ตอบคำถามที่ว่า ทำไมหอจุฬาจึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์            " ไม่ได้เป็นแค่หอให้นอนพัก  แต่เป็นบ้านอบอุ่นรักให้อาศัยไม่เป็นแค่ที่ซุกหัวยามหลบภัย  แต่สร้างใจให้เข้มแข็งแกร่งการงาน"  <))))><


24 ตุลาคม 2557, 02:52:52
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: 1 2 [ทั้งหมด]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะจะต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน  (อ่าน 12078 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« เมื่อ: 08 มิถุนายน 2550, 22:00:38 »

Shocked  โอ้..ทำ เซอร์ไพร้ส์ ให้เพื่อนได้สวยงามจังนะจ๊ะ ขอบคุณมาก ๆ เลย ขออนุโมทนาบุญกับToomy ด้วยนะจ๊ะ  เพื่อนทำอะไรแบบเนี๊ยไม่เป็นหรอก แล้ว แถม ภาพสวย...สวย มาอีก   ภาพของอ.เฉลิมชัยเป็นอะไรที่ชอบมาก   หนังสือของอาจารย์ก็ซื้อมาอ่าน ๆ แล้ว รู้สึกอาจหาญและเห็นตัวอย่างของคนที่มีจุดยืน  ที่เข้มแข็งที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนา   บุญอันมหาศาลนี้คงจะต้องให้ผลกับอาจารย์ไปอีกยาวนานตราบจนเข้าถึงมรรคผลนิพาน แน่ ๆ เลยเนอะ  ว่าแล้วก็ต้องขออนุโมทนาบุญกับอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้ด้วย  /\ /\ /\...สาธุ
     เริ่มคุยก็ร่ายยาวเลย เราคุยสั้น ๆ ไม่เป็นนะ ขอบอก  และต้องขอออกตัวก่อนนะจ๊ะว่าเราไม่ได้รอบรู้ธรรมะอะไรสูงส่งหรือมากมายอะไรเลย  เป็นคนที่พยายามรบกับกิเลสของตัวเองไปวัน ๆ และพยายามช่วยชาวบ้านหรือใครก็ตามที่มีนิสัยที่จะมาทางธรรม ธรรมะง่าย ๆ แบบชาวบ้าน
พยายามแก้ไขข้อเสียของตัวเองไปเรื่อย ๆ แล้วจูงลูกจูงหลาน คนในครอบครัว พี่น้องเพื่อน ๆ  ที่สนใจที่จะมีชีวิตอยู่อย่างผู้ไม่ประมาท  สนใจที่จะอยู่ในโลกนี้อย่างเป็นสุข  สุขแบบไม่ต้องไปอิงอาศัยวัตถุภายนอกมากมาย   มีความสงบงดงามอยู่ภายใน อยู่ร่วมกันด้วยความเอื้อเฟื้อ และให้ความรัก ความเมตตา จริงใจและปรารถนาดีต่อกัน  อยู่อย่างผู้มีศีล 5 เป็นพื้นฐานของชีวิต ใครที่มีแนวร่วมแบบนี้เชิญเข้ามาเลยค่ะ  สังคมแบบนี้จะหายากขึ้นทุกวัน ๆ แล้วนะ เรามาร่วมสร้างกลุ่มกัลยาณมิตรกัน  โดย เริ่มจากพวกเราชาวหอนี่แหละนะ  โอเค ป่ะ    แล้วมาร่วมกันสร้างกระแสแห่งความสุข  สว่าง สงบ ให้กับบรรยากาศรอบ ๆ ตัวเรา ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  ดีไหมจ๊ะ
      ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น !

     และขอประกาศข่าวอีกที  ตอนนี้เรามีหนังสือธรรมะ วิมุตติมรรค และ แด่เธอผู้มาใหม่ (เล่มนี้มีไม่เยอะ) และคู่มือการทำความรู้สึกตัว ของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ  พร้อม MP3 ของ
ดังตฤณ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ฯลฯ แจกถึงที่ค่ะ  ส่งชื่อ นามสกุล และที่อยู่มาได้เลย นะคะ
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 63,929

« ตอบ #1 เมื่อ: 10 มิถุนายน 2550, 00:50:16 »

P.Jimsy darling,
before I get start to talk about thamma...may I see you??in a logo??please.
nong ning27
บันทึกการเข้า


จุฑารัตน
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2550, 17:31:36 »

จิ๋ม ทีรัก

 ธรรมะ .......    ทำ-มะ   ตอบ......................ด้วย

เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเริ่มด้วยตัวเองก่อน  และไม่ต้องบีบบังคับตัวเองและคนใกล้เคียง
เพราะธรรมะจะจัดสรรทั้งเวลาที่จะเริ่ม  และวิถีที่จะเดินให้ด้วย
......สุข......สงบ.......สบาย และผ่องใส.........หาใดเหมือน
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 63,929

« ตอบ #3 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2550, 17:53:56 »

P.Jim,P.Jutarat(why this room name only "J"?),
I am actually far from temple...but I like to practice bhuddhist way by doing so let me learn it by reading and the rest I will preactice in a strange country no Bhuddhist one.
nn.
บันทึกการเข้า


จุฑารัตน
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2550, 18:07:27 »

Dear Khesorn,

This room is named K,L,M,N and so on.   My  nick name is Kek ka.
Please to chat with you.

"ความทุกข์มีไว้ให้รู้   ความสุขมีไว้ให้มีและเป็น"
ป.อ.ปยุตโต  นักปราชญ์กล่าวไว้เช่นนั้น

แต่เราๆมักจะมีหรือเป็นทุกข์  และรู้ว่ามีความสุขค่ะ  โลกเราจึงมักจะเครียด เวียนวน
รู้อย่างนี้   ธรรมะ........ทำ-มะ  ......ทำ-มะ..................ล่ะคะ
บันทึกการเข้า
jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #5 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 13:23:53 »

อ้างจาก: "khesorn mueller"
P.Jim,P.Jutarat(why this room name only "J"?),
I am actually far from temple...but I like to practice bhuddhist way by doing so let me learn it by reading and the rest I will preactice in a strange country no Bhuddhist on
n.



(น้องหนิงจ๋า... Cheesy  Cheesy  Cheesy แม้อยู่ไกลก็ไม่ต้องกังวล พี่จิ๋มจะดูแลนู๋เอง การจะปฏิบัติธรรมนั้นไม่ต้องอาศัยสถานที่หรือวัดอะไรเลยหากอยู่ไกลวัด  เพราะ พระพุทธเจ้าท่านให้ใช้กาย และใจของเรานี้เป็นเครื่องมือปฏิบัติธรรมเท่านั้น นู๋อยู่ที่ไหนก็ทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ เห็นว่านู๋มี CD เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ใช่ไหมจ๊ะ ประมาณบทที่ 10 คุณดังตฤณ ได้สอนวิชารู้ตามจริงของพระพุทธเจ้าไว้  และ นู๋เข้าไปที่ www.dungtrin.com ขอรับเป็นสมาชิกนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับวันพฤหัสที่จะถึงนี้จะมีคำสอนของคุณดังตฤณอีกในเรื่องการปฏิบัติตามวิชารู้ตามจริงของพระพุทธเจ้าไว้ ในการตอบคำถามในคอลัมน์ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว และตามอ่านย้อนหลังได้ทุกฉบับค่ะ การศึกษาเรื่องกรรมวิบากเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งของนักปฏิบัติ อย่างน้อยเราจะได้รู้เหตุผลว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงกำหนดให้มีการรักษาศีล 5เป็นพื้นฐานของมนุษย์ และจะได้ไม่หลงผิดไปสร้างกรรมใหม่โดยไม่รู้ตัวค่ะ  และให้เข้าไปอ่านวิปัสสนานุบาลถึงวิธีปฏิบัติ  แล้วใช้หลักการดูจิตของพระอาจารย์ ปราโมทย์ ปาโมชโช ในwww.wimutti.net/pramote ประกอบในชีวิตประจำวัน  อ่านแล้วมีข้อข้องใจถามได้ทุกเมื่อค่ะ  หนังสือที่พี่แจกจะมีอยู่ในนั้นด้วย แต่จะเริ่มต้นให้อ่าน  แด่เธอผู้มาใหม่ เรื่องเรียบง่าย และธรรมดาที่เรียกว่าธรรมะ

