18 เมษายน 2564, 21:48:58
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: 1 2 3 ... 13 [ทั้งหมด]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: * I N V E S T M E N T *  (อ่าน 116026 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 13:50:56 »

เข้ามาเปิดกระทู้ไว้ก่อนครับ  แล้วจะเอาบทความเกี่ยวกับการลงทุน มาลงให้อ่านครับ

ไม่ก็แนวทาง  แนวคิดด้านการ บริหารมาลงครับ  :wink:

เรียนเชิญ พี่ ๆ เพื่อนๆ นะครับ มาแบ่งปันความเข้าใจกันครับ

ยังไงซ้า....ชีวิตเรา ก็หนีไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ ครับ
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #1 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 13:54:42 »

ช่วงแรก ผมเอาบทความ ของพี่คนนี้มาครับ

คุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

เป็นพี่ที่ออฟฟิศครับ  แต่ตอนนี้ลาออกมาแล้วมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนทางด้านหุ้น

แต่ว่าพี่เค้าจะเน้น Long Term ครับ  คนนี้สนิทกันครับเพราะว่าตีเทนนิสด้วยกันเกือบ

ทุกอาทิตย์ หากใครจะฝากขอลายเซ็นต์ก็ได้ครับ  :wink:

เข้าไปบล็อกของพี่เค้าได้ที่ http://api.settrade.com/blog/1001ii/
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #2 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 13:56:22 »

เมื่อได้ยินคำว่าตลาดหุ้น พวกเรามักรู้สึกขยาดเพราะเราต่างเคยได้ยินเรื่องราวของคนที่เล่นหุ้นแล้วขาดทุน แต่ความจริงอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบก็คือ หุ้นเป็นการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากธนาคารมาก และยิ่งลงทุนนานเท่าไร ผลตอบแทนก็จะยิ่งมีความแน่นอนมากขึ้นเท่านั้น แต่เหตุที่คนจำนวนมากขาดทุนในตลาดหุ้นเป็นเพราะพวกเขาต้องการเห็นผลกำไรอย่างรวดเร็ว

ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนในระยะยาวเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีทบต้น คนสองคนที่มีความสามารถในการหารายได้ได้เท่ากันตลอดชีวิต คนที่เลือกออมเงินไว้ในตลาดหุ้นจะสามารถทำให้เงินออมโตขึ้นได้เร็วกว่าคนที่ฝากธนาคารไว้เฉยๆ เป็นอย่างมาก ถ้าคุณออมเงินไว้ในตลาดหุ้นจนทำให้คุณมีเงินออมถึง 20 ล้านบาทเมื่อไร คุณก็จะสามารถอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ต้องทำงานเลย เพราะเงิน 20 ล้านบาทนั้น ถ้านำไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อปี  

คนที่จะเล่นหุ้นระยะสั้นให้ประสบความสำเร็จได้นั้นจำเป็นจะต้องเป็นคนที่มีความสามารถสูงมากทีเดียว แต่ การลงทุนในระยะยาวให้ประสบความสำเร็จนั้นง่ายมาก ขอแค่ เข้าใจความจริงนิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับการลงทุนแต่อาศัยความมั่งคงทางอารมณ์ที่มากกว่าคนอื่นเป็นสำคัญ ถ้าบังเอิญคุณเกิดมาแสนธรรมดา หน้าตาธรรมดา เรียนก็ธรรมดา พ่อก็ไม่รวย คุณก็ยังสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งอย่างในชีวิตไว้เป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ได้ง่ายๆ ด้วยการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นให้ประสบความสำเร็จ  

ตอนนี้คุณพร้อมที่จะไปเอาเงิน 20 ล้านหรือยังครับ ถ้าพร้อมแล้ว ตามผมมาเลย!

copy from http://api.settrade.com/blog/1001ii/2007/06/08/50
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #3 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 13:57:25 »

การลงทุนระยะยาวนั้นเห็นผลช้าทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล พวกเขาก็เลยพยายามเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้นด้วยการห้นมาเทรดหุ้นแทน หรือที่เรียกว่าการ BLASH (Buy Low and Sell High) กล่าวคือ พยายามทำกำไรด้วยการคาดเดาทิศทางของราคาหุ้นในช่วงสั้น ยิ่งช่วงไหนทำผลงานได้ไม่ค่อยดีก็จะคิดว่าจะต้อง BLASH เพิ่มขึ้นเพื่อเป็น "เอาคืน"

นักลงทุนคนไหนที่เชื่อมากๆ ว่าการ BLASH เท่านั้นที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าก็จะถึงกับพยายามซื้อๆ ขายๆ หุ้นทุกวัน วันละหลายๆ รอบเพื่อเพิ่มผลตอบแทนในระยะเวลาอันสั้น หรือที่เรียกว่า Daytrading

สมมติว่าคุณมีเงินอยู่ในพอร์ต 1 ล้านบาท แล้วคุณใช้วิธีซื้อขายทุกวันให้ได้ Capital Gain เล็กๆ น้อยๆ ด้วยเงินทั้งหมดวันละหนึ่งรอบ (พอตลาดปิดช่วงเย็นก็ล้างพอร์ต ไม่เคยเหลือของกลับบ้าน) เช่นนี้ ถ้าหนึ่งปีมีวันทำงาน 200 วัน คุณจะเสียค่าคอมมิชชั่นปีละ 1,000,000x0.0025x2x200  = 1,000,000 บาท หรือเท่ากับ 100% ของเงินทุนทั้งหมดของคุณ

ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนก่อนหักค่าคอมมิชชั่น 11% ต่อปี แต่ถ้าคุณเดย์เทรด คุณต้องเสียค่าคอมฯ ปีละ 100% ต่อปี นั่นแสดงว่า แค่คุณจะเดย์เทรดให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับคนที่ลงทุนในระยะยาว คุณก็จะต้องทำผลตอบแทนก่อนหักค่าคอมมิชชั่นให้ได้อย่างน้อย 111% ต่อปี

ถ้าคุณคิดจะทำกำไรด้วยการเดย์เทรด ค่าคอมมิชชั่นจะกินคุณเป็นๆ!!!

copy from http://api.settrade.com/blog/1001ii/2007/06/12/69
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #4 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 14:06:00 »

หุ หุ

ดีครับ มีคนมาคุยเรื่องหนัก ๆ กับผมได้แล้ว ...

แต่แถวนี้ มีเซียนพระ ด้วย ...

ลงทุนเช่าพระ ก็น่าจะคล้ายๆ ในการลงทุนในทรัพย์สิน ที่ไม่ได้สร้างกระแสเงินสดไหล แต่ สร้างมูลค่าของทรัพยสิน ... :lol:
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #5 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 14:42:54 »

พี่ก็ไม่รู้ว่าถือเป็นการ Financing หรือเปล่าอ่ะ

แต่ถ้าใจเย็นพอ แล้วมาลงทุน แบบลองเทอมด้วย ก็ลองอ่านนี้นะ

พี่ว่าผลตอบแทนมันโอเค เลยอ่ะครับ

"พลังของการถือหุ้นไว้เฉยๆ"

เชื่อว่านักลงทุนทุกท่านคงเคยได้ยินกองทุนรวมประเภท Index Fund มาบ้าง

กองทุนประเภทนี้มีวิธีการลงทุนที่แปลก กล่าวคือ ซื้อหุ้นทุกตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีหุ้นอะไรสักอย่างแบบปูพรมคือซื้อทุกตัวแล้วก็ถือมันไว้เฉยๆ อย่างนั้นโดยไม่บริหารจัดการ ถ้ามีใครมาซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มก็เอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นในดัชนีเพิ่มแบบปูพรมในวันนั้นทันทีอีกโดยไม่มีการรอจังหวะที่เหมาะสม ถ้าได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุนมาก็เอาเงินที่ได้นั้นกลับไปซื้อหุ้นเดิมอีกเช่นกัน

คุณว่านโยบายการลงทุนแบบนี้จะทำผลงานได้ดีแค่ไหน?

เผอิญว่าในตลาดหุ้นไทยมีกองทุนแบบนี้อยู่ด้วย นั่นคือ กองทุนรวมทหารไทย SET50 ซึ่งลงทุนในหุ้นทั้ง 50 ตัวที่อยู่ในดัชนี SET50 Index แบบปูพรม ปรากฏว่าผมเพิ่งไปเช็คมาหมาดๆ ผลตอบแทนรวมตลอด 3 ปีที่ผ่านมาของกองทุนนี้เท่ากับ 48.34% (ผลตอบแทนรวมตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเท่ากับ 20.94%)



ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเจอทั้ง ซึนามิ ไข้หวัดนก สถานการณ์ภาตใต้ รัฐประหาร มาตรการ 30% และระเบิดกลางกรุง แต่การถือหุ้น "ไว้เฉยๆ" โดยไม่พยายามขายหนีความเสี่ยงมาถือเงินสดไว้ชั่วคราว หรือพยายาม BLASH ให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น กลับทำผลงานได้ถึง 48.34% หรือเพิ่มขึ้นมาเกือบครึ่งหนึ่งของพอร์ตเลยทีเดียว เห็น "พลังของการถือหุ้นไว้เฉยๆ" มั้ยครับ การถือหุ้นไว้เฉยๆ นั้นจริงๆ แล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจผันผวนบ้างตามข่าวที่เข้ามากระทบ แต่ในระยะยาวแล้วราคาหุ้นจะขึ้นไปตามกำไรที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นของธุรกิจ

แล้วลองเปรียบเทียบกับผลงานของพอร์ตแบบซื้อๆ ขายๆ ของคุณดูสิครับ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คุณสร้างผลตอบแทนโดยรวมได้สักเท่าไร?  

copy from http://api.settrade.com/blog/1001ii/2007/06/13/70
บันทึกการเข้า
LadyBamboo
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 402

« ตอบ #6 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 21:06:44 »

คุณน้อง MAX คะ คนแถวบ้านพี่ถือหุ้นไอทีวีอยู่เฉยๆ เลยค่ะ ตอนนี้ ฮือๆๆๆๆ
แล้ว CSLOX มันจะขยับไปถึง 9-10 บาทได้ไหมคะ.....
ตอนที่ซื้อมัน 11 บาท และทำท่าจะรุ่ง แต่ตอนนี้มันหล่นแอ้กลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ชินมีปัญหาอ่ะค่ะ
วิเคราะห์ให้ฟังหน่อยสิคะ ขอบคุณค่ะ
บันทึกการเข้า

As long as you wish beautiful, you will be beautiful!
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #7 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 22:40:25 »

ข้อมูลในการลงทุน หรือ แนวคิดในการลงทุม ผมมักจะใช้ เวป นี้

www.thaivi.com

เป็นแหล่งข้อมูล

web นี้เป้นแนว ที่คนถือหุ้น มักจะถือยาว โดยพยายามที่จะเลือกหุ้นดี ๆ ไว้สักตัว ...

ผมว่าเป็นแห่งข้อมูลแนวคิดที่ดีนะครับ สำหรับการเร่มต้น หรือ คนที่มีมุมมองของการซื้อหุ้นเป็นหารลงทุน มากกว่า การพนัน

... การถือหุ้นระยะยาว มีเงื่อนไขคือ ต้องถือในบริษัท ที่มีกำไร ต่อเนื่องในระยะยาวด้วย ...

และ จังหวะในการลงทุน ก็จะช่วยให้ เรามีต้นทุนในการลงทุนที่ต่ำที่สุด เท่าที่จะทำได้ ...

ซึ่งการที่จะ รู้ว่าบริษัทไหนมีกำไรต่อเนื่องในระยะยาว  นั้น ก็ต้องอาศัยการอ่าน ศึกษาข้อมูลบริษัท ระบบการทำงาน และ ที่สำคัญ ผู้บริหาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เพราะ ถ้าเรามีความรู้สึกไม่ไว้ใจ (ถึงแม้ผลประกอบการจะดีมาก  ๆ ก็ตาม) ก็ไม่ควรลงทุน เพราะ ผลประกอบการ สามารถ พลิงจากกน้ามือ เป็น หลังมือ ได้ เพียง ไม่กี่เดือน หรือ ไม่กี่ปี ซึ่งกว่าเราจะรู้ก็สาย เกินไป

...

 Shocked
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #8 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 23:16:36 »

ส่วนบริษัท ที่ผมชื่นชอบคือ ปูนซิเมนต์ไทย ครับ

เพราะ ถ้าเราถือหุ้น ตั้งแต่เข้าตลาดมา ผลตอบแทน สูงมาก กี่พันเท่าไม่รู้ เห็นเขาทำสถิติเก็บไว้อยู่  Shocked

แต่ ณ. วันที่เข้าตลาดนั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่า บริษัท นี้จะโตได้ขนาดนี้ ? ซึ่งนี้เป็นความยาก ในการลงทุน ที่ต้องอาศัย ข้อมูลจากหลายด้าน หลายศาสตร์ เข้ามาวิเคราะห์ประเมิน ...

 Shocked
บันทึกการเข้า
หล้า
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,681

« ตอบ #9 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 23:18:40 »

ขอบคุณพี่ๆ ที่ให้ความรู้เรื่องการลงทุนค่ะ
เอาไว้จะรบกวนปรึกษาพี่ๆหลังไมค์นะคะ   :wink:
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #10 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 23:19:11 »

พี่ครับ ผมยังไม่เก่งขนาดวิเคราะห์ขนาดนั้นอ่ะครับ

อย่างมากทำได้แค่ หามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นตัวนี้อ่ะครับ

แล้วก็เทียบกับราคาปัจจุบันน่ะครับว่า เราควรถือหรือว่า ขายดี

เพราะว่ายังไงหุ้นที่มันมีมูลค่าที่แท้จริงดี มันก็ต้องสะท้อนราคาดีออกมาครับ

ไว้ผมจะถามๆ พี่ๆ พวก Fund Manager ให้นะครับว่าอนาคตดีไหม

แต่เห็นว่าส่วนใหญ่จะบอกว่ายังไงสิ้นปีน่าจะแตะ 800 ครับ



ที่แนะนำเพื่อนๆ ส่วนใหญ่อยากจะแนะนำให้ saving ในรูปแบบหุ้นมากว่าน่ะครับ

ไม่อยากให้มองเป็นการเก็งกำไรครับ
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #11 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 23:35:03 »

พี่ Max ดีเลยครับ ...

พอมีข้อมูลการคำนวณมูลค่าหุ้น ตามกระบวนการ DCF หรือเปล่าครับ

ผมพยายามหาอ่านใน เวป หลายที่ ก็ยังไม่เข้าในในตัวแปรหลายตัวที่นำมาคิดน่ะครับ

(อันนี้จริงจัง ครับ  Shocked )

...
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #12 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2550, 02:28:04 »

 
อ้างถึง   
เฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ 2 แห่งของสหรัฐฯ กำลังเจ๊งถึงขั้นต้องเลิกกิจการ  
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 มิถุนายน 2550 23:31 น.
 
 
       กองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ 2 แห่งที่บริหารจัดการโดย แบร์ สเติร์นส์ วาณิชธนกิจดังของสหรัฐฯ กำลังเจ๊งถึงขั้นต้องเลิกกิจการ สืบเนื่องจากตราสารอันเกี่ยวข้องกับเงินกู้อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเฮดจ์ฟันด์เหล่านี้ถือครองเอาไว้จำนวนมาก ต้องขาดทุนยับเยิน
       
       แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องดีกล่าวยืนยันกับเอเอฟพีในวันพุธ(20)ว่า แบร์ สเติร์นส์ ซึ่งรับหน้าที่บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั้ง 2 อันมีชื่อว่า "High Grade Structured Credit Strategies Enhanced Leverage Fund" และ "High Grade Structured Credit Strategies Fund" โดยที่ได้เงินมาจากพวกนักลงทุนตลอดจนเป็นเงินกู้ในรูปต่างๆ นั้น กำลังทำความตกลงกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการเลิกกิจการจะเป็นไป "อย่างมีระเบียบ"
       
       ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลก็รายงานไว้ในฉบับวันพุธว่า เฮดจ์ฟันด์ทั้ง 2 แห่งกำลังใกล้จะถูกปิดกิจการแล้ว
       
       วอลล์สตรีทเจอร์นัลบอกว่า กองทุนทั้ง 2 ซึ่งเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนยังมีสินทรัพย์ลงทุนอยู่กว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตราสารความเสี่ยงสูง ซึ่งผูกพันกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ที่พวกสถาบันการเงินปล่อยให้แก่คนอเมริกันผู้มีประวัติเครดิตไม่สู้ดีนัก หรือที่เรียกกันว่า "ซับไพรม์" (subprime)
       
       รายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่า แบร์ สเติร์น กำลัง "ถูกกลุ้มรุม" จากพวกนักลงทุนและเจ้าหนี้ให้เร่งรีบดึงเอาเงินของพวกเขาออกมาจากเฮดจ์ฟันด์ทั้ง 2 ในเมื่อผลประกอบการของมันกำลังย่ำแย่อย่างรวดเร็ว
 
 


http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000072428

แม้แต่พวกกองทุน เฮดจ์ ฟัน ก็ยังจะเจ๊งได้นะครับ ...
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #13 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2550, 10:32:26 »

อ้างจาก: "ชาร์ป"
พี่ Max ดีเลยครับ ...

พอมีข้อมูลการคำนวณมูลค่าหุ้น ตามกระบวนการ DCF หรือเปล่าครับ

ผมพยายามหาอ่านใน เวป หลายที่ ก็ยังไม่เข้าในในตัวแปรหลายตัวที่นำมาคิดน่ะครับ

(อันนี้จริงจัง ครับ  Shocked )

...



ชาร์ป พี่ว่าถ้ามุ่งมุ่นไปเรียน Finance เลยก็ดีอ่ะ  เรียนตอนแก่แบบพี่นี่

เข้าหัวช้าว่ะ  พวกหลักสูตรปีเดียวภาคภาษาอังกฤษของที่จุฬาก็มีนะ



DCF(Discount Cash Flow) มีอ่ะ  แต่วันควรอ่านที่มาที่ไปของตัวอื่นก่อนด้วยอ่ะ

พวก CAPM อีก

พี่แนะนำหนังสือก่อนนะที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ

ของ อ. เริงรัก จำปาเงินน่ะ  อ่านเข้าใจง่าย

จะได้ความรู้ด้านอื่นๆ ด้วย พวก Bond ด้วยครับ  ในนั้นมี DCF อยู่ด้วยนะ :wink:

แล้วก็จะได้รู้นโยบายการเงินต่างๆ ของบริษัท คือจะได้รู้ว่าผู้บริหารเค้าคิดอะไรจะทำอะไรต่อ

ตอนนี้ถืออยู่กี่ตัวอ่ะ  

แล้วก็มีหนังสือที่แบบภาษาเข้าใจง่ายของพี่คนที่แนะนำนี่แหละ

คุณนรินทร์  ชื่อ การวัดมูลค่าหุ้นด้วยตนเองอันนี้ก็ดีนะ ลองดู

พี่เค้าใช้ นามแฝงว่า สุมาอี้ ไม่รู้เคยได้ยืนไหมนะ
บันทึกการเข้า
Imm
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 237

« ตอบ #14 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2550, 10:43:44 »

คนไม่มีวินัยทางการเงินอย่างข้าเจ้าขอเข้ามาดูอย่างเดียว ^^



ปล. ตอนนี้ทำ PR กะ Event plan ให้กองทุนรวมอยู่  ปวดหัวมั่กๆ  งงแอนด์เง็ง
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #15 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2550, 11:20:09 »

อ้างจาก: "Imm"
คนไม่มีวินัยทางการเงินอย่างข้าเจ้าขอเข้ามาดูอย่างเดียว ^^



ปล. ตอนนี้ทำ PR กะ Event plan ให้กองทุนรวมอยู่  ปวดหัวมั่กๆ  งงแอนด์เง็ง



บลจ. อะไรอ่ะ  แต่คงไม่ใช่บริษัทเราอ่ะ เพราะว่าไม่มีเงินจ้างอ่ะ  :lol:
บันทึกการเข้า
Imm
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 237

« ตอบ #16 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2550, 18:10:14 »

ด้วยจรรยาบรรณจึงมิอาจเปิดเผยรายชื่อลูกค้าให้สาธารณชนได้ทราบก่อนได้
เป็นกองทุนรวมน้องใหม่ยังไม่เปิดตัวเป็นทางการละกัน


อะ...เลียนแบบไทยรัดหน่อยก็ล่าย  ดารารายนี้มีตัวย่อว่า S
อิอิ
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #17 เมื่อ: 23 มิถุนายน 2550, 01:14:01 »

พี่ Im
  Strongly Reccomend ทีให้ลงทุนเสียแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะ คนที่มีแนวโน้มโสดสูง  จะได้มีกระแสเงินสดไว้ใช้ตอนไม่มีงานทำ หรือ เลิกงานแล้ว (เพราะ ต้องอยู่คนเดียว ไม่มีใครดูแล หุ หุ)
ปล. การออมที่ไปฝากธนาคารก็ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะ เราได้ผลตอบแทนคือ ดอกเบี้ย  (เท่านั้นเอง แต่มูลค่าสินทรัพย์ไม่เพิ่ม ดังนั้นผลตอบแทนดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อก็เลย ต่ำมาก ... งงมั้ย)

พี่ Max

  จะลองหาซื้อดูครับ ... แต่ความจริงที่ถามเพราะ ผื่อพี่ Max มีเอกสาร sheet จะได้ขอ Xerox  :lol:  
  คุณ สุมาอี้ ผมรู้จักแต่ใน web www.thaivi.com นี้ละ ครับ เขาเข้ามา post บ่อยเหมือนกัน
แต่เข้าใจว่าเก่งเรื่อง เศรษฐศาสตร์มหภาค

    ตอนนี้ไม่ได้ถือแล้วครับ เพราะ ขายเอาเงินมาซื้อหุ้นบริษัทแทน (เป็นนโยบายบริษัทน่ะ ที่ให้ engineer ที่ทำงานมานาน 5 ปีขึ้นไป และผลงานเข้าตา มีสิทธิ์ซื้อหุ้นได้ .. ยังกะบรฺษัท ฝรั่ง ที่อเมริกา แต่ที่นี้เป็นของคนไทย 100% ครับ)

  เคยถือ หลายหุ้น เช่น HT, CPI, STA, RCL, ACL,TEAM,AYUD,QH, BSBM ... ไม่ได้ถือทีเดียวทั้งหมดหรอกครับ switch ปรับไปเรื่อย

ช่วงเริ่มเล่น นั้นไม่รู้อะไรมาก ถือ 4 ตัว กำไร 1 ตัว เท่าทุนอีก 3 ตัว
เปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนมาได้กำไร ที่มากสุดคือ TEAM ... 200 - 300%

ตอนที่เลือกจะถือ ก็ดูหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการปันผล และ ค่าใช้จ่ายการขายและบริหาร เพราะ จะเป็นตัวประเมินผู้บริหาร และ เรื่องปันผล ก็กันเหนียว เพราะ ถ้าหุ้นไม่ขึ้นก็ยังได้ปันผล
อ้อ ... อีกอย่างคือ กำไร ต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ หรือไม่ จะได้สบายใจเวลาหุ้นตก เดี๋ยวก็ขึ้น ...

ซึ่งพยายามเลือก ตัวที่ไว้ใจ (แต่อาจจะไม่ใช่ตัวที่ดีที่สุด ตามที่คนเล่นหุ้นเก่งเขาดูกันเป็น)
เพราะอย่างน้อยถือยาวไม่ต้องกลัวมูลค่าตก แถมปันผลดีกว่าฝาก แบงค์ อีก ... บางครั้ง credit ภาษีได้ด้วย (บางบริษัทนะ)  ... เพราะ ฉะนั้นช่วงฤดูกาล ขอ credit ภาษี ก็จะได้เงินคืนกลับมา 3-4 พันบาท (สำหรับผมนะ) ... อยู่ได้เป็นเดือน

....

ส่วนเรื่องกองทุนนั้น .. ไม่ได้ซื้อเลยครับ เพราะ เล่นหุ้นเอง ได้ผลตอบแทนดีกว่าอีก (ถ้าขยันหาข้อมูลหน่อย) ไม่ต้องแบ่งผลกำไรให้ผู้บริหาร ... และอย่างน้อย เวลาเราตัดสินใจพลาด ก็โทษตัวเองดีกว่า

ข้อดีของกองทุนคือ การ credit ลดหย่อนภาษีครับ คล้ายกับประกัน นั่นล่ะครับ
เช่น เรามีฐานภาษี 10% เรา credit ภาษีได้ 50000 บาท/ปี เราก็จะลดหย่อนภาษีได้ 5000 บาท/ปี ... แต่ต้องแลกกับเงินลงทุนของเรา 50000 บาท/ปี ที่ถ้าเราไม่พร้อมก็จะทำให้ขาดสภาพคล่องได้ครับ

จะเห็นว่าเรื่อง credit ภาษี นี้เป็นเกมของคนรวยที่มีเงินเหลือ รายได้สูงครับ เพราะ เขาไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง แถม credit ภาษีได้อีก และ ได้สะสมทรัพย์สินที่โอกาสมูลค่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย ... เหตุผลที่คนรวย ยิ่งรวยครับ ... เพราะ สามารถหาช่องทางเสียภาษีได้น้อยกว่า พนักงานบริษัทอีก ทั้ง ๆ ที่รายได้มากกว่า...

เห็นภาพกันง่าย ๆ เราทำงาน 12 เดือน โดนหักภาษี 10% ของรายได้ ก็ 1 เดือนเข้าไปแล้ว
คล้าย ๆ กับว่ารายได้เราจริง ๆ11 เดือน (ทำงานใฟ้รัฐบาลไป 1 เดือน)

.... เดี๋ยวจะเข้าเรื่องภาษีอีก ... มีรายละเอียดเยอะ และผมก็ไม่รู้อีกเยอะครับ ...  

เอาเป็นว่า สำหรับผมเวลาซื้อหุ้น ก็อ่านทุกอย่างของบริษัท เท่าที่จะทำได้ก่อนซื้อ เช่น กำไร ขาดทุน บริษัทมีรายได้จากใหน ใช้จ่ายอะไรบ้าง ระบบการทำงานเป็นอย่างไร นโยบายเป็นอย่างไร  การจัดการสินค้าคงคลังเป็นอย่างไร การจัดหาบุคลากรเข้าบริษัทมีรโยบายอย่างไร บลา ๆ ๆ

ซึ่งจำเป็นต้งใช้องค์ความรู้เยอะมาก ...แต่ผม ดีหน่อยที่ ลักษณะงานประจำที่ทำ เอื้ออำนวยในการทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วย ... Shocked
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #18 เมื่อ: 23 มิถุนายน 2550, 20:02:02 »

555..แบบว่างูๆปลาๆ..

เลยมิกล้า..อ่านอย่างเดียวยังไม่รู้เรื่องเลย..
บันทึกการเข้า
dto80
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 471

« ตอบ #19 เมื่อ: 23 มิถุนายน 2550, 21:47:57 »

อ้างจาก: "ชาร์ป"


เห็นภาพกันง่าย ๆ เราทำงาน 12 เดือน โดนหักภาษี 10% ของรายได้ ก็ 1 เดือนเข้าไปแล้ว
คล้าย ๆ กับว่ารายได้เราจริง ๆ11 เดือน (ทำงานใฟ้รัฐบาลไป 1 เดือน)



อธิบายงี้เด๋วคนไม่ทำงานกันพอดี อิ อิ
10 % ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อนไม่ใช่เหรอ ? ภาษีที่เสียให้รัฐอ่ะ ่?

เล่นหุ้น หรือซื้อกองทุนรวมเพื่อเพิ่มค่าลดหย่อน ได้น่ะ (หาทางไม่เลี่ยงภาษีนั่นเอง อิ อิ)
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #20 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2550, 01:13:19 »

แต่ก็อย่าลืมนะครับว่า บ้านเมืองเรามันไม่นิ่งนัก

กองทุนรวมเค้ามีพวก inside มากกว่าเยอะครับ ข่าวข้อมูลยังไงก็ต้องซื้อครับ

แล้วก็พวก Fund Manager เนี่ย เอาเงินเค้ามาบริหาร

เห็นพี่ๆ แต่ล่ะคน แมร่งเครียดอ่ะ  อัดบุหรี่กันเป็นว่าเล่นเลยอ่ะ

แบบ พวกเก่งโคดๆ ก็มีอ่ะคิด Model ทางด้าน Finance อ่ะ

ถ้าใคร อยากลองดูซื้อเรื่อยๆ บวกใจแข็ง ลองดู set index fund

ที่ผมเอาข้อมูลมาลงให้ดูก็ได้ครับ
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #21 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2550, 01:15:36 »

กองทุน รับประกันเงินต้น

เพื่อน มาดูกันว่าเค้าทำงานกันยังไง มันถึงมารับประกันเงินต้นของเรา

สมมุติ ผมมีเงิน หนึ่งร้อยบาท ที่ได้มาจากนักลงทุน

ผมก็จะเอาเงินสักประมาณ เก้าสิบแปดบาทไปลงทุน

ในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือได้ว่ามีความเสี่ยงน้อยที่สุด

สมมุติว่า มีอายุของกองที่สองปี  ผมก็จะหาลงทุนพันธบัตรที่มีอายุสองปี

ที่ให้ผลตอบแทนจากการที่ลงทุนไป เก้าสิบแปดบาทเพื่อใด้ได้สองบาทกลับมา

ซึ่งกลายเป็นร้อยบาท  ส่วนสองบาทที่เหลือ ผมก็จะเอาไปลงทุน

อะไรก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งถ้าได้กำไรขึ้นมาก็จะมีผลตอบแทน

ต่อผู้ลงทุน แต่ถ้าหากว่า ขาดทุนขึ้นมาก็จะไม่กระทบต่อเงินต้นครับ

 :wink:
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #22 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2550, 15:07:15 »

อ้างจาก: "dto80"
อ้างจาก: "ชาร์ป"


เห็นภาพกันง่าย ๆ เราทำงาน 12 เดือน โดนหักภาษี 10% ของรายได้ ก็ 1 เดือนเข้าไปแล้ว
คล้าย ๆ กับว่ารายได้เราจริง ๆ11 เดือน (ทำงานใฟ้รัฐบาลไป 1 เดือน)



อธิบายงี้เด๋วคนไม่ทำงานกันพอดี อิ อิ
10 % ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อนไม่ใช่เหรอ ? ภาษีที่เสียให้รัฐอ่ะ ่?

เล่นหุ้น หรือซื้อกองทุนรวมเพื่อเพิ่มค่าลดหย่อน ได้น่ะ (หาทางไม่เลี่ยงภาษีนั่นเอง อิ อิ)


จริง ๆ แล้วพยายามให้เห็นภาพ ง่าย ๆ
ถ้าจะให้ละเอียด กลัวเดี๋ยวยิ่ง งง ... :lol:

เพราะ มันจะมีระดับเงินเดือน อยู่ระดับหนึ่งที่ไม่เสียภาษี (ที่ไม่เสียเพราะ มีการหักค่าลดหย่อยแล้ว ไม่เข้าเกณฑ์ รายได้ให้เสียภาษี)

 
อ้างถึง   
(หาทางไม่เลี่ยงภาษีนั่นเอง อิ อิ)[/


ใช่จะบอกว่า หาทางเลี่ยงไม่เสียภาษีหรือเปล่า ครับ
อืม ... ก็คล้าย ๆ กันครับ หาทางลดการเสียภาษี โดยถูกกฎหมายแล้วกัน หุ หุ (เพราะ เดี๋ยวบอกว่าเลี่ยงภาษี เดี๋ยวเข้าใจว่าทำผิดกฎหมายอีก ... )

แต่ซื้อหุ้น นี้ จะไม่ได้รับลดหย่อนภาษี จากเงินที่ซื้อ ... แต่ถ้าชื้อกองทุน LTF (ที่มีนโยบายซื้อหุ้น .. ไว้ระยะยาว)  จะลดหย่อนภาษีได้ ... กฎหมายนี้ออกสมัย นายก ทักษิน .. (แต่มีทั้งดี และไม่ดีนะครับ กฎหมายนี้ วิเคราะห์ กันดี ๆ จะได้ไม่เข้าปรนะเด็นการเมืองมากไป หุ หุ)

แต่ก็ต้องระวัง ... ผมมีตัวอย่างการซื้อกองทุนหุ้นกู้ ที่ไปเข้าซื้อหุ้นกู้ของ PICNI ... (gas Picnic นั้นล่ะครับ ... น้าแครม เคยทำงานที่บริษัทนี้ ...แกคงรู้ดีว่าเป็นอย่างไร หุ หุ)  ที่พอครบกำหนดสัญญาการจ่ายคืนดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหุ้นกู้ แล้ว PICNI ผิดสัญญา ไม่สามรถหาเงินมาจ่ายได้
... คราวนี้ ผู้ถือกองทุน ก็เร่กันขายกองทุน  เพื่อถอนเอาเงินออกมาก่อน ... ผลที่ได้ ก็คล้าย ๆ กับ ผู้ฝากเงินกับ Bank แห่กันถอนเงินออกมาหมด แล้ว Bank ไม่มีเงินจ่าย เท่านั้นเอง ... แต่ต่างกันที่กองทุนนั้น ไม่มีภาระรับผิดชอบเงินลงทุนของเรา ... เพราะ การลงทุนมีความเสียง ผู้ลงทุนควรศึกษาให้รอบคอบก่อนลงทุน ...

    ...

เพราะ ฉะนั้นการลงทุนทุกอย่างมีความเสียง ...  (ฝากเงินใน Bank แล้ว Bank ล้มละลาย ก็ถือว่ามีความเสี่ยง) ... คนที่เขาลงทุนเก่ง ๆ นั้น เขาจะรู้มากจนที่บอกว่าเสี่ยงนั้น จะไม่เสี่ยงสำหรับเขาเลย ...

พี่ Max มีรายละเอียด กองทุนประกันเงินต้น มากกว่านี้หรือเปล่าครับ ...  
น่าจะลองมา comment กันดูได้ครับ เป็น Question and Ask ถือเป็นความรู้ ให้คนที่สนใจการลงุน ได้นะเนี่ย ...
...

 Shocked
บันทึกการเข้า
dto80
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 471

« ตอบ #23 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2550, 20:07:24 »

อ้างจาก: "Max"
แต่ก็อย่าลืมนะครับว่า บ้านเมืองเรามันไม่นิ่งนัก

กองทุนรวมเค้ามีพวก inside มากกว่าเยอะครับ ข่าวข้อมูลยังไงก็ต้องซื้อครับ

แล้วก็พวก Fund Manager เนี่ย เอาเงินเค้ามาบริหาร

เห็นพี่ๆ แต่ล่ะคน แมร่งเครียดอ่ะ  อัดบุหรี่กันเป็นว่าเล่นเลยอ่ะ

แบบ พวกเก่งโคดๆ ก็มีอ่ะคิด Model ทางด้าน Finance อ่ะ

ถ้าใคร อยากลองดูซื้อเรื่อยๆ บวกใจแข็ง ลองดู set index fund

ที่ผมเอาข้อมูลมาลงให้ดูก็ได้ครับ


ผมเคยใส่ comment เรื่อง model ในกระทู้นี้มาทีแล้วแต่โพสไม่ติด เน็ทเจ๊งพอดี T-T เลยไม่ได้พิมพ์ใหม่
กองทุนเมกาเขาลงทุนทุกอย่างตาม model เลยครับ ใช้ computer run กันแบบ real time ทีม R&D นี่ ระดับ ป.เอก MIT ซึ่งถือว่าดังมากด้าน computer science (พี่เพื่อนผมเอง ไม่ใช่ผม T-T) รายได้ก็หลายอยู่ เพราะ model ต้องปรับตัวได้ตามข้อมูล (ทางตลาดหุ้นเมืองนอก) ซึ่งเมืองไทยคงยากครับ เพราะว่าตลาดเล็ก inside มันมาได้ ธรรมมาภิบาล มันยังไม่มีมากพอ แต่ถ้าใครทำ model ที่ปรับสภาพตามลักษณะข่าว insider ได้นี่เจ๋งมากเลยครับ (ตอนนี้ที่รู้มายังแค่ถ้ามีข่าวดี อย่างนั้นอย่างนี้ ข่าวร้าย อย่างนั้นอย่างนี้ ให้ทำไง)

ป.ล. ตอนนี้ผมก็ยังไม่ต้องเสียภาษี สบายใจจัง (ดีไหมเนี้ยะ T-T)
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #24 เมื่อ: 25 มิถุนายน 2550, 09:25:35 »

อันที่เป็นประกันเงินต้น

พี่ใช้ความรู้ตอนที่เรียนมานะครับ

หลักการที่เค้าใช้กันจะใช้แนวๆ นี้ครับ

เพื่อใครแบบที่คิดว่าชั้นซื้อแบบประกันเงินต้นดีกว่า ไม่เสี่ยงดี

จะได้เอาไปใช้ตัดสินใจน่ะครับว่าเค้าไม่ได้ ใช้ Model อะไรเท่าไหร่เลยครับ  :wink:
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #25 เมื่อ: 27 มิถุนายน 2550, 13:15:55 »

ถ้าคุณเก็บเงินไว้เฉยๆ ใต้หมอนเพื่อนำมันออกมาใช้ในอีก 30 ปีข้างหน้าตอนเกษียณ เงินจำนวนนั้นจะมีอำนาจซื้อเหลือเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยผลของเงินเฟ้อ การฝากเงินนั้นไว้ในธนาคารอาจช่วยรักษาอำนาจซื้อของเงินนั้นไว้ได้บ้างแต่วิธีการที่ดีที่สุดคือ การออมเงินเอาไว้ใช้ในอีก 30 ปีข้างหน้าในรูปของ พอร์ตของหุ้นที่มีการกระจายอย่างเพียงพอ เพราะมันคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากที่สุดในระยะยาว มันเพิ่มขึ้นได้มากกว่าทองคำ พันธบัตร หรือเงินฝากธนาคารแบบเทียบกันไม่ติด ภาพข้างบนแสดงให้เห็นถึงการเก็บเงินหนึ่งดอลล่าร์ไว้ในรูปแบบต่างๆ เป็นเวลา 200 ปี ถ้าเลือกเก็บไว้ในตลาดหุ้นเงินหนึ่งดอลล่าร์นั้นจะกลายเป็น 8.8 ล้านเหรียญเลยทีเดียวซึ่งสูงกว่าวิธีอื่นๆ ทั้งหมด

แม้จะเห็นกันชัดขนาดนี้ว่าควรออมเงินระยะยาวของเราไว้ในหุ้น แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่กล้าออมเงินไว้ในหุ้นอยู่ดี ด้วยเหตุผลข้อเดียวก็คือ เรารู้สึกกลัวความผันผวนของราคาหุ้นในระยะสั้น ทั้งที่รู้ว่าในระยะยาวแล้วมันจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าวิธีอื่นอย่างมากก็ตาม  เซอร์ จอห์น เทมเปิลตัน กล่าวว่า "เมื่อร้อยปีก่อนดาวโจนส์อยู่ที่ 100 จุด ตอนนี้อยู่ที่ 10000 จุด และอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้ามันจะต้องอยู่ที่ 1 ล้านจุดอย่างแน่นอน มันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ถ้าคุณเป็นคนมีเหตุผลคุณควรเก็บเงินเกษียณของคุณไว้ในหุ้นตลอดเวลา"


นักวิทยาศาสตร์บอกว่าสัตว์แต่ละชนิดจะมีความรู้สึกเรื่องเวลาไม่เท่ากัน แมลงวันจะมีความรู้สึกเรื่องเวลาที่ไวกว่ามนุษย์มาก มันมีชีวิตอยู่แค่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น เวลาหนึ่งวินาทีของมันจึงนานกว่าของมนุษย์มาก นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม เราจึงตบแมลงวันไม่ทัน เวลาที่เราเอื้อมไม้ไปตบแมลงวันอย่างรวดเร็วนั้น แมลงวันมองเห็นการเคลื่อนที่ของไม้นั้นอย่างเชื่องช้า มันจึงหลบได้ทันเสมอ

ถ้าคนเราสามารถปรับเปลี่ยนความรู้สึกเรื่องเวลาของเราใหม่ให้เร็วขึ้นเป็นต้นว่า หนึ่งปีรู้สึกว่าเหมือนหนึ่งวินาที รับรองเลยครับว่า ทุกคนจะเลือกการออมเงินเกษียณไว้ในหุ้นกันหมด เพราะเห็นชัดเจนว่าได้มากกว่า แต่ที่คนส่วนใหญ่เลือกจะออมเงินเกษียณไว้ในธนาคารนั้นเป็นเพราะพวกเขารับไม่ได้กับความผันผวนในระยะสั้น ทีนี้เห็นภาพหรือยังครับว่า ทำไมผมจึงบอกว่าการลงทุนในหุ้นให้ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องของใจมากกว่า คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ไม่ใช่เพราะไม่รู้แต่เพราะจิตใจของเขาหวั่นไหวกับความผันผวนของราคา

copy from http://api.settrade.com/blog/1001ii/2007/06/12/66
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #26 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2550, 13:33:46 »

.. เอามาแปะไว้นี้แล้วกัน ..

 
อ้างถึง   

Subject: FW: ครม.อนุมัติลดหย่อนภาษีหักค่าใช้จ่าย
        60%

 

มีผลบังคับใช้แล้ว.  
มนุษย์เงินเดือนเฮ ครม.อนุมัติลดหย่อนภาษีหักค่าใช้จ่าย 60%    (มีผลบังคับใช้ในปี 2550)  
          มนุษย์เงินเดือนเฮ ครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินหักลดหย่อยค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็น 60% แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท จากเดิม 40% แต่ไม่เกิน 6 หมื่น ผู้มีเงินเดือนต่ำกว่า 19,166 บาทต่อเดือนไม่ต้องเสียภาษี พร้อมออกตัวไม่ใช่นโยบายหาเสียงเป็นเรื่องที่สรรพากรหารือมานานแล้ว
ขอสรุปข้อมูลจาก Mail มาเป็นการคำนวณภาษีเงินได้เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นค่ะ ว่ามีวิธีคำนวณการอย่างไรและมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราได้ประโยชน์อะไรบ้าง

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เดิม ( 15,833 / เดือน)

    ใหม่( 19,166 / เดือน)
(1) เงินได้พึงประเมินทุกประเภทรวมกันตลอดปีภาษี

190,000.00

230,000.00
(2) หัก ค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด (ร้อยละ 40 ไม่เกิน 60,000.-)

60,000.00

100,000.00 (ร้อยละ 60 ไม่เกิน 100,000.-)
(3 ) = (1)-(2) เหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย

130,00000

130,000.00
(4) หัก ค่าลดหย่อนต่าง ๆ (ลดหย่อนผู้มีเงินได้ 30,000.-)

30,000.00

  30,000.00
(5 )= (3)-(4) เหลือเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ

100,000.00

100,000.00
(6) หัก ค่าลดหย่อนเงินบริจาค ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด

0.00

      0.00
(7) = (5-6) เหลือเงินได้สุทธิ

100,000.00

100,000.00
นำเงินได้สุทธิตาม ( 7) ไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

 
จำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

0.00

บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #27 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2550, 22:58:50 »

... จาก tvi.com

 
อ้างถึง   

เร่งความรวย
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 24 กรกฎาคม 2550

              คนหนุ่มสาวมักจะใจร้อนอยากรวยเร็ว บางคนเข้ามาเล่นหุ้นได้ไม่นานและอาจจะ
บังเอิญได้กำไรเร็วมากก็มักจะคิดว่าตนเองจะต้องร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว เขาไม่พร้อมจะ
เป็น "เต่า" เขาพร้อมที่จะเสี่ยงเป็น "กระต่าย" เหนือสิ่งอื่นใด เขาคิดว่า ถ้าเขาพลาด เขาก็ยังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้
               ผมเองคิดว่า วิธี "เร่งความรวย" แบบไม่เสี่ยงหรือเสี่ยงไม่มากนั้นมีอยู่ แต่นี่ไม่ใช่การทำตัวแบบ "กระต่าย" แต่เป็น "ซุปเปอร์เต่า" ที่เดินทางอย่างรวดเร็ว เพราะเดินหน้าหรือว่ายน้ำเต็มกำลังมุ่งตรงสู่เป้าหมายโดยไม่หยุดวันแล้ววันเล่า และต่อไปนี้คือวิธีที่น่าจะได้ผลดีที่สุด
               ข้อแรก สำหรับคนหนุ่มสาวที่ต้องการที่จะ "รวยแบบเร่งรีบ" ก็คือ ต้องเซฟหรือเก็บเงินจาก "น้ำพักน้ำแรง" เป็นเม็ดเงินมากที่สุด นั่นก็คือ ต้องหารายได้ให้มากที่สุดและจ่ายให้น้อยที่สุด การหารายได้นั้น ถ้าคุณเป็นคนเก่ง ก็จะต้องพยายามทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อที่จะได้รับการโปรโมต ได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น และอาจจะทำให้มีโอกาสย้ายงานไปในที่ที่ให้เงินเดือนสูงขึ้น เพราะตำแหน่งที่สูงขึ้นและการย้ายงานคือหนทางในการที่จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ถ้าคุณมีศักยภาพที่จำกัด การหารายได้เสริมนอกเหนือจากงานในหน้าที่ก็เป็นหนทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ ส่วนรายจ่ายนั้น ต้องพยายามอย่าให้เพิ่มเท่ากับรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำได้แบบนี้ กระแสเงินจากน้ำพักน้ำแรงจะเพิ่มขึ้นเร็วมาก และนี่เป็นการเร่งความรวยโดยไม่มีความเสี่ยงเลย
               ข้อสอง เมื่อมีกระแสเงินจากน้ำพักน้ำแรงแล้ว เราจะต้องนำมาลงทุนเพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่มีและที่ได้มาเพิ่มเติบโตขึ้น ถ้าเราไม่เร่งหรือเฉื่อยแฉะ เราก็เพียงแต่เก็บเงินสดไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร แต่ถ้าเราอยากรวยเร็วขึ้นและมีความเสี่ยงไม่สูงนัก เราก็อาจจะทำตามสูตรของนักการเงินทั่วไปที่ให้จัดสรรทรัพย์สินหรือทำ Assets Allocation แบ่งเงินบางส่วนลงทุนในหุ้น บางส่วนลงในพันธบัตร บางส่วนเป็นเงินฝาก และในบางส่วนอาจจะลงในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งน่าจะทำให้เงินเติบโตได้ปีละประมาณ 6-7 % แต่ถ้ารีบรวยมาก ผมแนะนำว่าให้เอาเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ออมได้ลงทุนในหุ้นทั้งหมด วิธีนี้ ในระยะสั้นก็เป็นสิ่งที่ค่อนข้างเสี่ยงเพราะเราอาจจะขาดทุนได้ แต่ในระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะให้ผลตอบแทนสูงสุดประมาณเกือบ 10% ต่อปีโดยที่ความเสี่ยงจะน้อยกว่าที่คนทั่วไปคิดมาก
               ข้อสาม หลังจากจัดสรรเงินลงทุนและเราได้สัดส่วนหรือเม็ดเงินที่จะลงทุนในหุ้นแล้ว ถ้าเราไม่ต้องการเร่งผลตอบแทนที่จะได้จากหุ้นเพราะเราไม่อยากจะเสี่ยงเกินไป เราก็นำเงินนั้นไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่อิงกับดัชนีตลาด แต่ถ้าเราต้องการที่จะเร่งความรวยจากหุ้นขึ้นมาให้เต็มกำลังโดยที่ความเสี่ยงนั้นยังเป็นที่ยอมรับได้ เราก็จะต้องเรียนรู้การลงทุนแบบ Value Investment หรือลงทุนแบบเต่าซื้อหุ้นเน้นคุณค่า โดยพอร์ตการลงทุนจะเป็นแบบโฟคัส นั่นคือ เราจะถือหุ้นน้อยตัว อาจจะมีหุ้นหลัก ๆ เพียง 5-6 ตัวที่คิดเป็นเงินถึง 3ใน 4 ของเงินทั้งหมดในพอร์ต ด้วยวิธีนี้ เราอาจจะสามารถเพิ่มผลตอบแทนจากหุ้นขึ้นอีก 3-4 % ต่อปี ซึ่งในระยะยาวแล้วจะทำให้เรารวยเร็วขึ้นมาก
               เมื่อได้กำหนดแนวเส้นทางสู่ความร่ำรวยแล้ว ประเด็นสำคัญต่อมาก็คือ การเลือกว่าเราจะเดินหรือวิ่งในเลนไหน นั่นก็คือ ในข้อแรก ถ้าเราจะอยากเร่งเต็มที่ ก็หมายความว่า เราอาจจะต้องเสียสละความสุขสบายโดยเฉพาะทางด้านวัตถุไปพอสมควรเป็นระยะเวลานาน ซึ่งสำหรับหลายคนก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก เพราะเขาอาจจะคิดว่า กว่าจะถึงวันที่รวย เขาก็ไม่มีแรงที่จะใช้เงินแล้ว ในข้อสองที่เป็นเรื่องของการลงทุนนั้น ถ้าจะเร่งเต็มที่ก็คือการลงทุนในหุ้น 100% นั้น เขาอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป เพราะหากเกิดวิกฤติเขาอาจจะหมดตัวได้ ที่สำคัญ เขาอาจจะเห็นว่าบ้านเป็นสิ่งที่จำเป็นเกินกว่าที่จะรอให้ร่ำรวยก่อน และสุดท้ายก็คือ การลงทุนแบบโฟคัสและใช้แนวทางการลงทุนแบบ Value Investment นั้น แม้ว่าอาจจะให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงมากหากหุ้นที่ถือไว้น้อยตัวนั้นมีอันเป็นไป เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าตนเองมีความสามารถในการเลือกหุ้นเพียงพอหรือไม่ ดังนั้น สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การเลือกเดินสายกลาง ๆ ไม่เร่งรีบรวยนัก น่าจะเป็นทางที่สมเหตุผลกว่า
               สำหรับหนุ่มสาวที่พร้อมและอยากลองเดินทางในถนนสายซุปเปอร์ไฮเวย์เพื่อที่จะเร่งความรวยตามแนวทางที่ผมกล่าวไว้นั้น ผมเองเชื่อว่าโอกาสประสบความสำเร็จและทำให้เขาเป็นอิสระทางการเงินก่อนอายุ 50 ปีน่าจะมีอยู่ไม่น้อย และสำหรับคนที่มุ่งมั่นและมีความสามารถสูง โอกาสที่เขาจะร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็น่าจะไม่เกินเอื้อม เพราะเส้นทางสายนี้ แม้ว่าคนจำนวนมากอาจจะมองว่าเป็นเส้นทางวิบากและอันตราย แต่ถ้าเราไม่หวั่นไหวท้อถอยไปเสียก่อน เราก็จะพบว่า แท้ที่จริงแล้ว มันคือเส้นทาง "สายไหม" ที่น่าท้าทาย น่ารื่นรมย์ และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คนคิดเลย


บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,864

« ตอบ #28 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2550, 23:22:12 »

Nong Max ka,
a really worthful text I ever had read!! I do agree with you from the word"longterm" ...yes,this is a really surely ,efficiently and ...safely!
I live since almost 14 years in Germany...I ask myself why my husband not step into this "challenge"..I used to ask  him why,he said"first we have to build up our base,then we can play any extra money into these stock market.we play it indirectly by invest money to any insurance,these insurance plays direct to the stock market in DAX..that why they promise us a double payback after 15-20-25 years...along the time,we have to build up any surely,dead surely base...yes,immobilien...not an expensive car,not a juwelry,not any worth hobby but a "limit" source:land,house..."
Nong Max,
my husband just step into stock market after we have built our third houses!!!the rest of money he had...few hundred Euro a month...then he invest now in: Daimler&Crysler(Merzedez Benz),Telekom,Deutsche Post,what else?...all of that is "dead surely" survival stock...he got a little
few hundred Euro back if he sells...should he sell it??? no,it is not a short term to have money in the hand but a long term...so he change his stock from here and there...but never sells it!!
What can I see from his methode??prosperous needs time to build!!needs patiently,needs a foresight and ..really really calm.
good night nong
p.nungning
บันทึกการเข้า


khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,864

« ตอบ #29 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2550, 23:57:26 »

Nong Max,
do you know why in front of DAX building in Frankfurt am Main there are 2 symbols of animal??
1. a bull
2.a bear
tell me who knows the meaning of it!!
or get back to read the text of ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร !!!
p.nungning
บันทึกการเข้า


Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #30 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 13:02:40 »

เอาอันแรกก่อนนะครับพี่

สัญญลักษณ์ที่เป็นกระทิง กับ  หมี

กระทิง มักจะพูดกันว่าช่วงนี้ตลาดกระทิง คือกำลังขาขึ้นครับ  กรโจนทะยานเหมือนวัวกระทิง

ส่วนน้องหมี นี เปรียบเสมือน กับว่าหมีกำลังจำศีล ครับ  ตลาดซบเซาครับ

เด๋วข้อบนผมขอเวลาทำความเข้าใจนิดนึงนะครับ  Cheesy
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #31 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 13:29:57 »

อ้างจาก: "khesorn mueller"
Nong Max ka,
a really worthful text I ever had read!! I do agree with you from the word"longterm" ...yes,this is a really surely ,efficiently and ...safely!
I live since almost 14 years in Germany...I ask myself why my husband not step into this "challenge"..I used to ask  him why,he said"first we have to build up our base,then we can play any extra money into these stock market.we play it indirectly by invest money to any insurance,these insurance plays direct to the stock market in DAX..that why they promise us a double payback after 15-20-25 years...along the time,we have to build up any surely,dead surely base...yes,immobilien...not an expensive car,not a juwelry,not any worth hobby but a "limit" source:land,house..."
Nong Max,
my husband just step into stock market after we have built our third houses!!!the rest of money he had...few hundred Euro a month...then he invest now in: Daimler&Crysler(Merzedez Benz),Telekom,Deutsche Post,what else?...all of that is "dead surely" survival stock...he got a little
few hundred Euro back if he sells...should he sell it??? no,it is not a short term to have money in the hand but a long term...so he change his stock from here and there...but never sells it!!
What can I see from his methode??prosperous needs time to build!!needs patiently,needs a foresight and ..really really calm.
good night nong
p.nungning


อืม...
เท่าที่อ่านคือแฟนพี่เค้าลงทุนกับพวกบริษัทประกันภัยใช่ไหมครับเพื่อที่จะได้ผลตอบแทนจาก

การที่สัญญานั้นระบุไว้ว่าจะได้เท่าไหร่ ณ เวลาไหนใช่เปล่าครับพี่  ซึ่งจากที่เรียนมานะครับ

การวิเคราะห์ว่าผลตอบแทนที่ได้นี่จะคุ้มค่ากับการลงทุนที่บริษัทประกันภัยจะยื่นให้เรามานั้น

คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่เราจะได้จากการลงทุนประเภทอื่นหรือไม่ทางการเงินเค้าจะใช้วิธี

ทาง  Time Value of money นะครับ ซึ่งมันจะมีการหาค่าของ Future Value กับ

Present Value ครับ  ซึ่งโดยมากแล้วการลงทุนกับประกันจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่า

กองทุนรวม (FundX นะครับ แต่ว่า ที่ลงทุนนั้นเพื่อหวังผลทางด้านการลดภาษีครับ

(ผมไม่รู้ว่าที่เยอรมันเค้ามีสิทธิ์ตรงนี้ด้วยไหมนะครับ)  แต่ว่าหากเราไปลงทุนกับกองทุนรวม

ก็มีกองทุนรวมที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ครับ (ในไทยมี LTF กับ RMF ครับ)



ด้านการลงทุนผมว่าหากเราไม่ใช่คนที่ติดตามข่าวสารตลอดเวลาในการจะเก็งกำไรกับหุ้น

ก็ควรจะลงทุนผ่านกองทุนรวมดีกว่านะครับเพราะว่าการที่เราจะวิเคราะห์เอง

ก็ค่อนข้างใช้เวลาพอสมควรและการที่วิเคราะห์นั้นก็ต้องใช้เครื่องมือทางการเงิน

อีกหลายตัวทีเดียวครับครับ

นอกจากข่าวที่มักจะพูดกันว่า "เค้าว่า...." ครับ  และก็อีกอย่างพวกนักวิเคราะห์เค้าเข้าถึง

ข่าวกับข้อมูลเชิงลึกได้ดีกว่าเราครับ

               จากที่พี่บอกมานั้นหุ้นที่ถือน่าจะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีใช่เปล่าครับ หากขายไปก็จะได้

กำไรไม่มากนัก   ผมจะแนะนำยังไงดีล่ะครับ.... เอาจากที่ทำงานอยู่แล้วกันนะครับ

อย่างหุ้นที่มีปันผลแน่นอน ผลตอบแทนที่จะได้รับแน่นอน เช่นพวก Property Fund

ของเมืองไทยมันจะอยู่ที่ระดับ 5-7% ครับ และพวกนี้สภาพคล่องจะน้อยครับ

เพราะว่าไม่ค่อยมีคนซื้อขายเพราะว่าพวกที่ถือไว้ต้องการที่จะได้เงินปันผลที่สม่ำเสมอจาก

ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับครับ ตั้งแต่แรกที่คิดว่าจะซื้ออยู่แล้วครับสภาพคล่องเลยน้อยไปด้วย

                พี่หนุงหนิงไม่ลองดู พวก Property Fund บ้างเหรอครับ  รายได้จากค่าเช่าที่แน่นอน

ลองดูว่าผลตอบแทนที่ได้รับนั้นพอใจหรือเปล่าถ้าเทียบกับอัตราเงินเฟ้อหรือว่า การลงทุนตัวอื่น

ไม่รู้ที่เยอรมันจะเป็นไง บ้างนะครับแต่น่าจะดีกว่าเมืองไทย

               ไม่รู้ผมจะตอบคำถามพี่ได้ตรงทุกข้อหรือเปล่านะครับ  :wink:


                                 "การลงทุน มีความเสี่ยงครับ"
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,864

« ตอบ #32 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 17:20:44 »

Nong Max,
P.ning has not much known about this...only know about any offer from a long term paying insurance...for example,she get a money from the state for 2 children..so if she spent all these money gone monthly...it is gone.but she invest it 50 Euro/month for the next 20 years each child..we get a double plus the winning from these period(they invest my money into any fond)...not bad.
then they will more money from me,they ask about my "retirement" I just apply my own insurance...also 50 Euro monthly...for the next 25 years...
If you ask how many fond like those above my husband "hind" it somewhere...a few of it...can you imgine how farang...German...build up their prosperous??one generation to another...his father did the same..now he got one another"expiried" these insurance he made it 25 years ago....what he does?? he gave it his children,grand children....my husband would not use this gift from his father into any car,any travel but...he open a new sum in any fond...many attractive payment...naturally better payment than the bank...
So when they drink beer at the meeting...they mouthtak about this topic...there are a lot of offer in day life...they want to collect your money...they want to win from your money....so it is totally normal that most farang will not carry/maintain their cash in the bank but invest it further all and can not break up untill....herr,herr....the next 15-20-25 years.
Is it concern to your investment job??
The system is quite stable...that's mean you seldom lost your money because of any fond collaborates.or the whole system fall...
So if you see a youngy-yappy farang in the age of end 20-30...herr,herr...believe me...they still have ...nothing!the heavy cash owner are....grandpa and grandma...working somewhere in their garden...they are a real....power .
p.nn
บันทึกการเข้า


ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #33 เมื่อ: 27 กรกฎาคม 2550, 02:53:20 »

For you who wanna learn more in the money management ...

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=22481&postdays=0&postorder=asc&start=0


 Shocked
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #34 เมื่อ: 11 กันยายน 2550, 23:48:42 »

ตอนนี้ เบื่อ ๆ เรื่องลงทุน เพราะ ไม่มีตังค์ ให้ลงทุน  Shocked
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #35 เมื่อ: 22 กันยายน 2550, 00:46:50 »

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=28108

การคำนวน มูลค่าหุ้นโดย วิธี Discount Cash Flow

ตัวอย่างการคิดจากคนที่ใช้ user name ว่า tok
 
อ้างถึง   

ผมลองสรุปวิธีการหามูลค่าของบริษัท โดยใช้ Discounted Cash Flow พร้อมตัวอย่างการคำนวณนะครับ

http://www.4shared.com/file/24223267/9971ad5/DiscountedCashFlow_WG.html

ตัวอย่างการใช้ Two-Stage DCF คำนวนมูลค่าของ WG โดยใช้ Assumptions ดังนี้
1. Initial Cash Flow ใช้ Free Cash Flow ของปี 2006 เท่ากับ 69 ล้านบาท
2. ผลตอบแทนที่ต้องการคือ 12% ต่อปี ได้ Discount Rate = 12%
3. สมมุติให้ Cash Flow เติบโต 10% ในห้าปีแรก และ 7% ในห้าปีถัดไป (หลังจ่ายเงินปันผล) ได้ Growth Rate year 1-5 = 10% และ Growth Rate year 5-10 = 7%
4. ให้การเติบโตในปีที่ 11 ถึงบริษัทปิตกิจการเท่ากับ 1% ได้ Terminal Growth Rate = 1%
5. บริษัทมีหุ้นอยู่ 17,850,000 หุ้น ได้ Share Outstanding = 17,850,000
6. บริษัทมีหนี้สินอยู่ 173 ล้านบาทในปี 2006 ได้ Debt Level = 173 ล้านบาท

Cash Flow ที่ทำได้ในปีที่ 1 โดยGrowth Rate 10% และ discounted ด้วย Discounted Rate 12% เท่ากับ 67.768 ล้านบาท
Cash Flow ที่ทำได้ในปีที่ 2 โดยGrowth Rate 10% และ discounted ด้วย Discounted Rate 12% เท่ากับ 66.558 ล้านบาท
.
.
.
Cash Flow ที่ทำได้ในปีที่ 10 โดยGrowth Rate 7% และ discounted ด้วย Discounted Rate 12% เท่ากับ 50.182 ล้านบาท

โดย Cash Flow ตั้งต้นในปีที่ 11 = 157.417 (Terminal Year) ล้านบาทเป็นตัวตั้งในการคำนวณ Terminal Value ตั้งแต่ปีที่ 11 เบ็นต้นไป

Cash Flow 1-10 = 602.435 ล้านบาท
Cash Flow ตั้งแต่ปีที่ 11 เป็นต้นไป = 460.765 ล้านบาท

ได้ Cash Flow รวม = 1063.2 ล้านบาท เอาค่าที่ได้ไปลบด้วยหนี้สินของบริษัท 173 ล้านบาท แล้วหารด้วยจำนวนหุ้นจะได้ Intrinsic Value = 49.87 บาทต่อหุ้น

ถ้าจะซื้อหุ้นด้วย Margin of Safety 25% ควรซื้อที่ 37.40 บาท


 Shocked
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #36 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2550, 12:48:22 »

ช่วงนี้ ใครสนใจ

ขอแนะนำ กอง ETF   -- >  Thai Dex

ของบริษัทผมครับ กองเดียวในประเทศไทย สภาพคล่องสูงครับ

ใครสนใจจะส่งหนังสือชี้ชวนฉบับย่อ ทางเมลล์ให้ครับ   Cheesy
บันทึกการเข้า
BeKamon
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235

« ตอบ #37 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2550, 12:55:04 »

คือ อะไรเหรอ Max เป็นกองทุนรวมเช่นเดียวกันเหรอ
บันทึกการเข้า

Something might change, but something never changes. (The Matrix Revolution)
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #38 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2550, 15:38:27 »

เป็นกองทุนครับ

ถือได้ว่ามีสภาพคล่องสูงมากๆ ครับ

สนใจก็เข้ามาดูที่ web บริษัทเราได้ครับ

www.one-asset.com


มีโปรแกรมที่หักเงินเดือนแต่ละเดือนแล้วไปลงทุนในกองทุนที่เราเลือกไว้ให้ด้วยนะ

ขั้นต่ำที่ 2,000 บาท

ดีตรงที่เราสามารถลงทุนในจำนวนเงินที่น้อยได้

เพราะส่วนใหญ่ลงทุนในกองทุนขั้นต่ำก็ 5,000 บาท หรือไม่ก็ 10,000 บาทครับ
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #39 เมื่อ: 17 ตุลาคม 2550, 15:43:38 »

มีใครบอกได้ไหม๊ว่าทำไมช่วงนี้หุ้นขึ้น
ม่ายเห็นจะมีปัจจัยอะไรที่เป็นบวกชัดเจนเรยย

ตาแคม  :?
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #40 เมื่อ: 17 ตุลาคม 2550, 15:49:56 »

ที่จริงปัจจัยพื่นฐานหุ้นบ้านเราบางตัวมันดีนะ

ราคาต่ำกว่าที่คารดการณ์ไว้ก็มีหลายตัวอ่ะ

โดยมากที่ตลาดขึ้นหรือว่าลงเพราะว่าฝรั่งเข้ามาซื้อและขายครับ

ยังไงตาแคมสนใจลงทุน มาเลือกใช้บริการบริษัทเราได้อ่ะ แนะนำพวก Index Fund ครับ

เกาะตลาดครับ  Cheesy
บันทึกการเข้า
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #41 เมื่อ: 17 ตุลาคม 2550, 15:53:01 »

อ้างจาก: "Max"
ที่จริงปัจจัยพื่นฐานหุ้นบ้านเราบางตัวมันดีนะ

ราคาต่ำกว่าที่คารดการณ์ไว้ก็มีหลายตัวอ่ะ

โดยมากที่ตลาดขึ้นหรือว่าลงเพราะว่าฝรั่งเข้ามาซื้อและขายครับ

ยังไงตาแคมสนใจลงทุน มาเลือกใช้บริการบริษัทเราได้อ่ะ แนะนำพวก Index Fund ครับ

เกาะตลาดครับ  Cheesy


พี่แมกซ์ หนูก้อเคยสนใจอะ มีเพื่อนเป็น Broker เคยอยากลงทุนแต่เงินทุนต่ำไปอะ (หลักหมื่น)เพื่อนบอก เลยไม่ได้ลง ยังงัยพี่แมกซ์ช่วยบอกด้วยก้อดีนะคะ ทาง PM ก้อได้ แบบว่าสนใจคะ  :lol:
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #42 เมื่อ: 17 ตุลาคม 2550, 16:29:36 »

เอาทางนี้แล้วกันนะครับ เผื่อ คนอื่นๆ อ่านแล้วสนใจครับ



ที่บริษัทพี่เค้ามีโปรแกรมการลงทุน ชื่อว่า มิลเลียนแนร์โปรแกรมครับ

คือว่าเป็นการออมเงินโดยการที่เราลงทุนในกองทุน  ซึ่งเราสามารถที่จะเลือกได้ว่า

จะลงทุนในกองทุนประเภทไหนครับ  เช่น กองทุนรวม ตราสารหุ้น(ความเสี่ยงสูง)

กองทุนรวมตราสารหนี้ (ความเสี่ยงต่ำ)  กองทุนผสม ฯลฯ

ซึ่งเงินขึ้นต่ำที่จะให้ลงทุนอยู่ที่ 2,000 บาทครับ ถ้าเป็นพนักงานบริษัท อย่างพี่

ถ้าจะเลือกโปรแกรมนี้ก็จะโดนหักจากบัญชีเงินเดือนอัตโนมัติไปลงทุนในกองทุน

ที่พี่เลือกไว้เลยครับ  แต่ถ้าเป็นคนภายนอกก็ให้แจ้งบัญชีที่เราสะดวกจะให้หักเงินครับ

โดยอาจจะไปเปิดบัญชี ใหม่เพิ่มขึ้นแล้วก็ไปใส่ตังค์ทิ้งไว้ช่วงสิ้นเดือนก็ได้ครับ

ข้อดี

- สามารถลงทุนในกองทุนได้ในราคาที่ถูกครับ เพราะว่าเวลาซื้อกองทุนขั้นต่ำโดยมาจะอยู่ที่
   
   5,000 บาท ถึง 10,000 บาทครับ

ข้อเสีย

 -  ถ้าเป็นคนที่เล่นหุ้นเอง เราจะเลือกช่วงเวลาได้ว่าควรลงทุนในช่วงไหนเช่นการช้อนซื้อใน

     ช่วงที่ตลาดหุ้นตก  แต่การลงทุนนี้จะลงทุนให้ ณ วันสิ้นเดือน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือว่าตก

     เพราะถ้าหุ้นขึ้นเราก็จะได้ของแพงมาครับ

อย่างพี่นี่ก็ลงทุนในตัวนี้เลยครับ  หุ้นอย่างเดียวครับ

http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/prospectus/FF010052.pdf

ถ้าสนใจก็บอกได้เด๋ว พี่ให้คุยกับน้อง marketing ให้ครับ

ยังไงสนใจลงทุนที่ไหน กองไหน ต้องอ่านหนังสือชี้ชวนเค้าให้ดีก่อนนะครับ
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #43 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2550, 20:11:51 »

อ้างจาก: "apirat"
มีใครบอกได้ไหม๊ว่าทำไมช่วงนี้หุ้นขึ้น
ม่ายเห็นจะมีปัจจัยอะไรที่เป็นบวกชัดเจนเรยย

ตาแคม  :?


เลือกตั้งใง พี่ตาแคม ข่าวดี

ตกแล้วจาก ไปแตะ 9 ร้อยจุด หน่อยนึง ...
สักเกต สัญญาณ ตกได้จาก ช่วงที่กองทุนต่างประเทศ เชียร์ ซื้อ  อีกสักพัก ก็จะเริ่มตก :lol:
อันนี้ ไม่ใช่ ทฤาฎีนะ อย่าเชื่อมากครับ

 
อ้างถึง   

ที่บริษัทพี่เค้ามีโปรแกรมการลงทุน ชื่อว่า มิลเลียนแนร์โปรแกรมครับ


อ่าน ๆ ดูแนวคิดคล้าย ๆ กับ Dollar Cost Average หรือ เปล่าครับ

พอดี ตอนนี้ กำลังอ่านหนังสือเรื่อง
THE INTELLIGENT INVESTOR
"คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า"
800 หน้า อ่านไปจะถึงครึ่งทางแล้ว

เห็นเขาเอ่ยถึง Dollar Cost Average ด้วย

ผมว่า เป็นหนังสือการลงทุนที่น่าอ่านครับ
มีเล่าเกี่ยวกับกองทุนแต่ละประเภท ที่อเมริกา ด้วยครับว่าเป็นอย่างไร

สำหรับคนที่เริ่มสนใจการลงทุน น่าอ่านครับ เพราะ บางทีเราอาจจะได้เข้าใจมากกขึ้นอีกหน่อยว่า

ทำไมซื้อกองทุน ทำไมซื้อหุ้น ...

แล้ว ทำไมควรลงทุน

... แต่เป็ยหนังสือที่มีฐานความคิดจาก อเมริกา นะครับ ก็ อาจจะเอามาปรับใช้กับการลงทุนบ้านเราได้ ...
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #44 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2550, 08:05:19 »

อ้างจาก: "ชาร์ป"
อ้างจาก: "apirat"
มีใครบอกได้ไหม๊ว่าทำไมช่วงนี้หุ้นขึ้น
ม่ายเห็นจะมีปัจจัยอะไรที่เป็นบวกชัดเจนเรยย

ตาแคม  :?


เลือกตั้งใง พี่ตาแคม ข่าวดี

ตกแล้วจาก ไปแตะ 9 ร้อยจุด หน่อยนึง ...
สักเกต สัญญาณ ตกได้จาก ช่วงที่กองทุนต่างประเทศ เชียร์ ซื้อ  อีกสักพัก ก็จะเริ่มตก :lol:
อันนี้ ไม่ใช่ ทฤาฎีนะ อย่าเชื่อมากครับ


ม่ายช่ายหรอกครับ ไม่ใช่ปัจจัยเลือกตั้งแน่ๆ

ตาแคม
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #45 เมื่อ: 15 พฤศจิกายน 2550, 18:48:10 »

ซื้อ LTF กันยังครับ  Cheesy
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #46 เมื่อ: 03 ธันวาคม 2550, 17:35:33 »

อันนี้ผลการดำเนินงานของ LTF ครับ

http://www.finansa-asset.com/th_fund_result.asp?L_Fund_Type=&L_Fund_Size=0%20and%20999999&L_Fund_Performance=--%20Select%20Performance%20Peroid%20--&L_Fund_Rank=All&L_Fund_Maturity=--%20Select%20Fund%20Maturity%20--&L_Fund_Manager=&Fund_Type=LTF

แต่ทั้งนี้ถ้าจะซื้อก็ไปหาโหลดพวกหนังสือชี้ชวนเค้ามาอ่านด้วยก็ดีนะครับว่า นโยบายการลงทุนของกองทุนรวมนั้น ๆ เรารับได้หรือไม่นะครับ  Cheesy
บันทึกการเข้า
Sleepy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46

« ตอบ #47 เมื่อ: 04 ธันวาคม 2550, 07:43:48 »

อ่านแล้วหนุกดี เด๋ววันหลังมาอ่านใหม่  :lol:  :lol:
บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #48 เมื่อ: 04 ธันวาคม 2550, 09:41:18 »

พี่แม็กซ์ จัดให้หน่อย
somkiat.l@tha.fujixerox.com

อยากรวย อยากรวย
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #49 เมื่อ: 12 กุมภาพันธ์ 2551, 19:27:47 »

ตอนนี้ที่บริษัท

ออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ตัวใหม่ครับ

ชื่อว่า พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟ็คครับ

return ประมาณ 7.5% ต่อปีครับ

ช่วงนี้เปิดให้จองซื้อครับ แต่ว่าไปรอซื้อช่วงเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ครับ  Cheesy
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #50 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2551, 18:48:12 »

ไม่ค่อยรู้เรื่องเลยแฮะ..ไอ้เราก็ซื้อๆขายๆไปเรื่อย..ไม่ค่อยได้สนใจ..แต่ได้ความรู้ดี
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #51 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2551, 09:37:29 »

อ้างจาก: "Max"
ตอนนี้ที่บริษัท

ออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ตัวใหม่ครับ

ชื่อว่า พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟ็คครับ

return ประมาณ 7.5% ต่อปีครับ

ช่วงนี้เปิดให้จองซื้อครับ แต่ว่าไปรอซื้อช่วงเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ครับ  Cheesy


งงจัง ขอรายละเอียดหน่อยแม็ค
ทำไมเค้าถึงคิดว่า ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ช่วงนี้แล้วจะดีอ่ะ

ตาแคม  :?  :?  :?
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #52 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2551, 10:35:05 »

อ๋อ...ตัวนี้จะไม่เหมือนตัวอื่นๆ ล่ะตาแครม

คือ ตัวนี้เป็นเหมือนกองทุนรวมแบบหนึ่ง แต่ว่าจะสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้

ซึ่งปกติแล้วกองทุนรวมจะซื้อขายกันที่ บริษัทจัดการกองทุนรวมที่เค้า ตั้งกองทุนนั้นๆ ขึ้นมาน่ะ


ถ้าถามว่า ทำไมเค้าถึงลงคิดว่าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ช่วงนี้ดี

เราคิดว่าคำถามตาแครมคงถามว่า ทำไมถึงคิดว่าลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหา ช่วงนี้ดีใช่เปล่าอ่ะ

อันนี้ไม่แน่ใจอ่ะ  อาจจะเป็นเพราะว่ารัฐบาลประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะพวกอสังหาอ่ะ

เพราะว่าการกระตุ้นทางภาคอสังหาริมทรัพย์แล้วจะทำให้ภาคอื่นๆ ได้รับการกระตุ้นไปด้วย

เช่นแรงงาน  ของตกแต่งบ้าน การขนส่ง ฯลฯ คือกระตุ้นอันนี้ทีเดียวแล้วได้ผลพวงเยอะน่ะ


ส่วนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่นำเสนอ นี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการได้รับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องอ่ะ

ไม่เน้นขายเก็งกำไรเพราะผู้ลงทุนส่วนใหญ่มักจะถือกันนานไม่ค่อยขาย

ทำให้ราคาขายในตลาดหลักทรัพย์ไม่ค่อยขยับ ตามการเก็งกำไรน่ะ

ซึ่งมันก็ได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงน่ะ 7.5% ต่อปี  น่าสนนะ
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #53 เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2551, 08:02:11 »

ได้ไอเดียเรื่อง LTF/RTF มาจากพี่อาร์ตและน้องหลิม
ว่าจะลองเล่นดู

ในบอร์ดมีใครแนะนำอะไรหรือเปล่า
กะลังจะปิดแชร์หนึ่งวง จะได้เอาเงินไปลงทุนที่อื่นต่อ

ตาแคม  :wink:
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #54 เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2551, 09:39:44 »

ดีครับ LTF

แต่ถ้าสนใจออมตังค์ขั้นต่ำ เดือนละ 2,000 บาท

โดยเลือกลงทุนในกองทุนรวมอะไรก็ได้ที่บริษัทเรามีเปิดบริการ

ถ้าสนใจก็ลองเข้าไปดุรายละเอียดหน้าweb บริษัทเราก็ได้นะ  Cheesy
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #55 เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์ 2551, 19:49:05 »

แล้วมาเปิดแชร์ในนี้กันดีมะ..กรูเป็นท้าวแชร์เอง..
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #56 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์ 2551, 12:28:54 »

ตอนทำข้อสอบ Finance

มีการเอาเรื่องแชร์มาออกด้วยอ่ะ

ถามว่ามีกี่รูปแบบ แบบไหนให้ความเสี่ยงต่างกันยังไง บอกผลดีผลเสียมา

เสร็จเลย ....ไม่เคยเล่น
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #57 เมื่อ: 04 มีนาคม 2551, 12:41:52 »

พอดีมีเสี่ย บางท่านโทรมาถามว่ามีเงินนิ่งๆ อยุ่หลายสตางค์

อยากลงทุน จะลงทุนอะไรดี  โดยสนใจการลงทุนในทองคำ จะดีไหม

อันนี้ผมว่ามันก็แล้วแต่การคาดการณ์นะ ต้องดูว่าที่ทองคำมันขึ้นเพราะว่า

อะไรด้วยมันอิงกับปัจจัยอะไร  ถ้า ณ ตอนที่เราจะขายแล้วปัจจัยนั้นนันลดลง

ก็จะทำให้ราคาทองทำลดลงด้วยอ่ะ (ตอนแรกคิดว่ามันจะซื้อทองคำเอาไปเป็นสินสอดอ่ะ)


แต่ที่จะแนะนำอันนี้ เป็นกองทุนรวมครับ

เอาตามความรู้ที่พอจะมี ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรนะครับ แบบพอรู้อ่ะ


กองทุนรวมคืออะไร  ?

          เอาคร่าว ๆ ก่อนนะครับ  กองทุนรวมคือ การลงทุนประเภทหนึ่งที่ มีการระดมเงินทุนกัน

ทั้งจากประชาชนทั่วไป และสถาบันการเงินระดมทุนกันมาลงทุนในสิ่งที่จะลงทุนโดยมีวัตถุประสงค์

เดียวกันครับ  เช่นต้องการลงทุนในหุ้นที่เสี่ยงมากๆ ลงทุนในตราสารหนี้ที่เสี่ยงน้อยๆ  เป็นต้น

ซึ่งจะสามารถหาอ่านข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวมได้ที่ สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุนครับ

www.tsi-thailand.org

การซื้อกองทุนรวม ?

           ตอนจะไปซื้อกองทุนรวม  เราต้องถามตัวเราก่อนว่าเรามีวัตถุประสงค์แบบไหน

คือโดยมากจะวัดจากความเสี่ยงครับคือ เสี่ยงมาก,  เสี่ยงน้อย, ปานกลาง  ซึ่งเสี่ยงมาก

ก็ย่อมจะได้ return กลับมากมากตาม  เสี่ยงน้อยก็จะตรงข้ามกัน  อันนี้ก็อยู่ที่ใจล่ะครับ

ว่าต้องการแบบไหน  ซึ่งถ้าแบบไม่ได้ศึกษามาเลย กองทุนรวมที่เสี่ยงมากๆ

คือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารทุน (หุ้นอย่างเดียว)  รองลงมาก็แบบผสม (หุ้นและตราสารหนี้)

แล้วก็เสี่ยงค่อนข้างน้อยก็เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้   ซึ่งตราสารหนี้นั้นก็จะแบ่งระดับความเสี่ยง

ออกเป็นแต่ละระดับอีกครับ ซึ่ง สิ่งที่จัดได้ว่า เสี่ยงน้อยสุดคือ พันธบัตรรัฐบาล  เหตุที่จัดว่าเสี่ยง

ต่ำเพราะ การที่รัฐบาล ออกพันธบัตรมาให้เราถือ โดยเหมือนกับมากู้เงินเรา แล้วเราก็ได้ดอกเบี้ย

จากพันธบัตรที่รัฐบาลขายให้เรา  ถ้าประเทศเจ๊ง ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้อะไรเลย เค้าเลยจัดว่า

ความเสี่ยงมันเป็นศูนย์ครับ บางทีเราก็จะได้ยินพันธบัตรรัฐบาลโดนเรียกว่า Gov bond บ้าง

Governtment bond บ้าง มันคืออันเดียวกันนะครับ  

             ซึ่งเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยขนาดไหน เราก็สมารถขอดู หนังสือชี้ชวน

ของกองทุนนั้นว่า เค้าจะลงทุนอะไร ....  เสี่ยงขนาดไหน....มีค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง....

ซื้อ หรือ ขายคืน ได้ที่ไหน   ยังไงถ้าจะซื้อเราต้องขอดูตัวนี้ก่อนนะครับ


Return ?

            คราวนี้มาดูว่าถ้าเราจะลงทุนในกองทุนรวมเราจะได้ Return อะไรมาบ้าง

อันดับแรกนะครับ ก็จะได้เงินปันผล  ซึ่งเราต้องดูในหนังสือชี้ชวนเค้านะครับว่า

กองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไหม (อันนี้เราจะโดนภาษีนะครับเงินปันผล)

และอีกอย่างคือ ส่วนต่างของราคาตอนเราซื้อ กับตอนเราขายคือ  ซึ่งราคาตอนเราซื้อ

ต่อหน่วยลงทุน  เค้าจะเรียกกันว่า NAV หรือ Net Asset Value หรือ มูลค่าทรัพย์สิน

ต่อหน่วยลงทุน   สมมุติว่า เราซื้อกองทุนหมีน้อย ซึ่งมี นโยบายการลงทุนในหุ้นอย่างเดียว

แบบโคดเสี่ยงแต่ return ดีมากๆ ณ ตอนต้นปี ที่ 10 บาท ต่อหน่วยลงทุน ผ่านไปสัก

สองเดือน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิมันเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจาก ผู้จัดการกองทุนนั้นๆ บริหารดี

ราคากลายเป็น 14 บาท ต่อหน่วยลงทุน เวลาเราไปขายเราก็ได้ส่วนต่างที่ 4 บาทครับ

แต่เราสามารถถามได้เลยนะครับว่า Return มันประมาณกี่ % พวกพนักงานขายเค้า

จะบอกให้ได้ครับ  พวกนี้ต้องมีใบอนุญาตทางการเงินนะครับ

ส่วนการที่เราไปซื้อตามสาขา Bank นั้น ๆ ผมคาดว่าพนักงาน Bank เค้าไม่ได้มี

ใบอนุญาตพวกนี้นะ ถ้าให้ได้ โทรไปถามหรือว่าซื้อที่สาขาของบริษัทนั้นๆ เลยดีกว่าครับ

ได้ขอมูลที่ดีกว่าน่ะ


ใครเป็นผู้บริหารกองทุน?

           บริษัทที่ทำหน้าหน้าที่บริหารกองทุนนั้นๆ โดยมากมันจะมีชื่อนำหน้าว่า

บริษัทหลักทรัพย์จัดการ,   บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม, บลจ (บอลอจอ) ....

ชื่อจะแนวๆ นี้ครับ

ปัจจุบันมีทั้งหมด 21 แห่ง ซึ่งจะมี สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาด

หลักทรัพย์มากำกับดูแล อีกทีหนึ่งเพื่อให้เป็นไปตามหลักกฎเกณฑ์ครับ ทำผิดมีปรับ

มีโทษให้ครับ.....  ส่วนคนที่บริษัทกองทุนนั้น ๆ เค้าจะเรียกกันว่า ผู้จัดการกองทุน

หรือว่า Fund Manager ครับ พวกนี้นั้นจะมี ใบอนุญาต ทางการเงินครับแสดงให้เห็นว่า

มีความรู้ทางด้านการเงินที่ดีที่จะมาบริหารเงินของเราได้ ซึ่งใบอนุญาตตัวนี้จะมีแบบสากล

และแบบของไทยเราเองครับ แบบสากลเรียกว่า CFA ครับ ส่วนแบบไทยเรียกว่า ซีซ่า ครับ

CISA  ซึ่งทั้งหมดจะมี 3 Level ด้วยครบ Level 3 นั้น นับหัวได้ในเมืองไทยครับ

ซึ่งกองทุนรวมนั้นถือได้ว่าเป็นนิติบุคคล อีกบุคคลหนึ่งครับ หากว่าบริษัทจัดการเจ๊งบ๊งไป

กองทุนที่เราลงทุนนั้น ก็ไม่ได้เจ๊งตามไปด้วยนะครับ แต่ว่าจะถูกเปลี่ยนไปบริหารโดยที่อื่นแทน


จะเลือกซื้อที่ไหน?

              เมื่อได้ ความเสี่ยงที่ต้องการ ประเภทที่ต้องการแล้ว  ก็มาดูว่าจะซื้อของ

บลจ. ไหนดีครับ  ก็บอกว่าแล้วแต่สะดวกครับ เพราะว่าแต่ละที่ก็จะมีผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

ที่แตกต่างกันออกไป เก่งไปคนละแบบครับ แต่ทั้งนี้ต้องดูนะครว่า เค้าอำนวยความสะดวก

ในการให้ข้อมูลเราขนาดไหน ถูกต้องไหมนะครับ



** แค่นี้ก่อนแล้วกัน  ใครมีไรลองถามๆ มาดูนะครับเผื่อตอบได้อ่ะ จะได้มาลงทุนกันอ่ะครับ**

** ชาร์ปมีอะไรแชร์ไหม**
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #58 เมื่อ: 10 มีนาคม 2551, 22:05:52 »

หวัดดีครับ พี่น้อง

พอดีตอนนี้พอมีเงินเหลือเก็บบ้างครับ เลยยสนใจจะลงทุนคร้าบ ฝากธนาคารแล้วท้อใจคร้าบ
ไม่ทราบว่าพอจะแนะนำได้ไหมครับ ส่งรายละเอียดมาที่ jakkreepan@hotmail.com ได้เลยครับ

 :lol:

คนตังค์เหลือ
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #59 เมื่อ: 11 มีนาคม 2551, 18:57:30 »

ไข่แล้วโดนภาษีเยอะเปล่า

ถ้าโดนภาษีเยอะ ก็ให้ไปลงทุนพวก LTF น่ะ แต่ต้องลงทุน 5 ปีนะ

(เงินต้องเย็นนะ ไม่ได้รีบใช้ไปขอสาวอ่ะ)

แล้วรับความเสี่ยงได้ขนาดไหน Huh?

 Cheesy

เพื่อนๆ ครับ

จะมีหุ้น ชื่อ PFFUND เข้าตลาดหลักทรัพย์วันที่ 20/3/51 นี้นะครับ

อยู่ในหมวดอสังหาริมทรัพย์  (กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค)

Return ประมาณ 7-8 % ต่อปี การันตี 5 ปีครับ

แต่ว่าสภาพคล่องมันจะต่ำมากๆ น่ะครับ คือว่าซื้อแล้วต้องถือยาว

ด้วย มันไม่ค่อยมีคนซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ครับ

เพระว่าจะเน้นเอาปันผลกัน  ถ้าสนใจก็ลองหาๆ ดูเผื่อมีคนขาย

ราคาตอนวันจองอยู่ที่ 10 บาทครับ แต่ว่าตอนวัน IPO

(Initial Public Offering) (วันที่เปิดซื้อขายวันแรก)

ในตลาดหลักทรัพย์อาจต่ำกว่านั้นครับ  ปันผลปี 2 สองครั้งครับ
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #60 เมื่อ: 11 มีนาคม 2551, 20:41:01 »

อ้างจาก: "Max"
ไข่แล้วโดนภาษีเยอะเปล่า

ถ้าโดนภาษีเยอะ ก็ให้ไปลงทุนพวก LTF น่ะ แต่ต้องลงทุน 5 ปีนะ

(เงินต้องเย็นนะ ไม่ได้รีบใช้ไปขอสาวอ่ะ)

แล้วรับความเสี่ยงได้ขนาดไหน Huh?


