ข้อคิด คำคม ปรุงผสมเป็น " ยาใจ "

<< < (25/38) > >>

Jiab16:
ha  ha  ha !   แปลว่าน้อง YA ก็ยังทุกข์อยู่สินะ ... งั้นอ่านเรื่องนี้ต่อเลยคร้าบ บ บ บ บ


ตำราแห่งชีวิต

นายสัตวแพทย์ สากล 16 ... ส่งมา

พรรคพวกส่งจดหมายเวียนผ่านอีเมล์มาให้ ... บอกว่าเป็น " สูตรแห่งชีวิตประจำวัน " ที่ควรจะส่งต่อไปให้คนที่เรารัก , ห่วงใย และต้องการให้เขา หรือเธอมีความสุขทั้งกายและใจ ...

ทำนองเดียวกันที่ชาวชีวจิตมีความห่วงหาอาทรต่อกันอย่างไม่ลดละ  เพื่อนเรียกสูตรนี้ว่าเป็น Lifebook หรือเป็น " ตำราแห่งชีวิต " ซึ่งผมคิดว่าเหมาะเจาะกับเนื้อหา  และคำแนะนำก็น่าสนใจยิ่ง ทั้งง่ายและตรงไปตรงมา , ใครจะทำก็ได้ , ไม่ทำก็ได้ , เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล , ไม่บังคับยัดเยียดกัน , ไม่ต่อว่าต่อขานกัน , แต่ถ้าหากมีความมุ่งมั่นจะทำอะไรให้กับชีวิตของตนเอง , ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าส่งเสริมสนับสนุน  สมควรที่จะให้กำลังใจแก่กัน และกันอย่างยิ่ง

สูตรที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้

๑. ดื่มน้ำให้มาก

๒. กินอาหารเช้าเหมือนราชา , รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชาย  และเมื่อถึงอาหารเย็น  ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน  แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า , และกลาง ๆ ตอนเที่ยง และตกเย็นแล้ว  ทำตัวเป็นยาจก ไม่มีอะไรจะกิน ... สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ

๓. กินอาหารที่โตบนต้น และบนดิน , พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน

๔. ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E... นั่นคือ energy หรือพลังงาน , enthusiasm หรือกระตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ

๕. หาเวลาทำสมาธิ หรือสวดมนต์เสมอ

๖. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง , อย่าเครียดกันนักเลย

๗. อ่านหนังสือให้มากขึ้น ... ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา

๘. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้

๙. นอนวันละ 7 ชั่วโมง

๑๐. เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที , แล้วแต่จะสะดวก  ไม่ต้องเครียดกับมัน  วันไหนไม่ได้เดิน  ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน

๑๑. ระหว่างเดิน  อย่าลืมยิ้ม

นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกาย และใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ  หากทำเป็นกิจวัตร   ชีวิตก็จะแจ่มใส แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิด  ถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลาของตนเอาไว้  วันนี้ทำไม่ได้  พรุ่งนี้ทำก็ได้  แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง  ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเอง ที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพ มีอย่างนี้ครับ

๑. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น  คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้น  เขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง

๒. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุม หรือกำหนดไม่ได้  แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย  ก็ทุ่มเทกำลัง และพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย

๓. อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้ ... รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน

๔. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก  เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก

๕. อย่าเสียเวลา และพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ .... นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง

๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ

๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ๆ ... คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว

๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย  และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย  เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ

๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร ... จงอย่าเกลียดคนอื่น

๑๐. ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น  จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ

๑๑. ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง

๑๒. จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน  คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตร  ซึ่งมาแล้วก็หายไป ... เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต ... แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต

๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น

๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกเถียงกับคนอื่นหรอก ... บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้ ... เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร

แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชน และคนรอบข้างเราล่ะ ?

