป็นเรื่องดีนะ เลยเอามาฝาก


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 02 ตุลาคม 2550, 09:23:12
(http://i210.photobucket.com/albums/bb214/pukbass/Pook/image001.gif)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 05 ตุลาคม 2550, 17:06:25
Positive Thinking, Positive Life

เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต

เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ
(perfectionist)

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง

เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความเป็นอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง

เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสอบที่ว่า
"มารไม่มีบารมีไม่เกิด"

เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม "ในวิกฤตย่อมมีโอกาส"

เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต

เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์
Internal Virus Database is out-of-date.


^
^
^
มีคนเขา forward มาให้


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 09 ตุลาคม 2550, 10:11:40
ดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ดีอย่างไร? .....ไม่เสียหาย น่าลองดู .......อย่างมากก็ฉี่บ่อย.......แล้วก็อย่าให้ท้องแตกหรือเกินกำลังตัวเองแล้วกัน......


         การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะเพื่อรักษาสุขภาพที่ดี ในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้เป็นที่นิยมการดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟัน) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าน้ำ สามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคได้ เราสามารถใช้น้ำเพื่อบำบัดรักษาโรคได้หลายโรค มีการพิสูจน์จนยอมรับว่าสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100%  (ค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็วโรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไต และยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆโรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวง โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง และรอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก

วิธีการรักษาปฏิบัติดังนี้
1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)
2. หลังจากนั้นสามารถแปรงฟันและล้างหน้าได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไรจนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ
3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที  ต้องไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานเลย จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป
............งง.........เป็นอันว่าท้องว่าง ก็แล้วกันที่กินน้ำจำนวนมาก ดูเหมือนจะอ่านเจอว่ากินพร้อมอาหาร น้ำจะไปเจือจาง อะไรสักอย่างทำให้มีผลเรื่องการย่อย ......คิดอย่าง...ธรรมชาติที่สุด ก็คือหลังอาหารจิบแก้กระหายนิดหน่อย ...... ถ้าจำนวนมากที่ว่าจะรักษานี้ก็น่าจะต้องตอนท้องว่าง   อย่างว่าไม่เสียหายอะไร ระวังอย่าให้ท้องแตกแล้วกัน กระเพาะคนเราน่าจะไม่เท่ากัน ประมานให้เหมาะกับตัวเองเป็นดีที่สุด.......
4. ผู้ป่วย หรือ คนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ขอให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว

ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าวจะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆ  เบาและหายขาดได้ในที่สุด วิธีนี้ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษาทำให้หายได้ภายในเวลาดังนี้
1. โรคความดันโลหิตสูง          30 วัน
2. โรคกระเพาะ                    10 วัน
3. โรคเบาหวาน                    30 วัน
4. โรคท้องผูก                      10 วัน
5. โรคมะเร็ง                      180  วัน 6. โรควัณโรค                      90  วัน

สำหรับโรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน ในสัปดาห์แรกให้ปฏิบัติทุกวัน วิธีรักษาแบบนี้ไม่มีผลเสียแต่อย่างใด เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น และหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 09 ตุลาคม 2550, 17:22:52
 
อ้างถึง   

พ่อกับแม่ ไม่มีทอง จะกองให้
จงใฝ่ใจ พากเพียร เรียนหนังสือ
หาวิชา ความรู้ เป็นเครื่องมือ
เพื่อยึดถือ ไว้ใช้ จนวันตาย
  พ่อกับแม่ มีแต่ จะแก่เฒ่า
จะเลี้ยงเจ้า จนชีวา นั้นอย่าหมาย
หาวิชา ความรู้ ไว้คู่กาย
ลูกสบาย แม่พ่อ ก็ดีใจ



พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เรื่องการศึกษาของพระราชโอรสพระราชธิดา


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 09 ตุลาคม 2550, 18:48:07
มีอยู่อันนึงชอบมากๆ

ปะ ไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้า เพราะจะได้เห็นทุกวัน

เด๋วพรุ่งนี้จะจดมาอ่ะ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 09 ตุลาคม 2550, 18:58:22
อ้างจาก: "apirat"
สำหรับผู้ที่ต้องการความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ
ขอแนะนำให้ดื่ม ชา-เหลิม
ตาแคม  :x


Nong sweet eyes,
don't confuse me! do you mean"ชา-เหลิม"?
or do you mean"ชา-หลิม"??
p.nn


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 09 ตุลาคม 2550, 19:00:35
อ้างจาก: "ชาร์ป"
 
อ้างถึง   

พ่อกับแม่ ไม่มีทอง จะกองให้
จงใฝ่ใจ พากเพียร เรียนหนังสือ
หาวิชา ความรู้ เป็นเครื่องมือ
เพื่อยึดถือ ไว้ใช้ จนวันตาย
  พ่อกับแม่ มีแต่ จะแก่เฒ่า
จะเลี้ยงเจ้า จนชีวา นั้นอย่าหมาย
หาวิชา ความรู้ ไว้คู่กาย
ลูกสบาย แม่พ่อ ก็ดีใจ



พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เรื่องการศึกษาของพระราชโอรสพระราชธิดา

that is the motto of my parents too...I miss them!
thanks nong Sharp...this one is comprehensive and brief...
p.ning does not have a concentration to read a long version kaaaa.
p.nn


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 09 ตุลาคม 2550, 19:02:24
Nong Lim,
how about coffee??
p.nn


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 10 ตุลาคม 2550, 20:23:25
:oops: ใครอยากลดน้ำหนักลองดู.......

.........รับประทานพวกธัญพืชติดต่อกัน 7 วัน...น้ำหนักลด 2 กิโลกรัม...

.....ธัญพืชติดต่อกัน 15 วัน...น้ำหนักลด 5 กิโลกรัม...

.....ลองดูนะครับข้าเจ้าลองแล้ว.....ลดได้จริงๆๆ....

....แต่ทรมานมากๆๆ.....กินอย่างเดียว..เน้นที่ความอดทน......หุๆๆ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 12 ตุลาคม 2550, 08:10:44
อ้างจาก: "นายป้อ"
:oops: ใครอยากลดน้ำหนักลองดู.......

.........รับประทานพวกธัญพืชติดต่อกัน 7 วัน...น้ำหนักลด 2 กิโลกรัม...

.....ธัญพืชติดต่อกัน 15 วัน...น้ำหนักลด 5 กิโลกรัม...

.....ลองดูนะครับข้าเจ้าลองแล้ว.....ลดได้จริงๆๆ....

....แต่ทรมานมากๆๆ.....กินอย่างเดียว..เน้นที่ความอดทน......หุๆๆ


เปลี่ยนจากกินธัญพืช มาเตะบอลทุกอาทิตย์แล้ววิ่งให้มันมากๆ หน่อย
น่าจะ work กว่านะไอ้กล้าม

ม่ายงั้น ก้อซักผ้า รีดผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน ทุกวัน (เหมือนได้หลิม)
รับรองเห็นผล

ตาแคม  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 12 ตุลาคม 2550, 09:02:33
อ้างจาก: "นายป้อ"
:oops: ใครอยากลดน้ำหนักลองดู.......

.........รับประทานพวกธัญพืชติดต่อกัน 7 วัน...น้ำหนักลด 2 กิโลกรัม...

.....ธัญพืชติดต่อกัน 15 วัน...น้ำหนักลด 5 กิโลกรัม...

.....ลองดูนะครับข้าเจ้าลองแล้ว.....ลดได้จริงๆๆ....

....แต่ทรมานมากๆๆ.....กินอย่างเดียว..เน้นที่ความอดทน......หุๆๆ


โอ้...เจ๋งมาก แต่คาดว่า ทำไม่ได้แน่ๆ...แต่จะลองอดทนดูนะ  :wink:

ปล.ป้อพี่นึกว่า เราใช้วิธีสลับรางให้วุ่น น้ำหนักจะลดลงเร็วซะอีก ก๊ากกกกกกกกกกกกก


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ลูกพิ้ง ที่ 12 ตุลาคม 2550, 11:06:50
อ้างจาก: "Max"
มีอยู่อันนึงชอบมากๆ

ปะ ไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้า เพราะจะได้เห็นทุกวัน

เด๋วพรุ่งนี้จะจดมาอ่ะ


 :shock: อะไรอ่ะ MAX จดมายัง...จะรออ่านน๊า :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 12 ตุลาคม 2550, 13:07:34
วันนี้เป็นเรื่องดีๆ ของตัวเองที่ตั้งแต่อยู่กรุงเทพมา 10 กว่าปียังไม่เคยได้เห็นปรากฏการณ์แบบนี้เลย อยากเอามาโชว์ แม้มันจะไม่ได้ดีเด่อะไร แต่ก็อยากบอกว่า ได้ดีใจมากที่ได้เห็นแบบนี้...

เมื่อคืนฝนตกหนักมาก คิดว่า น่าจะทั่วกทม. ตอนเช้าที่ตื่นมาก็ไปทำงานปกติ แต่ก็รู้สึกว่า อากาศเย็นๆ ขึ้นทางด่วนจากด่านบางนา แล้วลงที่อนุสาวรีย์ชัยฯ วันนี้นึกไงไม่รู้ไม่เลี้ยววกลอดใต้ทางด่วนเพื่อเข้าด้านหลังบริษัท...แต่เลือกจะตรงดิ่งเข้าพหลโยธินเพื่อเข้าด้านหน้าบริษัท แล้วก็แปลกนะ มีรถเราวิ่งลงคันเดี๊ยในเวลานั้น แถมตำรวจกันรถลงจากทางด่วนให้เลี้ยวซ้ายติดไฟแดงรอวิ่งไปทางพญาไท...แบบว่า จังหวะเหมาะมาก...นั่งๆ อยู่ตาก็เหลือบขึ้นไปบนสะพานลอย...แล้วพี่ก็ตาค้าง...เพราะมันจะมองเห็นตึกใบหยกสูงเสียดฟ้า...แล้วอะไรรู้มั้ย...ถ้าใครพักเมื่อเช้านี้นะ คงนึกว่าอยู่บนสวรรค์ เพราะก้อนเมฆมันปิดหลายส่วนของตึก มันลอยเป็นเมฆกลุ่มใหญ่มาก...(คล้ายทะเลหมอกนะ) แล้วเห็นแค่เสาและยอดของตึกใบหยก...เห็นแล้วมันตื่นเต้นมากสำหรับพี่เอง ที่อยู่กทม.มาตั้งนาน ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้...เลยหยิบมือถือมาถ่าย...มันอาจจะไกลนะ แต่ก็อยากให้คนอื่นๆ ที่ไม่เคยเห็นได้เห็นเหมือนพี่....ใครเคยเจอแบบนี้บ้างมั้ย บอกหน่อยนะคะ...


(http://i210.photobucket.com/albums/bb214/pukbass/12-10-07_0722.jpg)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 15 ตุลาคม 2550, 08:34:22
ชอบภาพชุดนี้มากๆ ได้มาจาก foward mail ครับ
ใครเป็นเจ้าของมิทราบ แต่อนุญาตมา post ให้หลายๆ คนได้ดูล่ะกัน

ตาแคม

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/t01.jpg)

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/t02.jpg)

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/t03.jpg)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 15 ตุลาคม 2550, 08:41:41
-----

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/t04.jpg)

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/t06.jpg)

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/t07.jpg)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 15 ตุลาคม 2550, 08:46:55
-----

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/t08.jpg)

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/t11.jpg)

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/t12.jpg)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 15 ตุลาคม 2550, 08:48:37
-----

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/t16.jpg)

ตาแคม  :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 15 ตุลาคม 2550, 10:25:21
ชอบภาพสุดท้ายว่ะ   ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 15 ตุลาคม 2550, 11:00:48
Forward ให้ผมได้หรือเปล่าครับ พี่ตา cam

...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 15 ตุลาคม 2550, 12:04:22
e-mail อะไรเด๋วส่งไปให้

ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 16 ตุลาคม 2550, 08:35:39
ไม่รู้จะโพสที่กระทู้ไหนดี...

ขอให้ในหลวงทรงหายจากอาการประชวรในเร็ววัน อยู่เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน.......ขอจงทรงพระเจริญ...


รักในหลวงมากคะ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 16 ตุลาคม 2550, 08:41:03
---ใครที่พอจะแวะผ่านไปที่ BTS อโศก เจออาม่า ก้อช่วยอุดหนุนกันหน่อยนะคะ พอดีเพื่อน(หล้า) forward mail มาให้ สงสารแกอะ ว่างๆจะแวะไปช่วยแน่นอน ---

 :cry:  :cry:  :cry:

วันนี้ขอ เอาขนมปังอาม่า มาให้ดูหน่อยค่ะ

 อาม่า อายุน่าจะสัก 65 up
 แต่ไม่รู้เท่าไหร่ เพราะไม่กล้าสัมภาษณ์แกมากนัก (เป็นโรคแพ้คนแก่)
 ที่ต้องนำมาแนะนำให้เพื่อนรู้จักกันก็เพราะว่า

 วันหนึ่ง อาม่าขายขนมปัง ตรงทางลงรถไฟฟ้าสถานี อโศก ตามปกติ
 แต่ที่ไม่ปกติก็คือ วันนั้น อาม่า ต้องยืนถือไม้เท้าคู่ใจของแก พร้อมกับ
หิ้วขนมปังใส่ถุงก๊อบแก๊บใบโต
 เร่ขาย ให้กับผู้คนรอบด้านที่เดินผ่าน
 คิดดูสิคะ คนที่จะกล้าซื้อขนมปังแกคงมีไม่เยอะ
นอกจากคนที่เคยอุตหนุนกันเป็นประจำ เพราะจากสภาพแล้วคนคงกลัวว่า
 ของจะไม่สะอาดบ้างหละ ไม่น่ากินบ้างหละ คุณภาพไม่ดีบ้างหละ
 เห็นแล้วก็อดสงสารแกไม่ได้
(ก่อนหน้านี้ผ่านเจอแกทุกวันแต่ยังไม่คิดจะซื้อเพราะเป็นโรคกลัวคนแก่)
 วันนั้น เลยเดินเข้าไปอุตหนุนขนมปังแกไป 4 ก้อน
 เลยได้ถามแกว่า
 B: อาม่า ทำไมวันนี้ อาม่าต้องมายืนขายด้วยหละ แล้วเก้าอี้หายไปไหน
 อาม่า: อ๋อ วันนี้เห็นเจ้าหน้าที่เค้ามาบอกว่า ห้ามนั่งขาย
เพราะมีผู้ใหญ่จะผ่าน

 คิดดูสิ เพราะผู้ใหญ่จะผ่าน ถึงขึ้นทำให้แกต้องยืนถือไม้เท้าเร่ขาย ใจดำจริง
ร้านแกก็ไม่ได้ทำให้กรุงเทพแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่สักเท่าไหร่

 มาต่อกันที่ ขนมปังอาม่า ดีก่า เดี๋ยวจะเสียอารมณ์
 ตอนแรกกะลังคิดอยู่ว่าจะเอาขนมปังไปแจก เพื่อนพี่น้อง ที่ออฟฟิตกิน
เพราะมันตั้ง 4 ก้อน และไม่รู้ว่าจะอร่อยไหม
 เพราะหน้าตาของขนมปังนั้นดูบ้านๆธรรมดา บรรจุในถุงแกง
ที่ถูกมัดปากถุงแบบที่แม่แบ่งขนมจากบ้าน ให้ไปโรงเรียนตอนสมัยอนุบาล
 แต่จากที่อาม่าจับขนมปังมัดใส่ถุงแบบนั้น ทำให้ ขนมปังของอาม่า สะอาด และนุ่ม
มากๆ (เพราะอาม่าขายอยู่ข้างถนน)
 พอได้กัดขนมปังเข้าไปรู้สึกได้เลยว่า โอ้แม่เจ้า!! นี้มัน อร่อยกว่า
แบรนด์ดังๆ หลายเจ้าเลยนะเนี้ย(แต่ไม่รู้ว่าอาม่ารับมาจากไหน หรือว่าทำเอง
เพราะเป็นโรคแพ้คนแก่)
 ที่สำคัญ กว่าความอร่อย ก็คือ ปริมาณที่ เกินราคา เพราะมันแค่ 10 บาท
แต่ใส้บานตะไท
 ขนมปังอาม่า มี หลายไส้มากๆค่ะ แต่ราคา 10-12 บาท
(ใส้กุ้งไม่รู้เท่าไหร่ไม่เคยซื้อเพราะใส่หัวหอมใหญ่)
 ถูกจนไม่รุ้จะถูกยังไง เพราะ ไส้เยอะ แป้งน้อย เหนียวนุ่ม
 เวลาเปิดขาย ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่ช่วง 8.30 - 10.00 น. ก็เห็นแกอยู่แล้ว
น่าจะมาเช้ากว่านั้น (วันจันทร์ ไม่ขาย, เสาร์-อาทิตย์ ไม่ทราบค่ะ)

 ใครผ่านไปแถวๆนั้น แวะช่วยแกอุตหนุนหน่อยนะคะ
เพราะแกจะต้องขายขนมปังให้หมดก่อนถึงจะกลับได้
 ขนาดวันที่เราไปทำงานสาย เกือบ 11 โมงแล้ว แกยังนั่งขายอยู่เลย
 บางวันเหลือเยอะๆ ก็ช่วยซื้อหมดไม่ได้ จะกินทุกวันก็มะไหวอีก ได้แต่ช่วยแก
2-3 ชิ้น ไปวันๆ(แต่รับประกันของแกอร่อยจริงๆ ไม่งั้นไม่กล้าแนะนำ)
 สุดท้าย ฝากทุกคนดูแลคนชรา ที่บ้านด้วยนะคะ

 ปล. ใครไปซื้อขนนมปังแล้วรักคนแก่ ฝากถามแกด้วยว่า ทำขนมเองหรือเปล่า
อร่อยมากๆ

 :cry:  :cry:  :cry:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 16 ตุลาคม 2550, 10:46:53
ไม่รู้เค้าเรียกว่าอะไรนะครับ ผมเรียกว่ากลอนแล้วกัน

คือไปเจอที่หนังสือพิมพ์มาอครับ อ่านแล้วก็ ... เลยตัดเก็บไว้ มาปะไว้ที่

หน้าตู้เสื้อผ้า เพราะคิดว่าต้องเห็นทุกเช้าก่อนออกจากห้องครับจะได้เตือนใจตัวเองครับ


"วันที่รอคอย"

วันก่อน .... หลายครั้งลูกบอกว่ามีงานใหญ่

วันั้น .... ไม่เป็นไรพ่อแม่ดูตัวเองได้

วันนี้ .... แค่พาหลานมาเยี่ยมบ้าง...ช่างชื่นใจ

วันหน้า .... หรือวันไหนที่เจ้ามา .... กราบหน้าเมรุ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 17 ตุลาคม 2550, 16:46:54
Subject: คำสอนของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

       สิ้นบุญพระอริยะสงฆ์ผู้เป็นแม่ทัพธรรมไปอีก 1 รูป หลังจากเราสูญเสียท่านพุทธทาส เมื่อไม่
นานมานี้
       วันนี้ น.ส.พ. คม ชัด ลึก ได้รวบรวมคำสอนบางส่วนของท่านปัญญานันทะภิกขุมาน้อมนำเพื่อ
เตือนสติพุทธศาสนิกชนให้ปฏิบัติตนตามแนวทางที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

      1. อยู่ได้นานก็เท่านั้นแหละ ไม่เกินร้อยปี ถึงเกินไปกว่านั้นก็จะต้องมีความแก่ แก่หง่อม แล้ว
ก็ต้องดับด้วยกันทั้งนั้น
      2. วันนี้มีเพื่อแก้ไขมิใช่แก้ตัว มัวเพ้อเจ้ออยู่ทำไม
      3. เพราะเราเกิดมาเพื่อหน้าที่ เราอยู่เพื่อหน้าที่ คือ อยู่เพื่องาน งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน
บันดาลสุข ฉะนั้น เราต้องทำงาน
      4. เมื่อจะพูดอะไร จะทำอะไร จะคิดสิ่งไร จะไปกับใครที่ไหน เราก็นึกเสียก่อนว่ามันถูก
หรือผิด ดีหรือชั่ว เสื่อมหรือเจริญ
       ทำแล้วจะได้ประโยชน์ หรือสูญเสียประโยชน์อย่างไร อย่างน ี้ เรียกว่า เราเดินตามพระ

      5. พระปิดตาไม่ได้มีไว้เพื่อฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก แต่มีเพื่อให้เรา ปิดตาจากสิ่งไม่ดี ปิดหูจาก
การฟังสิ่งที่ไม่ดี และปิดปากไม่พูดสิ่งที่ไม่ดี
      6. พระปางลีลามีไว้เพื่อเตือนว่า เราต้องเดินก้าวไปข้างหน้า อย่าหยุด ถ้ายังไม่ถึงที่หมาย
เราต้องก้าวต่อไป เราต้องทำงาน
       พระอยู่ในใจเรา เราต้องช่วยเหลือตัวเอง พระที่แขวนบนคอไม่สามารถช่วยเราได้
      7. การทำงานคือการพักผ่อน ทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงานเพื่ออะไร คนโง่ทำงานแล้วทุกข์
คนฉลาดทำงานแล้วสุข
      8. มีหน้าที่สอนต้องสอน ถ้าไม่สอนก็โง่ ทำแบบโง่ๆ เขามาแล้วกี่คนก็ต้องสอน 1 คนก็ต้อง
สอน
      9. ชีวิตคืออะไร...เกิดมาทำไม...อยู่เพื่ออะไร...ก่อนตายทำความดีเสียบ้าง...อย่าอยู่
กันไปแบบรกโลก...หนักแผ่นดิน ถึงจะมีราคา
      10. อยากให้ทุกคนเป็นคนดี คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี...และไปสู่สถานที่ดี
      11. เกิดมาชาติหนึ่ง...ตายก็ไม่เสียใจแล้ว...เพราะได้สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์...ตลอด
กาลนาน....
      12. ฉันเกิดมาเพื่องาน...อยู่เพื่องาน...ชีวิตเป็นงาน...งานคือชีวิต...ชีวิตคืองาน
บันดาลสุข...ทำงานให้สนุกเป็นสุขขณะทำงาน...ไม่หวังอะไร...ทำเพื่อให้...ไม่ได้เพื่อจะเอา...
      13. จงอย่าใช้ชีวิตอยู่ให้หนักบ้านเมือง...ทำชีวิตให้มีประโยชน์...ดำรงตนเป็นคนให้...ไม่
ใช่เป็นคนเอา...ถ้าทุกคนช่วยกันให้...บ้านเมืองก็เจริญ...แต่ถ้าคิดแต่จะเอา...บ้านเมืองก็ฉิบหาย
      14. มีทุกข์...มีปัญหาอย่าไปแก้ที่อื่น...ต้องแก้ที่ตัวเอง...ให้ใจตัวเองแก้ไขตัวเอง...ทำ
ตัวเองให้เจริญ...มีประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง...ไม่อยู่รกแผ่นดิน


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 21 ตุลาคม 2550, 23:17:50
 
อ้างถึง   

1. เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัทถะ หนีเทียว แล้วได้มีมีคนสนิทชวนไป ไหว้ เทพ

มีหญิงแก่ท่านนึง ร้องไห้ ไหว้เทพ เพื่อขอให้ลูกชาย ที่หายไป กลับมาเนื่องจาก สามีตาย และสะใภ้ ก็ทำอะไรไม่ค่อยได้

เจ้าชาย ก็คิดว่า ถ้าเทพมีอำนาจจริง เทพนั้นๆ ต้องใจร้ายมากๆ เพราะไม่ช่วยผู้คนที่มาอ้อนวอน ด้วยน้ำตา ที่มากมาย หลายพันปี น้ำตาที่หรั่งรินรวมกัน มากกว่ามหาสมุทร อันกว้างใหญ่ หรือว่า เทพนั้นๆ ไม่ได้มีอำนาจจริง แต่ผู้คนก็ยังมาอ้อนวอน ในเทพ ที่ไม่สามารถช่วยคนเหล่านั้นได้เลย

2. เมื่อครั้ง มีนายพราน ยิงธนูถูกนก ตกลงมา แต่ยังไม่ตาย แล้วเจ้าชาย ก็ไปเก็บนก มาปลอบ แล้วรำพึงว่า เราตัวใหญ่ขนาดนี้ หากโดนศรยังเจ็บมาก นกน้อย ตัวเล็กมาก โดนศร จะเจ็บขนาดไหน นายพรานช่างใจร้ายมาก เมื่อนายพรานมาพบ ก็ขอสิทธิ์ ว่านกที่ถูกยิงตก เป็นสิทธิ์ ของนายพราน แต่เจ้าชายไม่ยอม ด้วยเหตุผลที่ว่า ท่านเป็นผู้พรากชีวิต แต่เราเป็นผู้รักษาชีวิต ผู้พราชีวิต ย่อมไม่มีสิทธิ์ในชีวิต เราต่างหากทีเป็นผู้รักษาชีวิต ย่อมมีสิทธิ์ในชีวิตนั้น เรื่องนี้ร้อนถึง อำมาต ต้องเปิดประชุม ว่าใครจะเป็นผู้ได้สิทธิ์ ในนกตัวนั้น ปรากฎว่า เจ้าชายสิทธัทถะ ชนะ

3. เมื่อเจ้าชายเห็น เหล่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย ต่างค่อยๆกินกัน เป็นห่วงโซ่ไปเรื่อยๆ เจ้าชายก็รำพึงว่า ชีวิต นึง เกิดมา เพื่ออีกชีวิต นึง โลกเราก็เป็นเช่นนี้หนอ

ปล. เรื่องที่เล่าฟังจาก cd ไม่รับรองความถูกต้อง แต่ ชอบมักๆ


Copy เขามาอีกที ... :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 22 ตุลาคม 2550, 13:29:10
โอ้..ชอบรูปมั่กๆ..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 24 ตุลาคม 2550, 08:30:19
ชายชาวอินเดียคนหนึ่ง เดินเข้าไปในธนาคารกลางเมืองนิวยอร์ค
ถามหาเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ชายคนนี้บอกกับเจ้าหน้าที่สินเชื่อว่า
เขาจะต้องไปทำธุระที่ประเทศอินเดีย ประมาณ 2 สัปดาห์
ก็เลยจะขอกู้เงินสัก 170,000 บาท

เจ้าหน้าที่สินเชื่อบอกกับเขาว่า การกู้ยืมเงินจะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ดังนั้นชายชาวอินเดียยื่นกุญแจรถเฟอร์รารี่รุ่นใหม่ล่าสุด

ที่จอดอยู่หน้าธนาคาร พร้อมกับเสนอให้ใช้รถคันนี้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เจ้าหน้าที่สินเชื่อจึงตกลงให้กู้เงินโดยใช้รถค้ำประกัน

ผู้จัดการธนาคาร กับเจ้าหน้าที่สินเชื่อต่างก็ขบขันชายชาวอินเดีย
ที่เอารถเฟอร์รารี่ราคา 8,500,000 บาท มาค้ำประกันเงินกู้เพียงแต่ 170,000 บาท

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ธนาคารก็นำรถเฟอร์รารี่ขับเข้าไปจอดที่ลาดจอดรถชั้นใต้ดินของธนาคาร

สองสัปดาห์ผ่านไป ชายชาวอินเดียก็กลับมาที่ธนาคารพร้อมด้วยเงิน 170,000 บาท
และดอกเบี้ยอีก 500 บาท นำมาชำระคืนให้กับธนาคาร

เจ้าหน้าที่สินเชื่อพูดว่า 'ท่านครับ เรารู้สึกดีใจมากที่คุณจัดการธุระของคุณได้เสร็จเรียบร้อย
และการกู้เงินในครั้งนี้ก็เสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี แต่ผมสงสัยอะไรนิดหน่อย ตอนที่คุณไปแล้ว
เราได้เช็คประวัติของคุณดู ก็พบว่าคุณร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐีคนนึงเลย
แต่ทำไมคุณถึงต้องมากู้เงินกับเราแค่ 170,000 บาทด้วยล่ะครับ'

ชาวชาวอินเดียตอบกลับไปว่า 'ไม่มีที่ไหนในนิวยอร์คอีกแล้ว ที่ผมจะสามารถจอดรถ
ทิ้งไว้ได้ถึง 2 สัปดาห์
ด้วยเงินเพียง 500 บาท พร้อมกับความมั่นใจเต็มร้อยว่ารถผมจะไม่หาย'

ที่มา : Forward mail

ตาแคม  8)
ปล. เรื่องนี้อยากให้อ่านแนวความคิดเฉยๆ
แต่ในความเป็นจริงๆ มันรวยขนาดนั้น เป็นห่วงแค่รถเหรอเป็นไปไม่ได้
บ้านมันต้องมีของเยอะกว่านี้อยู่แล้ว และรวยขนาดนี้ที่บ้านต้องมีที่จอด
และก้อคนเฝ้าอยู่แล้น


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: mmwindoo_79 ที่ 24 ตุลาคม 2550, 15:37:24
ชาวอินเดียคนนั้นเป็นนักการเมือง!?


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 24 ตุลาคม 2550, 21:05:28
บทความเบาๆ พอจะใช้เป็นยากล่อมประสาทแด่ตัวข้าพเจ้าเอง :?  :!:  :?:
(พอดีเห็นว่าน่าสนใจ เลยก็อปเค้ามาจากเวบนึง)
http://mikkaze.spaces.live.com/blog/cns!671D38CB05A971D2!242.entry

ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน

รู้สึกอย่างนึงเลยว่า คนที่คิดประโยคนี้นี่คิดได้ไงกันฟระ โดนใจโจ๋อย่างแรงครับพี่น้อง...
        ความสุขชั่วเวียนธูป......ความทุกข์ชั่ววูบเทียน
ชีวิตจริงๆ มันก็เป็นเหมือนคำพูดนี้เปี๊ยบเลย เวลามีความสุขทำไม๊..ทำไมมันช่างผ่านไปเร็วนักนะ แต่พอมีทุกข์ปุ๊บ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง จนอาจตั้งตัวไม่ทัน แต่มันก็คือสัจธรรมของการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง
        เมื่อไหร่ที่มีความสุขเข้ามา จนจิตใจเบิกบานล่ะก็ จนบางทีจากที่นั่งๆอยู่อาจลอยจนหัวจะชนฝาเพดาน ....เคยเป็นกันมั้งมั้ย...(เราเคยรู้สึกแบบนี้มั่งป่าวหว่า) แต่พอทุกข์เท่านั้นแหละ เหมือนแผ่นดินจะแยก ฟ้าจะถล่ม ไม่ก็อยากรู้สึกว่าเมื่อไหร่อีโลกร้อนจะทำให้น้ำท่วมโลกซะทีนะ จะได้เลิกคิดให้ปวดสมอง....(เว่อร์ไปปะเนี่ย)
        แต่พอโตขึ้น ตอนนี้กลับขอเปลี่ยนความคิดซะใหม่ว่า เวลามีความสุขทีไร ต้องคอยระแวงกับตัวเองว่า ฮั่นแน่.....ต่างดาวจะมาบุกโลกแล้ว....ไม่ช่ายยยย มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นตามมาแน่นอน ทำจาย...ทำจาย...แล้วก็ยิ้มสู้เข้าไว้
          เพราะมันก็อยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวซะจริงๆ แต่ก็อยากบอกว่า เวลานั้นช่างมีค่านัก จะเก็บ จะถ่ายรูปไว้ จะอัดคลิบวีซีดี (ไม่ใช่หนัง...นะ) เพื่อให้จดจำอยู่ในร่องสมอง มันก็ดีไม่น้อย เพราะว่าเวลาทุกข์เมื่อไรจะได้มีเรื่องดีๆที่อยู่ในความทรงจำที่พอระลึกได้บ้าง จะได้บรรเทาความเครียดหรืออมทุกข์ให้หายไปหน่อยก็ยังดี
       ถ้าอย่างนั้นลองคิดในมุมใหม่ดีมั้ยล่ะ เพียงแค่เลื่อนมาแค่ 1มม. เท่านั้น.....
       ไม่ว่าจะมีความสุข หรือมีความทุกข์ จงคิดไว้ว่านั่นไม่ใช่ความสุขและไม่ใช่ความทุกข์ แต่มันคือสถานการณ์ธรรมดาที่เกิดขึ้นปกติ ที่พิสูจน์จิตใจของเรามากกว่า ให้แข้มแข็งขึ้น ให้แกร่งขึ้น แล้วอาจได้มุมมองใหม่ที่ดีกับชีวิตก็ได้ ดังนั้นในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตคุณ ไม่ว่ามันจะทำให้คุณยิ้มได้อย่างไม่มีเหตุผล หรือร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด แต่ในทุกๆสถานการณ์ ไม่มี 1+1 = 2 และในทุกๆสถานการณ์ ไม่ใช่สีขาวหรือสีดำ เพียงแต่ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมันมีตั้งหลายสี มีตั้งหลายมุมมอง เพียงแต่คุณมองมันในมุมมองแบบไหน เพราะทุกอย่างล้วนให้ประโยชน์และแง่คิดที่ดีกับชีวิตเสมอ
           .....เชื่อผมมั้ยล่ะ เพียงแค่เลี่อนไป 1 มม. เท่านั้น.


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 25 ตุลาคม 2550, 07:54:11
อ้างจาก: "Aj.O"
บทความเบาๆ พอจะใช้เป็นยากล่อมประสาทแด่ตัวข้าพเจ้าเอง :?  :!:  :?:
http://mikkaze.spaces.live.com/blog/cns!671D38CB05A971D2!242.entry

ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน

รู้สึกอย่างนึงเลยว่า คนที่คิดประโยคนี้นี่คิดได้ไงกันฟระ โดนใจโจ๋อย่างแรงครับพี่น้อง...
        ความสุขชั่วเวียนธูป......ความทุกข์ชั่ววูบเทียน
ชีวิตจริงๆ มันก็เป็นเหมือนคำพูดนี้เปี๊ยบเลย เวลามีความสุขทำไม๊..ทำไมมันช่างผ่านไปเร็วนักนะ แต่พอมีทุกข์ปุ๊บ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง จนอาจตั้งตัวไม่ทัน แต่มันก็คือสัจธรรมของการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง
        เมื่อไหร่ที่มีความสุขเข้ามา จนจิตใจเบิกบานล่ะก็ จนบางทีจากที่นั่งๆอยู่อาจลอยจนหัวจะชนฝาเพดาน ....เคยเป็นกันมั้งมั้ย...(เราเคยรู้สึกแบบนี้มั่งป่าวหว่า) แต่พอทุกข์เท่านั้นแหละ เหมือนแผ่นดินจะแยก ฟ้าจะถล่ม ไม่ก็อยากรู้สึกว่าเมื่อไหร่อีโลกร้อนจะทำให้น้ำท่วมโลกซะทีนะ จะได้เลิกคิดให้ปวดสมอง....(เว่อร์ไปปะเนี่ย)
        แต่พอโตขึ้น ตอนนี้กลับขอเปลี่ยนความคิดซะใหม่ว่า เวลามีความสุขทีไร ต้องคอยระแวงกับตัวเองว่า ฮั่นแน่.....ต่างดาวจะมาบุกโลกแล้ว....ไม่ช่ายยยย มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นตามมาแน่นอน ทำจาย...ทำจาย...แล้วก็ยิ้มสู้เข้าไว้
          เพราะมันก็อยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวซะจริงๆ แต่ก็อยากบอกว่า เวลานั้นช่างมีค่านัก จะเก็บ จะถ่ายรูปไว้ จะอัดคลิบวีซีดี (ไม่ใช่หนัง...นะ) เพื่อให้จดจำอยู่ในร่องสมอง มันก็ดีไม่น้อย เพราะว่าเวลาทุกข์เมื่อไรจะได้มีเรื่องดีๆที่อยู่ในความทรงจำที่พอระลึกได้บ้าง จะได้บรรเทาความเครียดหรืออมทุกข์ให้หายไปหน่อยก็ยังดี
       ถ้าอย่างนั้นลองคิดในมุมใหม่ดีมั้ยล่ะ เพียงแค่เลื่อนมาแค่ 1มม. เท่านั้น.....
       ไม่ว่าจะมีความสุข หรือมีความทุกข์ จงคิดไว้ว่านั่นไม่ใช่ความสุขและไม่ใช่ความทุกข์ แต่มันคือสถานการณ์ธรรมดาที่เกิดขึ้นปกติ ที่พิสูจน์จิตใจของเรามากกว่า ให้แข้มแข็งขึ้น ให้แกร่งขึ้น แล้วอาจได้มุมมองใหม่ที่ดีกับชีวิตก็ได้ ดังนั้นในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตคุณ ไม่ว่ามันจะทำให้คุณยิ้มได้อย่างไม่มีเหตุผล หรือร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด แต่ในทุกๆสถานการณ์ ไม่มี 1+1 = 2 และในทุกๆสถานการณ์ ไม่ใช่สีขาวหรือสีดำ เพียงแต่ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมันมีตั้งหลายสี มีตั้งหลายมุมมอง เพียงแต่คุณมองมันในมุมมองแบบไหน เพราะทุกอย่างล้วนให้ประโยชน์และแง่คิดที่ดีกับชีวิตเสมอ
           .....เชื่อผมมั้ยล่ะ เพียงแค่เลี่อนไป 1 มม. เท่านั้น.