และธรรมะที่เราจะเริ่มต้นศึกษาให้ศึกษาจากพระไตรปิฏก ฉบับประชาชนของคุณสุชีพ ปุญญานุภาพ (อันนี้คุณดังตฤณเคยแนะนำไว้) หรือศึกษาจากครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอริยเจ้า หรืออริยบุคคล ให้ศึกษาจากผู้รู้จริง ๆ พี่ไม่กล้าให้คำแนะนำลึกมาก จึงพยายามแนะนำหนังสือหรือข้อมูลที่นู๋จะสามรถค้นคว้าได้เอง  แต่พี่ก็ยินดีที่สุดที่น้องหันมาสนใจธรรมะ(อ้าวตกหลุมพี่อีกคนแย๊ว)
หลุมนี้จะเป็นหลุมแห่งความสุขจ้า! และพี่ก็ยินดีเสมอที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ค่ะ   Cheesy  Cheesy  Cheesy

เมื่ออ่านหรือฟังธรรมะสักพักหนึ่ง ขอให้สังเกตุเถิด แม้จะจำไม่ได้ทั้งหมดว่ารับเนื้อหาธรรมะประการใดเข้าไปบ้าง แต่อย่างน้อยที่สุด ความรู้สึกเป็นสุข ความรู้สึกโปร่งเบา ความรู้สึกสว่างจากประกายศรัทธาจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อยในดวงจิต เสมือนน้ำที่เอ่อขึ้นจนเต็มสระ  นั่นแหละตัวอย่างของกุศล นั่นแหละตัวอย่างของดอกบัวที่พร้อมจะบานขึ้นเหนือน้ำ เป็นตรงข้ามกับกงจักรที่ยิ่งหมุนยิ่งผันตัวลงต่ำไปถึงก้นเหวแห่งความหายนะ...

วาทะ ดังตฤณ)
บันทึกการเข้า
jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #6 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 13:35:13 »

อ้างจาก: "จุฑารัตน�"
จิ๋ม ทีรัก

 ธรรมะ .......    ทำ-มะ   ตอบ......................ด้วย

เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเริ่มด้วยตัวเองก่อน  และไม่ต้องบีบบังคับตัวเองและคนใกล้เคียง
เพราะธรรมะจะจัดสรรทั้งเวลาที่จะเริ่ม  และวิถีที่จะเดินให้ด้วย
......สุข......สงบ.......สบาย และผ่องใส.........หาใดเหมือน



จริงจ้ะแขก...พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ในคำสวดบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณไว้แล้วในบทของพระธรรมคุณ ที่แปลว่า พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว  เป็นธรรมที่เห็นได้ด้วยตนเอง  ไม่ขึ้นกับกาล  เป็นธรรมที่ควรมาดู  ควรน้อมมาปฏิบัติ  เป็นธรรมที่วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน
บันทึกการเข้า
toomy
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 943

« ตอบ #7 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 16:33:41 »

ห้องนี้เห็นมีแต่ตัวอักษร ลายตา ไปโหม้ด ..

ขอนำภาพวาดฝีมือ อาจารย์เฉลิมชัย แห่งวัดร่องขุ่น จ.เชียงราย

มาประดับให้เข้ากับบรรยากาศ ธรรมะ ๆ เป็น พุทธศิลป์ นะนะคะ


บันทึกการเข้า
toomy
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 943

« ตอบ #8 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 16:38:47 »

ธรรมะจะต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ..

จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า


บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 63,929

« ตอบ #9 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 16:46:43 »

P.Jimsy ka,
oh,thank you so much for the explanation,I know the learning text from Dungtrin since February this year!!one of my pal sent me there to Germany..I copy and read it in a silent place...he writes it easy and for anyone far from temple..it is like a practical way of Bhuddistic as I do not agree that how  to be a good Bhuddist we have to go to the temple!!it should be started from us self.Let me click into his homepage I may discuss with you later naka,P.Jimsy.For subscription to his monthly/weekly text would be more complicated for me ka Pee.
nn.
บันทึกการเข้า


khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 63,929

« ตอบ #10 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 16:48:45 »

P.Toomy ka,
this is also excellent.Very easy to understand ka.thank you khun pee..
nn.
บันทึกการเข้า


iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 16:59:51 »

อ้างจาก: "jimsy"
Shocked ขอประกาศข่าวอีกที  ตอนนี้เรามีหนังสือธรรมะ วิมุตติมรรค และ แด่เธอผู้มาใหม่ (เล่มนี้มีไม่เยอะ) และคู่มือการทำความรู้สึกตัว ของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ  พร้อม MP3 ของ
ดังตฤณ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ฯลฯ แจกถึงที่ค่ะ  ส่งชื่อ นามสกุล และที่อยู่มาได้เลย นะคะ


พี่จิ๋มคะ...ยก ๒ มือจะไปรับถึงที่บ้านเลยค่ะ ไว้วันไหนจะแว่บไปหานะคะ พี่มีเบอร์มือถือเป็นของตัวเองแล้วรึยังคะ แอบใช้ของลูกอยู่มั้ยเอ่ย...นอกจากมีน้องมีเบอร์บ้าน แล้วอยากได้เบอร์พี่น่ะค่ะ อิอิ...คิดถึงนะคะ...

ปล.พี่จิ๋มใช้คล่องนะเนี่ย...ขอรูปสวยๆ มาใส่ตรงโลโก้บ้างสิคะ น้องๆ พี่ๆ จะได้ยลความงาม
 :oops:

 :lol:  Cool  :lol:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 63,929

« ตอบ #12 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 17:04:08 »

Do agree.....nong pookie.
p.nn
บันทึกการเข้า


jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #13 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 21:00:06 »

อ้างจาก: "iamfrommoon"
อ้างจาก: "jimsy"
Shocked ขอประกาศข่าวอีกที  ตอนนี้เรามีหนังสือธรรมะ วิมุตติมรรค และ แด่เธอผู้มาใหม่ (เล่มนี้มีไม่เยอะ) และคู่มือการทำความรู้สึกตัว ของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ  พร้อม MP3 ของ
ดังตฤณ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ฯลฯ แจกถึงที่ค่ะ  ส่งชื่อ นามสกุล และที่อยู่มาได้เลย นะคะ


พี่จิ๋มคะ...ยก ๒ มือจะไปรับถึงที่บ้านเลยค่ะ ไว้วันไหนจะแว่บไปหานะคะ พี่มีเบอร์มือถือเป็นของตัวเองแล้วรึยังคะ แอบใช้ของลูกอยู่มั้ยเอ่ย...นอกจากมีน้องมีเบอร์บ้าน แล้วอยากได้เบอร์พี่น่ะค่ะ อิอิ...คิดถึงนะคะ...

ปล.พี่จิ๋มใช้คล่องนะเนี่ย...ขอรูปสวยๆ มาใส่ตรงโลโก้บ้างสิคะ น้องๆ พี่ๆ จะได้ยลความงาม
 :oops:

 :lol:  Cool  :lol:


เชิญมาเลยจ๊ะยินดีต้อนรับทุกเมื่อ...มีกาแฟสดแสนอร่อยไว้ต้อนรับด้วย  คนมาที่บ้านแล้วถูกหลอกให้มาดื่มกาแฟสดที่บ้านพี่ ส่วนใหญ่จะบ่นกันว่าอร่อยมั่ก..มาก  คนแถวบ้านได้มาชิมก็บ่นกันอีกให้เปิดร้านซะเลย..เฮ้อ! กลุ้มใจ ปุ๊กกี้ช่วยมาตัดสินให้หน่อยว่าเค้าหลอกพี่กันป่ะ..