๑. อย่าลืมโทรฯ หาครอบครัวบ่อย ๆ

๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน

๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง

๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ

๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน

๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณ  ไม่ใช่เรื่องของคุณสักหน่อย

๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก  แต่ครอบครัว และเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ  ดังนั้นอย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด  

และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้

๑. ทำสิ่งที่ควรทำ

๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ , ไม่สวย , ไม่น่ารื่นรมย์ , จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม ?

๓. เวลา และพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้

๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด , เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน

๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน , จงลุกจากเตียง, แต่งตัว และปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงานด้วย ... get up, dress up and show up.

๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง

๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้ , อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย

๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ ... ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า ?

Jiab16:
สุดมือสอย ก็ปล่อยมันไป

เศรษฐวิทย์ - นิเทศ 16 ... ส่งมา

ไม่มีใครทำให้คนทุกคนรักเราได้
อาจจะมีคนชอบในตัวเรา 10 คน  แต่ก็มีคนเกลียดเรา 100 คน
แคร์คนที่แคร์เรา ไม่แคร์คนที่ไม่แคร์เรา
มีมิตรแท้เพียงหนึ่ง ดีกว่ามีเพื่อนกินเป็นร้อย

 


เมื่อคุณชี้แจงไปแล้ว เขาก็ควรจะยอมรับฟัง แต่เมื่อเขาไม่ฟัง และคุณก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดไปแล้ว ก็คงต้อง “ ปล่อยมันไป ”

ในโลกนี้ มีเรื่องอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่เราไม่สามารถให้เวลากับมัน หรือไม่สามารถทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุด  แต่แล้วเราก็ต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านไป  เพราะหากเรามัวแต่จะ “ นับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา ” เวลาของคุณคงไม่พอเป็นแน่ ( มีความหมายว่า จะพยายามทำให้คนทั้งโลกรู้สึกพอใจตัวเองในทุกเรื่อง )  

ดังนั้น ทำอะไรก็ตาม ควรทำเท่าที่เราทำได้  เมื่อทำอย่างดีที่สุดแล้ว คนเขาไม่เห็นว่าดีก็ต้อง “ ปล่อยมันไป ”

เลือกทำในสิ่งที่เห็นว่า เราถนัดที่สุด และมีความสุขที่จะทำก็พอแล้ว ... อะไรก็ตาม ที่เราไม่ถนัด หรือถึงถนัด ... แต่ไม่มีความสุขที่จะทำ ก็อย่าทำ

เรามีเวลาไม่มากนักหรอกที่จะแบกสารพัดภาระในโลกนี้  ควรมองไหล่ของตัวเองดูสักหน่อยว่า  พร้อมจะแบกเป้หลังที่มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด  อย่าแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเอง  เพราะไม่เพียงแต่มันจะทำให้คุณเป็นทุกข์  แต่บางทีอาจมีผลต่อการยืนตรงๆ อย่างยาวนานของคุณด้วย

Jiab16:
ทำไมคนที่ฉลาดเท่ากัน ถึงมีบั้นปลายชีวิตที่แตกต่างกัน‏ ?

เสรษฐวิทย์ - นิเทศ 16 ... ส่งมา

       เคยนึกบ้างไหมว่าในอนาคตคุณน่าจะเป็นคนที่ล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ ? ... แน่นอนว่าเราทุกคนต่างก็มีความฝัน  แต่มีสักกี่คนที่ทำได้ดั่งที่ใจฝันไว้  มีคนจำนวนไม่น้อยที่ละทิ้งความฝันเพียงเพราะเจออุปสรรค  จึงทำให้โอกาสดีๆ ในชีวิตหลุดลอยไป  และนี่คือสิ่งที่ทำให้แต่ละคนมีบั้นปลายชีวิตที่แตกต่างกัน



          ความแตกต่างระหว่างคนที่ล้มเหลว และคนที่ประสบความสำเร็จคือ " แนวคิดในการใช้ชีวิต และการเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น "  คนที่ประสบความสำเร็จ มักจะเป็นคนที่มีมุมมองที่ไม่เหมือนคนทั่วไป " วิธีคิด และมุมมอง  ทำให้ชีวิตของคุณประสบความสำเร็จ และแตกต่างจากคนอื่น "