ดีจัง

ตาแคม  :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 25 ตุลาคม 2550, 08:17:40
อ้างจาก: "Aj.O"
บทความเบาๆ พอจะใช้เป็นยากล่อมประสาทแด่ตัวข้าพเจ้าเอง :?  :!:  :?:
http://mikkaze.spaces.live.com/blog/cns!671D38CB05A971D2!242.entry

ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน

รู้สึกอย่างนึงเลยว่า คนที่คิดประโยคนี้นี่คิดได้ไงกันฟระ โดนใจโจ๋อย่างแรงครับพี่น้อง...
        ความสุขชั่วเวียนธูป......ความทุกข์ชั่ววูบเทียน
ชีวิตจริงๆ มันก็เป็นเหมือนคำพูดนี้เปี๊ยบเลย เวลามีความสุขทำไม๊..ทำไมมันช่างผ่านไปเร็วนักนะ แต่พอมีทุกข์ปุ๊บ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง จนอาจตั้งตัวไม่ทัน แต่มันก็คือสัจธรรมของการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง
        เมื่อไหร่ที่มีความสุขเข้ามา จนจิตใจเบิกบานล่ะก็ จนบางทีจากที่นั่งๆอยู่อาจลอยจนหัวจะชนฝาเพดาน ....เคยเป็นกันมั้งมั้ย...(เราเคยรู้สึกแบบนี้มั่งป่าวหว่า) แต่พอทุกข์เท่านั้นแหละ เหมือนแผ่นดินจะแยก ฟ้าจะถล่ม ไม่ก็อยากรู้สึกว่าเมื่อไหร่อีโลกร้อนจะทำให้น้ำท่วมโลกซะทีนะ จะได้เลิกคิดให้ปวดสมอง....(เว่อร์ไปปะเนี่ย)
        แต่พอโตขึ้น ตอนนี้กลับขอเปลี่ยนความคิดซะใหม่ว่า เวลามีความสุขทีไร ต้องคอยระแวงกับตัวเองว่า ฮั่นแน่.....ต่างดาวจะมาบุกโลกแล้ว....ไม่ช่ายยยย มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นตามมาแน่นอน ทำจาย...ทำจาย...แล้วก็ยิ้มสู้เข้าไว้
          เพราะมันก็อยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวซะจริงๆ แต่ก็อยากบอกว่า เวลานั้นช่างมีค่านัก จะเก็บ จะถ่ายรูปไว้ จะอัดคลิบวีซีดี (ไม่ใช่หนัง...นะ) เพื่อให้จดจำอยู่ในร่องสมอง มันก็ดีไม่น้อย เพราะว่าเวลาทุกข์เมื่อไรจะได้มีเรื่องดีๆที่อยู่ในความทรงจำที่พอระลึกได้บ้าง จะได้บรรเทาความเครียดหรืออมทุกข์ให้หายไปหน่อยก็ยังดี
       ถ้าอย่างนั้นลองคิดในมุมใหม่ดีมั้ยล่ะ เพียงแค่เลื่อนมาแค่ 1มม. เท่านั้น.....
       ไม่ว่าจะมีความสุข หรือมีความทุกข์ จงคิดไว้ว่านั่นไม่ใช่ความสุขและไม่ใช่ความทุกข์ แต่มันคือสถานการณ์ธรรมดาที่เกิดขึ้นปกติ ที่พิสูจน์จิตใจของเรามากกว่า ให้แข้มแข็งขึ้น ให้แกร่งขึ้น แล้วอาจได้มุมมองใหม่ที่ดีกับชีวิตก็ได้ ดังนั้นในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตคุณ ไม่ว่ามันจะทำให้คุณยิ้มได้อย่างไม่มีเหตุผล หรือร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด แต่ในทุกๆสถานการณ์ ไม่มี 1+1 = 2 และในทุกๆสถานการณ์ ไม่ใช่สีขาวหรือสีดำ เพียงแต่ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมันมีตั้งหลายสี มีตั้งหลายมุมมอง เพียงแต่คุณมองมันในมุมมองแบบไหน เพราะทุกอย่างล้วนให้ประโยชน์และแง่คิดที่ดีกับชีวิตเสมอ
           .....เชื่อผมมั้ยล่ะ เพียงแค่เลี่อนไป 1 มม. เท่านั้น.


อืม เนอะ ฮี่ ฮี่...เจ๋งจริงๆ เมื่อวาน Aj.O ฮัดเช่ยมั่งปะ อิอิ...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 31 ตุลาคม 2550, 17:30:19

>
>1.ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด
>
>เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อ
>ให้ลูกหลานอยู่สุขสบายความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้มอยู่เบื้องหลัง
>ความสำเร็จ
>
>2.ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้
>
>แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่า
>สกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเอง
>สะอาด
>
>3.ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด>

>ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด เหมือนคนที่ฝึกหัดขัด เกลาตนเอง รู้จักถ่อมตน
>และอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคน
>ที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้
>แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง
>
>4.ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา
>
>แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้ เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิ
>ใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อ
>ต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น
>
>5.ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
>
>เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน
>อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม คนที่
>ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน
>
>6.ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
>
> เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ
>แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนค นที่
>อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้
>บริการความรู้ ความสามารถของตน และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่า
>เข้าไปบริหาร
>
>7.ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
>
>เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจ
>ที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุข
>และภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำ
>ให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น
>
>8.ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง
>
>เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด
>ก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะ
>บางหักง่าย คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน
>
>9.ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว
>
> แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่ เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท
>จะต้อ งตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครงนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น
>รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่ง
>ที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ ผ้าขี้ริ้วมี
>เสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก
>
>เราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึก
>ท้อแท้หมดหวัง
>
>ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อย
>ได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับ
>ชีวิต อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง คุณเห็นด้วยไหม ที่ว่าเรา
>ต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึก
>ท้อแท้หมดหวัง


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: portpatt ที่ 31 ตุลาคม 2550, 17:54:31
อ้างจาก: "Aj.O"
บทความเบาๆ พอจะใช้เป็นยากล่อมประสาทแด่ตัวข้าพเจ้าเอง :?  :!:  :?:
(พอดีเห็นว่าน่าสนใจ เลยก็อปเค้ามาจากเวบนึง)
http://mikkaze.spaces.live.com/blog/cns!671D38CB05A971D2!242.entry

ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน

รู้สึกอย่างนึงเลยว่า คนที่คิดประโยคนี้นี่คิดได้ไงกันฟระ โดนใจโจ๋อย่างแรงครับพี่น้อง...
        ความสุขชั่วเวียนธูป......ความทุกข์ชั่ววูบเทียน
ชีวิตจริงๆ มันก็เป็นเหมือนคำพูดนี้เปี๊ยบเลย เวลามีความสุขทำไม๊..ทำไมมันช่างผ่านไปเร็วนักนะ แต่พอมีทุกข์ปุ๊บ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง จนอาจตั้งตัวไม่ทัน แต่มันก็คือสัจธรรมของการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง
        เมื่อไหร่ที่มีความสุขเข้ามา จนจิตใจเบิกบานล่ะก็ จนบางทีจากที่นั่งๆอยู่อาจลอยจนหัวจะชนฝาเพดาน ....เคยเป็นกันมั้งมั้ย...(เราเคยรู้สึกแบบนี้มั่งป่าวหว่า) แต่พอทุกข์เท่านั้นแหละ เหมือนแผ่นดินจะแยก ฟ้าจะถล่ม ไม่ก็อยากรู้สึกว่าเมื่อไหร่อีโลกร้อนจะทำให้น้ำท่วมโลกซะทีนะ จะได้เลิกคิดให้ปวดสมอง....(เว่อร์ไปปะเนี่ย)
        แต่พอโตขึ้น ตอนนี้กลับขอเปลี่ยนความคิดซะใหม่ว่า เวลามีความสุขทีไร ต้องคอยระแวงกับตัวเองว่า ฮั่นแน่.....ต่างดาวจะมาบุกโลกแล้ว....ไม่ช่ายยยย มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นตามมาแน่นอน ทำจาย...ทำจาย...แล้วก็ยิ้มสู้เข้าไว้
          เพราะมันก็อยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวซะจริงๆ แต่ก็อยากบอกว่า เวลานั้นช่างมีค่านัก จะเก็บ จะถ่ายรูปไว้ จะอัดคลิบวีซีดี (ไม่ใช่หนัง...นะ) เพื่อให้จดจำอยู่ในร่องสมอง มันก็ดีไม่น้อย เพราะว่าเวลาทุกข์เมื่อไรจะได้มีเรื่องดีๆที่อยู่ในความทรงจำที่พอระลึกได้บ้าง จะได้บรรเทาความเครียดหรืออมทุกข์ให้หายไปหน่อยก็ยังดี
       ถ้าอย่างนั้นลองคิดในมุมใหม่ดีมั้ยล่ะ เพียงแค่เลื่อนมาแค่ 1มม. เท่านั้น.....
       ไม่ว่าจะมีความสุข หรือมีความทุกข์ จงคิดไว้ว่านั่นไม่ใช่ความสุขและไม่ใช่ความทุกข์ แต่มันคือสถานการณ์ธรรมดาที่เกิดขึ้นปกติ ที่พิสูจน์จิตใจของเรามากกว่า ให้แข้มแข็งขึ้น ให้แกร่งขึ้น แล้วอาจได้มุมมองใหม่ที่ดีกับชีวิตก็ได้ ดังนั้นในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตคุณ ไม่ว่ามันจะทำให้คุณยิ้มได้อย่างไม่มีเหตุผล หรือร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด แต่ในทุกๆสถานการณ์ ไม่มี 1+1 = 2 และในทุกๆสถานการณ์ ไม่ใช่สีขาวหรือสีดำ เพียงแต่ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมันมีตั้งหลายสี มีตั้งหลายมุมมอง เพียงแต่คุณมองมันในมุมมองแบบไหน เพราะทุกอย่างล้วนให้ประโยชน์และแง่คิดที่ดีกับชีวิตเสมอ
           .....เชื่อผมมั้ยล่ะ เพียงแค่เลี่อนไป 1 มม. เท่านั้น.



ชอบจริงๆค่ะ ถูกต้องที่สุด


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: portpatt ที่ 31 ตุลาคม 2550, 17:56:52
อ้างจาก: "iamfrommoon"

>
>1.ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด
>
>เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อ
>ให้ลูกหลานอยู่สุขสบายความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้มอยู่เบื้องหลัง
>ความสำเร็จ
>
>2.ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้
>
>แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่า
>สกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเอง
>สะอาด
>
>3.ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด>

>ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด เหมือนคนที่ฝึกหัดขัด เกลาตนเอง รู้จักถ่อมตน
>และอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคน
>ที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้
>แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง
>
>4.ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา
>
>แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้ เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิ
>ใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อ
>ต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น
>
>5.ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
>
>เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน
>อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม คนที่
>ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน
>
>6.ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
>
> เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ
>แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนค นที่
>อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้
>บริการความรู้ ความสามารถของตน และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่า
>เข้าไปบริหาร
>
>7.ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
>
>เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจ
>ที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุข
>และภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำ
>ให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น
>
>8.ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง
>
>เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด
>ก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะ
>บางหักง่าย คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน
>
>9.ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว
>
> แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่ เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท
>จะต้อ งตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครงนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น
>รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่ง
>ที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ ผ้าขี้ริ้วมี
>เสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก
>
>เราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึก
>ท้อแท้หมดหวัง
>
>ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อย
>ได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับ
>ชีวิต อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง คุณเห็นด้วยไหม ที่ว่าเรา
>ต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึก
>ท้อแท้หมดหวัง


ชอบๆๆๆๆๆๆๆๆ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 31 ตุลาคม 2550, 19:07:22
Need time to read!!...thank you nong,nong.
p.nn


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 03 พฤศจิกายน 2550, 16:47:30
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=prachaya555&group=28

 :o


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 06 พฤศจิกายน 2550, 13:26:53
Inside ชีวิต:อย่าด่วนตัดสินคนอื่น  โดย ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ
 โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 2 พฤศจิกายน 2550 14:49 น.
 
 
       เหตุการณ์วันนั้นแม้จะนานมาแล้ว แค่ก็ให้บทเรียนชีวิตแก่ผมมาก
       
        ลืมไม่ลง และทำให้ต้องระวังตัวในการจะตัดสินใครต่อใครมากขึ้น ผมจะเล่าให้ฟังดังนี้...
       
        มีคนรู้จักกันเอาช็อกโกแลตอย่างดีจากต่างประเทศมาฝาก 2 กล่อง ผมพิจารณาดูแล้วเห็นว่าไม่ควรกิน เพราะจะทำให้เกิดโรคอ้วน แต่จะเอาไปฝากลูกเพื่อน 2 คนที่เขายังไม่อ้วน
       
        เย็นวันหนึ่งเลิกงานแล้วจึงขับไปหาเขา
       
        ระหว่างทางรถติดมาก โดยเฉพาะตรงสี่แยกแห่งหนึ่งรถติดยาวและฝนก็ตกพรำๆ
       
        ผมเห็นเด็กขายพวงมาลัย 2 คนเดินขายพวงมาลัย เพื่อจะขายให้คนในรถที่ติดยาว แต่ก็ไม่มีคนสนใจจะซื้อเพราะฝนกำลังตกพรำๆ ด้วย
       
        ผมเห็นแล้วเกิดความสงสาร แต่ไม่ได้คิดอยากซื้อพวงมาลัยหรอก เพราะเคยคิดว่าการขายของบนถนนเป็นสิ่งที่ไม่ควรสนับสนุน เพราะผิดกฎหมาย แต่ก็เข้าใจและเห็นใจคนที่ยากจนที่เขาต้องการทำงานเพื่อเอาตัวรอด
       
        ด้วยความสงสารจึงทำให้ผมเปลี่ยนใจจากการที่จะเอาช็อกโกแลตไปฝากลูกเพื่อน กลับคิดว่าลูกเพื่อนก็เคยมีโอกาสได้กินช็อกโกแลตดีๆ มาแล้ว ถ้าเราเอามาให้เด็กขายพวงมาลัย 2 คนนี้แทนจะดีกว่า เพราะเขาคงไม่มีโอกาสได้กินช็อกโกแลตดีๆอย่างนั้นมาก่อน
       
        คิดแล้วก็บีบแตรรถเบาๆเรียกเด็กทั้ง 2 คนเข้ามา เขาจะได้ดีใจนึกว่าผมจะซื้อพวงมาลัย แต่ผมบอกเขาว่า ไม่ซื้อหรอก แต่ผมมีขนม2กล่องเป็นของดีไม่เสีย จะให้เขาคนละกล่อง ให้เขารับเอาไปกินได้
       
        เขามองหน้าผมอย่างงงๆและรับกล่องช็อกโกแลตไป ลืมขอบคุณด้วย
       
        ผมดีใจที่ได้ทำสิ่งดีๆ ที่ไม่ได้นึกมาก่อนสำเร็จแล้ว นึกในใจว่าเด็กลืมบอบคุณเพราะคงงงๆ ก็ไม่ถือสา จึงขับรถต่อไป แต่เนื่องจากรถติดมากขยับไปได้นิดก็หยุด ยังไม่ผ่านไฟแดงอยู่ดี
       
        ขณะที่รถหยุดอยู่นั้นผมเห็นเด็กทั้งสองวิ่งเข้ามาหาผมอีก พร้อมทั้งชูพวงมาลัยในมือทั้งสองคน
       
        ผมคิดว่า เอ! เด็กสองคนนี้อยากขายพวงมาลัยมากจัง ให้ขนมไปแล้วยังอยากให้ซื้อพวงมาลัยอีก ไม่น่าจะตื้อเรา แต่อีกใจก็สงสารอีกนั้นแหละ ไหนๆ ทำความดีแล้วช่วยซื้อพวงมาลัยเด็กอีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร
       
        จึงแง้มกระจกรถยนต์ถามว่า จะขายพวงมาลัยอีกหรือ ขายอย่างไร
       
        เด็กตอบว่า เขาไม่อยากขายพวงมาลัยให้ผมหรอก แต่เขาจะเอาพวงมาลัยมาให้ผมคนละ 5 พวง เพราะผมให้ขนมเขา เขาก้อยากให้พวงมาลัยแก่ผม
       
        ผมรู้สึกอึ้ง คิดไม่ถึง ดีใจกึ่งแปลกใจ บอกเขาไปว่าอยากอุดหนุนเขา ให้เขารับเงินไปด้วย
       
        เขาบอกว่าไมรับเงินหรอก ที่ผมยังให้ขนมเขาได้ เขาก็อยากให้พวงมาลัยผมบ้างเป็นการตอบแทน
       
        ผมเข้าใจเขา รู้สึกผิดกับการตัดสินใจเกี่ยวกับเขาเร็วเกินไป นึกว่าเขาเห็นผมให้ขนมแล้วยังไม่พอยังอยากให้ซื้อพวงมาลัยอีก
       
       ตกลงผมยอมรับพวงมาลัยจากเขา โดยขอรับคนละพวงก็พอ
       
        เรายิ้มให้กันก่อนจากกันอย่างมีความสุขทั้งสองฝ่าย
       
        คืนนั้นผมกลับบ้าน เอาพวงมาลัย 2 พวงนั้นใส่พานกราบพระพุทธรูปที่บ้านด้วยความเบิกบานใจเป็นพิเศษ
       
        เรื่องนี้ทำให้คิดว่าความกตัญญูกตเวทีมีได้จริง เห็นได้ทันตาเห็นด้วย และอย่าด่วนตัดสินพฤติกรรมของใครๆ เร็วเกินไป
       
        ส่วนใหญ่มนุษย์จะตัดสินคนอื่นๆ เร็วไป เพราะดูจากพฤติกรรมภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งไม่ควรและผิดพลาดได้ง่าย เช่น....
       
        อย่าตัดสินคนจน ว่าเขาต้องเป็นขโมยหรือขี้โกง
       
        อย่าตัดสินคนที่เรียนน้อยว่าเขาโง่
       
        อย่าตัดสินคนที่แต่งกายเชยๆ และบุคลิกไม่ดี ว่าเขาเป็นคนด้อยคุณภาพ
       
        อย่าตัดสินคนที่ไม่ทำงาน ว่าเขาเป็นคนขี้เกียจ
       
        อย่าตัดสินคนที่ไม่พูดกับเรา ว่าเขาเป็นคนหยิ่ง (เขาอาจหูหนวก ไม่ได้ยินเราพูดก็ได้)
       
        อย่าตัดสินคนที่พูดห้วนๆ กริยาห้าวๆ ว่าเป็นคนจิตใจกระด้าง ฯลฯ
       
        ส่วนใหญ่เรามักตัดสินคนจากพฤติกรรมภายนอกที่เราไม่ชอบ เลยด่วนตัดสินว่าเขาไม่ดีและเป็นคนผิด
       
        เราไม่มีสิทธิตัดสินใครๆ ว่าเขาไม่ดีและเป็นคนผิดหรอก เพราะเราไม่ใช่ผู้พิพากษา เราน่าจะนึกเพียงว่า เราไม่ชอบบุคลิกลักษณะบางอย่างของเขา...เท่านั้น
       
        และจากเหตุการณ์เด็กขายพวงมาลัยสองคนนี้ คงยิ่งจะทำให้ระมัดระวังในการตัดสินคนอื่น ให้มากขึ้น


*************************************************

อืม เนอะ...ฮี่ ฮี่...:D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 06 พฤศจิกายน 2550, 20:31:33
:oops: รูปอะไรเอ่ย........ตอบมา..เดี๋ยวเฉลยให้........หุๆๆ

(http://img360.imageshack.us/img360/9387/38387164af8.png) (http://imageshack.us)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 17 พฤศจิกายน 2550, 14:23:54
ปลาโลมางัย! :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ลูกพิ้ง ที่ 17 พฤศจิกายน 2550, 16:32:05
อ้างจาก: "Aj.O"
บทความเบาๆ พอจะใช้เป็นยากล่อมประสาทแด่ตัวข้าพเจ้าเอง :?  :!:  :?:
(พอดีเห็นว่าน่าสนใจ เลยก็อปเค้ามาจากเวบนึง)
http://mikkaze.spaces.live.com/blog/cns!671D38CB05A971D2!242.entry

ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน

รู้สึกอย่างนึงเลยว่า คนที่คิดประโยคนี้นี่คิดได้ไงกันฟระ โดนใจโจ๋อย่างแรงครับพี่น้อง...
        ความสุขชั่วเวียนธูป......ความทุกข์ชั่ววูบเทียน
ชีวิตจริงๆ มันก็เป็นเหมือนคำพูดนี้เปี๊ยบเลย เวลามีความสุขทำไม๊..ทำไมมันช่างผ่านไปเร็วนักนะ แต่พอมีทุกข์ปุ๊บ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง จนอาจตั้งตัวไม่ทัน แต่มันก็คือสัจธรรมของการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง
        เมื่อไหร่ที่มีความสุขเข้ามา จนจิตใจเบิกบานล่ะก็ จนบางทีจากที่นั่งๆอยู่อาจลอยจนหัวจะชนฝาเพดาน ....เคยเป็นกันมั้งมั้ย...(เราเคยรู้สึกแบบนี้มั่งป่าวหว่า) แต่พอทุกข์เท่านั้นแหละ เหมือนแผ่นดินจะแยก ฟ้าจะถล่ม ไม่ก็อยากรู้สึกว่าเมื่อไหร่อีโลกร้อนจะทำให้น้ำท่วมโลกซะทีนะ จะได้เลิกคิดให้ปวดสมอง....(เว่อร์ไปปะเนี่ย)
        แต่พอโตขึ้น ตอนนี้กลับขอเปลี่ยนความคิดซะใหม่ว่า เวลามีความสุขทีไร ต้องคอยระแวงกับตัวเองว่า ฮั่นแน่.....ต่างดาวจะมาบุกโลกแล้ว....ไม่ช่ายยยย มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นตามมาแน่นอน ทำจาย...ทำจาย...แล้วก็ยิ้มสู้เข้าไว้
          เพราะมันก็อยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวซะจริงๆ แต่ก็อยากบอกว่า เวลานั้นช่างมีค่านัก จะเก็บ จะถ่ายรูปไว้ จะอัดคลิบวีซีดี (ไม่ใช่หนัง...นะ) เพื่อให้จดจำอยู่ในร่องสมอง มันก็ดีไม่น้อย เพราะว่าเวลาทุกข์เมื่อไรจะได้มีเรื่องดีๆที่อยู่ในความทรงจำที่พอระลึกได้บ้าง จะได้บรรเทาความเครียดหรืออมทุกข์ให้หายไปหน่อยก็ยังดี
       ถ้าอย่างนั้นลองคิดในมุมใหม่ดีมั้ยล่ะ เพียงแค่เลื่อนมาแค่ 1มม. เท่านั้น.....
       ไม่ว่าจะมีความสุข หรือมีความทุกข์ จงคิดไว้ว่านั่นไม่ใช่ความสุขและไม่ใช่ความทุกข์ แต่มันคือสถานการณ์ธรรมดาที่เกิดขึ้นปกติ ที่พิสูจน์จิตใจของเรามากกว่า ให้แข้มแข็งขึ้น ให้แกร่งขึ้น แล้วอาจได้มุมมองใหม่ที่ดีกับชีวิตก็ได้ ดังนั้นในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตคุณ ไม่ว่ามันจะทำให้คุณยิ้มได้อย่างไม่มีเหตุผล หรือร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด แต่ในทุกๆสถานการณ์ ไม่มี 1+1 = 2 และในทุกๆสถานการณ์ ไม่ใช่สีขาวหรือสีดำ เพียงแต่ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมันมีตั้งหลายสี มีตั้งหลายมุมมอง เพียงแต่คุณมองมันในมุมมองแบบไหน เพราะทุกอย่างล้วนให้ประโยชน์และแง่คิดที่ดีกับชีวิตเสมอ
           .....เชื่อผมมั้ยล่ะ เพียงแค่เลี่อนไป 1 มม. เท่านั้น.


 8) เพิ่งมาได้อ่าน....พอได้อ่านแล้ว....ก็รู้สึกดีจัง....

สะดุดใจกับคำคำนี้..."ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน"....คนที่คิดประโยคนี้น่าจะใช่...

คุณทรงกลด  บางยี่ขัน-บก.หนังสือะเดย์นะค่ะ...คือเคยอ่านหนังสือที่เค้าเขียนไว้...

ชื่อ..สองเงาในเกาหลี...บันทึกการเดินทางท่องเที่ยวของชายหนุ่มกับหญิงสาวแปลกหน้า..

ที่ต่างคนไม่รู้จักกันมาก่อน...แต่ได้มีโอกาสไปเที่ยวด้วยกัน....แล้วก็มีอยู่ตอนนึงในหนังสือ

ใช้ชื่อว่า ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน  นี่ล่ะค่ะ....

ลองไปหามาอ่านกันดูนะค่ะ  ..แล้วคุณอยากจะเก็บกระเป๋า.....

ไปตามหาอีกเงาไปร่วมเดินทางด้วยกัน :oops:  :oops:  :oops: :wink:  


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 17 พฤศจิกายน 2550, 19:12:35
อ้างจาก: "ลูกพิ้ง"
8) เพิ่งมาได้อ่าน....พอได้อ่านแล้ว....ก็รู้สึกดีจัง....

สะดุดใจกับคำคำนี้..."ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน"....คนที่คิดประโยคนี้น่าจะใช่...

คุณทรงกลด  บางยี่ขัน-บก.หนังสือะเดย์นะค่ะ...คือเคยอ่านหนังสือที่เค้าเขียนไว้...

 ทำไมชื่อเหมือนผมเลยฟร่ะ?  :?  :shock:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 18 พฤศจิกายน 2550, 03:05:20
โซเครติส กล่าวไว้ว่า
"จำไว้เถิด เรื่ิองของมนุษย์ ไม่มีอะไรที่แน่นอน
 ดังนั้นเลี่ยงความสุขอันไม่จำเป็น ยามรุ่งเรือง
   หรือความหดหู่หม่นหมองโดยไม่จำเป็น ในห้งของความยากลำบาก"

ซึ่งหมายถึง เวลาสุข อย่าสุขเกิน จนลืมคิดถึงความทุกข์ และ เวลาทุกข์ ก็อย่ามัวจมอยู่กับมัน โดยไม่รับรู้ถึงความสุข สุขหรือทุกข์ เป็นเพียงสภาวะ ที่จิตใจของมนุษย์ตอบรับกับสิ่งที่เข้ามาในชีวิต โดยใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 18 พฤศจิกายน 2550, 22:00:51
อ้างจาก: "Mr.EggMan"
โซเครติส กล่าวไว้ว่า
"จำไว้เถิด เรื่ิองของมนุษย์ ไม่มีอะไรที่แน่นอน
 ดังนั้นเลี่ยงความสุขอันไม่จำเป็น ยามรุ่งเรือง
   หรือความหดหู่หม่นหมองโดยไม่จำเป็น ในห้งของความยากลำบาก"

ซึ่งหมายถึง เวลาสุข อย่าสุขเกิน จนลืมคิดถึงความทุกข์ และ เวลาทุกข์ ก็อย่ามัวจมอยู่กับมัน โดยไม่รับรู้ถึงความสุข สุขหรือทุกข์ เป็นเพียงสภาวะ ที่จิตใจของมนุษย์ตอบรับกับสิ่งที่เข้ามาในชีวิต โดยใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน


กรูก็เคยได้ยินคำกลอนนึงมันกล่าวไว้ว่า
ในความสุข มีทุกข์ที่แอบแฝง...ในความทุกข์มีแสงแห่งสุขซ่อน

แต่บางจังหวะของชีวิต ความทุกข์มันยาวนานไปหน่อย เลยจมติดจนลืมไปว่าสักวันมันก็ต้องพ้นไป
(ส่วนความสุขยาวนานหรือไม่นั้น ไม่ค่อยมีใครจำ เพราะเราทนอยู่กับมันได้เราเลยไม่ใส่ใจว่ามันจะยาวหรือสั้น) :?


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: party ที่ 06 ธันวาคม 2550, 08:14:40
เมื่อวานตามติดทีวีเลยอะ ตั้งแต่พระองค์เสด็จตอนเช้า และ เย็น เห็นแล้วน้ำตาไหลเลย ภาพที่พระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ให้กับพสกนิกรที่มารอรับเสด็จ แล้วตอนกลางคืนพระองค์ยังทรงเปิดไฟในรถพระที่นั่งเพื่อให้พสกนิกรได้เห็นพระพักตร์ของทั้ง 2 พระองค์อีก

ขณะเสด็จก้อชื่นใจ เห็นพระองค์สามารถเสด็จพระราชดำเนินได้คล่องขึ้น อยากให้พระองค์เป็นแรงบันดาลใจที่สูงสุดของพสกนิกรไทยตราบนานเท่านาน

ไม่อยากให้พระองค์เหนื่อยมากไปกว่านี้อีกแล้ว อยากให้คนไทยรักมาก และ สามัคคีต่อกัน หยุดเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประเทศและพ่อหลวงอันเป็นที่รักสูงสุดของไทยให้มากๆๆ พระองค์จะได้สบายพระราชหฤทัย

เริ่มทำจริงๆเสียทีเถอะ อย่าแค่ฟัง ให้เข้าใจในหลวงด้วย

รักในหลวงมากกกกกก ขอจงทรงพระเจริญ มีพลานามัยที่แข็งแรง เป็นพ่อหลวงของพสกนิกรไทยตราบนานเท่านาน

^____^


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 19 ธันวาคม 2550, 11:49:01
ไม่รู้มีคนเคยเอามา post ไว้แล้วหรือยัง
แต่อ่านแล้วชอบ
ถ้าซ้ำก้อขออภัย  :wink:

------------------------------------

The end of the day
วินทร์ เลียววาริณ

ผมมีประสบการณ์หาแพทย์ที่เพิ่งจบใหม่หลายครั้ง
พบว่าบางทีค่ารักษากับหมอใหม่แพงกว่าหมอที่มีประสบการณ์ยาวนาน

ทั้งที่ขัดกับหลักตรรกที่ว่า หมอที่ทำงานยาวนานน่าจะคิดค่ารักษาแพงกว่า

เหตุผลก็เพราะว่า
หมอจบใหม่บางคนเกิดอาการเกร็งอาจเกิดความกลัววูบขึ้นมาว่า
"จะเกิดอะไรขึ้นหากวินิจฉัยโรคพลาด?"

เมื่อเกร็งก็เกิดความไม่แน่ใจ
เพื่อความปลอดภัยต่ออาชีพของตน

ก็สั่งให้มีการทดสอบในห้องแล็บเพิ่มอีกหลายรายการ

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคนไข้ท้องเสีย ก็สั่งตรวจดูว่าเกิดจากเชื้อโรคชนิดใด
ทั้งที่คนไข้บอกว่าไม่ได้กินอาหารสกปรกอย่างแน่นอน

ผลตรวจที่ออกมาสรุปว่าท้องเสียไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค
หากจากความเครียด
เมื่อรวมค่าตัวของหมอใหม่ (ซึ่งไม่สูงนัก) กับค่าตรวจในแล็บและอื่นๆ
รวมๆ แล้วก็มากกว่าที่คนไข้ควรจ่าย
เมื่อรักษากับหมอที่มีประสบการณ์กว่า

ครั้งหนึ่งผมเกิดอาการปวดหัวตึบๆ
หมอใหม่ก็จัดการส่งผมไปสแกนสมอง
ทั้งที่ผมรู้ว่าไม่เป็นอะไรมาก
"เพื่อความชัวร์" หมอว่า

เมื่อเห็นใบเสร็จ ผมก็เกิดอาการปวดหัวกว่าเดิม

เพื่อนสถาปนิก-ผู้รับเหมาคนหนึ่งบอกผมว่า
ในงานทุกชิ้นของเขา จะเจาะจงใช้แต่ช่างชั้นหนึ่งเท่านั้น
ไม่ใช้ 'มือใหม่หัดขับ ' เลย
ทั้งที่ค่าแรงช่างเก่าแพงกว่า 2-3 เท่า

"ทำไม?" ผมถาม
เขายกตัวอย่างงานปูน ช่างปูนที่เพิ่งทำงานไม่นานค่าแรงต่อวันถูกมาก
แต่เนื่องจากยังอ่อนประสบการณ์ จึงใช้ปูนซิเมนต์เปลืองมาก
ทุกครั้งที่ตักปูนมาก่อกำแพงหรือฉาบ ปูนมักหล่นเรี่ยราด
ส่วนที่ตักเกินมาก็ปาดทิ้ง กว่าจะจบงานหนึ่งชิ้น ต้องเสียปูน ไปเกินจำเป็น

ขณะที่ช่างที่เชี่ยวชาญใช้ปูนเท่าที่จำเป็นเพราะแม่นงานกว่า
เมื่อคิดรวมดูแล้ว ใช้ช่างเชี่ยวชาญถูกกว่าและได้งานที่ดีกว่า

ในช่วงชีวิตของเรา ต้องพบกับการตัดสินเลือกของสองอย่างที่เลือกยาก
ส่วนมากมักมีเรื่องเงินทองมาเกี่ยว

คนส่วนมากเมื่อเจอกับการตัดสินใจดังกล่าว
มักหนีไม่ค่อยพ้นสัจธรรมของ ' เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย'

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อไปสมัครงานสองบริษัทและได้งานทั้งสองแห่ง
แห่งหนึ่งให้เงินเดือนสูง แต่งานจำเจ
อีกแห่งหนึ่งเงินเดือนต่ำกว่ามาก แต่งานท้าทาย

หลายคนเลือกเงินเดือนสูงไว้ก่อน
เพราะมันทำให้รู้สึกว่ามีคนเห็นคุณค่าของเรามากพอที่ยอมจ่ายมากๆ

ในชีวิตของเรายังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องตัดสินใจเลือกไปทางซ้ายหรือทางขวา
และเป็นการเลือกที่ยากเอาการ

จะเรียนคณะวิชาที่ทำเงินหรือคณะวิชาที่ชอบ ?
จะเลือกงานที่ให้เงินเดือนมากหรือเงินเดือนน้อย?
จะเลือกผู้หญิงที่ความสวยหรือความเก่ง? ฯลฯ

ฝรั่งมีวลีหนึ่งที่ว่า at the end of the day หมายถึง การวัดผลในตอนจบวัน
เป็นการใช้ชีวิตโดยการมองภาพรวม

จะลงทุนมากหรือน้อย จะทำงานใหญ่หรือเล็ก
ไม่สำคัญเท่ากับว่า ในตอนจบวันคุณเหลือเงินในกระเป๋าสตางค์เท่าไร

แม่ค้าขายขนมครกที่ทำงานไปเรื่อยๆ ตลอดวัน
เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว อาจจะมีเงินในกระเป๋ามากกว่าเจ้าของร้านอาหารติดแอร์ฯ
ที่ถึงแม้รายได้ต่อวันจะสูงกว่ามาก แต่ค่าโสหุ้ยก็สูงเช่นกัน

บางทีเมื่อวัดกันที่ ' ในตอนจบวัน ' อาจทำให้เราตัดสินใจหลายๆ เรื่องได้ง่ายขึ้น
ในตอนจบวัน แฟนคุณช่วยคุณสร้างเงินหรือถลุงเงิน?
ในตอนจบวัน คุณเก่งกว่าเดิมหรือเปล่า?
ในตอนจบวัน คุณมีความสุขมากกว่าความทุกข์หรือไม่?
และในตอนจบวัน คุณรู้สึกว่าชีวิตในวันนั้นสูญเปล่าหรือไม่?