เรื่องรูปเพิ่งไปหามา...แต่ใส่บ่เป็น เค้าใส่กันยังไงล่ะ  แล้วไอ้ที่ต้องมาขึ้นหัวข้อใหม่ซ้ำกับที่ตุ่มเปิดให้เก๊าะ ทำมั่วเลยต้องมีหัวข้อใหม่...อิอิ..ต้องขอสารภาพ...ส่วนโทรฯมือถือก็อาศัยลูก บ้างญาติที่ไปด้วยบ้าง
ใช่แล้วปวดหัวง่ะ  แต่อาจจะมีสักวันที่จะหยอดกระปุกครบได้มีมือถือกับเค้าบ้างนะ...

ปลูกต้นไม้บำรุงราก  ปลูกฝังคุณธรรมต้องบำรุงจิตใจ
(คติธรรม ของจีนโบราณ)
บันทึกการเข้า
nitty20
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,391

« ตอบ #14 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 21:26:21 »

เต็มใจให้หลอกจ้า....อร่อยจริงๆขอบอก เปิดร้านเลยเพื่อน เชียร์....
บันทึกการเข้า
jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #15 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2550, 11:13:10 »

Cheesy น้องหนุงหนิงขา..พี่อ่านเจอเลยนำมาฝาก..ให้คนอื่นอ่านด้วยค่ะ..คำตอบ.เป็นคำกล่าวของแม่ชีศันสนีย์  ค่ะ

  ทุกวันนี้ถ้าเราอยากจะมีความสุข เราควรทำอย่างไรคะ

         เราต้องอยู่อย่างคนที่ใช้ปัจจุบันขณะให้สมบูรณ์ที่สุด อย่ารอคอยว่าชีวิตจะต้องมีนั่นมีโน่นมีนี่เสียก่อนแล้วชีวิตถึงจะดีขึ้น แต่ต้องอยู่อย่างคนที่ทำในปัจจุบันอย่างมีตัวเองเป็นที่พึ่ง ใช้โอกาสที่ได้ในปัจจุบันอย่างไม่มักง่าย ไม่งมงาย ไม่หลับ ไม่จม แต่ต้องตื่นจากการไม่รู้ทั้งหลายทั้งปวง เรียกว่าตื่นจาก 'อวิชชา' แล้วก็เต็มที่กับการที่จะมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราที่ไม่ก้าวล่วงไปสู่อกุศล แล้วยังไม่พอนะยังต้องใช้วาจาของเราประสานประโยชน์ ลดความขัดแย้ง ใช้กายกรรมของเราที่ไม่ฆ่า ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดทางกาม และต้องแบ่งปันเวลาและพลังงานของเราเพื่อที่จะเกิดสันติภาพในโลกนี้ นอกจากไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดโกหก ไม่นั่งนินทาใคร ไม่แพร่ข่าวสารที่ไม่รู้จริง ถ้าเราเห็นอะไรก็ตามที่มันเป็นปัญหาที่จะลุกลามต่อไป ถ้าเราเข้าไปช่วยสื่อสารหรือว่าใช้สัมมาวาจาของเราทำให้เกิดสมานฉันท์ ลดความรุนแรงได้ เราต้องทำ เห็นไหมคะว่าหยุดไม่ได้เราต้องทำสิ่งที่ดีงาม แม่คิดว่าถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา เราก็จะไม่เสียดายอีกแล้ว คำว่าถ้ารู้อย่างนี้ ไม่มีอีกแล้วเพราะเราทำหมดแล้วในทุกขณะ จะไม่มีคำว่าน่าเสียดายอีกแล้วสำหรับชีวิตของเรา และคนเหล่านี้กล้าที่จะคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ ไม่ฝืนไว้ถ้าวันหนึ่งเราต้องจบชีวิตของเราลง เพราะเราไม่รู้หรอกว่าวันนี้เป็นวันตายของเราหรือเปล่า เราจะผัดผ่อนทำไมคะ ทำไมเราไม่ทำวันนี้ แล้วแม่คิดว่าการทำงานให้เป็นสุข สนุกกับการทำงาน ที่เรามีทักษะมีความสามารถ มีความกตัญญูรู้คุณต่อธรรมชาติ ขอให้เราเป็นอนุสาวรีย์ของพ่อแม่เรา เป็นอนุสาวรีย์แห่งความดีงาม อย่าเกิดมาแล้วแต้มความชั่วร้ายไว้ในโลกนี้ เพราะนั่นคือการอกตัญญูต่อพ่อแม่ของเราด้วย ตราบใดที่เรายังใช้ชีวิตเพื่อให้โลกนี้งดงาม เพราะการทำหน้าที่ของเรา อานิสงส์นี้ถึงพ่อแม่เราเสมอ
(หากวันนี้ผู้คนจะย้อนมองตนเอง และคิดและปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมโลกด้วยหัวใจที่ใสสะอาดเฉกท่าน ทุกชีวิตบนโลกคงจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขกว่าที่เป็น)
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 63,929

« ตอบ #16 เมื่อ: 30 มิถุนายน 2550, 20:36:59 »

P.Jimsy ka,
how to balance"ต้องตื่นจากการไม่รู้ทั้งหลายทั้งปวง"at the same time"cut out of all confusion"inside...I mean,this and that what makes our mind...full....The world channel offer a lot of knowledges...how to stop myself from being "get inform" but at the same time not to be isolated...
Let me think while wait for your answer.
nungning
บันทึกการเข้า


จุฑารัตน
บุคคลทั่วไป
NN
« ตอบ #17 เมื่อ: 04 กรกฎาคม 2550, 00:32:29 »

อ้างจาก: "khesorn mueller"
P.Jimsy ka,
how to balance"ต้องตื่นจากการไม่รู้ทั้งหลายทั้งปวง"at the same time"cut out of all confusion"inside...I mean,this and that what makes our mind...full....The world channel offer a lot of knowledges...how to stop myself from being "get inform" but at the same time not to be isolated...
Let me think while wait for your answer.
nungning


Dear NN,

Do u mind if I would like to answer this question instead of Jimsy?

ต้องตื่นจากการไม่รู้ทั้งปวง  =" One who knows" is meant One who has achieved the knowledge that  
"This is Suffering,
                                                       
 this is its cause,
                                                         
this is the real bliss,
                                                       
 and this is the Cause (or thePath) leading to that real bliss.


คำถาม-ของหนุงหนิงข้ามขั้นเซียนทีเดียว  ข้าพเจ้ารู้เฉพาะตัวหนังสือ  อาจถูกบ้างผิดบ้างผู้รู้(ผ่านเข้ามาอ่าน)กรุณาชี้แนะ...Your questions are really good because it may lead  you to understanding and practising.
 
 "Cut out of confusion inside".....is to let it go and get it out.

"How to stop myself from getting informed. " .... You  have to practise mediation.  Meditation is the way to achieve letting go.    Let go of the complex world outside in order to reach the serene world inside.   Then you may know how to balance the two things.

"The goal of the meditation is the beautiful silence, stillness and clarity of mind........Silence is so much more productive of wisdom and clarity than thinking" quoted from The Basic Method of Meditation.

Of course, NN, Said is easier than done.   Getting start is quite difficult,
but once you start  you may not stop it.  Cheer up.. and follow us to
the serene world.



May all beings be free from all suffering. ก้อ
แปลว่า ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นสุข เป็นสุขเถิด  พ้นจากทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง
บันทึกการเข้า
nitty20
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,391

« ตอบ #18 เมื่อ: 04 กรกฎาคม 2550, 08:51:24 »

ซ้า...ธุ Cheesy  Cheesy  Cheesy ตามมาป่วนเพื่อน
แต่ยอมรับนะว่าเพื่อนตอบได้ดีมากกกกกก...เอาAปายเรย วิชานี้ (เห็นเคยบอกชอบเลี้ยงแต่แมวๆหมาๆ)
เราว่าอ่านภาษาอังกฤษทำไมดูเหมือนเข้าใจง่ายกว่าง่ะแขก....เอหรือว่าเราเก่งอังกิด  :oops:  :lol:  :lol: 555
บันทึกการเข้า
jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #19 เมื่อ: 04 กรกฎาคม 2550, 11:46:35 »