         สิ่งที่คุณคิด และมุมมองของคุณที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันจะเป็นตัวบ่งชี้อนาคตของคุณในภายภาคหน้า  บางคนเมื่อวัยเด็กเป็นคนฉลาด เรียนรู้เร็ว มีความคล่องแคล่ว ว่องไว กล้าพูดกล้าทำ หัวสมองดีจดจำตำราได้แม่นยำ  แต่ปัจจุบันเขาเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือน  ในขณะที่อีกคนก็มีลักษณะไม่แตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก  แต่กลับเป็นเศรษฐีพันล้าน

         สาเหตุที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ และความล้มเหลวคืออะไร ? ... ความจริงแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ตัวเราเองคือผู้กำหนด  เห็นได้จากสิ่งที่กระทำในปัจจุบันจะส่งผลโดยตรงต่ออนาคต  คนที่รู้จักอดออม  ในภายภาคหน้าก็จะมีเงินทอง ไม่ขัดสน  ส่วนบางคนมีเงินเยอะ  แต่ใช้ฟุ่มเฟือย  ในอนาคตอาจจะหมดตัว ไม่เหลืออะไรเลย

         วันนี้เราลองมองดูตัวเองสิว่า  ปัจจุบันเราทำอะไรอยู่  และในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร  เปิดใจให้กว้าง  ประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมา  มนุษย์เราทุกคนเกิดมาก็มีอะไรไม่แตกต่างกัน ( ยกเว้นคนพิการ )  การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต  ก็ต้องเห็นโอกาสก่อนคนอื่น  ต้องรู้จักคิดวางแผนชีวิต  และกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน  เวลาผ่านไปรวดเร็ว  อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง  รีบวางแผนชีวิตเสีย  ตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า

คนที่ประสบความสำเร็จ  ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะเด่น  ดังนี้

         ชอบคิด  แต่ไม่ใช่การคิดในลักษณะที่เพ้อฝัน  ให้คิดในสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้  “ มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ”  นี่คือเคล็ดลับเศรษฐีร้อยล้าน

        มีทัศนคติที่ดี และเชื่อว่าสามารถเป็นไปได้  ความเชื่อจะทำให้ทุกสิ่งเป็นจริงและเป็นไปได้

        ไม่ตีกรอบตัวเองให้อยู่จุดเดิม  รู้จักมองโลกให้กว้างขึ้น  หาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต  เพื่อโอกาสที่ดีกว่า

        มีจุดมุ่งหมายชัดเจน  และเดินหน้าตามแผนที่ตั้งไว้อย่างจริงจัง  ไม่เห็นปัญหาเป็นเรื่องใหญ่  เพราะปัญหามีไว้ให้แก้  และหากทำได้ก็คือ " เราอยู่เหนือปัญหา "

         หมั่นสำรวจตัวเองอยู่เสมอ  รู้จุดอ่อน และจุดแข็งของตัวเอง  จะทำให้เรามองเห็นจุดบกพร่องที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างชัดเจน

         มีความกระตือรือร้น หรือความมุ่งมั่นในสิ่งที่จะทำ  เห็นคุณค่า และรักในงานที่ทำ  สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีความกระตือรืนร้นที่จะทำให้สำเร็จ

         บุคลิกดีดูมีชีวิตชีวา  หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  ใครเห็นก็อยากคบหาสมาคมด้วย  เป็นการสร้างโอกาสในสังคมให้แก่ตัวเองได้เป็นอย่างดี

         มีพลังแห่งการตัดสินใจ  เราต่างมีพลังมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวกันอยู่แล้ว  โดยต้องเกิดจากการตัดสินใจก่อนที่จะมีการลงมือทำ  สิ่งที่เราประสบต่างเป็นผลจากการตัดสินใจของเราเอง  การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นกับชีวิต