วินทร์ เลียววาริณ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: mmwindoo_79 ที่ 19 ธันวาคม 2550, 12:03:21
ไม่ซ้ำ ดีมากแครม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ลูกพิ้ง ที่ 19 ธันวาคม 2550, 13:18:51
:D ขอบคุณมากนะจ้ะ..ตาแคม..ที่เอามาโพสต์ให้ได้อ่านกัน...

อ่านข้อเขียนของคุณวินทร์....ที่ตาแคมมาโพสต์แล้ว...

ได้คิดถึงอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับตอนจบของวันแต่ละวัน...

ว่าแล้ว..ก็นึกถึงต่อไปถึงอีกไม่กี่วัน..ข้างหน้าที่จะเป็น..The end of year...

ก่อนวันขึ้นปีใหม่...หรือเมื่อขึ้นปีใหม่ในแต่ละปี...มีใครทบทวนถึง...

วันของปีที่ผ่านๆ มา กันบ้างไหมค่ะ..ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตบ้างไหม...

ปีที่ผ่านมา..เป็นอย่างไรในเรื่องของสุขภาพ...หน้าที่การงาน...ประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ

ความรัก...ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง...ฯลฯ...

แล้วก้อตั้งเป้าหมายกับสิ่งใหม่ๆ ในปีใหม่ที่จะก้าวเข้ามาต่อไป :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mouy (Again) ที่ 29 ธันวาคม 2550, 12:50:09
หวัดดีปีใหม่จ้า... หายไปเสียนาน แต่ก็ไม่ได้ไปไหนไกล ยังคงวนๆ เวียนๆ แถวหอพักอยู่เลย... เพิ่งมีโอกาสได้เช็คเมล์ในช่วงปีใหม่ เจอเรื่องถูกใจ เลยคิดว่าเอามาแปะไว้ในบอร์ดท่าจะดี..เป็น forward mail จ๊ะ... หลายคนอาจเคยได้รับแล้ว แต่บางคนอาจยังไม่ได้นะ...ยกเครดิตให้แก่ผู้เล่าค่ะ.....

REAL LOVE

ใครที่ แฟนกะภรรยา/สามี ไม่เป็นเหมือนที่คุณคาด หวังลองมองมุมนี้บ้าง
สืบเนื่องจากหนึ่งในกระทู้ของสาวสวยรวยความสามารถที่เป็นกิ๊ก อยู่กับสามีชาวบ้าน
เกี่ยวกับการ มองต่างมุมที่สามีไปมีกิ๊กและแนะนำทางตรงและทางอ้อม
ให้ผู้หญิงปฎิวัติตัวเองให้สวยและ ดึงดูดใจสามี
จนกระทู้นี้ถูกโหวตติดอันดับไปแล้วนั้น
ผมในฐานะ ผู้ชายไทยคนหนึ่งที่รักภรรยามากๆ
อยากจะเล่าเรื่องตัวเองกับภรรยาให้ฟังบ้าง ครับ
ภรรยาผม ตั้งแต่คบมา 12 ปีนั้น ไม่เคย:
1 ทำงานบ้าน ใดๆเลย ไม่ชอบและไม่ทำ มีบ้างนานๆครั้ง นับครั้งได้

2 ไม่ทำอาหาร ให้ทานเลย

3 ไม่ชอบ เลี้ยงสัตว์ในบ้าน ผมรักหมามาก แต่เมียไม่ให้เลี้ยงก็ไม่เลี้ยง วุ้ย) เมียกะ หมานะ เลือก หมา เอ้ย เมียอยู่แล้ว

4 ไม่เคยพูด คำหวานหรือ ให้การด์ในวันสำคัญ ผมต่างหาก ชอบ surprise เค้าทุกครั้ง(มีบ้าง ที่เค้า ให้การด์คือ ผมทวง!)

5 รายได้ผม เดือนเป็นแสนๆ เค้าเก็บบริหารในบ้านหมด ผมได้ใช้อาทิตย์ละ 1500 ครับ น้อย กว่าเด็ก จบใหม่อีก

6 ขี้บ่น มากๆๆ บ่นทุกเรื่องที่บ่นได้

7 ไม่ชอบแต่ง ตัวไม่เคยแต่งหน้าไปทำงานในชีวิต

8 ไม่ค่อย เปิดมือถือ จนเพื่อนเค้ารำคาญกันไปหมดแล้ว

9 ไม่ชอบเดิน ห้าง ไม่ชอบของทันสมัย hitech ซึ่งตรงข้ามกับผม

แต่....ผมรักเธอมาก ยิ่งกว่าชีวิตผม ผมตายแทนเมียได้ทุกเมื่อ
เงินประกัน ชีวิตเป็นชื่อเธอคนเดียว ทุกข้อที่ยกตัวอย่าง
ส่วนใหญ่ผม รับได้แต่ต้น บางข้อผมอึดอัดในตอนต้นแต่คุยกันแล้ว
ผมรับได้ครับ และตามใจเธอทุกอย่าง อะไรที่ทำแล้ว แฟนผมมีความสุข
ผมทำให้ได้ ทุกอย่าง ท ุกวันนี้ ชินและมีความสุขมากๆๆ
ถ้าภรรยาผมไป ปรับปรุงตัวเองให้เด่นหรือแปลกไป ผมรับไม่ได้ครับ
เพื่อนมีล้อว่ากลัวเมีย บ้าง
ผมเฉยครับและบอกว่า ผมมีความสุขมากๆอยู่แล้ว
ไม่แคร์ใครครับระวังเพื่อน กับเมีย
ผมเลือกเมียครับ เวลาคุณแก่ เวลาคุณป่วย
เวลาคุณจะตาย คุณจะกุมมือ เพื่อนแล้วร้องไห้หรือป่าวครับ ?
ลูกเมียต่างหาก คือ คนที่จะแบ่ง ปัน ทั้งสุขและทุกข์กับเรา
ผมโชคดีที่มี เพื่อนดีๆที่ไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวผมเยอะมากๆ
ชีวิตผมผมเลือกเอง ครับ
ผมรักของผมแบบนี้สิ่งที่จะบอก ทุกคนคือ

1 คุณเลือก แฟนของคุณแบบนี้เอง ถ้าเค้าไม่ถูกใจจะไปบ่นทำไม

2 No one is perfect. คุณก็ไม่ perfect ผมก็ไม่ perfect แต่ถ้าคนสองคน รักกันมากๆ เราจะ มองแต่ข้อดีของกันและกันครับ Positive thinking กับชีวิต ครับ แล้ว ชีวิตจะมีความสุข

3 อย่าไป เปรียบเทียบชิวิตคู่เรากับคนอื่น เทียบสูงไม่เท่าเทียบต่ำยังเหลือเรายังโชคดี กว่าคนหลาย ล้านในโลกที่มีโอกาส รัก และ ถูกรักหลายคนไม่มี โอกาสแม้แต่จะเดิน พูด หรือ ทานข้าวเอง

ผมและครอบ ครัวเพิ่งไปบริจาคเงินและเลี้ยงเด็กพิกา รปากเกร็ดมา
ชีวิตหลาย ร้อยชีวิตในที่แห่งนั้น
ลำบากกว่าเราเป็นร้อยเป็นพันเท่า
และใครบางคน มัวแต่วิจารณ์สิ่งที่ไม่ดีของคนข้างตัวที่
เราเป็นคนเลือกเอง นิ้วหนึ่ง นิ้วที่ชี้ต่อว่า แฟนคุณนั้นอีกสี่นิ้วชี้หาตัวคุณเองนะครับ

ถ้าคุณเบื่อ แฟนคุณเรื่องนั้นเรื่องนี้
แล้วไปมีคนใหม่ เดี๋ยวคุณก็หาเรื่อง ติ หาเรื่อง ว่า แฟนคนใหม่คุณได้อีก
คุณไม่รักและ ภูมิใจในแฟนคุณ
แล้ว ใครจะรักครับ และผมไม่อยากให้ผู้หญิงเอาเรื่องผมไปให้แฟนคุณอ่านเพื่อให้ทำตาม
คนไม่ใช่หุ่นยนต์ครับ
กรุณาเคารพ ตัวตนปัจเจกชนของผู้ชายแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันด้วย
เพราะผู้หญิงหลายคนหรือคุณเองก็ทำสิ่งดีๆที่แฟนผมทำมากมายให้ผม ไม่ได้
ภรรยาของผมมี ข้อดีเป็นล้านๆๆข้อ
มากกว่าข้อเสียเก้าข้อข้างต้น

เช่น

เป็นเด็ก เรียน

ไม่เคยเที่ยวกลางคืนในชีวิต

ไม่ดื่มเหล้า เบียร์และเล่นอบายมุขใดๆ

และเป็นคนใจบุญมากๆ

ท่องชินบัญชร ได้คล่อง

ตอนแต่งงาน ท่องบทสวดได้หมด ผมไม่ได้เลย!
อายสุดๆๆ
สุดท้ายผ มก็ พัฒนาเรื่องทางธรรมไปให้ใกล้เธอมากที่สุด
พยายามครับ ,

ภรรยาผมให้นม ลูกเองมาสองปีกว่า
เหนื่อยมากๆ แต่ เธอไม่บ่นสักคำ
ผมซึ้งมากครับ

มีกี่คนใน ประเทศที่เป็นแบบนี้

ผมภูมิใจของผมเองนะ ไม่ได้โอ้อวด ,

ผมจะถอย รถ Accord
ป้ายแดงให้ภรรยา
เธอยืนยันขอขับรถเล็กคันเก่าสองแสนโลแล้วไปเรื่อยๆ
รถซื้อมาราคาลดสมชื่อ เก็บเงินให้ลูกดีกว่าเธอว่างั้นครับ
เรื่องอื่นๆ ฟุ่มเฟือยไม่ต้องพูดถึง
เธอใช้มือถือรุ่นเก่าสุดครับ
ยิ่งไปกว่า นั้น ผมเป็นแฟนคนแรกในชีวิตเธอครับ
เดี๋ยวนี้ อย่าถามวัยรุ่นสมัยนี้เลยครับเรื่องนี้
อายุสามสิบ ต้นๆ
เราปลดหนี้บ้าน 150 ตารางวาแถวรามคำแหง
ราคาตลาดตอนนี้ 8-10 ล้านในเวลา เพียง
6 ปี เรามีรถหลายคัน
มีเงินเก็บ เป็นล้าน
ไปเที่ยวเมืองนอกทุกปี
ด้วยการบริหารเงินในบ้านของเธอ
เราคิดว่า ก่อนสี่สิบเราสามารถเกษียณตัวเองได้ ถ้าเราอยากทำ
ทั้งที่เรา สองคนเริ่มต้นจากศูนย์ทั้งคู่
โหนรถเมล์มาด้วยกัน
ทุกอย่างมา จากสองมือเรา
ไม่มีจากที่บ้านเลยเพราะที่บ้านเราทั้งสองรับราชการทั้ง คู่

ผมอยาก สรุป สั้นๆว่า
ถ้าเรามัวหลง ละเลิงกับกิเลสรอบข้างไม่ว่าจะเป็นกิ๊กใหม่ที่ดู
สาวกว่าแฟนเราดูหนุ่มดูดี กว่าแฟนเรา
ปรับตัวเราไปให้ดึงดูดเค้าเราจะไม่มี วันพอใจกับคู่และชีวิตเลยครับ
คุณจะเหนื่อย ตลอดชีวิตและไม่มีวันพบรักแท้
ลองนึกเล่นๆ ว่า
ถ้าสมัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่เราสมัยนั้นเป็นแบบรุ่นเราบางคน
สังคมไทยคง วิบัติสุดๆครับ
เราคงไม่อยากให้รุ่นลูกรุ่นหลานของ เรานำด้านไม่ดีของรุ่นเราไปปรับใช้นะครับ
เหรียญมีสอง ด้านครับ อยู่ที่มองด้านไหน
คุณอาจจะปรับตัวเองเพื่อหลอกบางคนบางเวลาได้
แต่คุณหลอกทุกคน ทุกเวลาไม่ได้
เป็นตัวของตัวเองดีที่สุดครับ
เค้าจะรักที่ ตัวคุณ ไม่ใช่เสื้อผ้า เครื่องประดับหรือเงินคุณ
จงพอใจกับคู่ ของคุณเพราะ " คุณเป็นคนเลือกเองครับ"

สุดท้ายสุขสันต์วันปีใหม่...มีความสุขกันทั่วหน้านะจ๊ะ...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 29 ธันวาคม 2550, 15:34:43
ยังไงผมก็รับเจ๊หมวยได้ทุกเรื่องนะครับ...จุ๊บ จุ๊บ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: yungying ที่ 04 มกราคม 2551, 16:18:20
บทความดีๆทั้งนั้นเลยค่ะ..ถูกใจๆ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: too ที่ 07 มกราคม 2551, 00:20:34
เพิ่งอ่านบทความนี้ เห็นว่าดี เลยนำมาแบ่งปันกันครับ

-----------------------------------------------------------
จากหนังสือชื่อ “ชวนม่วนชื่น”
อาจารย์พรหมหรือพระวิสิทธิสังวรเถร
(ท่านเป็นพระฝรั่ง เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง)

ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน

หลัง จากการซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 2526 นั้น เราก็หมดตัวและเป็นหนี้โดยที่ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ แม้แต่เพิงที่อาศัยได้บนที่ดินผืนนั้น ในช่วง2-3อาทิตย์แรก เราต้องอาศัยนอนอยู่บนบานประตูเก่าๆ ที่ซื้อมาถูกๆ จากคนขายของเก่า เราหนุนบานประตูเก่าๆนั้นให้สูงขึ้นจากพื้นดินด้วยก้อนอิฐ (เราไม่มีแม้แต่เบาะนอน นั่นก็เป็นของแน่นอนอยู่แล้วเพราะว่าเราเป็นพระป่านี่)ท่านเจ้าอาวาสได้บาน ประตูที่ดีที่สุด เป็นบานประตูเรียบๆ ส่วนบานประตูของอาตมาเป็นชนิดที่มีบัว แถมยังมีรูขนาดใหญ่พอควรอยู่ตรงกลางตรงบริเวณที่เคยเป็นลูกบิด โชคดีนะที่เขาถอดลูกบิดออกไปแล้ว แต่เจ้ารูนี่ก็ยังคงอยู่เกือบจะกลางเตียงประตูของอาตมาทีเดียว อาตมาเคยพูดตลกๆว่า อาตมาไม่ต้องลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำหรอกนะ! ความจริงที่แสนหนาวก็คือว่า ลมสามารถพัดกรูผ่านเจ้ารูนี่มาถึงตัวอาตมา ทำให้อาตมาไม่ค่อยได้หลับได้นอนในช่วงค่ำคืนเหล่านั้น

พวก เราเป็นพระจนๆ ที่ต้องการอาคารที่พักอาศัย แต่ไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะจ้างช่างก่อสร้างได้ แค่ค่าวัสดุต่างๆก็แพงเกินพอแล้ว อาตมาจึงต้องเรียนรู้ว่าเขาทำงานก่อสร้างกันอย่างไร เตรียมฐานรากอย่างไร ตลอดจนถึงการผสมคอนกรีต การก่ออิฐ การตั้งหลังคา งานประปา และทุกๆอย่าง ก่อนจะบวชอาตมาเคยเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฏี และเป็นครูโรงเรียนมัธยมผู้ไม่เคยคุ้นกับการใช้แรงงานด้วยมือทั้งสองนี้ เพียงไม่กี่ปีอาตมากลายเป็นช่างก่อสร้างที่มีฝีมือไม่เบา ขนาดที่จะสามารถเรียกคณะทำงานของอาตมาได้ว่า บริษัทพุทธก่อสร้าง (BBC – Buddhist Building Company) แต่ขณะที่เริ่มต้นนั้นมันช่างเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเอามากๆ

การ ก่ออิฐอาจจะดูเป็นเรื่องง่ายๆ เพียงแค่โปะปูนลงไปแล้ววางก้อนอิฐ แตะด้านนี้ทีด้านนั้นทีให้เข้าที่ ตอนอาตมาเริ่มก่ออิฐใหม่ อาตมาแตะกดมุมหนึ่งลงเพื่อให้ได้ระดับ อีกมุมหนึ่งกลับยกขึ้น พออาตมากดด้านที่ยกขึ้นนั้นให้ลงมา อิฐก็เริ่มแตกแถวแตกแนว หลังจากที่อาตมาดันมันกลับเข้าที่ มุมแรกก็เริ่มสูงเกินไปอีกแล้ว โยมลองทำดูซิ!

เพราะ อาตมาเป็นพระ อาตมาจึงมีความอดทนและมีเวลาที่จะทำงานได้โดยไม่จำกัด อาตมาจึงทำงานอย่างประณีตที่สุด โดยไม่สนใจว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเท่าใด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอิฐทุกๆก้อนจะถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ในที่สุดการก่อกำแพงอิฐแผงแรกของอาตมาก็สำเร็จลง อาตมาก้าวถอยออกมายืนชื่นชมผลงาน ในชั่วขณะนั้นแหละที่อาตมาสังเกตเห็น…โอ้ย!….อาตมาก่ออิฐพลาดไปสองก้อน อิฐก้อนอื่นๆเป็นแถวเป็นแนวสวยงาม มีแต่เจ้าอิฐสองก้อนนี่แหละที่เอียงๆ ทำมุมกับแนวอิฐก้อนอื่นๆมันดูแย่มากๆเลย มันทำให้กำแพงทั้งแผงดูไม่ดีเลย

ขณะ นั้นปูนก่ออิฐก็แข็งเกินกว่าที่จะสามารถดึงอิฐออกมาก่อใหม่เสียแล้ว อาตมาจึงกราบเรียนท่านเจ้าอาวาส ขอทุบกำแพงเพื่อเริ่มต้นก่ออิฐใหม่อีกครั้ง หรือถ้าจะให้ดีก็อยากจะระเบิดมันทิ้งไปเลย อาตมาก่ออิฐไม่ดี และอาตมาก็รู้สึกอับอาย ท่านเจ้าอาวาสไม่อนุญาตให้รื้อ กำแพงนี่จะต้องคงอยู่

(มีต่อครับ)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: too ที่ 07 มกราคม 2551, 00:24:01
(ต่อ)

เวลา อาตมาพาแขกเยี่ยมชมวัดที่เริ่มตั้งใหม่ของเรา อาตมาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพาแขกเดินไปทางกำแพงนั้น อาตมาไม่อยากให้ใครๆเห็นมันเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปได้3-4เดือน ขณะที่อาตมากำลังเดินอยู่กับผู้มาเยี่ยมวัดคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นกำแพงนั้น แล้วก็เปรยขึ้นมาว่า “กำแพงนี้สวยดี”

อาตมา ถามเขาด้วยความประหลาดใจว่า “คุณลืมแว่นสายตาของคุณไว้ในรถรึเปล่า? สายตาคุณเสื่อมรึเปล่า? คุณไม่เห็นรึว่ามีอิฐถึงสองก้อนที่วางไม่ดีจนทำให้กำแพงนี้เสียหายหมด?

คำ พูดที่เขาตอบอาตมานั้นได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งหมดของอาตมาต่อกำแพงนั้น ต่อตัวอาตมาเอง และต่อหลายๆแง่มุมของชีวิต เขาบอกอาตมาว่า “ใช่ ผมเห็นอิฐที่วางไม่ดีสองก้อนนั้นแต่ผมก็ได้เห็นด้วยว่ามีอิฐอีก 998 ก้อน ก่อไว้อย่างสวยงามเป็นระเบียบ”

อาตมา ถึงกับอึ้งทีเดียว นับเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือนที่อาตมาสามารถมองเห็นอิฐก้อนอื่นๆ บนกำแพงนั้นนอกเหนือจากเจ้าสองก้อนที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอิฐที่อยู่ด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย และด้านขวาของเจ้าอิฐสองก้อนนั้น ล้วนแต่เป็นอิฐที่ก่อไว้อย่างดีไม่มีที่ติ ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนอิฐที่ดีนี้มีมากกว่าเจ้าอิฐไม่ดีสองก้อนนั้นมากมายนัก ก่อนหน้านี้ตาของอาตมาจับจ้องเฉพาะแต่ที่อิฐสองก้อนนั้น ตาของอาตมามืดบอดต่อสิ่งอื่นๆทั้งหมด อาตมาจึงไม่อาจทนมองกำแพงนั้นได้และไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็นกำแพงนั้น ด้วย เป็นเหตุให้อาตมาอยากจะทลายกำแพงนั้นทิ้ง เดี๋ยวนี้เมื่ออาตมาสามารถเห็นอิฐดีๆแล้ว กำแพงนั้นก็ไม่น่าเกลียดอีกต่อไป มันก็เป็นเหมือนกับที่ผู้มาเยี่ยมคนนั้นพูด “กำแพงนี่สวยดี” เดี๋ยวนี้กำแพงก็ยังคงอยู่ แม้เวลาจะผ่านไป 20 ปีแล้ว อาตมาเองก็ลืมเสียแล้วว่าเจ้าอิฐไม่ดีสองก้อนนั้นมันอยู่ตรงไหนแน่ อาตมาไม่สามารถเห็นจุดผิดพลาดนั้นจริงๆ

มนุษย์ เราสักกี่คนที่ตัดสัมพันธ์หรือหย่าร้างเพียงเพราะเพ่งมองเห็นแต่ “อิฐไม่ดีสองก้อน” ที่อยู่ในตัวคู่ชีวิตของเขา พวกเรากี่คนที่เคยรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังจนอาจจะเคยคิดฆ่าตัวตายเพียงเพราะเรา มองเห็นแต่ “อิฐไม่ดีสองก้อน” ในตัวของเรา ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมี “อิฐที่ดีและอิฐที่ดีจนไม่มีที่ติ” มากมายอยู่เคียงข้างส่วนที่บกพร่อง ไม่ว่าจะมองไปทางข้างบน ข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา เพียงแต่เรามองมันไม่เห็นเท่านั้น แทนที่จะเห็นสิ่งดีๆที่มีอยู่ สายตาของเรากลับเพ่งมองจดจ่อเฉพาะสิ่งที่ผิดพลาด ทั้งหมดที่เราเห็นมีแต่สิ่งผิดพลาด จนเราคิดอยากจะทำลายมันทิ้งเสีย มันน่าเศร้าจริงๆ ที่หลายครั้งหลายหนเราได้ลงมือทลาย “กำแพงที่ดี” นั้นไปจริงๆ

เรา ทุกคนย่อมมี “ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน” แต่แต่ละคนก็ย่อมมี “ก้อนอิฐที่ดีจนไม่มีที่ติ” จำนวนมากมายกว่าข้อบกพร่องหลายเท่า เมื่อเรามองเห็นมันแล้ว สิ่งต่างๆก็ดูจะไม่ร้ายนัก ไม่เพียงแต่เรามองเห็นมันแล้ว สิ่งต่างๆก็ดูจะไม่เลวร้ายนัก ไม่เพียงแต่เราจะสามารถอยู่กับตนเองและข้อผิดพลาดบางประการของเราได้อย่าง สุขสงบแล้ว เรายังสามารถมีความสุขกับการใช้ชีวิตร่วมกับสามีหรือภรรยาของเราด้วย นับเป็นข่าวร้ายสำหรับทนายความผู้เชี่ยวชาญเรื่องการหย่าร้าง แต่เป็นข่าวดีสำหรับโยม

อาตมา ได้เล่าเรื่องสั้นๆนี้หลายครั้ง ช่างก่อสร้างคนหนึ่งที่ได้ฟังเรื่องนี้ได้มาพบอาตมาเพื่อบอกความลับเกี่ยว กับงานก่อสร้างเขาบอกว่า “ช่างก่อสร้างอย่างเราๆนี้มักจะทำสิ่งผิดพลาดได้เสมอ เพียงแต่เราจะบอกลูกค้าว่ามันเป็นเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่มีบ้านใดในละแวกนั้น มีเหมือน แถมเรายังเบิกค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสองสามพันเหรียญอีกด้วย”

ฉะนั้น มันเป็นไปได้ที่เอกลักษณ์พิเศษจะมีจุดเริ่มต้นมาจากความผิดพลาด ในทำนองเดียวกัน ถ้าเพียงแต่โยมจะเลิกมองจดจ้องอยู่เฉพาะแต่ข้อผิดพลาด สิ่งที่โยมเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องในตัวโยม ในตัวสามีหรือภรรยาของโยม และในชีวิตทั่วๆไปอาจจะกลับกลายเป็น “ลักษณะพิเศษเฉพาะตัว” ที่จะเพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิตของโยมนะ

------------------------------------------------------------------
ช่วงนี้รู้สึกเครียดกับปัญหาหลายอย่าง พอมาอ่านเรื่องนี้ เลยทำให้รู้ว่าเรามัวแต่มองด้านแย่ๆ จนลืมมองด้านดีที่อยู่รอบตัวเราครับ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 07 มกราคม 2551, 15:25:05
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=30745

 :o


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 07 มกราคม 2551, 15:36:40
อ้างจาก: "ppornson"
ยังไงผมก็รับเจ๊หมวยได้ทุกเรื่องนะครับ...จุ๊บ จุ๊บ

Nong Pornson,
psst..shhhuuu...is he a man or a women??
p.nn


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 07 มกราคม 2551, 15:44:50
Nong Mouy(again),
your experience wondered me and touched me so bad!!I would nearly think you have a "golden marry" behind you already!! why?? because what you can describe your couple life is the truth of life...a normal,simple couple life...one should know who/what the best for each...can not compare,can not copy..and the best of the best..I heard it personally from my mother in law,who gets married for 55 years!! she told me a sentence I never forget...simple and easy to learn from...she said"concentrate to your life,your partner,your family"yes,I am close enough to see that even her couple runs also not sweet everyday!! and I can devide also between the healthy couple and a wrong/sick couple life...but that was not mine!! I should better concentrate to mine...is it true??
thank you for sharing experience with us here...
Nice!
p.nn


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 07 มกราคม 2551, 16:10:04
เทคนิคการดื่ม จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ชั้นเทพ

ดื่มอย่างไรไม่ให้เสียของพร้อมสัมผัสกับรสชาติที่แอบซ่อน ( ลอกเค้ามา )
รู้จักคำว่า ' เสียของ ' กันบ้างมั้ย ? คนไทยเราน่ะ ชอบทำให้เสียของอยู่เรื่อย
โดยเฉพาะนิสัย ' การดื่มแบบผสมมิกเซอร์ ' ทั้งหลาย
นั่นแหละคือการทำให้วิสกี้ชั้นดีที่บางทีไม่ควรผสมใดๆ ต้อง ' เสียของ '
วันนี้จะหยิบเอาเรื่องวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มาพูดกันซะหน่อย
เพราะว่าตระกูลนี้มีหลาย ' เลเบิ้ล ' เหลือเกิน ซึ่งมีวิธีการดื่มเฉพาะซะด้วย
เริ่มจาก ' เรด เลเบิ้ล ' (Red Label) กันก่อนเลยดีกว่า
จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล น่าจะดูถูกใจคนไทยที่สุด
เพราะน้องเล็กสุดขวดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการดื่มตลอดค่ำคืน
พูดง่ายๆ ก็คือกินได้นานๆ สนุกสนานกันทั้งคืนนั่นแหละ
แถมวิธีการกินที่ถูกต้องนั้น ก็ต้องผสมกับ ' มิกเซอร์ ' ทั้งหลาย
อันเป็นวิธีการดื่มที่นิยมในหมู่คนไทยอยู่แล้วซะอีก
ตอนนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ก็เลยขายดีที่สุดไปโดยปริยาย
ง่ายๆ จะใส่น้ำแข็ง ผสมโคล่า ชามะนาว หรือโซดาก็ได้ทั้งนั้น
สุดแล้วแต่ว่าจะชอบรสชาติแบบไหนหลังผสมมิกเซอร์แล้วเท่านั้นเอง
แต่นักดื่มมืออาชีพมักนิยมผสมน้ำก่อนแล้วจึงผสมโซดาตามลงไป
ในอัตราส่วน2:1หรือที่เรียกกันว่า ' โซดาลอย ' นั่นเอง...
ผสมเสร็จก็ เอ็นจอย ดริ๊งกิ้ง กันได้ทั้งคืน ( แต่อย่าขับรถหลังดื่มนะ )

โตขึ้นมาหน่อย กับความเคร่งขรึมแบบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
วิสกี้ชั้นดีจากการหมักบ่มเพื่อให้ได้รสชาติที่คลาสสิกที่สุดนานถึง 12 ปี
วิธีการดื่มที่ถูกต้องนั้นก็คลาสสิกไม่แพ้รสชาติของตัววิสกี้
ง่ายๆ เท่ๆ ดูดีด้วยสไตล์ที่เรียกกันว่า ' ออน เดอะ ร็อก ' นั่นเอง
หรือถ้าอยากย๊ากอยากจะผสมมิกเซอร์เหลือเกิน
ก็ต้องใส่น้ำแข็งเข้าไปเยอะๆ วิสกี้ ครึ่งแก้ว และโซดาอีกครึ่งแก้ว
แค่นี้แหละ ก็จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
มาถึงวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ที่ไม่ค่อยจะเห็นบ่อยนักบ้างดีกว่า
เริ่มจาก จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล อายุ 18 ปีกันก่อน
แค่นำ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล ไปใส่ในช่องแช่แข็งสัก 24 ชั่วโมง
ถ้าที่ในช่องแช่แข็งยังเหลือก็นำแก้วทรงสูงเปล่าๆ แช่ไว้ด้วย
พอได้เวลา ก้รินใส่แก้วที่แช่ไว้ข้างกันๆ นั่นแหละ แล้วดื่มเข้าไปเลย
ทันทีที่วิสกี้เย็นจัดปะทะกับความอุ่นในปาก กลิ่นหอมหวนนุ่มลิ้นจะอบอวล
แหม...ยิ่งถ้ามีช็อกโกแล็ตดีๆ ไว้กินเข้าคู่ล่ะก็ จะเป็นความสุขที่ลืมไม่ลงเลย เชียว
ส่วน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ที่มีจำหน่ายแบบจำกัดประเทศนั้น
หาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ สักก้อน ใส่ในแก้วปากกว้างเพียงแค่ก้อนเดียว
ไม่ต้องกลัวว่าน้ำแข็งก้อนนั้นจะเหงา เพราะเราจะเฝ้ามองอย่าทะนุถนอม
จากนั้นริน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ลงไปไม่ต้องท่วมน้ำแข็ง
แกว่งแก้วเล็กน้อย ให้อุณหภูมิของวิสกี้ชะอุณหภูมิของน้ำแข็งก้อนโต
ดมกลิ่นวิสกี้ที่ระเหยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนลิ้มรสวิสกี้ที่อุณหภูมิพอเหมาะพอดี
งานนี้จะได้ รสชาติ กลิ่น และแสงที่วิสกี้ตกกระทบกับก้อนน้ำแข็งชวนมอง
ปิดท้ายกันที่วิสกี้ชั้นสูง จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล อายุ 25 ปี
ที่หมักบ่มจากมอลต์คุณภาพสูง ตามวิธีการคลาสสิกแบบศตวรรษที่ 19
วิธีการดื่มวิสกี้ชั้นสูงนี้ก็คลาสสิกมาก เตรียมแก้วบรั่นดีสวยๆ ไว้สัก 2 ใบ
แก้วนึงรินวิสกี้รอไว้ ส่วนอีกแก้วนึงรินน้ำแร่เย็นๆ ไว้เช่นกัน
ดื่มน้ำแร่เย็นๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปากกันก่อน
จากนั้นจิบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ในแก้วบรั่นดีอีกใบตาม
เมื่อน้ำแร่เย็นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากผสมกับวิสกี้ชั้นดีนี้
รสชาติที่แอบซ่อนจะซึมผ่านเพดานปากไปมัดใจนักดื่มเหล้าทั้งหลาย ไม่รู้ลืม
เสร็จสิ้นครบทั้ง 5 เลเบิ้ลของตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กันแล้ว
ต่อจากนี้นักดื่มเหล้าชาวไทยทั้งหลาย ก็จะดื่มได้แบบไม่เสียของกันแล้ว
แต่ที่สำคัญที่สุด ดื่มแล้วจะมึนน้อยหรือมึนมาก ก็อย่าขับรถเลย


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 07 มกราคม 2551, 21:22:59
:oops: มีวิธีกินนม...มั้ยพี่แม็ค.....

...จากคนไม่ดื่มเหล้า......เอิ๊กๆๆ....