:)  :) ขอบพระคุณมากจ้ะแขก...เราตกภาษาประกิด...ไม่ค่อยได้รู้อะไรมากมายเป็นวิชาการกับเขาหรอก   จึงต้องพยายามนำคำครูบาอาจารย์และผู้รู้ทั้งหลายมาบอกต่อ   หวังว่าน้องหนุงหนิงคงพอเข้าใจนะคะ   ถ้าไม่เข้าใจลึกซึ้งเท่าภาษาไทยก็เข้าไปอ่านที่ www.wimutti.net/pramote  ต่อนะคะ แล้วดาวโหลดเสียงสอนธรรมะของหลวงพ่อปราโมทย์ไปฟังบ่อยสติจะค่อย ๆ ตื่น ขิ้นฟังไป  ฝึกฝนไปจะเข้าใจได้เอง  ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่บรรลุด้วยการอ่านแต่ต้องนำไปปฏิบัติเอง  จึงจะรู้จริง  เห็นจริง  เข้ามาตามดูตามรู้  กายใจ ทั้งวัน  หรือเท่าที่จะทำได้  ให้รู้ถึงความไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  บังคับไม่ได้  หลวงพ่อปราโมท์บอกว่า  ให้พยายามสวดมนต์ไหว้พระ เดินจงกรม นั่งสมาธิ 5-10 นาที ทำเป็นรูปแบบไว้บ้าง จะภาวนา พุทโธ ก็ได้ นั่งดูร่างกาย หายใจไปเรื่อย ๆ  จิตหลงไปคิดก็รู้  จิตเข้าไปเพ่งความคิดก็รู้  ต้องมีการปฏิบัติบ้าง สติจะเกิดเร็ว อยู่ที่ชั่วโมงของการปฏิบัติ ต้องขยันดู ใจจะเคล้าเคลียอยู่กับการ  ดูกาย  ดูใจ  ไปเรื่อย ๆ ในระหว่างวันมีการทำงาน  ก็แบ่งเวลาเป็นช่วง ๆ  เช่น  จะเดินไปไหนฝึกเดินแบบจงกรม คือเดินแบบธรรมชาติ  เท้ากระทบพื้นรุ้ตัว รู้ลมหายใจ รู้กายที่เคลื่อนไหว รู้สึกมาที่ใจ ว่าขณะนั้นเกิดความรู้สึก ชอบ ไม่ชอบ โมโห ดีใจ เสียใจ  อย่างไร  สิ่งเหล่านี้คือ กุศล และอกุศล ที่เกิดเรื่อย ๆ ในจิตใจของเรา  ก็รู้ลงไปธรรมดาโดยไม่ต้องใส่ความคิดส่วนตัวของเรากำกับลงไป  แต่เห็นเพียงแค่ความรู้สึกต่าง ๆที่ไหลเวียน โผล่หน้ามาให้เราเห็นล้วนไม่เที่ยงทั้งสิ้น  เมื่อสติตั้งมั่นขึ้นพอสมควร จิตก็จะเป็นผู้รู้ผู้ดูเท่านั้น
  จิตของเราก็จะตื่นขึ้นเรื่อย ๆ จะสัมผัสความสุข  เบิกบาน ได้ในแต่ละขณะ ๆ ที่เราทำงาน กิน ดื่ม พูดคุย หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่ไปจมแช่อยู่กับอารมณ์ หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้น เนิ่นนาน  ความคิดหรือ ความรู้สึกทั้งหลาย ที่มากระตุ้น จากคนรอบตัวก็จะไม่มีอิทธิพลที่จะทำให้เราทุกข์ได้นาน ๆ อีก  และความสุขจะเกิดเพิ่มมากขึ้น ตามกำลังของสติ...D  Cheesy
(เขียนตามครูบาอาจารย์บ้าง ผสมผสานกับสิ่งที่เราเข้าใจ  ถ้าผิด บกพร่องประการใดขอผู้รู้ ช่วยแนะนำเพิ่มเติมด้วยค่ะ)


จิตรู้หรือจิตตื่นมีความเบิกบานในตัวเอง ปลอดภัยอยู่ท่ามกลางความแปรปรวนแห่งไฟกิเลส เหมือนลิ้นงูในปากงู เสมือนดอกบัวที่ไม่เปียกด้วยโคลนตม     น่าจะเป็นคำของท่านพุทธทาส นะคะ ไม่แน่ใจ  แต่ชอบมาก)
บันทึกการเข้า
pisamai_pe20
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 376

เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 06 กันยายน 2550, 23:04:23 »

สวัสดีค่ะ คุณจิ๋ม
ต้อยอาจจะดูวุ่นวายปั่นป่วนกับใครเพื่อน เพราะชีวิตจะสวิงสวาย โลดโผนโจนทะยาน...
แต่ต้อยก็ได้รับการปลูกฝังจากแม่ตั้งแต่เด็ก คือจะไปวัดกับแม่น้ำค้างในวันพระที่ตรงกับเสาร์อาทิตย์ และ วันหยุดสำคัญ
( ความจริงไม่ใช่ตั้งใจใฝ่ธรรมะเท่าไร แต่ความตะกละประสาเด็ก เพราะมีขนมกินเยอะ
และแม่ชีจะให้ผลไม้หลายอย่าง...) คงจะไม่ได้บุญกับเขาเท่าไรหรอกนะ..
นั่นมันวัยเด็ก  ตอนนี้เราเป็นสาว(เหลือน้อย)แล้ว มันก็เปลี่ยนไปนะ ทุกวันนี้
แม่ต้อยใส่บาตรทุกเช้า เมื่อคราวไปเยี่ยมแม่ต้นปีนี้ ต้อยไปไหว้พระพุทธชินราชมา
องค์ท่านงามมาก เลยขอ Post ไว้เพื่อความเป็นศิริมงคลของห้องนี้ค่ะจิ๋ม
(ถ้าท่านที่เข้ามาห้องนี้ได้เห็นแล้ว รู้สึกชื่นชมยินดี และสุขใจ...
 ต้อยขอยกเครดิตให้ Toomy นะคะ เพราะ Toomy สอนให้ต้อย Post จนได้ค่ะ)




         พระพุทธชินราช  จ. พิษณุโลก
บันทึกการเข้า
jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #21 เมื่อ: 20 กันยายน 2550, 14:47:03 »

อ้างจาก: "pisamai_pe20"
สวัสดีค่ะ คุณจิ๋ม
ต้อยอาจจะดูวุ่นวายปั่นป่วนกับใครเพื่อน เพราะชีวิตจะสวิงสวาย โลดโผนโจนทะยาน...
แต่ต้อยก็ได้รับการปลูกฝังจากแม่ตั้งแต่เด็ก คือจะไปวัดกับแม่น้ำค้างในวันพระที่ตรงกับเสาร์อาทิตย์ และ วันหยุดสำคัญ
( ความจริงไม่ใช่ตั้งใจใฝ่ธรรมะเท่าไร แต่ความตะกละประสาเด็ก เพราะมีขนมกินเยอะ
และแม่ชีจะให้ผลไม้หลายอย่าง...) คงจะไม่ได้บุญกับเขาเท่าไรหรอกนะ..
นั่นมันวัยเด็ก  ตอนนี้เราเป็นสาว(เหลือน้อย)แล้ว มันก็เปลี่ยนไปนะ ทุกวันนี้
แม่ต้อยใส่บาตรทุกเช้า เมื่อคราวไปเยี่ยมแม่ต้นปีนี้ ต้อยไปไหว้พระพุทธชินราชมา
องค์ท่านงามมาก เลยขอ Post ไว้เพื่อความเป็นศิริมงคลของห้องนี้ค่ะจิ๋ม
(ถ้าท่านที่เข้ามาห้องนี้ได้เห็นแล้ว รู้สึกชื่นชมยินดี และสุขใจ...
 ต้อยขอยกเครดิตให้ Toomy นะคะ เพราะ Toomy สอนให้ต้อย Post จนได้ค่ะ)