ตอนนี้เราทำงานที่นี่ ต้องเสียภาษีให้ที่นี่ แต่รายได้เราที่ได้ไม่เกี่ยวกับภาษ๊ ทางบริษัทเค้าแยกจ่ายให้ต่างหาก
เราก็เลยกำลังลังเลว่า จะเล่นกองทุนรวมดีไหม ถ้าเราหักภาษีไม่ได้ ตอนนี้ก็ดูรายละเอียดของพวกพันธบัตร กับตราสารหนี้อยู่ แต่ยอมรับเลยว่า งงชะมัด แต่ตอนนี้เจอความผันผวนของเงิน ก็แย่แล้ว เหมือนเงินเราลดลงๆเรื่อย เลยอยากจะปรึกษาว่า ทำอย่างไร
จริงๆ เราสามารถแยกส่วน ที่เป็นเงินเย็นได้ เงินร้อนได้น่ะ รบกวนแนะนำแล้วกัน ว่าไปหาศึกษาข้อมูลที่ไหน พอดีเราไปตามอ่านที่พวกนายแปะๆไว้ มัน advance เกินเลยงง

ขอบคุณมากครับ
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Mouy (Again)
มือใหม่หัดเมาท์
*

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 150

« ตอบ #61 เมื่อ: 11 มีนาคม 2551, 22:25:08 »

เอ... รู้สึกว่าแต่ละประเทศจะมีวิธีการลงทุนที่ต่างกันนะ ว่าแต่ไข่จะลงทุนที่ประเทศไหนล่ะ... อย่างพี่บางคนที่อยู่ออสเตรเลีย เค้าก็ไปลงทุนทองคำนะ... กฎหมายและการส่งเสริมการลงทุนของแต่ละประเทศไม่เหมือนกันน่ะ... อย่างบ้านเราต้องการให้คนเอาเงินมาฝากเข้ากองทุนรวมเยอะๆ ก็เลยมีกฎหมายในเรื่องของการลดหย่อนภาษี ดังนั้น ศึกษาให้ดีก่อนการลงทุน..แหะๆๆ.. ได้ช่วยไหมเนี๊ยะ... :shock:
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #62 เมื่อ: 12 มีนาคม 2551, 01:13:08 »

อืม น่าคิดครับพี่ ผมไม่เคยลองศึกษาของที่นี่เลยว่าเป็นไง ต้องลอง จริงๆผมตั้งเป้าจะเอาเงินกลับไปลงทุนที่เมืองไทยอย่างเดียว ขอบคุณครับ จะลองศึกษาทางนี้ดู

แหม นี่น่าจะเชื่อแม่แต่แรก หาแฟนเรียนบัญชี ป่านนี้รวยไปแล้น
 :lol:
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
BeKamon
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235

« ตอบ #63 เมื่อ: 12 มีนาคม 2551, 08:47:38 »

อ้างจาก: "Mr.EggMan"


รบกวนแนะนำแล้วกัน ว่าไปหาศึกษาข้อมูลที่ไหน พอดีเราไปตามอ่านที่พวกนายแปะๆไว้ มัน advance เกินเลยงง

ขอบคุณมากครับ


มาแนะนำแหล่งข้อมูลในการลงทุน

ช่วงนี้ตลาดหลักทรัพย์เขาทำ SET Corner แจกให้กับห้องสมุดหลายๆ แห่งรวมทั้งห้องสมุดที่ทำงานอยู่ด้วยค่ะ

มีหนังสือหลายๆ เล่มที่เกี่ยวกับการลงทุน ถ้ากลับมาบ้านเราว่างๆ ก็มาใช้ห้องสมุดได้นะ (สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ซ.พัฒนาการ 37)

หรือจะเข้ามาทางอินเทอร์เน็ต ก็มี E-Learning ในเว็บห้องสมุด http://library.tni.ac.th

แล้วคลิกที่ TSI E-Learning ค่ะ จะมีข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน หุ้น และการออมเงิน เชิญชวนให้ช่วยใช้หน่อยนะคะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ได้บ้าง :wink:
บันทึกการเข้า

Something might change, but something never changes. (The Matrix Revolution)
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #64 เมื่อ: 12 มีนาคม 2551, 10:07:08 »

อ้างจาก: "Max"
พี่ก็ไม่รู้ว่าถือเป็นการ Financing หรือเปล่าอ่ะ

แต่ถ้าใจเย็นพอ แล้วมาลงทุน แบบลองเทอมด้วย ก็ลองอ่านนี้นะ

พี่ว่าผลตอบแทนมันโอเค เลยอ่ะครับ

"พลังของการถือหุ้นไว้เฉยๆ"

เชื่อว่านักลงทุนทุกท่านคงเคยได้ยินกองทุนรวมประเภท Index Fund มาบ้าง

กองทุนประเภทนี้มีวิธีการลงทุนที่แปลก กล่าวคือ ซื้อหุ้นทุกตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีหุ้นอะไรสักอย่างแบบปูพรมคือซื้อทุกตัวแล้วก็ถือมันไว้เฉยๆ อย่างนั้นโดยไม่บริหารจัดการ ถ้ามีใครมาซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มก็เอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นในดัชนีเพิ่มแบบปูพรมในวันนั้นทันทีอีกโดยไม่มีการรอจังหวะที่เหมาะสม ถ้าได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุนมาก็เอาเงินที่ได้นั้นกลับไปซื้อหุ้นเดิมอีกเช่นกัน

คุณว่านโยบายการลงทุนแบบนี้จะทำผลงานได้ดีแค่ไหน?

เผอิญว่าในตลาดหุ้นไทยมีกองทุนแบบนี้อยู่ด้วย นั่นคือ กองทุนรวมทหารไทย SET50 ซึ่งลงทุนในหุ้นทั้ง 50 ตัวที่อยู่ในดัชนี SET50 Index แบบปูพรม ปรากฏว่าผมเพิ่งไปเช็คมาหมาดๆ ผลตอบแทนรวมตลอด 3 ปีที่ผ่านมาของกองทุนนี้เท่ากับ 48.34% (ผลตอบแทนรวมตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเท่ากับ 20.94%)



ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเจอทั้ง ซึนามิ ไข้หวัดนก สถานการณ์ภาตใต้ รัฐประหาร มาตรการ 30% และระเบิดกลางกรุง แต่การถือหุ้น "ไว้เฉยๆ" โดยไม่พยายามขายหนีความเสี่ยงมาถือเงินสดไว้ชั่วคราว หรือพยายาม BLASH ให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น กลับทำผลงานได้ถึง 48.34% หรือเพิ่มขึ้นมาเกือบครึ่งหนึ่งของพอร์ตเลยทีเดียว เห็น "พลังของการถือหุ้นไว้เฉยๆ" มั้ยครับ การถือหุ้นไว้เฉยๆ นั้นจริงๆ แล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจผันผวนบ้างตามข่าวที่เข้ามากระทบ แต่ในระยะยาวแล้วราคาหุ้นจะขึ้นไปตามกำไรที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นของธุรกิจ

แล้วลองเปรียบเทียบกับผลงานของพอร์ตแบบซื้อๆ ขายๆ ของคุณดูสิครับ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คุณสร้างผลตอบแทนโดยรวมได้สักเท่าไร?  

copy from http://api.settrade.com/blog/1001ii/2007/06/13/70


เพื่อนไข่ ลองอ่านอันนี้ดูนะ

คือเราเข้าใจนะว่ามันจะแบบ งงๆ  แล้วมันก็มีความรู้สึกกลัวผสมด้วย

เพราะมันคือการลงทุน เอาเงินเราไปลงทุน

เอาอย่างนี้อยากให้ลองจัดพอร์ตของเราก่อนว่าเราจะเอาตราสารหนี้เท่าไหร่

ตราสารทุนเท่าไหร่ เคยมีอาจารย์บอกว่าให้คิดง่ายๆ เหมือนจัดทีมฟุตบอล

อยากได้ยิงเยอะๆ ก็ศูนย์หน้าเยอะหน่อย 4-3-3  ถ้าแบบ ไม่เสี่ยงก็กองหลังเยอะหน่อย

ไว้เจอกันจะเอาหนังสือเล่มนี้ให้แล้วกัน

- ลองจัดความต้องการของตัวเองดูนะว่าจะเอาแบบไหน 60-40  หรือ 50-50

คือความเห็นเรานะอายุเรายังน้อย ควรแบบเสี่ยงๆ ก่อน 70-30 หรือ 60-40 ก็ดีนะ

ตราสารทุน-ตราสารหนี้

- ตราสารทุนเราอยากแนะนำ พวก Index Fund ตามที่เราเอามาให้อ่านข้างบนน่ะ

คือมันจะขึ้นลงผันผวนตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์น่ะ เราก็ลงกองประเภทนี้อยู่น่ะ

โดยเราให้บริษัทหักจากเงินเดือนเอาไปลงกองทุน ประเภทนี้เลย ซึ่งในเมืองไทย

มักจะมีชื่อว่า Set50 น่ะ  เราว่า return มันดีทีเดียว

- Set50 คือการที่ตลาดหลักทรัพย์คัดเลือกหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

ที่มีสภาพคล่อง การซื้อขายที่บ่อยๆ จำนวน 50 ว่ามีตัวอะไรบ้างน่ะ จะมีการจัดลำดับทุก

ครึ่งปีมั้งถ้าจำไม่ผิด ถ้าจะลงทุนพวกนี้ก็ลองถามๆ แต่ละที่ว่า return เท่าไหร่

แล้วลองพิจารณาดู

- ส่วนตราสารหนี้กองพวกนี้ return จะไม่สูงมากนัก มีแบบรับประกันเงินต้นด้วย

แต่ว่าก็ต้องยอมรับกับผลตอบแทนที่ต่ำอ่ะ ต้นมันก็สนใจกองนี้อยู่

- ยังไง ลองดูที่ของตุรกี น่าจะมีพวกบริษัทที่เป็น Fund  หรือ Asset Management

อยู่น่ะ  ลองถามๆ หากองทุน Set50 ดูเพราะว่าน่าจะคล้ายๆ กันล่ะ หนังสือหรือทฤษฎีการลงทุน

มันก็เรียนๆ เล่มเดียวกันน่าจะไม่ต่างกันมากนักล่ะ
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #65 เมื่อ: 12 มีนาคม 2551, 14:01:26 »

ที่ยุโรป ระวังเรื่อง suprime ที่เกิดจากสหรัฐ ด้วยนะครับ

....

ผมมีบทความมาให้อ่าน ...

สหรัฐขย่มโลก
 
11 มีนาคม พ.ศ. 2551 00:00:00
 

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งอย่างหนักอีกครั้งในการซื้อขายเมื่อวานนี้ (10 มี.ค.) ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ร่วงไป 14.92 จุด ด้านหนึ่งอาจจะมองเป็นภาวะการเก็งกำไร ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐเป็นระยะ แต่หากมองย้อนกลับไป จะบอกเราในตัวแล้วว่าปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐหนักหนากว่าที่คาดไว้มาก และที่ผ่านมา นักธุรกิจ นักลงทุนในตลาดหุ้น หรือรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่ม "มองดี"

โดยเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐสามารถที่จะจัดการปัญหาได้ เพราะเป็นแหล่งที่ระดมผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ การเงิน แถมมีนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของทุนนิยมโลก แต่เมื่อดัชนีสำคัญเศรษฐกิจสหรัฐถูกประกาศออกมา จะเห็นว่าเอาเข้าจริงแล้ว ภาพที่สวยงามของสหรัฐ เป็นแค่ "มายา" ที่ถูกหยิบมาเพื่อลวงตาชาวโลก โดยเฉพาะนักลงทุนที่หลงเป็นเหยื่อของการเก็งกำไร ที่ถูกปล่อยข่าวดีมาเป็นระยะ เพื่อเป็นเงื่อนไขล่อให้นักลงทุนเข้ามา ก่อนที่จะเทขายหุ้นในช่วงหลัง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

วานนี้ (10 มี.ค.) ดัชนีนิกเคอิในตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดปรับลงต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง ลดลง 1.96% ส่วนหนึ่งเพราะได้รับผลจากการตกลงของหุ้นโซนี่ คอร์ป และหุ้นกลุ่มส่งออก ขณะที่ข้อมูลตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐลดลงกว่า 6 หมื่นตำแหน่ง ทำให้วิตกว่าสหรัฐอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว ตลาดหุ้นจีนที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อปิดตลาดดัชนีคอมโพสิตทำสถิติตกต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ร่วงลง 3.59% ตลาดหุ้นอินเดียดิ่งลงกว่า 3% หรือลดลง 494.28 จุด ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ดัชนีร่วงลง 38.80 จุด หรือ 2.33% เมื่อปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 1,625.17 จุด

ส่วนตลาดหุ้นมาเลเซียมีความพิเศษกว่าประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม เพราะนักลงทุนตื่นกลัวพากันถอนตัว และกังวลกับผลการเลือกตั้ง เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 50 ปี ทำให้ต้องหยุดพักซื้อขาย 1 ชั่วโมง หลังดัชนีดิ่งลงถึง 10% ตลาดหุ้นออสเตรเลียดัชนีปิดตลาดปรับลดลง 1.6% ตลาดหุ้นนิวซีแลนด์ปิดตลาดดัชนีลดลง 0.60% ตลาดสำคัญในยุโรปพากันปรับลดลงถ้วนหน้า

ปรากฏการณ์หุ้นดิ่งทั่วโลก เป็นการบ่งชี้ว่าปัญหาซับไพร์มในสหรัฐ ได้ขยายในวงกว้างและลงลึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากธนาคารขนาดใหญ่ทั้งในสหรัฐและยุโรป มียอดขาดทุนสูงกว่าที่คาดการณ์ รวมถึงสภาพคล่องระหว่างธนาคารในยุโรปตึงตัว และอาจลามสร้างความเสียหายให้กับสถาบันประกันความเสี่ยงหุ้นกู้ ที่สำคัญ อาจจะเห็นธนาคารขนาดเล็กในต่างประเทศล้มละลาย "นำร่อง" ในไม่ช้า ซึ่งจะเป็นสัญญาณวิกฤติขั้นสุดท้ายของปัญหาซับไพร์ม

ซึ่งเมื่อบวกกับปัจจัยราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นปิดเหนือบาร์เรลละ 105 ดอลลาร์ จะยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจทั่วโลกย่ำแย่ลงไปอีก เหตุผลหลักที่ปัญหาซับไพร์มยากแก่การยุติแถมขยายไปสู่สินเชื่อประเภทอื่น เพราะมาตรการด้านภาษีที่รัฐบาลสหรัฐคลอดออกมานั้น เป็นเพียงการบรรเทาปัญหาของประชาชน ที่ถูกยึดบ้านกันถ้วนหน้า แต่แก่นแท้ของวิกฤติมีความคล้ายคลึงกับปี 2540 ของไทย เพราะหัวใจอยู่ที่ "ภาคสถาบันการเงิน" ที่มีปัญหาเรื่องทุน ซึ่งการแก้ต้องมีการเพิ่มทุนกันจำนวนเงินมหาศาล

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มทุนในภาคสถาบันการเงินสหรัฐจะสำเร็จได้ ภาครัฐต้องมีส่วนเข้าเพิ่มทุน เช่นที่รัฐบาลไทยปฏิบัติผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เมื่อปี 2540 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากวัฒนธรรมสหรัฐและประเทศอยู่ในช่วงเลือกตั้งด้วยแล้ว ถือว่า "ยากมาก" เพราะโดยธรรมชาติประชาชนสหรัฐจะเข้าใจตรงกันว่า หากเอกชนบริหารขาดทุนแล้ว ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง รัฐบาลไม่ควรนำภาษีประชาชนไปอุ้มสถาบันการเงิน

ดังนั้น จึงไม่มีนักการเมืองรายใดเสนอเป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาแม้จะรู้ต้นตอก็ตาม ส่วนความคาดหวังที่จะให้นักลงทุนจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือตะวันออกกลางเข้ามาทุ่มเม็ดเงินให้นั้น ในระยะสั้นคงยาก เพราะไม่มั่นใจว่า "ความเสียหายจะยุติเมื่อไร" หากเร่งเพิ่มทุนเข้าไปอาจจะสูญเสียได้อีก ดังนั้น จึงเลือกที่จะรอมากกว่า ดังนั้น ปรากฏการณ์วิกฤติในสหรัฐ สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำ คือบอกความจริงให้ประชาชนและนักลงทุนรู้ว่าปัญหานั้นรุนแรงแค่ไหน และประเทศต้องเตรียมพร้อมอย่างไร โดยเฉพาะผลกระทบต่อส่งออก ขณะเดียวกันต้องหันมาเน้นการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาครัฐมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ก็เป็นเพียงชะลอผลกระทบ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยฝากชะตากรรมกับการส่งออกมานานเกินจะแก้ในระยะสั้นได้
 

.....


อ่านก็เก็บเป็นประเด็นมาคิดครับ  อย่าเพิ่งเชื่ออะไร ...


.....


เรื่องการลงทุน  ผมถนัดหุ้นมากกว่าครับ เลยไม่ค่อยสนใจกองทุนเท่าไรนัก เพราะ ไม่ค่อยเชื่อใจผู้ริหารกองทุนเท่าไรนัก แถม บางอย่าง หุ้นดีแต่ขนาดเล็ก บริษัทกองทุนก็ไม่สามารถไปซื้อได้เพราะ มีข้อจำกัด กฎบังคับอยู่ ....

ถ้าเรื่องลงทุนในหุ้น  ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ ของ ดร.นิเวศน์  ครับ
เริ่มต้นผมเริ่มอ่านเรื่อง  ตีแตก ... ได้ idea มาอะเลยครับ

....

การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดคือ ทำธุรกิจ เองครับ ... ส่วนเรื่องความเสี่ยง ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้แค่ไหน

....

แต่ถ้าสำหรับเราคนฐานะปานกลาง  น่าจะมีแผนการใช้เงิน และ มองยาวไปอีก 10 ปี เป็นอย่างน้อย

เช่น เราต้องการใช้เงินเดือนละ 10000 บาท ... ถ้าเราอยากมีอิสระทางการเงิน ก็ดูว่า จะถือทรัพย์สินอะไรที่ ให้ดอกเบี้ยหรือปันผล เดือนละ 10000 (ปีละ 1.2 แสน)

ถ้า พันธบัตร ให้ผลตอบแทน 5%  ... เราก็บอกว่า มีพันธบัตร  อยู่ 2.4 ล้านบาทก็ ok แล้ว

คราวนี้ค่อยมาคิดต่อไปว่า จะทำอย่างไร ให้มีทรัพย์ สิน(พันธบัตร)ที่  2.4 ล้าน

ก็มาพิจารณาผลตอบแทนในการลงทุน  ...แบบปีต่อปี ไปเรื่อย ๆ ว่า เราควรจะมีผลตอบแทนปีละเท่าไร และให้ทบต้นไปเรื่อย ๆ

....

..

ส่วนเรื่องกองทุน ... ผมคงเสนอว่า ดูผู้บริหารกองทุน แนวทางที่กองทุนลงทุน  ทรัพย์สอนของกองทุน อย่าเพิ่งไปดูเฉพาะ ผลตอบแทนที่เกิดในอดีตอย่างเดียวครับ

...
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #66 เมื่อ: 12 มีนาคม 2551, 17:20:26 »

ถ้าไม่มีเวลาศึกษาข้อมูลมากนัก

ก็มาลงกองทุนรวมครับ  บริษัทผมก็ได้  Cheesy

เพราะถ้าเล่นหุ้นเอง  เราก็ต้องกระจายพอร์ตเป็นเพื่อกระจายความเสี่ยง

ยังไงถ้าจะลงหุ้น ....ผมก็ยังเชียร์ให้ลง กองทุนรวมประเภท Index Fund

หรือ Set50 ครับ  พอมีความรู้สักพักแล้วค่อยไปเล่นหุ้นเองครับก็ได้ครับ

เพราะยังไงข่าวสาร ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว การตัดสินใจ

สิ่งเหล่านี้ถ้าเล่นหุ้นเองผมไม่รู้นะว่าจะเข้าถึงได้ขนาดไหน

ใช้บริการมืออาชีพ ก็ดีนะครับ  Cheesy

** ชาร์ป สนใจ Property Fund ไหม Yield ดีนะ  :wink:
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #67 เมื่อ: 12 มีนาคม 2551, 18:33:25 »

ขอบคุณทุกๆคนมากครับ

ผึ้ง (แหมชื่อนี้แสลงใจ)

ขอบคุณมากเหมาะสำหรับมือใหม่อย่างผมมาก จะรีบให้จบหลักสูตรไวไว

Max and Sharp

ขอบใจหลายๆ เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นมากแล้วจะรีบอ่านและทำความเข้าใจ ไม่เกินอาทิตย์คงจะมีอะไรมาคุยด้วยแน่นอน

ป.ล. Max ไว้เรากลับเมืองไทย (คงประมาณ เม.ย.นี้) อาจจะได้คุยกันละเอียดๆ ว่าแต่เปลี่ยนเบอร์รึป่าว เราเคยได้มาจากต้น

 Cool
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #68 เมื่อ: 12 มีนาคม 2551, 18:54:41 »

อูย..มีแต่รวยๆไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรกันทั้งนั้นเลย...แบ่งๆมาให้แถวๆนี้ลงทุนบ้างก็ได้นะ
บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #69 เมื่อ: 13 มีนาคม 2551, 10:17:26 »

ถ้าเหลือเยอะแนะนำทำธุรกิจกับน้าแครมครับ


ไม่ยาก ขึ้นดอย รับเด็ก ส่งเด็ก รับตังค์...ง่ายมั้ยครับ



การลงทุนมีความเสี่ยง.... :lol:  :lol:
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #70 เมื่อ: 09 เมษายน 2551, 08:00:34 »

ถึง น้องหลิม เพื่อนแม็กซ์ และทุกๆ ท่าน
ช่วงนี้มีไรเด็ดๆ ซักตัวไหม๊
เงินกะลังร้อน

ตาแคม
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #71 เมื่อ: 09 เมษายน 2551, 09:49:22 »

น้าแคม การลงทุนมีความเสี่ยง....

ช่วงนี้ลองดูเป็นพวกกองทุนรวมที่คุ้มครองเงินต้นก็ได้นะ

แล้วดูว่า ผมตอบแทนกี่ % อายุการลงทุนกี่เดือน เพราะมันจะถอนออกมาก่อนกำหนดไม่ได้

ดูว่าจะใช้เงินช่วงไหน

เห็นว่ามีออกมากันเรื่อยๆ ของแต่ละ บริษัทจัดการกองทุนรวมน่ะ

ซึ่งเค้าจะเงินนี้ไปลงทุนที่หลากหลายเช่น พันธบัตรรัฐบาล, ทองคำ ฯลฯ

ลองดูนะ

** ไปทำรายมาอ่ะ ได้เงินมาเยอะ  Cheesy
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #72 เมื่อ: 17 เมษายน 2551, 16:14:08 »

มีบทความเกี่ยวกับ Asset Allocation มาให้อ่านครับ

สำหรับเสี่ยๆ ที่ไม่รู้จะจัดการกับเงินที่มีมาก ล้นอย่างไรอ่ะ

ตอนที่1

http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/Education_t.asp?EduID=38

ตอนที่ 2

http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/Education_t.asp?EduID=39

ตอนที่ 3

http://www.one-asset.com/ThailandMutualFund/ETF/Education_t.asp?EduID=40
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #73 เมื่อ: 10 มิถุนายน 2551, 11:30:18 »

ใครซื้อ LTF ไว้

ทยอยซื้อ ถัว ไว้ก็ดีนะครับ

น่าจะหลุด 800 แล้วครับ  Cheesy
บันทึกการเข้า
Sleepy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46

« ตอบ #74 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2551, 07:24:04 »

ถามหน่อยเด่ะ Max ตอนนี้ราคาทองเป็นไงว่ะยังน่าเล่นป่าวอ่ะ ปกติที่นี่(ฮ่องกง) เพื่อนๆมันเล่นทองกัน เล่นค่าเงินบ้าง Fund ไม่ค่อยมีเพราะมันค่อนข้างนาน เล่นหุ้นมีบ้าง(แต่ขี้เกียจนั่งเฝ้าอะ แล้วก็ไม่ค่อยรู้พื้นฐานหุ้นที่นี่อะ บทวิเคราะห์หุ้นก็อ่านไม่ออก)
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #75 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2551, 11:03:33 »

ทองคำ ไม่ค่อยรู้อ่ะ

แนะนำได้แค่ว่ามึงลองดูปัจจัยที่มันจะทำให้ทองขึ้นลงแล้วกัน

อืม...เป็นนักเก็งกำไรมันเสี่ยงเน้อ

ไงช่วงนี้เก็บๆ เงินอย่างเดียว แล้วลงอะไรที่มันไม่เสี่ยงมาก

ใกล้ๆ กับเงินอัตราเงินเฟ้อ ก็ดีอ่ะ ค่อยดูๆ ต้นปีหน้าอีกทีแล้วกัน

น่าจะดีกว่าน่ะ  Cheesy
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #76 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2551, 21:02:23 »

มรึงช้าไปประมาณ 2 ปีว่ะ..ไอ้แบต..ตอนนี้ราคาสูงมากๆ..ย่อตัวลงนิดหน่อยประมาณ 300-500 ได้นิดๆหน่อยๆน่ะ..แต่ถ้าคิดว่าจะเฉลี่ยทรัพย์สินที่มี..ก็ OK นะ..

โอ้ย...ติดหุ้นๆๆๆ เซ็งโคดๆ..
บันทึกการเข้า
Sleepy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46

« ตอบ #77 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2551, 21:20:18 »

เย้เงินเดือนกรูขึ้น 3% เงินบาทอ่อน อัตราแลกจาก 4.1 บาทต่อ 1 HKD ขยับเป็น 4.23 (รอกลับเป็น5.5บาท...บิ๊กจิ๋ว.จ๊ามาเป็นนายกอีกรอบนะฮะ).... :lol:  :lol:
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #78 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2551, 12:25:03 »

เงินเฟ้อ 8% ดีใจด้วยไอ้แบต..
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #79 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2551, 12:30:41 »

โต้งติดตัวไหนน่ะ....


หุ้น ต่างชาติมันก็ขายเรื่อยๆ นะ  ไม่เข้ามาซื้อ

ไม่รู้ว่าจะให้ลงไปถึงเมื่อไหร่ถึงเข้ามาซื้ออีกที


วันก่อนไปประชุมมา  บางท่านบอกว่า มีต่างชาติรายใหญ่ๆ สองรายทางการเงิน

ย้ายฐาน ขายกิจการ ออกจากไทยอ่ะ  ตลาดน่าจะหลุดยาวอ่ะ

มีอะไรก็ใจเย็นๆ บางท่านบอกว่าน่าจะหลังไตรมาสแรกปีหน้าครับ  Cheesy
บันทึกการเข้า
Sleepy
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46

« ตอบ #80 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2551, 20:28:07 »

สรุป 3%-8 % เชี้ย เงินเดือนลด 5% จวยเอ๋ย  :x  :x  :x  :x  เด๋วเช็คเงินเฟ้อที่นี่ก่อน เด๋วนี้ข้าวแกง กทม. ก็ 35 -40 แล้วเด่ะ แสด
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #81 เมื่อ: 14 มิถุนายน 2551, 12:09:30 »

ติดเพียบ..SCC 240 บาท PTTAR 34.25 บาท TOP ประมาณ 60 บาท..ติดตั้งพอร์ตประมาณ 8%..

เงินเฟ้อ 8%..หุ้นลบอีก 8%..ได้ปันผลประมาณ 5% สรุปขาดทุน 10%...โอ้ มาย กอด...
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #82 เมื่อ: 14 มิถุนายน 2551, 12:34:21 »

เพื่อนโต้ง เราอยากรู้อ่ะ ที่พวกผู้ใหญ่เค้าบอกว่า

โครงการก่อสร้าง พวกใหญ่ๆ จะหยุดสร้าง หรือหยุดชะงักน่ะ

จริงเปล่า...  ได้ข่าวเปล่า....ที่หยุดเพราะต้นทุนสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะเหล็ก

ถ้าจริง....มีนักวิเคราะห์บางท่านบอกว่ามันจะเข้า Cycle ของอสังหา อีกรอบน่ะ  Cheesy
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #83 เมื่อ: 15 มิถุนายน 2551, 21:38:55 »

หยุดแน่นอนเพื่อน max ที่บริษัทเรามีฝ่ายหาลูกค้า ทำท่าจะเซ็นต์สัญญาตั้งหลายงาน กลายเป็นหยุดนิ่งหมดเลย เหล็กขึ้นจาก 25 บาทเป็น 40 บาทภายในประมาณ 3 เดือน และค่าน้ำมันด้วย..

ขนาดโครงการทางลอดแยกอะไรจำไม่ได้ประมาณ 300 ล้าน ผู้รับเหมาเคาะลดราคา 25 สตางค์แล้วหยุดกันทุกรายเลย..

งานนี้อีกนาน..และมันสาหัสกว่าปี 40 เพราะว่า คนที่ได้รับผลกระทบรอบนี้..เป็นทุกๆคนในประเทศ รากหญ้า พนักงานบริษัท โดนกันหมด ตอนโน้นยังจำกัดคนที่ได้ผลกระทบและค่าครองชีพยังถูก..กำหนดการแก้ปัญหามีระยะเวลาชัดเจน..

แต่ตอนนี้..มันยังทะเลาะกันไม่เลิก..ที่คุยกับเจ้าของโครงการ..ตอนนี้..ไม่มีหนี้ดีที่สุด ประคองไปประมาณ 2 ปีเป็นอย่างน้อย
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #84 เมื่อ: 16 มิถุนายน 2551, 07:38:05 »

ช่วงนี้ ผมเอาดัชนีของผมเองเป้นตัววัดว่ะ
เพราะผมอยู่ในด้านงานขาย
คุยกับหลายๆ ราย หลายๆ คน
มีแนวโน้มเดียวกัน คือ การซื้อชะลอตัวลง
การลงทุนชะลอตัวลง

แต่ก้อไม่ต้องตกใจ โวยวาย โลกจะแตกอะไรไป

เพียงแค่ อย่าทำตัวหวือหวา ไม่จำเป็นอย่าเป็นหนี้
เก็บตังค์ ประคองตัวกันไป
อย่างที่ไอ้โต้งบอก ซัก 2 ปี รอดูกันต่อปายยยย

ถึง ไอ้แม็กซ์
มรึง ลืม ตรู หรือเปล่า อีแมวตรู tapirat@hotmail.com

ตาแคม  :wink:
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #85 เมื่อ: 16 มิถุนายน 2551, 15:56:13 »

ขอปรึกษา

ช่วงนี้เงินบาท อ่อนตัวลง มาชดเชยอัตราเงินเฟ้อพอดี
ตอนนี้ถือดอลล่าร์อยู่ กำลังชั่งใจว่าจะเปลี่ยนไปถือยูโร
จะมีเสถียรภาพมากกว่าไหม แต่ก็ไม่แน่ใจ แม้ว่าเฟด
ออกมาคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะยังไม่มีแนวโน้ม
ที่ดีขึ้นจนกว่าจะปลายปี แต่เท่่าที่ดูตอนนี้ก็ไม่มีผลกระทบ
ต่อเสถียรภาพของค่าเงินมากนัก ในขณะที่สภาพการเงิน
ของธนาคารในยุโรปส่งสัญญานแปร่งๆ ใครรู้วานบอก

เงินมีน้อย ค่อยๆใช้ เก็บไว้ไม่บูด
 Cool
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #86 เมื่อ: 18 มิถุนายน 2551, 19:16:59 »

ก็แบ่งกันถือสิ..กระจายถือ..เพราะยูโรก็ดี..นิ่งดี..
บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #87 เมื่อ: 18 มิถุนายน 2551, 20:57:49 »

ถืือยูโร...เห็นด้วยครับ ผมว่าภาพรวมทางยุโรปน่าจะแข็งแรงและดีกว่าทางอเมริกาและเอเซีย...ล่าสุดที่บริษัทเค้าไปเยอรมันมา แลกบาทไปแลกบาทกลับ กำไรนิดหน่อย...ช่วงนี้ค่าบาทไม่น่าแข็งเพราะหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอก...(คุมได้บ้างไม่ได้บ้าง) สุดท้ายผมเห็นว่ายูโร น่าจะดี..ครับไมมีพลิก ฮอลแลนด์น่าจะมา สเปนแหล่ม..โปรตุเกส ดูดี...ฟันธง!!! (เกี่ยวกันมั้ยว้า)

 :?  :?  :?
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #88 เมื่อ: 19 สิงหาคม 2551, 15:51:46 »

Shocked

ทองราคาดิ่งๆ แบบนี้
เอาเงินมาซื้อทองดีไหมครับ พี่น้อง
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #89 เมื่อ: 19 สิงหาคม 2551, 21:28:35 »

อ้างจาก: "Mr.EggMan"
Shocked

ทองราคาดิ่งๆ แบบนี้
เอาเงินมาซื้อทองดีไหมครับ พี่น้อง


เด็ดขาดครับ ก็ว่าจะเล่นอยู่เหมือนกัน ติดอยู่เรื่องเดียว..เรื่องอย่างว่า
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #90 เมื่อ: 20 สิงหาคม 2551, 00:06:13 »

ใครสนใจเรื่องการลงทุนเบื้องต้น ก็ลองอ่านกระทู้นี้ก่อนก้ได้นะครับ

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=28459

เรื่อง ทองไม่ค่อยมีความรู้ครับ เพราะ ยังไม่มีความจำเป็นต้องซื้อไปเป็นสิดสอดครับ พี่น้อง ...  :)
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #91 เมื่อ: 20 สิงหาคม 2551, 10:34:21 »

www.goldtraders.or.th/

ลองอ่านๆ ดูใน webboard ก็ได้มั้งครับ
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #92 เมื่อ: 17 กันยายน 2551, 08:10:39 »

ซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ของ AIA ไว้
เจอข่าวเลห์แมน + AIG เข้าไป
รู้สึกใจตุ๊บๆ ต่อมๆ แฮะ

ตาแคม  Angry
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #93 เมื่อ: 17 กันยายน 2551, 10:30:43 »

อ้างถึง
ข้อความของ apirat เมื่อ 17 กันยายน 2551, 08:10:39
ซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ของ AIA ไว้
เจอข่าวเลห์แมน + AIG เข้าไป
รู้สึกใจตุ๊บๆ ต่อมๆ แฮะ

ตาแคม  Angry

ช่วยลุ้นด้วยค่ะ เมื่อเช้าดูข่าวว่า AIA ในเมืองไทยมีความแข็งแกร่งในตัวเองมาก มีหลักแสนล้านเลย ไม่น่าเป็นห่วงนะ เห็นบอกว่าจะมีการเข้ามาช่วยเหลือกับ AIG นี่คะ
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #94 เมื่อ: 17 กันยายน 2551, 12:02:21 »

^
^
แหม๋ พี่ระดับ พันล้านล้าน อย่างพี่เลห์แมนคว่ำมาแล้ว กะอีแค่แสนล้านอะไรก็เกิดขึ้นได้
อีกอย่าง คงไม่มีใครออกมาบอกว่าบริษัทตัวเองแย่แล้วหรอก
ต้องดูสถานการณ์กันต่อปายยยยยย

ตาแคม
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #95 เมื่อ: 17 กันยายน 2551, 18:58:52 »

เศร้า...ติดหุ้น..
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,864

« ตอบ #96 เมื่อ: 17 กันยายน 2551, 19:19:15 »

ตลาดเอเชียรับผลมากน้อยขนาดไหนคะ?
p.nn
บันทึกการเข้า


ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #97 เมื่อ: 17 กันยายน 2551, 20:20:38 »

ไม่ได้ถือหุ้นนานแล้ว ...
เลยไม่ได้ติดตามข่วงสาร เท่าไรนัก ...

รู้แต่ว่า อย่าให้ประกัน AIG ล้มเลย  ซื้อประกันเขาอยู่นะ
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,864

« ตอบ #98 เมื่อ: 17 กันยายน 2551, 20:22:44 »

ถือทองแทนก็ไม่พ้น..เหอๆ
p.nn
บันทึกการเข้า


Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #99 เมื่อ: 18 กันยายน 2551, 07:43:22 »

อ้างถึง
ข้อความของ khesorn mueller เมื่อ 17 กันยายน 2551, 19:19:15
ตลาดเอเชียรับผลมากน้อยขนาดไหนคะ?
p.nn

ตลาดหุ้นไทย ตั้งแต่ต้นปี ต่างชาติเทขายทิ้งอย่างเดียวครับ
(เสียวดีจริงๆ เลยเว้ยยยยย)

การลงทุนย่อมมีความเสี่ยว เอ้ย เสี่ยง  Angry
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #100 เมื่อ: 18 กันยายน 2551, 12:18:18 »

ช่วงนี้ถ้ามีสตางค์ เป็นเงิน โคต เย็น ไม่คิดจะใช้เลย

ก็ลองเก็บหุ้นพื้นฐานดีๆ ไว้ก็ดีนะครับ

อยากให้ลองนึกถึงตอนที่มีวิกฤต ต้มยำกุ้ง ดูนะครับ ตลาดมันแย่ขนาดไหน แล้วตอนนั้น คือเป็นวิกฤตที่บ้านเมืองเรา

แต่ตอนนี้เป็นที่ US  ตอนนั้นใครที่กลั้นใจซื้อพวก ปตท ไว้ จะมีตังค์เพิ่มขนาดไหน

ซื้อถัว  ทยอยซื้อ ก็ดีครับ ถ้ากลัวมัน เหวี่ยงมาก จากการเล่นหุ้นรายตัว ก็เอาพวก กองทุน SET50 ก็ดีครับ

จะได้ลดการเหวี่ยงน้อยลงไปครับ  Cool
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #101 เมื่อ: 18 กันยายน 2551, 14:45:58 »

 Shocked

น่าช้อนที่ซู๊ดดดดดดด

ว่าแต่คิดยังไงกับ SCC อ่ะ
รูดดิ่งเหวเลย

ดูจากพื้นฐานองค์กรแล้วก็น่าจะไหว
แต่ไม่แน่ใจเรื่องพื้นฐานธุรกิจ

บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #102 เมื่อ: 18 กันยายน 2551, 15:08:12 »

อ้างถึง
ข้อความของ Mr.EggMan เมื่อ 18 กันยายน 2551, 14:45:58
Shocked

น่าช้อนที่ซู๊ดดดดดดด

ว่าแต่คิดยังไงกับ SCC อ่ะ
รูดดิ่งเหวเลย

ดูจากพื้นฐานองค์กรแล้วก็น่าจะไหว
แต่ไม่แน่ใจเรื่องพื้นฐานธุรกิจ



ลองดูบทวิเคราะห์ของพวกโบรก ก็ได้ตาไข่ ว่ามูลค่าแท้จริงมันกี่บาทต่อหุ้นน่ะ

ส่วนมากวิธีการวิเคราะห์มันก็จะใช้ คล้ายๆ กันแต่ละโบรกล่ะ

แต่ต้องถือยาวๆๆๆ  นะ เก็งกำไรช่วงนี้แย่เลย
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #103 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2551, 00:08:07 »

 
อ้างถึง   
ทัศนะวิจารณ์

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
    6 ตุลาคม พ.ศ. 2551 00:28:00
    ปัญหาระบบการเงินของโลก

http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/06/news_300270.php

    :

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

    กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : ผมต้องขออภัยท่านผู้อ่านบทความที่ตีพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งผมกล่าวถึงรูปที่ใช้อธิบายหลักการของการที่รัฐบาลสหรัฐจะใช้เงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ เข้าไปซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินเพื่อพยุงมิให้ราคาสินทรัพย์ ตกต่ำมากจนเกินไป แต่ปรากฏว่าในบทความมิได้ลงรูปที่กล่าวถึง ซึ่งต่อมากรุงเทพธุรกิจได้นำรูปดังกล่าวลงในเว็บให้แต่ก็ยังเป็นรูปที่มี ขนาดเล็กมองเห็นได้ยาก แต่ก็หวังอย่างยิ่งว่าท่านผู้อ่านจะเข้าใจในหลักการแล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมามีการวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ร่างกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐเข้าไปซื้อหลักทรัพย์ที่อิงกับสินเชื่อ ภาคอสังหาริมทรัพย์ (mortgage related securities) คาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากสภาล่างในวันที่ 3 ตุลาคม และประธานาธิบดีน่าจะลงนามออกมาเป็นกฎหมายอย่างรีบด่วน

    คำถามต่อมาคือกฎหมายดังกล่าวจะนำ เสถียรภาพกลับมาให้กับระบบการเงินของสหรัฐและของโลกได้โดยเร็วหรือไม่? คำตอบคือสถานการณ์ได้พัฒนาไปในทางลบอย่างรวดเร็วจนกระทั่งกฎหมายดังกล่าว เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ได้ จะสังเกตได้ว่าในช่วง 10 วันที่รัฐบาลสหรัฐเร่งจัดทำกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาอย่างเร่งรีบนั้นได้เกิด สถานการณ์ที่ไม่เคยคาดฝันมาหลายเหตุการณ์ ได้แก่

    1. การให้สินเชื่อฉุกเฉินกับเอไอจีและการเร่งรีบอนุมัติให้มอร์แกน สแตนเลย์ และโกลด์แมนแซคส์ แปลงสถานะเป็นธนาคารพาณิชย์ ทำให้วาณิชธนกิจสหรัฐซึ่งเคยมีอยู่ 5 บริษัทและเป็นผู้นำด้านวาณิชธนกิจทั่วโลกต้องสูญพันธุ์ลงไปในทันที

    2. การเร่งถอนเงินออกจากธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐทำให้สถาบันประกันเงินฝากของรัฐ (เอฟดีไอซี) ต้องเข้ายึดกิจการของธนาคารวอชิงตัน มิวชัว และนำธุรกิจไปขายต่อให้กับธนาคารเจ.พี.มอร์แกน และต่อมาต้องเข้าไปยึดธนาคารวาโชเวียและขายธุรกิจธนาคารพาณิชย์ให้กับซิตี้ แบงก์ โดยวอชิงตัน มิวชัว และวาโชเวียมีสินทรัพย์มูลค่ารวมกันเกือบ 7 แสนล้านดอลลาร์ แต่ถูกขายออกไปคิดเป็นมูลค่าเพียงแห่งละ 2 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น

    3. ที่ยุโรปเกิดการลามของปัญหาสภาพคล่องและการขาดความมั่นใจ ทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องเข้าไปยึดกิจการของบริษัทปล่อยสินเชื่ออสังหาริม ทรัพย์ที่ใหญ่เป็นที่ 3 ของอังกฤษคือ แบรดฟอร์ด แอนด์ บิงค์ลีย์ และต่อมารัฐบาลประเทศเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์กก็ได้ร่วมกันเพิ่มทุนฉุกเฉินให้กับธนาคารฟอร์ติส เป็นมูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยการเข้าไปเพิ่มทุนให้กับธนาคารเด็คเซียโดยรัฐบาลเบลเยียมอีก 9,200 ล้านดอลลาร์

    4. ธนาคารกลางสหรัฐขยายวงเงินให้กู้ซื้อคืนดอลลาร์กับธนาคารกลางของประเทศหลักๆ ทั่วโลกเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดเงินโลกมากถึง 620,000 ล้านดอลลาร์ แต่ดอกเบี้ยระยะสั้นก็ยังอยู่ที่ระดับสูง สะท้อนว่าระบบการเงินก็ยังอยู่ในสภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง ในขณะที่ประเทศไอร์แลนด์เป็นประเทศแรกในวิกฤติการเงินครั้งนี้ที่ประกาศค้ำ ประกันเงินฝากและพันธบัตรทั้งระบบเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นในระบบการเงินของ ประเทศ

    กล่าวได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กันภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์นั้น เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครนึกฝันมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้แม้แต่เหตุการณ์เดียว แต่ทุกๆ เหตุการณ์กลับมาเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ที่สำคัญคือปัญหายังไม่ได้ลดความรุนแรงลงเลยและการขาดแคลนสภาพคล่องพื้นฐาน ในตลาดเงินกำลังทำให้ธุรกรรมต่างๆ ที่เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น สินเชื่อ บัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์และสภาพคล่องของธุรกิจทั่วไปได้เข้าสู่สภาวะชะงักงัน ทำให้นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชั้นนำของสหรัฐเปรียบเทียบว่าขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐนั้นเสมือนกับเข้า สู่สภาวะหัวใจล้มเหลวและร่างกายได้ล้มลงไปนอนที่พื้นแล้ว

    หลายคนพูดกันจนติดปากว่าปัญหาที่เกิด ขึ้นเป็นปัญหาซับไพร์ม แต่หากพิจารณาด้วยเหตุผลแล้วก็จะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะรุนแรงถึงขนาดที่ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจยุโรปต้องชะงักงัน ซับไพร์มคือสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่ ประวัติการคืนหนี้ไม่ดีและไม่มีรายได้เป็นหลักแหล่ง ซึ่งมูลค่าการปล่อยกู้ซับไพร์มนั้นมีเพียง 850,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 7% ของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด หากสินเชื่อดังกล่าวเสียหาย 70% ก็ยังไม่ถึง 5% ของสินเชื่อทั้งหมด

    ปัญหาหลักของสถาบันการเงินสหรัฐคือ การปล่อยกู้มากเพราะมั่นใจว่าราคาสินทรัพย์ไม่ลดลงและเพราะมั่นใจว่าสามารถ ประเมินและควบคุมความเสี่ยงได้อย่างรัดกุม ดังเห็นได้จากตาราง

    จะเห็นได้ว่าสถาบันการเงินที่มีปัญหา จนต้องล้มละลายลง (เลแมน) หรือต้องไปควบรวมกับสถาบันการเงินที่มั่นคงทางการเงิน (เมอร์ริล ลินช์ควบรวมกับแบงก์ ออฟ อเมริกา) หรือต้องขอแปลงตัวเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกิจที่มั่นคง (มอร์แกน สแตนเลย์และโกลด์แมน แซคส์) นั้นล้วนแต่ทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเพราะทำธุรกิจขนาดใหญ่มีสินทรัพย์ หลายแสนล้านถึงกว่าหนึ่งล้านล้าน ซึ่งวาณิชธนกิจทั้ง 4 แห่งข้างต้นมีสินทรัพย์ (Assets) รวมกันมากกว่าสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐถึง 3 เท่าตัว การที่ต้องมีสินทรัพย์เป็นจำนวนมากก็เพราะการแข่งขันสูง ทำให้ได้ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ไม่ถึง 1% (ยกเว้นโกลด์แมน แซคส์) และเมื่อได้ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ต่ำแต่ต้องการอัตรากำไรสูง (ROE เกิน 20%) ก็ต้องใช้ทุนน้อยๆ คือการกว้านซื้อสินทรัพย์ 100 ดอลลาร์นั้นใช้เงินทุนของตัวเองเพียง 3-4 ดอลลาร์ ดังนั้นเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับลดลงไป 10-15% ก็ทำความเสียหายเกินกว่าทุนที่มีอยู่

    ในกรณีของธนาคารพาณิชย์นั้นมีความ เสี่ยงน้อยกว่าเพราะมีทุนต่อหนี้สินสูงกว่าประมาณ 1 เท่าตัวของวาณิชธนกิจ (คือซื้อทรัพย์สิน 10 ดอลลาร์โดยใช้เงินตัวเอง 1 ดอลลาร์) ยกเว้นกรณีของซิตี้กรุ๊ปที่มีทุนน้อยกว่าธนาคารอื่น บางคนอาจสังเกตเห็นว่าผมรวมข้อมูลของเอไอจีเอาไว้ด้วยและดูเสมือนว่าเอไอจี มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ทำไมจึงได้มีปัญหาต้องขอกู้เงินจากธนาคารกลางของสหรัฐถึง 85,000 ล้านดอลลาร์ คำตอบคือเอไอจีได้เข้าไปค้ำประกันพันธบัตรประเภทต่างๆ เป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ โดยการขายอนุพันธ์ที่เรียกว่า Credit default swap หรือซีดีเอส ซึ่งเอไอจีจะรับรู้ความเสียหายก็ต่อเมื่อผู้ออกพันธบัตรมีปัญหา ทำให้ผู้ซื้อพันธบัตรมีสิทธิที่จะเรียกร้องความเสียหายจากเอไอจีได้ การซื้อ-ขายซีดีเอสนั้นทำกันอย่างแพร่หลายและประเมินว่ามีมูลค่าตามหน้าตั๋ว สูงถึง 60 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าการที่สถาบันการเงินไม่สามารถรักษาสัญญาค้ำ ประกันพันธบัตรกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้

    ในสัปดาห์หน้าคงจะต้องประเมินกันว่า กฎหมายพยุงสินทรัพย์ของรัฐบาลสหรัฐจะแก้ปัญหาวิกฤติทางการเงินของสหรัฐได้ มากน้อยเพียงใด ผมไม่ค่อยจะเชื่อว่าความพยายามเข้าไปซื้อสินทรัพย์จะช่วยแก้ปัญหาได้มากนัก เพราะปัญหาลามไปถึงผู้ซื้อพันธบัตร (เจ้าหนี้)และความกลัวว่าสถาบันการเงินมีทุนไม่เพียงพอ สำหรับนักบัญชี ก็สามารถนึกภาพได้ว่ารัฐบาลสหรัฐพยายามแก้ปัญหาด้านซ้ายของงบดุล (สินทรัพย์) แต่ปัญหาหลักในขณะนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในด้านขวาของงบดุล (เจ้าหนี้และส่วนของทุน) ครับ


[/size][/size][/size]
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #104 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2551, 09:58:31 »

อยากให้ PTT มันต่ำกว่า 150 บาทอ่ะ

ช่วงนี้ดูตัวนี้อยู่ตัวเดียว
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #105 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2551, 14:02:57 »

เอางั้นเลยเหรอ

 Kiss

ไม่สน THAI เหรอ มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของสายการบินแห่งชาติในราคารถเมล์ปรับอากาศ
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #106 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2551, 17:30:42 »

ขาดทุนไม่เอาอ่ะ

ปตท. หุ้นในดวงใจ

เพื่อนไข่ ถ้ามีเงินเย็นๆ แบบไม่เดือดเนื้อร้อนตัว

อันไหนน่าสนก็ทยอยๆ เก็บก็ได้  ไม่เสียหลาย มีขึ้นก็ต้องมีลง อ่ะ

บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #107 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2551, 13:00:28 »

เห็นตลาดล่วงอย่างนี้

ตั้งเป้าใหม่ PTT ต่ำกว่า 90 บาท แล้วจะสอย
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #108 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน 2551, 18:13:40 »

ช่วงนี้มี ข่าว ให้ออกจากงานกันเยอะ  smoke

แค่ในเมืองไทย เพื่อนผมคนนึง ให้ออกจากงานสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว

ทำงานในแวดวงมือถือ ซึ่งค่ายนี้กะไม่ทำตลาดในเมืองไทยเลยครับ

เลยลอยแพ พนักงานเลย



เพื่อนอีกคนทำงานบริษัทฝรั่ง ด้านการลงทุน มี อีเมลล์กำหนด วันพ้นจากงานบริษัทให้เรียบร้อย



เมื่อวานซื้อหนังสือมาอ่าน มีเมืองนึงใน เมกา  ปิด ร้านที่มีสาขา 150 สาขาทั่วรัฐ

ลอยแพพนักงาน

อันนี้แค่สินเชื่อเรื่องบ้านที่อยู่อาศัย นะครับ

ถ้าคนตกงานกันเยอะ มันจะลามไปที่สินเชื่อรถยนต์  และบัตรเครดิต ครับ


บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #109 เมื่อ: 23 พฤศจิกายน 2551, 20:25:05 »

เรื่องจริงจากคนที่กลับจากเมกา..wall mart เงียบ ร้านค้าเงียบ..โรงพยาบาลเงียบ..คนไม่มีเงินรักษา..คนตกงานเลยมีปัญหา เลื่อนผ่าตัดไปก่อน..

เรื่องจริงนะเนี่ยะ..มันแย่ขนาดคนเลื่อนการรักษาตัวเองไปน่ะ..สุดๆล่ะครับ
บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #110 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2551, 17:32:06 »

เมืองไทยก็โดนไม่ใช่น้อยคับ

Nikon ลอยแพ DHL เก็บบัตรพนักงาน โรงงานทยอยปิด GM สมัครใจให้ลาออก ISZUZU ลดการผลิต Mitshubishi ก็ด้วย...

เอากันเข้าไป...ซวยกันหมด แต่อย่าลึมขับรถมีน้ำใจต่อกันน๊ะครับ บ้านเมืองจะได้ไม่เครียด
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #111 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2551, 19:05:37 »

ในวิกฤต มันต้องมีโอกาส

ต้องหากันต่อไป

บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #112 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2551, 07:39:44 »

ขนาด Citi Group ก็ยังเอนเลยครับ
แต่รัฐบาลมะกันก็โดดเข้าไปอุ้ม

ใจจริงๆ แล้ว ลองคิดดูแบบ เห็นแก่ตัวนิดนึง
ไม่อยากให้อุ้มเลยอ่ะครับ
ก็พี่แกเล่นลงทุนไปในที่ที่มันเสี่ยงๆ เพื่อหาผลประโยชน์เข้าบริษัท กันเยอะๆ หวังฟันกำไรกันเต็มที่
ไอ้พวกนักลงทุนก็คิดว่าตัวเองเจ๋งกันเสียเต็มประดา
พอจะล่ม ก็มีคนมาอุ้ม อีกหน่อยมันจะเข็ดกันไหม๊
พอฟื้น เดี๋ยวจะกลับไปทำซ้ำรอยเดิมอีก
อยากถามนิดนึง ถ้ามันเกิดได้กำไรขึ้นมา มันจะเอามาแบ่งพวกเราไหม๊เนี่ย

ตาแคม
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #113 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2551, 18:13:49 »

จริงๆก็อยากให้ล้างหน้าไพ่เหมือนกันนะ..มนุษย์เราจะได้สำนึกหนักๆ..ดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยล่ะ..โลกจะยั่งยืน

ดูปู่เย็นซิ..แค่นี้ไม่ตายหรอก..คนเราอดตายมีน้อย..
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #114 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2551, 20:49:32 »

การโลภและการเก็งกำไรแบบสุดโต่ง ครับ พากันเจ๊งไปหมด

แต่เท่าที่ดูผลประกอบการ ไตรมาสสาม
พวกกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะ อาหารกระป่องเนี่ย
กำไรดี สวนทางเศรษฐกิจเลยนะครับ

หนักสุดก็ กลุ่มปิโตรครับ เห็นราคาแล้วสยองครับ
แถมกำไรรูดสุดๆ จะหวังปันผลก็อดแดก

RMF, LTF ใครแอบมาดูคงจะตกใจเล็กน้อย
ว่าเงินช้านไปไหน เงินไปเที่ยว เดี๋ยวเดียวก็กลับ




เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง
 


บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,864

« ตอบ #115 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2551, 20:55:28 »

ที่รู้ๆ...รมต.เศรษฐกิจใหม่ในคณะของ Obama..
ไปจิ๊ก(ซิวตัว)มาจากผู้อำนวยการ Wallstreetนั่นแหละ
Director of Dow Jones??

p.nn
บันทึกการเข้า


Khun28
Full Member
**


ดูกายเห็นจิต ดูคิดเห็นธรรม
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: RCU2528
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์
กระทู้: 784

« ตอบ #116 เมื่อ: 26 พฤศจิกายน 2551, 16:23:28 »

อ้างถึง
ข้อความของ khesorn mueller เมื่อ 25 พฤศจิกายน 2551, 20:55:28
ที่รู้ๆ...รมต.เศรษฐกิจใหม่ในคณะของ Obama..
ไปจิ๊ก(ซิวตัว)มาจากผู้อำนวยการ Wallstreetนั่นแหละ
Director of Dow Jones??

p.nn

ส่วนคนที่คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีคลังคน ใหม่ คือ Timothy Geithner ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานธนาคารกลางแห่งนิวยอร์ก (คนที่เก้า) และน่าจะยังฟังหรือพูดภาษาไทย ได้บางคำด้วยซ้ำ

เพราะเขาเรียนหนังสือระดับมัธยม ที่โรงเรียนนานาชาติกรุงเทพฯ หรือ International School of Bangkok

เหตุเพราะคุณพ่อของทิม นั้น ชื่อ Peter Geithner เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนของมูลนิธิฟอร์ด ประจำประเทศไทย และภูมิภาคนี้อยู่หลายปี จึงพาลูกชายคนนี้มาอยู่เมืองไทย และให้เรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ จนเข้ามหาวิทยาลัยจึงไปเรียนต่อที่สหรัฐ

คุณปีเตอร์ เป็นคนทำงานด้านการส่งเสริมการศึกษาและสังคมสำหรับประเทศไทยอย่างมุ่งมั่น และมีเพื่อนฝูงกว้างขวางในวงการต่างๆ และทุกวันนี้ ก็ยังเดินทางไปมาหาสู่ผู้คนในแวดวงการศึกษา และกิจกรรมช่วยเหลือสังคมในประเทศไทยเป็นระยะๆ

ส่วนลูกชายทิมนั้น เมื่อจบมัธยมจากกรุงเทพฯ ก็ไปเข้า Dartmouth College จบปริญญาตรีทางรัฐศาสตร์ และเชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษา จากนั้นก็ไปทำปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins อันโด่งดังโดยก็ยังสนใจเอเชียตะวันออกศึกษาเป็นพิเศษอย่างต่อเนื่อง

คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีคลังใน รัฐบาลโอบามา คนนี้เรียนทั้งภาษาจีน และญี่ปุ่น และได้ใช้ชีวิตการเรียนหนังสือ และทำงานอยู่หลายประเทศ อาทิเช่น แอฟริกาตะวันออก อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และประเทศไทย

ช่วงที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งของประเทศไทยนั้น ทิมเป็นผู้ช่วยของรัฐมนตรีคลัง ที่ชื่อ Larry Summers ภายใต้ประธานาธิบดีบิล คลินตัน

บันทึกความทรงจำของคลินตัน ยังกล่าวถึง วิกฤติเศรษฐกิจของไทยขณะนั้นโดยเขายอมรับว่ารัฐบาลมะกัน ตอบสนองคำเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยขณะนั้นช้าไป จนทำให้เกิดความรู้สึกทางลบจากคนไทยไม่น้อย

ข่าวล่าสุดบอกว่า Larry Summers จะเป็นหัวหน้าสภาเศรษฐกิจในทำเนียบขาว ทำงานใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโอบามา เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อประสานกับรัฐมนตรีคลังอีกด้านหนึ่ง

วันนี้ โอบามา กับทิม ไกน์เนอร์ คงต้องแสดงความเข้าใจเอเชียมากกว่ารัฐบาลก่อนๆ ของอเมริกา โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับปัญหาของเอเชียที่เกี่ยว ข้องกับสหรัฐ ในแง่ของความร่วมมือและการทำมาค้าขายกันและกัน

พอข่าวรั่วออกมาว่าโอบามา จะตั้งไกน์เนอร์ เป็นรัฐมนตรีคลัง เพื่อตั้งรับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์อย่างจริงจัง ตลาดหุ้นสหรัฐก็ขานรับทางบวกทันที เพราะเขาได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐมนตรีคลังเฮนรี พอลสัน คนปัจจุบันในการแก้ปัญหาวิกฤติสถาบันการเงิน และฟื้นฟูเศรษฐกิจพอสมควร

ว่ากันว่า ไกน์เนอร์ (ปีนี้อายุ 47) มีบทบาทสำคัญยิ่งในการเจรจากับ Lehman Brothers ก่อนที่ธนาคารนวธนกิจแห่งนี้ เข้าสู่ภาวะล้มละลาย

 อีกทั้งยังเป็นคนหาทางเข้าไปอุ้มบริษัทประกันยักษ์อย่าง AIG และธนาคารนวธนกิจ JP Morgan ให้รอดจากการที่ต้องเจ๊งไปอีกด้วย

ดูเหมือนว่าฝีไม้ลายมือของทิม ไกน์เนอร์ ในด้านการบริหารวิกฤติทางด้านการเงินจะเป็นที่ยอมรับของวงการนี้ในระดับหนึ่ง

และหวังว่าประสบการณ์ของการเคย เติบโตที่อินโดฯ ของโอบามา และที่เมืองไทยของทิม ไกน์เนอร์ จะทำให้รัฐบาลใหม่ที่วอชิงตัน มีความเห็นอกเห็นใจเอเชียมากกว่าที่ผ่านมา

(เกาะติดความเห็นต่อสถานการณ์ร้อนๆ ทั้งในและต่างประเทศ ได้ที่ www.suthichaiyoon.com  ตลอด 24 ชั่วโมง)
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #117 เมื่อ: 27 พฤศจิกายน 2551, 02:53:49 »

 ปิ๊งๆ

ดูเหมือนส่า Obama จะเป็น new hope ของทั้งโลกแล้วล่ะครับเนี่ย ...

อเมริกา ก็ยัง เป็นอเมริำกา ... เหมือนเป็นจุดศูนย์กลางของระบบการเงินโลก ...

...

ไม่แน่ ว่า อเมริกา จะเริ่มนำแนวคิด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ ... เพราะ รมต. เศรษฐกิจ ก็เรียนมัธยมที่เมืองไทย

ทุนนิยมเสรี ไปไม่รอด เพราะ เจอปัญหาความโลภ  เอะอะ ก็กำไร มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ...

ต้องเบรคด้วย ความพอเพียงแล้ว ....
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #118 เมื่อ: 27 พฤศจิกายน 2551, 18:01:12 »

 smoke

จิงๆ ที่ตัวระบบเอง ไม่ได้ผิดอะไรมากมาย แต่ว่ากฎกติกามันหย่อนยาน สบช่องให้เกิดการเก็งกำไร มากจนไร้สติ
ความโลภของมนุษย์เนี่ย น่ากลังจิงๆ ทำลายได้ทุกอย่าง ไม่เว้นกระทั่งตัวเอง

ป.ล. ปีหน้ามี Gold future ให้เล่นแล้ว ไม่ต้องไม่ง้อร้านทองก็ได้

บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #119 เมื่อ: 28 พฤศจิกายน 2551, 18:18:25 »

ระวังน้า...ซื้อทองไม่ได้ทอง..ได้กระดาษแทน
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #120 เมื่อ: 29 พฤศจิกายน 2551, 03:42:51 »

 บรึ๋ยยย

เค้าว่า ช่วงนี้แบงค์พันปลอมระบาด
ระวังกันหน่อยเน้อ พี่น้อง
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #121 เมื่อ: 01 ธันวาคม 2551, 12:54:04 »

อ้างถึง
ข้อความของ ppornson เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2551, 18:18:25
ระวังน้า...ซื้อทองไม่ได้ทอง..ได้กระดาษแทน

มันก็เหมือนกับช่วงจตุคามบูมแหละ อิอิ
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #122 เมื่อ: 01 ธันวาคม 2551, 17:25:57 »

อ๊ะ..ไอ้นี่..กวนตรีนนน
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #123 เมื่อ: 01 ธันวาคม 2551, 18:18:49 »

 sorry

บริษัทในตลาดหุ้นเจอเศรษฐกิจโลกวูบ ไตรมาส 3 กำไรหดไม่ถึงแสนล้าน
บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ รายงานว่า 463 บริษัทในตลาดหุ้น ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญตัวหนึ่งของเศรษฐกิจและเสียภาษีนิติบุคคลสูงสุดเริ่มอ่อนแรงลง โดยมีกำไรสุทธิเพียง 97,053 ล้านบาท หรือเฉลี่ยลดลง 1.6% แต่หากไม่รวมธุรกิจการเงินจะมีกำไรสุทธิเพียง 67,377 ล้านบาท หรือลดลงถึง 38.2% จากไตรมาส 2
บล.ทิสโก้ ระบุว่า กำไรที่ลดลงส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มพลังงานปิโตรเคมี ขณะที่ภาพรวมอัตรากำไรขั้นต้นแย่ลง อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และความสามารถในการชำระดอกเบี้ยก็ลดลงเพราะหนี้สินเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ากำไรปีหน้าจะโตติดลบ
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า 9 เดือนปีนี้ บริษัทในตลาดหุ้นมีกำไรสุทธิรวม 394,172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากงวดเดียว กันของปีก่อน และมียอดขาย5,753,163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% ไตรมาส 3 ยอดขายเพิ่มขึ้น 34% เป็น 2,006,448 ล้านบาท
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #124 เมื่อ: 14 ธันวาคม 2551, 19:28:28 »

เอ้าสำหรับสาวโสด ...

 
อ้างถึง   

http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/14/news_318866.php

จัดพอร์ตให้สาวโสดปลอดหนี้

มีเงินฝากออมทรัพย์อยู่ 5 แสนบาท ฝากประจำอยู่ 1.5 ล้านบาท อยู่ในสหกรณ์ที่บริษัทประมาณ 1.4 แสนบาท อยู่ในกองทุนตราสารหนี้ประมาณ 3 แสนบาท อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 4 แสนกว่าบาท ซื้อทองคำเก็บไว้ประมาณ 5 บาท

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : และซื้อสลากออมสินไว้ประมาณ 2 แสนบาท ส่งประกันปีละเกือบ 1 แสนบาท  คุณพีระพรอายุ 43 ปี  ไม่มีภาระใดๆ เพราะเป็นสาวโสดอยู่กับพ่อแม่  มีภาระเพียงอย่างเดียวคือดูแลพ่อแม่ ถือว่าเงินที่กระจายออมอยู่ทุกวันนี้ เหมาะสมมั้ยคะ ช่วยวิจารณ์และแนะนำหน่อย ถ้าไม่ดีควรปรับอย่างไร

ความเห็น บลจ.บัวหลวง

ก่อน อื่นต้องขอชมคุณพีระพรนะครับว่าเป็นคนหนึ่งที่ออมเงินได้ดีทีเดียว   และจากคำถามที่ว่าเงินที่กระจายออมทุกวันนี้ เหมาะสมหรือไม่  คำถามนี้เหมือนเป็นคำถามง่ายๆ  แต่คำตอบนั้นไม่ง่ายครับ   

เพราะว่าการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะ สมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  แต่ละคนมีการกำหนดเป้าหมายทางการเงินไว้แตกต่างกัน   มีความต้องการผลตอบแทนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินต่างกัน  มีกระแสเงินสดรับ - จ่าย ตลอดจนระยะเวลาในการลงทุนไม่เท่ากัน และสิ่งสำคัญคือความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงที่ไม่เหมือนกัน 

จากข้อมูลของคุณพีระพรที่ให้มา ทราบเพียง อายุ 43 ปี โสด ไม่มีภาระหนี้สิน  และมีภาระต้องดูแลคุณพ่อแม่  เพื่อให้การจัดสรรเงินออมสามารถดูแลตัวเอง และคุณพ่อแม่ภายหลังเกษียณได้  ผมขอแนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนโดยยึดอายุเป็นเกณฑ์ อย่างคร่าวๆ  ตามนี้ครับ

สำหรับคนที่มีอายุอยู่ระหว่าง 40-50 ปี  รวมถึงคุณพีระพรนั้นสัดส่วนการจัดสรรเงินลงทุนสำหรับคนที่มีอายุช่วงนี้คือ การลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 50%-60 % และตราสารทุนประมาณ 40%- 50%  ซึ่งผมขออธิบาย  เพิ่มเติม ดังนี้

1. การลงทุนในตราสารหนี้ ต่างๆ   ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น  ตราสารหนี้ระยะกลาง ตราสารหนี้ระยะยาว หรือเงินฝาก ถือว่าเป็นตราสารที่มีระดับความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น มีความมั่นคงสูง มีการจ่าย ดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ  ผู้ลงทุนมีโอกาสสูญเสียเงินต้นน้อย  แต่ขณะเดียวกันผลตอบแทนที่ได้รับก็จะอยู่ ระดับต่ำด้วยเช่นกัน  เช่น พันธบัตรรัฐบาล  หุ้นกู้ภาคเอกชน 

ทั้งนี้เงินของคุณพีระพรเกือบ 90 % มีการกระจุกตัวอยู่ที่ตราสารหนี้  จึงกล่าวได้ว่าเป็นการจัดพอร์ตแบบคุ้มครองเงินต้นไม่ให้สูญหาย แต่อาจต้องพิจารณาว่าสัดส่วนในตราสารหนี้สูงเกินไปหรือไม่ เพราะสัดส่วนของตราสารหนี้ที่มากเช่นนี้ย่อมทำให้พอร์ตการลงทุนโดยรวมให้ผล ตอบแทนที่ต่ำและอาจไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการลงทุน

2. การลงทุนในตราสารทุน หรือหุ้นให้ผลตอบแทนสูงแต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน โดยทั่วไปสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจะแปรผันตรงข้ามกับอายุของผู้ลงทุน หมายความว่ายิ่งอายุมากขึ้นสัดส่วนการลงทุนในหุ้นควรที่จะ    ลดน้อยลง  อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นเป็นการเพิ่มโอกาสให้ได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูง ขึ้น 

จากการจัดพอร์ตการลงทุนที่ใช้อายุเป็น หลักดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น   ผมขอแนะนำเพิ่มเติมให้ศึกษาถึงการลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อ ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนที่กำหนดไว้   ทำให้เสียภาษีน้อยลง  คือ

Oการทำประกันชีวิต  ซึ่งคุณพีระพรได้มีการลงทุนอยู่แล้ว 

Oกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF)

Oกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund: LTF) 

สุดท้ายการลงทุนที่ดีไม่ควรทุ่มลงทุน ตราสารหนี้ หรือตราสารทุนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรที่จะกระจายสัดส่วนการลงทุนทั้ง 2 แบบให้สอดคล้องกับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของตัวเราได้เพื่อเป็นการ เพิ่มอัตราผลตอบแทนการลงทุนให้สูงขึ้น และสามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้  ซึ่งคุณพีระพรมีระยะเวลาในการลงทุนจนถึงเกษียณอีกเป็นสิบปี  ควรที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้อีกครับ 

ทั้งหมดนี้เป็นการให้คำแนะนำแบบ คร่าวๆ ซึ่งสิ่งสำคัญที่คุณพีระพรจะต้องมีและขาดไม่ได้คือการมี  คุณ “วินัย” ทางการเงินอย่างเคร่งครัด  มีการกำหนดแผนการเงิน  และแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ตลอดจนมีการทบทวนแผนการเงินอย่างน้อยปีละครั้งให้สอดคล้องกับความผันผวนทาง เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วครับ

 "บทความนี้เป็นคำแนะนำตามหลักการลง ทุนทั่วไปและอ้างอิงตามข้อมูลเท่าที่ได้รับเท่านั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนในสัดส่วนดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และผู้ลงทุนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินโดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนการลงทุนจริง"

นรวีร์ วงศ์สมมาตร : บลจ.บัวหลวง

บันทึกการเข้า
นายป้อ
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,124

« ตอบ #125 เมื่อ: 15 ธันวาคม 2551, 22:23:11 »

 หลั่นล้าเข้ามาดู
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #126 เมื่อ: 23 ธันวาคม 2551, 18:49:17 »

ซื้อ LTF หรือยังครับ
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #127 เมื่อ: 24 ธันวาคม 2551, 07:00:58 »

 so sad

SET ขาลงแบบนี้ เพื่อนแม็ก มีการลงทุนอะไรแนะนำไหมครับ

คิดยังไงกะการเล่น อนุพันธ์ Future/option

บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #128 เมื่อ: 24 ธันวาคม 2551, 07:19:03 »

ขาลงอย่างงี๊
เค้าบอกว่า LTF น่าลุ้นกว่า RTF คับ
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #129 เมื่อ: 24 ธันวาคม 2551, 13:21:06 »

ถูกต้องคร้าบบบ..สำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยง..มองระยะยาวครับ..อย่าคิดมาก
บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #130 เมื่อ: 26 ธันวาคม 2551, 11:53:48 »

ผมเอส ครุ รุ่นrcu 81 ครับ  เป็นนักวิเคราะห์ ที่ บล. เอเซียพลัสครับ  Koraphat@asiaplus.co.th ใครสนใจเรื่องการลงทุนสอบถามได้ครับ ผมจะส่งข้อมูลให้เพื่อให้เพื่อนๆ พี่ๆชาวหอได้บริหารการลงทุน ฝึกเรื่องการลงทุน และแลกเปลี่ยนความคิดกันครับ โทรมาคุยก็ได้ครับ 0811344889    bye bye
บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #131 เมื่อ: 26 ธันวาคม 2551, 21:33:45 »

อ้างถึง
ข้อความของ EdDy_Smart81 เมื่อ 26 ธันวาคม 2551, 11:53:48
ผมเอส ครุ รุ่นrcu 81 ครับ  เป็นนักวิเคราะห์ ที่ บล. เอเซียพลัสครับ  Koraphat@asiaplus.co.th ใครสนใจเรื่องการลงทุนสอบถามได้ครับ ผมจะส่งข้อมูลให้เพื่อให้เพื่อนๆ พี่ๆชาวหอได้บริหารการลงทุน ฝึกเรื่องการลงทุน และแลกเปลี่ยนความคิดกันครับ โทรมาคุยก็ได้ครับ 0811344889    bye bye

น่าสนใจมาก เอส..เรื่องการลงทุน แต่อีท่าไหนถึงได้ไปเป็นนักวิเคราะห์ได้ว๊ะเนี่ยะ...
การลงทุนมีความเสียง การลงแรงมีความเหนื่อย..
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #132 เมื่อ: 27 ธันวาคม 2551, 23:13:56 »

มันเป็นเรื่องบังเอิญว่ะหลิม  เราก้งงว่าทำไปทำมามาอยู่ที่นี่ได้ไง 555 เหนื่อย
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #133 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2551, 05:14:38 »

  บรึ๋ยยย

แล้วถ้าหักภาษีไม่ได้ล่ะ (ไม่ได้เสียภาษี)
ตัวไหนน่าสนใจที่สุด

บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #134 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2551, 11:07:46 »

ถ้าไม่ได้เสียภาษีผมว่าอย่าซื้อกองทุนเลยครับ ซื้อหุ้นดีกว่านะครับ ผมแนะนำ ปูนใหญ่ SCC ราคาตำกว่าร้อยน่าทยอยเก็บนะครับ ธุรกิจปิโตรเคมีปีหน้าจะเลวร้ายสุดตาม Cycle ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงมามากตอบรับข่าวแล้ว ซื้อและถือยาวๆ หน่อย รับปันผล กับ Capital Gain ได้ รอตลาดฟื้นราคาก้ขึ้นตามตลาดได้มากโข แนะนำเก้บปูนใหญ่ครับ ฟันทิ้ง 5555
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #135 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2551, 18:22:33 »

อ้างถึง
ข้อความของ Mr.EggMan เมื่อ 24 ธันวาคม 2551, 07:00:58
so sad

SET ขาลงแบบนี้ เพื่อนแม็ก มีการลงทุนอะไรแนะนำไหมครับ

คิดยังไงกะการเล่น อนุพันธ์ Future/option



1. แนะนำ เพื่อนไข่  อ่านหนังสือที่ให้ไปจนหมดเล่ม ก่อนเลยอ่ะ ทำหายยังอ่ะ  เพราะจะได้รู้ว่าเราจะจัด พอร์ต ยังไง

2. ถ้าไม่ชอบความเสี่ยง ไปที่กองทุนตราสารหนี้ก่อนครับ เอาแบบที่มัน สามารถถอนตังค์มาใช้พรุ่งนี้หรืออีก 2 วันได้ เน้นสภาพคล่องก่อนครับ

3. เก็บหุ้นด้วยครับ ของดีราคาถูก เพราะยังไงถ้ามันขาขึ้นแล้ว เรามักจะชอบพูดว่า  " รู้งี้...."  กันครับ  ตอนนั่งเรียน ยังเคยนั่งนึกเลยว่า

    จะมีไหมหนอ ที่ PTT จะมาอยู่ที่ ร้อยกว่าบาท อ่ะ  แถมมีแช่ง อีกว่า อยากให้เศรษฐกิจมัน เจ๊ง แบบต้มยำกุ้งจัง จะได้เก็บๆ พวกนี้บ้างอ่ะ  ชั่วป่ะ....

4. ประมาณต้นปี มันจะมีพวกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ออกมาครับ ขายหลายกองทุนเราจะได้ปันผลประมาณ 7-9 % ครับ  เน้นที่มันลงสิทธิ์ขาดในที่ดินและอาคาร

     เพราะว่า พวกนี้ตอนมันขายทรัพย์สินออกไปเราจะได้กำไรจากตรงนี้ด้วยเพราะว่าราคาทรัพย์สินอย่างที่รู้ราคาจะปรับครับ แล้วก็  ระหว่างทางเราก็ได้ผลตอบแทน

     เปรีบบเสมือนดอกเบี้ย ที่ 8-10 %  น่าสนครับเพราะว่ายังไงมันก็มากกว่าตราสารหนี้และเงินฝาก  และ ดีน้อยกว่าหุ้น แต่ความเสี่ยงน้อยกว่า

     นอกจากกว่าตึกจะถล่ม แต่ ยังไงก็มีประกันภัยอยู่ดี  (ทำตรงส่วนนี้อยู่)


** Future Option ถ้าเล่นเป็นก็ดีครับเพื่อนไข่หัวไว   เราว่าเข้าใจได้ง่าย แต่ว่าความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน  ถ้าอยู่เมืองไทยก็ดี มันจะมีอบรมฟรีของตลาดหลักทรัพย์

     เกี่ยวกับพวกนี้อยู่น่ะ  จะมีวิทยากรมาพูดให้ฟังเพราะเค้าต้องการระดมทุนในตลาดทุน กันอ่ะ   แต่ถ้าเอาไว้ดูข้อมูลก็ได้ครับ เช่น ราคาน้ำมัน  ทองคำ  ฯลฯ

     เพราะราคาพวกนี้มันก็จะตามๆ ตลาด Future ไปอ่ะ    จะได้ดูแนวโน้ม สิ่งต่างๆ ที่มันเอามาทำ Future กันได้นะ   


     ที่จริงที่เกาหลี เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดนะ  มันเล่นกันทุกอณูอ่ะ ขนาดพวกแม่บ้านยังเล่นอ่ะ  อารมณ์หวยหุ้น  เก็งถูก็ได้กำไรไป ไม่ถูกก็เสียตังค์ 

     อืม...มันยาว ต้องหาหนังสืออ่าน    เหนื่อย
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #136 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2551, 18:28:24 »

อ้างถึง
ข้อความของ EdDy_Smart81 เมื่อ 26 ธันวาคม 2551, 11:53:48
ผมเอส ครุ รุ่นrcu 81 ครับ  เป็นนักวิเคราะห์ ที่ บล. เอเซียพลัสครับ  Koraphat@asiaplus.co.th ใครสนใจเรื่องการลงทุนสอบถามได้ครับ ผมจะส่งข้อมูลให้เพื่อให้เพื่อนๆ พี่ๆชาวหอได้บริหารการลงทุน ฝึกเรื่องการลงทุน และแลกเปลี่ยนความคิดกันครับ โทรมาคุยก็ได้ครับ 0811344889    bye bye

หวัดดีครับ

P'Max  RCU 79 เน้อ  ครุฯ  ธุรกิจ   พอนึกออกป่ะ

พี่พอจำเราได้น่ะ แต่จำไม่ได้ว่า เคยร่วมทำกิจกรรมอะไรกันอ่ะ  เหอๆๆ

พี่ทำอยู่  บลจ.วรรณ ครับ  ฝ่ายจัดการกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

เป็นนักวิเคราะห์ แสดงว่าได้ พวก CISA หรือ CFA แล้วซิ

ไม่มาลองทำพวก Fund บ้างอ่ะ เพื่อจะได้เป็น Fund Manager  บ่ฮู้บ่หัน
บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #137 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2551, 08:03:46 »

จำได้ครับพี่แม็ก  ผมไม่อยากเป็น Fund Manager แต่อยากเป็นผู้จัดการการฟัน อ่ะครับ 555 so sad
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #138 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2551, 10:15:03 »

เบื่อคนมีตังค์..
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #139 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2551, 12:00:27 »

อ้างถึง
ข้อความของ EdDy_Smart81 เมื่อ 30 ธันวาคม 2551, 08:03:46
จำได้ครับพี่แม็ก  ผมไม่อยากเป็น Fund Manager แต่อยากเป็นผู้จัดการการฟัน อ่ะครับ 555 so sad

อ่ะนะ งั้นปรึกษา พี่ๆ ในบอร์ดรุ่นนี้ก็ได้

น่าจะถนัดด้านนี้หลายคน 
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #140 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2551, 12:00:52 »

อ้างถึง
ข้อความของ ppornson เมื่อ 30 ธันวาคม 2551, 10:15:03
เบื่อคนมีตังค์..

ดูแลแต่เงินชาวบ้านอ่ะ

แต่เงินตัวเองไม่มี  เค้าไม่ยอม
บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #141 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2551, 12:57:24 »


อ่ะนะ งั้นปรึกษา พี่ๆ ในบอร์ดรุ่นนี้ก็ได้

น่าจะถนัดด้านนี้หลายคน 
[/quote]

ขอคำชี้แนะจากทุกท่านครับ ด้านนี้ผมยังไม่ประสานัก  sing
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #142 เมื่อ: 31 ธันวาคม 2551, 04:31:26 »

เรื่องที่น้องต้องการ หลังไมค์ พี่ตาแคมได้เลย ของเค้าดีจิงๆ ไอ้ฟันๆอะไรนี่


ยาวหน่อยนะ

 
คุณ "สาธิต บวรสันติสุทธิ์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาดการลงทุน บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า การบริหารภาษีจัดเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการบริหารพอร์ตลงทุนได้ ซึ่งผู้ลงทุนสามารถบริหารภาษีด้วยการใช้เทคนิค "ลดภาษี เพิ่มผลตอบแทน" ด้วยกลวิธี 8 แนวทาง


กลวิธีที่ห นึ่ง ใช้สิทธิ์ "หัก" ค่าใช้จ่ายและ "ค่าลดหย่อน" ให้ครบถ้วน

 


- ไล่กันตั้งแต่ ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต สิทธิ์ลดหย่อนภาษีกองทุน "อาร์เอ็มเอฟ" (RMF) และกองทุน "แอลทีเอฟ"(LTF) ดอกเบี้ยเงินกู้ ตลอดจนการลดหย่อน "เงินบริจาค"


- ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 รัฐบาลได้ออกมาตรการใหม่เพิ่มสิทธิ์ลดหย่อน "ค่าเบี้ยประกันชีวิต" หักได้ไม่เกิน 100,000 บาท จากเดิม 50,000 บาท


- ขณะเดียวกันได้เพิ่มสิทธิ์ภาษีเงินค่าซื้อ "กองทุนอาร์เอ็มเอฟ" หักได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกบข.ในปีภาษีนั้นแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท


- ส่วนเงินค่าซื้อกองทุนแอลทีเอฟ หักได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท จากกฎหมายเดิมให้ไม่เกิน 300,000 บาท


- นอกจากนี้ ตามมาตรการใหม่ของรัฐบาล ยังกำหนดให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำสุดไม่เกิน 150,000 บาทต่อปีไม่ต้องเสียภาษี จากเดิมที่มีรายได้ต่ำสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี


- การบริจาคเงินการกุศล ก็เป็นอีกกลวิธีช่วยลดภาษีได้ดีอีกทางหนึ่ง


สำหรับเงินบริจาคได้ โดยแยกเงินบริจาคได้ 3 ประเภท กล่าวคือ

 



หนึ่ง.เงินบริจาคด้านการศึกษา ที่เรียกว่า "จ่าย 1 ได้ 2 " เพราะสามารถหักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลักหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน


สอง.. เงินบริจาคด้านกีฬา หักได้ 1.5 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน


สาม..เงินบริจาคทั่วไป หักได้เท่าที่บริจาค แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนและเงินบริจาคการศึกษาและเงินบริจาคเกี่ยวกับกีฬา


 "ถ้ามีรายได้มากที่ฐานภาษี 37% แนะนำให้บริจาคเต็มเพดานที่กฎหมายกำหนดจะคุ้มค่าที่สุด เช่น บริจาคเงินที่ 100 บาท จะลดหย่อนได้ 200 บาท หักภาษี 37% จะได้คืนเงิน 74 บาท หรือเงินทุก 100 บาทที่บริจาคจะได้รับผลตอบแทนกลับคืน 11% มากกว่าการไม่บริจาค"


การบริจาคเงิน..นอกจากจะได้บุญแล้ว ยังได้กำไรอีกต่อหนึ่งด้วย


 


กลวิธีสอง..ย้ายรายได้ไปยังบุคคลที่มีฐานรายได้ต่ำกว่า


เช่น จาก ก. ไป ข. ,ชิงโชคในชื่อลูก,ฝากเงินในชื่อลูก หรือขายประกันโดยใช้ชื่อลูก เป็นต้น


สาธิต บอกว่า กรณีที่เมื่อใดควรจะฝากเงินและใช้สิทธิ์ยื่นภาษีเงินได้ในชื่อลูกนั้น ภาษีที่ได้คืนจากการใช้สิทธิ์ลดหย่อนลูกต้องน้อยกว่า หรือเท่ากับภาษีที่ได้คืนจากการนำดอกเบี้ยเงินฝากลูกไปยื่นภาษี


วิธีการก็คือ หากดอกเบี้ยเงินฝากไม่เกิน 5 แสนบาท แนะนำให้นำมารวมเป็นฐานเงินได้ เพราะอัตราภาษีของเงินได้ที่ไม่เกิน 5 แสนบาท สูงสุดอยู่ที่อัตรา 10% ซึ่งต่ำกว่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายของ ดอกเบี้ยที่ 15%


แต่หากกรณีที่ดอกเบี้ยเงินฝากเกิน 5 แสนบาท ให้ลองคำนวณภาษีดูก่อน


และดอกเบี้ยต่ำสุดที่ควรฝากในชื่อลูก ให้คิดจากภาษีที่ได้คืนจากการใช้สิทธิ์ลดหย่อนลูกที่ศึกษา หารด้วย 15%(ภาษีดอกเบี้ย) เปรียบเทียบ


ทั้งนี้ในการฝากเงินในชื่อลูกนั้น กฎหมายได้กำหนดไว้ว่า กรณีพ่อและแม่ฝากเงินร่วมกับลูกผู้เยาว์ ดอกเบี้ยให้ถือเป็นเงินได้ของพ่อหรือแม่


แต่หากพ่อหรือแม่ฝากเงินเพื่อบุตรผู้เยาว์ ดอกเบี้ยที่ได้รับให้ถือเป็นเงินได้ของลูก


และดอกเบี้ยเกิน 1.5 หมื่นบาท พ่อแม่จะไม่สามารถนำมาเป็นเงินได้ของพ่อแม่




แยกหน่วยภาษี.. เป็นกลวิธีที่สาม


สาธิต กล่าวว่า การแยกหน่วยภาษีและย้ายเงินได้เพื่อกระจายฐานภาษี เช่น การจัดตั้งคณะบุคคล จะทำให้ได้ประโยชน์จ่ายภาษีในอัตราต่ำ และได้ค่าลดหย่อนซ้ำโดยคณะบุคคลละ 6 หมื่นบาท


"เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นวิธีการก็คือ ควรจะแยกรายได้ไปให้ลูกเพื่อเริ่มฐานภาษีใหม่ เพื่อทำให้จ่ายภาษีในอัตราต่ำ หรือใช้วิธีการจัดตั้งคณะบุคคลประกอบกิจการอะไรก็ได้ร่วมกันตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป เช่น ตั้งคณะบุคคลฝากเงินธนาคารกินดอกเบี้ย ซึ่งการจัดตั้งสามารถจดทะเบียนซ้ำ และยื่นภาษีแยกกันได้"

 




ต่อมากลวิธีที่สี่..ยืดระยะเวลาในการเสียภาษี


วิธีการอย่างหนึ่งก็คือ การรับรู้รายได้คนละปีภาษี เช่น การคงเงินไว้ใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกรณีที่มีอายุงานต่ำกว่า 5 ปี ก็จะทำให้เสียภาษีในอัตราที่ "ต่ำกว่า" การถอนเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงก่อนครบอายุสมาชิก 5 ปี


"การที่สมาชิกใช้วิธีพักเงินไว้กับกองทุนในกรณีลาออกจากงานแล้วยังไม่งานใหม่ จะทำให้เสียภาษีในฐานต่ำกว่า หรือหากได้งานใหม่ก็สามารถโยกเงินกองทุนไปบริษัทใหม่ จะทำให้นับอายุกองทุนต่อเนื่อง แต่ถ้าลาออกจากสมาชิกกองทุน แล้วนำเงินมารวมเป็นรายได้ปลายปี จะเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่า"




กลวิธีที่ห้า..เลือกออมเงินแบบ "ยกเว้นภาษี"


สำหรับผู้ที่มีเงินออมโดยที่ไม่ได้นำไปลงทุน จะด้วยกลัวความเสี่ยง หรือมีเหตุผลใด ๆ ก็ตาม และหลีกเลี่ยงไม่ต้องการจ่ายภาษีเงินฝากในอัตราที่สูง


สาธิตแนะนำว่า ผู้ออมเงินควรจะเลือกออมเงินในกิจกรรมที่ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งปัจจุบันมีทางเลือกหลากหลาย เช่น การซื้อสลากออมสิน ฝากเงินออมสินเผื่อเรียกของรัฐบาล ฝากเงินออมทรัพย์ที่ได้รับดอกเบี้ยไม่เกิน 2 หมื่นบาท เงินฝากประจำแบบผูกพันหรือมีระยะเวลา เงินฝากประจำสำหรับผู้สูงอายุ


แม้แต่การลงทุนในหุ้นหรือกองทุน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการลงทุน เป็นต้น






กลวิธีที่หก.. เลือกเสียภาษีในรูปแบบที่ได้ประโยชน์ "สูงสุด"


ทางเลือกนี้เหมาะสำหรับคนที่ลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งสามารถเลือกระหว่างการขายหุ้นเอากำไร หรือรับเงิน ปันผลแล้วใช้สิทธิประโยชน์ภาษี


ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาดการลงทุน บอกว่า หากผู้ลงทุนเลือกที่จะรับเงินปันผล ก็จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากที่บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% โดยสามารถเลือกนำมาคำนวณปลายปีหรือไม่ก็ได้ แต่กรณีที่เสียภาษีในอัตรา 30% เขาแนะนำให้ควรนำมารวมคำนวณภาษีปลายปีจะคุ้มค่ากว่า

 


" คนเล่นหุ้นสามารถเลือกที่จะเอากำไร ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี หรือจะรอรับปันผล ก็สามารถขอเครดิตภาษีคืนทีหลังได้ แต่ทั้งนี้ผู้ลงทุนจะต้องตรวจสอบก่อนว่าหุ้นหรือบริษัทที่จ่ายปันผลนั้นมีอัตราภาษีอยู่ที่เท่าไร


หากมีอัตราภาษี 30% การรวมภาษีปลายปีและขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนจะคุ้มค่ามากสุด แต่หากบริษัทได้รับยกเว้นภาษีบีโอไอ ก็ไม่ควรรวมรายได้ปลายปีเพื่อขอเครดิตภาษีคืน"




ส่วนกลวิธีที่เจ็ด..ทางเลือกลงทุนในหลักทรัพย์


เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษี ได้แก่ การซื้อเบี้ยประกันชีวิต ซื้อกองทุน RMF หรือ LTF ตลอดจนลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกบข. จะทำให้ได้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ




สุดท้าย กลวิธีที่แปด..ใช้สิทธิ์เรียก "คืนภาษี" ให้เร็วที่สุด


สาธิตบอกว่า กรณีการลงทุนใน RMF หรือ LTF ระหว่างปี จะทำให้ได้ประโยชน์สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ภายในปี เท่ากับจะทำให้มีรายได้ในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้น ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นยังสามารถนำมาซื้ออาร์เอ็มเอฟ หรือ แอลทีเอฟ ตลอดจนลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ให้เกิดผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้อีก


นอกจากนั้น ในกรณีที่เป็นการลงทุนในหุ้น หรืออาร์เอ็มเอฟและแอลทีเอฟ การซื้อระหว่างปียังช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ดีกว่าซื้อครั้งเดียวในช่วงปลายปี


"หลายคนมักจะมาซื้อ RMF และ LTF ในช่วงปลายปี นอกจากจะซื้อหุ้นที่ราคาแพงแล้ว (หุ้นมักขึ้นในช่วงปลายปี ) และหมดสิทธิ์ในการเลือกซื้อหุ้นที่ราคาต่ำ ๆ แล้ว ยังเสียประโยชน์การลดหย่อนภาษีอีกด้วย


การซื้อระหว่างปีผู้ลงทุนจะสามารถหักลดหย่อนได้ทันที (โดยไม่ต้องยื่นภาษีในช่วงเดือนมีนาคมของปีถัดไป) ทำให้มีเงินเพิ่มขึ้นนำกลับไปซื้อกองทุนได้อีกต่อหนึ่ง และโดยปกติผลตอบแทนของกองทุนอาร์เอ็มเอฟ และแอลทีเอฟ จะได้มากกว่าเงินฝากอยู่แล้ว" สาธิต กล่าว

บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #143 เมื่อ: 05 มกราคม 2552, 07:08:51 »

อ้างถึง
ข้อความของ Mr.EggMan เมื่อ 31 ธันวาคม 2551, 04:31:26
เรื่องที่น้องต้องการ หลังไมค์ พี่ตาแคมได้เลย ของเค้าดีจิงๆ ไอ้ฟันๆอะไรนี่

หรือ หน้าไมค์เลยดีไหม๊ ไม่ค่อยเกรงใจใครอยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #144 เมื่อ: 05 มกราคม 2552, 16:57:57 »

 เหนื่อย
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #145 เมื่อ: 06 มกราคม 2552, 19:13:03 »

เก่งคร้าบบบบ...เก่งมากๆเลยคร้าบบบบบ..
บันทึกการเข้า
telek78
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: RCU2538
กระทู้: 1,924

เว็บไซต์
« ตอบ #146 เมื่อ: 07 มกราคม 2552, 12:20:50 »

อยากทราบว่า ธนาคารไหนมั่นคงที่สุดตอนนี้
และเค้าดูกันยังไงอ่ะ
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #147 เมื่อ: 07 มกราคม 2552, 12:53:49 »

น่าจะดูที่หนี้เสียมั้งครับพี่

ว่ามีปริมาณมาแค่ไหน

เพราะว่าถ้ามีเยอะแล้วทวงคืนไม่ได้นี่ก็แย่เลย

หรือ Finanace สมัยก่อนที่มันล้ม เพราะมันปล่อยหนี้โดยที่ไม่มีหลักประกันก็มีครับพี่

รอท่านอื่นว่าต่อครับ
บันทึกการเข้า
jviruch-78
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,601

« ตอบ #148 เมื่อ: 07 มกราคม 2552, 12:54:48 »

ไม่มีตังค์
บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #149 เมื่อ: 07 มกราคม 2552, 13:06:12 »

พี่โจ้ไม่มีตังแล้ว ใครจะมีหว่า เหนื่อย
บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #150 เมื่อ: 07 มกราคม 2552, 14:40:45 »

อ้างถึง
ข้อความของ ตี๋เล็ก กฤษดา เมื่อ 07 มกราคม 2552, 12:20:50
อยากทราบว่า ธนาคารไหนมั่นคงที่สุดตอนนี้
และเค้าดูกันยังไงอ่ะ
อืม  พี่ตี๋พิจารณาจากโครงสร้างสินเชื่อได้ครับ ยามเศรษฐกิจถดถอยเนี่ย ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเช่น SME ก็อาจทำให้ธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อตรงนี้สูงมีปัญหา จากลูกหนี้ผิดชำระได้มากเช่นกัน อีกทั้งกลุ่มที่มีเช่าซื้อรถยนต์ก็อาจเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทำนองเดียวกัน สรุปหลักๆ ก็คือคุณภาพของสินเชื่อที่ปล่อย  แต่ทุกวันนี้ธนาคารขนาดใหญ่ของไทยที่ผ่านปี 40 มา ก้มีความเข้มงวดเรื่องการปล่อยสินเชื่อมาก อีกทั้งหลายๆ แบงค์ขนาดใหญ่ ก็มีสัดส่วน LLR/NPL(เงินตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญ/หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ที่สูงกว่า 79% ไม่ว่าจะเป็น BBL,SCB,KBANK พวกนี้สถานะการเงินแข็งแกร่งครับ รวมทั้งเงินลงทุนสัดส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงก็มีค่อนข้างน้อย  ไม่เหมือนธนาคารพาณิชย์และวาณิชย์ธนกิจในสหรัฐและยุโรป  ที่ล้มๆ ไปเนี่ยเกิดจากสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ค่อนข้างสูง เช่น ตราสาร CDS, CDO เมื่อเกิดปัญหาราคาสินทรัพย์ด้อยค่าเช่นราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำ ตราสารพวกนี้ที่อ้างอิงลูกหนี้จำนองสินเชื่อบ้านจะตกเร็วมาก ทำให้ขาดสภาพคล่อง เพราะมีแต่คนขายไม่มีใครอยากได้ จึงทำให้เกิดวิกฤตครั้งนี้  แต่ถ้าช่วง 3-4 ปีก่อน ตราสารพวกนี้ก็ให้ผลตอยแทนสูงมากเนื่องจากมูลค่าขึ้นตามราคาอสังหาริมทรัพย์ครับ กล่าวโดยสรุปก็คือไอ้บริษัทพวกนี้โตเร็วใน 3-4 ปีก่อนมากจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ได้โตจากรากฐานคุณภาพสินเชื่อที่มั่นคง พอเกิดฟองสบู่ในราคาอสังหาริมทรัพย์ก็เลยแย่ตามไปด้วย  คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ สหรัฐมันแพ้ภัยตัวเองครับ จากนวัตกรรมทางการเงินที่มันพัฒนาขึ้น และการบริโภคที่เกินพอดี แต่โชคร้ายกลับตกกับทุกประเทศ ทำให้คนอื่นคอยซวยไปด้วย เฮ้อ เอิ่มม 
บันทึกการเข้า
นายป้อ
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,124

« ตอบ #151 เมื่อ: 07 มกราคม 2552, 22:11:29 »

 เค้าไม่ยอม
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #152 เมื่อ: 08 มกราคม 2552, 18:23:38 »

สำหรับผม..ถ้าถามเรื่องความมั่นคง..ตอนนี้เท่ากันทุกแบงค์ เพราะรัฐบาลค้ำประกันเงินฝากเต็มวงเงิน..ไม่ต้องซีเรียสมากครับ..
บันทึกการเข้า
นายป้อ
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,124

« ตอบ #153 เมื่อ: 08 มกราคม 2552, 21:47:13 »

 เหอๆๆ
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #154 เมื่อ: 09 มกราคม 2552, 07:14:22 »

อ้างถึง
ข้อความของ EdDy_Smart81 เมื่อ 07 มกราคม 2552, 14:40:45
สหรัฐมันแพ้ภัยตัวเองครับ จากนวัตกรรมทางการเงินที่มันพัฒนาขึ้น และการบริโภคที่เกินพอดี แต่โชคร้ายกลับตกกับทุกประเทศ ทำให้คนอื่นคอยซวยไปด้วย เฮ้อ เอิ่มม 

จริงแล้วเราโดนไปก่อนมันนานแล้ว แต่ไอ้เรามันเป็นเพียงสยามประเทศ เลยไม่ค่อยมีคนนอกซวยมากนัก

ขอบคุณที่มาให้ความรู้
ขออีก
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #155 เมื่อ: 13 มกราคม 2552, 16:51:40 »

 ปิ๊งๆ

 
อ้างถึง   

"สบู่ทุกก้อน"
By nives


http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=5743&user=nives

ผมมักถูกถามจากคนรู้จัก หรือคนที่ติดตามผลงานว่า เขาควรจะซื้อกองทุนรวมของบริษัทไหนดี พูดง่ายๆ ว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไหนมีฝีมือดีที่สุด คำตอบของผมทุกครั้ง ก็คือ ให้หาบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือในด้านของความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ  และมีความสะดวกในการติดต่อซื้อขายเป็นหลัก   

 

ส่วนเรื่องของ "ฝีมือ" ในการลงทุน ผมคิดว่าแต่ละบริษัทก็ทำได้ดีพอๆ กัน หรือถ้าจะพูดแบบนักวิชาการ ก็คือ แย่พอๆ กันเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือ บลจ.ส่วนมาก ผมคิดว่ามีคุณสมบัติด้านต่างๆ ใกล้เคียงกัน และอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ถ้าจะมีอะไรแตกต่างกัน ผมคิดว่าเป็นเรื่องของภาพพจน์ที่บริษัทสร้างขึ้น หรือเป็นภาพที่คนมองว่าบริษัทหนึ่งเหนือกว่า หรือดีกว่าอีกบริษัทหนึ่งเท่านั้น และภาพพจน์ที่ว่านั้นก็มักจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาหรือตามผลการบริหารกองทุนที่เปลี่ยนไปตามภาวะของตลาดและกลยุทธ์การเลือกหุ้นของบริษัท

 

เช่นเดียวกัน นักลงทุนต่างก็ตั้งความหวังกับรัฐบาลในการแก้ไข หรือพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คนมักจะคิดว่ารัฐบาลชุดนั้นเก่งมีฝีมือในการบริหารประเทศมากกว่าอีกชุดหนึ่ง เพราะในช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจเจริญเติบโตมากกว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจมีน้อยกว่า หรืออาจจะเพราะว่า พวกเขาได้ยินมาตรการและคำพูดหรือศัพท์แสงทางเศรษฐกิจที่ดูก้าวหน้าหรือมี "ภูมิปัญญา" มากกว่า

 

ทว่าในความคิดผมเอง ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลชุดไหนมีความสามารถมากกว่าชุดไหน เพราะการเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลกับอีกรัฐบาลหนึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเราทำไม่ได้ รัฐบาลหนึ่งอาจจะมีฝีมือดี แต่ถ้าภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมแย่มาก ผลลัพธ์ก็อาจจะออกมาแย่มาก และคนก็คิดว่ารัฐบาลบริหารไม่เป็น รัฐบาลบางรัฐบาล อาจจะไม่มีฝีมืออะไรเลย แต่ประเทศและโลกอยู่ในภาวะเฟื่องฟูเศรษฐกิจก็ไปได้ฉลุย ทุกคนบอกว่ารัฐบาลเก่ง

 

ความคิดของผม ก็คือ รัฐบาลแต่ละรัฐบาลก็คล้ายๆ กัน เมื่อเข้ามาแล้ว สิ่งที่รัฐบาลทำแล้วมีผลกระทบกับเศรษฐกิจจริงๆ ในระยะเวลาอันสั้น ก็คือ การจัดสรรงบประมาณ ซึ่งงบส่วนใหญ่ มักจะถูกกำหนดกันหมดแล้ว เช่นเรื่องของเงินเดือน และงบผูกพันทั้งหลาย งบประมาณอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่มากนัก ก็จะถูกจัดสรรและกระจายออกไปสู่ประชาชน และธุรกิจทั้งหลายและแน่นอนกลับไปสู่นักการเมืองที่มักจะมี "เปอร์เซ็นต์มาตรฐาน" ผ่านโครงการต่างๆ ที่ถือว่าเป็น "ผลงาน" ของรัฐบาล 

 

ดังนั้นโดยรวมแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลไหน เมื่อเข้ามาทำงานก็มักจะทำคล้ายคลึงกันหมด ความแตกต่างอาจจะมีในรายละเอียดของโครงการหรือในด้านของ "เปอร์เซ็นต์" ที่จะขอตัดจากงบของนักการเมือง อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างในรายละเอียดนี้ มักไม่ทำให้ภาพรวมของผลกระทบทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป   

 

ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหารประเทศ ประเทศก็มักจะเดินไปได้ดีพอๆ กัน หรือจะพูดอีกแบบหนึ่ง ก็คือ แย่พอๆ กัน   สิ่งที่แตกต่างกันจริงๆ ก็คือเรื่องของ "ภาพพจน์" ว่ารัฐบาลไหนทำได้ดีกว่ากันเท่านั้น

 

นั่นทำให้ผมนึกถึงสบู่ สบู่นั้นเป็นสิ่งที่สามารถล้างทำความสะอาดได้ดีเกือบทุกก้อน หรือจะพูดว่าทุกก้อนก็ว่าได้ เพราะบริษัทที่ผลิตสบู่ ต่างก็ใช้สูตรเหมือนกัน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ทำความสะอาดได้ดี   

 

สิ่งที่แตกต่างกันของสบู่แต่ละยี่ห้อที่สำคัญมาก ก็คือ กลิ่น และการโฆษณาอย่างหนัก เพื่อที่จะชักนำให้ผู้ใช้เชื่อว่าสบู่ของตนดีกว่าสบู่ยี่ห้ออื่น แต่สบู่ก็คือสบู่ ถ้ามีใช้และกลิ่นไม่น่าเกลียดเกินไป ผลลัพธ์ของการใช้ก็ใกล้เคียงกันมาก   

 

ในเรื่องของการลงทุน ผมคิดว่า เรายังมีกิจกรรมที่คล้ายๆ กับเรื่องของสบู่อีกหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือ เรื่องของการวิเคราะห์หุ้นของนักวิเคราะห์ทั้งหลาย นักวิเคราะห์มี "สูตร" การทำงานและการเขียนบทวิเคราะห์เหมือนกันหมด ความ "ถูกผิด" ของการวิเคราะห์นั้น ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครทำสถิติว่าเป็นอย่างไร แต่ถึงจะมีคนทำ ด้วยเหตุที่นักวิเคราะห์ แต่ละคนทำนายหุ้นจำนวนมากนับเป็นร้อยๆ ครั้งหรือถ้าทำงานมานานอาจจะเป็นพันๆ ครั้ง โดยธรรมชาติแล้วการทายถูกหรือผิดก็อาจจะใกล้เคียงกัน   
 ดังนั้น จริงๆ แล้วอาจจะไม่มีใครเก่งกว่าใคร ความแตกต่างที่อาจจะทำให้คนหนึ่งดูดี หรือเก่งกว่าอีกคนหนึ่งอาจจะอยู่ที่เรื่องของความสามารถในการบรรยาย หรืออธิบายเหตุผลของบทวิเคราะห์ พูดง่ายๆ เป็นเรื่องของภาพพจน์มากกว่าความเป็นจริง

 

เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์ ก็คือ นักเศรษฐศาสตร์ นี่คือกลุ่มคนที่ "อธิบายเรื่องทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาแล้วได้ดีมากแต่ไม่สามารถทำนายอนาคตได้แม่นยำ" นักเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากทำงานเกี่ยวข้องกับภาพที่ใหญ่มากระดับประเทศหรือระดับโลก ดังนั้นหน้าตาหรือภาพพจน์จึงยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในหน่วยงานที่มีชื่อเสียงหรือมีความสำคัญในการดูแลภาคเศรษฐกิจของรัฐหรือหน่วยงานสาธารณะ โอกาสที่จะได้รับการยอมรับว่า เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีฝีมือในการทำนายทายทักก็ยากมาก และนี่อาจจะรวมไปถึงคุณสมบัติส่วนตัวของนักเศรษฐศาสตร์ว่า เขาเรียนจบมาจากที่ไหนด้วย   

 

ผมเองคิดว่า นักเศรษฐศาสตร์เองก็มีคุณสมบัติคล้ายๆ กับสบู่เหมือนกันนั่นคือ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ก็ดีเหมือนกันหมดหรือแย่เหมือนกันหมดหรือใช้ได้เหมือนกัน ความแตกต่างอยู่ที่ "กลิ่น" นั่นก็คือ ภาพพจน์ว่าใครสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่ากัน

 

นอกจากเรื่องของการจัดการการลงทุน การเมือง การวิเคราะห์หุ้น และเศรษฐศาสตร์แล้ว ผมคิดว่ายังมีเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องทางสังคมศาสตร์อีกมาก เช่นฝีมือในการสอนหนังสือของสถาบันการศึกษา หรือหมอดูชื่อดังต่างๆ ซึ่งมักจะอ้างว่าแม่นยำเก่งกว่าคนอื่นนั้น แท้จริงแล้ว อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย กิจกรรมของพวกเขาอาจจะเป็น "สบู่" ที่มีคุณสมบัติพื้นฐานเหมือนกันและใช้ได้ใกล้เคียงกัน  ความแตกต่างอยู่ที่กลิ่นหรือภาพพจน์เท่านั้น

 

ที่เขียนมาทั้งหมด ต้องการที่จะบอกว่า ในฐานะที่เป็น Value Investor เราต้องแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นของจริง อะไรเป็นเรื่องภาพพจน์ หรือกิจกรรมอะไรเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ ไม่สามารถจะทำได้โดดเด่นกว่าคนอื่น หรือทุกคนทำได้แย่พอๆ กัน ดังนั้น เราอย่าไปเชื่อว่าคนคนหนึ่งเก่งกว่าคนอื่นๆ ทั้งที่ไม่มีข้อพิสูจน์และเป็นเพียง "ภาพ" ที่ปรากฏต่อสาธารณชนเท่านั้น   



บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #156 เมื่อ: 14 มกราคม 2552, 09:54:29 »

เห็นด้วยกับบทความของเพื่อนชาร์ป สิ่งสำคัญที่สุดคือการตัดสินใจของเราเองครับ   sleep
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #157 เมื่อ: 27 เมษายน 2552, 10:23:48 »

PTT เข้าได้ป่าว ถือยาว 3 เดือน ไม่งั้นขอเจ๋งๆซัก 2 ตัวครับน้อง eddy ที่ไม่ใช่พลังงานก็ได้..
      บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #158 เมื่อ: 27 เมษายน 2552, 16:49:44 »

TICON
BSEC

ปั่น แปะ

ตาดีได้ ตาร้ายเสีย

  smoke
      บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #159 เมื่อ: 28 เมษายน 2552, 07:00:56 »

โหแต่ละตัว..เล่นหุ้นนะโว้ย..เป็นการลงทุน..ไม่ใช่แทงม้า..
      บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #160 เมื่อ: 29 เมษายน 2552, 10:55:58 »

ถามเหล่านักพยากรณ์หน่อย

คาดว่าปีนี้ Baht/USD อ่อนสุดจะเกิน 38 Baht/USD ป้ะ
จะเอาไปคำนวณอะไรบางอย่าง
      บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #161 เมื่อ: 29 เมษายน 2552, 11:39:28 »

 บ่ฮู้บ่หัน

ตอบยากครับตาแคม อย่างปีที่แล้วมันยังแกว่งตัวได้ 31.2-35.6

อย่างปีนี้ก็เคยแกว่งไปแตะ36กว่าๆอยู่พักนึง แต่ด้วยความพยายาม
ของแบงค์ชาติคงจะไม่ปล่อยให้ลอยไปถึง38กระมัง แต่ถ้าได้ก็ดี



จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2388 01 ม.ค. - 03 ม.ค. 2552
 

 
 

ดูขยายใหญ่
 
 
 
ดอลลาร์-ทุนไหลออก-การเมือง แกว่ง 'ค่าบาท' ปี2552 
รอบปี 2551 สถานการณ์ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ถูกกำหนดโดยปัจจัยหลัก


หลายประการ เช่น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เงินสกุลหลักในภูมิภาคเอเชีย ความเชื่อมั่นต่อปัจจัยในประเทศทั้งการเมืองและพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ฯลฯ











โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศตัวเลขค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯรายไตรมาส ไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) อยู่ที่ 32.42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไตรมาสที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย.) อยู่ที่ 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย.) อยู่ที่ 33.89 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และในเดือนตุลาคม 2551 เฉลี่ยค่าเงินอยู่ที่ 34.43 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ











ระดับของค่าบาทแข็งค่าสุด ในปี 2551 อยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2551 และอ่อนค่าที่สุดที่ระดับเกือบ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนพฤศจิกายน 2551 อย่างไรก็ตามตลอดทั้งปี ไม่ว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าเร็วเกินไปหรือแข็งค่าเร็วเกินไป ธปท.ได้เข้าดูแล (แทรกแซง) ค่าเงินให้มีเสถียรภาพ เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินหลักในภูมิภาค เพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางการแข่งขันกับคู่แข่ง (ดูตารางเปรียบเทียบค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับสกุลเงินหลักในภูมิภาค)














****ทิศทางบาทปี 52 ไปทางไหน


แนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2552 มีปัจจัยภายนอกที่มีผล คือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินสกุลหลักในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงผลจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับไปยังสหรัฐอเมริกาจากผลกระทบของวิกฤติการเงิน











ขณะเดียวกันปัจจัยในประเทศที่สำคัญ ซึ่งมีผลต่อค่าเงินบาท เช่น สถานการณ์การเมือง อัตราดอกเบี้ยที่เข้าสู่แนวโน้มขาลง ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งขณะนี้ต่างเป็นที่ประมาณการว่าจะเข้าสู่ภาวะขาดดุลทั้งคู่ในปี 2552 ซึ่งเป็นผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่า











'กรณ์ จาติกวณิช' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นว่า จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในขณะนี้และแนวโน้มในปี 2552 ที่คาดว่า การส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ในอัตราที่ลดลงจากปี 2551 คือ ลดลงจาก 3.4% ต่อจีดีพี เป็น -0.6% ถึง 1.6% ต่อจีดีพี ในปี 2552 ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2552 คาดว่าจะอยู่ในระดับติดลบ -2.4% ถึง -0.4% ต่อจีดีพี จึงทำให้ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงไปได้อีกจากปัจจุบัน








"เป็นหน้าที่ของ ธปท. ที่จะต้องรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้เกิดความผันผวน หรือขึ้นลงเร็วเกินไปในลักษณะผิดปกติ และต้องรักษาระดับค่าเงินบาทให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับค่าเงินของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะกับประเทศคู่ค้าต่างๆ" รมว.คลังกล่าว











วงการตลาดเงินคาดการณ์สถานการณ์แนวโน้มค่าเงินบาทต่างมุมมอง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ใช้สมมติฐานแนวโน้มค่าเงินบาทปี 2552 ไว้ที่ 34-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นักบริหารเงินและนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ระดับของค่าเงินบาทแข็งค่าสุดและอ่อนค่าสุดไว้ตั้งแต่ 33.50-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ








"อุสรา วิไลพิชญ์" นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย)


มองแนวโน้มครึ่งแรกของปี 2552 ค่าเงินสกุลหลักในภูมิภาคเอเชียและค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยกลางปี 2552 เคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งค่าเงินบาทในปีหน้าจะถูกกำหนดด้วยปัจจัยต่างประเทศเป็นสำคัญ ทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุน และภาคเศรษฐกิจจริง โดยปีนี้มีโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเอเชีย โดยเฉพาะภาคการส่งออก ดังนั้นดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดจะได้รับผลกระทบมาก








ขณะที่ความเห็นของ ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มค่าบาทปี 2552 ผันผวนตามค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ โดยต้นปีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากการขาดดุลจำนวนมากของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นขาดดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจะดีดกลับขึ้นมาแข็งค่าขึ้นได้อีก จากการไหลเข้าของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะไหลกลับเข้าสหรัฐฯ











"ธิติ ตันติกุลานันท์" ผู้บริหารธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) ระบุว่า คาดว่าค่าเงินบาทไตรมาสแรกจะแกว่งอยู่ระหว่าง 33.50-35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ปัจจัยแวดล้อมยังผันผวนและมีความถี่ในการเปลี่ยนเป็นรายสัปดาห์จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด








ทางด้าน "เผด็จ วิรุฬห์สิทธิ์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงทิศทางค่าเงินบาทปีหน้าน่ามีเสถียรภาพ โดยไตรมาสแรกมีแนวโน้มแข็งค่าอยู่ระหว่าง 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สาเหตุหลักจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะโดยสภาพทั่วไปการที่สหรัฐฯยังคงพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้อย่างไม่หยุดยั้งโดยไม่รู้ว่าจะสร้างภาระผูกพันงบประมาณมากแค่ไหนในอนาคต อีกทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ที่ผ่านมา ยังสะท้อนระยะปานกลาง 1-2 ปี เศรษฐกิจสหรัฐฯยังถดถอย ประกอบกับสถาบันการเงินที่ยังค่อนข้างเปราะบาง แนวโน้มดอลลาร์สหรัฐฯจะแข็งค่าได้อย่างไร











****ลดดบ.นโยบายไม่กดดันค่าเงิน


ในส่วนของปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากอัตราดอกเบี้ยที่เข้าสู่ขาลง หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยจาก 3.75% เหลือ 2.75% ซึ่งมีผลเมื่อ 3 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมาและคาดการณ์ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจปรับลดลงจนถึงกลางปี 2552











ก่อนหน้านี้ "สุชาดา กิระกุล" ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน แบงก์ชาติ เคยให้ความเห็นไว้ว่า หลังจากที่กนง.มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาร์/พีลง 1.0% ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยไม่ได้มีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆมากนัก เนื่องจากหลายประเทศได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ดังนั้นส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจึงไม่ได้สร้างแรงกดดันต่อค่าเงิน











นอกจากนี้ หากเทียบค่าเงินบาทในช่วงก่อนและหลังปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเอาค่าเงิน ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2551 เทียบวันที่ 1 ธันวาคม 2551 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.88% ซึ่งอยู่อันดับที่ 8 ในภูมิภาค นับว่ายังเป็นไปตามภูมิภาค อย่างไรก็ตามหากค่าเงินเคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 - 5% นับว่าค่อนข้างมีเสถียรภาพ








เงินบาทปี 2552 จะเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าหรือแข็งค่า มีทั้งปัจจัยภายนอกและในประเทศเป็นตัวกำหนด ซึ่งท้ายที่สุดแล้วปีนี้คงเป็นอีกปีที่ "แบงก์ชาติ" ในฐานะผู้ดูแลเสถียรภาพต้องเหนื่อยหนัก


 
 
 
 
      บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #162 เมื่อ: 29 เมษายน 2552, 22:07:46 »

ถ้ามีคนบอกว่า PTT  จะเจ๊ง  จะเชื่อเค้าป่ะ ??

แล้วถ้าไม่เชื่อ... ขอเหตุผลทีดิว่า...ทำไม ??
      บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #163 เมื่อ: 30 เมษายน 2552, 12:08:44 »

Thank you ตาไข่ ตีเอาไว้ที่ 37 Baht/USD กันเหนียว

ส่วนของแม็กซ์ ถ้าดูจากภาพทั่วๆ ไป
เช่น การเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นโรงกลั่นและโรงแยก เกือบจะทั้งหมดของเมืองไทย
คงจะตอบได้ว่า น่าจะเจ๊งยาก

แต่ถ้าจะเจ๊ง ก็อาจจะเป็นสาเหตุเดียวกับการบินไทย
คือ การบริหาร และการเมืองภายใน (ล่ะมั้ง)
      บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #164 เมื่อ: 05 พฤษภาคม 2552, 12:02:16 »

ทำไม..ไอ้แครมมมจะนำเข้าจิมแคนจากญี่ปุ่นเหรอ..ต้องรู้เรื่องค่าเงินบาทซะด้วย..
      บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #165 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2552, 09:05:12 »

ไปบวชกลับมาเพื่อนๆ รวยเลยเละ สังสัยเป็นผลบุญที่เราต้องใจปฏิบัติและอุทิศให้ เชียร์ขายของตั้งแต่วันนี้ครับ ดีดขึ้นสูงๆ ขาย แม้สัญญาณต่างชาติยังซื้อหนักอย่างต่อเนื่อง  แต่สถานะ Long Future ของต่างชาติที่เปิดสะสมมาตั้งแต่ 400  ตอนนี้เริ่มปิดสถานะ มาเปิด Short หนักๆ แล้ว แนะนำทยอยขายตัวใหญ่ๆ เช่นขายเรือ ขายถ่านหิน พลังงาน จังหวะดีดขึ้นแรงๆ  ลดพอร์ตนะครับ เปลี่ยนเป็นเล่นสั้นซื้อตอนย่อแรงๆ รอดีด  ไม่แนะนำสะสม 
ป.ล. ที่พี่โต้งถามมาโทษทีครับ ผมไม่ได้มาอ่าน  หลายวัน เลยไม่ได้แนะให้เก็บอะไร  คาดว่าคงยังมีบ้านปูอยู่ พี่ทยอยขายไปก่อนได้นะครับ ขอให้รวยๆ กันทุกท่าน

“ข้อมูลเหล่านี้ รวบรวมจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่ผู้เขียนมิได้มีเจตนาชี้นำเพื่อการลงทุน และไม่รับรองความถูกต้องของข้อมูลใดๆ  การซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ  เป็นการตัดสินใจของผู้ลงทุนเอง ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความนี้หรือไม่ ผู้เขียนม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ขอรับผิดชอบทุกกรณี  การลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดใช้วิจารณญาณในการลงทุน”
   
      บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #166 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2552, 09:06:24 »

รอจังหวะซื้ออรอบใหม่ ครับ ตลาดใกล้ปรับฐานแล้ว
      บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #167 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2552, 10:35:38 »

จริงอ่ะ .. ข่าวดี ๆ ๆ
      บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #168 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2552, 13:48:23 »

เอาตรงเท่าไหร่ดีน้องชาย..banpu กับ ptt ซื้อนะ..
      บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #169 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2552, 16:24:31 »

รอดู ดัชนี 450 ผมว่าน่าจะมีแรงเทคล่ะ
      บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #170 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2552, 17:06:27 »

เฮ้ย..วันนี้มัน 540 แล้วนา..แล้วจะได้ซื้อเหรอ..ตอนนี้จะขายก็ไม่กล้าขาย จะซื้อก็ไม่กล้าซื้อ
      บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #171 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2552, 22:30:23 »

น่าสนใจ ยังไงช่วยแนะนำ้บ้างครับ...

ปล. ไม่มีเงินแต่หน้าด้านอยากลงทุน ใครให้ยึมบ้าง
      บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #172 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2552, 10:30:15 »

อ้างถึง
ข้อความของ ppornson เมื่อ 12 พฤษภาคม 2552, 17:06:27
เฮ้ย..วันนี้มัน 540 แล้วนา..แล้วจะได้ซื้อเหรอ..ตอนนี้จะขายก็ไม่กล้าขาย จะซื้อก็ไม่กล้าซื้อ

อ้าววันนั้นผม เขียนผิด 540 นั่นล่ะ หลังจากไปเทส 550 ก็มีแรงเทค 30 กว่าจุด  ถามว่าวันนี้ทำไง  วันนี้ขึ้นมา 555 อีกแล้ว  ผมแนะนำขายนะครับวันนี้ เด่วนี้   รอดูว่ามันยืน 560 ได้มั้ย หากยืนได้ set จะวิ่งต่อไป 600 ถึง 610 ดังนั้นยืน 560 ค่อยกลับมาซื้อใหม่  ปล. บ้านปู ขึ้นมากมาย ตามหุ้น ถ่านหินทั่วโลกที่นักวิเคราะห์ทั้งโลกให้นำหนักการลงทุนเป็นมากกว่าตลาด  ผมเช็คดัชนีหุ้นถ่านหินโลก ปีนี้กำลังส่ง Setiment เชิงบวก new high ของปีนะครับ  อย่างต่อเนื่อง    ช่วงนี้รวยกันถ้วนหน้า ทุกคนนะครับ  เศรษฐกิจแย่ๆ คือโอกาสของเราที่มีเงินสะสมไว้บ้าง
      บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #173 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2552, 10:36:48 »


ทีเด็ดนะครับ  หาก SET จะไปต่อ เลือก TTA ครับสำหรับคนชอบเสียวๆ  แรงๆ 
                                                        BANPU  อุ่นใจไปกับพื้นฐาน
                                                       IRP นั่งนิ่งๆ ยาวๆ ขึ้นเรื่อยๆ รอ 10 บาท

“ข้อมูลเหล่านี้ รวบรวมจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่ผู้เขียนมิได้มีเจตนาชี้นำเพื่อการลงทุน และไม่รับรองความถูกต้องของข้อมูลใดๆ  การซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ  เป็นการตัดสินใจของผู้ลงทุนเอง ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความนี้หรือไม่ ผู้เขียนม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ขอรับผิดชอบทุกกรณี  การลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดใช้วิจารณญาณในการลงทุน”
      บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #174 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2552, 11:45:52 »

แทงหวยๆ..หุ หุ

ขายไปจนของจะหมดแล้ว เลยรอดูเฉยๆรอซื้ออยู่น่ะ..
      บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #175 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2552, 07:57:37 »

ถึง ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย

จะรับประทานกันไปถึงไหน
ดอกเบี้ยเงินฝากไม่กี่สลึง แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ 6% นู่น แถมบวกค่าธรรมเนียมอีกตั่งหาก

ท่านกรณ์ครับ โชว์พลังหน่อย อย่าโชว์แต่น้ำเสียง
 จ๊าากกก
      บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #176 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2552, 08:34:04 »

มีคนตั้งประเด็นน่าสนใจ..

ตอนแบงค์จะล้ม เราเอาภาษีของเราไปอุ้ม เพื่อไม่ให้แบงค์ล้ม กลัวจะเกิดปัญหาใหญ่..

แต่ตอนนี้แบงค์ไม่ล้ม เงินเหลือเยอะ ไม่ได้มีปัญหาสภาพคล่อง แต่มีปัญหาปล่อยสินเชื่อไม่ได้ แบงค์ไม่เห็นยอมขาดทุนช่วยประชาชน..

น่าคิดว่ะ..สรุปว่าเป็นธนาคารยังไงก็รอดใช่ป่าว..
      บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #177 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2552, 10:48:59 »

 ใครยังไม่มีหุ้นวันนี้ย่อปรับฐาน  ทยอยเก็บนะครับ
      บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #178 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2552, 10:56:14 »

จ้าๆ..เก็บจ้า..
      บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #179 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2552, 13:34:54 »

เอ็ด อยากรู้หน่อยว่า  บริษัท วอเทอร์เน็ท จำกัด (มหาชน)  นี้มันออกจากตลาด MAI หรือยัง

พยายามหาอักษรย่อมันอยู่ หาใน settrade ไม่เจอน่ะ

จะเข้าไปดูข้อมูลหน่อยน่ะ
      บันทึกการเข้า
Surachai Chantosakun
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 114

« ตอบ #180 เมื่อ: 22 พฤษภาคม 2552, 10:38:50 »

มีเรื่องอยากถาม อาจจะถามอย่างคนไม่รู้ ช่วยแสดงความคิดเห็นหน่อย

คิดอย่างไรกับระบบทุนนิยม?

ปัญหาเศรษฐกิจทุกวันนี้มันเกิดจากการล่มสลายของระบบทุนนิยมเหรอ

ถ้ามันเป็นอย่างนั้นแล้ว ระบบเศรษฐกิจมันจะเดินไปอย่างไร

มันยังคงต้องเดินย้อนรอยรูปแบบทุนนิยมแบบเดิมๆเหรอ

ถ้าไม่ มันจะมีรูปแบบแบบไหน

โดยส่วนตัว คิดว่าระบบทุนนิยมนี้มันช่างน่ารังเกลียด ไม่ยั่งยืน เป็นวิถีแห่งการบริโภค อยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ของที่มีค่าแค่ 100 ก็สามารถทำให้มันมีค่า 1000 ได้ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่ ยิ่งมีความโลภเป็นตัวนำแล้ว จะหาคำว่าจรรยาบรรณคงยาก ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วเราคงต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่อยู่เรื่อยๆเหรอ

      บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #181 เมื่อ: 22 พฤษภาคม 2552, 11:22:57 »

เรียนพี่น้องที่มีความรู้ครับ ผมต้องการทราบอัตราการเสียภาษีบุคคลธรรมดาครับ ว่า Rate เป็นไงบ้าง
      บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #182 เมื่อ: 22 พฤษภาคม 2552, 11:59:30 »

อ้างถึง
ข้อความของ Surachai Chantosakun เมื่อ 22 พฤษภาคม 2552, 10:38:50
มีเรื่องอยากถาม อาจจะถามอย่างคนไม่รู้ ช่วยแสดงความคิดเห็นหน่อย

คิดอย่างไรกับระบบทุนนิยม?

ปัญหาเศรษฐกิจทุกวันนี้มันเกิดจากการล่มสลายของระบบทุนนิยมเหรอ

ถ้ามันเป็นอย่างนั้นแล้ว ระบบเศรษฐกิจมันจะเดินไปอย่างไร

มันยังคงต้องเดินย้อนรอยรูปแบบทุนนิยมแบบเดิมๆเหรอ

ถ้าไม่ มันจะมีรูปแบบแบบไหน

โดยส่วนตัว คิดว่าระบบทุนนิยมนี้มันช่างน่ารังเกลียด ไม่ยั่งยืน เป็นวิถีแห่งการบริโภค อยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ของที่มีค่าแค่ 100 ก็สามารถทำให้มันมีค่า 1000 ได้ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่ ยิ่งมีความโลภเป็นตัวนำแล้ว จะหาคำว่าจรรยาบรรณคงยาก ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วเราคงต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่อยู่เรื่อยๆเหรอ



ทุนนิยม  วัตถุนิยม

ยังไงประเทศเราก็อยู่ในระบบนี้แล้ว  คงทำได้แต่เพียงให้ระบบภายในประเทศเข้มแข็ง

นอกจากว่าจะมีปฏิวัติแบบรัฐบาลทหารพม่า แล้วปิดประเทศไป ไม่ก็แบบเกาหลีเหนือ

นี่นับว่ายังโชคดีที่มีการประท้วงพวกเสื้อเหลือง เสื้อแดง ก่อนที่จะมี แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส

เพราะมันลดความน่าเชื่อถือในการลงทุนไปเยอะทีเดียว พวกฝรั่งเลยไม่มายุ่งมาก

หากบ้านเมืองดีช่วงนั้น คงเจ๊ง เยอะกว่านี้อ่ะ
      บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #183 เมื่อ: 22 พฤษภาคม 2552, 16:17:49 »

อ้างถึง
ข้อความของ หลิม 81 เมื่อ 22 พฤษภาคม 2552, 11:22:57
เรียนพี่น้องที่มีความรู้ครับ ผมต้องการทราบอัตราการเสียภาษีบุคคลธรรมดาครับ ว่า Rate เป็นไงบ้าง

มรึงลองไป download โปรแกรมคำนวณภาษีมาสิ จากเวบสรรพากรน่ะ..กรอกไปเล่นๆเค้าก็คำนวณให้เสร็จสรรพ
      บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #184 เมื่อ: 22 พฤษภาคม 2552, 16:26:43 »

ระบบเศรษฐกิจไม่ค่อยเกี่ยวหรอก..กรูว่าอยู่ที่คนใช้ระบบมากกว่า..มนุษย์มีกิเลสเป็นเครื่องครอบงำอยู่แล้ว ไม่ว่าระบบไหนเจอกิเลส ก็พังหมด..
      บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #185 เมื่อ: 22 พฤษภาคม 2552, 19:50:51 »

 ปิ๊งๆ

ลองไปดูนะจ๊ะน้องหลิม(เจีย)

http://www.rd.go.th/publish/1780.0.html

ส่วนเรื่องทุนนิยมนี่ มาทำความเข้าใจกันก่อน

ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยม (Laissez-Faire or Capitalism)

ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยมเป็นระบบเศรษฐกิจที่ให้เสรีภาพแก่ภาคเอกชนใน การเลือกดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สามารถเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เศรษฐทรัพย์ต่างๆที่ตนหามาได้ มีเสรีภาพในการประกอบธุรกิจ รวมทั้งการเลือกอุปโภคบริโภคสินค้า และบริการต่างๆ แต่ทว่าเสรีภาพดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย กล่าวคือ การดำเนินการใดๆจะต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของบุคคลอื่น ใช้ระบบของการแข่งขันโดยมีราคาและระบบตลาดเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรทรัพยากร โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จะมีหน้าที่เพียงการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและการป้องกันประเทศ

ผมมองว่าปัญหาทางเศรษฐกิจของโลกที่กำลังเกิดขึ้น มีที่มาจากหลายๆสาเหตุได้แก่ ความฟุ่มเฟื่อยในการใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะในอเมริกา(บริโภคนิยมแบบเกินตัว),สถาบันการเงินปล่อยกู้ไม่เหมาะสมจนเกิดหนี้เสีย(sub-prime) และการเก็งกำไรที่ผิดพลาดของสถาบันการเงินโดยอาศัยเทคนิคทางด้านคณิตศาตร์มาดัดแปลงความเสี่ยง (CDO) ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดปัญหาให้สถาบันทางการเงินขาดสภาพคล่องและนำมาสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ

มองให้ดีดีก็เหมือนโรคระบาดนี่แหละ เสมือนว่าเกิดการกลายพันธุ์ในอเมริกา แต่กลับส่งผลลุกลามไปทั่วโลก โดยอาศัยระบบเสรี(แบบโครตๆ)ทางด้านการเงินของโลกเป็นพาหนะ และด้วยการที่ระบบเศรษฐกิจของโลกอิงอเมริกามากเกินไป พอล้มที่เดียวก็พากันระเนระนาดตามไปหมด ภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งคือการมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองเป็นหลัก

จริงๆทุนนิยมก็ดีนะ แต่ยังไงก็ควรมีการควบคุมบ้าง ไม่ควรจะเสรีมากเกินไปจนละเลยความถูกต้อง มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวในโลกที่ไม่สามารถปล่อยให้ดำเนินชีวิตแบบอิสระตามสัญชาติญาน เพราะกิเลสของมนุษย์นั้นสามารถทำลายได้ทุกๆอย่าง แม้กระทั่งตัวเองและพวกพ้อง
      บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #186 เมื่อ: 23 พฤษภาคม 2552, 11:36:30 »

อืม..รีบๆ save ไว้..นานๆจะได้เห็นสาระซักที..
      บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #187 เมื่อ: 25 พฤษภาคม 2552, 07:23:52 »

อีกอย่าง
เวลาบริษัทพวกนี้มีปัญหา เหล่านายกสมาคมทั้งหลายก็ออกมาร้องกันกระจองอแง
รัฐต้องช่วยอย่างงู๊น อย่างงี๊ รัฐต้องลดภาษีนู่นนี่ เพื่อช่วยให้บริษัทลดค่าใช้จ่าย
เวลาได้กำไร เห็นเงียบ
      บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #188 เมื่อ: 25 พฤษภาคม 2552, 10:00:52 »

อ้างถึง
ข้อความของ ชาร์ป เมื่อ 21 พฤษภาคม 2552, 13:34:54
เอ็ด อยากรู้หน่อยว่า  บริษัท วอเทอร์เน็ท จำกัด (มหาชน)  นี้มันออกจากตลาด MAI หรือยัง

พยายามหาอักษรย่อมันอยู่ หาใน settrade ไม่เจอน่ะ

จะเข้าไปดูข้อมูลหน่อยน่ะ


ชาร์ป  มันยังไม่เข้าเทรดในตลาดนะ บริษัทขายน้ำ หยอดเหรียญ บริษัทนี้ อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลทางบัญชี  เรื่องผลประกอบการอยู่ นะครับ
      บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #189 เมื่อ: 25 พฤษภาคม 2552, 16:14:20 »

^
^
^
น่าเสียดาย
ได้ยินข่าวมาว่า water net ได้รับ order ใหญ่ ตู้น้ำ มาอีก พันตู้ ติดตั้งทั่วประเทศ
เลยว่าจะเข้าไปดูงบหน่อยว่าเป็นอย่างไร น่าซื้อหรือเปล่าน่ะ
      บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #190 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2552, 16:18:10 »

คุณน้อง ed ..เอาไงดี จะซื้อก็ไม่กล้า แต่กลัวตกรถ มันจะ 600 จุดแล้ว.. พลังงานเต็มพอร์ต..เพิ่งเก็บไปอีกรอบตอนประมาณ 550..
      บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #191 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2552, 16:25:18 »

รับมาตอนนั้นโอเคแล้วพี  ที่มีอยู่ให้ทยอยขายวันดีดแรงๆ ได้ครับ  ใกล้ๆ 590-600 ถ้าซื้อตอนนี้ต้องเล่นเร็วมากๆ  แล้วประมาณว่านั่งเฝ้า ไม่แนะนำให้ซื้อแต่ถ้าขึ้นไปยืน 600-610 ได้2-3 วัน  ค่อยเก็บของได้มันจะวิ่งต่ออีกไม้ 650  แต่ตอนนี้รอดูทิศทางก่อนครับ   ใครมีหุ้นที่ผมให้คงสุขสมหวังกันนะครับ  รวยๆ  กันทุกคน
      บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #192 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2552, 17:22:33 »

Dear K. Jakkreepan

Thanks for your support but now I can get info. ready.

Dear K. Pornson

Why you call Nong Ed...... I wondering that why you call me I lim. please let me know.
      บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #193 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2552, 18:15:41 »

อยากให้กรูพูดตรงๆ..หรือ อยากให้พูดแบบที่มรึงอยากได้ยินล่ะ..
      บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #194 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2552, 21:39:38 »

อ๋อ รู้แล้ว เอ็ดเป็นตัว....ตัว.... หาเงินให้นี่เอง....ฮิ ๆ
(ล้อเล่งน้าเอ็ดเอ๋ย)
      บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #195 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2552, 11:14:18 »

รักมากกว่า ก็สนิทมากกว่า ก็เรียกแบบสนิทสนมไง..พอใจยัง
      บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #196 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2552, 11:18:30 »

ยากรวย ทำไงดีครับ บอกหน่อย
      บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #197 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2552, 12:43:24 »

อ้างถึง
ข้อความของ หลิม 81 เมื่อ 04 มิถุนายน 2552, 11:18:30
ยากรวย ทำไงดีครับ บอกหน่อย

เคยได้ยินป้ะ High Risk High Return








ฆ่าตัวตายแล้วไปเกิดใหม่
ความเสี่ยงเยอะหน่อย
แต่ถ้าได้ไปเกิดเป็นลูกเจ้าสัวก็คุ้ม

ลองดู.....
      บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #198 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2552, 13:15:52 »

No comment ครับ เรียกบักเอ๊ด ไอ้เอ๊ด ลิงเอ็ด  บลาๆๆๆ... เรียกได้หมด No Serious  แต่ที่ออฟฟิศ เรียกผม ไอ้ดำ... 555   
      บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #199 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2552, 13:19:20 »

อ้างถึง
ข้อความของ Apirat T. เมื่อ 04 มิถุนายน 2552, 12:43:24
อ้างถึง
ข้อความของ หลิม 81 เมื่อ 04 มิถุนายน 2552, 11:18:30
ยากรวย ทำไงดีครับ บอกหน่อย

เคยได้ยินป้ะ High Risk High Return








ฆ่าตัวตายแล้วไปเกิดใหม่
ความเสี่ยงเยอะหน่อย
แต่ถ้าได้ไปเกิดเป็นลูกเจ้าสัวก็คุ้ม

ลองดู.....

ที่พี่แครมบอกอาจยากเกินไป   แนะนำ สอยลูกสาวเจ้าสัว  หรืลูกสาวเจ้าสัวอาจอายุเกินรุ่นๆ อย่างเราก็เน้นๆ  หลานเจ้าสัว อันนี้จะโอเค...   
      บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #200 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2552, 08:30:39 »

พูดเหมือนมะม่วงเลยนะพวกมรึง..จะสอยเมื่อไหร่ก็อยากสอย..ทุกวันนี้ยังเอาตัวเองกันไม่รอดเล๊ยยยย..
      บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #201 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2552, 11:47:44 »

อ้างถึง
ข้อความของ ppornson เมื่อ 05 มิถุนายน 2552, 08:30:39
พูดเหมือนมะม่วงเลยนะพวกมรึง..จะสอยเมื่อไหร่ก็อยากสอย..ทุกวันนี้ยังเอาตัวเองกันไม่รอดเล๊ยยยย..

ใครบอกล่ะ....ลองไปสอยมะม่วงหน้าหนาวซิิ ไม่มีผลหรอก....ใช่ว่าจะสอยเมื่อไหร่ก็ได้....
      บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #202 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2552, 12:20:09 »

อ้างถึง
ข้อความของ EdDy_Smart81 เมื่อ 04 มิถุนายน 2552, 13:19:20
ที่พี่แครมบอกอาจยากเกินไป   แนะนำ สอยลูกสาวเจ้าสัว  หรืลูกสาวเจ้าสัวอาจอายุเกินรุ่นๆ อย่างเราก็เน้นๆ  หลานเจ้าสัว อันนี้จะโอเค...  

งั้นแนะนำให้ มีลูกเหลิม กับลูกชูวิทย์อ่ะ
ลองดู

จาก บธ.ม. สาขา ผู้ประกอบการ
      บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #203 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2552, 08:44:49 »

จาก Fwd ใน board pantip ...  อ่านแล้วโดนครับ
 
ก่อนอื่นดิฉันขอสาบานว่าสิ่งที่ดิฉันพูดเป็นความจริงค่ะ ดิฉันอายุ 25 ปีค่ะ ความสูง 170 ซม. น้ำหนัก 50 กิโล ส่วนสัด 34-24-36 ผมยาว หน้าตาจัดว่าสวยมาก เซ็กซี่ มีรสนิยม ดิฉันอยากจะแต่งงานกับผู้ชายรายได้สักสองแสนบา ทอัพต่อเดือนสักคน คุณอย่าเพิ่งมองฉันโลภนะคะ รายได้ประมาณสองแสนเนี้ยแค่ชนชั้นระดับกลางๆในห้องสินธรหรือวงการตลาดหุ้นเอง ฉันไม่ได้เรียกร้องมากไปใช่ไหมคะ มีใครในพันทิพ ห้องสินธร นี้ที่รายได้เกินสองแสนบ้างคะ พวกคุณแต่งงานไปกันหมดหรือยัง กรุณาช่วยตอบดิฉันทีค่ะ คือดิฉันอยากแต่งงานกับคนรวยๆ อย่างพวกคุณ พวกที่ดิฉันคบด้วยนี่มีแต่พวกธรรมดาๆรายได้อย่างมากไม่เกินสามหมื่นเอง รายได้แค่นี้จะอุตริไปซื้อบ้านแถวสีลมเนี่ย ยังได้แค่มองเลยใช่ไหมคะ ดิฉันมีคำถามดังนี้ค่ะ กรุณาช่วยตอบด้วยนะคะ
1. หลังจากตลาดหุ้นปิด พวกคุณมักไปต่อที่ไหนกันคะ ( ชื่อร้าน , ผับ , fitness, ฯลฯ)
2. ถ้าจะแอบมองสาว คุณจะมองสาววัยไหนคะ
3. ทำไมคนที่แต่งงานกับคนรวยๆถึงมีแต่พวกอาซิ่มเฉิ่มๆ รสนิยมห่วยๆล่ะคะ   
4. คุณใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือกคนที่คุณจะแต่งงานด้วยคะ'
------------------------
หลังจากนั้นไม่เกิน 30 นาที ก็มีเมล จากชายหนุ่มคนนึงส่งมาถึงเจ้าหล่อนว่า :   

ถึงคุณสุดสวยครับ...
หัวข้อกระทู้ของคุณน่าสนใจมากครับ และคงมีผู้หญิงหลายคนมีคำถามเดียวกันกับคุณ ขออนุญาตตอบคำถามในมุมมองของคนเล่นหุ้นแบบผมนะคับ
รายได้ของผมจากการเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และลงทุนในตลาดหุ้นมากว่า 10 ปี อยู่ที่ประมาณห้าแสนบาท ต่อเดือนขาดเหลือนิดหน่อย ซึ่งก็น่าจะผ่านเกณฑ์ของคุณ ดังนั้นผมเชื่อว่าคำตอบของผม น่าจะไม่ทำให้คุณเสียเวลาอ่านนะครับ
จากมุมมองของผมซึ่งเป็นนักธุรกิจ การที่แต่งงานโดยเลือกเฉพาะที่ความสวยเพียงอย่างเดียวนั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลา ด คำตอบนั้นง่ายมาก อธิบายตามตรง จากข้อมูลที่คุณให้มา คุณพยายามจะเน้นจุดแข็งของสินค้าคือ 'ความสวย' เพื่อแลกกับ 'เงิน'
เมื่อคุณมีความสวย และผมมีเงิน แน่นอนว่ามัน Fair และน่าจะเป็นไปได้กับโอกาสทางธุรกิจที่คุณเสนอแต่ก็ติดปัญหาที่ว่าความสวยของคุณนั้นจืดจางลงทุกวัน ในขณะที่เงินของผมไม่ได้ไปไหน ถ้าไม่มีปัญหาอะไร หรือในอีกนัยหนึ่ง รายได้ของผมมีแต่จะเพิ่มทุกปีและเงินของผมก็สามารถนำไปให้ก่อให้เกิดผลตอบแทนงอกเงยขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่คุณไม่ได้สวยขึ้นเมื่อข้ามปี และมีแนวโน้มที่จะลดลงๆ ในแต่ละปีที่ผ่านไปเช่นกัน
ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ คุณคือสินทรัพย์ที่เสื่อมค่า ไม่ได้เสื่อมธรรมดานะ เสื่อมแบบอัตราก้าวหน้า ดังนั้นถ้าความสวยคือสิ่งเดียวที่คุณมี ก็จงคิดต่อว่า 10 ปีข้างหน้าจะทำอย่างไร
นิยามที่เราใช้กันในตลาดหุ้น คือ ทุกๆ การ Trade มี Position การคบกับคุณก็ถือเป็น Position แต่ถ้า Value ของมันลดลง เราจะขายมันทิ้ง ไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะดันทุรังเก็บมันไว้ ซึ่งหมายถึงการแต่งงานที่คุณต้องการ อาจจะแทงใจดำถ้าผมต้องบอกคุณตรงๆอย่างจริงใจว่า ถ้า Value ของ Asset ลดลงเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ขายทิ้ง เราจะ ใช้วิธีการ 'ให้เช่าซื้อ' แทน
แน่นอนว่าคนที่มีรายได้เกินสองแสนบาทต่อเดือนฉลาดพอ พวกเขาแค่คบคุณ แต่จะไม่แต่งงานกับคุณ
ดังนั้นจึงขอแนะนำคุณอย่างหวังดีว่าคุณควรที่จะหยุดที่จะหาวิธีที่จะได้แต่งงานกับคนรวย และคุณควรที่จะทำให้ตัวเองเป็นคนที่มีรายได้เกินสองแสนบาทแทนซะเอง ซึ่งในทางเทคนิคแล้วน่าจะมีโอกาสมากกว่าการหาคนรวยแต่โง่คนนึง (รวยธรรมดาอย่างเดียวไม่พอ ต้องโง่พร้อมด้วย) หวังว่าคำตอบนี้จะช่วยคุณได้บ้าง อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณสนใจ option ในบริการ ! 'เช่าซื้อ' กรุณาติดต่อผม..... เพื่อทำ Bid offer ในโอกาสต่อไป ***** *********
 
 บรึ๋ยยย บรึ๋ยยย



      บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
jviruch-78
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,601

« ตอบ #204 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2552, 10:46:06 »

ชอบมาก ขอ
      บันทึกการเข้า
EdDy_Smart81
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 654

« ตอบ #205 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2552, 12:22:06 »

momentum แบบนี้ SET มันจะไปหยุดตรงไหนแนวต้าน 1 ที่  665 แนวต้าน 2 ที่  685   ทั้ง 2 แนวต้านนี้บางมาก ถ้าฝรั่งไม่หยุดซื้อ วิ่งผ่านรวดเดียวแน่  เจอ 700  แนวต้านใหญ่น่าจะไปพักเหนื่อยแถวๆตรงนั้น ความเห็นส่วนตัวมากๆ นะครับ ซื้อเลย  รอไปขาย 700 จุด ถ้าดูท่าไม่ดีค่อยโดด     
      บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #206 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2552, 14:25:36 »

อยากเล่นหุ้นบ้างครับ ช่วยแนะนำหน่อยซิครับ

ปล. การลงทุนมีความเสี่ยง...แต่ต้องเสี่ยงถึงจะตื่นเต้น
      บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #207 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2552, 14:42:12 »

เปิดอินเตอร์เนต เข้าบริษัทหลักทรัพย์สักบริษัท เดี๋ยวได้เรื่อง ไม่ยาก แต่อย่านึกว่ามันมีแต่ได้ ตอนเค้าเจ๊งกันสดๆร้อนๆที่ผ่านมาปีที่แล้ว หมดตังค์กันไปเท่าไหร่รู้ป่าว คิดแล้วยังเศร้า

จะเชื่อน้อง ed วันนี้จะติดปลายนวมไว้หน่อย (แต่ชักเสียวว่ะ..)
      บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #208 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2552, 14:48:43 »

ก็เข้า เวปตลาดหลักทรัพย์อยู่ตอนนี้ไง QLI น่าสนใจมั้ย ลูกค้าเค้าเป็นบริษัทพลังงานด้วย....

ชี้แนะด้วยท่าน