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 07 มกราคม 2551, 21:44:33
Open and juab juab...I mean:for instant UHT...
p.nn(Gin tonic)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 08 มกราคม 2551, 10:08:57
กินแต่พอดีๆ เด๋วมันจะสำลัก

เหอๆ  :D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 08 มกราคม 2551, 23:39:47
:oops:  :oops:  :oops:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 09 มกราคม 2551, 10:32:12
ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บฯ ดร.บุญชัย ค่ะ

จิตรานุภาพของการตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน  
 
 บทความที่นำเสนอสรุปจากหนังสือชื่อ The Power of Now แต่งโดย Eckhart Tolle ว่าด้วยเรื่องของพลังแห่งการจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เราให้เราประสบความสำเร็จ มีความสุข และมีความสงบในจิตใจ ผู้แต่งได้อธิบายถึงกลไกของความคิดที่ก่อให้เกิดความทุกข์และวิธีการสร้างความสุขให้บังเกิดขึ้นในจิตใจ

 
ซึ่งมีใจความสำคัญดังต่อไปนี้

ระบบความคิดซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ มีลักษณะตามสภาวะธรรมชาติ ดังนี้

ทำงานด้วยตัวของมันเอง เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา และไม่สามารถบังคับได้

ข้อมูลจากการวิจัยทั่วโลกพบว่า มนุษย์มีความคิดที่ผุดขึ้นเองตามธรรมชาติมากกว่าห้าหมื่นเรื่องต่อวัน ความคิดเหล่านี้เป็นสาเหตุให้มนุษย์เกิดความทุกข์ เพราะส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองเช่น ความอยากมี อยากเป็น อยากได้ ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากได้ หรือความโกรธเกลียดอาฆาตแค้น เป็นต้น โดยมนุษย์ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าความคิดดังกล่าวเป็นตัวเรา เป็นของเรา และถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติไม่จำเป็นต้องแก้ไขใด ๆ ฉะนั้น เมื่อมีความทุกข์หรือมีความอึดอัดใจ พวกเขาเหล่านั้นจึงรู้เพียงแต่ว่า พวกเขาไม่มีความสุข แต่ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรหรืออาจจะหาทางออกโดยการเสาะแสวงหาความสุขด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อเป็นการชดเชย โดยมองข้ามต้นตอของความทุกข์ไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งวิธีนี้เป็นหนทางออกจากความทุกข์เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่อกลับมาคิดอีกก็ทุกข์อีก วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด

วิธีการแก้ไขคือ ให้ตระหนักอยู่เสมอว่า ความคิดไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราจึงควบคุมไม่ได้ และถึงแม้ว่าเราจะบังคับความคิดไม่ได้ แต่เราก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกคิดเฉพาะเรื่องที่ดี มีประโยชน์ และสร้างสรรค์ได้ เราไม่จำเป็นจะต้องจมอยู่กับกองทุกข์เสมอไป เราสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้ด้วยตัวของเราเอง

ไม่อยู่กับปัจจุบัน

ความคิดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมักเป็นเรื่องในอดีตทั้งในแง่บวกและแง่ลบ หรือไม่ก็เป็นเรื่องในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ความคิดเหล่านี้ก่อให้เกิดความทุกข์ทั้งสิ้น เพราะเรื่องในอดีต หากเป็นเรื่องในแง่ลบย่อมทำให้เราจิตใจเศร้าหมอง แต่ถ้าเป็นเรื่องในแง่บวกก็อาจทำให้เราประมาทและเผลอเรอได้ ส่วนเรื่องในอนาคต มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับความกังวลหรือคิดเกินปรุงแต่งไปเอง

ก่อให้เกิดอารมณ์

ความคิดที่เกิดขึ้นในขณะที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้น จะเป็นความคิดที่เต็มไปด้วยตัวกูของกู จึงก่อให้เกิดอารมณ์ได้ทั้งในแง่ลบและแง่บวกเช่น เมื่อถูกตำหนิหรือด่าทอ จิตใจเราจะปรุงแต่งทันที เกิดเป็นความคิดต่อต้าน จนเกิดเป็นอารมณ์โกรธ เพราะคิดว่า ตัวเราเป็นเจ้าของความคิดเหล่านั้น หรือเมื่อเห็นของที่โปรดปรานจิตใจจะปรุงเป็นความคิด จนเกิดเป็นอารมณ์รักหรือพอใจ เมื่อนั้นจะเกิดเป็นตัณหา ความอยากที่จะครอบครอง เมื่อไม่ได้ดังใจก็จะเกิดความทุกข์ตามมา

เป็นเสียง

เมื่อจิตใจเกิดการปรุงแต่ง จะแสดงออกมาในรูปแบบของเสียงที่ดังอยู่ในใจ หากเราเชื่อว่าเสียงดังกล่าวเป็นตัวเรา เราก็จะมีพฤติกรรมและคำพูดเป็นไปตามความคิดที่ผุดขึ้นมา ซึ่งตามที่ทราบกันดีแล้วว่า ความคิดที่เกิดขึ้นเองเมื่อเราไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัวนั้น จะเต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งส่งผลให้การกระทำและคำพูดของเราปราศจากความรู้สึก เต็มไปด้วยความเป็นตัวกูของกู และวินาทีที่เราไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว ความคิดในแง่ลบที่ผุดขึ้นจะมีผลต่อจิตใจของเราทันที ก่อให้เกิดความทุกข์สุมอยู่ในจิตใจ




วิธีการสร้างความสุขและเปิดจิตเข้าสู่ความสงบโดยไม่ต้องนั่งกรรมฐาน

           1) ฝึกรู้ทันความคิดและอารมณ์ที่ปรุงแต่งขึ้นมาทุกวินาที

หลักในการมองความคิดหรือมองอารมณ์คือ เราจะต้องสวมบทบาทเป็น “ผู้มอง” อย่างเดียวโดยไม่ต้องเติมสีปรุงแต่ง แม้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นสุขหรือทุกข์ก็ตามที อย่างไรก็ตาม การฝึกมองอารมณ์นั้นจะปลอดภัยกว่าการมองความคิดเพราะการมองความคิด อาจจะหยุดไม่ได้และอาจทำให้เสียสติ ดังนั้น จึงแนะนำว่า เมื่อมีความคิดเกิดขึ้นให้ เพียงทำใจ“รู้”ว่ามีความคิดเกิดขึ้น หากเป็นความคิดที่ไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ ให้ตัดทิ้งทันทีไม่ต้องเสียดาย ให้เลือกคิดแต่ในสิ่งที่ดี หมั่นสร้างความคิดที่ดีให้เกิดขึ้นในจิตใจเพื่อเป็นการทดแทนความคิดที่ไม่ดี และพยายามประคองไม่ให้ความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้อีกเลย เมื่อนั้นจิตใจจะเกิดความสงบและสบาย จิตจะเข้าใกล้ความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานมากขึ้นในทุกขณะจิต

2) ฝึกความรู้สึกทั่วทั้งสรรพางค์กายและฝึกหายใจลึก ๆ ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

การฝึกความรู้ตัวทั่วพร้อมจะช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เพราะจิตไม่เกาะอยู่กับความคิด จึงไม่เกิดความทุกข์ ความเครียด หรือความกังวล เมื่อจิตใจดีร่างกายก็จะดีตามไปด้วย นอกจากนั้น การฝึกความรู้สึกทางร่างกายจะช่วยให้มองเห็นอารมณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเช่น หากเรานั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน ร่างกายจะปวดเมื่อย ส่งผลให้เกิดเป็นอารมณ์ที่อึดอัดซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน

3) ฝึกมองดูผัสสะที่กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

เมื่อมีการกระทบเกิดขึ้นทางอายาตนะทั้งห้า ให้ตั้งเรารับรู้ถึงการกระทบดังกล่าวอย่างแท้จริง เพื่อฝึกการจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน

4) ฝึกความคิดที่ถูกต้อง

หัดยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่ก็ตาม และให้ตระหนักอยู่เสมอว่าความคิดนั้นไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา และเราไม่สามารถบังคับมันได้ จะทำให้จิตใจถอดถอนออกจากความเป็นตัวกูของกู สามารถมองความจริงตรงตามความเป็นจริง จิตใจจะสงบ เมื่อนั้นจึงจะเกิดปัญญาช่วยให้เราสามารถหนีออกจากกองทุกข์ได้

5) คบหาสมาคมกับคนที่มีสติและสมาธิ

เพื่อเป็นการวัดระดับความมีสติและสมาธิของตนเอง เพราะถ้าตัวเราเองยังไม่รู้ว่าสภาวะของคนที่มีสติและสมาธิเป็นอย่างไรแล้ว ตัวเราจะพัฒนา แก้ไข และปรับปรุงพลังสติและสมาธิของตนเองได้อย่างไร ฉะนั้น เราจึงควรศึกษาพฤติกรรม คำพูด และการกระทำของคนเหล่านั้น เพื่อนำมาประยุกต์ใช้และพัฒนากำลังสติและสมาธิของเราต่อไป เมื่อเรามีสติและสมาธิเพียงพอ ความคิดในทางอกุศลย่อมกระทบเราไม่ได้ เมื่อนั้นเราจึงมีความสุข เป็นอิสระจากความทุกข์ และสามารถลืมตาอ้าปากสามารถสร้างชีวิตที่ดีและมีคุณภาพได้ด้วยสองมือของเราอย่างแท้จริง
 


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 09 มกราคม 2551, 18:22:16
วันก่อนเค้าเพื่งเอา gold มาให้ขวดนึง..ซัดซะ..กินมันเหมือนเดิม โซดา น้ำแข็ง..

แต่มันนุ่มดีจริงๆนะ..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 10 มกราคม 2551, 03:36:33
Can women enjoy it with any other mixer??
sweet direction??

Nong Max,please answer...tomorrow I will follow!
p.nn


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 10 มกราคม 2551, 14:00:45
เอ่อ...อันนี้ไม่แน่ใจล่ะครับพี่หนิง

ผม Copy mail ที่เค้า FW กันมาอีกทีล่ะครับ

รอ อุ๋มอิ๋ม เข้ามาตอบก็ได้มั้งครับ  :D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 10 มกราคม 2551, 16:13:10
ดื่ม red label กับชาเขียว โออิชิ รสข้าวญี่ปุ่น

เนียนดีครับ แต่เมาเร็ว มันหวาน


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: wat ที่ 10 มกราคม 2551, 16:23:37
:shock:  :shock:   :shock:   :shock:   :shock:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 10 มกราคม 2551, 16:27:16
Nong Wat,
I didn't see you a long while...How are you doing lately??
p.nungning27


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 10 มกราคม 2551, 16:27:45
 
อ้างถึง   

ผู้มีบุญ และใจบุญทุกท่าน
>
>  
> |---------------------------------------------------------------------------
> -------------------------------------------------------------------------|
> | ทุกคนในนี้มีมือถือใช่ไหมครับ ขอซัก 9 บาทได้ไหม เพื่อผู้ป่วยโรคเอดส์ ทุกคน
> ในนี้มีมือถือ ไม่ว่าเครื่องละ พัน หรือเครื่องละหมื่น ขอแค่ 9 บาท
> บริจาคเงินให้วัดพระพุทบาตรน้ำพุ หน่อยครับ |
> | ง่าย ๆ แค่กด 1900-222-200 สายทานบารมีครับ อันนี้เรื่องจริงครับ ผมโทร
> ไปเช็คที่วัดแล้วครับ ขอบคณคับ
> |
> |---------------------------------------------------------------------------
> -------------------------------------------------------------------------|


^
^
ผมลองดูแล้วครับ ก็ OK ครับ เลยมา Post แนะนำไว้ครับ

Sharp.


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: khesorn mueller ที่ 10 มกราคม 2551, 16:28:47
Nong อุ๋มอิ๋ม ka,
can we(women) drink Label family with any other mixture methode??more sweet and mild for women??
p.nn


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 14 มกราคม 2551, 11:49:38
ผมว่าจะโพสเรื่องที่ผมประสบกับตัวเอง มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วล่ะครับ แต่ก็ไม่ว่างสักที

วันนี้พอมีเวลาครับ

ไฟไหม้ตึกโตคิว

คืออพาร์ทเมนต์ที่ผมอยุ่นี่มันอยุ่ใกล้ๆ ตึกโตคิวน่ะ ถ้าแบบกะคร่าวๆ ก็คงไม่เกิน 400 เมตรมั้งครับ

ผมตื่นมาตอนตีสาม เพราะได้ยินเสียง เปาะ แปะๆ   แบบอะไรตกใส่หลังคา พวกบ้านข้างๆ น่ะครับ

ก็เห็นอากาศเย็นๆ นึกว่าลูกเห็บตก (ตอนนั้นมันมึนๆ ง่วงๆ เลยนึกว่าลูกเห็บจริงๆ ) ก็เอามือไปรอง

นอกหน้าต่าง ก็ไม่มีอะไรตกใส่มือ  ฝนก็ไม่ใช่เพราะไม่เปียกมือ  แต่ก็แปลกใจว่า

ทำไมตีสามแล้วชาวบ้านเค้าไม่นอนกันเหรอ ออกมายืนดูอะไร  ผมก็มองตาม

ก็เห็นล่ะครับไฟไหม้ตึกโตคิว ตึก 53 ชั้น  อะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ปลิวทั่วเต็มท้องฟ้าเลยครับ

บางชิ้นก็ติดไฟลอยลงมา ตอนนั้นผมนึกว่ามันคือกระดาษนะ มารู้ตอนหลังมันคือแผ่นอลูมิเนียมอ่ะ

เพราะมันลอยมาตกหลังห้องผมด้วย  ผมก็ไปยืนดูสักพัก ก็เห็นว่าไฟดับ มีแต่ควัน

ก็เลยเดินกลับมาห้อง  เท่านั้นล่ะครับ ก็ได้ยินเสียงโวยวายกันใหญ่ ก็เลยออกไปดูอีกที

คราวนี้ ไฟลุกท่วมยอดตึกเลยอ่ะ   ไฟฟ้า ทั้งซอยก็ดับลงกระทันหัน ได้ยินแต่เสียงตะโกนว่าให้รีบหนี

ออกจากที่พักอ่ะ  ผมก็ตกใจอ่ะ ก็เก้บกล้อง + โน๊ตบุค +เสื้อผ้าสักชุดสองชุดลงกระเป๋า

ก็วิ่งออกมา  ตอนลงมาข้างล่างพวกเศษต่างๆ ก็ปลิวเต็มเลย ที่ผมกลัวคือ กระจกอ่ะ

กลัวมันแตกแล้วปลิวมาด้วย   ผมโชคดีที่รถหน่วยกู้ภัยผ่านมา เค้าบอกให้กระโดดขึ้นหลังรถเค้า

ผมก็ขึ้นไป แล้วเค้าก็ไปปล่อยผม แถวๆ หน้าโรงแรม ดิ แอมเมอรัล อ่ะ (ม่ายช่ายโปเซดอนนะ)

ผมก็ไปนั่งอยู่ข้างถนน สักพัก ก็ง่วงๆ + มึนๆ ก็คิดอยุ่ว่า เกิดไรขึ้นวะเนี่ย แล้วจะทำไงดีต่อวะ

ก็เลยโทรหาเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ ผมขอไปนอนด้วย  ก็ฟังข่าวว่ามันจะถล่มเปล่า เพื่อจะได้กลับที่พัก

เพราะไฟมันท่วมทั้งตึกเลยอ่ะ แล้วก็กลัวมันถล่มมาก   น่ากลัวมากๆ ครับพี่น้อง

สิ่งที่ผมได้จากเหตุการณ์นี้แล้วก็อยากจะแชร์กับเพื่อนๆ อ่ะครับคือ

         - เป็นไปได้นี่มีกระเป๋าฉุกเฉินที่ใส่พวกพลาสเตอร์ยา, ไฟฉาย อุกรณ์จำเป็น

         - กระเป๋าใบใหญ่หน่อยที่พอใส่เสื้อผ้า ได้สัก 2-3 ชุดอ่ะเผื่อเข้าไปตึกที่พักไม่ได้

            จะได้มีเสื้อผ้าใส่สัก วันสองวัน

        - ตอนหนีนี่ใส่รองเท้าผ้าใบจะดีนะครับเพราะตอนหนีนี่ ตอนผมเดินเศษ อะไรก็ไม่รู้เต็มพื้นเลย

           ถ้าลากแตะนี่อาจจะโดนทิ่มเท้าได้        นึกได้เท่านี้ล่ะครับ

** ยาวหน่อย แต่แบบโคด ตกใจ + น่ากลัวมากๆ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: audit ที่ 16 มกราคม 2551, 15:27:56
ขวัญเอ้ยขวัญมา

คืนนั้นหลับเป็นตายมะได้ยินเสียงไรเลย 555 (อายจัง)

 :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 16 มกราคม 2551, 20:31:28
:lol:  :lol:  :lol:  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 16 มกราคม 2551, 21:08:05
โตคิวมาบุญครองหรือเปล่า :shock:  :!:  :?:
ช่วงปีใหม่นี่ ไม่ได้เข้า กทม.เลย...อยากรู้ว่าตอนนี้มาบุญครองยับเยินเลยหรือเปล่า?!?
หรือว่าพังแค่ตรงโตคิวเท่านั้น?


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: audit ที่ 17 มกราคม 2551, 11:37:29
โตคิวรัชดาค่ะอาจารย์โอ มะช่ายโตคิวที่ติดกะมาบุญครอง

 :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: audit ที่ 17 มกราคม 2551, 11:38:24
เอามาให้อ่านกัน..
 
หลายครั้งที่ผู้หญิงมักแสดงอาการแปลก ๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้
โดยเฉพาะในยามที่รู้สึกไม่พอใจกับอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรัก เมื่อใดก็ตามที่ผู้หญิงรู้สึกว่าคนรักของตนเปลี่ยนแปลงไป โดยสงสัยว่าอาจจะมีใครอีกคนเข้ามาทำให้เค้าเปลี่ยนไป การแสดงออกของแต่ละคนจะแตกต่างกัน ดังนี้


แบบที่ 1 ระเบิดอารมณ์
ผู้หญิงแบบนี้มักจะเก็บอารมณ์ไม่ค่อยได้ จะต้องซักถามเอาคำตอบทันที บางรายจะชวนทะเลาะ แสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด และคาดคั้นเอาคำตอบ พูดกันจนกว่าจะเคลียร์ ถ้าหากพูดกันไม่จบก็อาจจะมีการไปราวีบุคคลที่ 3 หรือกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตตามมา (ประเภทแฟนข้าใครอย่าแหยม แต่ถ้าข้าไม่ได้ ใครก็อย่าหวังจะได้เลย เอากันให้ตายไปข้าง)


แบบที่ 2 คิดมากและน้อยใจคนเดียว
ผู้หญิงแบบนี้มักจะเป็นคนคิดมาก และแอบน้อยใจคนเดียว จนกลายเป็นไม่มีความสุข และรู้สึกว่าตนเองไร้ความสำคัญ หรืออีกฝ่ายหมดรักตัวเองแล้ว มักจะไม่แสดงออกโดยตรง แต่จะมาในรูปของการงอน เงียบ หลบหน้าหลบตาไม่รับโทรศัพท์ หรือขาดการติดต่อ แต่จะไม่ตีโพยตีพาย บางรายหากแน่ใจว่าคนรักไม่รักตนอีกแล้วก็จะตัดใจและจากไปเงียบๆ โดยไม่มีคำร่ำลา (เพราะทำใจไม่ได้และเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดกัน หากเค้าหมดรักก็ไม่อยากที่จะรั้ง
เอาไว้ เพราะมีแต่จะเสียใจไปเปล่าๆ)


แบบที่ 3 ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผู้หญิงแบบนี้ จะไม่ตีโพยตีพายตั้งแต่แรก แต่จะคอยสังเกตพฤติกรรมเงียบ ๆ
โดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว เมื่อพบว่าตัวเองเข้าใจผิดก็จะเฉยซะ แต่ถ้าเข้าใจถูกก็จะเปิดใจพูดกัน หากฝ่ายชายเคลียร์ตัวเองได้ก็จบ ไม่เช่นนั้นก็อาจต้องเลิกรากันไป (เพราะผู้หญิงแบบนี้มองว่าตัวเองก็มีศักดิ์ศรี เมื่อเขามีคนอื่นแล้ว ก็ไม่ควรจะเสียเวลากันต่อไปอีก สู้หาแฟนใหม่มาดามใจดีกว่า)


ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม คุณผู้ชายทั้งหลายก็ควรจะระวังเอาไว้ อย่าปล่อยให้ความระแวงเข้ามาในใจแฟนของคุณ ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะเสียคนที่คุณรักไปก็ได้ มีอะไรก็พูดอธิบายให้คนรักของคุณเข้าใจ เพราะบางทีสิ่งที่คุณคิดว่าไม่มีอะไร อาจจะกลายเป็นสิ่งที่กำลังทำลายความรักของคุณอยู่ก็ได้

ขอบคุณที่มา:นิตยสารผู้หญิง


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 17 มกราคม 2551, 12:00:48
แล้วน้อง ออดิท เป็นแบบไหนครับ

พี่ทายว่าแบบที่ 2 แล้วกัน  :D


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 17 มกราคม 2551, 14:51:45
พวกที่ 1 ...ต้องมอบ ซ่งติง ให้เป็นรางวัล :twisted:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 17 มกราคม 2551, 16:37:38
เอ สงสัย อยากจะสื่อสารบางอย่างให้บางคนรู้ตัว รึป่าว
 :lol:  :lol:  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 22 มกราคม 2551, 08:34:04
เคยอ่านเจอในหนังสือเมื่อนานมาแล้ว
เผอิญมีคนส่ง e-mail มา หลายคนน่าจะเคยอ่านแล้ว
เอามาฝากไว้ เผื่อยังไม่เคยอ่าน

------------------------------------------------

เรื่องเล่าของวงกลม ..

นานมาแล้ว .. มีวงกลมอยู่วงหนึ่ง
เศษเสี้ยวหนึ่งของมันหายไป

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/circle01.jpg)

มันกลิ้งไป ... กลิ้งไป
ตามหาเศษเสี้ยวที่หายไปนั้น

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/circle02.jpg)

มันเจอผู้คนมากมาย
แต่ไม่มีใครเลย ที่จะเติมเต็มมันได้

บางที .. ก็ใหญ่เกินไป
ถ้าฝืน ... ก็จะเจ็บทั้งสองฝ่าย

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/circle03.jpg)

บางที ... คิดว่าเข้ากันได้
แต่พอจะก้าวไปข้างหน้า ... ถึงได้รู้ว่า "ไปด้วยกันไม่ได้"

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/circle04.jpg)

บางที ... เศษเสี้ยวมีหนามแหลมคม
กว่าจะรู้ตัวว่า " ไม่ใช่"
ก็ได้ทิ้งบาดแผลและความเจ็บปวดมากมายไว้ให้เจ้าวงกลม

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/circle05.jpg)

มันยังกลิ้งไป ... กลิ้งไป

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/circle02.jpg)

จนในที่สุด ... ก็ได้พบเศษเสี้ยวของมัน

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/circle07.jpg)

แล้ววงกลม ... ก็เต็มวง

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/circle08.jpg)

-------------------------------------------------------

ถ้าเรื่องมันจบแฮปปี้ยังงี้ก็ดีเนอะ   ลองมาฟังนิทานอีกเรื่อง ...

-------------------------------------------------------

เรื่องเล่าของสามเหลี่ยม


ยังจำเศษเสี้ยวของวงกลมนั้นได้ไหม ?
เสี้ยวรูปสามเหลี่ยม... กำลังตามหาวงกลมของมัน

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/tri01.jpg)

มันกลิ้งไป ... กลิ้งไป

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/tri02.jpg)

พบคนมากมาย ...
แต่ไม่มีใครเลย ..ที่เป็นที่ของมัน
 
(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/tri03.jpg)

นี่ก็ไม่ใช่ ... นั่นก็ยังไม่ใช่

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/tri04.jpg)

พอเจอคนที่คิดว่าใช่ ...

กลับพบว่า
เขามีส่วนเติมเต็มของเขาอยู่ แล้ว
 
(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/tri05.jpg)

สามเหลี่ยม ... กลิ้งไป ... กลิ้งไป ...

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/tri02.jpg)

กลิ้งไป ... กลิ้งไป  

จนขอบของมันเริ่มมนลง

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/tri07.jpg)

ในที่สุดสามเหลี่ยมนั้น
กลายเป็นวงกลม
และพบว่าตัวเอง สามารถกลิ้งไปได้ด้วยตัวของมันเอง
... โดยไม่ต้องการให้ใครมาเติมเต็ม ...

(http://i200.photobucket.com/albums/aa159/apiratt/tri08.jpg)


 8)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ลูกพิ้ง ที่ 22 มกราคม 2551, 08:44:11
:D หนูมีหนังสือเล่มนี้......ที่เล่าเรื่องราวที่ตาแคม...โพสต์มาด้านบนด้วยล่ะ....

ชื่ออะไรน๊า....สามเหลี่ยม....วงกลม....หรือ...ชิ้นส่วนที่หายไปน๊า.....

เด๋ว....เอาไว้ไปดูให้ดีแล้วมาบอกอีกทีนะจ้ะ... :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: audit ที่ 22 มกราคม 2551, 10:05:08
อ้างจาก: "Max"
แล้วน้อง ออดิท เป็นแบบไหนครับ

พี่ทายว่าแบบที่ 2 แล้วกัน  :D


ต้องลองถามคนข้างๆค่ะ 555

 :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: MahDee ที่ 04 กุมภาพันธ์ 2551, 11:41:54
เรื่องดี ๆ มาแบ่งปัน

ท่านเห็นมั๊ย.....ใครอยู่ในรถ

(http://i175.photobucket.com/albums/w155/MahDee_2007/74be6c00.jpg)


ใครที่ใช้รถเล็กๆราคาถูกๆ แล้วรู้สึกอับอาย เสียหน้า .. เข้ามาดู  
ใครที่ใช้รถเล็กๆราคาถูกๆ แล้วรู้สึกอับอาย เสียหน้า .. เข้ามาดู!!!  

เคยเสียหน้าใช่ไหมหละ ที่รถตัวเอง เป็นรถเล็กๆ ราคาถูกๆ ไม่กี่แสน ระดับต่ำๆ  

อับอาย .. สู้หน้าคนที่ใช้รถราคาแพงๆ หลายล้าน ออปชั่นเพียบไม่ได้
เสียหน้า ที่ตัวเองเป็นหัวหน้า .. ขับรถญี่ปุ่นคันเล็กๆ  แต่ลูกน้อง ขับเบนซ์คันใหญ่ บีเอ็มคันยักษ์ ฯลฯ  

เลิกคิดน้อยใจได้แล้วครับ...ดูรูปนี่เลยครับ  

ผมเอาไปให้ร้านรูปพิมพ์ให้ใหญ่ขนาดโพสต์การ์ด ใส่กรอบ ตั้งหน้ารถ  ไว้เตือนตัวเตือนใจตัวเอง ... ว่า “รถเล็กๆ ก็พอเพียงแล้ว”  

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ขอจงทรงพระเจริญ

ปล.จาก forward mail ครับ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 04 กุมภาพันธ์ 2551, 13:02:49
พอเพียง แล้วก็ต้อง เพียร ด้วยครับ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Net 80 ที่ 05 กุมภาพันธ์ 2551, 17:58:23
เอาเรื่องดีๆ มาฝาก แต่อยากปั่นกระทุ้ รุ่น 2540 หน่อย...

http://www.cmadong.com/community/board/viewtopic.php?p=97365#97365


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551, 12:24:34
วิธีทำลายหลักฐานการเข้าดูเว็บโป๊
เป็นการกำจัดแบบ "ไร้คราบฝังแน่น"

1. คลิกเมนูข้างบน Tool แล้วเลือก Internet Option
หรือ คลิกขวาที่ไอคอนอินเตอร์เน็ต (ที่ Desktop นะ) แล้วเลือก Properties
ไปที่ตรงที่เป็นรูปนาฬิกา จะเห็นปุ่ม Clear History หมายถึง ให้ลบประวัติการท่องเน็ต
กดเลยครับ

2. แล้วไปที่ Temporary Internet File มันจะมีอยู่ 2 ปุ่ม
 คลิกปุ่มแรก มันจะถามว่าให้ลบคุกกี้หรือเปล่า ให้คลิก OK
แล้วคลิกปุ่มอันที่ 2 (ลบแฟ้ม) มันจะมีช่องให้"ติ๊ก"1ช่อง ติ๊กลงไปช่องนั้น แล้วกด OK
อันนี้จะนานหน่อย ใจเย็นนิดนึง

3. แล้วไปที่แท็บ Content มันจะมี 3 ย่อหน้า
ให้ไปดูเนื้อหาอันที่ 3 หัวข้อ Auto Complete
คลิกไปตรงนั้น มันจะมีให้ติ๊ก3 ช่อง
ช่องอันที่ 1 หมายถึง รายชื่อเว็บที่คุณเคยไป
ช่องอันที่ 2 หมายถึง แบบฟอร์มที่คุณเคยกรอก
ช่องอันที่ 3 หมายถึงรหัส ช่องที่ 3 สำคัญที่สุด
ให้ติ๊ก 2 ช่องแรก แล้วคลิก Clear Form แล้วกด Ok

ต่อไปคือการ ลบคำที่พิมพ์ลงใน Google หรือช่อง search ของเว็บหาข้อมูลต่างๆ

เอาเมาส์ชี้ไปตรงที่เราพิมพ์ แล้วกด Delete ที่แป้นพิมพ์ครับ

รับรองหมดจดสะอาด ไม่มีใครตามเราทัน หุหุ
ตาแคม  :lol:  :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551, 13:37:20
โอ้..เจ๋งจริง

ลองแล้ว  8)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551, 19:51:12
เรื่องดีๆ..มีไว้แบ่งปัน..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551, 23:30:29
 
อ้างถึง   
Subject: FW: คนรวยกับคนชั้นกลาง


ผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ  เล่มหนึ่งเขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น  10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง  และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม   ดังนั้น  จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ในด้านไหนของสังคมและจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวย

ความแตกต่าง


ข้อแรกก็คือ  เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น   ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน  พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ   คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน  นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก   แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ  หรือเป็นสิบ ๆ ปี   ในใจของคนจนนั้น  เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก  ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า   ส่วนคนรวยนั้น   เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน   เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน      การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล  เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน  และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง


ข้อสอง   คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย  คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ  และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น    นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น   แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดี ๆ  หรือมีมุมมองต่าง ๆ  มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน    เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า    คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ  “ซุบซิบนินทา”  เป็นนิจสิน   ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ  ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์  ดนตรี  การพักผ่อนหย่อนใจ  เป็นต้น


ข้อสาม  คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง   คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง    คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน   ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า  เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้   เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ  ได้


ข้อสี่   คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว   คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง    นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม    คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง     ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ  นั้นจะมีน้อยมาก       ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ   คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก   ในอีกมุมหนึ่ง   คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง &nb


เอามาให้อ่านครับ จาก forward mail
เรื่องนี้อาจจะดีก็ได้ ...

 8)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: audit ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551, 11:25:36
ดีค่ะพี่ชาร์ป แต่ว่ามันยังไม่จบข้อความป่าวคะ ดูแหว่งๆ

 :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551, 21:08:45
... หุ หุ พอดี มันมีเท่านี้น่ะ ... และก็ไม่รู้ว่าจะหาได้จากที่ไหนอีก ...

 :o


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551, 00:07:19
หามาให้แล้วยังบ่นอีก..น้องออดิทเนี่ยะ..เดี๋ยวปั๊ดตบด้วยจมูกซะเลย..

ใครมีปัญหาอะไรว่ามา.. :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mouy (Again) ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551, 08:14:13
เจ้าน้องชาร์ป....(เพิ่งรู้ว่าเป็นเด็กมัธยมโรงเรียนเดียวกัน...KKW เดี๋ยวต้องจับรับน้องใหม่..555...) ก็หาจาก Google งัย เอ้า!!... พี่มาช่วยแปะต่อให้...(เท่าที่อ่าน เหมือนข้อ 4 ยังไม่จบ)

ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้

ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อยบอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต

ข้อแปด คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลาย ๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก

ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

สุดท้าย ข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจเช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?

และนั่นก็คือความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง แน่นอน คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย ผมคิดว่า การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า

ยกเครดิตให้กับ link นี้ ครับ..http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=apower&month=12-02-2008&group=5&gblog=23

แต่จริงๆ เดี๋ยวนี้ เวลาเปลี่ยน คนรวยที่เป็นทายาทก็ไม่ค่อยได้คิดเรื่องพวกนี้แล้ว..บางทีทำตัวกลับเหมือนเป็นคนจนเสียนั่น...เอ้ยย....ธรรมดาโลกที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา...  :( .


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: audit ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551, 10:44:48
ขอบคุณมี่มั่กๆค้าบที่หามาต่อให้อ่าน

พี่โต้งกล้าตบเหรอ เด๋วเค้าฟ้องเงาดำแถวนี้ให้ไปครอบงำนะ หุหุ น่ากัวมะ

 :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551, 11:05:12
นับถือน้าแครมครับ...เรื่องเวปโป๊..

แต่ว่าสงสัยน้าแครมเอาคอมบริษัทเล่น หรือ คอมคนอื่นแน่ ๆ เลย..ถึงต้องหาวิธีทำอย่างนี้


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551, 19:44:37
โหย..ไม่มีกลัวอยู่แล้นเงาดงเงาดำอะไรกัน..ไร้สาระ..มามะ..มามะ

ส่วนเรื่องไอ้แครมมแน่นอน..มันต้องเล่นคอมพ์บริษัท..เวลาทำงาน 8 ชม. ไอ้นี่ดูเวปโป๊ประมาณ 5 ชั่วโมง..วาดการ์ตูนอีก 2 ชม. อีก 1 ชม.เข้าห้องน้ำบริษัท..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551, 08:00:20
สาดดดด เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

ตาแคม  :cry:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551, 18:36:43
พรบ. ICT ฉบับเข้าใจง่าย ได้มาจาก Fwd. Mail ครับ
๑. เจ้าของไม่ให้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วเราแอบเข้าไป … เจอคุก ๖ เดือน

๒. แอบไปรู้วิธีการเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้าน แล้วเที่ยวไปโพนทะนาให้คนอื่นรู้ … เจอคุกไม่เกินปี

๓. ข้อมูลของเขา เขาเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ดี ๆ แล้วแอบไปล้วงของเขา … เจอคุกไม่เกิน ๒ ปี

๔. เขาส่งข้อมูลหากันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบส่วนตั๊วส่วนตัว แล้วเราทะลึ่งไปดักจับข้อมูลของเขา … เจอคุกไม่เกิน ๓ ปี

๕. ข้อมูลของเขาอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเขาดี ๆ เราดันมือบอนไปโมมันซะงั้น … เจอคุกไม่เกิน ๕ ปี

๖. ระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้านทำงานอยู่ดี ๆ เราดันยิง packet หรือ message หรือ virus หรือ trojan หรือ worm หรือ (โอ๊ยเยอะ) เข้าไปก่อกวนจนระบบเขาเดี้ยง … เจอคุกไม่เกิน ๕ ปี

๗. เขาไม่ได้อยากได้ข้อมูลหรืออีเมลล์จากเราเล้ย เราก็ทำตัวเป็นอีแอบเซ้าซี้ส่งให้เขาซ้ำ ๆ อยู่นั่นแหล่ะ จนทำให้เขาเบื่อหน่ายรำคาญ … เจอปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

๘. ถ้าเราทำผิดข้อ ๕. กับ ข้อ ๖. แล้วมันสร้างความพินาศใหญ่โตในระดับรากหญ้า งานนี้มีซวยแน่ เจอคุกสิบปีขึ้น

๙. ถ้าเราสร้างซอฟต์แวร์เพื่อช่วยให้ใคร ๆ ทำเรื่องแย่ ๆ ในข้อข้างบน ๆ ได้ … เจอคุกไม่เกินปีนึงเหมือนกัน

๑0. โป๊ก็โดน , โกหกก็โดน , เบนโลก็โดน , ท้าทายอำนาจรัฐก็โดน … เจอคุกไม่เกิน ๕ ปี

๑๑. ใครเป็นเจ้าของเว็บ แล้วยอมให้เกิดข้อ ๑0. โดนเหมือนกัน … เจอคุกไม่เกิน ๕ ปี

๑๒. ถ้าเราเรียกให้ชาวบ้านเข้ามาดูงานของศิลปินข้างถนน ซึ่งชอบเอารูปชาวบ้านมาตัดต่อ เตรียมใจไว้เลยมีโดน … เจอคุกไม่เกิน ๓ ปี

๑๓. เราทำผิดที่เว็บไซต์ซึ่งอยู่เมืองนอก แต่ถ้าเราเป็นคนไทย หึ ๆ อย่าคิดว่ารอด โดนแหง ๆ

๑๔. ฝรั่งทำผิดกับเรา แล้วมันอยู่เมืองนอกอีกต่างหาก เราเป็นคนไทย ก็เรียกร้องเอาผิดได้เหมือนกัน ( จริงดิ ?)

กฎหมายออกมาแล้ว ก็คงต้องระวังตัวกันให้มากขึ้นนะพวกเรา … จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทครับ

ข้อ ๑๒ ถึงเอารูปคนอื่นมาตกแต่ง ลบชื่อเค้าออก ก็โดนนะจ๊ะ


ที่มา:
http://www.tddf.or.th/tddf/library/article.php?id=0000316&genreid=05&genre=%A1%AE%CB%C1%D2%C2


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551, 17:59:42
ไอ้แครมมม copy รูปโป๊และส่งต่อ..จำคุกกี่ปีครับ..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551, 17:41:32
คุกไงไม่สน...อย่ามาปิดแคมฟ็อกละกัน


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551, 20:25:53
 
อ้างถึง   
ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง &nb


ไอ้ที่เน่าเพราะตลาดหุ้น ก็มีไม่น้อยนะครับ!...คนพวกหนึ่งกลายเป็นคนรวย แต่อีกกลุ่มกลายเป็นคนล้มละลาย
โดยส่วนตัว ผมเลือกที่จะเป็นคนชั้นกลางต่อไปครับ
คนพวกหนึ่งเลือกจะเข้าถ้ำเสือเพื่อได้ลูกเสือ  แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ลูกเสือมาเชยชม มากกว่าครึ่งหนึ่งโดนพ่อเสือแม่เสือกัดตายครับ
:?

อ้างจาก: "mmwindoo_79"
คนที่ฮึดขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตจากหน้าเป็นหลังอันนั้นเค้าเรียกว่า บ้าบิ่น
คนที่บ้าบิ่นอาจประสบความสำเรจอย่างยิ่งใหญ่ แต่น้อยคน ที่เหลือเจ็บปวดและเหลือแต่คำปลอบใจตัวเอง


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Aj.O ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551, 20:58:04
 
อ้างถึง   
๑0. โป๊ก็โดน , โกหกก็โดน , เบนโลก็โดน , ท้าทายอำนาจรัฐก็โดน … เจอคุกไม่เกิน ๕ ปี

๑๑. ใครเป็นเจ้าของเว็บ แล้วยอมให้เกิดข้อ ๑0. โดนเหมือนกัน … เจอคุกไม่เกิน ๕ ปี

๑๒. ถ้าเราเรียกให้ชาวบ้านเข้ามาดูงานของศิลปินข้างถนน ซึ่งชอบเอารูปชาวบ้านมาตัดต่อ เตรียมใจไว้เลยมีโดน … เจอคุกไม่เกิน ๓ ปี

๑๓. เราทำผิดที่เว็บไซต์ซึ่งอยู่เมืองนอก แต่ถ้าเราเป็นคนไทย หึ ๆ อย่าคิดว่ารอด โดนแหง ๆ


ไม่ค่อยเชื่ออ่ะ?  ขนาดไอ่พวกทำ Manussaya.com(เวบโดนทำลายไปแล้ว) หรือพวกโพสข้อความหมิ่นสถาบัน... ตามเวบบอร์ดประชาไท หรือฟ้าเดียวกัน แต่ยังไม่เห็นมีใครโดนจับแม่งเลยสักคน :x
ดีแต่ขู่เท่านั้นแหละไอ้กร๊วก(หมายถึงไอ้เจ้าของข้อความดั้งเดิมนะ ไม่ได้หมายถึง eggman)
ถ้าผมจะโพสรูปโป๊ แล้วต้องโดนจับ...ผมจะด่ามันว่า ทำไมไม่มีปัญญาจับไอ้พวกนั้นล่ะ(พวกสัมภเวสีที่อยู่ตามเวบกบฏเหล่านั้น)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 03 มีนาคม 2551, 08:33:58
กฏหมายมันก้อตัวหนังสืออ่ะนะ
ขึ้นอยู่กับคนเอามาใช้

ถ้ากฏหมายถูกนำมาใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ประเทศเราก้อคงไม่มีตัวเอี้ยอยู่ในทีวีร๊อก

ตาแคม  :x


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: mmwindoo_79 ที่ 03 มีนาคม 2551, 11:53:15
ไอ้เอี้ยตัวนั้นใช่ป่ะ?