         พระพุทธชินราช  จ. พิษณุโลก


    เฮ้อ..สุขใจจริง ๆ จ้ะต้อย เห็นภาพแล้วจิตใจเราอิ่มเอิบปิติยินดี ถือเป็นเป็นพุทธานุสติ นะยิ่งถ้าเราดูกลับมาที่ใจรู้ว่าจิตมีความปิติยินดี ก็จะเป็นมหาสติ และรู้ว่าความยินดีนั้นไม่เที่ยงเพราะเห็นความดับไปของความยินดีที่อยู่ในใจเรานั้นก็จะเกิดปัญญาขึ้น
ขออนุโมทนาบุญกับต้อยด้วยจ้ะ ถ้าต้อยสนใจธรรมะ ธรรมเป็นเรื่องง่าย ๆ โดยเรียนรู้จากธรรมชาติของกายใจเรานี้เองแหละจ้ะ ธรรมะของครูบาอาจารยของ์เราเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ แค่รู้กายรู้ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับใจและดับไปที่ใจเท่านั้นเอง  โกรธ ยินดี รัก เกลียด คือสิ่งเดียวกันหมดล้วนไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนทั้งสิ้น บุญนี้เยอะกว่าใส่บาตรอีกนะ ถ้าต้อย ทำได้เรามี CD แจกส่งถึงบ้าน เผื่อแม่ด้วยให้คนเปิดให้แม่ฟังทุกวัน เราเคยเปิดให้แม่ได้ฟังเป็นประจำ เดี๋ยวนี้แม่เราเสียแล้ว เรายังดีใจอยู่เสมอที่ได้พยายามนำสิ่งที่ดีไปให้แม่ นี่คือวิธีทดแทนคุณแม่ที่ดีที่สุดคือให้พ่อแม่ได้ปฏิบัติธรรมมีหลักพึ่งตนเองได้  พวกครูธรรมะบางท่านบอกว่ามี วีซ่าชั้นดี ก่อนตาย  พวกเราก็ไม่นานแล้ว หากไม่เร่งมือถึงเวลาจะไปฝึกไม่ได้แล้วจ้ะ  ลองอ่านรายละเอียด CD ที่เราเคยบอกไว้ตอนแรก ๆนะ และมีเพิ่มอีกเยอะขอมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจจ้ะ
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 63,929

« ตอบ #22 เมื่อ: 20 กันยายน 2550, 16:34:21 »

P.Kek ka,
truely say...just find out your reply right a minutes!!too late??hopefully not too late to thanks khun pee...
Vielen Dank.

P.Jimsy,
everytimes I drop this room...it took me long time to stay and learn about that...keep going on naka...it make room 20 variant and colourful.
Reading last phrase of yours...I miss my mom.

nn.
บันทึกการเข้า


jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #23 เมื่อ: 25 กันยายน 2550, 13:02:43 »

อ้างจาก: "khesorn mueller"
P.Kek ka,
truely say...just find out your reply right a minutes!!too late??hopefully not too late to thanks khun pee...
Vielen Dank.

P.Jimsy,
everytimes I drop this room...it took me long time to stay and learn about  that...keep going on naka...it make room 20 variant and colourful.
Reading last phrase of yours...I miss my mom.

nn.



      Cheesy  Cheesy ขอบคุณค๋ะกระหนุงกระหนิงขา  ที่ติดตามรายการของพี่ อย่างสม่ำสมอและรายการอื่่ืน ๆ ทุกรายการ...อิ..อิ...

                    "การสนองคุณพ่อแม่"

          บุคคลใดที่มีพ่อแม่ตายไปแล้ว
          อย่าถือว่าจะสนองคุณท่านไม่ได้
          ขอให้ทำก้อนเลือดเนื้อของตัว
          ให้เป็นที่รองรับคุณธรรมความดี
          จะได้ชื่อว่าสนองคุณได้ดีกว่าอย่างใดทั้งสิ้น
          เพราะพ่อแม่ย่อมปรารถนาเห็นบุตรเป็นคนดี
          บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม
          มากกว่าที่จะปรารถนาได้รับการ
          บำรุงบำเรอจากลูกด้วยซ้ำไป
           (พระพยอม กัลยาโณ)


แล้วยิ่งถ้าพ่่อแม่ยังมีชีวิตอยู่เร่งรีบทำความดีต่อท่านให้มากขึ้นเพราะบุญที่ทำกับพ่อแม่นั้นเทียบเท่าบุญที่ทำกับพระอรหันต์เชียวนะขอบอก
ยิ่งถ้าเราได้เดินทางสายแห่งทาน ศีล และภาวนา แล้วไปชักชวนท่านให้ดำเนินตามในทางที่ถูกตามหลักธรรมของพระพุทธองค์ยิ่งจะได้ชื่อว่าได้ทดแทนพระคุณท่านอย่างยิ่ง เพราะเป็นการชักจูงท่านไปในทางสว่างซึ่งจะเป็นประโยชน์เป็นเสบียงกรังติดตัวท่าน เมื่อท่านจากภพนี้ไปสู่ภพหน้าอย่างดีเยี่ยม  เราทำอะไรกับพ่อแม่ไว้เราก็จะได้สิ่งนั้นจากลูกของเรา  
กฏแห่งกรรมนั้นเที่ยงตรงและยุติธรรมที่สุด ยิ่งกว่ากฏหมาย ใด ๆ ในโลก  ลองย้อนกลับไปดูเถิดว่าพ่อแม่หรือคนแก่คนเฒ่าที่ถูกทอดทิ้งในยามชรานั้น เมื่อยังหนุ่มยังสาวเขาได้หลงระเริงกับความสุขแบบเปลือกนอกของชาวโลก  จนลืมพ่อแม่หรือไม่
กฎง่าย ๆ ของกรรมก็คือ  หากกลัวจะถูกทอดทิ้ง ไม่มีผู้อุปการะ ยามชรา ก็ต้องดูแลอุปการะผู้อื่นในขณะที่เรายังมีกำลังเงิน และแข็งแรง

ที่พี่ต้องมาอยู่ที่นี่ตรงนี้(ในยามที่ว่าง) ก็เพียงแต่จะมาช่วยกระตุ้นเตือนพี่น้อง และเพื่อน ๆที่อาจจะติดภาระกิจของชีวิตงาน หรือ ครอบครัว จนลืมเลือนแก้มเหี่ยวย่นของพ่อแม่ ที่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้สัมผัสเราจะรู้สึกกับความอบอุ่นและความรักใคร่จากท่านเสมอมา
เมื่ิอเวลาที่แม่พี่ยังอยู่  ไปกอด รัดฟัดเหวี่ยงท่าน หรือแม้แต่ไปนั่งเบียดเพื่อสัมผัสเนื้อนิ่ม ๆ เย็น ๆ ของท่าน  แม่จะบอกเสมอว่าเนื้อลูกคือ "เนื้อทิพย์" เมื่อแม่ได้สัมผัสก็ชุ่มชื่นใจ ท่านไม่ต้องการอะไรจากเรามากหรอก  ขอเพียงใส่ใจใยดี และอ้อมแขนของลูกในบางครั้ง
ซึ่งเดี๋ยวนี้พี่เองก็จะเข้าใจความรู้สึกแห่ง"เนื้อทิพย์" จากลูก ๆ เหมือนกัน  และด้วยสัมผัสแห่งความสงบเย็นแห่งธรรมะก็เช่นกัน  เมื่อเราและครอบครัวมีธรรมะเป็นที่พึ่ง  เราจะมีความสงบเย็นมากขึ้นและจะมีสติมากขึ้นในชีวิตประจำวัน  มีเวลาเอาใจใส่ในความทุกข์ สุข ของผู้คนรอบตัวเรามากขึ้น
และชีวิตเราจะมีประโยชน์กับผู้อื่นมาก ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย  และเราเองก็จะได้รับผลแห่งความสุขที่เราได้มอบให้กับผู้อื่น โดยไม่ได้หวังผลแต่มันจะมาสนองกลับให้เราได้ชื่นใจเองในที่สุด
แล้วเราก็จะมีชีวิตอยู่ในแต่ละปัจจุบันขณะอย่างมีความสุขและเดินอยู่
ในเส้นทางแห่งความไม่ประมาทตามคำสอนประโยคสุดท้ายของพระพุทธองค์
ก่อนจะดับขันธ์ปรินิพาน


"จงรับรู้ไว้ว่า โลกุตตรธรรมเป็นทรัพย์ที่ทรงบัญญัติไว้สำหรับคนทั้งปวง"
(อริยสัจจจากพระโอษฐ์)