         พัฒนาตัวเอง  ต้องทำตัวให้พร้อมสำหรับโอกาสที่จะผ่านเข้ามา  เพราะโอกาสอาจไม่เกิดขึ้นอีก  หากไม่รู้จักเตรียมตัวให้พร้อม  โอกาสอาจหลุดลอยไปอย่างรวดเร็ว  รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่อยู่รอบข้าง  อาจมีทั้งความคิดเห็นในแง่บวก และลบ  ซึ่งความคิดเห็นทั้งสองลักษณะล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น  บางครั้งความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ  ก็อาจนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้

         คิดบวก  การที่จะล้มเหลวหรือประสบผลสำเร็จนั้น  วัดกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการคิด  เลือกคิดบวกเริ่มต้นคุยถึงสิ่ง ดีๆ  เลือกรับข้อมูลที่สร้างสรรค์  ที่จะช่วยกระตุ้น หรือสร้างแรงบันดาลใจในทางที่ดี  นอกจากนี้แล้วการอยู่ในสังคมที่คิดบวก  ก็จะเป็นคนที่คิดทางบวก  มากกว่าคนที่คิดทางลบ

         ยอมรับสิ่งใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลง  คนที่ประสบความสำเร็จมักจะไม่ " หยุดนิ่ง "  มีความยืดหยุ่นสูง  สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตามสถานการณ์ปัจจุบัน

         รู้จักบริหารเวลา  ผู้ที่ประสบความสำเร็จต้องรู้จักบริหารเวลาของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

         " บางครั้งการฉุกคิดได้  ก็อาจนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ "

         แนวคิดในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม  จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตได้  คำถามที่ว่านั้นปลายของชีวิตคุณจะเป็นเช่นไร  คำตอบจึงขึ้นอยู่กับแนวความคิด และมุมมองของคุณนั่นเอง

         เอิ่ม ม ม ม !  สำนวนแบบนี้  คลับคล้ายคลับคลาว่า  น่าจะต่อด้วย " คุณควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มาศึกษาธุรกิจขายตรง ยี่ห้อ XXXXX  เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แบบยั่งยืน " ... ว่าแล้ว up line ก็จะชวนคุณไปฟังแผนธุรกิจ เป็นอันดับต่อไป  ยังไงยังงั้นเลย !   ha   ha   ha !   ( ... ผู้โพสต์เมนต์เองแหละจ้า ... )

Jiab16:
ความจริงหลังแต่งงาน‏

นายสัตวแพทย์ สากล 16 ... ส่งมา

กิจกรรม                                  คู่รักที่เพิ่งรักกัน                 ที่อยู่กันมาได้สักพักหรือนานมากแล้ว

นั่งดูทีวีรายการซูเปอร์โมเดลเดินแฟชั่น ฝ่ายชายบอกฝ่ายหญิง ถ้าน้องใส่ชุดนั้น คงสวยกว่านางแบบอีก  ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไรฝ่ายหญิงคิดอยากได้ชุดมาใส่ ส่วนฝ่ายชายภาวนาอยากได้คนใส่มาสวมแทนที่ฝ่ายหญิง
 
ไปจ่ายตลาดซูเปอร์มาร์เก็ต  ฝ่ายชายถือตะกร้าเดินตามฝ่ายหญิง และชี้ชวนให้ดูโน่นดูนี่อย่างไม่รู้เบื่อ   ฝ่ายชายนั่งอยู่ที่รถ และแถมยังกำชับว่าให้ซื้อเร็วๆ และอย่าลืมซื้อบุหรี่มาให้ด้วย

ไปดูภาพยนตร์  ต่างฝ่ายต่างชวนกันดูหนังเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่ตลอด  ไม่ได้ดูด้วยกันนานแล้ว

เพศสัมพันธ์    แค่ถูกตัวกันนิดเดียว ก็วูบวาบแล้ว    ขนาดแก้ผ้าเดินชนกันก็ยังไม่รู้สึกอะไร