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 03 มีนาคม 2551, 17:10:17
เอี้ยตัวไหน..เหยอ..หน้าตาเป็นไง


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: too ที่ 10 มีนาคม 2551, 08:26:48
สิ่งธรรมดาคือสิ่งพิเศษ  

เรื่อง วนิษา เรซ  

คัดลอกจาก Post Today  


บางครั้งในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา “ ต้อง ” ทำ ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสนขี้เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน เช่น การล้างจาน  
การ ท่องหนังสือ การจดจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบันนอกจากทำงานเหนื่อยแล้วยังต้องมานั่งรับส่งลูก เรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์อีก...เวลานั่งรอบางครั้งก็เหนื่อยจนลืมชื่นใจความ เก่งความน่ารักของลูก  

สิ่ง ของเหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น “หน้าที่” ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้งทำให้เราหงุดหงิดพอควรเลย...ตัวหนูดีเป็นคนเกลียดการล้างจานมาก เพราะไม่ชอบความเหนอะของคราบอาหารและความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่าผู้ชายคนไหนจะมาขอหนูดีแต่งงาน หนูดีจะให้ล้างจานให้ดูก่อน...แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่า หนูดียินดีทำอาหารทุกชนิดแต่ฝ่ายชายต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน...จนกระทั่ง วันหนึ่งหนูดีได้ไปปฏิบัติธรรมในวิถีเซน การไปอยู่วัดครั้งนั้น ทุกคนต้องล้างจานเอง...พระสอนว่า เวลาล้างจานเราต้องการอะไรจากการล้างจาน...คำตอบของพวกหนูดี คือ เราต้องการให้จานสะอาด (แหม ถามอะไรตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้วใช่ไหมคะ)...แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดค่ะ ...อ้าว ถ้าไม่อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมคะ หนูดีงงมาก...ท่านตอบว่า จากนี้ไป ขอให้ล้างจานเพื่อล้างจานได้ไหม...  

ทำไม ต้อง “ล้างจานเพื่อล้างจาน” กว่าหนูดีจะเข้าใจและทำได้ก็ผ่านไปจากนั้นนานแสนนาน และทุกวันนี้หนูดีก็ยังฝึกเป็นประจำ...เคล็ดอยู่ตรงนี้เองค่ะ หากเราล้างจาน  
เพื่อ ต้องการให้จานสะอาด ก็เหมือนกับเราโยนทิ้งปัจจุบันแล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคต แต่ปัจจุบันคือความทุกข์ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก  
เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้วเท่านั้น ... สรุปว่าใช้ชีวิตแค่กับเป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจ  
ให้ สุขในขณะล้างจาน จิตจดจ่ออยู่กับน้ำ ฟองน้ำและจาน...เป็นสุขอยู่ตรงนั้น ซึ่งหลังจากครั้งแรก พระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่า  
จาน เป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่านให้สะอาดอยู่...น่ารักมากเลยค่ะ ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระ ถ้าคิดอย่างนี้ได้ ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน  

ใน การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข...หนูดีคิดว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่างวิถีและเป้าหมายก่อน ...คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับ “เป้าหมาย” แต่หลงลืมว่า เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตอยู่ที่ “วิถี” ในการไปถึงเป้าหมายนั้น เหมือนเมื่อก่อนหนูดีตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนให้ได้คะแนนดีๆ ให้ได้เกียรตินิยม...และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนหนูดีไม่ มีหวั่น เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก...พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่แผล็บเดียวเดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว...จะเป็นจะตายต่อไปอีกเทอ ม...พอมาดูจริงๆ แล้วเรียนปริญญาตรีเราจะได้เห็นเกรดตัวเองหลักๆ ก็ 8 ครั้ง โอ้โห เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมีความสุขใหญ่ๆ แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะคะ  

ดัง นั้น การกลับมาปรับ “วิถี” ให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทางกลับทำให้ดัชนีความสุขมวลรวมของชีวิตเราพุ่ง สูงขึ้นอีกมาก เมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะคะ ...เดี๋ยวนี้หนูดีเลยมีกฎในการใช้ชีวิตว่า “ วิถีคือเป้าหมาย ” พูดง่ายๆ ว่า การทำใจให้สุขเป็นประจำวัน มีสุขในวิถี  นั่น แหละคือเป้าหมายของหนูดี ส่วนเป้าหมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่ค่ะ ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน หนูดียังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม...อาจจะดีกว่า เดิมด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวหนูดีคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคนอื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย และหนูดีไม่รอให้“เป้าหมายสำเร็จ” แล้วค่อยเป็นสุข...ไม่มีกฎอะไรกำหนดนี่คะว่าต้องรอ ก็เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า  

ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ดีมาก...หนูดีเอามาเขียนเตือนใจตัวเองหน้าหนังสือ “ขอบคุณสรรพสิ่ง” ที่เขียนก่อนนอนเลยค่ะว่า “ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์คือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว”  หนู ดีเห็นด้วยอย่างมาก เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง “ธรรมดา” เช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ...หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ...ใช่ค่ะ เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น  

แต่ ถ้าความ “ธรรมดา” นี้หมดไปล่ะคะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือสามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ...เรื่องก็จะ “ไม่ธรรมดา” ไปในทันที และในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดายความ “ธรรมดา” จนใจแทบจะขาด...หนูดีไม่ได้พูดเองเออเองนะคะ  

แต่ เพราะหนูดีอยู่ในอาชีพที่ได้เห็นความพลัดพรากสูญเสียในครอบครัวมาเยอะมาก จนเกิดเป็นกฎประจำใจเลยว่า ให้เรารีบชื่นชมกับความ “ธรรมดา” ที่เรามีและใช้ชีวิตประหนึ่งว่า สิ่งนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือ สิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วค่ะ  


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 11 มีนาคม 2551, 18:48:04
ไม่รู้เคยอ่านรึยังนะครับ

(http://img75.imageshack.us/img75/7168/pic22913og2.jpg)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 13 มีนาคม 2551, 07:55:09
เก็บเล็กผสมน้อยเอามาฝาก
มีคนเคยบอกว่า

ถ้าอยากจะทำอะไรซักอย่างให้ติดเป็นนิสัย
เช่น อยากซิทอัพทุกวันเพื่อลดหน้าท้อง
ให้อดทน และ พยายามทำติดต่อกัน 20 วัน
หลังจาก 20 วันแล้ว จะรู้สึกว่าขาดไม่ได้ ต้องทำเป็นประจำทุกวัน

แต่ถ้า เราเลิกทำอะไรไปซักอย่าง 7 วันติดต่อกัน
มันก้อจะไม่รู้สึกว่า ต้องทำทุกวันอีกแล้ว
 :wink:

และสำหรับคนขี้ลืม เช่น ปิดประตูรถ ล็อครถเสร็จ เดินไปได้สองสามก้าว
ก้อลืมไปแล้วว่า เอ... ตรู ล็อครถแล้วหรือยัง

ให้ลองทำอย่างนี้ดู
เวลาจะทำอะไรที่กลัวลืม เช่น กลัวลืมว่าจะล็อคประตูรถ
พอล็อคเสร็จ ให้ยืนจับประตูอยู่ และกำหนดจิตซักครู่
โดยกำหนดจิตว่าล็อคประตูนะ ยืนอยู่ซักพัก
ค่อยเดินออกมา

ทำแบบนี้ประจำ เท่านี้ เราก้อจะมีสติอยู่ตลอดเวลา
ว่าอะไรทำแล้ว อะไรยังไม่ได้ทำ

ลองดู
 :wink:

ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 03 เมษายน 2551, 08:55:15
บทเรียนดี ๆ ของกบ...


จงพอใจในวาสนาของท่าน เรามิอาจเป็นเลิศในทุกสิ่งได้
คนไม่พอใจในตัวเองจะเป็นทุกข์ตลอดไป...

.....นานมาแล้วมีกบตัวหนึ่งอาศัยใกล้กุฎิพระ

ตอนเช้าเห็นพระบิณฑบาตได้อาหารมาอย่างสบายทุกวัน เจ้ากบก็ปรารถนา
อยากเป็นพระกับเขาบ้าง คงจะดีนะ ต่อมาเมื่อพระฉันเสร็จก็เอาข้าวสุกโปรยให้ไก่กิน
เจ้ากบก็คิด เป็นไก่ดีกว่าไม่ต้องออกแรงเลย ไม่อยากเป็นพระอีกแล้ว ขณะนั้นเอง
หมาตัวหนึ่งแย่งไก่กินอาหาร ไก่กลัวหมามากจึงหนีเอาตัวรอดอย่างน่าอนาถ เจ้ากบก็คิด
เป็นหมาดีกว่าดูเป็นวีรบุรุษดี ไม่อยากเป็นไก่แล้ว มีชายคนหนึ่งเห็นเข้าจึงเอาไม้ไล่ตีหมา
จนหมาวิ่งหนีร้องลั่นไป เจ้ากบจึงคิดว่าทำไมเราไม่เกิดเป็นคนหนอ สามารถขับไล่หมาไปได้
จากนั้นเอง ชายผู้นี้ ก็มานั่งริมสระน้ำ แล้วเจ้าแมลงวันก็บินมาตอมจนชายผู้นั้นรำคาญ
และลุกหนี พร้อมบ่นว่า "รำคาญแมลงวันจริงโว้ย" เจ้ากบได้ยินเสียงดังนั้น ก็นึกคิดว่า
เกิดเป็นแมลงวันดีกว่านะ เพราะเก่งมากจนทำให้คนรำคาญได้ บังเอิญแมลงวันบินมาเกาะ
ที่จมูก มันจึงแลบลิ้นแผลบกินแมลงวัน เจ้ากบจึงค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ ว่า
เป็นอะไรก็ไม่ดีเท่าตัวเราเอง ความทุกข์จึงเกิดจากความไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่
"เราแทบไม่คิดว่า เรามีอะไรบ้าง แต่เราคิดเพียงว่า เราขาดอะไรบ้างเท่านั้น"

ฉันเป็นกบ อบ...อบ ในกะลา
ภูมิใจว่าตัวเองช่างยิ่งใหญ่
มาวันหนึ่งแล้วกะลาก็พลิกไป
ความภูมิใจสลายลงในพลิบตา
จากที่เคยคิดว่าตัวช่างยิ่งใหญ่
หลงภูมิใจอย่างโง่เขลาเบาปัญญา
แท้ที่จริงโลกนี้กว้างยิ่งกว่า
ทั่วโลกาหาใครใหญ่จริงไม่

ที่มา: Forwarded Mail

ตาแคม  :arrow:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: audit ที่ 03 เมษายน 2551, 11:31:50
เรื่องดีๆจาก Fw mail ที่น่าอ่าน
ถึงจะยาวหน่อย แต่ดีจริงๆนะ

 
อ้างถึง   
อายุ 28 ทำงานมา 3 ปี ย้ายงานมา 6 บริษัท

 

จบวิศวะ เครื่องกล พระจอมเกล้า พระนครเหนือ ตอนนี้อายุ 28 ทำงานมา 3 ปี ย้ายงานมา ทั้งหมดก็ 6 บริษัท เสต็ปเงินเดือนนะครับ

-         8,000 โรงงานคนไทย (Design Engineer) สิบเดือน

-         15,500 บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น (Design Engineer) สี่เดือน เลื่อนตำแหน่งไปหนึ่งครั้ง

-         30,000 บริษัทฝรั่ง A (Design Engineer) หนึ่งปีเงินเดือนขึ้นสองรอบ

-         35,000 โรงงานฝรั่ง (Design Engineer) สามเดือน

-         40,000 บริษัทฝรั่ง B (Project Engineer) สี่เดือน เลื่อนตำแหน่งไปหนึ่งครั้ง

-         6x,xxx บริษัทฝรั่ง C (Project Engineer) สามเดือน

-         1xx,xxx บริษัทฝรั่ง C (Project Manager) เพิ่งเลื่อนตำแหน่งเมื่อวาน

 

อยากจะบอกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เวลาที่ทำงาน จะต้องคอยสังเกตและศึกษาอยู่ตลอดว่า งานที่เรารับมาทำนั้น มันมาจากไหน มาจากใคร และ ไปไหนต่อ ไปยังไง ใครตรวจสอบ เพื่อดูว่าตำแหน่งที่สูงกว่าเรานั้น เค้ารับผิดชอบเรื่องอะไร พยายามเรียนรู้ให้ได้ว่าเรายังขาดอะไรอีกในการเลื่อนตำแหน่ง มันไม่ยากอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจนะครับ

 

เหมือนคนจีนว่า อย่าถามว่าเมื่อไรจึงจะได้เลื่อนตำแหน่ง แต่ให้ถามว่า หากได้เลื่อนตำแหน่งวันนี้ เรามีความสามารถพร้อมกับตำแหน่งนั้นๆ หรือยัง

 

ผมเองก็ทำตามที่กล่าวมาข้างต้น พอมีโอกาสให้รีบเสนอตัวทันทีไม่ต้องรอ ถ้าคิดว่าพร้อม โดยส่วนมากจะได้ตามที่เสนอ แต่ต้องย้ำว่าพร้อมจริงๆ นะครับ

 

คิดว่าคงเป็นประโยชน์บ้างนะครับ สำหรับคนจบใหม่ หรือ กำลังทำงานอยู่

 

อธิบายเพิ่มเติมให้แล้วกันนะครับ เผื่อเป็นแนวทาง

 

-         8,000 โรงงานคนไทย (Design Engineer) สิบเดือน
อันนี้ไม่มีอะไร ปรกติ เพิ่งจบ กำลังเรียนรู้ระบบ ลาออกเพราะเงินเดือนน้อย

-         15,500 บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น (Design Engineer) สี่เดือน เลื่อนตำแหน่งไปหนึ่งครั้ง
เดินเข้าไปคุยกับญี่ปุ่น ว่าผมทำงานตำแหน่ง senior design engineer ได้ เพราะว่าพร้อม และอธิบายเค้าว่า พร้อมยังไง เค้าก็โอเค ลาออกเพราะได้ที่ใหม่ เงินเดือนเยอะกว่า ที่สำคัญ เป็นบริษัทฝรั่ง

-         30,000 บริษัทฝรั่ง A (Design Engineer) หนึ่งปีเงินเดือนขึ้นสองรอบ
ขึ้นรอบแรกตอนผ่านโปรสามเดือน หลังจากนั้นอีกหกเดือนเงินเดือนขึ้นอีกรอบ เพราะว่า เดินเข้าไปคุยกับหัวหน้า เสนอตัวเองรับหน้าที่เพิ่มเติมจาก job description และอธิบายอีกครั้งว่าพร้อมยังไง เค้าก็โอเค ลาออกเพราะหัวหน้างานเริ่มงี่เง่ามาก ทนไม่ไหว

-         35,000 โรงงานฝรั่ง (Design Engineer) สามเดือน
อันนี้ปรกติ ออกเพราะว่ามันไกลบ้านมาก เดินทางไม่ไหว

-         40,000 บริษัทฝรั่ง B (Project Engineer) สี่เดือน เลื่อนตำแหน่งไปหนึ่งครั้ง
อันนี้เข้ามาเป็นตำแหน่งใหม่เป็นครั้งแรก หลังจากทำงานในตำแหน่ง design engineer มาหลายที่แล้ว เลยสมัครเป็น project engineer เพื่อดูภาพรวมของ project หลังจากนั้น บังเอิญที่บริษัทมี project นึง ที่ติดค้างส่งมอบให้ลูกค้ามานานมาก และไม่มีใครอยากรับไปทำต่อ ลูกค้าโกรธมากๆ ผมก็เลยเสนอตัวเองรับงานนี้ไปดู พร้อมกับข้อเสนอ (ตำแหน่งใหม่ เป็น Project manager แต่เงินเดือนเท่าเดิม เพราะว่าต้องการ referent ในตำแหน่ง project manager ไว้หางานใหม่)
ลาออกเพราะว่าหัวหน้าเป็นฝรั่ง ลูกค้าเป็นคนไทย ลูกน้องก็เป็นคนไทย น่าเบื่อมาก

-         6x,xxx บริษัทฝรั่ง C (Project Engineer) สามเดือน
งานที่นี่มันส์มาก ลุยกันสุดๆ ลูกค้าส่วนากอยู่ที่ต่างประเทศ ต้องเดินทางไปประกอบและติดตั้ง setup โรงงานตามไซด์งานต่างๆ

-         1xx,xxx บริษัทฝรั่ง C (Project Manager) เพิ่งเลื่อนตำแหน่งเมื่อวาน
และเช่นเคย มีงานใหม่เข้ามา project ใหญ่พอสมควร แต่ว่างานล้นมือกันทุกคน PM ที่มีอยู่ก็ติดงานอื่น เลยคุยกับเจ้าของบริษัท บอกว่าเราทำได้ ขอทำ เค้าก็คุยกับ PM ที่เหลือ ทุกคน OK ก็เลยเพิ่งเลื่อนนี่แหละครับ

 

คนไม่เชื่อทำยังไงก็ไม่เชื่อ ลองมองดูรอบๆ ที่ทำงานสิครับ เห็นคนอายุน้อยตำแหน่งสูงบ้างมั้ย ลองไปถามดูสิครับว่าเค้าทำยังไง ดีกว่าคอยนั่งนินทา แล้วก็อิจฉาเค้าไปวันๆ

 

ที่ผมอยู่ที่แรก เงินเดือน 8,000 ได้ตั้งปี เพราะว่าผมได้ทำงานอยู่ในห้องเดียวกับผู้จัดการโรงงาน เห็นเค้าว่างเมื่อไรผมถามแหลก ว่าแกขึ้นตำแหน่งนี้มาได้ยังไง ต้องรู้อะไรบ้าง บุคลิคจำเป็นมั้ย บลา บลา บลา แล้วสุดท้ายผมก็ได้แกเป็นต้นแบบ ทำตามที่แกแนะนำทุกอย่าง ทุกวันนี้ยังโทรคุยกับแกอยู่แลยครับ

 

ที่บริษัทญี่ปุ่นนั้น เสต็ปมันจะไม่เหมือนกันครับ ผมทำได้สองเดือนแรก ผมยื่นใบลาออก ทนไม่ไหว กลับดึกเงินเดือนน้อย ตามสไตล์ญี่ปุ่น หัวหน้าคนไทยกับคนญี่ปุ่นเรียกมาคุยบอกว่าไม่อยากให้ออก ยูทำงานเร็วมาก ผมบอกไอ้คนที่เข้ามาพร้อมกัน มันทำช้า ไม่เห็นใครว่าไร เงินเดือนเท่ากัน ไม่แฟร์ เค้าบอกทนๆไปก่อนเดี๋ยวสิ้นปีจะเลื่อนให้เป็น senior เค้าจะ support ให้ ผมบอกไม่ไหว นานไป ก็เลยถามเค้า senior เงินเดือนเท่าไร เค้าบอกมา ผมก็ว่าใช้ได้ 2x,xxx ก็เลยถามเค้าว่า senior ต้องทำอะไรได้บ้าง เขียนมาเลยเป็นข้อๆ แล้วผมจะรีบศึกษา ถ้าทำได้ตามนี้เมื่อไร ยูต้องปรับไอขึ้นนะ เค้าโอเค หลังจากนั้น หัวหน้าญี่ปุ่นเค้าก็เริมโยนงานของ senior มาให้ทำมากขึ้นเรื่อยๆ ครบสองเดือนก็เลื่อนครับ แต่พอดีที่ใหม่เค้ายื่นมา 30,000 เลยออกทันทีเลยครับ ผมถือว่าทำงานเพื่อเงิน เวลาของผมมีค่าที่สุด เรื่องความภักดีต่อองค์กรมันก็ส่วนหนึ่ง แต่ผมเลือกเงินไว้ก่อน เป็นฐานเงินเดือนดีกว่า

 

วิศวกรหลายๆ คนคงรู้ว่า เวลาหางานใหม่ ขอเงินเดือนเยอะไม่ได้ มันติดฐานเงินเดือนเก่า ใช่มั้ยครับ นั่นแหละครับ เหตุผลที่ผมเปลี่ยนงานบ่อยๆ

 

งานที่สุดท้ายเป็นลักษณะงานแบบเป็น Project ๆ ไป แล้วแต่ลูกค้า ส่วนมากจะอยู่ที่ต่างประเทศ ระยะเวลาก็แตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่ 4 เดือน ถึง 1 ปี คนที่คุมงานโดยรวม Project Manager ท่านอื่นๆ ก็จะรับงานไปดูแลส่วนมากไม่เกิน 3 งาน ในเวลาเดียวกัน ทีนี้ โดยนิสัยฝรั่ง ถ้าเรากล้าขอ มันก็กล้าให้ (ถ้าไม่เสี่ยงมาก) ถ้าทำได้ก็ทำต่อไป ถ้าขอแล้วทำไม่ได้ อันนี้ลาออกสถานเดียวนะครับ พอดีจังหวะงานใหม่ที่เข้ามา ผมเป็นคนไปประชุมพร้อมกับเจ้าของมาแล้วหลายๆ ครั้ง รู้ที่มาที่ไปเกือบทั้งหมด

 

งานในส่วนที่ผมรับผิดชอบมันเริ่มล้าช้า ผมเลยถามว่าทำไมช้อมูลมันมาช้า ผมทำงานต่อไม่ได้ เจ้าของก็บอกว่าคนอื่นๆ เค้างานยุ่งกันหมด ไม่มีใครรับเป็นเจ้าภาพงานนี้เลย ผมเลยกลับมาคิด ดูรอบๆ ด้านแล้วน่าจะเอาอยู่ เลยเข้าไปคุยกับเจ้าของ อธิบายว่า ถ้าให้เราคุม เราจะทำอย่างไร ขั้นตอน แผนงาน เป็นยังไง เค้าขอเวลาคุยกับ Project Manager ท่านอื่นๆ ก่อน (มีอีก 2 คน) ระหว่างนั้นผมก็รีบโทรหาทั้งสองท่านทันที บอกเค้าว่าเราทำได้ อยากให้ช่วยสนับสนุนหน่อย ทั้งสองท่านก็บอกว่ามันเหนื่อยนะ แต่ถ้ายูอยากลอง ไอคิดว่ายูพอได้ แล้วเจ้าของเค้าก็บอกว่าโอเค ลุยได้เลย แล้วก็ยื่นเงินเดือนใหม่มาให้ เท่านี้อ่ะครับ ตอนนี้ก็เหนื่อยเหมือนกัน ใครทำงานกับฝรั่ง ลองดูก็ได้ครับ

 

มีอยู่คนนึง ผมนั่งสัมภาษณ์เค้าเข้าทำงาน นั่งกับ PM อีกคน คุยไปคุยมา พอถามเรื่องเงินเดือน พี่แกหันมาพูดไทยกับผมเฉยเลย ถามว่าผมได้เท่าไร ประมาณว่า กะว่าฝรั่งมันคงฟังไทยไม่รู้เรื่องมั้ง ผมก็บอก คุณอยากได้เท่าไรล่ะครับ ว่ามาเลย เค้าก็ย้ำอีก ถามว่าผมได้เท่าไรล่ะ กะว่าจะได้เรียกให้ใกล้เคียงกันมั้ง เลยบอกเค้าว่า เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมให้คุณ 1 ล้าน คุณเอามั้ย เค้าบอกเอาครับ พี่ล้อเล่นรึเปล่า ผมบอกเปล่า พูดจริงๆ แต่ต้องตอบคำถามพี่ข้อนึงนะ เค้าบอก ถามมาเลยครับ ผมถาม "ไหนลองอธิบายให้ฟังหน่อยว่า คุณจะทำเงินให้บริษัท มากกว่าเดือนละ 1 ล้าน ได้ยังไง" เค้าบอก งั้นผมขอเงินเดือน 17,000 พอคับ ผมเข้าใจแล้ว

 

ผมทำ EPCM ครับ แนวปรึกษา, ออกแบบ, วางระบบ, สร้าง, Setup ระบบ เกี่ยวกับ Gas ทุกชนิด เพื่อปั่นไฟฟ้าตามไซด์งานลูกค้าครับ

 

แถมให้หน่อย เจ้าของบริษัทเค้าเคยบอกผมว่า คุณรู้มั้ย มืออาชีพต่างกับมือสมัครเล่นตรงไหน?

ผมบอกไม่รู้ครับ

เค้าบอกว่า มือสมัครเล่นจะทำงานไม่สำเร็จแม้ว่าเค้าอยากจะทำงานนั้นมากแค่ไหนก็ตาม และมีเหตุผลร้อยพันว่าทำไมมันถึงไม่สำเร็จ ส่วนมืออาชีพนั้นจะทำงานสำเร็จเสมอ แม้ว่าเค้าจะไม่อยากทำงานนั้นๆ เลยก็ตาม ไม่ว่าจะเบื่อหน่าย เหนื่อย ใดๆ ก็ตามแต่ งานจะเสร็จเสมอ แม้ว่าบางครั้งเค้าก็บอกเหตุผลไม่ได้เหมือนกัน

 

น่าจะมีประโยชน์ครับ เอามาแชร์

 

ตอนทำงานที่แรก (8,000)

จริงๆ แล้วเป็นบริษัทคนไทยร่วมทุนกับญี่ปุ่น เพื่อผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ส่งให้กับโรงประกอบรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ มีตั้งแต่ อีซูซุ ไปถึง เบนซ์ เยอะแยะไปหมด แต่ว่าที่โรงงานนี้เค้าเน้นการสร้างเครื่องจักรใช้เองมากกว่าซื้อมาจากต่างประเทศ เพราะมันแพงมาก ผมเองเข้ามารับหน้าที่ตรงนี้ครับ แต่น แตน แต้น "ออกแบบเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต" ว่าแล้วทั่นหัวหน้าก็โยนชิ้นงานมาให้ดู เป็นตัวอย่างจากลูกค้า เราต้องผลิต xx,xxx ชิ้นต่อเดือน ออกแบบเครื่องให้หน่อย ให้เวลา 1 เดือน เอาล่ะสิครับทั่น ความระทึกมาเยือน เพราะต้องทำคนเดียว วิศวกรท่านอื่นๆ ก็ออกแบบเครื่องของแต่ละคน แยกจากกัน ไม่ได้ทำงานกันเป็นทีม ประมาณว่า All in one เหมือนรีจอยส์ น่ะครับ ฮา

 

ก่อนอื่น ก็ไปนั่งอ่านแคทตาลอกอุปกรณ์ไฟฟ้า เซ็นเซอร์ นิวเมติกส์ และอื่นๆ 2 วันเต็มๆ ในห้องเก็บเอกสาร เพื่อดูว่าโลกนี้เค้าใช้อะไรกันมั่ง ตอนนั้นรู้น้อยมากครับ อาศัยอ่านแคทตาลอกเอา รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้าง อ่านๆ ไปก่อน ฮา หลังจากนั้น ก็มานั่งบ้าอยู่คนเดียวในห้องประชุม เขียนไวท์บอร์ดไปเรื่อยๆ ว่าเครื่องมันหน้าตาควรจะเป็นยังไง จนได้ข้อสรุปที่คิดว่า นี่แหละ คำตอบสุดท้าย (Conceptual Design) เพื่อสรุปให้หัวหน้าเค้าฟังก่อนเริ่มลงมือทำ ต่อมาก็คือขั้นตอนการออกแบบรายละเอียดของตัวเครื่องในแต่ละชิ้น ขั้นตอนนี้หินที่สุด ปวดหัวมาก เพราะโจทย์มันครอบจักรวาล

 

เครื่องนี้จะต้อง

-         ราคาไม่แพง

-         ทำงานได้ดี

-         ทนทาน

-         ปลอดภัย

-         ดูแลรักษาง่าย

-         ประกอบง่าย

-         มีความรวดเร้วในการทำงานสูง

-         ประหยัดเนื้อที่ (ขนาดเล็ก) เพื่อไม่ให้เปลืองพื้นที่ในไลน์การผลิต

-         และ อื่นๆ อีกมากมาย

เอาล่ะสิครับ หัวฟูเลย คิดแล้วคิดอีก เพราะว่ามันต้องตอบโจทย์ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน คิดอยู่สองวัน งานไม่เดิน จนทนไม่ไหว ขอลาช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อกลับสถาบัน เตรง เตร่ง เตร๊ง (ลิเกไปมั้ยวะเนี่ย)

 

พอเจอทั่นอาจารย์ที่เคารพ (อ.ที่ปรึกษา) ก็เค้าไปคุยเพื่อขอคำชี้แนะ ผมก็เล่าให้ท่านฟังว่าเราไปไม่ถูก ตัวแปรมันเยอะเกิน คิดพร้อมกันมันปวดหัว ไปไม่เป็นเลยครับทั่น อาจารย์ท่านก็หัวเราะ แล้วก็ส่ายหัว (เราก็นึกในใจ สงสัยเราจะโง่มากเลยใช่มั้ยครับ) แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ช้าๆ ว่า

 

"คุณรู้มั้ยว่า textbook ที่คุณเรียนน่ะ ไอ้ที่มันหนาๆ เป็นร้อยๆ หน้าอ่ะนะ เวลาเค้าเขียนขึ้นมาเค้าเขียนยังไง"

ผมตอบทันควันด้วยความมั่นใจ "ไม่ทราบครับ"

ท่านกล่าวต่อ (ประโยคอมตะสำหรับผมเลยครับ จะจำจนวันตาย) "เวลาเค้าเขียนน่ะ เค้าเขียนทีละตัวอักษร ทีละตัว ทีละตัว จนเป็นคำ"

"จากคำ เป็นประโยค เป็นย่อหน้า เป็นหน้า หลายๆ หน้า ก็เป็นเล่ม"

"คุณกำลังทำอะไรอยู่ เขียนทีละคำ หรือเขียนทีละเล่ม?"

 

วาบ วาบ แปล๊บ แปล๊บ (เอ็ฟเฟ็กส์) เหมือนมีแสงวาบๆ ในหัวทันที มันโล่งบอกไม่ถูก พูดแล้วน้ำตาซึม เรามีอาจารย์ดีอย่างนี้ เป็นบุญจริงๆ แล้วท่านก็กล่าวต่อว่า "เราเป็นวิศวกรแล้วนะ วิศวกรที่ดี จะต้องไม่ทำอะไรที่ดูแล้ว ไม่ฉลาด เข้าใจมั้ย" หลังจากนั้นมาก็ลื่นเลยคับ คิดทีละเรื่อง อย่างอื่นช่างมัน ดูน็อตทีละตัว ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ แก้ไขปรับแต่งไปเรื่อยๆ ไม่เครียดแล้วคราวนี้รู้สึกสนุกมาก เครื่องเสร็จเรียบร้อย ทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา คิดว่าคำสอนของท่านอาจารย์ผมน่าจะมีประโยชน์กับหลายๆ คน

 

เล่าสู่กันฟังครับ

 

กระผมเองมีจุดประสงค์ที่จะแบ่งปันประสบการณ์ผ่านพบมากับตัวเอง แน่นอนว่า พื้นฐานของแต่ละคน เติบโตมาไม่เหมือนกัน ผมเองนั้น ทำงานที่บริษัทใหญ่ๆ มาแค่สองที่แรกเท่านั้นเองครับ ที่เหลือเป็นบริษัทขนาดกลาง ถึงเล็กด้วยซ้ำ เพราะผมรู้ว่า บริษัทใหญ่ มันเงินเดือนน้อย โตยาก (จากที่กล่าวไปข้างบนแล้ว) ผมรู้สึกว่ามันช้าไม่ทันใจ เลยออกมาเข้าบริษัทเล็กๆ ดีกว่า เริ่มตั้งแต่บริษัทที่สาม ที่ทำงานมา ถึงรู้ว่า บริษัทเล็กๆ นั้น ส่วนมากไม่ค่อยมี HR หรอกครับ คนที่สัมภาษณ์เรา เป็นหัวหน้าเราโดยตรง ไม่ก็เจ้าของบริษัทเลย ดังนั้น คนเหล่านี้จะไม่เหมือน HR ที่มานั่งดูว่าคุณเคยทำอะไรมา แต่คนเหล่านี้จะถามซ้ำไป-ซ้ำมา ว่าคุณทำอะไรได้บ้างนับจากนี้เป็นต้นไป ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ พร้อมกับสร้างความมั่นใจในเชิงบวกได้แล้ว เงินเดือนที่เราเรียกร้องย่อมเป็นไปได้ ตราบเท่าที่ยังอยู่ในจุดคุ้มของบริษัท ผมย้ำไว้ข้างบนสุดละ หลายๆ ทีว่า ต้องพร้อมจริงๆ ถึงจะทำได้

 

ความพร้อมที่ว่านี้ หมายถึงความพร้อมที่จะรับทั้งผิด และ ชอบ ต้องยอมรับงานที่หนัก กดดัน เหมือนขึ้นที่สูง และพร้อมยอมรับ ถ้าถูกไล่ออกเมื่อทำไม่ได้ (แน่นอนว่า บริษัทใหญ่ๆ จะใช้ระบบเป็นตัวรับผิดชอบแทน คุณไม่ต้องมารับความเสี่ยงตรงนี้ ดังนั้น การอยู่บริษัทใหญ่ๆ จะมั่นคงกว่า) ใครก็ตามที่คิดจะเลียนแบบวิธีการของผม ผมกลับคิดว่ามันเป็นประโยชน์ต่อบริษัทที่เค้า/เธอ ทำงานอยู่ ณ. ปัจจุบันนี้ซะอีก เพราะนั่นหมายความว่า เขา/เธอ เหล่านั้น จะไม่ทำงานแบบซังกะตายอีกต่อไป หากแต่จะรีบทำงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนอย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้มีเวลาเหลือสำหรับการของานที่นอกเหนือหน้าที่ตนเองมาทำ เพื่อศึกษามัน ย่อมส่งผลให้ประสิทธิถาพการทำงานของเขา/เธอ สูงขึ้น ขณะเดียวกัน หลังเลิกงาน กลับไปที่บ้าน แทนที่จะไปนั่งดูละคร หรืออะไรก็ตาม ที่มันไร้สาระ กลับใช้เวลาที่ยังพอมีก่อนนอนมานั่งศึกษา หาหาความรู้ใส่ตัว เพื่อทำให้ตัวเองพร้อมมากที่สุด สำหรับตำแหน่ง - เงินเดือน ที่ต้องการ

 

ในที่ทำงาน เมื่อเจอเจ้านาย/หัวหน้า/ลูกค้า/เพื่อนร่วมงาน งี่เง่า เขา/เธอ จะไม่บ่นหรืออารมย์เสียอีกต่อไป หากแต่จะคิดทันทีว่า เมื่อใดที่เธอได้ทำงานในตำแหน่ง-เงินเดือน (ที่วางเป้าหมายไว้) เขา/เธอ จะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร

 

เสต็ปถัดไป

เขา/เธอ เริ่มศึกษาหาโอกาสทันที โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง เริ่มมาดูโครงสร้างบริษัท รายได้ รายจ่าย รายชื่อลูกค้า กำไรต่อปี นโยบาย ภาพรวมตลาด เมื่อ เขา/เธอ พร้อมแล้วที่จะท้าลองก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น ความมั่นใจตรงนี้มาจากการทำการบ้านมาดี ว่าแล้วก็เริ่มคิดแผนการณ์ อัพตัวเองทันที บ้างก็วางแผนจะเสนอตัวเป็นหัวหน้าแผนกใหม่ บ้างก็เสนอให้บริษัทเจาะตลาดใหม่ๆ โดยให้ เขา/เธอ เป็นหัวหน้าทีมบุกเบิก บ้างก็รอจังหวะงานเข้ามากๆ แล้วรีบเข้าไปเสนอตัว บ้างก็เสนอตัวเข้าแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานานขององค์กร เมื่อโอกาสมาถึง + ดวงสักเล็กน้อย ย่อมเป็นไปได้ครับ

 

ผมไม่เห็นมันจะเสียหายตรงไหน ที่จะเสี่ยง ถึงแม้มันไม่ได้ตามที่ เขา/เธอ คาดหวัง แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้ เขา/เธอ พร้อมมากขึ้นในการยื่นข้อเสนอครั้งต่อไป ในเมื่อคนเรามีเวลาจำกัด ทำงานไม่กี่ปีก็แก่ ผมเห็นว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ เลยมาแบ่งปัน

 

หลายๆ คนที่เข้ามาอ่าน อาจจะพร้อมมากกว่าผมก็ได้ แต่ไม่มีเส้นสาย หรือไม่กล้าเข้าไปคุย ผมก็แนะนำ หรือบางคนทำงานไปแกนๆ งั้นๆ สิ้นปีก็มานั่งบ่น เงินเดือนน้อย โบนัสน้อย ผมก็แนะนำ ให้แก้ปัญหาให้ตรงจุด



หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Max ที่ 03 เมษายน 2551, 11:56:36
ดีครับน้องออดิท

อ่านแล้วเป็นกำลังใจได้มากทีเดียวครับ


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 18 เมษายน 2551, 12:19:53
1900 222 200
บริจาค 9 บาทได้ไหม เพื่อผู้ป่วยโรคเอดส์ทุกคน ให้วัดพระพุทบาตรน้ำพุ
สายทานบารมี

จะใช้บริจาคได้กับโทรศัพท์ทุกระบบยกเว้นฮัทช์
สำหรับท่านที่โทรจากโทรศัพท์พื้นฐานของ TOT จะได้บริจาคให้กับทางวัด 9 บาทเต็มๆ
แต่ถ้าเป็นระบบอื่นไม่ว่าจะจากมือถือหรืออะไรก็ตามทาง 1900 จะให้วัดพระบาทน้ำพุ 7.50 บาท

เวลาโทรไป เค้าจะบอกให้กด 1 เพื่อยืนยันการบริจาค

ทดสอบแล้วครับ
กดกันเรื่อยๆ บ่อยๆ ก้อได้นะ

ตาแคม  8)


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 18 เมษายน 2551, 16:18:57
เรื่องของคิม ฟุค
คิม ฟุค คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้น
ซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้
ขณะที่เธอและเพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัย
แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ
แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง 65 เปอร์เซ็นต์
เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 14 เดือน
และผ่านการผ่าตัดถึง 17 ครั้งกว่าจะหายเป็นปรกติ
เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก 2 คน
ซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2515
เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์
3 ปี ต่อมาก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย

แต่แล้ววันหนึ่งในปี 2539 คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกัน
ซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม
เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนซึ่งครั้งหนึ่ง เคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ
ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น
ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเรารู้ว่า
สงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง
หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว
เธอก็ได้เผยความในใจว่า มีเรื่องหนึ่ง
ที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ
พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า
คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้
เธอจึงเผยความในใจออกมาว่า
“ฉันอยากบอกเขาว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้
แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ
เพื่อ ส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบัน และอนาคต”
เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที
อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ
เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นศาสนาจารย์ประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง
เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า “ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ”
คิมเข้าไปโอบกอดเขาแล้วตอบว่า
“ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย”
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัย โดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย
คิม ฟุค เล่าว่าเหตุการณ์ ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและใจ
จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร
แต่แล้วเธอก็พบว่าสิ่งที่ทำร้ายเธอจริง ๆ มิใช่ใครที่ไหน
หากได้แก่ความเกลียดที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง
“ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้”
เธอพยายามสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ศัตรู
และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ แล้วเธอก็พบว่า
“หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้น เรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด”

เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้
แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้
เราไม่อาจเลือกได้ว่ารอบตัวเรา
ต้องมีแต่คนน่ารักพูดจาอ่อนหวาน
แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำใจอย่างไร
เมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา
คิม ฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า
”ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตของฉันก็ดีขึ้น”
บทเรียนของ คิม ฟุค คือ
ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้
เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต
แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบัน และอนาคตให้ดีขึ้น
“การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการให้อภัย"
[/quote]


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 13 พฤษภาคม 2551, 01:12:11
 
อ้างถึง   

หวัดดีครับพี่พอดีที่บ.ผมรับ จัดซื้อ (Senior)
Good Salary 5x,xxx ,Urgent ,If you interest let's try.

http://www.jobtopgun.com/jobpost/jobpost?id_emp=4484&id_p=36

http://www.jobtopgun.com/jobpost/jobpost?id_emp=4484&id_p=43


เอ้า ... มีน้องชมรม (ไอ้ซานน่ะ)  เขาบอกว่าที่บริษัทต้องการคน น่ะ ... ตำแหน่งดีด้วยนะ
เผื่อมีคนสนใจครับ

.... :o ...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 14 พฤษภาคม 2551, 18:55:21
มันก็มองกันได้หลายๆมุม..จากของน้องออดิท..

สำหรับผม..ผมมองที่ connection มากกว่าเงินน่ะ..เพราะรู้สึกว่า..ยังไงก็ไม่อดตาย มันจะมีโน่นมีนี่ให้เสมอเลย..โดยที่ไม่ต้องเครียดมาก มันจะมีรายได้จากหลายๆแหล่งมาเสมอๆเลยล่ะ..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: too ที่ 16 พฤษภาคม 2551, 11:44:35
ความสุข ๒ ชั้น ( ธรรมะเดลิเวอรี่)
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย

เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน

ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน
ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่าง ไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย เช่น ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯ
โดยจะว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือ นกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆ
อาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า “ ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้ ... แต่ผมให้เข้าครับ ” ( แล้วไป)
อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข (แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)
ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า

ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด
ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ

เพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน ! อยากทำงาน ! ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น
อาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก ( ป.อ.ประยุตฺโต) ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่า
งานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน
ผลตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเอง
หนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลย
เจริญพร...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 27 พฤษภาคม 2551, 16:11:10
บทความจาก นสพ. กรุงเทพธุรกิจ
เขียน โดย คุณ บุญเกียรติ โชควัฒนา

-------------------------------------------------------------------

จากการสังเกตผมมีความรู้สึกว่าคนส่วนมากไม่ค่อยได้ใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรอง
ในสิ่งต่างๆที่ตนทำอยู่หรือเป็นอยู่ และคนเป็นจำนวนมากอยู่เหมือนกันที่ไม่รู้ว่าตนเอง
เป็นคนที่ไม่ค่อยใช้ความคิด แต่คนที่มีคนมาบอกว่าตนไม่ค่อยใช้ความคิดก็มักจะเถียงว่า
ตนเองที่จริงแล้วเป็นคนที่คิดอยู่เหมือนกัน หรือบางคนก็ชอบพูดว่าจะคิดไปทำไมเปล่าประโยชน์
หรือคิดไปก็กลุ้มใจ คิดไปก็ช่วยอะไรไม่ได้  คิดไปก็เสียเวลา  คิดแล้วเศร้า เป็นต้น
การที่คนเราไม่ค่อยคิดหรือที่เรียกกันว่า ใช้ความคิด  เกิดจากสาเหตุหลายๆ ประการ ซึ่งผมพอจะสรุปหัวข้อหลักๆ ได้ดังนี้

1) ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในปัจจุบันมีมากมาย ทำให้คนเราไม่ต้องใช้ความคิดในการที่จะทำอะไร
เวลาต้องการอะไรสักอย่างก็ไปเอาหนังสือมาอ่าน  หรือเข้าไป search ใน Internet
หรือถามเอาจากคนที่รู้เพราะเราอยู่ในยุคของข้อมูลข่าวสาร

2) พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ไม่ค่อยสอนให้ลูกๆ คิด ถ้าจะคิดเป็นหรือไม่เป็นมักขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
เพราะตัวพ่อแม่เองก็ไม่ค่อยได้ใช้ความคิดเหมือนกัน พ่อแม่สมัยนี้เน้นไปทางแนะนำ ชี้แนะ
ชี้นำ หรือสั่ง และสนใจที่จะให้ลูกได้ความรู้จากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ค่อยได้เน้น
เรื่องความคิด หรือวิธีการคิดมากสักเท่าไรเลย

3) เนื่องจากพ่อแม่จำนวนมากก็เป็นคนที่ไม่ใช้ความคิดอยู่แล้ว ก็ไม่เข้าใจหรือไม่สนับสนุน
การที่ลูกจะเป็นคนช่างคิดด้วยคำพูดที่ว่า
 3.1) อย่าเอาแต่คิด ทำซะบ้าง
 3.2) คิดแล้วต้องทำด้วยนะ
 3.3) อย่าคิดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้
 3.4) อย่าคิด (ฝัน) อะไรลมๆ แล้งๆ
 3.5) อย่าเสียเวลาคิดเลย  ไม่มีประโยชน์   ฯลฯ
ความคิดหรือคำพูดต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นยิ่งเป็นการบั่นทอนความสามารถในการคิดของลูก

4) การศึกษาในปัจจุบันก็ไม่ค่อยได้เน้นการใช้ความคิด เพราะไปเน้นเรื่องการให้ความรู้
ข้อมูล ข่าวสารมากกว่าเพราะความรู้และข้อมูลในสมัยนี้มีมากเหลือล้น การฝึกสอนให้นักเรียน
นักศึกษาใช้ความคิดมีแต่จะน้อยลงๆ ไป

5) สิ่งแวดล้อม  สังคม  และความเป็นอยู่ก็ไม่เอื้ออำนวยให้คนเราใช้ความคิด เช่น
การดูโทรทัศน์  การเล่นเกมคอมพิวเตอร์  การดูหนังดูละคร  ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอะไรที่สนับสนุน
ให้คนใช้ความคิด  เป็นแค่ความบันเทิง และเมื่อคนติดกับการดูโทรทัศน์  การเล่นเกม
เวลาที่จะใช้ในการคิดก็ลดลงจนใกล้สูญ รวมทั้งอาชีพของคนสมัยนี้ที่ต้องมีความเร่งรัด
มากขึ้นด้วยแค่ทำให้เสร็จตามที่ได้รับมอบหมายก็ดีแล้ว

ที่กล่าวมานี้ก็คือข้อสรุปว่าทำไมคนถึงคิดน้อย  แต่ถ้าสังเกตดีๆ แล้วจะพบว่าคนที่ประสบ
ความสำเร็จในชีวิตการทำงานและมีฐานะดี  เกือบทั้งหมดเป็นคนช่างคิดทั้งสิ้น  และกลุ่ม
ที่สำเร็จมากๆ มักจะเป็นกลุ่มที่คิดบวกกับตัวเอง กับผู้อื่น และกับสถานการณ์ที่ตนประสบ
 
คนที่คิดลบถึงแม้ว่าจะเป็นคนชอบคิด  ก็มักจะกลายเป็นคนคิดมาก คิดในเรื่องที่บั่นทอน
ศักยภาพของตนเอง แต่คนที่คิดบวกก็จะคิดว่าตนเองจะทำอย่างไรให้ตนเองประสบความ
สำเร็จ ค้นคิดหรือเสาะหาความคิดใหม่ๆ  หรือหลักคิดดีๆ ที่ทำให้ตนเองมีศักยภาพใน
การดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น

ผมเป็นคนที่มีความโชคดี เพราะคุณพ่อผมเป็นคนที่คิดบวก และได้แนะนำผมตั้งแต่เล็กเลยว่า
ให้เป็นคนที่หมั่นทบทวนตนเอง และคุณพ่อบอกว่าคุณพ่อจะทบทวนตนเองก่อนนอนเสมอว่า
วันนี้ทำอะไรถูกทำอะไรผิด  ทำอะไรดีทำอะไรไม่ดี  และตอบตนเองว่าพรุ่งนี้จะทำให้ดี
ขึ้นได้อย่างไร

และยังเป็นคนที่คิดอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่คิดแต่เรื่องที่สร้างความบันเทิงให้แก่ตนเอง แต่
เป็นการคิดอยู่ตลอดเวลาที่จะทำให้ตนเองทำอะไรสำเร็จ หรือทำให้องค์กรที่ตนเองรับผิดชอบ
ประสบความสำเร็จ

ผมเลยเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกตตามคุณพ่อ  แต่ช่วงเด็กๆ โทรทัศน์ก็เป็นสิ่งที่เบี่ยงเบน
ความสนใจในเรื่องของความคิดไปมาก บวกกับเรื่องการคบเพื่อนที่อาจจะไม่ใช่คนช่างคิด
หรือช่างคิดแต่ค่อนไปทางคิดลบ แต่หลังจากที่มีความเข้าใจเรื่องการคิดบวกแล้ว
ทำให้การใช้ความคิดนั้นมีมากขึ้นเป็นอย่างมาก

กอปรกับการที่จะต้องแนะนำผู้ใต้บังคับบัญชา สอนนักศึกษาและเขียนหนังสือก็ยิ่งทำให้
ความคิดนั้นแตกฉาน  แตกแขนงไปมากขึ้น

การที่จะฝึกใช้ความคิดต้องเริ่มจากการที่มีความตั้งใจว่าจะเริ่มฝึกคิด และเชื่อว่าการคิดนั้น
จะมีประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อสังคม และต้องเชื่ออีกว่าเราเป็นคนที่คิดได้คิดเป็น
(บางคนชอบพูดกับตนเองหรือกับผู้อื่นอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นคนที่คิดไม่เป็นและพูดอย่างนี้บ่อยๆ
แล้วเมื่อไรจะคิดเป็น) และต้องให้เวลาในแต่ละวันกับการคิด  เช่น มีเวลาเงียบของตนเอง
สักครึ่งชั่วโมง หรือบางคนก็อาจจะใช้วิธีคิดทุกเวลาที่มีโอกาส  เช่น ขับรถ เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ
ฯลฯ แล้วต้องตั้งโจทย์ขึ้นมาไว้อยู่หลายๆ โจทย์ว่าเราต้องการคิดต้องการทำอะไรเพื่อ
ให้ประสบผลสำเร็จกับตัวเอง กับการงานหรือกับองค์กร  และถ้าตั้งไว้อย่างมั่นใจมั่นคงแล้ว
เวลาคิดคำตอบก็อาจจะผุดขึ้นมาได้

วิธีหนึ่งที่ผมใช้ก็คือ โจทย์ข้อไหนที่คิดไม่ออกให้นำมาคิดก่อนเข้านอน คิดจนหลับไปเลย
แล้วอาจจะตื่นขึ้นมาด้วยคำตอบ นี่เป็นเทคนิควิธีทำให้จิตใต้สำนึกซึ่งไม่เคยหลับของเราช่วยคิดให้

การศึกษาในปัจจุบันก็ให้ความสำคัญกับการฝึกคิดของนักเรียนน้อยลง เช่น ไม่มีสอนให้คิดเลข
ในใจในบางสถาบัน เป็นต้น  จะสอนให้รู้ สอนให้จำและท่องมากกว่า แม้แต่ในมหาวิทยาลัย
การสอนให้ทำความเข้าใจก็คือ การสอนให้คิดเพราะต้องคิดก่อนถึงเข้าใจ

ครูผู้สอนมักอธิบายวิธีทำวิธีคิดให้เลย โดยไม่ให้โอกาสนักเรียนนักศึกษาได้มีโอกาสฝึกคิดก่อน
และถ้าข้อสอบที่ออกมาก็ออกมาตามที่สอนเอาไว้ นักเรียนก็ได้แต่จำวิธีที่ครูแนะนำมาตอบ
ข้อสอบเท่านั้นเอง และยิ่งเป็นข้อสอบปรนัยด้วยแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความสามารถในการเดาเข้าไปอีก

แม้แต่เกมโชว์ที่มีในโทรทัศน์ในปัจจุบันก็มักไม่ค่อยมีการตอบคำถามที่ต้องใช้ความคิด
มีแต่คำถามที่ต้องใช้ความรู้  ความจำ  หรือ การเดา เพราะถ้าเป็นเกม ที่ใช้ความคิดก็อาจจ
ะไม่ได้รับความนิยม

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เขียนเพื่อที่จะจุดประกายให้คนเราช่วยทบทวนตนเองว่า
เราเป็นคนที่ใช้ความคิดของเราเองมากน้อยแค่ไหน และประโยชน์ของการคิดมีอย่างไรบ้าง!

-----------------------------------------

ตาแคม  :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 24 มิถุนายน 2551, 14:34:42
...

 
อ้างถึง   

"แปลกแต่จริง ผู้หญิงมักหลงรัก "ผู้ชายเลวๆ""
By somsakul

 เวลาดูละครเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมผู้หญิงดีๆ ถึงต้องไปหลงรักผู้ชายห่วยๆ ด้วย

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "สงครามนางฟ้า" ที่รินหัวปักหัวปำกับเจ้าหนิง หรือผู้ชายอย่างคาวีในละครเรื่อง "สวรรค์เบี่ยง" และยังมีหฤษฎ์ จำเลยรัก นายเทอดจากมนต์รักอสูรอีก ผู้ชายเถื่อนๆ ทั้งน้านนนนน

 

 ไม่แต่หนังไทย หนังเทศก็มี อย่างเรื่องพยัคฆ์ร้าย 007 ตอนล่าสุด คาสิโน รอยัล ที่สาวสวยหน้าตาซึ้งอย่าง อีวา กรีน ตกหลุมรักผู้ร้ายในเรื่อง

 

 ชีวิตจริงก็ไม่ต่างไปจากนั้นหรอกครับ

 

 ไปอ่านเจองานวิจัยเชิงพฤติกรรมเชิงต่อต้านสังคมอยู่เรื่องหนึ่งพูดถึงบุคคลิก ที่เรียกว่า "สามเลว"  ขอนำมาขยายความ

 

 งานวิจัยบอกว่า ผู้ชายที่มีบุคลิกสามเลว ต้องครบองค์ประกอบแห่งความเลวสามประการ

 

 ประการแรกคือ หลงตัวเองจัด หรือเรียกว่าพวกนาซิสซัส

 

 ประการที่สอง ชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยน และไม่สนใจความรู้สึกคนอื่น

 

 ประการที่สาม ปลิ้นปล้อนตลบตะแลงและเอาเปรียบคนอื่นอย่างร้ายกาจ

 

 นักจิตวิทยาเขาบอกว่า คนที่มีพฤติกรรมสุดขั้วแห่งความเลวเหล่านี้ถือว่าเป็นภัยอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมมนุษย์  ไม่มีคนอยากคบหาสมาคม หรืออยู่ใกล้ หรือถ้าเกิดคบหาดูใจกันอยู่ก็ไม่แคล้วถูกบอกเลิก คนพวกนี้จึงไม่มีใครรัก เป็นพวกหิวโหย และพร้อมจะทำตัวเป็นนักล่า

 

 แต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกกลับพบว่า คนที่มีเชื้อชั่วบ้างพอเป็นกระสัยกลับเป็นโชคดีต่อตัวเอง โดยเฉพาะชีวิตเซ็กส์ (อ่านแล้วเริ่มหูผึ่ง)

 

 ทีมวิจัยชุดนี้บอกว่า มีหลักฐานบางอย่างที่บอกว่า แท้จริงแล้ว นิสัยเลวๆ สามประการมันก็คือ ยุทธวิธีพิชิตใจสาวที่ประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง

 

 จริงเท็จแค่ไหนต้องลองพิสูจน์ เขาจัดแจงแจกแบบทดสอบบุคลิกให้นักศึกษามหาวิทยาลัยลองจัดอันดับด้านลบของตัวเองออกมา แล้วให้แสดงทัศนคติเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ และชีวิตเซ็กส์ของผู้ตอบแบบสอบถาม รวมถึงเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วกี่คน คิดแบบชั่วคราว หรืออยู่ยาว

 

 ผลวิจัยพบว่า คนที่มีคะแนนพฤติกรรมเลวเข้าข่ายสามประการสูง มีแนวโน้มมีคู่นอนมากกว่า และต้องการมีความสัมพันธ์ระยะสั้นมากกว่า

 

 งานวิจัยเรื่องนี้ตีพิมพ์เปิดเผยในการประชุม Human Behavior and Evolution Society  จัดขึ้นที่โตเกียวเมื่อต้นเดือน

 

 กลับมามองดูตัวละครอย่างพยัคฆ์ร้าย 007 ที่ฟาดผู้หญิงมันทุกตอน แฟนเจมส์ บอนด์ คงสังเกตเห็นว่า สายลับผู้มีใบอนุญาตฆ่าตลอดชีพนี้เป็นคนเจ้าอารมณ์  ชอบโลดโผน และชอบหาอะไรใหม่อยู่เรื่อย ทั้งฆ่าคน และล่าสวาท

 

 คนอย่างเจมส์ บอนด์มักจะ "หลี" ผู้หญิงไปเรื่อย และคนที่มีพฤติกรรมด้านมืดแบบนี้มักประสบความสำเร็จจากกลยุทธ์ "หว่านพืชเพื่อหวังผล" กับสาวๆ และไม่เคยคิดจะปักหลักเป็นสามี และหัวหน้าครอบครัว ซึ่งตัวอย่างมีให้เห็นดาษดื่น

 

 บนเวทีสัมนาเดียวกันนี้ยังมีงานวิจัยอีกผลงานหนึ่งที่เสนอโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแบรนดลีย์ ในมลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐ ซึ่งเขาได้ทำแบบสอบถามคนใน 57 ประเทศ ได้กลุ่มตัวอย่างมา 35,000 คน

 

 นักวิชาการท่านนี้พบข้อมูลคล้ายกันที่เชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมสาวเลวของผู้ชายห่วยๆ กับโอกาสกกสาว ซึ่งทุกวัฒนธรรมเป็นเหมือนกันหมด กล่าวคือจะพบว่าพวกสามเลวเหล่านี้ไม่เคยอาภัพสวาท และเป็นความสัมพันธ์ชั่วครู่ชั่วคราว

 

 ที่นักวิจัยศึกษาเรื่องนี้ รวมถึงผลวิจัยไม่ได้อยากเชียร์ให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไปเป็นคนเลว และสุดท้ายแล้วคนพวกนี้ต้องชดใช้กรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ไม่มีคนรัก ต้องอยู่โดดเดี่ยว

 

 และอย่างน้อย ยุทธวิธีดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนนิสัยสามเลวมีอยู่น้อยในสังคม ไม่อย่างนั้นแล้วผู้คนต้องระมัดระวังตัว และป้องกันตัวเองกันมากขึ้น

 

 หรือถ้าพลาดท่าหลวมตัวไปแล้ว มาร้องเพลงผู้ชายห่วยๆ ของมาช่าฟังปลอบใจแล้วกัน เอ๊ะ หรือจะเพลงคนเลวที่เธอรัก ดีนะ



....


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 30 มิถุนายน 2551, 12:45:46
ในยุคที่ข่าวสารวิ่งเข้ามาทุกทิศทุกทางอย่างไม่หยุดยั้ง
ในยุคที่มีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า โยนข้อมูลใส่กันอย่างไม่หยุดหย่อน
ในยุคที่ช่องทางการสื่อสาร มีมากมาย โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ต
ซึ่งเป็นช่องทางที่บริโภคได้ง่าย
Forward Mail, Board ของผู้ทรงภูมิ ทั้งหลาย
เลยพลอยให้ผมกลับไปนึกถึงวิชาพระพุทธศาสนาที่เคยเรียนตอนเด็กๆ

กาสามสูตร หรือ หลักแห่งความเชื่อ
ก่อนที่จะเชื่อ จงพิจารณาก่อนที่จะเชื่อ

1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

รักทุกคนนะ จุ๊บๆ  :wink:

ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 30 มิถุนายน 2551, 18:31:39
เหมาะสมอย่างยิ่ง กะยุคนี้ สมัยนี้

ตัด..ฉับ..ฉับ หั่นค่าใช้จ่ายสไตล์ "กำพล อัศวกุลชัย"  
ยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ใครๆ ก็อยากให้มีรายได้วิ่งให้ทันค่าใช้จ่ายกันทั้งนั้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ช่างเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน
วันนี้ "กำพล อัศวกุลชัย" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ จะมาแนะนำวิธีที่จะช่วยลดความอ้วนของรายจ่ายลงไปบ้าง เพื่อให้ทุกคนมีเงินเหลือพอให้เก็บออมกันมากขึ้น ในยามที่ข้าวของปรับราคาขึ้นตั้งมากมาย กำพล ได้แนะ 10 วิธีเพื่อลดค่าใช้จ่าย ที่สามารถหั่นและตัดได้ อย่างที่บางทีหลายคนก็นึกไม่ถึง
1. ค่าโทรศัพท์มือถือ
ค่าโทรศัพท์มือถือเป็นอย่างแรกที่กำพลบอกว่าทุกคนควรจะหันมาพิจารณาลดค่าใช้จ่าย เพราะค่าโทรศัพท์มือถือนี้ค่อนข้างแพงเอาการอยู่ และที่สำคัญคือตอนอยู่บ้าน หรือออฟฟิศก็ไม่คุยกับเพื่อน พอออกจากบ้านหรือออกจากออฟฟิศ ทีไรเป็นต้องหยิบโทรศัพท์มือถือ มาคุยกันเหลือเกิน ถ้าเลิกโทรไม่ได้ ก็เลือกโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้ของเรา บางคนไม่เคยดูโปรโมชั่นเลย ทั้งๆ ที่มีโปรโมชั่นที่มีค่าโทรถูกมาก ลองเลิกและเลือกโปรโมชั่นดี ๆ ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้
2. ค่าฟิตเนส
ก่อนที่จะตัดสินใจต่อโปรแกรมฟิตเนสในแต่ละปี ลองทบทวนดูว่าปีที่ผ่านมาคุณไปใช้บริการจริงๆ จังๆ กี่ครั้ง คุ้มไหม หรือถ้าไปบ่อยๆ ก็ดี แต่ที่สำคัญลองทบทวนดูว่าหากเปลี่ยนสถานที่มาออกกำลังกายตามสวนสาธารณะบ้าง ไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย แถมยังเปลี่ยนสถานที่ออกกำลังกายได้อีก
3. ค่าเคเบิลทีวี
คุณเคยทราบหรือไหมว่า เดือนๆ หนึ่งได้ดูเคเบิลทีวีบ่อยแค่ไหน บางคนดูฟรีทีวีผ่านเคเบิลทีวีอีกต่างหาก ก็เสียค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเยอะมาก แต่หากดูเคเบิลทีวีติดซะแล้ว ลองเลือกแพ็คเกจที่สอดคล้องกับช่องที่คุณต้องการดูก็ได้ บางทีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ของคุณอาจลดลงมาก หรือถ้าจะลองหันมาดูฟรีทีวีกัน ก็ลดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลย
4. ค่ากาแฟ
ตรงนี้หลายคนอาจจะบอกว่าเลิกไม่ได้ กำพล ออกตัวว่าเขาก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่ยังไม่ได้เลิกกาแฟ แต่ก็พยายามลดกาแฟลง โดยเฉพาะลดเหลือวันละแก้วก็พอ ไม่ต้องดื่มกาแฟทุกมื้อ เพราะนอกจากไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพแล้ว ที่สำคัญกาแฟของต่างประเทศก็แสนจะแพง
คุณอาจลองเปลี่ยนรสนิยมมาดื่มกาแฟแบบไทยๆ บ้าง ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากโขทีเดียว จากราคาแก้วละร้อยกว่าบาทเป็นไม่เกินสามสิบบาท ก็แก้ง่วงได้เหมือนกัน แต่เสียอย่างเดียวคือ อาจไม่เท่เหมือนเดิม
5. ค่าอินเทอร์เน็ต
ในยุคปัจจุบัน หลายๆ คนติดอินเทอร์เน็ตงอมแงมเลย ทั้งใช้เล่นเกมอินเทอร์เน็ต ใช้หาข้อมูล คุณลองทบทวนดูว่าแพ็คเกจไหนให้ชั่วโมงอินเทอร์เน็ตมากๆ ไม่หลุดบ่อย เพราะถ้าหลุดบ่อยๆ ก็ต้องเสียค่าต่อโมเด็มเพิ่มขึ้นอีก และบางครั้งคุณเป็นสมาชิกแบบต่อเนื่องจำนวนชั่วโมงก็ได้เพิ่มขึ้น และหากลดการใช้ลงก็ประหยัดชั่วโมงอินเทอร์เน็ตได้อีก ลองใช้เวลาไปหาข้อมูลที่ "ห้องสมุดประชาชน" หรือ "ห้องสมุดมารวย" บ้างก็ได้
6. ค่า SMS ดาวน์โหลดเพลง และเพลงรอสาย
ค่า SMS ดาวน์โหลดเพลง และเพลงรอสาย แต่ละเพลงก็แพงเอาการอยู่ และบางอย่างเช่นเพลงรอสายคุณก็ไม่ได้เป็นคนฟัง แต่เสียสตางค์เอง แปลกดีเหมือนกัน ก็ลองทบทวนดูว่าคุณใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้มากไปหรือเปล่า ถ้ามากเกินไปก็ลดลงบ้างก็ไม่เสียหายอะไร
7. ค่าแผ่น DVD หรือ CD
หนัง DVD กับ CD เพลงเพราะๆ นั้น เชื่อไหมถ้าคุณไปดูที่ตู้เก็บแผ่นเหล่านี้ จะพบว่ามีเยอะมากจริงๆ บางแผ่นซื้อมายังไม่มีเวลาดูเลย ก็กลัวว่าถ้าไม่ซื้อตอนนี้ก็จะอดดู แต่อยากจะบอกว่า ถ้าคุณซื้อช้าลงอีกสักนิด ราคาแผ่น DVD หรือ CD เหล่านี้จะลดราคาลงมาให้ซื้อในราคาที่ถูกลง หรือไม่คุณก็จัดก๊วนดู DVD หรือ CD กับเพื่อนๆ แล้วผลัดกันซื้อแล้วเวียนดูกันในก๊วน อย่างนี้ก็ลดค่าใช้จ่ายด้านนี้ได้ตั้งเยอะ
8. เลิกซื้อของเพราะของแถมหรือลดราคา
เรื่องจริงที่คุณเองก็น่าจะเคยเป็น คือ บางครั้งอยากได้ของแถมมากกว่าที่จะซื้อสินค้าหรือจะใช้สินค้าหลักๆ นั้นเสียอีก ซึ่งต้องบอกว่า "ของแถม" นี้จะมีผลต่อจิตใจหลายคนอย่างมาก ทั้งที่ บางทีของยังไม่จำเป็นต้องซื้อเลย หรือจะซื้อครั้งละไม่มาก แต่คุณก็ยินดีจ่ายซื้อยกโหลเพื่อจะได้ของแถม อย่างนี้ทำให้รายจ่ายของคุณไม่สม่ำเสมอ
ที่สำคัญ "ของลดราคา" บางครั้งคุณก็ชอบซื้อมาเสร็จก็ไม่ได้ใช้งาน เพราะอารมณ์ตอนแย่งซื้อของลดราคานั้น เห็นคนมุงกันคุ้ยกระบะลดราคามันช่างเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน ดังนั้นช่วงห้างลดราคา อย่าไปเดินเลยจะได้หักค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกเสียบ้าง
9. เลิกซื้อสินค้าตามเทคโนโลยี
ข้อนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย (ผู้หญิงหลายๆ คนก็เป็นเหมือนกัน) พวกผู้ชายจะชอบโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ กล้องถ่ายรูปรุ่นใหม่ที่ถ่ายได้ 10-20 ล้านพิกเซล โทรทัศน์จอ LCD เครื่องเล่น DVD รุ่นใหม่ และอื่นๆ อีกมากมาย รุ่นใหม่มาทีไร จิตใจเป็นต้องโหยหาเสียเหลือเกิน ทั้งที่ของที่มีอยู่ก็เพิ่งซื้อไปไม่เกิน 6 เดือนถึงหนึ่งปีเอง
ดังนั้น ลองใช้ของที่มีอยู่ให้เจ๊งสักอย่างดีไหม ลองเก็บเงินเท่าที่จะซื้อของใหม่ไว้ทุกครั้ง เชื่อไหมว่าสักสองสามปี จะมีเงินเยอะพอสมควรเลยทีเดียว
10. งดทานข้าวนอกบ้านลงบ้าง
หลายคนต้องทานข้าวนอกบ้านทุกวัน ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเตรียมอาหารไว้แล้ว แต่คุณมักจะอ้างว่าไปกับเพื่อนเพื่อสังสรรค์ ก็ขอบอกว่าคุณสามารถเชิญเพื่อนๆ มาทานข้าวที่บ้านได้ แต่ก่อนสมัยอายุไม่มาก เชื่อไหมว่าการทานข้าวนอกบ้านต้องเป็นวาระสำคัญๆ ทีเดียว เวลารวมญาติ หรือมีวาระที่สำคัญจึงจะทานข้าวนอกบ้าน แต่ปัจจุบันเท่าที่สังเกตคนส่วนใหญ่จะกลับกัน ทานข้าวนอกบ้านเป็นประจำ แต่วาระพิเศษจึงจะทานข้าวที่บ้าน
ลองกลับด้านดู หันมาทำกับข้าวทานเอง นอกจากสะอาดถูกหลักอนามัยแล้ว ยังมีราคาถูกว่าอีก เอาเป็นว่าลดการทานข้าวนอกบ้านลงให้เหลือสัปดาห์ละวันสองวัน ที่เหลือกลับไปทานข้าวกับครอบครัวก็จะได้รับความสุขพร้อมหน้าพร้อมตาที่บ้านกัน


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 01 กรกฎาคม 2551, 08:33:49
^
^
ชอบบทความนี้ที่ตาไข่เอามาลงมากๆ
เห็นด้วยทุกข้อ ยกเว้น ข้อสิบที่มิอาจทำตามได้
เพราะอยู่ตัวคนเดียว  :lol:


ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Net 80 ที่ 01 กรกฎาคม 2551, 09:29:19
^
^
จุดอ่อนของผมอยู่ที่ข้อ 9 คับ


อีกวิธีที่ผมใช้คือ ประเมินค่าใช้จ่ายก่อน ที่เหลือเก็บอีกบัญชืหนึงเหมือนหยอดกระปุกออมสิน


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 03 กรกฎาคม 2551, 16:30:30
ชื่อผมในแบบตัวอักษรเทวนาครี เท่เป่า

अभिरत्न

อภิรัตน์ แก้วที่มีค่าวิเศษยิ่ง เขียนเป็นโรมันได้ว่า abhiratna

ตัวอักษรเทวนาครีจะเป็นตัวอักษรของภาษาสันสกฤต
อยากรู้ว่าแปลงยังไง ทำดังนี้

ต้องดูว่าไทยใช้ว่าอะไร เปิดพจนานุกรมราชบัณฑิต > แปลงเป็นโรมัน >
แล้วก้อเอาไปใส่ในตามเว็บนี้
http://spokensanskrit.de/index.php
กดไปที่ Devanakari-Trainer เค้าจะแปลงเป็นเทวนาครีให้

ตาแคม  :wink:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 07 กรกฎาคม 2551, 12:50:26
โอ้..เท่ห์โคตรๆ..


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 07 กรกฎาคม 2551, 17:17:21
ขอคำว่า แคม ด้วยก็ดีครับ
ดูว่าจะเท่ห์แค่ไหน

 :lol:


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: telek78 ที่ 08 กรกฎาคม 2551, 12:36:14
อ้างจาก: "Mr.EggMan"
ขอคำว่า แคม ด้วยก็ดีครับ
ดูว่าจะเท่ห์แค่ไหน

 :lol:


พี่ไปเปิดเว็บเดียวกับตาแคมมาแล้ว
น่าจะใช้คำว่า  )ll( (คล้ายๆกับที่พบตามขุมทรัพย์เลย)
ว่าแล้วไปหา อินเดียหน้าโจน ภาคญี่ปุ่นดูดีกว่า


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 08 กรกฎาคม 2551, 13:53:00
:lol:  :lol:  :lol:
ขอบคุณพี่ตี๋เล็กมาก


Subject: FW: ข้าวโพดสุกช่วยรักษามะเร็ง


จริง เพราะตอนที่แม่เรากำลังรักษามะเร็งช่วงใกล้ๆหาย เริ่มจะทานอาหารได้   เค้าจะกินข้าวโพดต้มทุกวัน ไปเหมาจาก Supermarket ทุก week แล้วเค้าก็ ฟื้นตัวเร็วมาก ช่วงนั้น ลิ้นเค้าจะ Anti เนื้อสัตว์ กลืนไม่ลง ทานได้แต่ผักกะผลไม้ และจะอยากกินข้าวโพดทุกวัน
ข้าวโพดสุก ต้านมะเร็ง การแทะข้าวโพดหวานต้านโรคมะเร็งมีสารตัวล้างพิษมากกว่าผักผลไม้

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯรายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่าข้าวโพดหวาน ที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อนว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหารลงไป สู้กินดิบๆ ไม่ได้ แตข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้ แม้ว่าจะเสียวิตามินซีไป

เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาที พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ 53 ปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ ของอวัยวะต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชราต่างๆ อย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย

คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมาก ขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวก พฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก แต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่างอื่น การทำให้มันสุกจึงช่วยทำ ให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 09 กรกฎาคม 2551, 08:08:47
อ้างจาก: "telek_kritsada"


พี่ไปเปิดเว็บเดียวกับตาแคมมาแล้ว
น่าจะใช้คำว่า  )ll( (คล้ายๆกับที่พบตามขุมทรัพย์เลย)
ว่าแล้วไปหา อินเดียหน้าโจน ภาคญี่ปุ่นดูดีกว่า


รูปร่างมันคุ้นๆ มากเลยนะพี่ตี๋เล็

//\\o||o//\\ แล้วอันนี้แปลว่าอารายอ่ะพี่ อ่านไม่ออก  :lol:

ว่าแต่อินเดียวหน้าโจน ภาคญี่ปุ่นมันมีไรดีเหรอพี่

ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: telek78 ที่ 09 กรกฎาคม 2551, 12:38:26
อ้างจาก: "apirat"
อ้างจาก: "telek_kritsada"


พี่ไปเปิดเว็บเดียวกับตาแคมมาแล้ว
น่าจะใช้คำว่า  )ll( (คล้ายๆกับที่พบตามขุมทรัพย์เลย)
ว่าแล้วไปหา อินเดียหน้าโจน ภาคญี่ปุ่นดูดีกว่า


รูปร่างมันคุ้นๆ มากเลยนะพี่ตี๋เล็

//\\o||o//\\ แล้วอันนี้แปลว่าอารายอ่ะพี่ อ่านไม่ออก  :lol:

ว่าแต่อินเดียวหน้าโจน ภาคญี่ปุ่นมันมีไรดีเหรอพี่

ตาแคม


เฮ้ย พี่ซีเรียสนะเนี่ยะ
พี่อุตส่าห์ไปหาความรู้ให้กับมวลมนุษยชาติ
มาแปลเจตนาพี่ผิดนะ

เดี๋ยวเจอกันคราวหน้าจะเอาอินเดียหน้าโจน
ภาคญี่ปุ่นไปฝาก ดาราตรึม
หน้าคุ้นๆทั้งนั้น


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 09 กรกฎาคม 2551, 17:14:02
 
อ้างถึง   

วันนี้ คุณส่งเมลล์ดี ๆ ให้กับคนรอบข้าง บ้างหรือยัง ?  
ขอเชิญชวนเพื่อน ๆ ชาว E-mail ทุกท่าน ร่วมทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  

1. ความเพียร
การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน เสียสละ แต่สำคัญที่สุดคือความอดทนคือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือดูมันควรทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่าการทำให้ดีควรต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตนเอง
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักเรียน นักศึกษา ครู และอาจารย์ในโอกาสเข้าเฝ้าฯวันที่ 27 ตุลาคม 2516

2. ความพอดี
ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้นจะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญก้าวหน้าในระดับสูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน มีหลักเกณฑ์ เป็นประโยชน์แท้และยั่งยืน
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 18 ธันวาคม 2540

3. ความรู้ตน
เด็กๆ ทำอะไรต้องหัดให้รู้ตัว การรู้ตัวอยู่เสมอจะทำให้เป็นคนมีระเบียบและคนที่มีระเบียบดีแล้ว จะสามารถเล่าเรียนและทำการงานต่างๆ ได้โดยถูกต้องรวดเร็ว จะเป็นคนที่จะสร้างความสำเร็จและความเจริญ ให้แก่ตนเองและส่วนรวมในอนาคตได้อย่างแน่นอน
พระบรมราโชวาท พระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือ วันเด็ก ประจำปี 2521

4. คนเราจะต้องรับและจะต้องให้
คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ หมายความว่าต่อไป และเดี๋ยวนี้ด้วยเมื่อรับสิ่งของใดมา ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีให้หมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 20 เมษายน 2521

5. อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ
ในวงสังคมนั้นเล่า ท่านจะต้องรักษามารยาทอันดีงามสำหรับสุภาพชน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่แข็งกระด้าง มีความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ พร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 มิถุนายน 2496

6. พูดจริง ทำจริง
ผู้หนักแน่นในสัจจะพูดอย่างไร ทำอย่างนั้น จึงได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือและความยกย่องสรรเสริญ จากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริง ทำจริง จึงเป็นปัจ จัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 10 กรกฎาคม 2540

7. หนังสือเป็นออมสิน
หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้ มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2514

8. ความซื่อสัตย์
ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง เด็กๆ จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเอง เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดีมีประโยชน์ และมีชีวิตที่สะอาด ที่เจริญมั่นคง
พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก ปี พุทธศักราช 2531

9. การเอาชนะใจตน
ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่าชั่วว่าเสื่อม เราต้องฝืนต้องต้านความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้อง และเป็นธรรม ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ ให้ได้จริงๆ ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้น


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 31 กรกฎาคม 2551, 15:54:23
ชายหนุ่มคนหนึ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ
หน้าตาหล่อเหลา มีการศึกษาสูง มีงานการที่มั่นคง มีความก้าวหน้าใน
อนาคตมีคนรักใคร่รอบข้าง เรียกว่าใครเห็นใครรู้เป็นต้องอิจฉา

วันหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้ยิ่งสุดยอด สมบูรณ์แบบมากขึ้น
เมื่อพี่ของเขายอมควักเงินก้อนโตซื้อรถสปอร์ตคนงามเป็นของขวัญให้กับ
น้องชายไม่ต้องบอกว่าเจ้าตัวจะยินดีปรีดาแค่ไหนเพราะรถสปอร์ตสุดหรูคันนี้
ชายหนุ่มนายนี้ฝันอยากได้ เป็นเจ้าของมาตลอดชีวิต

เมื่อความฝันเป็นจริง สิ่งที่ชายหนุ่มคิดทำอย่างแรกคือ
ขับเจ้ารถสปอร์ตตระเวนไปตามที่ต่างๆให้สมอยาก
ใจหนึ่งต้องการทดสอบแรงม้าที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องเครื่อง ว่าจะมีเรี่ยวแรง
เต็มกำลังแค่ไหนอีกใจก็แน่นอนว่า ใครที่มีรถสวยแรงขนาดนี้คงไม่บ้า
เก็บเอาไว้ดูตามลำพังที่โรงรถในบ้านขับโฉบเฉี่ยวไปมาสักพัก
ก็ถึงเวลาพักทั้งเครื่องและคน ชายหนุ่มจัดแจงจอดรถข้างถนน
ระหว่างกำลังพักผ่อนอิริยาบถ เขาเห็นเด็กคนหนึ่งเดินลูบๆคลำๆรอบรถ
คันงามด้วยกิริยาท่าทีชื่นชอบรถสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด

ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของสิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝัน
เขาเดินยืดอกมาที่รถ พร้อมพูดจาทักทายเด็กคนนั้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ดั่งขุนศึกผู้ชนะสงคราม
"ระวังหน่อยน้อง เดี๋ยวเป็นรอย" เขาบอก
เด็กคนนั้นมองไปยังชายหนุ่มเจ้าของเสียง ก่อนจะพูดตอบ "รถของพี่เหรอ สุดยอดจริงๆ"
"แน่นอน" เขาตอบ
"พี่ซื้อมาราคาเท่าไหร่" เด็กคนเดิมถาม
"คนอื่นอาจต้องควักสตางค์ซื้อเอง แต่พี่ไม่ต้อง เพราะพี่ชายพี่ซื้อให้เป็นของขวัญ"
"โอ้โห! ดีจัง ผมอยาก...." เด็กคนเดิมพูดตะกุกตะกักชะงักในตอนท้าย

ชายหนุ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้คงไม่กล้าพูดต่อ
เพราะที่เด็กอยากจะพูดแต่ยั้งปากยั้งคำไว้นั้น คงต้องการบอกว่าอิจฉาตัวเขาเอง
อยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง...มีพี่ที่แสนดีซื้อรถสุดหรูให้เป็นของขวัญ...
แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดกลับผิดถนัด

"โอ้โห ดีจัง ผมอยาก....เป็นอย่างพี่ชายของพี่จัง" เด็กคนนั้นพูด
"ผมจะได้ซื้อรถให้น้องชายผมนั่งบ้าง"

ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 04 สิงหาคม 2551, 08:00:26
คัดลอกมาจาก Forward Mail

Indians Play เขียนโดย V. Raghunathan นักวิชาการ ผู้บริหารบริษัท
และเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทั้งในอินเดียและในต่างประเทศ  

ดช.ปัญญาเป็นเด็กที่เกิดในเมืองแต่ย้ายไปอยู่ในชนบท
วันหนึ่งไปซื้อแพะจากชาวนาในราคา 1000 บาทซึ่งชาวนายินดีที่จะส่งมอบแพะในวันรุ่งขึ้น

พอวันรุ่งขึ้น ชาวนาก็ไปหาดช.ปัญญาแล้วบอกว่า

"ข่าวร้ายหนูเพราะแพะเพิ่งตายไปเมื่อคืนที่แล้วเอง"

ดช.ปัญญา ก็บอกว่า "ไม่เป็นไร ถ้าเช่นนั้นคืนเงินให้ผมก็แล้วกัน"

"โอ เสียใจด้วยจริงๆ แต่ฉันใช้เงินนั่นหมดไปแล้ว" ชาวนาพูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ

"ไม่เป็นไร ถ้างั้นเอาแพะตัวนั้นมาให้ฉัน"

"หนูจะเอาแพะตายไปทำอะไร" ชาวนาถามด้วยความฉงน

"ฉันจะเอาไปจับฉลากขาย"

"จะไปจับฉลากแพะที่ตายได้อย่างไร ใครจะไปซื้อ"

"ได้ซิ คอยดูละกัน"

จากนั้นชาวนาก็มอบแพะที่ตายให้ดช.ปัญญาไป

หนึ่งเดือนผ่านไป......ชาวนาพบกับดช.ปัญญาจึงถามว่าตกลงเอาแพะที่ตายไปทำอะไร

"ฉันก็ทำฉลาก 500 ใบ ขายใบละ 10 บาท แล้วบอกว่าใครดวงดีจับฉลากได้
ก็ได้แพะไปเลย 1 ตัว"

"ฉันได้เงินมา 5000 บาท ได้กำไรหลังจากหักที่จ่ายให้ลุงชาวนาไปแล้ว 3990 บาท"

"แล้วไม่มีคนโวยวายหรือ(เพราะแพะตายแล้ว)" ชาวนาถามด้วยความสงสัย

"ก็มี มีคนเดียวคือคนที่จับฉลากได้ และฉันก็แค่คืนเงินค่าฉลากจำนวน 10 บาทให้คนๆนั้นไป"

ในเรื่องบอกว่า ดช.ปัญญาต่อมาเติบโต
และเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมาก......

เรื่องราวแบบนี้เป็นสิ่งที่คนอินเดียสอนกัน........ที่สำคัญก็คือการแก้ไขปัญหา
และแก้ไขสถานการณ์ที่เผชิญหน้าหรือคิดคำตอบโจทย์ที่ยากๆ
ซึ่งคนอินเดียจะเก่งในเรื่องแบบนี้มาก

คนอื่นอาจไม่ได้สังเกตุ แต่ผมเห็นว่าส่วนหนึ่งได้มีการถ่ายทอดความรู้แบบนี้
ผ่านทางการ์ตูนพื้นบ้านซึ่งขายในราคาถูกมาก ทำให้เด็กไม่ว่าจะอยู่ในรัฐที่ห่างไกล
หรือยากจนก็สามารถเรียนรู้วิธีคิดผ่านสื่อเหล่านี้ได้

เปรียบกับของไทยก็น่าจะได้แก่ศรีธนญชัยที่มีปัญญาและไหวพริบ ฉลาดหลักแหลม....
แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ความเป็นศรีธนญชัยหายสาบสูญไปจากสังคมไทยนานแล้ว
และบางครั้งถูกมองว่าเป็นความฉลาดในด้านไม่ดีด้วยซ้ำไป

สมอง ถ้าไม่ได้ใช้ ไม่นานก็ฝ่อ

คนอินเดียจึงเป็นนักคิดนักแก้ปัญหาที่เก่งมาตั้งแต่โบราณกาล
และยังสามารถสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ ด้วยองค์ประกอบทางด้านการศึกษาและภาษา
ขอบคุณ Raghunathan ที่ได้ให้ข้อคิดดีๆ


ตาแคม


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mouy (Again) ที่ 12 สิงหาคม 2551, 20:27:04
ชอบเรื่องเล่าของอินเดีย และก็อยากให้คนในบ้านเราคิดแบบนี้ได้บ้างจัง... ง้านมาอ่านปุจฉา วิสัจฉนาของท่าน ว วชิรเมธีดูนะ...


มายาการของหลอดด้าย

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนจาริกปฏิบัติศาสนกิจในฐานะพระธรรมทูตอยู่ที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา วันหนึ่งหลังจบการเสวนาธรรม  สตรีสูงอายุคนหนึ่งขอโอกาสเข้ามานั่งคุยกับผู้เขียน ระหว่างการสนทนา  ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า น้ำตาเธอคลอหน่วย  เมื่อสอบถามถึงสาเหตุเธอจึงตอบว่า ที่น้ำตาคลอหน่วย เพราะรู้สึกดีใจที่ได้มาฟังธรรม แต่พร้อมกันนั้นก็เสียใจจนสะเทือนใจ ที่สะเทือนใจก็เพราะเธอรู้สึกว่า ตนเองได้พบกับธรรมะเมื่ออายุมากแล้ว จึงรู้สึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านมา เธอเล่าว่า

“ชีวิตของคนเราก็เหมือนกับเส้นด้าย ที่ถูกดึงออกมาจากหลอดด้ายทีละนิดๆ ขณะที่ดึงด้ายออกมาจากหลอดด้ายนั้น บางทีเราก็รู้สึกกระหยิ่มว่า ยังมีด้ายเหลืออยู่อีกมากมาย จึงชะล่าใจจึงด้ายออกมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพื่อที่จะพบว่า แท้ที่จริงแล้ว มีด้ายอยู่เพียงนิดเดียว เย็บผ้าได้เพียงนิดหน่อยก็หมด หากแต่ที่เราเห็นว่า ยังคงมีด้ายเหลืออยู่เยอะแยะนั่นเป็นเพราะว่า แกนด้ายมันใหญ่ต่างหาก…แกนด้ายมันหลอกตาให้เราพลอยชะล่าใจ...”

 พลันที่เธอเล่าจบ ผู้เขียนก็รู้สึกสว่างโพลงขึ้นมาในใจ  ผู้หญิงคนนี้ เธอไม่ได้มาฟังเทศน์เสียแล้ว แต่เธอมาเทศน์ต่างหาก

เธอกำลังเทศน์เรื่อง “ความสำคัญของเวลา” และ “คุณค่าของชีวิต”

 เคยได้ยินคำพูดในทำนองนี้บ่อยๆ ว่า เรามีเวลา ๒๔ ชั่วโมงต่อหนึ่งวันเท่ากัน ทว่าเราได้ประโยชน์จากเวลาไม่เคยเท่ากัน

สำหรับบางคนเวลา ๒๔ ชั่วโมงช่างแสนสั้น แต่สำหรับบางคน ๒๔ ชั่วโมง ช่างเป็นเวลายาวนานเหลือแสน

ผู้หญิงคนนี้เธอบอกว่า เธอเสียดายที่มีเวลาเหลืออีกไม่มาก อยากจะปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุดก็เกรงว่าเวลาจะมีไม่พอ

ผู้เขียนจึงบอกว่า การปฏิบัติธรรมนั้นไม่สำคัญที่เวลา แต่สำคัญที่ “ปัญญา”

 สำหรับคนมีปัญญากล้าแข็ง อย่าว่าเป็นวันเลย บางที นาทีเดียวก็บรรลุธรรมได้ สำหรับคนเขลา ต่อให้ภาวนาทั้งชีวิต บางทีก็ยังไม่เห็นผล  คนที่อยู่ในวัยสนธยา จึงไม่ควรน้อยใจว่า เรามีเวลาไม่พอ แต่ควรจะบอกตัวเองว่า  เรายัง “พอมีเวลา” ต่างหาก

แต่คนที่คิดว่าเรายัง “พอมีเวลา” ก็ต้องระวังด้วยเหมือนกัน เพราะบางทีการคิดด้วยท่าทีที่เป็นบวกอย่างนี้  ก็ทำให้ประมาท และเป็นเหตุให้พลาดโอกาสที่จะเร่งรัดทำสิ่งดีๆ

ดังนั้น  นอกจากจะคิดว่ายังพอมีเวลาแล้ว  ก็ควรจะคิดเพิ่มอีกอย่างหนึ่งว่า “วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต” ด้วย

เพราะหากเราคิดว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เราจะเริ่มคิดถึงสิ่งที่ต้องทำแข่งกับเวลา

และนั่นจะทำให้เวลา กลายเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดของชีวิตได้ในทุกๆ วัน

เราเคยได้ยินพระท่านสอนอยู่บ่อยๆ ว่า การฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่ผู้เขียนอยากบอกว่า การฆ่าเวลาต่างหากที่เป็นบาปมหันต์ยิ่งกว่า เพราะเมื่อคุณฆ่าสัตว์ หากสำนึกได้ คุณก็อาจจะไปหาสัตว์มาปล่อยเอาบุญ  แต่หากคุณฆ่าเวลาด้วยวิธีใดก็ตาม  ถึงแม้คุณจะสำนึกผิด กลับมาเห็นคุณค่าของเวลา ทว่าก็ไม่สามารถย้อนเวลาที่ผ่านไปแล้วให้หวนคืนกลับมาได้อีก

เราทุกคนต่างก็มีเวลาที่ไม่อาจรีไซเคิล  ไม่ว่าคุณจะมีเงินมหาศาลสักกี่ล้านล้านดอลล่าร์ก็ตามที

สำหรับเวลานั้น  ผ่านแล้ว   ผ่านเลยนิรันดร์

ครั้งหนึ่งลีโอ  ตอลสตอย  เคยเขียนปริศนาธรรมไว้ว่า

                  “ใคร           คือ คนสำคัญที่สุด

                    งานใด       คือ งานที่สำคัญที่สุด

                    เวลาใด      คือ เวลาที่ดีที่สุด”

                  ตอลสตอยตั้งคำถามนี้ผ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง และในที่สุดก็เฉลยว่า

                  “คนสำคัญที่สุด       ก็คือ      คนที่อยู่เบื้องหน้าเรา

                  งานสำคัญที่สุด        ก็คือ      งานที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้

                  เวลาที่ดีที่สุด            ก็คือ      เวลาปัจจุบันขณะ”

  ทำไมคนที่อยู่เบื้องหน้าเราจึงสำคัญที่สุด  คำตอบก็คือ อาจเป็นไปได้ว่า ในชั่วชีวิตอันแสนสั้นนี้ เรากับเขาอาจมีโอกาสพบกันได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้น เราจึงควรทำให้การพบกันทุกครั้ง เป็นเหมือนการเฉลิมฉลองอันแสนวิเศษที่ต่างฝ่ายต่างควรสร้างความทรงจำแสนงามไว้ให้แก่กันและกันตลอดไป    

 เราต้องไม่ลืมว่า มนุษย์นั้น  รู้เกลียดยาวนานกว่ารู้รัก

หากการพบกันครั้งแรกนำมาซึ่งความรัก และหากเป็นการพบกันเพียงครั้งเดียวของชีวิตในอนันตจักรวาล  นั่นก็นับว่า เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดแล้วสำหรับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน

ทำไมงานที่เรากำลังทำอยู่ขณะนี้ จึงเป็นงานสำคัญที่สุด คำตอบก็คือ เพราะทันทีที่คุณปล่อยให้งานหลุดจากมือคุณไป งานก็จะกลายเป็นของสาธารณ์ หากคุณทำงานดี มันก็คือ อนุสาวรีย์แห่งชีวิต และหากคุณทำงานไม่ดี มันก็คือ ความอัปรีย์แห่งชีวิต

ตอนแรกคุณเป็นผู้สร้างงาน แต่เมื่อปล่อยงานหลุดจากมือไปแล้ว งานมันจะเป็นผู้ย้อนกลับมาสร้างคุณ  

ทำไมเวลาที่ดีที่สุด จึงควรเป็นปัจจุบันขณะ คำตอบก็คือ  เพราะเวลาทุกวินาทีจะไหลผ่านชีวิตเราเพียงครั้งเดียว  ไม่ว่าคุณจะหวงแหนเวลาขนาดไหน  มีเงินมากเพียงไร  ก็ไม่มีใครสามารถรื้อฟื้นเวลาที่ล่วงไปแล้วให้คืนกลับมาได้

ทุกครั้งที่เวลาไหลผ่านเราไป หากเราไม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ชีวิตของคุณก็พร่องไปแล้วจากปวงประโยชน์มากมายที่คุณควรได้จากห้วงเวลา

เวลาไม่มีตัวตน แต่หากเรามีปัญญา ก็สามารถสร้างคุณค่าที่เป็นรูปธรรมจากเวลาได้อเนกอนันต์ คน -  -  แม้มีตัวตนเห็นกันอยู่ชัดๆ แต่หากปฏิบัติไม่ถูกต่อเวลา  ถึงมีตัวตนเป็นคนอยู่แท้ๆ แต่ชีวิตก็อาจ ว่างเปล่ายิ่งกว่าเวลา  

ทุกวันนี้  เราทุกคนกำลังสาวด้ายแห่งเวลาในชีวิตออกมาใช้กันอยู่ทุกขณะจิต  เคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า เส้นดายแห่งเวลาในชีวิตของเราเหลือกันอยู่สักกี่มากน้อย  เราถนัดแต่สาวด้ายออกมาใช้  หรือว่าเราใช้เส้นดายแห่งเวลาอย่างมีคุณค่าที่สุดแล้ว  ?

อ่านเรื่องอื่นๆ ได้ที่เว๊ปนี้นะ http://www.vimuttayalaya.net/ มีหลายเรื่องที่เป็นคำถาม แล้วท่าน ว ก็มาตอบ ...ใครว่างลองเข้าไปดูนะจ๊ะ...


หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 17 สิงหาคม 2551, 20:52:44
ดร.เกรียงศักดิ์ ที่ลงผู้ว่า กทม. ก็ส่งลูกไปเรียนที่อินเดียครับ..

คิดถึงเจ๊หมวยคร้าบบบบ..(ไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่) :o


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 06 พฤศจิกายน 2551, 08:18:54
โรคสุดฮิตของคนรุ่นใหม่ "โรคกรดไหลย้อ"

แพทย์เตือนหนุ่ม-สาวออฟฟิศ ระวังโรคกรดไหลย้อน โรคยอดฮิตของหนุ่มสาววัยทำงาน ดารานักแสดง โดย เฉพาะสาวออฟฟิศ ที่ชอบกินจุบกินจิบ กินอาหารไม่เป็นเวลาและเร่งรีบ รวมถึงผู้ชอบอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ มีโอกาสเสี่ยงสูง หากมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว ปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ ควรปรึกษาแพทย์

รศ. พ.ญ.วโรชา มหาชัย หัวหน้าหน่วยทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า โรคกรดไหลย้อนถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตเหมือนโรคมะเร็งหรือโรค หัวใจ แต่เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลง
โดยจะมี อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว ปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ และในบางรายอาจมีอาการแสดงออกนอกหลอดอาหารได้ เช่น อาการทางปอด หรืออาการทางคอและกล่องเสียง เสียงแหบเรื้อรัง มีไอเรื้อรัง มีกลิ่นปาก หรือในบางรายอาจมีอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด หรืออาการเจ็บหน้าอกได้

ดัง นั้นหากมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูก "โรคกรดไหลย้อน" คุกคาม ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาต่อไป เพราะหากละเลยไม่ยอมรักษานานๆ ไปอาจทำให้เรื้อรังกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้เช่นกัน

"เนื่องจาก โรคกรดไหลย้อนจะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆ กับอาการของโรคกระเพาะอาหาร จึงทำให้คนส่วนใหญ่มักจะเหมารวมว่าตนเองอาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร และไปซื้อยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะคนไทยเรามักจะชอบซื้อยามารับประทานเองและคิดว่าการไปพบแพทย์เป็น เรื่องใหญ่ ระยะหลังมานี้จึงพบโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ" รศ.พ.ญ.วโรชากล่าว

ผู้ เชี่ยวชาญกล่าวต่อว่า โรคกรดไหลย้อนไม่ได้เป็นโรคแปลกใหม่สำหรับคนไทย เป็นโรคที่พบในผู้ป่วยคนไทยมานานแล้ว สาเหตุของโรคเกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไป ในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ หลอดอาหารส่วนปลายมีการคลายตัวอย่างผิดปกติ หรือความดันของหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าในคนปกติ หรือเกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร เป็นต้น

"โรคกรดไหลย้อนนี้มักเกิดขึ้นกับหนุ่มสาววัยทำงานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบ สูง รวมถึงดารานักแสดงและผู้ที่อยู่ในวงการบันเทิง ที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรีบเร่งตลอดเวลา จนทำให้เวลาที่มีอยู่แม้กระทั่งการรับประทานอาหารก็พลอยรีบเร่งไปด้วย มิหนำซ้ำยังมีความเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินจุบกินจิบ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา รวมถึงผู้ที่ชอบทานอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ก็เสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อนได้เช่นกัน"

สำหรับ การรักษาโรคกรดไหลย้อน รักษาให้หายได้โดยการรับประทานยากลุ่มยาลดกรด แต่ถ้าเป็นมากและเรื้อรังควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ทางเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรับยาที่ตรงกับโรค

ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าวที่กล่าวมาควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการ ขณะเดียวกันการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต โดยการรับประทานอาหารให้อิ่มพอดี และอย่ารับประทานอาหารใกล้เวลานอนเพราะจะทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดน้ำหนักตัว อย่าใส่เสื้อผ้าคับเกินไป เนื่องจากจะเพิ่มความดันในช่องท้องให้มากขึ้น เลิกสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดโรคกรดไหลย้อนได้

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อนเพิ่มเติม ค้นหาข้อมูลได้ที่ www.gerdthai.com

ข้อมูลเพิ่มเติม

โรคกรดไหลย้อน คือ ภาวะที่น้ำกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร  และในบางรายอาจไหลย้อนขึ้นมาถึงคอ และกล่องเสียงได้

ปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยโรคนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งอาจเป็นเพราะลักษณะรูปแบบการดำรงชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนไป เกิดความเครียด มีความเร่งรีบในการทำงานทำให้ผู้คนนิยมรับประทานอาหารจานด่วนที่อุดมไปด้วย ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และแคลอรี่สูง รวมทั้งการแพทย์ที่ก้าวหน้า และเครื่องมือที่ทันสมัยทำให้สามารถตรวจ และวินิจฉัยโรคนี้ได้มากยิ่งขึ้นด้วย

ภาวะนี้เกิดเนื่องจากพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหาร และกระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ อาการสามารถเกิดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระยะเริ่มต้นอาจไม่รู้สึกว่ามีความผิดปกติหรือมี อาการแต่อย่างไร และผู้ป่วยบางรายอาจไม่เคยมีอาการของโรคกระเพาะหรือรักษาโรคกระเพาะมาก่อน เลยก็ได้

น้ำกรดจะระคายเคืองหลอดอาหารทำให้เยื่อ บุอาหารเกิดการอักเสบ ผู้ป่วยจะเจ็บในอก รู้สึกแสบร้อนในอกได้โดยเฉพาะเวลาเรอ นอกจากนั้นกรดยังสามารถระคายเคืองกล่องเสียงและคอหอยได้ด้วย ซึ่งอาการที่บริเวณคอหอยและกล่องเสียง คือ

– เสียงแหบเป็นๆหายๆ เรื้อรัง โดยเฉพาะเสียงแหบในเวลาเช้า
– รู้สึกขมในปากและคอหลังจากตื่นนอนใหม่ๆ
– คอและกล่องเสียงอักเสบบ่อยๆ รักษาหายได้ไม่นานก็กลับมาเป็นใหม่อีก
– ระคายคอ และกระแอมบ่อยๆ รู้สึกว่าคอไม่โล่ง
– ไอเรื้อรัง แต่พบว่าปอดปกติดี
– กลืนอาหารลำบาก กลืนติดๆ กลืนไม่ลง กลืนแล้วเจ็บในคอ
– ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรจุกๆในคอ ลมหายใจมีกลิ่น มีกลิ่นปาก
– มีเสมหะในคอจำนวนมาก
– รู้สึกว่าเหมือนมีเสมหะไหลลงคออยู่เรื่อยๆ

ผู้ป่วยบางท่านอาจมีแค่อาการใดอาการหนึ่ง ในขณะที่บางท่านอาจมีหลายๆอาการร่วมกันได้ อาการต่างๆเหล่านี้อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่ามีเนื้องอก หรือก้อนมะเร็งในคอ ทั้งนี้เมื่อทำการตรวจวินิจฉัยแล้วแพทย์ไม่พบก้อนเนื้อเหล่านั้นเลย กรณีนี้ทำให้ผู้ป่วยไม่สบายใจ วิตกกังวลและยิ่งเกิดความเครียดมากขึ้น


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 06 พฤศจิกายน 2551, 08:22:17
^
^
เมื่อต้นปี เพื่อนผมก็มีอาการแบบนี้เป๊ะเลย
ไปหาหมอ หมอก็บอกว่าเป็น โรคกรดไหลย้อน

กินยาอยู่สอง สามเดือน ไม่หาย

ปรากฏว่า เพื่อนผมมันแพ้ท้องครับ
เซ็งหมอเลย  emo33:(:


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 06 พฤศจิกายน 2551, 22:57:03
หมอที่ไหนครับพี่..จะได้รู้ไว้


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 10 พฤศจิกายน 2551, 08:20:48
จำกันได้มั๊ยกับนายเสริม สาครราษฎร์ที่เป็นหมอฆ่าแฟนตาย
ในคดีที่นายเสริมถูกตัดสิน นายเสริมขอลดโทษโดยอ้างเหตุว่า
ตนฆ่าแฟนเพราะความรักที่ตนมี จนไม่อาจหักห้ามใจให้แฟนไปมีคนใหม่ได้
จึงขอความปราณีจากศาลให้เห็นแก่ความรักของตน

ศาลฎีกาได้ให้เหตุผลไว้อย่างงดงาม
ถึงความรักที่นายเสริมอ้างว่ามีต่อแฟนของตน

ดังฏีกาข้างล่างนี้

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คดีแดงที่ 6083/2546
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นางสุดา ปรัชญาภัทร โจทก์ร่วม
นายเสริม สาครราษฎร์ จำเลย


ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยควรได้รับโทษประหารชีวิต
ศาลล่างทั้งสองไม่ควรลดโทษให้จำเลยเพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษนั้น
ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น
จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
เพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์ฉันคนรัก
แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่
จำเลยจึงบันดาลโทสะฆ่าผู้ตายนั้น

เห็นว่า
ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้
ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรักความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข
การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิดและการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก 

จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง
เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว
มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่
ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง

ดังนี้
แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต


ที่มา: Forward Mail
ตาแคม


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 10 พฤศจิกายน 2551, 10:07:07
เรื่องที่ 1
นิทานเรื่อง 'ตะเกียงวิเศษ'
โดยดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

กาลครั้งหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งขุดพบตะเกียงเก่าแก่อันหนึ่งในขณะที่เขากำลังทำสวนอยู่ พอเขาเอามือถู
ตะเกียง ก็ปรากฏว่ามีควันออกมาจากตะเกียงแล้วกลายเป็นยักษ์ตัวใหญ่ ยักษ์ตนนั้นพูดกับชายหนุ่มว่า
'ขอบใจที่ได้ช่วยให้ฉันเป็นอิสระฉันจะตอบแทนท่านโดยรับใช้ท่าน ท่านจะใช้อะไรฉันก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า
เมื่อไรที่ท่านหยุดใช้ฉัน ฉันก็จะกินท่าน'
ชายหนุ่มก็ตกลงเพราะเขาเห็นว่าการมีคนรับใช้เป็นเรื่องที่ดีและเขาก็มั่นใจว่า เขาจะใช้ยักษ์ตนนี้ให้ยุ่ง
อยู่ตลอดเวลาได้ ดังนั้นเขาจึงตอบตกลงยักษ์นั้นจึงถามว่า 'นายต้องการให้ฉันรับใช้เรื่องใดบ้างแต่อย่า
ลืมนะถ้านายหยุดใช้ฉันเมื่อใด ฉันก็จะกินนาย'ชายหนุ่มคนนั้นตอบว่า
'ฉันต้องการวังหลังหนึ่งเพื่อฉันจะได้เข้าไปอยู่'
ทันใดนั้นยักษ์ก็เนรมิตวังหลังหนึ่งได้ ชายหนุ่มตกใจเพราะเขานึกว่ายักษ์คงใช้เวลาสักปีกว่าจะสร้างวัง
เสร็จทีนี้เขาต้องคิดอย่างรวดเร็วว่าจะขอให้ยักษ์ทำอะไรต่อไปดี เขาบอกยักษ์ให้'สร้างถนนกว้างๆ ไป
ถึงหน้าวัง' ทันใดนั้นถนนก็ปรากฏอยู่ต่อสายตาเขา'ฉันต้องการสวนล้อมรอบวัง' เขาสั่งต่อไป
ทันทีความต้องการของเขาก็ปรากฏต่อหน้าเขา'ฉันต้องการ.....'เขาก็ขอไปเรื่อยๆแต่เขาเริ่มต้นวิตก
ว่าอีกไม่ช้าเขาก็จะขอจนหมดแล้วและอีกอย่างเขาคงเข้าไปอยู่ในวังอย่างผาสุกไม่ได้เพราะเขาต้องคอย
มานั่งสั่งยักษ์ให้ทำงานตลอดเวลา
ในที่สุดเขาก็คิดหาทางออกได้ เขาขอให้ยักษ์สร้างเสาต้นหนึ่งให้สูงสุดซึ่งยักษ์ก็เนรมิตให้ทันทีทันใด เขา
ขอให้ยักษ์ปีนเสาต้นนี้ช้าๆไปถึงยอดแล้วให้ปีนลงมาช้าๆ เช่นกัน พอถึงพื้นก็ให้ปีนขึ้นไปบนยอดใหม่อีกครั้ง
แล้วให้ปีนขึ้นปีนลงเช่นนี้ตลอดเวลาไม่ให้หยุดเลย
ยักษ์ตนนั้นก็เลยต้องปีนขึ้นปีนลงตลอดเวลาตามคำสั่งของนาย
ชายหนุ่มจึงเริ่มหายใจได้ทั่วท้อง ขณะนี้เขาปลอดภัยแล้วชายหนุ่มมีเวลาที่จะเข้าไปอยู่ในวังอย่างมีความ
สุขตั้งแต่นั้นมา
ยักษ์ตนนี้เปรียบเสมือนความคิดและจิตใจของเราถ้าเรารู้จักใช้ความคิดของเรา และควบคุมความคิดของ
เราให้ดีเราจะได้รับผลดีจากความคิดของเรา
ถ้าเราต้องการจะทำอะไรให้ดีให้ถูกต้องเราต้องควบคุมจิตใจของเราให้สงบเหมือนกับชายหนุ่มในนิทานที่
สามารถควบคุมยักษ์ตนนั้นได้และสามารถทำให้ความต้องการของเขาลุล่วงสำเร็จได้
ถ้าเราควบคุมความคิดของเราไม่ได้ มันจะสร้างปัญหาให้กับเราเราจะเริ่มต้นนั่งคิดว่าจะไปซื้ออะไร จะ
ไปกินอะไรดี หรือจะไปเที่ยวไหนดี ฯลฯความต้องการจะครอบคลุมจิตใจของเรา ครอบคลุมอารมณ์ของ
เรา เราจะหวั่นไหวต่อความโลภความโกรธและความอิจฉา เป็นต้นสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นถ้าเราไม่รู้จัก
ควบคุมความคิดของเราเช่นเดียวกับยักษ์ตนนั้นที่ข่มขู่ชายหนุ่มตลอดเวลา
เราต้องควบคุมความคิดของเราตลอดเวลาชายหนุ่มคนนี้ใช้ให้ยักษ์ปีนขึ้นลงที่เสาสูงต้นนั้นเราก็สามารถใช้
ลมหายใจเข้าออกของเราซึ่งอยู่กับเราตลอดเวลานั้นเป็นเสาสูงแทน

หมายเหตุ :: นิทานเรื่องตะเกียงวิเศษนี้คัดมาจากหนังสือวิทยาศาสตร์ของการฝึกจิตของ ดร.อาจอง
ชุมสาย ณ อยุธยา

เรื่องที่ 2
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ
เขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงามแก่คนที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้
หลายคนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้แต่ไม่มีใครสามารถ
ทำให้เขาดีขึ้นได้
อยู่มาวันหนึ่งมีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐีเศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ
ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า 'โธ่เอ้ยวิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว
นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลาแล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป'
เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก
วันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสีหลายร้อยคนมาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด
นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมากยังซื้อเสื้อผ้าให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่
ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใดก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลาตามคำแนะนำของฤาษี
อาการปวดศีรษะของเขาก็เริ่มดีขึ้นๆเขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น
สองสามเดือนถัดมาท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง
แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า
'หยุด หยุดท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน'
ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด
ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า
'ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและ เวลามากมายเพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย
เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้นเจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว'
หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง
เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน
แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

เรื่องจากการพัฒนาศักยภาพอย่างสมบูรณ์
โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

เรื่องที่ 3
+++... หาความสุขได้ที่ไหน...+++

ในตอนกลางดึกมีหญิงชราคนหนึ่งกำลังคลำหาอะไรอยู่สักอย่างรอบๆเสาไฟฟ้าข้างถนน
สักครู่หนึ่งมีหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา
เห็นหญิงชราผู้นั้นกำลังคลำหาอะไรอยู่
เลยถามขึ้นว่า'ยาย..ยาย ยายกำลังหาอะไรอยู่?'
หญิงชราผู้นั้นตอบว่า'ยายกำลังหาเข็มเย็บผ้าอยู่ยายทำตกหายไป
ช่วยยายหาหน่อยซิ'
พวกหนุ่มสาวกลุ่มนั้นจึงช่วยกันหาทั่วไปหมดแต่ก็หาไม่เจอ
ในที่สุดพวกเขาก็สงสัยจึงถามยาย
'ยาย..ยาย..ยายทำเข็มเย็บผ้าหล่นหายไปที่ไหน'
ยายตอบว่า'ยายกำลังเย็บผ้าอยู่ในห้องยาย แล้วก็ทำเข็มเย็บผ้าหล่นหายไป
แต่ห้องยายมันมืดยายมองไม่ค่อยเห็น
ยายก็เลยออกมาที่ถนนเพราะมีแสงสว่างจากไฟฟ้า
'...พอพวกหนุ่มสาวกลุ่มนั้นได้ยินเช่นนั้นก็เลยหัวเราะแล้วเดินหนีไป
เมื่อเราทำของหายเราก็ต้องไปหาในที่ๆเราทำหาย
มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะไปหาที่อื่น
เช่นเดียวกันเมื่อเราแสวงหาความสุข
เราก็ต้องหาในจุดที่เราได้สูญเสียความสุขไป
มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะหาความสุขที่ไนท์คลับหรือสถานเริงรมย์ต่างๆ
หรือไปหาที่ประเทศนั้นประเทศนี้หรือไปหาที่คนอื่น
ความสุขของเราได้สูญหายไปจากตรงไหน?
คำตอบก็คือเราได้ทำหายไปจากใจของเรา ได้สูญเสียความสุขจากตัวเรา
จากใจเรา ดังนั้นเราก็ต้องแสวงหาความสุขที่จุดนั้น คือ ในตัวเรา
แหล่งที่มา : จาก'แนวทางสู่ความสุข' โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

เรื่องที่ 4
มีสามีภรรยาคู่หนึ่งทุกๆ เช้าภรรยาจะแอบมองดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างชั้นบน และวิ่งกลับมารายงานให้
สามีฟัง
'เพื่อนบ้านเรานี่ซักผ้าไม่เป็นเลย เสื้อผ้าสกปรกเหลือเกินไม่รู้ใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร หรือใช้วิธีซักอย่าง
ไร'
สามีก็ตอบว่า'อย่าไปสนใจคนอื่นเขาเลย เราซักผ้าของเราให้สะอาดก็แล้วกัน'
แต่ภรรยาก็แอบไปดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างข้างบนบ้านและวิ่งกลับมางานสามีทุกเช้า
'เสื้อผ้าของเขาสกปรกอีกแล้ว'
อยู่มาวันหนึ่งภรรยาวิ่งลงมารายงานสามีด้วยความแปลกประหลาดใจ'ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าวันนี้เกิดอะไร
ขึ้น เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาดอยากรู้เหลือเกินว่าเขาเปลี่ยนมาใช้ผงซักฟอกอะไร หรือใช้วิธีใดซักผ้า'
สามีหัวเราะแล้วกล่าวว่า
'นี่ฉันรำคาญเธอเหลือเกินเมื่อเช้านี้ฉันตื่นแต่เช้ามืดและไปเช็ดกระจกหน้าต่างให้สะอาด ก่อนหน้านี้
กระจกมันสกปรก เธอมองออกไปก็เห็นแต่ความสกปรก'
'ทุกข์' หรือ 'สุข' นั้น จิตใจเป็นตัวกำหนด แต่ถึงอย่างนั้น ผิด ชอบ ชั่ว ดีก็ยังถือเป็นภาระทาง
จริยธรรมของเราอยู่มิใช่หรือ
ที่สำคัญ ...(ถ้าจำไม่ผิด) หากเช็ดหน้าต่างแล้วนะคะ ถึงจะไม่สะอาดเอี่ยมแต่ก็เพียงพอที่แสงจะลอด
ผ่าน เพื่อประโยชน์แก่การ 'มอง' และ 'เห็น
โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

 emo28:win:
ตาแคม


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: iamfrommoon ที่ 11 พฤศจิกายน 2551, 09:17:51
น้องแคม...เรื่องข้างบนได้ข้อคิดดีมากเลย...ว่าแต่ว่า ช่วงนี้หันเข้าวัดเข้าวา ฤ....อิอิ


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 14 พฤศจิกายน 2551, 11:54:13
อ่านเรื่องนี้แล้วชอบมาก ได้แง่คิดที่ดีสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างชายกับหญิงดี

ทำไมผู้ชายคุยไปดูทีวีไปไม่ได้
ผู้หญิงถนัดนักเรื่องการทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน อาทิ เขียนรายการของที่จะซื้อพร้อมกับทำกับข้าวและบอกสามีให้ดูลูกทำการบ้าน
การสแกนสมองบ่งบอกว่า สมองผู้หญิงไม่เคยว่างเปล่าแม้ยามหลับ
ในทางตรงข้าม ผู้ชายมักพบว่าเวลาถูกขอให้โทรศัพท์ระหว่างดูทีวีเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สมองซีกซ้ายและขวาของคนเราเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วยกลุ่มเส้นประสาทที่เรียกว่าcorpus callosum
โรเจอร์ กอร์สกี้ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในแอลเอ ยืนยันว่าสมองของผู้หญิงมี corpus callosum หนากว่าผู้ชาย 10%
และมีการเชื่อมต่อระหว่างสมองสองซีกมากกว่าผู้ชาย 30% ทั้งยังพิสูจน์ได้ว่า หญิง-ชายใช้สมองคนละส่วนกันเวลาทำงานอย่างเดียวกัน
สมองของผู้ชายพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มุ่งเน้นกับงานเพียงงานเดียว
ขณะที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิงกระตุ้นเซลล์สมองให้ทำการเชื่อมต่อสมองซีกซ้ายและขวามากขึ้น
ผลศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ยิ่งสมองสองด้านเชื่อมต่อกันมากแค่ไหน คนนั้นยิ่งมีความเป็นเลิศด้านภาษามากขึ้น
และยังอธิบายได้ว่า เหตุใดผู้หญิงจึงสามารถปฏิบัติภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยหลาย ๆ อย่างพร้อมกันได้

ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ผู้หญิงจะขอให้สามีทำอะไรให้ ควรเลือกจังหวะให้ดีและมอบหมายภารกิจให้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทำไมผู้ชายโกหกไม่สำเร็จ
การศึกษาภาษากายพบว่า ในการสื่อสารแบบเผชิญหน้า สัญญาณที่ไม่ใช่คำพูดมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของสาส์นถึง 60%
อีก30% เป็นหน้าที่ของน้ำเสียง และ 10% ที่เหลือถึงเป็นถ้อยคำ
ผู้หญิงมีทักษะในการเลือกสรรและวิเคราะห์ข้อมูลนี้มากกว่าผู้ชาย โดยสมองสองซีกจะส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันอย่างรวดเร็ว
ทำให้สามารถรวบรวมและถอดรหัสถ้อยคำ ภาพที่เห็น และสัญญาณอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
และนี่คือคำอธิบายว่า เหตุใดผู้ชายจึงโกหกผู้หญิงซึ่งหน้าไม่สำเร็จ แต่ผู้หญิงกลับทำพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้ได้ง่ายดายและเนียนเหลือเกิน

ข้อแนะนำสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ถ้าคิดจะตุกติก หนุ่มควรใช้วิธีโทรศัพท์ ส่งจดหมาย ปิดไฟ หรือคลุมโปงคุยกับแฟนมากกว่า

ทำไมผู้หญิงมีปัญหาเวลาจอดรถขนานฟุตบาต
งานวิจัยที่มีบริษัทสอนขับรถเป็นสปอนเซอร์แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายอังกฤษมีความแม่นยำ 82%
ในการถอยรถคนอื่นเข้าจอดขนานกับขอบถนน และ 71% ทำได้ตั้งแต่ครั้งแรก
ขณะที่ผู้หญิงได้คะแนนเพียง 22% และ 23% ตามลำดับ ทั้งที่เวลาสอบใบขับขี่ผู้หญิงจะได้คะแนนในส่วนนี้ดีกว่าผู้ชาย
สาเหตุเป็นเพราะผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชายในการเรียนรู้ภารกิจและทำซ้ำภายใต้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่เหมือนเดิม
ทว่า ในสถานการณ์จริงที่การจราจรหมายถึงชุดข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประสิทธิภาพของผู้หญิงจึงด้อยลง
ขณะที่ผู้ชายมีทักษะด้านมิติสัมพันธ์สูงกว่าซึ่งเหมาะสมต่อภารกิจนี้ รวมถึงการจดจำแผนที่ในหัวและรู้ว่าต้องเลือกเส้นทางไหน
ถ้าต้องกลับไปที่เดิม ผู้ชายไม่จำเป็นต้องพึ่งแผนที่ เพราะพื้นที่สมองส่วนมิติสัมพันธ์จะบันทึกข้อมูลไว้ครบถ้วน
ด้วยเหตุนี้ผู้ชายจึงลุกจากที่นั่งบนอัฒจรรย์เพื่อลงไปซื้อเครื่องดื่มและกลับมาโดยไม่หลง
ขณะที่เรามักคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวหญิงยืนทำหน้างงใส่แผนที่ตามสี่แยก

ทำไมผู้หญิงใส่ใจความรู้สึก-ผู้ชายหมกมุ่นกับงาน
ผู้ชายมักตีค่าตัวเองจากหน้าที่การงานและความสำเร็จ ขณะที่ผู้หญิงมองตัวเองมีค่าโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์กับคู่ครอง
ในอดีตกาล ผู้ชายเป็นผู้หาอาหารและแก้ปัญหา ซึ่งหมายถึงภารกิจสูงสุดอยู่ที่ความอยู่รอดเฉพาะหน้า
ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลบ้านและสร้างหลักประกันการอยู่รอดของลูก ๆ แม้แต่ในยุคนี้
ผลศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ผู้ชาย 70-80% ยังบอกว่าส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตคืองาน และผู้หญิงในจำนวนเท่า ๆ กันยกให้ครอบครัวมีความสำคัญที่สุด

ผลลัพธ์คือ ถ้าผู้หญิงไม่มีความสุขกับชีวิตคู่จะไม่มีสมาธิกับงาน แต่ถ้าผู้ชายไม่มีความสุขกับงานจะปล่อยปละละเลยชีวิตคู่

เมื่อเครียดหรือรู้สึกกดดัน ผู้หญิงจะมองว่าการได้พูดคุยกับสามีเป็นรางวัลอันมีค่า
แต่ผู้ชายกลับรู้สึกว่าการกระทำแบบเดียวกันรบกวนกระบวนการแก้ปัญหา ผู้หญิงอยากคุยและให้สามีกอด
แต่สิ่งที่ผู้ชายอยากทำมากที่สุดคือนอนดูฟุตบอล
สำหรับผู้หญิง สามีดูจะไม่ใส่ใจเลยสักนิด แต่สำหรับผู้ชาย ภรรยาช่างเซ้าซี้กวนใจหรือบางครั้งอวดรู้มากไปหน่อย
เมื่อรู้แบบนี้ สามี-ภรรยาควรหาทางสายกลางเพื่อประคับประคองชีวิตคู่ให้ราบรื่น

ทำไมผู้หญิงมีสัมผัสที่ 6
เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ผู้หญิงเคยถูกเผาทั้งเป็นเพราะมี 'อำนาจเหนือธรรมชาติ'
ซึ่งหมายถึงความสามารถในการทำนายแนวโน้มความสัมพันธ์และความจริงที่ซ่อนเร้น
ในการทดลองหนึ่งพบว่า ภายในห้องที่มีสามี-ภรรยาอยู่ 50 คู่ ผู้หญิงใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่
โดยความสามารถนี้วิวัฒนาการมาจากหน้าที่การดูแลบ้านในอดีตกาล ทำให้ผู้หญิงสามารถฟันธงได้ว่าคู่ไหนรักกันดี คู่ไหนมีปัญหา
และผู้หญิงคนไหนน่าคบหรือว่าต้องระวัง ขณะที่ผู้ชายกลับกวาดสายตาทั่วห้องเพื่อหาทางเข้า-ทางออก
ซึ่งมาจากสัญชาติญาณในอดีตในการประเมินแนวโน้มการถูกโจมตีและทางหนีทีไล่
หลังจากนั้น จึงค่อยมองหาคนรู้จักหรือคนที่อาจเป็นศัตรู แล้วค่อยพินิจพิเคราะห์โครงสร้างห้องเพื่อหาจุดที่มีปัญหาและต้องการการซ่อมแซม

ทำไมผู้หญิงชอบสับสนซ้าย-ขวา
ความที่ใช้สมองทั้งสองด้านไปพร้อมกัน ผู้หญิงหลายคนจึงมีปัญหาเรื่องมือขวา-มือซ้าย
ในการศึกษาพบว่า ผู้หญิงราว 50% นึกไม่ออกว่ามือซ้ายหรือมือขวาถ้าไม่ได้เหลือบตาลงมอง
ทว่า ผู้ชายที่ใช้สมองทีละซีกตอบโจทย์นี้อย่างง่ายดาย
ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงทั่วโลกจึงมักถูกเพศตรงข้ามบ่น เพราะชอบบอกให้เลี้ยวขวาทั้งที่จริง ๆ แล้วหมายถึงเลี้ยวซ้าย

ทำไมผู้ชายไม่ชอบถามทาง
เรื่องนี้เกี่ยวกับทัศนคติที่ฝังรากมาแต่ดึกดำบรรพ์ที่ผู้ชายต้องออกสำรวจภูมิประเทศรอบ ๆ ถ้ำเพื่อจะได้กลับบ้านถูก
เวลาออกไปล่าสัตว์หาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว ลูกเมียต่างหิวโหยแต่เชื่อมั่นว่าพ่อบ้านจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จเหมือนเช่นทุกครั้ง
ดังนั้นผู้ชายจึงไม่สามารถแสดงอาการกลัวออกมาให้ครอบครัวเห็น และมองว่าการขอความช่วยเหลือหมายความว่าการปฏิบัติภารกิจล้มเหลว
ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าเวลาผู้ชายขับรถออกไปนอกบ้านคนเดียว เขาอาจจอดถามทาง
แต่การทำแบบนี้ต่อหน้าผู้หญิง จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว
ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงต้องระวังไม่ทำให้ผู้ชายรู้สึกผิดเวลาคุยปัญหากัน
ขณะเดียวกัน ผู้ชายก็จะต้องเข้าใจว่าผู้หญิงไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษ แต่ต้องการช่วยแบ่งเบา จึงไม่ควรเก็บปัญหาไว้หนักอกคนเดียว

-----------------
ชอบๆ
ตาแคม


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 17 พฤศจิกายน 2551, 21:50:27
save ไว้คอยแก้ตัว..

แล้วทำไมผู้ชายถึงเมื่อยกล้ามเนื้อมากกว่าผู้หญิง...


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: phraisohn ที่ 17 พฤศจิกายน 2551, 22:07:30
ชอบมากครับ สุดยอดมาก เอาอีกๆๆๆ


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 18 พฤศจิกายน 2551, 07:32:45
อ้างถึง
ข้อความของ ppornson เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2551, 21:50:27
แล้วทำไมผู้ชายถึงเมื่อยกล้ามเนื้อมากกว่าผู้หญิง...

โรคชอบนวดอ่ะเหรอ อันนี้ต้องถามหลิม หุหุ

ตาแคม


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ชาร์ป ที่ 20 พฤศจิกายน 2551, 11:13:34
 emo4:))
 
อ้างถึง   
เตือนหน้าหนาวก๊งสุราอาจถึงตาย
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤศจิกายน 2551 06:55 น.

 
 
 
การดื่มเหล้าโต้ลมหนาวหรือเชื่อว่าเหล้าจะช่วยให้หายหนาวได้เป็นความเชื่อที่ผิดและอันตรายถึงชีวิต (ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต)
 
 
       รองอธิบดีกรมแพทย์เตือนประชาชนผู้มีความเชื่อในเรื่องการคลายหนาวด้วยการดื่มสุรา เพราะเชื่อว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายอบอุ่น คลายหนาวได้ ว่า เป็นสิ่งที่อันตราย ไม่ได้ผล แถมอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
       
       นอ.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวอากาศเย็น ซึ่งประชาชนมีความเชื่อในเรื่องการคลายหนาวด้วยการดื่มสุรา เพราะเชื่อว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายอบอุ่น คลายหนาวได้ แต่นั่นเป็นความเชื่อและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอันตราย เนื่องจากใช้ไม่ได้ผล ไม่ได้ช่วยแก้ความหนาวเย็นได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น หรือนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวแล้วดื่มสุราเพื่อคลายหนาวอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
       
       ทั้งนี้ การที่ประชาชนมีความเชื่อ ว่า การดื่มสุราช่วยคลายหนาวได้นั้น เนื่องจากหลังดื่มแอลกอฮอล์จะเข้าสู่กระแสเลือด ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้หลอดเลือดฝอยทั่วร่างกายขยายตัว เกิดความรู้สึกร้อนวูบวาบ หน้าแดง ทำให้ผู้ดื่มถอดเสื้อกันหนาวออกหรือใส่เพียงเสื้อผ้าบางๆ แทน โดยที่ไม่รู้ว่าความร้อนที่เกิดขึ้นหลังดื่มเหล้า ทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปเร็วขึ้น และหากดื่มมากๆ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะกด ที่ประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วง งง ซึม อาจทำให้หมดสติ
       
       ที่สำคัญคือ หากอยู่ในที่ที่มีอากาศหนาวเย็นยิ่งอันตราย เนื่องจากความเย็นจะทำให้เลือดในร่างกายมีความหนืดขึ้น การไหลเวียนยากลำบาก อวัยวะต่างๆ ขาดออกซิเจน หัวใจต้องทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้ง่ายขึ้น
 
 

ดีนะที่เรากินแต่เบียร์  emo29:P:


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 27 พฤศจิกายน 2551, 22:53:05
ดูรายการเจาะใจเกี่ยวกับเด็กจุฬา ฯ ที่เป็นมะเร็งกระดูก...เศร้ามากครับ และเป็นน้องโรงเรียนผมและรู้จักกันด้วย เห็นว่าน้องเค้ามีกำลังใจดีมากด้วยสุดท้ายก็ไม่รอด...ดูแล้วเศร้า อยากร้องไห้เลย  emo30:sorry:

ไม่น่าเชื่อ เพราะเคยเห็นแต่ในทีวีที่เป็นเรื่องคนอื่น คราวนี้มันคนใกล้ตัวเราเอง


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: suriya2513 ที่ 27 พฤศจิกายน 2551, 22:55:10
น่าเสียใจมากครับ


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 28 พฤศจิกายน 2551, 07:20:16
เมื่อก่อนเคยไปแต่งานศพคนอายุเยอะกว่า
เดี๋ยวนี้เริ่มไปงานศพคนอายุไม่ห่างกันมากนัก
ทั้งมากกว่า และน้อยกว่า
เริ่มมีคนใกล้ตัว มีส่วนไปทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

ไงก็ขอให้ทุกคนรู้ตัวเองไว้เสมอล่ะกันนะครับ

ตาแคม


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 28 พฤศจิกายน 2551, 18:23:40
ไปแบบมีบุญที่สุดแล้วล่ะครับ..ท่าน ว.วชิระเมธีมาเทศน์ให้..


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 17 ธันวาคม 2551, 16:10:34
 emo45:(เพื่อนผมที่เรียน ป. โทด้วยกัน..พึ่งตายด้วยมะเร็งลำไส้...รู้ข่าวว่าเป็นเมื่อเดือนก่อน....เสียไปเสียแล้ว....เฮ้อ..ภัยเงียบจริงๆๆ


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: ppornson ที่ 18 ธันวาคม 2551, 11:29:23
ทำไมที่มันเสนอหน้าหน้าทีวีหลายๆตัวมันไม่ไปแบบกระทันหันแบบนั้นมั่งเนอะ..


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: หลิม 81 ที่ 18 ธันวาคม 2551, 13:36:37
อ้างถึง
ข้อความของ ppornson เมื่อ 18 ธันวาคม 2551, 11:29:23
ทำไมที่มันเสนอหน้าหน้าทีวีหลายๆตัวมันไม่ไปแบบกระทันหันแบบนั้นมั่งเนอะ..

สามเกลอ หัวเกรียนหรือ... emo29:P:


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: นายป้อ ที่ 18 ธันวาคม 2551, 21:54:25
 emo46หน้าก้อ..คอสั้น...เลวได้ใจจริงๆๆ....บวกลูกพี่มันที่ไร้แผ่นดินด้วย...เง้อ


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Apirat T. ที่ 19 ธันวาคม 2551, 07:33:29
ใกล้ฤดูกาล ยื่นภาษี + ขอภาษีคืนแล้น
update ข่าวคราวกันหน่อย

เบี้ยสุขภาพ-อุบัติเหตุหมดสิทธิลดหย่อนภาษี
   
กรมสรรพากรยัน ผู้เสียภาษีไม่สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพและอุบัติเหตุมาหักลดหย่อนภาษีได้เหมือนเดิม
อ้างกฎหมายไม่อนุญาต แต่ที่ผ่านมาถือว่าอนุโลม หวั่นรายได้หดหลังประกาศเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันจาก 5 หมื่น เป็น 1 แสนบาท

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : รายงานข่าวจากกรมสรรพากรยืนยันว่า ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ
มาหักเป็นค่าลดหย่อนทางภาษีเหมือนช่วงที่ผ่านมาได้ ซึ่งมีผลตั้งแต่ปีภาษีนี้ หรือผู้ที่จะยื่นตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2552
โดยที่ผ่านมากรมสรรพากรอนุโลมให้นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่ปีภาษีนี้จะดำเนินการตามตัวบทกฎหมาย ที่ระบุว่า
เฉพาะเบี้ยประกันชีวิตที่มีกรมธรรม์ อายุ 10 ปีขึ้นไปเท่านั้น สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้

ทั้งนี้ ความสับสนเกิดขึ้น หลังจากที่กรมสรรพากร ได้ประกาศเพิ่มค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต ที่มีอายุกรมธรรม์ 10 ปีขึ้นไป
จากเดิม 5 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2551 เป็นต้นไป แต่กรมสรรพากรได้เปิดเผยรายละเอียดในภายหลังว่า
เบี้ยประกันที่จะนำมาหักลดหย่อนทางภาษีได้ จะเป็นเบี้ยประกันชีวิตเท่านั้น
ในส่วนของเบี้ยประกันสุขภาพและเบี้ยประกันอุบัติเหตุ ที่ถือเป็นอนุสัญญาของกรมธรรม์ประกันชีวิต ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในระยะที่ผ่านมา ผู้เสียภาษีที่ยื่นแบบเสียภาษีประจำปี ได้นำเบี้ยประกันชีวิตมาขอลดหย่อนภาษี โดยรวมเอาเบี้ยประกันสุขภาพ
และเบี้ยประกันอุบัติเหตุ รวมเข้ามาขอหักค่าลดหย่อนทางภาษีด้วย ถือเป็นการอนุโลม แต่ปีภาษีนี้กรมจะดำเนินตามตัวบทกฎหมาย
ที่ระบุว่าเฉพาะเบี้ยประกันชีวิตที่มีกรมธรรม์ อายุ 10 ปีขึ้นไปเท่านั้น ที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้

"แม้กรมสรรพากรจะไม่อนุญาตให้นำเบี้ยประกันสุขภาพและอุบัติเหตุมาหักลดหย่อนภาษีได้นับตั้งแต่ปีภาษีนี้ แต่ว่า
เราก็จะไม่ดำเนินการหักภาษีย้อนหลังกรณีที่ได้มีการขอลดหย่อนไปแล้ว" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวต่อว่า เมื่อกรมสรรพากรเพิ่มวงเงินในการนำเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนเป็น 1 แสนบาท
จะทำให้กรมสรรพากรต้องเสียรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รายได้จากภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บถือเป็นรายได้สำคัญของประเทศ
ซึ่งรายได้จากกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2552 ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1.318 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้า 9.1%
และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 74.5% ของรายได้รวมของรัฐบาล
โดยผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ ปรากฏว่า ยังสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 6.6%
แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวต่อว่า หากมองในภาพรวมของผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในเดือนดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่า เก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 9.4%
ทำให้กรมสรรพากร จำเป็นต้องปิดช่องโหว่ในทุกทางเพื่อเพิ่มเม็ดเงินภาษี มาชดเชยกับรายได้ที่หดหายไปจากส่วนอื่นๆ
ทั้งนี้ รัฐบาลมีภาระที่จะต้องใช้นโยบายการคลัง เพื่อป้องกันการถดถอยของภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะในช่วงปีหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้
รัฐบาลได้ประกาศเพิ่มการขาดดุลอีก 1 แสนล้านบาท ไปแล้ว ทำให้ปีงบ 2552 รัฐบาลขาดดุล เป็น 3.49 แสนล้านบาท


หัวข้อ: Re: เรื่องดี--มาแบ่งปัน
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.EggMan ที่ 19 ธันวาคม 2551, 20:48:51
 emo4:))


 ข้อปฏิบัติในการดูแล Notebook ของคุณ

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้งานโน๊ตบุ้กเริ่มมีบทบาทสำคัญในการทำงานในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าราคาโน๊ตบุ้กในปัจจุบันจะมีราคาไม่สูงเท่าสมัยก่อน จนทุกท่านสามารถหาซื้อเป็นเจ้าของได้ไม่ยากนัก แต่ทุกท่านก็คงอยากจะรักษาโน๊ตบุ้กของตัวเองให้สามารถใช้งานได้ดีให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนของคุณมากที่สุด ซึ่งโดยปกติโน๊ตบุ้กจะมีอายุการใช้ระหว่าง 3 – 5 ปี

การดูแลรักษาโน๊ตบุ้กก็คล้ายๆกับการดูแลรักษาสุขภาพของเรา ซึ่งจะต้องมีแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้อง และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยในที่นี้ผมจะขอแนะนำข้อควรปฏิบัติเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับโน๊ตบุ้กสุดรักของคุณเป็นข้อๆจำนวน 7 ข้อดังต่อไปนี้

1. ระบายค วามร้อนใต้เครื่องให้ดี

ความร้อนสะสมภายในเครื่องเป็นศัตรูตัวฉกาจของโน๊ตบุ้ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร้อนบริเวณใต้เครื่อง ซึ่งปกติตัวเครื่องจะเกือบถูกวางแนบไว้กับพื้นโต๊ะ ซึ่งทำให้มีช่องว่างเพียงนิดเดียวที่อากาศเย็นจากภายนอก จะสามารถไหลเวียนเข้าไปเพื่อพาอากาศร้อนใต้เครื่องให้ออกมาได้ จึงทำให้ความร้อนสะสมภายในเครื่อง สูงขึ้นตามลำดับ
ซึ่งจะมีผลโดยตรงการอายุการใช้งานของชิ้นต่างๆภายในเครื่องในระยะ ผมจึงขอแนะนำให้หาฐานวางโน๊ตบุ้กมาใช้ เพื่อช่วยเพิ่มความไหลเวียนของอากาศบริเวณใต้เครื่อง ถ้าเป็นรุ่นที่มีพัดลมระบายอากาศได้ด้วยยิ่งดี และหลีกเลี่ยงการใช้งานโน๊ตบุ้กบนเตียงหรือบนเบาะนุ่มๆอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นจะเป็นการตัดระบบการระบายความร้อนใต้เครื่องอย่างสิ้นเชิง



2. อย่าเพิ่งปิดฝาเลยทันทีที่เลิกใช้

ถึงแม้คุณจะได้ปฏิบัติตามข้อที่หนึ่งที่ช่วยลดความร้อนสะสมในตัวเครื่อง ในระหว่างที่ใช้งานไปแล้ว การระบายความร้อนในช่วงที่ปิดเครื่องใหม่ๆก็มีความสำคัญเช่นกัน การปิดฝาเครื่องทันทีที่เลิกใช้จะทำให้ความร้อนที่เกิดระหว่างที่เปิด ใช้งานสะสมอยู่ในเครื่องนานกว่าที่ควรจะเป็นเพราะตัวมีเวลาไม่พอที่จะคลายความร้อนทั้งหมดออกมา
ดังนั้นผมจึงขอแนะนำว่าหลังจากที่คุณใช้งานเสร็จ ให้คุณดึงปลั้กหม้อแปลงชาร์ตไฟออกตามปกติ แต่เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ประมาณ 3 – 5 นาที เพื่อให้เครื่องมีเวลาในการระบายความร้อนในช่วงที่เปิดใช้งานให้หมดก่อน จากนั้นจึงค่อยปิดฝาเครื่องเพื่อป้องกันฝุ่นละอองต่างๆลงบนเครื่อง

3. ห้ามถอดแบตเตอรี่อย่างเด็ดขาด

หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินคนบอกว่า ควรถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่องในระหว่างที่ใช้อยู่ในบ้าน เพื่อเป็นการถนอมอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ แต่ผมขอบอกว่านั่นเป็นความคิดที่ผิดมากๆ จริงอยู่การทำเช่นนั้นจะทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ยาวขึ้น แต่นั่นก็เป็นการทำให้อายุการใช้งานของเครื่องโดยรวมสั้นลงเช่นกัน เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ไฟตกหรือไฟดับ
ตัวเครื่องก็จะหยุดการทำงานในทันทีโดยไม่มีการปิดเครื่องอย่างถูกต้องซึ่ง นอกจากจะทำให้คุณสูญเสียงานที่กำลังทำอยู่แล้วยังเป็นอันตรายต่อชิ้นส่วน อย่างฮาร์ดดิสก์ในระยะยาวเป็นอย่างมาก ผมจึงขอแนะนำให้ห้ามถอดแบตเตอรี่อยู่เป็นประจำอย่างเด็ดขาด และเสียบใช้ไฟผ่านหม้อแปลงทุกครั้งที่มีโอกาสใช้ไฟจากปลั้ก


4. การเสียบแจ๊ตชาร์ตจากหม้อแปลงไฟฟ้าให้ถูกต้อง

บางท่านอ่านที่หัวข้อแล้วจะงงๆว่าการเสียบแจ๊ตชาร์ตไฟมีวิธีที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องด้วยหรือ ผมบอกได้เลยว่ามี และถ้าไม่ระวังให้ดีจะมีผลให้ไฟช๊อตเมนบอร์ดของเครื่องได้ด้วย ซึ่งคงจะไม่ได้ทำให้เสียในทันที แต่จะมีผลในระยะยาวอย่างแน่นอน ไฟซ๊อตจะเกิดขึ้นตอนที่คุณเสียบแจ๊ตเนี่ยล่ะครับ คุณเคยสังเกตตอนที่คุณเสียบแจ๊ตชาร์ตไฟ
กับตัวเครื่องมั้ยครับว่า บางครั้งจะเกิดประกายไฟขึ้นตอนที่เสียบ ? ั่นเป็นเพราะคุณเสียบไม่ถูกต้องนั้นเอง วิธีที่ถูกต้องคือ ตอนเปิดใช้ ให้เสียบแจ๊ตที่ชาร์ตไฟจากหม้อแปลงไฟฟ้าที่เครื่องก่อน แล้วค่อยเสียบปลั้ก และตอนเลิกใช้ให้ถอดปลั้กไฟ และรอให้ไฟที่ตัวหม้อแปลงไฟฟ้าดับก่อน แล้วค่อยถอดแจ๊ตออกจากตัวเครื่อง
ด้วยวิธีการนี้จะทำให้ตัดโอกาสไฟช๊อตอันเกิดจากประกายไฟตอนที่เสียบหรือถอด แจ๊ตได้อย่างเด็ดขาด

5. ก่อนเคลื่อนย้ายให้ปิดฝาเครื่องก่อน

ปัญหาบานพับโน้ตบุ้กหักเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้โน๊ตบุ้กต้องปวดหัวกันมาก ส่วนใหญ่จะโทษบริษัทผู้ผลิตที่ใช้วัสดุไม่ดี หรือออกแบบมาไม่ดีพอ แต่จริงๆแล้วปัญหาบานพับหักนี้มักจะเกิดจากการใช้งานไม่ถูกต้องเองมากกว่า เช่น การเปิดฝากหน้าจอไว้ในขณะยกเคลื่อนย้าย , การใช้มือเปล่าถือเครื่องไปโดยไม่ได้ใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยก่อน เป็นต้น
ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้ข้อต่อบานพับมีการขยับเขยือนมากกว่าที่ควรจะเป็น และเมื่อนานวันเข้าก็จะเริ่มแตกร้าวและหักได้ในที่สุด คุณสามารถป้องกันได้ง่ายๆด้วยตัวเอง ด้วยการปิดฝาเครื่องทุกครั้งก่อนที่จะยกเคลื่อนย้าย และหากต้องเคลื่อนย้ายไปไกลๆก็แนะนำให้เก็บเครื่องใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยก่อน
จะเป็นการป้องกันการแตกหักของบานพับได้ดีที่สุด

6. ใช้งานช่องพอร์ต USB และ PCMCIA ในเครื่องเท่าที่จำเป็น

ปกติ การใช้งานช่องพอร์ต USB และ PCMCIA สำหรับการใช้งานอุปกรณ์เสริมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น USB Drive, TV Tuner Card, Wireless Network Card หรือ FireWire Card จะทำให้ซีพียูต้องทำงานมากกว่าปกติ และเมื่อซีพียูมีการทำงานมากขึ้น ความร้อนที่เกิดจากการทำงานของซีพียูที่มากขึ้นก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ความร้อนที่เกิดจากอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ยังทำให้ความร้อนสะสมภายในเครื่องเพิ่มสูงขึ้นไปอีกด้วย ซึ่งความร้อนสะสมที่มากกว่าปกติจะมีผลโดยตรงทำให้อายุการใช้งานของชิ้นส่วนต่างๆในเครื่องสั้นลงกว่าที่ควรจะเป็น ผมจึงขอแนะนำให้ใช้งานอุปกรณ์เสริมต่างๆเท่าที่จำเป็น ดึงออกทันทีที่ใช้เสร็จ
และหลีกเลี่ยงการเสียบทิ้งไว้ตลอดเวลาที่เปิดเครื่องใช้งาน



7. อย่าทิ้งแผ่นซีดี/ดีวีดีไว้ในเครื่องอย่างเด็ดขาด

ผม เชื่อว่าคงมีหลายๆท่านที่ชอบเผลอลืมใส่แผ่นซีดี/ดีวีดีทิ้งไว้ในเครื่องโดยไม่รู้ตัวว่านั่นเป็นการทำให้ไดร์ฟซีดี/ดีวีดีต้องทำงานมากกว่าปกติ เพราะต้องมีการอ่านข้อมูลทุกเครื่องที่มีการเปิดเครื่องขึ้นมา และต้องอ่านแผ่นเพิ่มขึ้นในหลายๆครั้งที่คุณเปิด Windows Explorer ซึ่งจะทำให้หัวอ่านของไดร์ฟซีดี/