บันทึกการเข้า
krongon2513
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,490

« ตอบ #24 เมื่อ: 25 กันยายน 2550, 21:09:53 »

น้องจิ๋มคะ
พี่ส่งข้อความส่วนตัวถึงน้องจิ๋มค่ะ เปิดอ่านด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 63,929

« ตอบ #25 เมื่อ: 25 กันยายน 2550, 23:22:18 »

อ้างจาก: "jimsy"
 
แล้วยิ่งถ้าพ่่อแม่ยังมีชีวิตอยู่เร่งรีบทำความดีต่อท่านให้มากขึ้นเพราะบุญที่ทำกับพ่อแม่นั้นเทียบเท่าบุญที่ทำกับพระอรหันต์เชียวนะขอบอกยิ่งถ้าเราได้เดินทางสายแห่งทาน ศีล และภาวนา แล้วไปชักชวนท่านให้ดำเนินตามในทางที่ถูกตามหลักธรรมของพระพุทธองค์ยิ่งจะได้ชื่อว่าได้ทดแทนพระคุณท่านอย่างยิ่ง เพราะเป็นการชักจูงท่านไปในทางสว่างซึ่งจะเป็นประโยชน์เป็นเสบียงกรังติดตัวท่าน เมื่อท่านจากภพนี้ไปสู่ภพหน้าอย่างดีเยี่ยม  เราทำอะไรกับพ่อแม่ไว้เราก็จะได้สิ่งนั้นจากลูกของเรา  
กฏแห่งกรรมนั้นเที่ยงตรงและยุติธรรมที่สุด ยิ่งกว่ากฏหมาย ใด ๆ ในโลก ลองย้อนกลับไปดูเถิดว่าพ่อแม่หรือคนแก่คนเฒ่าที่ถูกทอดทิ้งในยามชรานั้น เมื่อยังหนุ่มยังสาวเขาได้หลงระเริงกับความสุขแบบเปลือกนอกของชาวโลก  จนลืมพ่อแม่หรือไม่
กฎง่าย ๆ ของกรรมก็คือ  หากกลัวจะถูกทอดทิ้ง ไม่มีผู้อุปการะ ยามชรา ก็ต้องดูแลอุปการะผู้อื่นในขณะที่เรายังมีกำลังเงิน และแข็งแรง

ที่พี่ต้องมาอยู่ที่นี่ตรงนี้(ในยามที่ว่าง) ก็เพียงแต่จะมาช่วยกระตุ้นเตือนพี่น้อง และเพื่อน ๆที่อาจจะติดภาระกิจของชีวิตงาน หรือ ครอบครัว จนลืมเลือนแก้มเหี่ยวย่นของพ่อแม่ ที่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้สัมผัสเราจะรู้สึกกับความอบอุ่นและความรักใคร่จากท่านเสมอมา
เมื่ิอเวลาที่แม่พี่ยังอยู่  ไปกอด รัดฟัดเหวี่ยงท่าน หรือแม้แต่ไปนั่งเบียดเพื่อสัมผัสเนื้อนิ่ม ๆ เย็น ๆ ของท่าน  แม่จะบอกเสมอว่าเนื้อลูกคือ "เนื้อทิพย์" เมื่อแม่ได้สัมผัสก็ชุ่มชื่นใจ ท่านไม่ต้องการอะไรจากเรามากหรอก  ขอเพียงใส่ใจใยดี และอ้อมแขนของลูกในบางครั้ง
ซึ่งเดี๋ยวนี้พี่เองก็จะเข้าใจความรู้สึกแห่ง"เนื้อทิพย์" จากลูก ๆ เหมือนกัน  และด้วยสัมผัสแห่งความสงบเย็นแห่งธรรมะก็เช่นกัน  เมื่อเราและครอบครัวมีธรรมะเป็นที่พึ่ง  เราจะมีความสงบเย็นมากขึ้นและจะมีสติมากขึ้นในชีวิตประจำวัน  มีเวลาเอาใจใส่ในความทุกข์ สุข ของผู้คนรอบตัวเรามากขึ้น
และชีวิตเราจะมีประโยชน์กับผู้อื่นมาก ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย  และเราเองก็จะได้รับผลแห่งความสุขที่เราได้มอบให้กับผู้อื่น โดยไม่ได้หวังผลแต่มันจะมาสนองกลับให้เราได้ชื่นใจเองในที่สุด
แล้วเราก็จะมีชีวิตอยู่ในแต่ละปัจจุบันขณะอย่างมีความสุขและเดินอยู่
ในเส้นทางแห่งความไม่ประมาทตามคำสอนประโยคสุดท้ายของพระพุทธองค์
ก่อนจะดับขันธ์ปรินิพาน


"จงรับรู้ไว้ว่า โลกุตตรธรรมเป็นทรัพย์ที่ทรงบัญญัติไว้สำหรับคนทั้งปวง"
(อริยสัจจจากพระโอษฐ์)


P.Jimsy ka,
again,it is a worthful text I always get from you...learn something to look back to my own life:

1.I do agree with you about this...as I did it since I earn my own money...what was the first I thought at that time?yeah,I gave some money to my mother! I lived too far from her,so I can not visit her as many as I like ...to call and to support her was the only way I can show her how did I miss her at that time.
After married I still maintain these act! ...no matter how burden I have ...it never argued not to continue....not to do...I saw the time she sacrificed selfless as I was young...it is really a little what I can do now.
Do you know what I feel as a return of my life?? I feel that...the more I gave her...the more my husband gave me!!!!!herr,herr....should not concern but ...it....true.

2.I can see it as a sample of the person near me....my husband 's sister in law(wife of his brother)who never ,never has a father!! her mother grown her up alone along a hardly time...as a single mom....now this mom grows old..she take her to her house and take care under the roof...this mom is handicaped...need a wheelchair...that is a price after a long way hard working....I see my sister in law with other eyes...she is like a thai daughter.a good mind one....what returns her..along these many years with my brother in law?? yeah,he loves her so much...take care and give without thinking to take any back...

3.it is the truth!

thank you khun pee.
nn.
บันทึกการเข้า


jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #26 เมื่อ: 26 กันยายน 2550, 13:46:45 »

ใช่เลยค่ะหนุงหนิง  ขออนุโมทนาบุญกับเขาที่ดูแลท่านเป็นอย่างดี   และก็จริงด้วยพี่เองก็เคยได้ยินว่าเราทำกับพ่อแม่เราอย่างไร สามีก็ทำกับเราอย่างนั้น พี่เองก็เคยเจอมากับตัว  สมัยที่แม่อยู่บ้านน้องชาย ชวนมายังไม่ยอม กลัวคุมอาหารเพราะท่านเป็นเบาหวาน พี่จะคอยคุมเข้มเรื่องอาหารไม่ให้แม่ทานของที่เป็นอันตราย  เลยขนซื้อข้าวของไปให้แม่เป็นประจำ  จนปัจจุบันพบว่าสามีพี่เองเมื่อกลับมาจากทำงานต่างจังหวัดก็ขนซื้อของกิน ของโปรดต่าง ๆ ที่เราเคยชอบมาให้มากมายเช่นกัน  พี่ตอนแรกไม่ได้นึกแต่พอเห็นเขาทำก็เลยเฉลียวใจว่าเอ๊ะ  คุ้น ๆ นะหยั่งงี้เคยทำให้แม่นี่นา ( แต่ตอนหลังอาบน้ำให้แม่ด้วยชักกลัว ๆ เดี๋ยวจามาทำมั๊ย.. :  :wink:)อุ๊ย ...เซ็นเซ่อร์  
บันทึกการเข้า
nitty20
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,391

« ตอบ #27 เมื่อ: 26 กันยายน 2550, 19:38:51 »

:lol:  :lol: เอาแล้วเชียวยัยจิ๋ม...คุยเรื่องธรรมะอยู่ดีๆ วกเข้าเฉยเลย555 :oops:  :oops:  เรื่องแบบนี้เธอสามารถมากค่ะ...   :lol:  :lol:  :lol:
เธอทำให้ช้านคิดต่อน่ะเนี้ยยย555 :oops:  :oops:
บันทึกการเข้า
kant
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 15

เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2550, 18:03:56 »

อ้างจาก: jimsy
อ้างจาก: "จุฑารัตน?"
จิ๋ม ทีรัก

 ธรรมะ .......    ทำ-มะ   ตอบ......................ด้วย

เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเริ่มด้วยตัวเองก่อน  และไม่ต้องบีบบังคับตัวเองและคนใกล้เคียง
เพราะธรรมะจะจัดสรรทั้งเวลาที่จะเริ่ม  และวิถีที่จะเดินให้ด้วย
......สุข......สงบ.......สบาย และผ่องใส.........หาใดเหมือน



จริงจ้ะแขก...พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ในคำสวดบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณไว้แล้วในบทของพระธรรมคุณ ที่แปลว่า พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว  เป็นธรรมที่เห็นได้ด้วยตนเอง  ไม่ขึ้นกับกาล  เป็นธรรมที่ควรมาดู  ควรน้อมมาปฏิบัติ  เป็นธรรมที่วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตเห็นด้วยที่สุดเลยครับ " ทำ-มะ?   ต้องเริ่มที่ "ตัวเอ็ง" ก่อน  ส่วนข้าฯ ทีหลัง ก็ได้ครับ :lol:
บันทึกการเข้า
jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #29 เมื่อ: 14 พฤศจิกายน 2550, 14:16:37 »

จ้า...เชิญคุณโยม(เอ็ง) ตามสบายเถอะ ...ถ้าอยากจะเริ่มเมื่อไหร่...ก็แค่รู้ว่าตอนเนี๊ย..หายใจเข้าหรือหายใจออก..อ่านที่เพื่อนคุยด้วย..ชอบ..ก็รู้ว่าชอบ..เวลาลูกซนสมาธิน่ะ..
รู้สึกว่าลูกน่ารักก็รู้ว่า...รัก  หรือน่าหยิก..ก็ให้รู้ความรู้สึกไปว่าอะไรเกิดกับกายและใจในปัจจุบัน...
เท่านี้ก็บุญเยอะกว่าขับรถจากสระบุรีมาใส่บาตรที่กรุงเทพฯแล้ว...ธรรมะทำได้ทุกที่ทุกเวลา...
เลี้ยงลูกก็ปฏิบัติได้บุญเยอะจะตาย...(เอ็ง)ไม่ต้องอ้างหรอกว่าลูกยังเล็กแฟนยังเด็กน่ะ...เหอ...เหอ... :wink:  :wink:
บันทึกการเข้า
jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #30 เมื่อ: 21 ธันวาคม 2550, 11:57:18 »

กลัวเว็บเราจะเงียบ....ค่อย ๆ ทยอยมาฝากที่ละช่องละกันนะ....

เทคนิคทำให้หายโกรธ
 
ความโกรธ คืออารมณ์เดือดพล่านที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ในยามที่เราต้องเกี่ยวข้องผู้อื่น
อ่านเทคนิควิธีทำให้หายโกรธแบบง่าย ๆ
ท่านสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตครอบครัวและการทำงาน


 

วิธีที่ ๑. ยามใดเมื่อเราโกรธ เราต้องรู้ตัวของเราเองว่า เรากำลังได้รับพิษร้ายเข้าไปแล้ว
           ควรสร้างความรู้สึก"สะดุ้งกลัว"ขึ้นมาทันที และ พยายามระงับความโกรธนั้นไว้
           ไม่ให้พิษโกรธกำเริบแสดงเป็นกริยาอาการอะไรออกมาอย่างเด็ดขาด
          ด้วยการพิจารณาโทษของความโกรธให้มากที่สุด
           ตัวอย่างวิธีคิด


           "หากเราโง่เขลาคิดตอบโต้ผู้อื่นด้วยความโกรธเมื่อใด
           พิษร้ายของความโกรธก็จะเพิ่มขึ้นและหมักหมมอยู่ในใจมากขึ้นทุกที
           มันจะคอยออกมาเผาลนจิตใจของเราไปชั่วกาลนาน
           เสมือนหนึ่งเราได้สร้างนรกให้เกิดขึ้นในใจของตัวเอง "
           (เป็นการนำคุณธรรมข้อ "โอตตัปปะ"หรือ "ความสะดุ้งกลัว" มาอธิบาย
           ให้ตัวเองเห็นถึงผลร้ายของความโกรธ / สุตตันต.เล่ม ๑๓ ข้อ ๑๑ หน้า ๑๔ )


________________________________________

 
วิธีที่ ๒ มองเห็นผลดีของการระงับความโกรธด้วยเมตตา ว่าทำให้เรานอนหลับฝันดี
           มีเพื่อนเยอะแยะ ใครเห็นใครก็รักไคร่ มีสุขภาพจิตดี มีความสุขตลอดเวลา
           โห..คุ้มค่าจริง ๆ เลย
           (ดูอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ / สุตตันต.เล่ม ๑๖ ข้อ ๒๒๒ หน้า ๓๖๑ )
________________________________________



วิธีที่ ๓. เมื่อรู้สึกโกรธ หรือ เคืองใจใครก็ตาม ให้ตั้งสติระลึกนึกถึงความดีของคน ๆ นั้นไว้ในใจ
           เช่นเขาเคยทำดีอะไรให้แก่เราบ้างไหม หรือ เขามีส่วนดีอื่นๆ ที่น่าประทับใจอะไรบ้าง
           นึกอย่างนี้มาแทนความคิดไม่ชอบใจ ความโกรธก็จะหายไปเอง
           ตัวอย่าง
           "นายมีโกรธนายแดงที่พูดจาดูถูกตน แต่พอนายมีนึกถึงเมื่อครั้งนายแดงเคยช่วยมา
           ทาสีบ้านให้ทั้งวันเมื่อปีที่แล้ว นายมีก็หายโกรธนายแดง"
           "คุณเจ ไม่ชอบหน้าคุณจอนเลย เพราะคุณจอนชอบพูดจากวนประสาท แต่คุณเจก็
           พยายามคิดว่าคุณจอนถึงแกจะชอบพูดกวนประสาท แต่แกก็ยังดีที่ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่
           คิดได้ดังนี้คุณเจ ก็เกิดความรู้สึกที่ดีต่อคุณจอนขึ้นมาบ้าง "
           (ดู วิธีระงับความอาฆาต ด้วยการมองเห็นความดีของเขา /สุตตันต.เล่ม๑๔
           ข้อ ๑๖๑-๑๖๒ )




________________________________________
 วิธีที่ ๔ เมื่อโกรธคนใกล้ตัว เช่น แฟน , พี่ น้อง , เพื่อนร่วมงาน หรือ โกรธคนไกลตัวเช่น
           นักการเมือง ฯลฯ
           ให้ลองนึกมโนภาพหน้าตาของเขาให้เป็นเด็กเล็ก ๆ อายุสัก 1-2 ขวบ
           โดยให้คิดเหมือนกับ ว่าเขาเป็นลูกของเรา สร้างความรู้สึกเอ็นดูเมตตาเหมือน
           พ่อแม่รักลูก ความโกรธจะหายไปเป็น ปลิดทิ้ง วิธีนี้แม้ดูง่าย ๆ และ น่าขำ แต่ก็
           สามารถทำให้หายโกรธได้ผลเป็นอย่างดีเลยทีเดียว
           ( ดูคำสอนเรื่องให้รักผู้อื่นเหมือนมารดารักบุตร /สุตตันต เล่ม๑๗ ข้อ ๑๐ หน้า ๑๑ )


________________________________________

วิธีที่ ๕ คิดตั้งหลายวิธีแล้วก็ยังไม่หายโกรธ มาลองใช้วิธี "ไม่คิด" ดูก็ได้ ด้วยการ
           หายใจเข้าปอดลึก ๆ ยาว ๆ ทำลมหายใจให้ละเอียด (นึกจินตนาการว่าลมหายใจ
           ของเราเป็นอะไรบางอย่างที่ละเอียด อ่อน บางเบา ในขณะที่หายใจ ) หายใจเข้า
           ออกติดต่อกันสัก ๑๐ ครั้ง ความโกรธก็จะสลายหมดไป กลายเป็นความสบายใจ
           มาแทนที่
           (ดูอานิสงส์อานาปาสติ ทำให้เกิดปีติ สุข จิตใจสงบระงับ ร่าเริง / สุตตันต.เล่ม ๖
           ข้อ ๒๘๘ ข้อ ๑๗๐)
________________________________________




 วิธีที่ ๖ วิธีนี้ง่ายที่สุด เหมาะสำหรับเพื่อนสนิท หรือ คู่รัก ในยามที่เกิดความไม่เข้าใจกัน
           หรือ ทะเลาะกันจนต่างฝ่ายต่างโกรธ นั่นคือ "การให้ของขวัญ" เป็นวิธีแก้ไข
           ปัญหาความโกรธที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง วิธีนี้เป็นการแสดงออกที่ทำให้หายโกรธ
           ทั้งผู้ให้และผู้รับ

(ดูสังคหวัตถุ ๔ คือ การให้ พูดจาไพเราะ ช่วยเหลือเจือจาน ร่วมทุกข์ร่วมสุข สมานไมตรีไว้ตลอดกาล/
           สุตตันต.เล่ม๓ ข้อ๒๖๗ หน้า๒๒๐)
________________________________________




วิธีที่ ๗  ให้มองว่าทั้งตัวเราและคนที่เราคนโกรธ ต่าง เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น
           คือ ไม่มีใครสามารถรอดจากความทุกข์ แก่ เจ็บ ตายได้สักคน ให้คิดจินตนาการ
           มองเห็นคนที่เรากำลังโกรธอยู่ เห็นภาพในอนาคตสมมุติว่าเขากำลังป่วยหนัก
           ใกล้ตาย เขาจะต้องพบกับความทุกข์ทรมานแค่ไหน จากนั้นให้หวนคิดถึงตัวเราเองว่า
           เราเองสักวันหนึ่งก็ต้องพบกับความทุกขทรมานและความตายเหมือนเขาเช่นเดียวกัน
           พวกเราล้วนตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกันด้วยกันทั้งนั้น แล้วจะมามัวโกรธกันอยู่ทำไมกัน
           (ดูบทสวดมนต์แผ่เมตตา)
           ข้อ ๒๘๘ ข้อ ๑๗๐)
________________________________________




วิธีที่ ๘  ใช้วิธีกราบพระเพื่อระงับความโกรธ
           การกราบพระทำให้จิตใจเกิดความอ่อนน้อม หมดความมานะถือตัว สภาพจิตใจเช่นนี้
           ความโกรธเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นหากท่านใช้วิธีระงับโกรธหลายวิธีแล้วยังไม่ได้ผล
           ขอแนะนำให้ใช้วิธีกราบพระ ท่านว่าได้ผลชงัดนัก วิธีง่าย ๆ เมื่อใดที่โกรธ
           ให้ก้มลงกราบพระทันที และในขณะที่ท่านกราบพระ ให้นึกถึงใบหน้าของ
           คนที่ท่านโกรธ ท่านจะพบด้วยตนเองว่าตราบใดที่ท่านยัง
           กราบพระอยู่ ความโกรธจะไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้เลย

           ( จากเทคนิควิธีกำราบความโกรธส่วนตัวของหลวงพ่อบุดดา ถาวโร )
บันทึกการเข้า
jimsy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195

« ตอบ #31 เมื่อ: 25 ธันวาคม 2550, 14:17:34 »

เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ธรรมะซับซ้อนแต่เป็นคุณธรรมและการเสียสละที่น่ายกย่องซึ่งจะหาได้ยากในบุคคลทั่วไป...แต่เป็นที่น่าสังเกตุ...ถึงกฏแห่งกรรมดีว่า...ผู้ที่มีความกตัญญูรู้คุณ..มีความรักแลการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนนั้นย่อมประสบผลสำเร็จในชีวิตขนาดไหน....

.ลองอ่านกันดูละกันนะ...บางคนอาจจะเคยได้รับเมล์นี้บ้างแล้ว....ให้คนที่ไม่รู้ได้อ่านแล้วกัน....อ่านแล้วได้ข้อคิดไปสอนลูกสอนหลานหรือย้อนกลับมาดูว่าเรา...ได้เคยพลาดโอกาสที่จะทำสิ่งดี ๆ เหล่านี้ไปแล้วบ้างไหม....ลองเริ่มต้นทำสิ่งดี ๆ เหล่านี้กันบ้าง...ถือเอาปีใหม่นี้เป็นการเริ่มต้นก็ยังไหว.....

ทำดีย่อมได้ดี....น่าคิดนะว่าทำอะไรไปอย่างผลสะท้อนย่อมกลับมาหาตัวเราทั้งหมด....

...............สรุปนี่คือกฏแห่งกรรมนะคร้าบ.......



(เรื่องน่าอ่าน จากเมล์ส่งต่อ)
ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีไม้เรียวอยู่

" ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า

" ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

" ผมขโมยเองครับ"

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน

" ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

" พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...

เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลายก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

" ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ พูดว่า

" แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

" ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดเข้าให้

" ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน พ่อเดินไปตามบ้านต่างๆทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

" ต้องให้น้องได้เรียนต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้.......


วันต่อมาตอนเช้ามืด น้องชายของฉันออกจากบ้านไปพร้อมด้วยเสื้อผ้าติดตัวไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ

" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ....... ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .....

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้

วันหนึ่งขณะอยู่ปีที่ 3 ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันเข้ามาบอกว่า

" มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ Huh? ฉันสงสัย แต่เมื่อฉันเดินออกไปก็เห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ฉันถามเขาว่า

" ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

น้องชายของฉันตอบว่า "ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆก็คงหัวเราะเยาะพี่กันพอดี "

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้องและพูดด้วยเสียงเครือในลำคอ

" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ เขาติดกิ๊บให้ฉันแล้วพูดว่า

" ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้อยู่เป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่าหน้าต่างบ้านที่เคยแตก ได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

" แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า

" แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เขาขอเลิกงานเร็ว เพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด " เจ็บมากไหม" ฉันถาม

" ไม่เจ็บหรอก พี่ก็รู้นี่ ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆมีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..."

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

"… เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี

หลังจากนั้น ฉันก็แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไร จึงย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยที่เขารวมทั้งพ่อและแม่จะย้ายออกไป เขาบอกฉันว่า

" พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

ต่อมา สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่ต้องการให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะถูกไฟดูด เขาถูกหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ฉันถามน้องด้วยความขุ่นเคืองว่า

" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

คำตอบจากปากน้องของฉันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเขา ยืนยันความคิดเดิมของเขา

" พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธานบริษัท ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย ฉันบอกกับน้องว่า

" แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ "

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ  26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...



เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาแต่งงานกับผู้หญิงที่ทำงานที่เดียวกัน ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล " พี่สาวของผมครับ"
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

" ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมงเพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน วันหนึ่ง หิมะตกหนัก ผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อกลับถึงบ้าน มือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ....... นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเองว่า ตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดีและจะทำดีกับเธอให้มากที่สุด"

เสียงปรบมือดังกึกก้อง... สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน คำพูดออกจากปากฉันอย่างยากลำบาก .......

" ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตารินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆวันในชีวิตของคุณและเขา คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคน เป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จักก็ตาม


จบบริบูรณ์....


บทส่งท้าย :ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของบริษัทฮุนไดและบริษัทในเครืออีกกว่า 20 บริษัท ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ   ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

" ซัมซุง"

และเรื่องราวของคนทั้งสอง กำลังถูกนำมาสร้างเป็นละครชุด โดยดารานำคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุค

บู มิง ฮอง
เล่าเรื่อง
บันทึกการเข้า
  หน้า: 1 2 [ทั้งหมด]   ขึ้นบน
  
กระโดดไป:  

     

ตอบคำถามที่ว่า ทำไมหอจุฬาจึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์            " ไม่ได้เป็นแค่หอให้นอนพัก  แต่เป็นบ้านอบอุ่นรักให้อาศัยไม่เป็นแค่ที่ซุกหัวยามหลบภัย  แต่สร้างใจให้เข้มแข็งแกร่งการงาน"  <))))><