ลูก    ผมอยากมีลูกกับคุณ น้องอยากมีลูกกับพี่    มันลูกฉันคนเดียวเหรอ หัดดูแลมันบ้างซี่

กินข้าว    กินไปดูหน้ากันไปอย่างอร่อยหวานชื่น    ก้มหน้าก้มตากินไปให้เสร็จๆ

ไปเที่ยวกลางคืน    ฝ่ายชายยืนยันให้ฝ่ายหญิงไปด้วย เพราะเพื่อนๆ อยากรู้จัก    ฝ่ายชายยืนยันว่า อย่าไปเลย เพราะเพื่อนๆ จะคุยธุระกัน

การเงิน    ใช้กระปุกหมูน่ารักใบเดียวกัน    ฝ่ายชายใจกว้าง ( กับคนนอกบ้าน ) ส่วนฝ่ายหญิงก็ขยันหาเงิน ( จากกระเป๋าตังค์ผัว )

แต่งงาน    อยากแต่งเร็วๆ เห็นสวรรค์อยู่รำไร     นรกมีจริง !

ไปเที่ยวต่างจังหวัด    คิดหาทางตลอดเวลา    คิดหาทางเหมือนกัน แต่ต่างคนต่างไป

ไปทำงานต่างจังหวัด    ไม่อยากไปเลย    ถึงนายไม่สั่ง ก็จะหาทางไป

ฮันนีมูน    เราต้องไปทุกปี (นะ)    มูนแมนอะไร ไม่รู้จัก ( โว้ย)  

ดนตรี    ทำไมชอบเพลงและศิลปินคนเดียวกันเลย    คุณชอบมันไปได้ยังไง ไม่เห็นได้เรื่อง

กีฬา    หาทางเล่นด้วยกัน    ถ้าต้องเล่นด้วยกัน ไม่เล่นเสียดีกว่า

อาบน้ำ    อาบด้วยกันนะ จะได้ผลัดกันถูหลังให้    อย่าเลย เสียเวลา อาบเองสะอาดกว่า

ตา    มองอะไรก็สวยไปหมด    มองอะไรก็มืดมนไปหมด

หู    ฟังอะไรก็ให้คล้ายเสียงนกไนติงเกล    ฟังเสียงมันทีไร แน่นหน้าอกทุกที

คอ    หมายถึงซอก มีไว้จูบ    หมายถึงก้าน มีไว้เตะ

จมูก    เอาไว้ใช้หอมกัน    เอาไว้ใช้พิสูจน์กลิ่นน้ำหอมแปลกปลอม

ปาก    เอาไว้จูบกัน    เอาไว้จวกกัน

ที่นอน    เอาไว้เล่นกายกรรมด้วยกัน    ใช้นอนจริงๆ ( ต่างคนต่างนอน )

บ้าน    คือวิมานของเรา    คือวิมานของตู ( เวลามันไม่อยู่ )

ลืมของ    กุลีกุจอช่วยหา    แค่นี้ทำไมต้องลืม ( เรื่องของมึง)  

ของโปรด    ประเคนให้กันสม่ำเสมอ    เคยซื้อให้ ก็ไม่เห็นตื่นเต้น เลยไม่ซื้อแล้ว

สิ่งศักดิ์สิทธิ์    เจ้าประคุณ ขอให้สมรักด้วยเถิด    ถ้าให้มันตายไปวันนี้พรุ่งนี้ จะเอาหัวหมูกี่หัวก็ยอม

ชี้นก    ขนาดบอกว่าไม้ ยังเชื่อ    นกมันก็คือนก แล้วทำไม (วะ)

น้ำต้มผัก    ยังสามารถบอกว่าหวาน    ไม่รู้จะทำกับข้าวอะไรแดกแล้วหรือไง (วะ)

ไม่อาบน้ำ    ยังบอกว่าหอมตามธรรมชาติ    ขนาดอาบแล้ว (+ใส่น้ำหอมด้วย ) ยังไม่อยากเข้าใกล้

วันเกิด    เตรียมหาของฉลองล่วงหน้าเป็นเดือน    ฟ้าให้ข้าเกิด ทำไมต้องให้มันมาเกิดด้วย

แก่    แก่แค่ไหนก็จะรักเสมอ    ( อี/ไอ้ ) แก่เอ้ย

ก่อนนอน    กอดกันกลมดิก    ไหว้พระสวดมนต์ทำใจ

ตื่นนอน    อยากเห็นหน้าเธอ    ผวาทุกเช้า เมื่อหันมาเจอ

เจ็บป่วย    เธอเจ็บ ฉันก็เจ็บด้วย    แค่นี้ ไม่เห็นเป็นไร ไปเอาพาราฯมากินซะ แล้วอย่าวุ่นวาย

วันตาย    เราจะตายด้วยกัน    แกก่อน ฉันทีหลัง

หมอดู    ดวงเราสมพงษ์กันใช่ไหม ?    ไอ้หมอดูระยำ ! อย่าให้เจออีกนะมึง

ชาติก่อน    เราคงเป็นเนื้อคู่กันแน่ๆ    กูคงทำกรรมมามากแน่ๆ

ชาติหน้า    ชาติหน้ามีจริงขอให้เป็นเนื้อคู่กันอีก    ชาติหน้ามีจริงขออย่าได้เจอกันอีก



 
 

Jiab16:
วิธีอยู่กับคนที่เรารูสึกไม่ดี ... โดย ว.วชิรเมธี

เสรษฐวิทย์ - นิเทศ 16 ... ส่งมา

 รู้ไหมว่า  เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี ?

 ชีวิตนั้น สั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก  จะตายวัน ตายพรุ่ง ก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

 ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆ ตื่นๆ อยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง

 หมั่นไส้คนนั้น  ปลาบปลื้มคนนี้  ริษยาเจ้านาย  ใส่ไคล้ลูกน้อง

 ปกป้องภาพลักษณ์ ( อัตตา )  กด ( หัว ) คนรุ่นใหม่  หลงใหลเปลือกของชีวิต
  
 โดยลืมไปเลยว่า  อะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง

 คิดดูเถิดว่า  เราจะขาดทุนขนาดไหน  

 ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า  

 '' น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง  ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน

 ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน  จะกำนัลโลกนี้มีงานใด ''
  
 คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ

 ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก

 เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส  กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ

 กิเลสไม่เคยเหนื่อย  แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า  

 ควรคิดเสียใหม่ว่า  

 เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบ หรือไม่ชอบใคร

 หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบ หรือมาชัง

 แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้  

 เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ  

 เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้น หันกลับมามองตัวเองดีกว่า

 ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร  มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ

 นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า

 เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง

 คนทุกคนนั้น ต่างก็มีดี มีเสียอยู่ในตัวเอง

 ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา

 จิตใจของเราก็เร่าร้อน  หม่นไหม้

 เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่น  

 ก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า  

 บางที่คนที่เราลอบมอง  ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น

 เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย

 เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคือง และอารมณ์เสีย

 วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
  
 ลองเปลี่ยนวิธีคิด  วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า

 คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อม  

 หรือเลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก

 เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี

 ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว

 มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม  

 อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิด ปล่อยวางเสียบ้าง

 ความโกรธ  ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย

 มุ่งไปข้างหน้า  ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า  

 วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น  นักภาวนาเรียกว่า '' การกลับมาอยู่กับตัวเอง ''

 กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก

 แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆ ไปตลอด  

 ก็ควรหันกลับเข้ามา '' มองด้านใน ''

 แก้ไขที่ตัวเอง  อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น

 เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น  ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห

 ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด

 สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น

 วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดี หรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ

 การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่ที่เราทุกขณะ

 หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจากสภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด

 อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์  

 ปราชญ์จีนบอกว่า  

 '' ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า  อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขา  แต่จงย้ายตัวเอง ''  

 ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างใน  หรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก ?  
 
 
 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว