21 สิงหาคม 2562, 12:06:28
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: 1 2 3 ... 13 [ทั้งหมด]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: เชิญร่วมท่องเที่ยว "ทริป ไอหมอก ม่านเมฆ แห่งเมืองเชียงตุง"  (อ่าน 94216 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,447

« เมื่อ: 01 ตุลาคม 2557, 22:25:46 »

แอ่วบ้านพี่เมืองน้อง ของลานนา :

เขมรัฐนครเชียงตุง เมืองสามจอม เจ็ดเชียง เก้าหนอง สิบสองประตู

23-27 มกราคม 2558


      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,447

« ตอบ #1 เมื่อ: 01 ตุลาคม 2557, 22:31:21 »









      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,447

« ตอบ #2 เมื่อ: 01 ตุลาคม 2557, 22:49:35 »

ทริป ไอหมอกและม่านเมฆเมืองเชียงตุง
แอ่วบ้านพี่เมืองน้องของล้านนา: เขมรัฐนครเชียงตุง
เมืองสามจอม เจ็ดเชียง เก้าหนอง สิบสองประตู
23-27 มกราคม 2558
ทุกท่านเดินทางมาที่สนามบินเชียงรายในวันที่ 23 มค. 58 ภายใน 16.00น. ล้อจะหมุนออกจากสนามบินไปสู่แม่สาย
วันที่ 23 ม.ค 2558 (กทม.-เชียงราย-แม่สาย)
16.00 น. รับคณะชาวหอจุฬาฯจากสนามบินนานาชาติเชียงรายมุ่งสู่ อ.แม่สาย เข้าที่พักโรงแรมทวีพร พาวิลเลี่ยน
ชมตลาด สินค้านานาชนิด
18.00 น. รับประทานอาหารเย็นตามอัธยาศัย
วันที่ 24 มค. 2558
7.00 น. อาหารเช้า
8.00 น. ออกเดินทางไปที่ด่านพรมแดนแม่สาย ศุลกากร ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-พม่า ผ่านจังหวัดท่าขี้เหล็กสู่เมืองเชียงตุง ระยะทาง 168 กิโลเมตร เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่สวยงามสอง
ข้างทางเลียบแม่น้ำเลน รื่นรมย์กับนักร้องRCU
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวันที่เมืองท่าเดื่อ
ระหว่างทางมีการหยุดตรวจเอกสารเป็นระยะๆตามธรรมเนียมพม่า คณะทัวร์สามารถเข้าห้องน้ำเป็นระยะๆเช่นกัน
15.00 น.ถึงเชียงตุง เข้าที่พักโรงแรม Golden View
จากนั้นCity tour ชมบ้านเมืองของชาวไทเขินที่ยังคงลักษณะแบบเก่าเอาไว้ทั้งอาคารไม้และอาคารแบบโคโลเนียล เวียนรอบหนองตุงกลางเมืองแวะกู่เจ้าฟ้า และชมประตูป่าแดง ประตูเมืองเก่าที่ยังคงเหลืออยู่แห่งเดียวในจำนวน 12 ประตูหากมีเวลาแวะไหว้พระมหามุนีที่วัดหลวงใจกลางเมืองซึ่งมีวิหารเป็นสถาปัตยกรรมพม่าแบบมัณฑเลย์ มีจตุรมุข หลังคาเก้าชั้นปลียอด พระประธานประทับนั่งแบบเตงเบงกาวรุ่นที่หนึ่ง จำลองจากองค์จริงที่เมืองมัณฑเลย์ พระเศียรหล่อด้วย
ทองคำหนักประมาณสี่กิโลกรัม สร้างสมัยเจ้าฟ้า
ก้อนแก้วอินแถลงตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถัดจากนั้นแวะวัดหัวข่วงที่อยู่ตรงกันข้าม เป็นวัดที่มีอายุเจ็ดร้อยกว่าปี มีความสัมพันธ์ทางศาสนากับประเทศไทยเป็นอย่างดี
19.00 น. รับประทานอาหารค่ำ พักผ่อนตามอัธยาศัย
วันที่ 25 ม.ค 2558
5.30 น. ออกกำลังเดินรอบหนองตุง (optional)
6.30 น. ตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ริมหนอง(แต่งตัวสวยๆนะคะ)
7.00-10.00 น. แอ่วกาดหลวงเชียงตุง ชมและซื้อสินค้าชาวเขาอาข่า สามท้าว แอ่น ไตเขิน ไตลื้อ ไตหลอยฯลฯ ผ้าฝ้าย ผ้าซิ่น ชุดไต เครื่องจักสาน
เครื่องเงิน หัตถกรรมนานาชนิด นอกจากนี้มี
สินค้าพม่าจีนและไทยของเก่า ของโบราณลองชิมอาหารพื้นเมืองที่ขายในตลาด ข้าวนึ่ง จิ้นส้ม ไส้อั่ว ปาท่องโก๋ยักษ์ โรตีโอ่ง ลูกชิ้นทุบ ใช้เงินไทย เงินจ๊าด เงินรูปี มีเงินให้แลกที่ตลาด
10.00-12.00 น.ตามรอยพุทธศาสนาจากล้านนาถึงเชียงตุง ชมพระธาตุจอมคำหรือจอมทองซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงตุง ยอดพระธาตุทำด้วยทองคำแท้ประดับพลอย 882 เม็ด ภายในวิหาร
มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องมหาชาติและสุขวัณณะ ออกจากวัดจอมคำต่อไปยังวัดยางกวงซึ่งเป็นวัดนิกายสวนดอกที่เผยแพร่จากล้านนามาสู่เชียงตุง นมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เรียกว่าพระเกล็ดนาค เชื่อว่าหากเอามือแตะองค์พระแล้วอธิษฐานก็จะได้ดั่งใจ วัดสุดท้ายในช่วงเช้า คือ วัดป่าแดง ซึ่งเป็นวัดนิกายป่าแดงจากล้านนาเช่นกัน ทำให้เกิดปัญหาสังฆเภทเช่นเดียวกับล้านนาสมัยพญาติโลกราช ในระหว่างการชมพุทธศิลป์และศึกษประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางศาสนาของล้านนา-เชียงตุง หากมีเวลาจะแวะหมู่บ้านใกล้ๆวัดเพื่อดูงานหัตถกรรมของชาวบ้าน เช่น การตีดาบที่บ้านจอมคำ การดุนลายสังกะสีประดับวัดแบบของวัดศรีสุพรรณที่เชียงใหม่ และการทำ เครื่องปั้นดินเผา
12.00 น.รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านเชียงตุง
13.00-17.00 น. เดินทางไปหมู่บ้านชาวปะหล่อง ดูวิถีซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาอยู่ที่ดอยอ่างขาง ปลูกชา ทอผ้าสวยงาม มีเครื่องเงินสวยงาม
ขากลับแวะวัดอินทร์หรือวัดอินทบุปผาราม สร้าง
สมัยพระยาสรีสุธัมมจุฬามณีตรงกับสมัยพญาติโลก
ราชของเชียงใหม่ เป็นวัดที่มีพุทธศิลป์ที่งดงามทั้ง
องค์พระประธาน การลงรักปิดทองผนังวิหารและ
ซุ้มประตูโขง ตลอดจนอาคารสงฆ์ที่สร้างแบบ
ตะวันตก
หลังจากนั้นกลับไปพักผ่อนและเตรียมออกไปรับประทานอาหารค่ำแบบไทเหนือและไทเขินที่บ้านเชียงเหล็กเวลา 18.00 น.
วันที่ 26 ม.ค 2558
7.00 น. รับประทานอาหารเช้า
8.00 น. ออกเดินทางจากเชียงตุง ใช้เส้นทางไปยังเมืองลา ชายแดนจีน-พม่า ผ่านด่านต้าปิง-แยกบ้านแง้ก บ้านแสน ระยะทาง 90 กม. เปลี่ยนขึ้นรถปิ๊กอัพท้องถิ่นขึ้นไปสู่หมู่บ้านชาวไตหลอยใช้เวลา 30 นาที ชมวิถีชีวิตชาวไตหลอยหรือลัวะเชียงตุง
ชมวัดที่สวยงามอลังการ และบ้านยาวที่จุผู้อาศัย
ได้ถึงร้อยคน
12.00 น.ปิ๊กนิคอาหารกล่องที่บ้านแสน
13.00 น เดินทางกลับ พักผ่อนที่โรงแรมสมาชิกใช้เวลาตามอัธยาศัย
16.00 น.ชมต้นไม้หมายเมืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเชียงตุง ตั้งอยู่ที่จอมมน หนึ่งในสามจอมของ
เชียงตุง ชมกำแพงและคูเมืองเก่าที่กรมหลวง
วงศาธิราชสนิทยกทัพมาตีและล่าถอยไปถึงสอง
ครั้งในรัชสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หลังจากนั้นไปชมพระชี้นิ้ว ที่ดอยจอมสัก
18.00 น. รับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารริมหนองตุง
*********** หลังอาหารเย็นทุกวันสมาชิกสามารถไปวัดเพื่อสนทนาธรรมกับอุบาสกอุบาสิกาชาวไทเขิน หรือ นั่งสมาธิได้เพราะโรงแรมอยู่ใกล้วัดกลางเมืองสามวัด คือ วัดหัวข่วง วัดพระแก้ว และวัดพระหลวง
วันที่ 27 ม.ค 2558
7.00 น. รับประทานอาหารเช้า
8.00 น. เดินทางไปนมัสการสมเด็จอาชญาธรรม
พระสังฆราชแห่งเมืองเชียงตุงเพื่อถวายยาและ
เวชภัณฑ์ และ ขอพร ที่วัดราชฐานหลวงอยู่ใจ
กลางเมืองเชียงตุง มีวิหารลงรักปิดทองสวยงาม
สร้างสมัยเจ้าฟ้าพรหมลือพระสามีของเจ้าทิพวรรณ ณ ลำปาง
10.00 น. อำลาเมืองเชียงตุง
12.00 น. อาหารกลางวันที่ท่าเดื่อ
15.00 น. ถึงท่าขี้เหล็ก ผ่านพิธีศุลกากรเดินทางไปสนามบินนานาชาติเชียงราย
***รายการอาจจะเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมและกำลังสังขารของสมาชิก
สิ่งที่ควรเตรียมไป เสื้อกันหนาว หมวก ร่ม ไฟฉาย ยาประจำตัว รองเท้าที่สวมสบาย เครื่องดนตรี สามีหรือภรรยา(ถ้ามี)


updated 15.32 20141003
      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,447

« ตอบ #3 เมื่อ: 01 ตุลาคม 2557, 22:52:31 »

ปัญหาคืออะไร มากระจายข่าวให้รู้กันด้วยนะครับ ท่านเหล่าบรรดาแกนนำทัวร์
จะได้ช่วยกันปัดเป่าให้ลุกโชนขึ้นมา นี่คือคำสัญญา
      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #4 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 09:57:19 »

ราคาซักเท่าใดต่อ  ๑ ท่าน ครับ

เป็นรายการทัวร์เชียงตุง เมืองลา ที่ดีสุดเท่าที่เคยอ่านเจอ เยี่ยมยอดเลย
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #5 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 11:16:13 »

น่าสนใจ

[].....เจ้านางจากเชียงตุงท่านนี้ชื่อว่า เจ้าสุคันธา ณ เชียงตุง  ต่อมาเป็น ณ เชียงใหม่    เนื่องจากท่านเสกสมรสกับเจ้าอินทนนท์  ราชบุตรพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่

 

ขณะเชียงตุงแตก  ท่านพำนักอยู่ในเชียงใหม่และเสียชีวิตพ.ศ 2546

ต่อไปจะนำบทสัมภาษณ์ตอนที่ท่านยังมีชีวิตมาลงให้อ่าน

 ........ร่างเล็กในชุด เสื้อลูกไม้คอจีนแขนกระบอกสีขาวสะอาด และ ผ้าซิ่นยาวกรอมเท้าสีน้ำตาลเข้ม



นั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ยาวเก่าคร่ำ

มือเหี่ยวย่นขยับขึ้นลงตามตัวอักขระภาษาเขิน เป็นชื่อของตนเองก่อนจะส่งกระดาษแผ่นนั้น

มาให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆได้เห็น เป็นบุญตา

จากนั้นจึงขานไขถึงวัยวันเก่าๆลงในเครื่องบันทึกเสียงที่ตั้งรออยู่ตรงหน้า

ด้วยน้ำเสียงเนิบช้าจนเป็นจังหวะเดียวกับการหมุนของแถบบันทึก

ที่ค่อยๆผ่านไปทีละคำทีละประโยค หางเสียงที่เล่าพริ้วสั่นนิดๆด้วยกรังสนิมแห่งกาลเวลา

หากแต่ดวงตาคู่นั้นเองที่ส่องประกายสุกใสนั้นก็ยิ่งเจิดจ้าควบคู่ไปกับรอย ยิ้มที่แต่งแต้มบนใบหน้า

" ฉันอายุเกือบร้อยแล้ว " คือคำกล่าวที่เจ้านางเชียงตุงมักย้ำเสมอคล้ายจะประกาศถึงหนทางอันยาวนานที่ ได้ล่วงผ่าน

ตั้งแต่ครั้งที่นครแห่งนี้ยังทรงศักดิ์และสิทธิ์ เป็นเมืองใหญ่อันดับหนึ่งแห่งรัฐฉาน

จวบจนกระทั่งมรสุมทางการเมืองที่โหมกระหน่ำเป็นเหตุให้ราชวงศ์เชียงตุงต้อง แตกกระสานซ่านเซ็นทุกวันนี้

......สภาพเมืองเชียงตุงสมัยที่ท่านยังเล็กอยู่เป็นอย่างไรค๊ะ..

สมัยนั้นเชียงตุงมีเมืองบริวารเป็นเมืองเล็กๆประมาณยี่สิบกว่าเมือง เมืองใหญ่ๆอีกสิบเก้าเมือง

ชายแดนด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำสาละวิน

ด้านหนึ่งติดกับแม่สาย ด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำโขง

สมัยที่เจ้าพ่อ (เจ้าแก้วอินแถลง)ยังอยู่ ชีวิตก็สนุกสบายดี ฉันไม่ได้ไปเรียนที่เมืองนอกหรอก

เพราะว่าเป็นผู้หญิง เขาเลยไม่ส่งไป ส่วนผู้ชายส่งไปที่อังกฤษ หรือไม่ก็ไปเรียนที่ต่องกี

ซึ่งเป็นเมืองที่เจ้าผู้ครองนครไปประชุมกันทุกปี และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง เลยทำให้อากาศหนาวมาก

เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของรัฐบาลอังกฤษในสมัยนั้น เจ้าฟ้าของแต่ละเมืองจะทรงสร้างบ้านไว้องค์ละหลัง

เพื่อเป็นที่พักเวลาประชุมที่นั่น จำได้ว่าเวลามีประชุมที่นั่น เจ้าพ่อต้องออกงานเลี้ยงแทบทุกคืน

เดี๋ยวคนนั้นเลี้ยงเดี๋ยวคนนี้เลี้ยง  

 .......แตกต่างจากเชียงใหม่ไหมค๊ะ...

อากาศที่เชียงตุงไม่ต่างจากเชียงใหม่เท่าไหร่ เนื่องจากมีภูเขามากเหมือนกัน แต่ภ้าเป็นหน้าร้อน

บางวันอากาศร้อนเหมือนกรุงเทพก็มี

พอย่างเข้าหน้าหนาวอากาศหนาวจนตัวสั่นเลย ตอนนั้นไฟฟ้าก็ยังไม่มี ต้องคีบถ่านแดงๆใส่เตาดิน

คล้ายๆเตาอั้งโล่มาตั้งไว้กลางห้อง

แล้วพวกเราพี่น้องก็นั่งวงล้อมคุยกันบางทีก็ทานขนมเส้นไปด้วย ขหนมเส้นมีอยุ่สองชนิดคือ คือขนมเส้นน้ำจ๋าง

และ ขนมเส้นน้ำเจ็ม น้ำเจ็มใส่หมูสับต้มกับมะเขือเทศ ส่วนน้ำจ๋างใส่เครื่องในหมูทอดกรอบ

ถ้าไม่ใช่ขนมเส้นก็อาจจะทานข้าวเหนียวกับผักอีกสองสามอย่าง เพื่อเป็นการแก้เบื่อเวลาที่ต้องนั่งนานๆ

.........แล้วเรื่องภาษาหล่ะค๊ะ.....

ที่เชียงตุงใช้ภาษาเขินเป็นภาษาพูดและภาษาพม่าเป็นภาษาเขียน

ซึ่งลักษณะของภาษาเขินไม่แตกต่างจากภาษาไทยเหนือสักเท่าไหร่

ทั้งคำพูดและตัวอักษร อย่างภาษาไทย ท่อง ก-ฮ ว่า กอ ไก่ ขอ ไข่ แต่เขินจะท่างว่า กะ ขะ

ภาษาเขินพูดคำว่ากินข้าวเหมือนกับภาษาเหนือ

สุมาแอ่ว แปลว่า มาเที่ยว สู แปลว่า เธอ เฮา แปลว่าฉัน แต่ถ้าเป็นไทยลื้อจะเรียกตัวเองว่าข้อย  

.........ท่านคงจะมีพี่น้องหลายคน.....

พี่น้องที่เป็นพ่อเดียวแม่เดียวกันมีทั้งหมด ห้าคน แม่ของฉันเป็นลูกข้าราชการในเชียงตุง

ส่วนยายฉันเป็นลูกพระยาแขก ก็เพราะว่าท่านจะคอยทำหน้าที่เป็นผู้นำเจ้าฟ้าเมืองต่างๆ เข้าถวายคำนับเจ้าพ่อ

เจ้าพ่อท่านจ้างครูไทยสองคนมาอยู่ที่คุ้ม ชื่อแม่ครูแจ่ม กับแม่ครุบุญชุบ เป็นครูไทยที่มาจากเชียงใหม่นี่แหละ

ให้คอยหัดละครไทยให้ใครก็ได้ที่อยากจะเรียน สมัยนั้นตั้งเป็นวงละครไทยเลยนะ เพราะคนไปหัดกันมากเต็มที

ส่วนละครพม่านั้นมีอีกวงหนึ่ง สอนโดยคนพม่าอีกเหมือนกัน แต่ละครพม่านั้นมีในเชียงตุงมานานแล้ว

เวลาในคุ้มมีงานอะไรสำคัญจะเล่นละครพม่า

ตอนที่ฉันอายุได้หกขวบเจ้าพ่อจ้างครูมาสอนพิเศษภาษาเชียงตุงให้พวกพี่ๆด้วย ความเป็นเด็ก

ฉันเลยเข้าไปนั่งเรียนร่วมกับเขาด้วย ทำให้รู้ภาษาเชียงตุงก่อนเข้าโรงเรียน ทั้งที่สมัยก่อนเด็กอายุหกขวบ

ถือว่ายังเล็กมาก ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้

สามขวบก็อ่านหนังสือได้แล้ว พออายุได้เก้าขวบก็เข้าโรงเรียนกินนอนที่โรงเรียนมาแมร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนแม่ชี

ที่สอนโดยมาแมร์จากอิตาลี่เด็กในเชียงตุงทุกคนต้องเรียนสองภาษาคือ ภาษาพม่า และภาษาอังกฤษ

นอกไปจากภาษาท้องถิ่น

สมัยนั้นมีโรงเรียนอยู่สองโรงเรียน โรงเรียนหนึ่งคือ โรงเรียนแม่ชี ซึ่งรับเด็กผู้หญิงชาวเขามาเรียนหนังสือ

และสอนปักเสื้อผ้าไปด้วย ส่วนพวกชาวเมืองมาเรียนแบบเช้าไปเย็นกลับโดยแยกห้องเรียนกับพวกเรา

ฉันเลยไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ภาษาชาวเขา ส่วนอีกโรงเรียนหนึ่งคือโรงเรียนบาทหลวง

โรงเรียนนี้รับเด็กผู้ชายชาวเขามาเรียนด้วยเหมือนกัน

ถ้าหากตอนกลางคืนมีขโมย หรือเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นที่โรงเรียนแม่ชี มาแมร์จะเป็นคนตีฆ้อง เสียงดัง ง้อง ง้อง

แล้วพวกเด็กนักเรียนโรงเรียนบาทหลวง

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กชาวเขาจะวิ่งมาช่วยที่นี่ฉันต้องไปกินนอนอยู่ที่นั่น ตั้งหลายปี จนกระทั่งเรียนจบชั้นหก

ถึงได้ออกมาช่วยเจ้าพ่อทำงาน

...........สมัยนั้นมีเพื่อนรุ่นเดียวกันที่สนิทๆไหมค๊ะ.....

เพื่อนรุ่นเดียวกันกับฉันสมัยนั้นเป็นลูกสาวเจ้าเมืองย๊อง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเชียงตุงญาติทางเจ้าพ่อชื่อว่า

เจ้าเทพธิดา เดี๋ยวนี้เสียชีวิตแล้ว

เรากินนอนอยู่โรงเรียนเดียวกัน สมัยนั้นลูกของเจ้าพ่อที่ไปอยู่โรงเรียนเดียวกันมีสามคน คนใช้อีกสองคน

และเจ้าเทพธิดาอีกหนึ่งคน นอนห้องเดียวกัน

สมัยก่อน การคัดเลือกเด็กที่จะเอามาเป็นคนใช้เจ้านายนั้น เขาจะไม่เลือกจากเด็กที่เป็นลูกขุนนาง

แต่เลือกจากลูกของคนชั้นธรรมดา พวก " นาง " หรือ " ชาย " ในเชียงตุงมีคำเรียกคนตามชนชั้นต่างๆกัน

อย่างคำว่า " อุ๊นาง "

หมายถึงลูกสาวพระยา "อุ๊ไจ๊" หมายถึงลูกชายพระยา มาตอนหลังถึงไม่เรียก " อุ๊ " กันแล้วเพราะไม่เหลือคนที่มียศ

ตำแหน่งถึงขั้น " อุ๊ " เหลือแต่ นาง กับ ชาย เฉยๆ ขั้นต่ำลงมา จะเป็นไอ้ กับ อี

ส่วนพระนั้น มีหลายชั้น มีคำเรียกต่างกัน ตั้งแต่ ตุ๊ สิทธิ ครูบา จนถึง อายธรรม (อา-ยะ-ทำ)

อายธรรมคือตำแหน่งใหญ่ที่สุดเทียบได้กับสังฆราชของไทย แต่คำว่าพระในภาษาไทยหมายถึงเณรของเชียงตุง

.........ที่ว่าเรียนจบมาช่วยเจ้าพ่อทำงานนั้น ทำอะไรบ้างค๊ะ.......

ฉันเรียนจบอายุได้สิบกว่าปี เจ้าพ่อให้เป็นเลขาฯของท่าน คอยรับใช้ท่านสลับกับพี่สาวอีกสองคน

เจ้าบัวสวรรค์ และเจ้าทิพเกสร

ผลัดกันทำงานคนละวัน สมัยนั้นเจ้าพ่อมีไร่กาแฟด้วย ฉันต้องทำหน้าที่เป็นคนคอยทำบัญชีว่าไร่แห่งนี้

มีต้นกาแฟกี่ต้น ให้ผลมาเท่าไหร่

สมัยชีวิตสาวๆของฉันสนุกมากกลางวันก็เล่นเทนนิส เนื่องจากเจ้าพ่อทรงดำริให้ สร้างสนามขึ้นในคุ้ม

บางครั้งก็มีภรรยาหมอฝรั่งและภรรยาข้าหลวงมาร่วมเล่นด้วย ส่วนคนอื่นๆในเวียงที่สามารถมาเล่นเทนนิสได้จะต้อง

เป็นพวกลูกสาวขุนนาง เพราะเจ้าพ่อไม่อนุญาติให้ผู้ชายเข้ามาภายในคุ้ม แต่ฉันเล่นไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่

น้องสาวฉัน เจ้าบุญฟองซิเล่นเก่ง  

 ..........นอกจากเล่นเทนนิสแล้วมีกิจกรรมอย่างอื่นอีกไหมค๊ะ....

ฉันกับน้องๆชอบขับรถยนต์ไปเที่ยวตามในเวียง สมัยนั้นไม่มีใครในเชียงตุงมีรถยนต์ นอกจากเจ้าพ่อ ซึ่งมีอยู่ สองสามคัน


รถยนต์ด้านหลังของภาพ

รวมทั้งพี่ชายใหญ่และเจ้าพรมลือ เวลาเราไปไหนด้วยรถยนต์จึงสะดวกสบาย แต่เนื่องจากพื้นทีในเวียงเป็นที่ดอน

ไม่เสมอกัน มีเนินสูงต่ำอยู่มากมาย เวลาขับรถยนต์จะต้องขับขึ้นลงเนิน บางทีขับไปแล้วเครื่องดับ

ตอนนั้นยังใช้ระบบเก่าอยู่

เป็นแท่งเหล็กหมุนเพื่อสตาร์ทเครื่องอยู่ มีบางครั้งที่เราหมุนไม่ไหว

ก็จะให้น้องสองคนที่ไปด้วยกันช่วยเข็นรถไปบนยอดเนิน

แล้วผลักรถลงมาเพื่อให้สตาร์ได้ง่ายขึ้น แต่บางครั้งแทนนิสก็อยากเล่านขับรถก็อยากขับ ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง

........คุ้มใหญ่โตขนาดไหนค๊ะ.....

เนื้อที่ของคุ้มกว้างประมาณสิบกว่าไร่ภายในนั้นนอกจากตำหนักของเจ้าพ่อและ ตำหนักของเจ้าย่าแล้ว

เจ้าพ่อยังสร้างบ้านไว้หลังหนึ่ง

สำหรับเจ้านางของเจ้าพ่อคลอดลูกเนื่องจากเมื่อก่อนลูกๆทุกคนของเจ้าพ่อคลอด

บนตึงใหญ่หรือตำหนักของเจ้าพ่อ แต่ท่านมีลูกหลายคน

ภายหลังจึงสร้างอีกหลังหนึ่งสำหรับเป็นที่คลอดโดยเฉพาะ

ตำหนักของเจ้าพ่อเป็นตึกสามชั้นแบบแขก ชั้นบนสุดเป็นที่ไว้หิ้งพระ

นอกนั้นเป็นที่ว่างเพราะไม่มีใครขึ้นไปอยู่พวกเราเด็กๆเลยชอบขึ้นไปเล่นกัน

ข้างบนนั้น มีอยู่วันหนึ่ง พี่ชายใหญ่ (เจ้าฟ้ากองไตย) กลับจากศาลากลางมาเห็นเข้า เลยโดนพี่ดุเสียยกใหญ่เลย

บนตำหนักมีห้องถึงเก้าห้อง แต่ละห้องใหญ่โตมากแบ่งออกเป็นสามปีกด้วยกัน ปีกซ้ายเป็นห้องของเจ้าพ่อ

ส่วนห้องโถงใหญ่ตรงปีกกลางนั้น เอาไว้สำหรับออกขุนนางเวลามีงานใหญ่งานโต ถัดไปทางด้านหลังอีกห้องหนึ่งเป็น

ห้องคลัง สำหรับเก็บเงินท้องพระคลัง ฉันยังจำได้ว่า เวลาที่พวกพนักงานเทเงินออกมานับ

บางทีเราโชคดีเราเล่นกันอยู่ข้างล่าง

จะมีเงินไหลลอดออกมาจากพื้นข้างบนได้มาครั้งละแถบๆ แต่เดี๋ยวนี้เค้าเรียกว่าเงินจ๊าดตามพม่าแล้ว

นอกจากนี้ยังมีห้องถัดไปทางหลังตึกอีกหนึ่งห้อง เป็นห้องของมหาเทวี ปีกขวาเป็นห้องของเจ้าจอมอีกสามห้อง

และห้องมหาดเล็กอีกหนึ่งห้อง ส่วนชั้นล่าง ที่ส่วนหนึ่งแบ่งไว้สำหรับต้อนรับเวลามีงานปีใหม่

หรือจะจัดงานเลี้ยงพวกเจ้าเมืองที่ขึ้นกับเมืองเชียงตุงเมื่อเข้ามาคารวะ เจ้าพ่อในพิธีคารวะ

(คุ้มเชียงตุงในอดีต)  

 ....พิธีคารวะคืออะไรค๊ะ......



พิธีนี้จัดขึ้นปีละสองครั้ง ปีใหม่และออกพรรษาเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดี

ของเจ้าเมือง ต่างๆในอาณัติของเชียงตุง

พิธีนี้มีอยู่สองวันด้วยกัน วันแรกเรียกว่าวันกิ่นป๋าง เป็นวันที่เจ้าเมืองทุกคนจะรัปทานอาหารร่วมกับเจ้าพ่อ

โดยมีอาหารหลักเป็นพิเศษอยู่ห้าอย่างคือ แกงฮังเล น้ำซุปถั่วลันเตา ผักกุ่มดอง แคบหมูกับน้ำพริกอ่องและข้าวเหนียว

เสร็จจากนั้นวันที่สองถือเป็นวันคารวะ ในวันนี้เจ้าพ่องจะประทับบนแท่นแก้วส่วนพวกเจ้าเมืองจากสามสิบกว่าเมือง

จะทยอยกันเข้าไปในห้องพร้อมกับดอกไม้ธูปเทียนมาวางไว้ตรงหน้าแท่นที่เจ้าพ่อ ประทับคนละขัน

เชื่อไหมว่าเขาปักเทียนเล่มใหญ่อย่างกับท่อนไม้(ทำมือประกอบ) มาในขันที่ทำจากเงินแท้ ตีเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมบางๆ

เจาะรูตรงกลางประดับด้วยดอกบานไม่รู้โรยทั้งข้างบนข้างล่าง เสียบมาโดยรอบเทียนจำนวนห้าดอก

หลังจากนั้นเจ้าเมืองจะ " สูมา " หรือไหว้เจ้าพ่อ เจ้าพ่อให้พรตอบแล้ว

พวกช่างฟ้อนก็มาฟ้อนหางนกยูงให้พวกแขกบ้านแขกเมืองดู เป็นอันเสร็จพิธี





                                              การฟ้อนหางนกยูง
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #6 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 11:32:20 »

  


                                   ชาวเชียงตุงมาร่วมยินดีในแต่งงาน เมื่อ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๕.

.......เจ้าพ่อของท่านดุไหมค๊ะ

ไม่ดุเพราะท่านเป็นอุบาสกที่เคร่งครัดมาก ยึดศีลห้าเป็นหลักประจำใจ สมัยนั้นถือเป็นกฏเลยว่า ถ้าใครไม่คือศีลห้า

ไม่รับเข้าทำงานราชการ ลูกผู้ชายทุกคนต้องบวชเรียนเมื่อถึงเกณฑ์ จะบวชเณรหรือบวชพระก็ได้

เวลาเด็กคนไหนอายุครบยี่สิบเมื่อไหร่

จะต้องจัดงานบวชเณรให้และถ้าเป็นคน ธรรมดาสามัญ จะให้เณรนั่งแห่ไปบนม้าส่วนช้างนั้น เจ้าพ่อเท่านั้นจึงจะมีได้

ท่านมีช้างหลายเชือก เวลาปล่อยช้างออกมาเรียกว่าเต็มลานคุ้มเลย

เจ้าพ่อท่านเชี่ยวชาญมากสามารถปีนข้ามจากช้างเชือกหนึงไปอีกเชือกหนึ่งได้

โดยไม่ต้องลงมาที่พื้อนและท่านจะมี " อาเปี่ยวต่อ"

หรือสาวใช้สามสี่คนคอยนั้งเฝ้ารับใช้ผู้ชายอีกสี่คนไว้สำหรับให้เจ้าพ่อ เรียกใช้

เรื่องคดีความอะไรในเชียงตุงเจ้าพ่อเป็นผู้ตัดสินเพียงผู้เดียว ฝรั่งไม่เกี่ยว เพียงแต่มาเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น สมัยนั้น

ข้าหลวง รองข้าหลวง หมอ และนานทหารอังกฤษจะมาพักกันที่ดอยเหมย พวกอังกฤษชอบที่นี่มาก

เป็นสถานที่น่าอยู่ เนื่องจากเป็นดอยสูงที่สุดและสวยที่สุดในเชียงตุง



โดนรื้อสร้างโรงแรม




.......ท่านปกครองอย่างไรค๊ะ......

เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ฝรั่งกำลังล่าเมืองขึ้น แคว้นสิบสองปันนาซึ่งเป็นพวกไทยลื้อ

ได้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน

และถูกครอบครองโดยคนสามชาติด้วยกัน เมืองย็อง เมืองแฮ่ เมืองขัน เมืองลื้อ เมืองหลุย ขึ้นกับอังกฤษ แต่ยกให้

เชียงตุงปกครอง เมืองเชียงรุ่ง เมืองน้า เมืองลา เมืองหัน นั้นขึ้นกับจีน ส่วนเมืองที่เหลือตกเป็นของฝรั่งเศส

 ต่อมาเมืองทั้งห้าเมือง ที่เชียงตุงปกครองโดยเชียงตุงเกิดไม่พอใจขึ้นมาต้องการที่จะขึ้นกับอังกฤษ โดยตรง

ไม่อยากถูกปกครองโดยเชียงตุงอีกต่อไปคิดตั้งตัวเป็นกบฏ เจ้าฟ้ากองไตย พี่ชายของฉัน

ซึ่งเป็นอุปราชเมืองเชียงตุงในสมัยนั้น

จึงขอประทานอนุญาตจากเจ้าพ่อไปสืบราชการที่เมืองย็อง จากนั้นท่านก็จัดการแต่งตัวเป็นฝรั่ง

เดินทางไปกับคณะข้าหลวงของอังกฤษโดยไม่มีใครในเมืองทราบเลยว่าท่านคืออุปราช

ระหว่างที่พวกเจ้านายและข้าราชการเมืองย็องเข้าหารือกับข้าหลวงอังกฤษเรื่อง ขอขึ้นตรงกับอังกฤษ

วันนั้นเองที่พี่ชายฉันสั่งจับกบฏเมืองย็องได้ทั้งกลุ่ม

ภายหลังกบฏกลุ่มนี้ได้ถูกส่งไปติดคุกที่เมืองตองกี จำได้ว่าสมัยก่อนที่เจ้าพ่อปกครองโทษประหารของเชียงตุงคือ

การตัดหัวและแขวนคอ แต่เนื่องจากเจ้าพ่อถือศีลเลยลดโทษประหารซึ่งเป็นโทษหนักที่สุดเหลือเพียง

ติดคุกนานเพียงสิบปี สำหรับคดีฆ่าคนตาย

  

.................ท่านมีโอกาสไปเที่ยวไหนไกลๆไหมค๊ะ.....

ฉันไม่เคยไปเที่ยวไหนไกลๆหรอก แค่เมืองพม่าเท่านั้นเอง สมัยนั้นที่สนุกหน่อย

คือการได้มีโอกาสได้ติดตามเจ้าพ่อไปประชุมที่ต่องกี

เพราะเขามักจะมีงานเลี้ยงที่นั้นทุกคืน นอกจากนั้นก็ไปเที่ยวเมืองย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์กับเจ้าแม่

ที่มัณฑะเลย์นั้นฉันกับเจ้าแม่ได้ไปนมัสการพระเจ้าละแข่งเป็นภาษาพม่า แปลว่าพระโพธิสัตว์ ยังจำได้ว่าทั่วทั้งองค์

เหลืองอร่ามงดงามไปด้วยทองเปลวจกาศรัทธาของบรรดา พุทธศาสนิกชน เขาว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก

ถ้าเป็นคนบาปจะมองไม่เห็นองค์ท่านส่วนเจดีย์ชะเวดากองที่อย่างกุ้งนั้นไม่มี ตำนานอะไร แต่พอไปถึงที่นั่นจะมีคนตั้ง

แผงขายทองเปลวเป็นทองคำแท้หนักห้าบาท อยู่ทั้วบริเวณองค์เจดีย์ แต่พอซื้อแล้วคนขายจะเป็นคนนำขึ้นไปปิดองค์

เจดีย์ให้เราฉันกำลังจะได้ไป เที่ยวเมืองมะละแหม่งอยู่แล้วพอดีพี่สาวโทรเลขมาเรียกตัวกลับไป

เลยยังไม่มี โอกาสได้เห็นสักที

.........ที่เชียงตุงมีงานเทศกาลบ้างไหมค๊ะ.....

 แต่ละปีจะมีงานอยู่สอง ครั้ง งานหนึ่งคืองานที่โป่งน้ำร้อน ซึ่งอยู่ไกล้กับเมืองไทยห่างจากเวียงมาก

ประมาณสิบกว่ากิโลเมตร

ที่นั่นจะมีบ่อน้ำร้อนอยุ่สามบ่อ แต่ละบ่อกว้างเท่าห้องห้องหนึ่ง ขนาดใหญ่กว่าบ่อน้ำร้อนที่เชียงใหม่.....



      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #7 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 11:58:04 »

ขออย่าให้เป็นช่วง"ตรุษจีน" เท่านั้น

ยินดี "ไปไหน-ไปด้วย, ตีกัน-เราป่วย, ไปกินที่ไหน-บอกด้วย, ถึงป่วย-ก็ไป"
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #8 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 12:00:11 »

เสียดายนัก

นายด่านศุลกากรแม่สาย (คนเก่า-ชาว RCU) ย้ายไปด่านลาวซะแล้ว ??
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #9 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 12:21:36 »

   ภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒    

ทั้งสองท่านเมื่อวัยชรา

เวลาที่น้ำเดือดแต่ละครั้งฟองอากาศจะกระเด็นสูงขึ้นไปเป็นเมตรแล้วไปตกลงใน ร่องที่เขาทำรองไว้

นอกจากนั้นเขายังทำร่องไว้อีกร่องหนึ่งเป็นร่องน้ำเย็นที่รองมาจากบ่น้ำอีก

แห่งหนึ่งต่อลงมายังที่อาบน้ำที่ทำเอาไว้ซึ่งหางจากบ่อน้ำร้อนประมาณกิโลเมตรหนึ่งได้

แล้วน้ำร้อนกับน้ำเย็นก็จะมาผสมกันพอดี

เจ้าพ่อโปรดให้สร้างห้องอาบน้ำสำหรับข้าราชบริพาร สามห้อง สำหรับเจ้าพ่อหนึ่งห้อง
สำหรับพวกเราผู้หญิงหนึ่งห้อง สำหรับราษฎรอีกหนึ่งห้อง

ห้องอาบน้ำไม่ได้ทำแบบหรูหราอะไรเพียงแต่ใช้ฟากไม้ไผ่มาทำเป็นฝากั้นพลับพลา

ภายในนั้นทำเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ลึกแค่เอว ใครมีชุดอาบน้ำก็ใส่รวมกันเป็นงานหน้าหนาวที่ใหญ่โต

และมีการละเล่นสนุกๆหลายอย่าง พอตกกลางคืนมีหนังมีละครตอนกลางวันมีซอ บางปียาวนานถึงเจ็ดวันบางปีก็ห้าวัน

แต่ถ้าปรกติไม่มีงานฉันกับน้องๆจะขับรถ ยนต์ไปที่นั่นด้วยตัวเองบ่อยๆ พอถึงเดือนห้าจะมีงานบอกไฟ เหมือนบ้องไฟ

อย่างเชียงใหม่ในงานนี้แต่ละหมู่บ้านจะแข่งกันทำบอกไฟแล้วนำมา จุดแข่งกันในวันนั้น บอกไฟของบ้านไหนที่ขึ้นได้

สูงสุดจะได้รับเงินรางวัลจากเจ้าพ่อ เป็นเงินแผ่นรูปกังสดาล เจาะรูตรงกลาง ร้อยด้าย ทำเป็นพวงคล้องคอผู้ชนะ

..............ทราบว่างานสงกรานต์ที่นั่นคล้ายกับที่เชียงใหม่.......

จะว่าคล้ายก็ได้ งานปีใหม่สงกรานต์ที่นั่นถือเป็นงานรื่นเริงประจำปีอีกงานหนึ่งของเชียงตุง วันที่ 13 เมษายน

เรียกว่าวันสังขารล่อง วันนี้พวกชาวบ้านจะเลือปผู้ชายมาแต่งตัวด้วยผ้าสีแดง เอามะละกอสองลูกผูกเชือกห้อยคอ

ทำอะไรก็ได้ให้น่าเกลียด(หัวเราะ) แล้วสมมุติให้เป็นตัวสงกรานต์จากนั้นจะนำตัวสงกรานต์แห่ไปตามถนน

เพื่อไปทิ้งในแม่น้ำเขินที่อยู่นอกเมืองเรียกว่าการไล่สงกรานต์ ถือเป็นการขับไล่โชคร้ายออกไปหรือสิ่งไม่ดีออกไป

วันรุ่งขึ้นเรียกว่าวันเนาชาวบ้านทุกคนจะร่วมกันขนทรายจากแม่น้ำเขินและแม่ น้ำลาภ ซึ่งอยู่ไกลเวียงออกไปมาที่วัด

เพื่อเตรียมไวสำหรับก่อเป็นเจดีย์ทรายในวัน รุ่งขึ้นในระหว่างนี้ในคุ้มจะจัดพิธีคารวะขึ้น วันสุดท้ายเรียกว่า วันปีใหม่

หรือวันพญาวัน ทุกคนจะแต่งตัวสวยงามแล้วจึงพากันไปทำบุญและก่อเจดีย์ทรายที่วัด

วัดประจำของเจ้านายมีอยู่สามวัดคือ วัดหัวข่วง วัดพระแก้ว วัดเชียงอินทร์

เป็นธรรมเนียมเลยว่าทางคุ้มจะต้องส่งข้าวไปที่วัดเหล่านี้ทุกวัน

.............ท่านพบกับเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ (สามี)ได้อย่างไรค๊ะ......

พบกันตอนอายุยี่สิบสองปีเท่ากัน แต่ฉันแก่กว่าเจ้านนท์สิบกว่าวัน เจ้าแว่นแก้ว พี่สาวของฉัน มีคนมาสู่ขอเมื่ออายุสิบหก

เลยถูกเจ้าพ่อบังคับให้แต่งงานนั่งร้องไห้ร้องห่มไม่มีโอกาสได้รู้จักกับชาย คนอื่นเลยต้องโดนจับคลุมถุงชนตั้งแต่เด็ก

ฉันเองไม่เคยรู้จักเจ้านนท์มาก่อน แต่ตอนนั้นจะมีนักสืบหรือแม่สื่อเป็นคนสืบให้ว่าคนที่มาสู่ขอนั้นมีประวัติ นิสัยใจ

คอเป็นอย่างไร หลังจากหมั้นได้แปดเดือนก็แต่งงาน

............วันพิธีแต่งงานเป็นอย่างไรบ้างค๊ะ........

มีเรียกขวัญ ผูกข้อมือ เจ้าพ่อท่านส่งจดหมายไปเชิญเจ้าเมืองต่างๆมาร่วมงานด้วยแต่การเดินทาง

สมัยนั้นยังลำบากอยู่ และไม่ใช่งานแต่งของเจ้าฟ้าคนสำคัญอะไรเขาเลยส่งของขวัญมาแทนงานหมั้น

ไม่มีพิธีหรอกมีแต่เลี้ยงข้าวและสวมแหวนเท่านั้นเอง ส่วนพิธีแต่งงานมีสองวัน วันแรกเป็นวันผูกข้อมือ

จะมีคนออกมาอ่านหนังสือกล่าวขวัญอวยพรให้กับเจ้าบ่าวเจ้าสาวเสร็จแล้วแขก

ผู้ใหญ่จะเอาด้ายผูกข้อมือใครที่เตรียมของขวัญมาก็ให้คู่บ่าวสาวในตอนนั้น

วันต่อมาเป็นวันดำหัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องยืนบนแท่นสูงเพื่อให้แขกพรมน้ำอวยพร

ฉันจำได้แม่นว่า วันนั้นเจ้านนท์ใส่เสื้อครุยยาว ที่เรียกกันว่าเสื้อคำ ซึ่งเป็นเสื้อเฉพาะของเจ้าฟ้าเชียงตุงที่ได้รับพระราชทานจากกษัตริย์อังวะ

และสวมชฎา ทีแรกท่านสวมชฎา แต่บอกว่าเจ็บ ตอนหลังทนไม่ไหวเลยต้องถอดออกแล้วใช้ผ้าเคียน(พันรอบๆให้แน่น )แบบธรรมดาแทน


          
หลังจากที่คู่สมรสกล่าวเสร็จจึงจะดำหัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว เป็นการพรมน้ำไม่ใช่ดำหัวจริงๆ

จากนั้นจะมีการแห่คู่บ่าวสาวหนึ่งรอบก่อนเสร็จพิธี

ถ้าเป็นสมัยก่อนนั้นไปอีกคู่บ่าวสาวต้องนั่งแห่ไปบนหลังช้าง แต่พอมาถึงสมัยฉัน

เจ้าสาวกลับนั่งแห่ไปบนรถยนต์ประดับประดาด้วยดอกไม้ฉันต้องนั่งรถจากตำหนัก

เจ้าพรมลือเพื่อไปรับเจ้าบ่าวที่ศาลากลาง แล้วเจ้าบ่าวจะขี่ช้างตามเจ้าสาวไปที่บ้านฉัน ถ้าเป็นงานแต่งระดับเจ้าผู้ครองนคร

ต้องกมีการเลี้ยงอาหารฝรั่ง เนื่องจากในเชียงตุงมีฝรั่งมาพักอยู่มากเหมือนกัน

หลังจากแต่งงานได้สิบกว่าวันก็เดินทางมาเชียงใหม่เลย โดยมีเจ้าฟ้าพรมลือ

กับ เจ้านางบุยยงค์ ซึ่งเป็นเจ้าแม่อีกองค์หนึ่งมาส่ง

ท่านมาพักอยู่ด้วยสักห้าวันก็กลับไป

หอของเจ้านางบุยยงค์ที่เชียงตุง





........ระยะแรกๆที่ท่านมาอยู่เชียงใหม่ต้องปรับตัวมากไหมค๊ะ......

ไม่ลำบากเลย เพราะภาษาพูดเราคล้ายกัน พอแต่งงานแล้วฉันก็มาอยู่ที่คุ้มใหญ่ของเจ้าหลวง (เจ้าแก้วนวรัตน์)

                      

แถวตลาดเจ๊กโอ่ง ท่านทำบ้านไว้หลังหนึ่งให้ลูกสาวคนโตอยู่ ส่วนอีกหลังหนึ่งให้พวกลูกสะใภ้อยู่ อยู่ที่นั้นได้สักพักนึง

จนลูกคนที่สามอายุได้สองเดือนกว่า เจ้าหลวงก็สินพระชมน์หลังจากนั้นพี่สาวคนโตของเจ้าหลวงต้องการคุ้มใหญ่คืน

ฉันกับเจ้านนท์และลูกๆก็เลยย้ายมาอยู่ที่เจดีย์เวียง อยู่ได้ปีหนึ่งก็มาซื้อบ้านหลังนี้คุ้มนั้นต่อมาก็ได้ถูกขายไป

เมื่อก่อนที่ดินยังราคาถูกมากจำได้ว่าซื้อบ้านหลังนี้พร้อมที่ดินอีกห้าไร่ ในราคา สองพันบาท

 .........ชีวิตแต่งงานของท่านเป็นอย่างไรค๊ะ.....


ตอนที่เห็นหน้าเจ้านนท์ครั้งแรกก็รู้สึกเฉยๆ(หัวเราะ) แต่พอแต่งงานไปแล้วก็ถึงได้รู้ว่าท่านเป็นคนดี ไม่เจ้าชู้

ผู้หญิงเรามีเรื่องสบายใจอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือ ถ้าสามีเราไม่เจ้าชู้ก็ดี ฉันว่ามันเป็นกรรมเวร

เพราะไม่มีใครได้เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนแต่ต้องมาอยู่ร่วมกัน เจ้านนท์ท่านเคยทำป่าไม้กระยาเลยที่สันป่าตอง

มีช้างอยู่สามตัว แต่ทำได้ไม่กี่ปีก็เลิกไป ไม่ได้ทำต่อ แล้วจากนั้นท่านก็ไม่ได้ทำอะไรเลย

ท่านเพิ่งเสียไปได้สองปีที่แล้ว อยุได้แปดสิบเอ็ดปี เรามีลูกด้วยกันห้าคน เป็นชายสามหญิงสองชื่อ

รัตนินดนัย วิไลวรรณ สัมภสมพล ไพฑูรย์ศรี วีรยุทธ ที่ชื่อคล้องจองกัน

เจ้านนท์ไปขอให้เจ้าคุณวัดเทพศิรินทร์ตั้งชื่อให้ ลูกทุกคน

..............หลังจากแต่งงานไปแล้วเป็นแม่บ้านอย่างเดียวเหรอค๊ะ......

หลังจากแต่งงานแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรพอดีได้ไปเที่ยวเมืองมัณฑเลย์กับเจ้าแม่ เห็นเขาทำยาเส้นใส่กระเช้าเล็กๆเที่ยว

เดินขายริมทาง เป็นยาอมสูตรพม่า ทำจากชะเอมคลุกกับมะขามเปียกกับยาอีกสามสี่อย่างเลยซื้อมาชิมดู

เห็นว่าเข้าท่าดี ตอนหลังลองเอามาทำดู

พอทำแล้วเห็นว่าไช้ได้เลยทำขายอยู่พักหนึ่ง

วิธีทำก็ไม่ยากอะไรแต่เป็นเพราะขายดีมาก เลยต้องจ้างลูกจ้างมาช่วยจะมีแขกคนหนึ่ง

มาบดชะเอมเป็นผงเตรียมไว้ก่อนถ้า

เป็นมะขาม ต้องใช้มะขามเปียกต้มน้ำแล้วเคี่ยวให้เหลือแต่เนื้อ เสร้จแล้วนำมาคลุกกับยาและชะเอม

ปั้นเป็นเม็ดตากแห้งสมัยนั้นฉันทำขายถึงสามรสนอกจากรสมะขามแล้วยังมีรสมะนาว และมะกรูด

บางทีมะนาวมีไม่พอ ก็ต้องบดสัมโอใส่เพิ่มลงไป ใส่กระปุกเล็กๆราคาขวดละสิบบาท

ไปฝากขายที่ร้านตันตราภันฑ์ ร้านเกษตรสโตร์

ที่ลำพูนก็มีคนรู้จักกันเอาไปขาย ที่กรุงเทพฯก็มีขาย รายได้ดีทีเดียว บางเดือนเคยได้ถึงห้าพันบาท

ซึ่งแต่ก่อนเรียกว่ามาก แต่ตอนหลังลุกจ้างขโมยยาไปขาย ประจวบกับทางเทศบาลสั่งปรับตันตราภัณฑ์

โทษฐานขายยาไม่มีใบอนุญาต เขาเลยบอกเลิกไม่รับ ฉันเลยไม่ทำตั้งแต่นั้นมา

.............ได้ทำอาหารพื้นเมืองของเชียงตุงให้ลูกๆทานหรือป่าวค๊ะ.....

ฉันทำกับข้าวไม่ค่อยเก่งเลยไม่เคยทำอาหารเชียงตุงให้เขาลองทาน แต่ที่นั่นอาหารหลักๆประเภทแกงฮังเล

แกงแคอย่างเมืองเชียงใหม่ไม่อย่างนั้นก็ต้องมีงานใหญ่โตต้องมีน้ำซุปถั่ว ลันเตา

วันธรรมดานอกจากจะทานอาหารสามมื้อแล้วช่วงบ่ายยังมีมื้อเล็กๆ เป็นพวกน้ำชา กาแฟ และขนมแบบฝรั่ง

ส่วนมื้อเย็นจะเสร์ฟอาหารพื้นเมืองและอาหารฝรั่งพร้อมกัน เนื่องจากเรามีคนครัวฝรั่งที่เจ้าพ่อจ้างมาประจำอยู่ที่คุ้ม

ส่วนคนครัวพื้นเมืองที่ประจำอยุ่ที่คุ้มมีอยู่ห้าคนจะคอยทำอาหารเลี้ยงคน ทั้งคุ้ม จำได้ว่าพอถึงเวลาอาหาร คนรับใช้ของ

แต่ละคนจะมารับอาหารจากในครัวไปเสริฟให้เจ้านาย

............ช่วงที่รัฐบาลไทยส่งคนไปปกครองเชียงตุงท่านก็ไม่ได้อยู่เชียงตุงแล้วใช่มั้ยค๊ะ.....

ค่ะ ตอนนั้นฉันมีลูกคนที่สามแล้ว พอดีเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยถูกญี่ปุ่นบังคับให้เข้าร่วมสงครามกับฝ่ายอักษะ

พอดีช่วงนั้นญุ่ปุ่นได้เข้าครอบครองพม่า ไทยจึงต้องส่งคนไปปกครองเชียงตุงแทนญี่ปุ่น พอสงครามสงบลง

ญี่ปุ่นถอยจากพม่าแล้ว ไทยจึงต้องถอยออกจากเชียงตุงด้วยแล้วหลังจากนั้นอีกไม่นานอังกฤษก็ประกาศปลดปล่อย

พม่าเป็นเอกราช แต่ก่อนที่จะปลดปล่อยอังกฤษได้ถามความสมัครใจของชาวเชียงตุงว่าต้องการขึ้น อยู่กับไทยหรือขึ้น

อยู่กับพม่า เนื่องจากหมู่ข้าราชการเชียงตุงเห็นว่าระหว่างที่ไทยไปปกครองเชียงตุงนั้น

ทหารไทยไปรุงรังกับคนเชียงตุง ถ้าบ้านไหนมีเงินก็ขึ้นปล้นเอาทองคำไป

คนเชียงตุงเลยเกลียดชังคนไทยหันไปเลือกขึ้นกับพม่าแทน

 ..........ก่อนหน้านั้นทราบมาว่าเชียงตุงมีเรื่องมากมาย......

หลังจากที่เจ้าฟ้ากองไตย พี่ชายคนละแม่ของฉัน เป็นโอรสของเจ้าแม่นางฟอง

ได้รับการแต่งตั้งจากอังกฤษให้เป็นผู้ครองนครเชียงตุงต่อจากเจ้าพ่อได้เพียง เจ็ดเดือน ก็ถูกลอบปลงพระชมน์

มหาเทวีชาวสีป้อต้องหนีไปสินพระชมน์ที่เมืองตองกี พอไทยเข้าครองเชียงตุงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ได้แต่งตั้งให้เจ้าฟ้าพรมลือ โอรสของมหาเทวี ของเจ้าพ่อเป็นผู้ครองนคร ต่อมาได้แต่งงานกับเจ้าทิพวรรณ

หลานเจ้าหลวงลำปาง ที่ลำปาง แต่หลังจากที่เชียงตุงเกิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เจ้าพรมลือกับครอบครัวจึงได้โยกย้ายมาอยู่เชียงใหม่




..........ช่วงสงครามนั้นลำบากไหมค๊ะ....

ไม่ลำบากอะไรหรอก เพราะที่บ้านไม่เป็นอะไรเลย แต่เจ้านนท์ท่านกล้ว

พวกเราทั้งครอบครัวเลยต้องพากันไปหลบที่ทุ่งเสี้ยว

แถวสันป่าตอง ช่วงนั้นสัมพันธมิตรจะทิ้งระเบิดบินข้ามหลังคาบ้านเราไปทิ้งระเบิดที่สถานี รถไฟ พอเสียงหวอดัง

เราต้องไปหลบในหลุมหลบภัยเดียวกันถึงห้าหกคน มาหลังๆเครื่องกระป๋องเริ่มหมด แป้ง นม

ที่ใช้เลี้ยงเด็กอ่อนก็ไม่มี ต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แทน
  

..........แล้วระหว่างนั้นทางเชียงตุงเป็นอย่างไรบ้างค๊ะ....

ช่วงเกิดสงครามฉันไม่ได้ข่าวจากทางเชียงตุงเลย มารู้ข่าวว่าเจ้าฉายเมือง

กับเจ้าขุนศึกน้องชายหนีพวกญี่ปุ่นไปอยู่กับพวกสัมพันธ์มิตรแล้ว

ทั้งสองก็พูดออกอากาศทางวิทยุว่า เรามาอยู่ที่นี่สบายดีด้วยเหตุที่เขาหายไปโดยไม่มีใครรู้เรื่องแต่เขา

ต้องออกหนีโดยไม่ให้ญี่ปุ่นรู้ตัวเลยกลัวทุกคนเป็นห่วง ต้องประกาศทางวิทยุแทน พอเราได้ยินเสียงเขาทางวิทยุก็สบายใจ
............แต่หลังสงครามยิ่งแย่กว่า......

ตอนนั้นแต่งงานมาอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว นายพลอูนุ นายกรัฐมนตรีพม่ายุคนั้น รวมทั้งเจ้าฟ้าเมืองต่างๆที่มีอิทธิพลสูง

ถูกพวกที่ทำการปฏวัติจับเข้าคุก เจ้าฟ้าย็องหุ่ย ซึ่งตอนแรกเป็นประธานาธิบดีของพม่าภายหลังมาสิ้นพระชมน์ในคุก

คนที่ไปรับพระศพมาเห็นแต่รอยรองเท้าและรอยช้ำเต็มพระวรกาย เดี๋ยวนี้ที่นั่นเหลือเพียงน้องชายคนหนึ่งกับน้องสาว

สองคน

เจ้าฟ้าที่เป็นผู้ชายต้องย้ายไปเมืองต่องกีหมดเพราะเกรงว่าพวกข้าบ้าน

คนเมืองที่ยังจงรักภักดีอยู่จะก่อกบฎคุ้มที่ฉันเคยอยู่ เดี๋ยวนี้ก็โดนรื้อทิ้งไปแล้ว

เขาเล่าว่ามีคนไปดูเวลาที่เขารื้อแล้วไปพูดคัดค้านว่า รื้อทิ้งทำมัย...เสียดาย เลยโดนจับเข้าคุกแบบขังลืมก็มี

..............ท่านได้กลับไปเยี่ยมเชียงตุงครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ค๊ะ.....

เมื่อสาบสิบกว่าปีก่อนตอนที่แม่ตาย แม่ฉันตายเมื่ออายุได้เจ็ดสิบกว่าปี ส่วนเจ้าพ่อสิ้นพระชมน์

เมื่อพระชนมายุได้ประมาณหกสิบพรรษา

เนื่องจากสุขภาพไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัว  โดย: ชารีส

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2546 เจ้านางสุคันธา ณ เชียงใหม่ ได้สุรคตเมื่อชันษา 90 ปี ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งพระศพบำเพ็ญกุศลที่วัดเจดีย์หลวง ส่งสการ ณ ฌาปนกิจสถานสันกู่เหล็ก ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2546

                                                                            
                                                                              ราชวงศ์เชียงตุง



      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #10 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 12:32:27 »

ข่าวล่า..


"ตรุษจีน" อยู่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2558
      บันทึกการเข้า
ประทาน14
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2514
คณะ: เภสัชศาสตร์
กระทู้: 999

« ตอบ #11 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 19:24:03 »

อ้างถึง
ข้อความของ suriya2513 เมื่อ 01 ตุลาคม 2557, 22:52:31
ปัญหาคืออะไร มากระจายข่าวให้รู้กันด้วยนะครับ ท่านเหล่าบรรดาแกนนำทัวร์
จะได้ช่วยกันปัดเป่าให้ลุกโชนขึ้นมา นี่คือคำสัญญา


พี่ป๋องครับ
ผมได้ส่งผ่านคำสัญญานี้ให้แกนนำทัวร์แล้วครับ
      บันทึกการเข้า
suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,447

« ตอบ #12 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 20:57:29 »

อ้างถึง
ข้อความของ ประทาน14 เมื่อ 02 ตุลาคม 2557, 19:24:03
อ้างถึง
ข้อความของ suriya2513 เมื่อ 01 ตุลาคม 2557, 22:52:31
ปัญหาคืออะไร มากระจายข่าวให้รู้กันด้วยนะครับ ท่านเหล่าบรรดาแกนนำทัวร์
จะได้ช่วยกันปัดเป่าให้ลุกโชนขึ้นมา นี่คือคำสัญญา


พี่ป๋องครับ
ผมได้ส่งผ่านคำสัญญานี้ให้แกนนำทัวร์แล้วครับ
เห็น รัตนาพร14 เข้ามาในนี้แล้ว แว๊บๆ
      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
จารุวรรณ14
Newbie
*

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1

« ตอบ #13 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 21:07:59 »

คิดว่า พรุ่งนี้หลั่น 14 คงจะเข้ามาร่วมแจม จริงแท้แน่นอนแล้วคราวนี้คงจะตอบข้อข้องใจของชาวหอได้ล่ะค่ะ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #14 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2557, 22:58:30 »

จอมพลผินกับเชียงตุง   ...เรื่องเล่าจากปองพล

                                          

ในเรื่องนี้ท่านจะได้เห็นความผูกพันระหว่างท่านจอมพลผินและท่านจอมพลป. นอกจากจะเป็นรุ่นเดียวกันแล้วยังได้ทำงานใกล้ชิดกันมาตลอด พอญี่ปุ่นบุกขึ้นมาท่านจอมพลป. ก็กลัวว่าญี่ปุ่นนั้นจะมายึดจะมาทำลายกองทัพไทย ท่านก็วางแผนตั้งกองทัพพายัพขึ้นมา โดยรวบรวมหน่วยกำลังทั้งหมดของกองทัพไทย และกองพลที่1 ,2 ,3 ,4 ให้ไปอยู่ทางภาคเหนือและให้ไกลจากกองทัพญี่ปุ่น  
 แล้วก็ตกลงกับญี่ปุ่นว่าจะร่วมกันทำสงคราม ญี่ปุ่นก็มอบให้กองทัพพายัพเข้าไปยึดเชียงตุง ก็มีกองพลที่ 2 ที่ 3 ที่ 4  จอมพลผินซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 3ได้นำทหารจากโคราชนั่งรถไฟมา เปลี่ยนสับรางที่ภาชี แล้วขึ้นเหนือไปตั้งค่ายที่พะเยา และในที่สุดก็บุกเข้าไปในเชียงตุง ปรากฏว่าเส้นทางที่เข้าไปในเชียงตุงลำบากยากแค้นมากเลย แต่ในที่สุดก็สามารถยึดเชียงตุงได้

เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ทหารไทยป่วยเป็นโรคมาลาเรียกันมากเรียกได้ว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของกองทัพเลยทีเดียว แต่ที่เป็นปัญหามากที่สุดในขณะนั้นก็คือเรื่องเครื่องแบบ เพราะทหารที่ไปยึดเชียงตุงตั้งแต่ออกเดินทางก็มีเครื่องแบบไปชุดเดียว พอไปถึงเชียงตุงก็เริ่มมีการขาดบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ก็ต้องใช้วิธีเอาทหารที่ตัวเท่ากันผลัดกันใส่เครื่องแบบ ท่านจอมพลผินบันทึกไว้ในหนังสือว่าบางวันไปเยี่ยม ทหารโมโหเดินแก้ผ้าโทงๆ ให้ดูเลย บอกว่าทนไม่ไหวแล้วเพราะไม่มีเครื่องแบบให้เลย แล้วท่านก็หาวิธีแก้ปัญหา เพราะในตอนนั้นเส้นทางตัดขาดหมด เนื่องจากเป็นช่วงหน้าฝน เพราะท่านไปยึดได้ตอนพฤษภา และเข้าเชียงตุงเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2485

 พอยึดได้ก็ติดในเชียงตุงนั้นแหละครับ ติดต่อไม่ได้ การเดินทางระหว่างแม่สายไปเชียงตุงลำบากมากเลยทำให้การส่งเสบียง ส่งยาลำบาก ใช้ม้าก็ไม่ได้ ใช้ช้างช้างก็ตกเหว ในที่สุดจึงติดต่อทางวิทยุว่าให้ใช้ร่มชูชีพมาทิ้งยาที่เชียงตุง ปรากฏว่าพอนักบินมาก็ทิ้งผิด คือที่เชียงตุงจะมีบึงใหญ่อยู่กลางเมืองชื่อว่าหนองกรุง เพราะสมัยก่อนทัศนวิสัยไม่ค่อยดี นักบินมองมาก็นึกว่าเป็นสนามหญ้าจึงทิ้งชูชีพลงมาตกหมด ท่านจอมพลผินจึงปรึกษากับฝ่ายเสนาธิการว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี ฝ่ายเสนาธิการจึงเสนอว่าให้เอายาบรรจุใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วทิ้งลงมาจากเครื่องบิน พอเครื่องบินมาทิ้งกระบอกไม้ไผ่บรรจุลงมาให้ ชาวเมืองเชียงตุงก็คิดว่าเครื่องบินไทยมาทิ้งระเบิดจึงวิ่งหนีกันอลหม่าน ซึ่งกระบอกไม้ไผ่ที่ทิ้งลงมาก็โดนหัวคนบาดเจ็บกันไปจำนวนไม่น้อยก็เลยเลิกทำ  

จึงแสดงให้เห็นว่าการไปรบในสมัยก่อนนั้นมันลำบากมาก มีปัญหาให้แก้ตลอด  ซึ่งพอเข้าเมืองเชียงตุงได้ก็ประสบปัญหาไม่มีข้าว เนื่องจากเชียงตุงนี้โดนทหารจีนยึดอยู่นาน พอจะถอยทหารจีนได้เผาทำลายหมด ข้าวสาร 4,000 กระสอบที่มีอยู่ในคลังถูกเผาเรียบหมด ไม่มีเหลืออยู่เลย จอมพลผินบอกว่าไม่เป็นไร ปลูกข้าว ทำนาเอาก็ได้  แต่ก็มีปัญหาอีกคือไม่มีครก เพราะทหารจีนทำลายครกหมด จอมพลผินจึงให้สร้างครกกันขึ้นมา แล้วก็มีปัญหาเรื่องแบบ พอจะไปซื้อก็ปรากฏว่าไม่มีเงิน จึงต้องพิมพ์ธนบัตรกันขึ้นมา โดยจอมพลผินในฐานะข้าหลวงใหญ่ทหารประจำเชียงตุง เป็นคนลงนาม ท่านจะเห็นได้ว่าทหารรุ่นนั้นลำบากมาก



สำนักงานและบ้านพักของจอมพลผิน ..ช่วงที่ท่านอยู่เชียงตุง

จนในที่สุดท่านก็มาเกี่ยวข้องกับการเมืองจนได้ หลังจากที่ท่านกลับมาที่กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในระหว่างสงคราม  ในสมัยนั้นจอมพล ป พิบูลสงครามยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่  ซึ่งฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลป. ได้ยื่นพระราชกำหนดต่อสภาฯ ไปสองฉบับคือ

 ฉบับหนึ่งคือจะจัดตั้งเพชรบูรณ์เป็นเมืองหลวง

อีกฉบับหนึ่งคือจะเอาพระพุทธบาทเป็นเขตศาสนาเพื่อป้องกันไม่ให้ญี่ปุ่นเข้าไปยึด ผลปรากฏว่ารัฐบาลแพ้โหวตฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย  ทำให้จอมพล ป ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  คุณควง อภัยวงศ์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาลแทน ทำให้จอมพลผินเป็นห่วงจอมพลป. จึงเดินทางจากเชียงตุงลงมาเยี่ยมท่านที่ลพบุรีแล้วลงมากรุงเทพฯ ก็ปรากฏว่าตอนนั้นพวกทหารไม่พอใจมาก เพราะในสมัยนั้นทหารมีอำนาจและไม่พอใจที่นายกฯ พลเรือนมาปลดจอมพลป. ออกจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็เลยประชุมกันวางแผนเพื่อจะยึดอำนาจ แต่ทางจอมพลผินท่านบอกว่าอย่าไปทำอะไรเลยเพราะอยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งเราทำอะไรลงไปไม่รู้ว่าญี่ปุ่นจะยอมไหม เพราะทหารญี่ปุ่นเต็มเมืองเลย และถ้าเกิดมีปัญหาเดี๋ยวทหารไทยมารบกันเอง สู้เก็บกำลังไว้ดีกว่า

หลังจากนั้นท่านก็เดินทางกลับเชียงตุง  แล้วทางกองทัพได้มีคำสั่งให้ท่านกลับมาประจำกรมเสนาธิการทหารที่กรุงเทพฯ วันหนึ่งคุณควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีก็เรียกประชุมนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ทำเนียบ แล้วบอกว่า ได้ข่าวมาว่าทหารชั้นผู้ใหญ่ไม่ค่อยทำงานกัน เอาแต่คุยกัน จอมพลผินซึ่งในขณะนั้นยศพลโทจึงยกมือขึ้นพูดว่า นายทหารที่นั่งอยู่นี้ไปรบมาแล้วทั้งนั้น ถ้ามีงานให้ทำก็บอกมาสิจะให้ทำอะไร และคนอยู่ด้วยกันถ้าไม่คุยก็เป็นบ้าตายน่ะสิ พอหลังจากนั้น 7 วันท่านก็ถูกปลดออกจากราชการ

ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร ไปทำนาทำสวนดีกว่า ท่านก็ไปอยู่ที่บางน้ำเปรี้ยว  จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วพวกเราทั้งครอบครัวก็ไปทั้งหมด ซึ่งตอนนั้นผมอายุเกือบ 2 ขวบ ผมก็มารู้ทีหลังว่าผมไปสร้างวีรกรรมไว้ที่ตลาดบางน้ำเปรี้ยว ผมก็ถามคุณพ่อคุณแม่ว่าวีรกรรมอะไร ก็ได้ทราบว่าเวลาผมไปตัดผมที่ตลาด ตลาดจะแตกตื่น เพราะผมแหกปากร้องจนกว่าจะตัดผมเสร็จ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นไม่ยอมตัดผม ก็เป็นอีกช่วงชีวิตหนึ่งที่ไปอยู่บางน้ำเปรี้ยว พอไปอยู่ได้ระยะหนึ่งก็คิดว่าเป็นชีวิตที่สงบ แต่พอวันหนึ่งกำนันได้มาบอกว่าได้มีโจรผู้ร้ายอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีอาวุธที่ทันสมัยรู้ว่าท่านไปรบมาจากเชียงตุง และท่านก็เป็นถึงแม่ทัพ คงจะร่ำรวยจึงคิดที่จะยกพวกมาปล้น ซึ่งในขณะนั้นบรรดาเขยต่างๆ นั้นยังอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อความปลอดภัยคุณตาจึงย้ายครอบครัวกลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯ และหลังจากนั้นไม่เท่าไหร่สงครามก็ยุติ


      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #15 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2557, 08:47:23 »

ไทยปกครองเชียงตุง ในชื่อว่าสหรัฐไทยเดิม

พิธีเชิญธงไตรรงค์ ณ เม่ืองเชียงตุง 5 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ในวันแรกทีียึดได้



จนกระทั่งในสมัยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากไทยลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น รัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้จัดตั้งกองทัพพายัพ และส่งกำลังทหารที่มีพลตรีผิน ชุณหะวัณเป็นแม่ทัพเข้ายึดครองเมืองเชียงตุงได้เมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2485

ไทยได้ยึดเมืองเชียงตุง และ เมืองพานจากอังกฤษ มาจัดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของไทยในชื่อสหรัฐไทยเดิม รัฐบาลไทยได้ทูลเชิญเจ้าเมืองเหล็กพรหมลือโอรสของเจ้าก้อนแก้วอินแถลงมาเป็นเจ้าฟ้าสิริสุวรรณราชยศพรหมลือครองเมืองเชียงตุง โดยมีพลตรี ผิน ชุณหะวัณเป็นข้าหลวงใหญ่ นอกจากนั้น กองทัพไทยยังเข้าไปโจมตีและปกครองเมืองตองยี ครึ่งใต้ของเมืองมัณฑะเลย์ และหวังจะครอบครองสิบสองปันนาอีกด้วย

เมื่อสงครามสิ้นสุด ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ไทยจึงคืนดินแดนสหรัฐไทยเดิมให้แก่อังกฤษ

เจ้าฟ้าพรหมลือและครอบครัวอพยพมาอยู่ที่เชียงใหม่

เมื่อพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2491 เชียงตุงจึงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉาน ประเทศพม่า แต่ยังมีเจ้าฟ้าปกครอง จน พ.ศ. 2505 นายพลเนวินปฏิวัติปกครองประเทศด้วยระบบสังคมนิยม ระบบเจ้าฟ้าของเชียงตุงจึงถูกยกเลิกไป

หอคำของเชียงตุงถูกพม่าทำลายเมื่อ พ.ศ. 2534 หลังสิ้นสุดการปกครองระบบเจ้าฟ้า
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #16 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2557, 09:41:03 »

เจ้าฟ้าแห่งเชียงตุง อีกหนึ่งพระองค์ที่มีความสัมพันธ์กับไทย

ตามรายการทัวร์ไปวัดที่ท่านได้ทรงสร้างด้วย

วันที่ 27 ม.ค 2558

7.00 น. รับประทานอาหารเช้า
8.00 น. เดินทางไปนมัสการสมเด็จอาชญาธรรม พระสังฆราชแห่งเมืองเชียงตุงเพื่อถวายยาและเวชภัณฑ์ และขอพร ที่วัดราชฐานหลวง
อยู่ใจกลางเมืองเชียงตุง มีวิหารลงรักปิดทองสวยงาม สร้างสมัยเจ้าฟ้าพรหมลือ พระสามีของเจ้าทิพวรรณ ณ ลำปาง


 
                                                                  

เมื่อเจ้าทิพวรรณอายุได้ 17 ปี (เป็นธิดาของเจ้าไชยสงคราม (น้อยเบี้ย ณ ลำปาง) กับเจ้าฝนห่าแก้ว ณ ลำปาง ซึ่งเป็นราชธิดาในมหาอำมาตย์โท พลตรีเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย กับแม่เจ้าเมืองชื่นราชเทวี )ได้พบรักกับเจ้าฟ้าพรหมลือ ราชโอรสในเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง เจ้าผู้ครองนครเชียงตุง ซึ่งได้เสด็จเดินทางมาเยือนนครลำปาง และได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติจากเจ้าผู้ครองนครลำปาง แต่การที่เจ้าต่างนครจะอภิเษกสมรสกันได้ จะต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสียก่อน และเนื่องจากขณะนั้นเชียงตุงอยู่ในบังคับของอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเกรงว่าจะมีปัญหาระหว่างประเทศได้ จึงไม่ทรงอนุญาต แต่ต่อมาก็ได้มีการหมั้นกันไว้ก่อน จนกระทั่ง พ.ศ. 2465 เมื่อเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต ได้เสด็จถึงแก่พิราลัย เจ้าฟ้าพรหมลือได้เสด็จเดินทางมาเคารพพระศพ และถือโอกาสนี้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าทิพวรรณ จากนั้นทั้งสองพระองค์ก็ได้เดินทางกลับนครเชียงตุง

ต่อมาไม่นานเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในนครเชียงตุง ทำให้เจ้าฟ้าพรหมลือถูกส่งตัวไปช่วยราชการที่เมืองตองยี และเมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นก็ถูกส่งไปควบคุมตัวที่เมืองโหม่วหยั่ว แต่ภายหลังเจ้าฟ้าพรหมลือก็ได้พาครอบครัวหนีการควบคุมของอังกฤษเข้าหาฝ่ายไทย ที่ตำบลท่าก้อ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้การต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ และเมื่อรัฐบาลประกาศให้รวมแคว้นสหรัฐไทยเดิมเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าฟ้าพรหมลือเป็นเจ้านครเชียงตุง และให้เป็นผู้ช่วยข้าหลวงปกครองฝ่ายทหาร ช่วยราชการสนามนครเชียงตุงด้วย ซึ่งท่านก็ได้สนับสนุนและช่วยเหลือกองทัพไทยเป็นอย่างมาก

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เจ้าฟ้าพรหมลือได้อพยพครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 โดยประทับที่จังหวัดลำปางก่อน จากนั้นจึงได้เสด็จย้ายมาอยู่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2488

เจ้าพรหมลือ ณ เชียงตุง นำครอบครัวเข้าเฝ้า สมเด็จฯ กรมดำรง ณ วังวรดิศ ถนนหลานหลวง



เเถวหลัง จากซ้ายไปขวา ม.จ. สีวลีวิลาศ มจ.พัฒนายุ เจ้าฟ้าพรหมลือ มจ.พิลัยเลขา มจ.พูนพิศมัย

เเถวหน้า จากซ้ายไปขวา เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง เจ้านางทิพยเกสร เม็งราย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เจ้านางบัวสวรรค์ เม็งราย เจ้านางสุคันธา ณ เชียงใหม่

และเจ้าฟ้าพรหมลือเสด็จถึงแก่พิราลัย เมื่อ พ.ศ. 2498


                            
      บันทึกการเข้า
รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #17 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2557, 10:59:50 »

สวัสดีค่ะ หลั่น14คะ อยู่หอเหนือล่าง จบประวัติศาสตร์ คณะอักษรค่ะ  ยินดีที่พี่ๆเพื่อนๆน้องๆสนใจไปเที่ยวเชียงตุงด้วยกันนะคะ  เราจะเริ่มวันที่๒๓ ม.ค นะคะ พบกันที่สนามบินนานาชาติเชียงราย  ราคาทัวร์8,900บาท มีค่าโรงแรมที่แม่สายคนละ 400บาทนะคะ รวม9,300บาท การเดินทางไปเชียงรายขอความกรุณาจัดการด้วยตนเอง ด่วนนะคะ
      บันทึกการเข้า

รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #18 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2557, 11:13:55 »

มีข้อสงสัย หรือคำถาม เชิญเข้าไลน์เชียงตุง หรือสายตรงหลั่น0818845508 และอีเมล์ratanaporn.s@gmail.com
      บันทึกการเข้า

รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #19 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2557, 13:05:56 »

ขอบคุณเริง2520สำหรับข้อมูลดีๆนะคะ
      บันทึกการเข้า

เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #20 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2557, 13:19:46 »

ครับผม เมืองเชียงตุงงามมากครับ

เส้นทางไปเชียงตุง



บ้านชาวไทยเขินก่อนถึงเชียงตุง



บ้านในเชียงตุง ใกล้ประตูป่าแดง



หนองตุง



ไปตลาด



โรตีโอ่ง ไม่ใช้น้ำมัน

      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #21 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2557, 17:42:08 »

วันนี้ลองเข้าไปจะจองตั๋วไป-กลับ ดอนเมือง-เชียงราย ของนกแอร์
ราคา 3,698.00 บาท (บวกประกัน 150 บาทแล้ว)
ให้กระเป็าหนัก 5  กก.ติดตัว, ส่วนโหลดใต้เครื่องยังไม่ได้คิด
จึงยังไม่ได้จอง

เอายังไงต่อครับ ??
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #22 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2557, 18:03:15 »

หากเราเดินชมเมืองเชียงตุง อาจพบท่านนี้ขี่จักรยาน และเรียกทักทายเราว่า คนไทยใช่ไหม ท่านดีใจที่พบคนไทยและทักทายพูดคุยอย่างมิตร

เจ้าอู่เมือง ณ เชียงตุง  บุตรในเจ้าจายหลวง ณ เชียงตุง เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงพระองค์สุดท้าย กับเจ้านางจันแก้วมหาเทวี ท่านสืบเชื้อสายเจ้าเป็นผู้ครองนครเชียงตุงคนปัจจุบัน ต่อจากบิดาของท่าน






ที่กู่หรือสุสานเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง เราพบชายคนหนึ่ง เฝ้ากู่อยู่ เขาบอกกับพวกเราว่า ชื่อ เจ้าอู่เมือง มีหน้าที่ดูแลกู่หรือสุสานในฐานะลูกหลานเจ้าฟ้า ทุกวันท่านจะปั่นจักรยานคู่ชีพพร้อมมีดดาบอย่างกับนักรบโบราญ

 ท่านเล่าให้ฟังว่าเคยตามเจ้าพรหมลือกับเจ้าแม่ทิพวรรณ มาอาศัยอยู่ที่คุ้มกลางเวียงเชียงใหม่ ได้เคยเรียนหนังสือไทย พออ่านออกเขียนได้ หลังมีเกิดรัฐประหารในพม่าจึงจากออกจากคุ้มกลางเวียง กลับมาอยู่กองกำลังของขุนส่า ตามตะเข็บชายแดนแถวดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง
 
เมื่อขุนส่าวางอาวุธต่อรัฐบาลทหารพม่า จึงกลับมาอยู่ที่เมืองเชียงตุง ทุกวันนี้ท่านดำรงชีพอยู่ได้จากดอกเบี้ยเงินฝากเล็กน้อย ที่นำไปฝากกับธนาคาร ซึ่งเป็นเงินที่เก็บไว้ตอนทำงานให้กับกองกำลังขุนส่า

      บันทึกการเข้า
รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #23 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 10:45:44 »

จองตั๋วได้แล้ว ช่วยแจ้งไฟล์ท เวลาถึงด้วยนะคะ แจ้งในไลน์เชียงตุงก็ได้ค่ะ
      บันทึกการเข้า

เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #24 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 10:46:25 »

ยังไม่มีรายชื่อ ตัดสินใจกันอยู่

พี่เหยง ๑๖ แจ้งว่าจะไป ท่านบอกท่านอื่นแล้ว
      บันทึกการเข้า
รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #25 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 10:47:44 »

เจ้าอู่เมืองสะสมดาบเก่าๆไว้หลายเล่มค่ะ อยู่บ้านเล็กๆ น่าสงสาร แต่ก็ยังทำหน้าที่ดูแลกู่เจ้าฟ้าตลอด
      บันทึกการเข้า

เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #26 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 10:52:34 »

พวกเราจะมีโอกาสได้คุยกับท่านบ้างไหมครับ ครั้งก่อน ไป ๕ คน ท่านขี่จักรยานผ่านมา และทักทาย คุยริมถนนได้
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #27 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 11:02:39 »

สรุป สายการบินที่ไปเชียงราย

สายการบินไทยสมายล์ จำนวน 4 เที่ยวบินต่อวัน สายการบินไทยแอร์เอเชีย จำนวน 6 เที่ยวบินต่อวัน สายการบินนกแอร์ จำนวน 8 เที่ยวบินต่อวัน
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #28 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 11:05:26 »

ยังหาตั๋วถูกกันไมไ่ด้
เพราะเป็นเดือนมกราคม ของปีหน้า 2558


      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #29 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 11:07:52 »

จะถามอีกเรื่องหนึ่งครับ

ข้ามไปเชียงตุง ไม่มีปัญหาเรื่อง VISA หรือครับ ใช้ Border Pass ใช่หรือไม่ ??
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #30 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 11:13:55 »

ครั้งก่อนใช้หนังสือเดินทางครับ ขออนุญาตอบแทนพี่รัตนาพร  ๑๔ ครับ
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #31 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 11:33:55 »

น้องเริง

หนังสือเดินทาง ต้องขอ VISA หรือไม่


เพราะพี่หลั่น - รัตนาพร โพสต์ว่า ใช้รูปนิ้วครึ่ง 3 บาน, สำเนาบัตร ปชช. 3 ฉบับ
ส่งไปให้พี่ที่เชียงราย
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #32 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 11:35:53 »

ที่อยู่ ที่ใช้ส่งเอกสาร......

รัตนาพร เศรษฐกุล
120/99 หมู่บ้านปาล์มสปริงส์
ถนน มหิดล ตำบลหนองหอย
อำเภอเมือง  เชียงใหม่50000
รบกวนemsนะคะ จะได้ชัวร์ค่ะ
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #33 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 12:05:00 »

พี่หลั่น โพสต์ไว้ในไลน์.....ว่า

เอกสารส่งภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้นะคะ
ค่ามัดจำท่านละ4000บาท ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2557โอนเข้าบัญชีชื่อ รัตนาพร เศรษฐกุล เลขบัญชี253-037214-9 ธนาคารกรุงเทพ สาขาสันป่าข่อยค่ะ โอนแล้วกรุณาถ่ายใบโอนส่งเข้าไลน์มาด้วยนะคะ เพื่อยืนยัน ได้รับแล้วหลั่นจะตอบยืนยันทันทีค่ะ




      บันทึกการเข้า
รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #34 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 14:37:08 »

ขอบคุณเหยงมากๆเลยค่ะที่ช่วยส่งข่าว ไม่ต้องใช้พาสปอร์ตค่ะ วีซ่าไม่ต้องค่ะ border pass. อย่างเดียว จะรวบรวมเอกสารส่งไปทำพร้อมกันค่ะ
      บันทึกการเข้า

รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #35 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 14:38:47 »

เริงคะ พี่จะนัดให้นะคะ ถ้าสนใจ
      บันทึกการเข้า

เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #36 เมื่อ: 04 ตุลาคม 2557, 18:05:50 »

ครับ

หากได้ไปจะติดต่อพี่ทางโทรศัพท์  ก่อน15 ตค.ครับ
      บันทึกการเข้า
รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #37 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2557, 17:08:06 »

ยินดีค่ะ ไปด้วยกันนะคะ
      บันทึกการเข้า

รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #38 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2557, 18:40:52 »

ขณะนี้มี19ท่านแล้วค่ะ รับถึง24ท่านค่ะ
      บันทึกการเข้า

เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #39 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2557, 20:25:13 »

เพียงวันเดียว 18 รายชื่อ จะปิดรับแล้วนะครับ

1. พี่ติ๋ม - ธิดา 10
2. พี่อ้วน -  จิรศักดิ์  
3. เหยง พิเชษฐ์ เชื่อมวราศาสตร์ 16
4. ประทาน 14
5. แต๊ก-ศิริวรรณ 20
6. ผ่อง 14
7. ดนัย 12
8. แอ 14
9. ขิม 14
10. พี่สิงห์ ศิริวรรณ 12
11. พี่แดงดารณี 12
12. ลูกสาวพี่แดง
13. พี่สาวิตรี 12
14. พี่หนุ่ย บุญเพิ่ม 12
15. พี่แอ๋ว จีระ 12
16. พี่บี้ พรพินิจ 12
17.พี่แจ๋ว 13
18.พี่ยุ้ย
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #40 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2557, 20:26:44 »

อ้างถึง
ข้อความของ เริง2520 เมื่อ 04 ตุลาคม 2557, 18:05:50
ครับ

หากได้ไปจะติดต่อพี่ทางโทรศัพท์  ก่อน15 ตค.ครับ
[/size]
เริง

หากไปได้ เชิญร่วมคณะ เหลืออีกเพียง 5 ที่เท่านั้น
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #41 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2557, 13:49:38 »

พี่หลั่น
ผมได้ค้นคว้าและอ่านแล้วครับ ได้ความรู้อีกมากมาย


"Chiang Tung War: Opening of  Military Activities in the Extreme North
of Siam in the Reign of Rama IV
Associate Professor Dr. Rattanaporn Sethakul

ศึกเชียงตุง : การเปิดแนวรบเหนือสุดแดนสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดย รองศาตราจารย์ ดร.รัตนาพร เศรษฐกุล "
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #42 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2557, 13:55:33 »

น่าสนใจเช่นกัน...สยามตีเชียงตุง 2 ครั้งไม่สำเร็จ


ยังปรากฏให้เห็นเด่นชัดของร่องรอยคูเมืองนครเชียงตุงดินแดนพม่า มีกำแพงดินธรรมชาติสูงชันอันเป็นป้อมปราการชั้นดีในการป้องกันข้าศึกรอบด้านที่จะบุกเข้าตีเมือง

ระหว่างคูกำแพงจากฝั่งด้านนอกของกำแพงเพื่อข้ามมาฝั่งกำแพง โดยมีสะพานแขวนเก่าๆ โอนเอนจะโค่นมิโค่นแหล ตัวเสารับน้ำหนักก่อด้วยปูน เหล็กเส้นติดสนิมเกี่ยวคล้องกับเชือกเพื่อรับน้ำหนักไม้แผ่นที่พาดขนานกันไปทอดเป็นสะพาน เมื่อนับความกว้างของสะพานที่ก้าวเท้าไปแต่ละก้าวจุดสุดปลายฟากหนึ่ง ๓๙ ก้าว ถ้าคิดเป็นเมตรก็น่าจะอยู่ราวๆ ๓๕ เมตร บวกลบ ๒ เมตร ส่วนความสูงของกำแพงดินนั้นประมาณด้วยสายตาแล้ว ๑๕ เมตรเป็นอย่างต่ำ

นักวิชาการประวัติศาสตร์ที่ร่วมเดินทางมากับคณะสัมมนาวิชาการตามพระนิพนธ์ “จดหมายเหตุกองทัพเชียงตุง” พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม ร.ศ. สมโชติ อ๋องสกุล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลงความเห็นว่า “กำแพงนครเชียงตุงสูงกว่านครเชียงแสนเกือบ ๓ เท่า และกำแพงนี้เป็นเพียงชั้นในเท่านั้น ส่วนตรงข้ามของกำแพงเป็นเนินเขาสูงลาดชัน ไกลออกไปนอกเมืองมีดอยเหมยตั้งตระหง่านเป็นกำแพงภูเขาโดยธรรมชาติ”

ร.ศ.สมโชติ กล่าวภาพรวมกำแพงนครเชียงตุง “นับได้ว่ามีถึง ๓ ชั้นด้วยกัน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่กอง ทัพสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จะเข้ายึดนครเชียงตุงถึง ๓ ครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งศึกเชียงตุงครั้งที่ ๔ ไทยเข้ายึดได้สำเร็จ (พ.ศ.๒๔๘๕) แต่ภายหลังได้มอบนครเชียงตุงให้สหประชาชาติเข้ามาจัดการปกครอง”



นักประวัติศาสตร์อีกท่านหนึ่ง ร.ศ. ดร.รัตนาพร เศรษฐกุล คณะสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ มหา วิทยาลัยพายัพ เปิดปูมหลัง “ศึกเชียงตุง : การเปิดแนวรบเหนือสุดแดนสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔” กล่าวว่า “ศึกเชียงตุงครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.๒๓๙๒–๒๓๙๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และได้กลายเป็นภารกิจที่สืบต่อมาถึงรัชกาลที่ ๔ สยามได้ส่งกองทัพขนาดใหญ่พรั่งพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยเวลานั้นโจมตีเชียงตุง ในพ.ศ.๒๓๙๕ แต่ไม่สำเร็จ ในพ.ศ.๒๓๙๖-๒๓๙๗ ส่งกองทัพขนาดใหญ่กว่าเดิมเข้าตี แต่ก็ต้องถอยทัพกลับมาเช่นกัน”

นักประวัติศาสตร์กล่าวถึงเอกสารราชการสยามระบุว่า “เป็นความพยายามของสยามในการป้องกันอันตรายจากพม่าที่จะขยายเข้ามาสู่เชียงราย พรมแดนทางเหนือของล้านนาติดต่อกับเชียงตุง และเกิดจากการที่เจ้านายเมืองเชียงรุ่งขอความช่วยเหลือจากสยามให้เข้าแทรกแซงการเมืองภายในของสิบสองปันนา ดังนั้นรัชกาลที่ ๔ ทรงสานต่อการศึกเชียงตุง ทั้งเพื่อรักษาพระเกียรติของพระองค์”

ถึงอย่างนั้นก็มีสาเหตุอื่นที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ด้านหนึ่งการทำศึกเชียงตุงเป็นการแสดงอำนาจอธิปไตยของสยามเหนือดินแดนหัวเมืองประเทศราชล้านนา และเมืองขึ้นของล้านนามาทางเหนือ มีการตั้งศูนย์อำนาจควบคุมกันเป็นชั้นๆ จากเมืองหลวง ดังนั้นการศึกเชียงตุงจึงเป็นความพยายามที่จะสร้างศูนย์อำนาจย่อย จะขยายพระราชอาณาเขตออกไปให้กว้างขวางและควบคุมเมืองชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ

ศึกเชียงตุง ไม่ได้มีสาเหตุจากความขัดแย้งระหว่างสยามและพม่าเท่านั้น แต่เกิดจากความไม่สมดุลแห่งอำนาจรัฐที่อยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้เชื่อมโยงไปถึงอาณาจักรตั้งแต่จีนตอนใต้ สิบสองปันนา หลวงพระบาง ล้านนาและเชียงตุง ซึ่งบ้านเมืองเหล่านี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งบ้านเมือง ดังนั้นการขยายอำนาจของสยามจึงก้าวเข้ามาเป็นชาติมหาอำนาจในพื้นที่นี้แทนพม่า ที่กำลังอ่อนแอและเผชิญปัญหากับชาติจักรวรรดินิยม

นอกจากประโยชน์ทางการเมืองแล้ว เชียงตุงยังตอบสนองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสยาม เพราะเชียงตุงเป็นรัฐใหญ่ทางตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน มีเมืองบริวารสำคัญๆ ที่สามารถเป็นแหล่งกำลังคนและแหล่งการผลิต

นักประวัติศาสตร์ท่านนี้ มองความล้มเหลวของการศึกเชียงตุงของสยามครั้งนี้ว่า “เกิดจากการขาดการวางแผนยุทธศาสตร์การรบ ไม่รู้จักพื้นที่ดีพอ และเจ้านายล้านนาไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในด้านกำลัง คนและเสบียงอาหาร อีกทั้งระหว่างการทำศึกมีความขัดแย้งกันเองข้าราชการสยามกับเจ้านายล้านนาอย่างรุน แรง ทำให้สยามประสบความล้มเหลว ส่งผลให้พม่าผู้เป็นเจ้าอธิราชของเชียงตุงยังคงรักษาฐานะรัฐไทใหญ่ที่สำ คัญที่สุดทางฟากตะวันออกของแม่น้ำสาละวินไว้ได้”

อีกทัศนะหนึ่ง ที่มองข้ามไม่ได้ในการศึกเชียงตุง คือเรื่องไพร่พล อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งช้างม้าโคขนสัมภาระเสบียงอาหาร อ.จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์(ศิลปไทย)ว่า “การยกทัพของสยามไปทำศึกสงครามนั้น ตามแบบโบราณจัดให้มีทัพหน้า ทัพหลวง และทัพหลัง ซึ่งในการศึกเชียงตุงมีกองทัพเจ้านายฝ่ายเหนือเข้าสมทบกองทัพสยาม ในพ.ศ.๒๓๙๖ ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท และเจ้าพระยายมราช คุมกองทัพกรุงฯ

เจ้าพระยายมราช นำกองทัพหน้าเดินทางไปสู่เมืองพยาก จัดสร้างค่ายขึ้น เพื่อที่รอกองทัพหลวงกรมหลวงวงษาธิราชสนิทจะเสด็จตามขึ้นไป และกองทัพเมืองเชียงใหม่ แล้วจัดวางแผนการเดินทัพไปตีเมืองเชียงตุง ทั้งจัดให้กองทัพเมืองลำปางกับเมืองแพร่ยกไปตีเมืองยองทางหนึ่ง ให้กองทัพเมืองลำพูนยกไปตีเมืองล้ง เมื่อกรมหลวงวงษาธิราชสนิทจะเสด็จฯ นำกองทัพยาตราเข้าไปตีเมืองเชียงตุงนั้นโปรดเกล้าฯ ให้จัดกองทัพเป็นกระ บวนพยุหยาตราตามตำรับพิไชยสงครามและโบราณราชประเพณี

พระยาสุริยวงศ์ ผู้บัญชาการทัพหน้าคุมไพร่พล ๓,๐๐๐ คน พระยาน่านคุมไพร่พล ๓,๐๐๐ คน พระยาวิชิตณรงค์คุมคนไปแต่กรุงฯ ๒๖๐ คน พระยาแพร่คุมไพร่ไปสมทบ ๑,๐๐๐ คนเป็นกองหน้า พระยารามคำแหงคุมคนไปแต่กรุงฯ ๒๐๐ คน กำกับไพร่เมืองพระบาง ๑,๐๐๐ คน เป็นปีกขวาของกองทัพหลวง พระยาพิไชยสงครามคุมคนไปแต่กรุงฯ ๒๐๐ คน ควบคุมไพร่เมืองหลวงพระบาง ๑,๐๐๐ คน เป็นปีกซ้ายของกองทัพหลวง

กรมหลวงวงษาธิราชสนิท คุมคนไปแต่กรุงฯ กับไพร่หัวเมือง ๒,๐๐๐ คน เป็นทัพหลวง เจ้าอุปราชเมืองหลวงพระบางคุมไพร่ ๑,๐๐๐ คน เป็นทัพหลังตามทัพหลวง โดยกองทัพหลวงกรมหลวงวงษาธิราชสนิทยกทัพออกไปแต่เมืองเชียงแสน วันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๓๙๖

อ.จุลทัศน์ ยกเหตุการณ์ตอนหนึ่งเข้าตีเมืองเชียงตุง ที่บันทึกในจดหมายเหตุรายงานทัพ “เมื่อกองทัพยกขึ้นไปถึงเมืองเชียงตุง(อาทิตย์ที่ 19 มี.ค.) บริเวณเจ้าพระยายมราชตั้งค่ายอยู่นั้นเป็นที่กันดารน้ำ ไม่พอสำ หรับไพร่พล ช้างและโคได้กิน ขณะที่หน้าเมืองเชียงตุงอีกฟากหนึ่ง พวกเมืองเชียงตุงยิงปืนใหญ่ ปืนเล็กบนกำแพง ปืนคาบศิลายิงตามสนามเพลาะ ไพร่พลที่ขึ้นไปถูกยิงตายบ้าง ป่วยเจ็บไปหลายคน”

ฝ่ายกองทัพสยามและเจ้านายฝ่ายเหนือเอาปืนใหญ่ยิงเข้าไปในเมือง แต่ไม่ถึงดี เพราะค่ายเมืองเชียงตุงนั้นตั้งอยู่บนเชิงเขาสูง กระสุนที่ยิงใส่เข้าไปก็ตกเพียงเชิงเนินเขาบ้าง ใบเสมาบ้าง ถึงกระนั้นฝ่ายเราตีค่ายบนเขาจอมศรีได้ แล้วเอาปืนใหญ่ตั้งยิงโต้ตอบทั้งเช้าเย็น

เมื่อกองทัพหลวงเดินทางมาถึงเมืองเชียงตุง(อังคาร 22 มี.ค.) หน้าประตูย่านกลางเมือง พวกเชียงตุงก็ออกมาตีคัดท้ายกองทัพเพื่อแย่งชิงเอาช้าง แล้วก็สู้รบ จนไปตั้งค่ายทางทิศเหนือเมืองเชียงตุง อย่างไรก็ดีกอง ทัพสยามและกองทัพเจ้านายฝ่ายเหนือก็มิอาจตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ทุกด้าน เพราะเมืองเชียงตุงตั้งอยู่บนเนินเขา ประกอบกับภายในกำแพงเมืองมีหนองน้ำ 4 หนองหล่อเลี้ยงชาวเมือง มีเนินลูกสูงต่ำไว้คอยสังเกตการณ์รอบๆ

การสู้รบตีเมืองเชียงตุงกินเวลา 7 วัน กรมหลวงวงษาธิราชสนิทจึงมีรับสั่งว่า “ครั้นจะสู้บต่อไป หามีหญ้าจะให้ช้างกินไม่ ช้างม้าก็ซวดโซลงทุกวัน เห็นเสียเปรียบข้าศึกถ่ายเดียว กระสุน ดินดำก็น้อยลง จึงให้ถอยทัพลงมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน” การศึกสงครามคราวกองทัพสยามยกขึ้นไปตีเมืองเชียงตุง เป็นต้องยุติลงในเวลานั้น

อ.จุลทัศน์ กล่าวการตีเมืองเชียงตุงไม่ได้นั้น ปัญหาบางกรณี เช่น สภาพลมฟ้าอากาศเป็นช่วงฤดูร้อน กลางวันร้อน กลางคืนอากาศเย็น เพราะเมืองเชียงตุงมีภูเขาล้อมรอบ เป็นเหตุให้คนที่ไม่คุ้นเคยสภาพอากาศเกิดการเจ็บไข้ได้ง่าย เสบียงอาหารและแหล่งน้ำรอบนอกไม่เพียงพอ สำหรับผู้คนในกองทัพ รวมไปถึงช้าง ม้า วัว ทำให้ทั้งคนและสัตว์อ่อนระโหยโรยแรง ขณะที่แม่ทัพและนายกองนั่งบนหลังช้าง ส่วนไพร่พลเดินด้วยเท้าย่อมเหนื่อยล้า และการศึกมีการยิงโต้ตอบทั้งกลางวันและคืน
จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่กองทัพสยามคิดว่าตีเมืองเชียงตุงได้ แต่ไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้


เนติ โชติช่วงนิธิ
ประจำเดือนมีนาคม 52
      บันทึกการเข้า
Dtoy16
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: อักษรศาสตร์
กระทู้: 1,420

« ตอบ #43 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2557, 15:43:14 »

       น้องเริง พี่เพิ่งรู้จักเชียงตุง จากที่อ่านเรื่องราวจากน้องนีาแหละ
          เก็บไว้อ่านก่อนนอนเพราะเรื่องยาว
          ต้องขอบคุณพี่หลันที่มากรุยทางทริปนี้
      บันทึกการเข้า

suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,447

« ตอบ #44 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2557, 18:42:33 »

อ้างถึง
ข้อความของ Dtoy16 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 15:43:14
       น้องเริง พี่เพิ่งรู้จักเชียงตุง จากที่อ่านเรื่องราวจากน้องนีาแหละ
          เก็บไว้อ่านก่อนนอนเพราะเรื่องยาว
          ต้องขอบคุณพี่หลันที่มากรุยทางทริปนี้
บอกข่าวดีครับ เมื่อวานในที่ประชุมจัดงานคืนสู่เหย้า ที่หอฯ
เห็นกรรมการเขาจะขอบัตรที่พักฟรีจากรีสอร์ตน้องคณะผมที่ชื่อธวัช
มาเป็นรางวัลสอยดาวสักสองสามใบอะไรเนี่ย
      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #45 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2557, 18:59:26 »

ครับ เมืองเก่า ตั้งอยู่ในที่สูงจริงๆเป็นยอดเชิงเขาก็ว่าได้  

นอกกำแพงเมืองเป็นทางลง ขึ้นไปยาก ทำให้โจมตีได้ยากมาก หลายๆครั้งยังไม่สำเร็จ (ตามภาพทึ่หม่องเริง 2520 นุ่งโสร่ง มีที่ยืนถ่ายภาพนิดเดียว ถัดไปเป็นทางลาดลง )

บนนั้น เป็นพื้นราบ คนพักได้เป็นร้อยในยามสงคราม  ปัจจุบันมีต้นไม้ใหญ่ ชืีอ "ต้นหมายเมือง"

มีพระชี้นิ้ว ที่พม่าตั้งใจชี้ไปยังหอหลวง เอาประหนึ่งว่า สะกดให้อยู่

ทุกวันนี้พม่าไม่สนใจพัฒนาเชียงตุงเลย

คนเชียงตุงเองก็ไม่ชอบพม่า จากการเดินชมบ้าน พบคนเชียงตุงว่ากล่าวพม่าให้ฟัง

ภาษาพูดเหมือนภาษาเหนือ ที่ฟังแล้วเข้าใจ

เหมือนกับที่เจ้านางสุคันธาได้ให้สัมภาษณ์ไว้เลยครับ

คนเชียงตุงบอกว่า พวกเขาไม่ใช่พม่า

พวกเขาคือไทใหญ่

อย่างไรก็ตาม ที่เชียงตุงมีมหาวิทยาลัย

เห็นเป็นเมืองใหญ่ ศูนย์กลางของเมืองใกล้เคียงกระมัง
      บันทึกการเข้า
รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #46 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2557, 20:33:52 »

จะหาโอกาสเชิญผู้เฒ่าผู้แก่ของเมืองเชียงตุงมาพบพวกเราค่ะ. จะได้พูดคุยกันบ้าง
      บันทึกการเข้า

รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #47 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2557, 20:37:28 »

พี่ป๋องขา เชิญไปเที่ยวด้วยกันค่ะ
      บันทึกการเข้า

suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,447

« ตอบ #48 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2557, 23:46:43 »

อ้างถึง
ข้อความของ รัตนาพร14 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 20:37:28
พี่ป๋องขา เชิญไปเที่ยวด้วยกันค่ะ
ห่างงานเกินสองวัน เครียดความดันขึ้นตายแน่เลยครับ
      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #49 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 06:36:44 »

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
      บันทึกการเข้า

เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #50 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 08:16:26 »

ช่วงเวลาที่ไปเชียงราย เชียงตุง

  นกแอร์มีลดราคา ชั้นประหยัด ไป กลับ ราคาสองพันหกร้อยบาทครับ
   
  
 
 
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #51 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 13:44:11 »

ซื้อตํ่วมาแล้วและไปจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว เช่นกัน
ไป-กลับ นกแอร์ รวม 2,689 บวกค่าโอน 32 เป็น 2,721 บาทครับ

ไป    23 ม.ค. เที่ยว 11.15 น.
กลับ 27 ม.ค. เทียว 19.55 น.


      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #52 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 13:45:49 »

กระเป๋า 15 กก. โหลดใต้เครื่อง, กระเป๋าหิ้วขึ้นเครื่อง 7 กก.
หากเกิน 200 บาท/กก.
หาขนมติดมือไปเสริฟตัวเอง, น้ำ-เบียร์ มีขายบนเครื่อง
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #53 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 13:49:01 »

พี่หลั่น

ผมโอนเงินงวดแรก
ผ่าน BBL สาขานครสวรรค์ 281 ไปแล้วนะครับ
เรื่องจัดคู่ ไม่มีคู่ครับ อยู่ห้องไหนกับใครก็ได้ครับ



      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #54 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 13:50:04 »

เอกสาร สำเนา บัตร ปชช และลงชื่อรับรอง 3 ชุด + ภาพอีก 3 บาน จะส่งตามครับ
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #55 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 13:51:58 »

อ้างถึง
ข้อความของ รัตนาพร14 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 20:37:28
พี่ป๋องขา เชิญไปเที่ยวด้วยกันค่ะ
อ้างถึง
ข้อความของ suriya2513 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 23:46:43
อ้างถึง
ข้อความของ รัตนาพร14 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 20:37:28
พี่ป๋องขา เชิญไปเที่ยวด้วยกันค่ะ
ห่างงานเกินสองวัน เครียดความดันขึ้นตายแน่เลยครับ

ไปหน่อย พี่เขาขอร้องแล้ว
ทิ้งงานสัก 5 วันบ้าง เผื่อสุขภาพและความดันจะดีขึ้น
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #56 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 14:36:24 »

น่าสนใจอีกแล้ว....ท่านอื่นเขียนไว้ แต่ภาพถ่ายเองครับ

ในการปกครองระบบเจ้าฟ้าเชียงตุงอันมีพระมหากษัตริย์หรือจ้าวมหาชีวิต เป็นประมุขสูงสุด ทำหน้าที่ดูแลไพร่ฟ้าประชาชนนั้น กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกสืบทอดต่อมาในเชื้อสายของราชวงศ์ที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ในหัวเมืองอันเป็นอาณานิคมของล้านนานั้นเคยมีการปกครองด้วยระบบกษัตริย์ ซึ่งเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของผู้คนชาวเมืองมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ เชียงแสน เชียงตุง ลำพูน ลำปาง ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยมีเจ้าผู้ครองนครปกครองดูแลมาแล้วทั้งสิ้น

[กล่าวเฉพาะเชียงตุงนั้นมีประวัติความเป็นมาของเมืองอยู่ในยุคสมัยใกล้เคียงกันกับเมือง "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" คือก่อตั้งเมื่อประมาณ 800 ปีที่ผ่านมา ตามตำนานการสร้างเมืองเชียงตุงกล่าวว่า ครั้งหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้น ณ ริมฝั่งลำน้ำขึน แต่มีพระดาบถรูปหนึ่งนามว่า "ตุงคฤาษี" แสดงอภินิหารอธิษบานให้น้ำที่ท่วมไหลออกไป เหลือไว้แต่เพียงหนองน้ำใหญ่กลางใจเมือง ซึ่ในเวลาต่อมาหนองน้ำแห่งนี้ได้กลายเปผ้นที่มาของชื่อเมืองที่มีความรุ่งเรืองว่า "เชียงตุง" หรือ "เขมรัฐตุงคบุรี"



ในอดีตราชสำนักเชียงตุงมีความเกี่ยวพันอย่างแน่นแฟ้นกับอาณาจักรล้านนาเชียงใหม่ เพราะพงศาวดารเชียงตุง ระบุว่าเมื่อราว 800 ปีก่อน พญามังราย กษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาอาณาจักรล้านนาได้ทรงจัดทัพมาขับไล่พวกลัวะซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่มีอิทธิพลอยู่ในดินแดนแห่งนี้มาก่อน แล้วจึงส่งราชบุตรมาปกครองเมืองเชียงตุง ดังนั้นกษัตริย์ผู้ครองนครเชียงตุงในยุคต่อมาจึงสืบทอดเชื้อสายมาจากราชวงศ์มังราย ซึ่งกษัตริย์เชื้อสายราชวงศ์มังรายปกครองเมืองเชียงตุงมานานถึง 48 พระองค์

ความสัมพันธ์ของเจ้าฟ้าเชียงตุงกับเจ้าหลวงล้านนายังคงดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมา โดยเฉพาะในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ราชสำนักเชียงตุงกับเชียงใหม่ มีความเกี่ยวดองทางเครือญาติกันยิ่งขึ้นเมื่อมีราชตระกูลของทั้งสองฝ่ายทำการอภิเษกสมรสกัน เช่น เจ้าอินทนนท์ ราชบุตรของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายสมรสกับเจ้านางสุคันธา ราชธิดาของเจ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าเชียงตุง และเจ้าหญิงทิพวรรณ ณ ลำปางทรงสมรสกับเจ้าพรหมลือ ราชบุตรของเจ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของราชตระกูลทั้งสองในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยลบเลือนลงไปได้เลย

ยุครุ่งเรืองของการปกครองในระบบเจ้าฟ้าเชียงตุงถึงขีดสูงสุดเมื่อราว 150 ปีก่อน ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของเจ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง ซึ่งพระองค์ทรงครองราชสมบัติอยู่ในช่วงที่มหาอำนาจทางยุโรปกำลังขยายอำนาจล่าอาณานิคม ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ของไทย เจ้าฟ้าของชาวเชียงตุงพระองค์นี้ทรงมีพระปรีชาสามารถและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเมืองเชียงตุงเป็นอย่างมาก



ในปี พ.ศ.2450 หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับจากการประชุมร่วมกับอังกฤษที่ประเทศอินเดียแล้ว พระองค์ได้สร้างพระราชวังหลวง หรือ "หอหลวง" ด้วยสถาปัตยกรรมแบบอินเดียผสมกับยุโรปขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นหอหลวงที่ใหญ่โตและสง่างามยิ่ง แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองการเมืองในพม่าเกิดความระส่ำ เกิดความขัดแย้งและความสับสนในการเจรจาเรื่องเอกราชกับอังกฤษทำให้เชียงตุงและรัฐฉานกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพพม่า และรัฐบาลทหารเผด็จการพม่าต้องการรวมอำนาจการปกครองให้ขึ้นตรงกับพม่า ทำการขุดรากถอนโคนทำลายระบบเจ้าฟ้าในหัวเมืองต่าง ๆ ของพม่า ด้วยเหตุนี้พระราชวังหลวง หรือ หอหลวงเชียงตุง จึงถูกทุบทิ้งด้วยเหตุผลทางด้านการท่องเที่ยวที่พม่ากำลังจะเปิดประเทศออกสู่สายตาชาวโลก ซึ่งเหตุผลของการทุบทิ้งหอหลวงเมืองเชียงตุง เพียงเพราะพม่าต้องการพื้นที่ใช้สร้างโรงแรม

ราชสำนักเชียงตุงที่มีกษัตริย์สืบทอดราชบังลังก์ต่อเนื่องยาวนานถึง 48 พระองค์นานกว่า 800 ปีก็ถึงกาลล่มสลาย ชาวไทขึนในเชียงตุงและชาวไทใหญ่ในรัฐฉานจึงมีฐานะเป็นชนกลุ่มน้อยและพลเมืองชั้นสอง ถูกปิดกั้นทางเสรีภาพทางการเมือง อย่างไรก็ตามด้วยความผูกพันต่อระบบกษัตริย์ที่ฝังรากลึกมายาวนานทำให้ชาวไทขึนแห่งเชียงตุงมิอาจแยกความเป็น "บ่าวและเจ้า" ออกจากวิถีชีวิตได้ ทุก ๆ ปีในช่วงวันสงกรานต์บรรดาลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากเจ้าผู้ครองนครจะทำการปัดกวาดเช็ดถูกู่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าเชียงตุงซึ่งตั้งอยู่กลางเมือง

ชัยบุญ สิงหา อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นชาวบ้านเจียงจันในฐานะของผู้ถือกุญแจเข้าสุสานเจ้าฟ้าเชียงตุง ได้อนุเคราะห์ให้พวกเราเข้าไปคารวะกู่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าเชียงตุงซึ่งตั้งเรียงรายจำนวน 9 กู่ คุณชัยบุญได้บอกเล่าเรื่องราวของเจ้าฟ้าเชียงตุงผ่านข้อความภาษาไทขึนที่ติดไว้ข้างแต่ละกู่ว่า

"สุสานของเจ้าฟ้าเชียงตุงที่นี่จะเป็นกู่บรรจุอัฐิเฉพาะเจ้าฟ้าที่เป็นผู้ชายเท่านั้น องค์แรกเป็นของเจ้ามหาขนาน ประสูติเมื่อ วันเสาร์แรม 7 ค่ำเดือน 10 จ.ศ.1143 ครองราชย์เมื่อปี จ.ศ.1175 สวรรคตเมื่อปี จ.ศ.1219 ส่วนองค์ที่สองเป็นของเจ้ามหาพรหม ลูกชายของเจ้ามหาขนาน องค์ที่สามเป็นของเจ้าน้อยแก้ว ซึ่งประสูติเมื่อปี จ.ศ.1180 ครองราชย์ได้ปีเดียวเมื่อปี จ.ศ.1238 และสวรรคตในปี จ.ศ.1239 กู่บรรจุอัฐิองค์ที่ 4 เป็นของเจ้าฟ้าเจียงแข็งหรือเจ้ากองไต ลูกชาของเจ้ามหาขนาน องค์ที่ 5 เป็นของเจ้ากองคำฟู ลูกชายของเจ้ากองไต ประสูตเมื่อปี จ.ศ.1236 ครองราชย์ในปี จ.ศ.1248 สวรรคตปี จ.ศ.1257 องค์ที่ 6 เป็นของเจ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง น้องเจ้ากองคำฟู เป็นกู่ที่สร้างขึ้นได้สวยงามซึ่งสร้างโดยช่างชาวอินเดีย องค์ที่ 7 เป็นของเจ้ากองไต ลูกของเจ้ารัตนก้อนแก้ว ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต องค์ที่ 8 เจ้าพรหมลือ น้องเจ้ากองไต ส่วนองค์สุดท้ายเป็นของเจ้าจายหลง ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าลำดับที่ 48 พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์มังราย"

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รัฐบาลพม่าได้เปิดเชียงตุงออกสู่สายตาคนภายนอกอีกครั้ง ทำให้เมืองแห่งนี้ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในฐานะของดินแดนซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วยระบบกษัตริย์ มีผู้คนจำนวนมากต่างใฝ่ฝันที่จะได้เดินทางเข้ามาเยือนเมืองแห่ง "อุดมคติ" ที่มั่งคั่งด้วยพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต.




เอกสารประกอบ

ธีรภาพ โลหิตกุล กว่าจะรู้ค่า คนไทในอุษาคเนย์ สำนักพิมพ์ประพันธ์สาสน์ 2544
      บันทึกการเข้า
ประทาน14
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2514
คณะ: เภสัชศาสตร์
กระทู้: 999

« ตอบ #57 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 22:30:11 »

อ้างถึง
ข้อความของ suriya2513 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 23:46:43
อ้างถึง
ข้อความของ รัตนาพร14 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 20:37:28
พี่ป๋องขา เชิญไปเที่ยวด้วยกันค่ะ
ห่างงานเกินสองวัน เครียดความดันขึ้นตายแน่เลยครับ
ช่วงนี้พี่ป๋องงานเข้าตลอด ส่วนใหญ่ต้องการให้เสร็จด่วน สั่งวันนี้จะให้เสร็จเมื่อวาน..5555 (อันนี้พี่ป๋องบอกเอง)
      บันทึกการเข้า
suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,447

« ตอบ #58 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 22:49:00 »

อ้างถึง
ข้อความของ เหยง 16 เมื่อ 07 ตุลาคม 2557, 13:51:58
อ้างถึง
ข้อความของ รัตนาพร14 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 20:37:28
พี่ป๋องขา เชิญไปเที่ยวด้วยกันค่ะ
อ้างถึง
ข้อความของ suriya2513 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 23:46:43
อ้างถึง
ข้อความของ รัตนาพร14 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 20:37:28
พี่ป๋องขา เชิญไปเที่ยวด้วยกันค่ะ
ห่างงานเกินสองวัน เครียดความดันขึ้นตายแน่เลยครับ

ไปหน่อย พี่เขาขอร้องแล้ว
ทิ้งงานสัก 5 วันบ้าง เผื่อสุขภาพและความดันจะดีขึ้น

อย่ามาหลอกกันซะให้ยากเลยคุณพิเชษฐ์
ผมไม่ใช่คุณมานพน๊ะจะบอกให้ จะได้มาหลอกกันง่ายๆ
      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,447

« ตอบ #59 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 22:50:28 »

อ้างถึง
ข้อความของ ประทาน14 เมื่อ 07 ตุลาคม 2557, 22:30:11
อ้างถึง
ข้อความของ suriya2513 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 23:46:43
อ้างถึง
ข้อความของ รัตนาพร14 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 20:37:28
พี่ป๋องขา เชิญไปเที่ยวด้วยกันค่ะ
ห่างงานเกินสองวัน เครียดความดันขึ้นตายแน่เลยครับ
ช่วงนี้พี่ป๋องงานเข้าตลอด ส่วนใหญ่ต้องการให้เสร็จด่วน สั่งวันนี้จะให้เสร็จเมื่อวาน..5555 (อันนี้พี่ป๋องบอกเอง)
แทบจะเข้าอาทิตย์ละหลังเลยครับ อาคารน้อยใหญ่
      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #60 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2557, 23:32:22 »

อ้างถึง
ข้อความของ suriya2513 เมื่อ 07 ตุลาคม 2557, 22:50:28
อ้างถึง
ข้อความของ ประทาน14 เมื่อ 07 ตุลาคม 2557, 22:30:11
อ้างถึง
ข้อความของ suriya2513 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 23:46:43
อ้างถึง
ข้อความของ รัตนาพร14 เมื่อ 06 ตุลาคม 2557, 20:37:28
พี่ป๋องขา เชิญไปเที่ยวด้วยกันค่ะ
ห่างงานเกินสองวัน เครียดความดันขึ้นตายแน่เลยครับ
ช่วงนี้พี่ป๋องงานเข้าตลอด ส่วนใหญ่ต้องการให้เสร็จด่วน สั่งวันนี้จะให้เสร็จเมื่อวาน..5555 (อันนี้พี่ป๋องบอกเอง)
แทบจะเข้าอาทิตย์ละหลังเลยครับ อาคารน้อยใหญ่

เข้าใจกันผิดซะแล้ว
วันนี้งานเยอะ..จริง
แต่เดือนมกราคา 58 งานน่าจะลดลงแล้วน่ะ
IMF บอกเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง จนเกินความระส่ำในตลาดลงทุนของสหรัฐอยู่ในขณะนี้
เดี๋ยวบ้านเราก็รับรู้

ไปเถอะ งานนี้ไม่ได้หลอก..กะให้ไปพักผ่อนสมอง
  สะใจจัง
      บันทึกการเข้า
suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,447

« ตอบ #61 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2557, 01:34:50 »

 บรึ๋ยยย เค้าไม่ยอม so sad
      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #62 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2557, 09:19:35 »

มีผู้แจ้งว่า เชียงตุงอากาศเย็นแล้ว

เชียงตุงเช้าวันนี้ เริ่มหนาวแล้ว @ วัดยางแก้ว  และ @ หนองตุง






      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #63 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2557, 14:10:45 »



การเดินทางสู่เมืองเชียงตุง ระยะทางประมาณ 165 กิโลเมตร จากอำเภอแม่สาย เป็นการเดินทางทางรถผ่านเมืองอยู่หลายเมืองของพม่า และมีด่านชั่งน้ำหนัก ด่านแจ้งเอกสารผ่านแดน ที่สำคัญ ๆ คือ

บ้านหมากยาง เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ขึ้นอยู่กับจังหวัดท่าขี้เหล็ก ก่อนถึงบ้านหมากยาง มีด่านชั่งน้ำหนักอยู่ 1 แห่ง ต้องเสียค่าบริการผ่านทาง สำหรับรถบัส เสียค่าธรรมเนียมคันละ 6,250 จ๊าด ออกจากด่านชั่งน้ำหนัก มีด่านตรวจอยู่ 1 แห่ง ต้องนำรถไปจอดที่ด่านให้เจ้าหน้าของพม่าตรวจเอกสาร เพื่อประทับตราลงวันเวลาที่มาถึงด่าน

เมืองท่าเดื่อ อยู่ห่างจากท่าขี้เหล็ก ประมาณ 48 กิโลเมตร เป็นอำเภอ หรือเมือง อยู่ในเขตจังหวัดท่าขี้เหล็ก ท่าเดื่อเป็นเมืองเล็ก ๆ ประชากรส่วนใหญ่ในตัวเมืองเป็นคนไทใหญ่ ไทลื้อ สามารถสื่อสารกับเราได้ดี มีร้านอาหารที่คนชื่อคือ ร้านปานกะปา เจ้าของร้านเป็นน้องชายของร้านปานกะปา-เอสที เมืองเชียงตุง มีแม่น้ำสายสำคัญคือแม่น้ำท่าเดื่อ ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ก่อนออกเมืองมีด่านเล็ก ๆ ต้องสังเกตให้ดีตั้งอยู่บนเนิน มีอาคารสำนักงานเล็ก ต้องแจ้งเอกสารด้วยนะครับ(เป็นด่านสายลับ) และมีด่านชั่งน้ำหนัก อีก 1 แห่ง รถบัสเสียค่าธรรมเนียม คันละ 6,250 จ๊าด ปัจจุบันเพิ่มค่าเทศบาลอีก 1,000 จ๊าด

เมืองพะยาก หรือ เมืองเพี๊ยก เป็นตัวจังหวัด ๆ หนึ่งของรัฐฉาน อยู่ห่างจากท่าขี้เหล็กประมาณ 83 กิโลเมตร ประชากรไปชาวไทใหญ่ ไทเขิน โดยรอบ ๆ เมืองมีค่ายทหารตั้งอยู่โดยรอบ เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างเมืองท่าขี้เหล็ก กับ ตัวเมืองเชียงตุง ภายในตัวเมืองมีโรงเรียนระดับมัธยม และสำนักงานโทรศัพท์ สามารถติดต่อสื่อสาร (พูดถึงโทรศัพท์มือถือ มีเพื่อนอยู่ทีเชียงตุง ซื้อซิมของพม่าเพื่อติดต่องานในปัจจุบัน ราคา 70,000 กว่าบาทครับ) ก่อนเข้าเมืองมีด่านตรวจเอกสาร และมีห้องน้ำไว้คอยบริการ มีร้านกาแฟเล็ก ๆ มีทางแยกขวามือสามารถเดินทางสู่จีนได้ด้วย แต่ปัจจุบันถนนไม่ดี ต้องใช้รถโฟร์วิล ระยะทางจากเมืองเพี๊ยก ถึง ชายแดนสู่จีน ประมาณ 80 ไมล์ ก่อนออกจากเมืองมีด่านเล็ก ๆ อีก 1 ด่าน ตั้งอยู่ทางขวามือ ก่อนจะเข้าเมืองเชียงตุง มีด่านชั่งน้ำหนัก อีก 1 แห่ง สำหรับรถบัสเสียค่าธรรมเนียม คันละ 12,500 จ๊าด ค่าเทศบาลอีก 2,000 จ๊าด และมีด่านตรวจคนเข้าเมืองอีก 1 แห่ง    

แผนที่ ส่วนล่างไม่ใช่ครับ




      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #64 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2557, 14:47:56 »

Conditions and Forecast for เชียงตุง, Myanmar
Current Conditions Forecast
ปรับปรุงล่าสุด: 12:30 PM MMT วัน ตุลาคม 08, 2014
Observed at Kengtung,

 โปรดสังเกต กลางคืน อากาศเย็น เครื่องปรับอากาศไม่ต้องใช้

อุณหภูมิ 80ฟาเรนไฮน์ 
ความชื้น 50%
อุณหภูมิที่อากาศอาจจับตัวเป็นหยาดน้ำค้าง 64ฟาเรนไฮน์ 
ลม West ความเร็วที่ 2 km/h 
ความดัน 1013 hPa 
สภาพ Scattered Clouds
ทัศนวิสัย 4.0 กิโลเมตร 
เมฆ 
อุณหภูมิสูงสุดของเมื่อวาน - 
อุณหภูมิต่ำสุดของเมื่อวาน 1830ฟาเรนไฮน์ 
เวลาพระอาทิตย์ขึ้น 05:44 AM (MMT)
เวลาพระอาทิตย์ตก 05:33 PM (MMT)
พระจันทร์ขึ้นเหนือท้องฝ้า 05:28 PM (MMT)
พระจันทร์ลับขอบฟ้า 05:16 AM (MMT)
ข้างขึ้นข้างแรม 
 
Forecast as of 06:30 PM MMT วัน ตุลาคม 07, 2014

 วันอังคาร
ท้องฟ้าแจ่มใส. สูงสุด 29° C. 
 วันอังคารตอนกลางคืน
ท้องฟ้าแจ่มใส. ต่ำสุด 18° C. 
 วันพุธ
ท้องฟ้าแจ่มใส. สูงสุด 29° C. 
 วันพุธตอนกลางคืน
ท้องฟ้าแจ่มใส. ต่ำสุด 10° C. 
 วันพฤหัสบดี
ท้องฟ้าแจ่มใส. สูงสุด 30° C. 
 วันพฤหัสบดีตอนกลางคืน
ท้องฟ้าแจ่มใส. ต่ำสุด 10° C. 
 วันศุกร์
มีโอกาสเกิดฝนตก. สูงสุด 31° C. 
 วันศุกร์ตอนกลางคืน
หมอกคลุม. ต่ำสุด 12° C. 
 วันเสาร์
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. สูงสุด 31° C. 
 วันเสาร์ตอนกลางคืน
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. ต่ำสุด 12° C. 
 วันอาทิตย์
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. สูงสุด 33° C. 
 วันอาทิตย์ตอนกลางคืน
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. ต่ำสุด 14° C. 
 วันจันทร์
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. สูงสุด 29° C. 
 วันจันทร์ตอนกลางคืน
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. ต่ำสุด 15° C. 
 วันอังคารมีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. สูงสุด 29° C. 
 วันอังคารตอนกลางคืน
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. ต่ำสุด 13° C. 
 

 Copyright © 2014 The Weather Underground, Inc.

Close Window


� 2000-01 VirtuallyThere.com - All rights reserved.
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #65 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2557, 17:06:43 »

อ้างถึง
ข้อความของ suriya2513 เมื่อ 08 ตุลาคม 2557, 01:34:50
บรึ๋ยยย เค้าไม่ยอม so sad

 สะใจจัง  win
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #66 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2557, 20:18:52 »

หนังสือนำเที่ยวเมืองเชียงตุง จาก ชาวอังกฤษ   

ภาพแรกเห็นยอดหอคำหลวงชัดเจนมาก



เมื่อ 96 ปีที่่ผ่านมา มีชาวอังกฤษเดินทางไปเที่ยวเมืองเชียงตุง เเละเขียนหนังสือนำเที่ยวเมืองเชียงตุงซึ่งถือได้ว่าเป็นหนังสือนำเที่ยวเล่มเเรกๆของเมืองเชียงตุงเลยก็ว่าได้

เพจนำเสนอบรรยากาศของเมืองเชียงตุงดังนี้

"เมืองเชียงตุงในหน้าหนาวนั้นต้นไม้เหี่ยวแห้งเป็นสีน้ำตาล แต่เมื่อถึงหน้าน้ำหลากในเดือนสิงหาคมทุกแห่งก็กลับเขียวขจี นาข้าวแลดูราวทะเลสีมรกตไปจรดเทือกเขาด้านหน้า

เมืองเชียงตุงมีกำแพงและคูเมืองล้อมรอบ กำแพงส่วนใหญ่พังทลายและมีหญ้าขึ้นปกคลุมจนสิ้น เราจะเห็นแนวกำแพงได้ชัดเจนในหน้าแล้งที่ต้นหญ้าแห้งตายแล้วเท่านั้น ภายในกำแพงเมืองเชียงตุงนั้นมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ภายในกำแพงเป็นที่ตั้งของหอเจ้าฟ้า ตลาด หนองน้ำ และวัดวาอารามขนาดใหญ่ แต่หากคุณคาดหวังจะได้เห็นถนนหนทางที่พลุกพล่านในเมืองเชียงตุง คุณจะผิดหวัง เพราะเมืองเชียงตุงนั้นหลับใหลอยู่ตลอดการ เงียบเชียบเหมือนนครเกียวโต

เมื่อเดินแยกออกจากถนนหลักในตัวเมืองก็จะเป็นเจดีย์วัดอินทร์ที่เงียบเหงา มีเพียงแต่เสียงระฆังกังสดาลแว่วตามสายลมมาเท่านั้น ภายในบริเวณเจดีย์นั้นอยู่ภายใต้เงาไผ่ที่ร่มครึ้ม และดงต้นซากุระที่กลีบดอกร่วงหล่นลงสู่พื้นดินราวกับสายฝนพรำ

เสน่ห์ของเมืองเชียงตุงนั้นซ่อนเร้นซึ่งคุณต้องค้นหาเอาเอง ความประทับใจครั้งแรกของเมืองเชียงตุงนั้นคือความผิดหวัง คุณต้องหามุมสงบนั่งชมหลังคาบ้านเรือนที่งดงาม พระเจดีย์เก่าแก่ บานพระตูและฝาผนังของวัดที่วิจิตรรวมถึงหมู่พระพุทธรูปที่มีอย่างมากมาย

ผมจะนำเสนอเรื่องธุรกิจการค้าหรือตลาดของเมืองเชียงตุงซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุด หากพ่อค้าแม่ค้าและนักเดินทางได้เดินทางออกจากเมืองเชียงตุงไปหมดแล้ว เมืองทั้งเมืองก็จะเงียบเหงา วังเวง ราวกับเวทีที่ไร้นักแสดง

ในเวลากลางวันมีเพียงแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงสาดส่องคอกสัตว์ เศษขยะและใบไม้ในตลาดที่ว่างเปล่าเท่านั้น ในตลาดมีเพียงหมาขี้เรื้อนนอนเลียแผลพุพองและเห่าหอนต้อนรับแสงจันทร์ในยามค่ำ ม้ากลับมาจากทุ่งหญ้านอกเมืองเดินผ่านถนนทำให้ฝุ่นกระจายคละคลุ้ง ส่วนม้าที่เป็นโรคหมดแรงก็เดินหาสถานที่เงียบสงบเพื่อนอนพักและสิ้นใจ

ตลาดจัดขึ้นทุก ๕ วัน ซึ่งครึกครื้นราวกับงานฉลอง ผู้คนเบียดเสียด และหากคุณต้องการไปชมชาวเมืองเชียงตุงก็ควรจะไปให้ตรงกับวันตลาดหรือกาดนัดนี้

ท่ามกลางชาวเชียงตุงที่มาตลาดก็ยังมีชาวเขาเดินปะปนเบียดเสียดเยียดยัดอยู่ด้วย ในตลาดมีทั้งชาวไท ชาวพม่า ชาวจีน ชาวก้อ ชาวว้า ชาวมูเซอและชาวสยาม คุณอาจว่าจ้างจิตรกรสำหรับวาดภาพบรรยากาศและผู้คนแต่ละเผ่าพันธุ์ลงในสมุดบันทึกเล่มเล็ก ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นหากคุณต้องการเรียนรู้เรื่องราวของเพื่อนบ้านอย่างละเอียด และคุณก็จะเข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลอังกฤษใช้เวลาถึง ๓๐ปีในการเก็บข้อมูลและภาษาของชนกลุ่มน้อยต่างๆในพม่าตอนเหนือ

และที่เมืองเชียงตุงก็มีทั้ง ไท ลื้อ เขิน แลม ลาว และโยน นอกจากนี้ยังมี ก้อ มูเซอ กวี ปะหล่อง แอ่น ว้า ไทดอย ฯลฯ....สุทธิศักดิ์ถอดความ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #67 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2557, 20:30:09 »

การทำลายพระราชวังเชียงตุง เมืองเชียงตุง รัฐฉาน เมื่อปี พ.ศ. 2534



พระราชวังเชียงตุง ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 2446โดยเจ้ากอนแก้วอินท์แถลง นับเป็นพระราชวังใหญ่ที่สุดในรัฐฉาน ชึ่งเหมาะสมกับสถานะ ของเชียงตุง ชึ่งเป็นแคว้นที่ใหญ่สุด ครอบคลุมพื้นที่ 12,000 ตารางไมล์ ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน มีการใช้อิฐขนาดใหญ่แบบอินเดีย เพื่อเป็นฐานรองรับพระราชวัง และบรรดาที่พักอาศัยของเจ้าฟ้า พระชายาทั้งหก และพระราชบุตร พระราชธิดา 19 พระองค์ เจ้าฟ้าจายหลวง พระราชนัดดา เป็นผู้ปกครอง พระราชวัง องค์สุดท้าย จนถึงปี 2502 ก่อนจะส่งมอบให้กับรัฐบาลแห่งรัฐฉาน เมื่อทหารพม่ายึดอำนาจในปี 2505 พวกเขาได้จับกุมเจ้าฟ้าจายหลวง พร้อมกับพระเชศฐา และเจ้าฟ้าองค์อื่นๆ ของรัฐฉาน นำตัวไปกุมขัง ในเรือนจำอินเส่ง ที่กรุงย่างกุ้ง เป็นเวลาหกปี เมื่อได้รับการปล่อยตัว พระองค์ได้ถูกเนรเทศให้ไปอยู่ที่เมืองเชียงตุง หน่วยทหารพม่าในพื่นที่เข้ายึดเอาพระราชวัง ทำเป็นศูนย์บันชาการ ต่อมา

           การลื้อทำลายพระราชวัง เรื่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกยน 2534 ตามคำสั่งของรัฐบาลพม่า ที่เมืองย่างกุง แม้ว่าจะมีการร้องขอมากมาย จากพระภิกษุในท้องถิ่น และมีการโปรยใบปลิวเพื่อประท่วงรอบเมือง

           เศษชากหินของอาคาร ตกเกลื่อนกระจัดกระจาย ตามท้องถนนรอบตัวเมืองเชียงตุง การเอาท้าวเหยี่ยบย้ำอาคารประวัติศาสตร์ ชึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม เช่นนี้ ทั้งๆที่เท้าเป็นอวัยวะในเบื่องต่ำสุดของร่างกาย เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นอย่างชัดเจน ต่อมรดกทางวัฒนธรรม ชาวไทใหญ่ ไทเขินในเมืองเชียงตุง จึงเกิดมีความเจ็บป่วดทางกายและจิตใจ
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #68 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2557, 22:29:50 »

น้องเริง

เพิ่งทำลายไปในปี 2534 นี้เองหรือ ?
ไม่ใช้ 50 ปีที่ผ่านมา หรือ ??
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #69 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2557, 11:17:12 »

รัฐบาลทหารพม่าขับไล่เชื้อสายเจ้าฟ้าและบริวาร ให้ออกไปอยู่ที่อื่น และยึด หอหลวงเชียงตุง กับอาคารอื่น ๆ เป็นสถานที่ราชการของพม่า

กลางปี ๒๕๓๔ รัฐบาลทหารพม่าอ้างว่าต้องการใช้พื้นที่หอหลวงเชียงตุง เป็นที่สร้างโรงแรมเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว เป็นการสร้างความเจริญและสร้างรายได้ให้แก่เชียงตุง


รัฐบาลทหารพม่า เริ่มทุบทำลาย หอหลวงเชียงตุง และอาคารบริวาร ตั้งแต่ วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ โดยไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านจากคณะสงฆ์ไทเขินไทใหญ่และชาวเชียงตุง แม้จะมีที่ว่างในเชียงตุงอีกมากมาย พอที่จะให้สร้างโรงแรมได้ก็ตาม การรื้อทำลายใช้เวลาประมาณ ๖ เดือน





อาจารย์ ทวี สว่างปัญญางกูร ถ่ายภาพไว้เมื่อ ๑๔ เมษายน ๒๕๓๕ ยังเห็นซากหอหลวง ที่ยังรื้อไม่หมด



ภาพถ่ายเมื่อ ๑๔ เมษายน ๒๕๓๕ อาจารย์ ทวี สว่างปัญญางกูร (นักวิชาการด้านภาษา/วัฒนธรรมไทใหญ่ และตระกูลไทอื่น ๆ) ที่บริเวณลานด้านนอก หน้าทางขึ้นไปสู่ลานด้านใน (และหอหลวงที่ถูกรื้อไปแล้ว)



ประมาณ ต้นปี ๒๕๓๕ รัฐบาลทหารพม่าได้สร้าง โรงแรมเชียงตุง (Kyainge Tong Hotel) ขึ้นก่อน ที่บริเวณลานด้านนอก รองรับผู้เข้าพักได้ ๖๐ คน ที่พักเป็นอาคารแถวชั้นเดียว ๒ หลัง และบังกาโล ๔ หลัง ส่วนลานด้านใน ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งหอหลวง นั้น ทำเป็นที่จอดรถ



และเป็นอาคารนี้ในเวลาต่อมา



      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #70 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2557, 11:44:39 »

๔  มิถุนา - ล้างตาสำเร็จ

          ๔   มิถุนายน  ๒๔๘๕     ผู้บัญชาการกองพลที่  ๓  ได้รับรายงานจาก กองพันพิเศษ ว่า เข้ายึดเมืองเชียงตุงได้เมื่อเวลา  ประมาณ  ๑๗๐๐   จึงสั่งการให้  กองระวังหน้าของกองพล  คือ กรมทหารราบที่  ๘   กองพันทหารช่าง   และกองพันทหารม้า  เข้าไปเสริมกำลังที่เมืองเชียงตุง โดยด่วน

          เวลาประมาณ  ๒๐๐๐    เจ้าบุญวาศ  ณ  เข็มรัฐ  ผู้รักษาเมืองเชียงตุง  ได้เข้าพบ ผู้บัญชาการกองพล  แจ้งว่า  ข้าศึกได้ถอยจากเมืองเชียงตุงไปทางเหนือหมดแล้วขอเชิญให้เข้านครเชียงตุง

การปฏิบัติของกองพันพิเศษที่เข้ายึดนครเชียงตุงได้เป็นดังนี้

               เมื่อได้รับคำสั่งแล้ว กองพันฯ  ได้เคลื่อนที่เลียบไปตามแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นทางต่าง และทางช้างเดิน ไปทางตะวันตกในเขตเชียงตุง  เมื่อเขัาเขตเมืองหาง    ก็เลี้ยวขวาไปทางเหนือ  ผ่านที่ว่าการเมืองหาง  - เมืองสาต   ถึงที่ว่าการเมืองเป็ง    ในเรื่องเสบียงอาหารนั้น  เมื่อเดินทางได้  ๓  วัน  เสบียงที่ติดตัวทหารก็หมด   ต้องขอซื้อจากชาวบ้าน  ซึ่งไม่ค่อยจะมีหมู่บ้าน  และชาวบ้านก็ซ้อมข้าวสารกินวันละมื้อ เท่านั้น   กองพันฯ จึงขอซื้อข้าวสารเหนียวมาซ้อมกินเอง

              ในตอนแรก  ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นทหารญี่ปุ่น  จึงทิ้งบ้านเรือน หลบหนีเข้าป่ากันหมด   ต่อมา เมื่อทราบว่าเป็นทหารไทย ก็ดีอกดีใจ ป่าวร้องบอกกัน และมาต้อนรับอย่างมีอัธยาสัย ไมตรี โอบอ้อมอารี  ชักชวนกัน นำ  สุกร  ไก ไข่ไก่  ส้มมะขามเปียก  และน้ำผึ้งมาให้แก่ทหาร  ตามมีตามเกิด   

               ที่เมืองสาต  ชาวบ้านได้ให้ข่าวสาร แก่ผู้บังคับกองพันพิเศษนี้ ว่า   เมื่อเดือนก่อน (เดือนเมษายน)  มีทหารจีน  ๒  กองพล คือ กองพลที่  ๙๓ และ  ๙๖  มาจากพม่า ตามเส้นทาง ท่าก้อ - เมืองเป็ง  และเข้ายึดเชียงตุง อยู่    ผู้บังคับกองพันฯ  วิตกว่า กองพลที่ ๓  ซึ่งอิดโรยบอบช้ำจากการเดินทางจะเข้าตีไม่สำเร็จ และอาจจะสูญเสียมากยิ่งขึ้นไปอีก    จึงให้ข่าวลวง แก่ชาวบ้านว่า  มีทหารญี่ปุ่นกำลังตามกองพันนี้มาอีก หลายกองพล เพื่อเข้าตีเชียงตุงให้ได้ ให้ชาวบ้านบอกพ่อค้าให้บอกกันต่อไปด้วย    (ทหารจีนครั่นคร้าม เข็ดเขี้ยวทหารญี่ปุ่นอยู่แล้ว)

               เมื่อกองพันฯ ถึงเมืองเป็งจึงไม่พบข้าศึกเลย  แต่ก็ได้ข่าวสารจากพ่อค้าที่มาจากเชียงตุงว่า กองทหารจีนที่เชียงตุง ได้เผาเชียงตุงหมดแล้ว     ผู้บังคับกองพันฯ  จึงจัดกำลัง  ๑  หมวด  ไปลาดตระเวณให้ถึงนครเชียงตุง  ก็ได้ทราบข่าวจากผู้บังคับหน่วยลาดตระเวณ ว่า  ส่วนใหญ่ของกองทหารจีนที่เชียงตุงได้ถอยตัวไปทางเหนือเกือบหมด   เหลือแต่ส่วนที่ทิ้งไว้ปะทะ หรือเป็นกองระวังหลัง เพียงเล็กน้อย กับทหารเจ็บป่วยอีกไม่กี่คน    ผู้บังคับกองพันฯ จึงตกลงใจเคลื่อนกำลังเข้าปะทะทันที  เมื่อวันที่  ๔  มิถุนายน

           ส่วนนำของกองพันฯ ได้ปะทะกับทหารข้าศึก ซึ่งมีกำลังเพียงประมาณ  ๑  หมวด 

               ในที่สุด  เมื่อเวลาประมาณ  ๑๗๐๐    กองพันพิเศษ  ก็เข้ายึดนครเชียงตุงได้   สามารถรวบรวมทหารข้าศึก รวมทั้งที่เจ็บป่วย เป็นเชลยศึกได้    ๑๐๐   กว่า คน       และรายงานให้ผู้บัญชาการกองพลที่  ๓  ทราบ    ส่วนทหารข้าศึกที่ถอนตัวมาจากดอยเหมยนั้น  ทราบว่าได้เคลื่อนย้ายไปทางเหนือด้วยรถยนตร์ที่เกณฑ์มาจากราษฎร   โดยที่ไม่ได้อยู่พักที่เชียงตุงเลย


๕   มิถุนายน  ๒๔๘๕

          เวลา    ๐๘๐๐    กองพลที่  ๓  จัดขบวนยาตราทัพ จากดอยเหมย เข้าเมืองเชียงตุง  ระยะทางประมาณ  ๒๐  กิโลเมตร  มีราษฎรถือดอกไม้ ธูปเทียน  คอยต้อนรับระหว่างทาง


 

      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #71 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2557, 11:50:51 »

  ในวันนั้นเอง เจ้าบุญวาศ  ณ  เข็มรัฐ  ผู้รักษาเมืองเชียงตุง  กล่าวต้อนรับ สรุปความว่า  

          . . . ข้าพเจ้าในนามของราษฎรนครเชียงตุง   ขอต้อนรับทหารไทยด้วยความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง    ครั้งแรกที่   กองทัพไทยย่างเข้ามาในเขตนครเชียงตุง  ราษฎรเล่าลือว่าเป็นกองทัพญี่ปุ่น    จึงพากันอพยพหนีเข้าป่ากลายเป็นเมืองร้าง    ทั้งนี้  เป็นด้วยเมื่อก่อนวันสงกรานต์    ญี่ปุ่นได้นำเครื่องบินมาทิ้งลูกระเบิดลงที่บริเวณตลาดหลวงเป็น  ๒  ระลอก    ทำให้ราษฎรตายประมาณ  ๔๐๐ คน    ต่อมาภายหลัง จึงได้ทราบจาก นายชุ่ม  อยู่ไพโรจน์    ซึ่งท่านได้ส่งล่วงหน้าไปก่อนนั้น  แจ้งให้ทราบว่าเป็นทหารไทย  โดยการนำของ  พลตรี  ผิน   ชุณหะวัณ    เมื่อราษฎรทราบข่าวอันเป็นมงคลเช่นนี้    จึงได้แตกตื่นมาต้อนรับกองทหารไทย  อันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของไทยด้วยกัน    แต่การต้อนรับกองทหารของท่านในคราวนี้      ข้าพเจ้ามีความเสียใจเป็นอย่างมาก  ที่ทำการต้อนรับอย่างไม่สมเกียรติ    และมิให้ทหารของท่านได้รับความสุขสบายด้วยเสบียงอาหารและที่พัก  เพราะก่อนที่กองทหารของท่านจะถึงนครเชียงตุง   ๓  วัน   กองทัพจีนผู้โหดร้ายได้เผาผลาญร้านตลาดและบ้านเรือนราษฎรในบริเวณใกล้เคียงเสียจนหมดสิ้น คงเหลือแต่ตึก   ๓  หลัง    เพื่อเป็นที่พักของแม่ทัพจีนครั้งสุดท้ายเท่านั้น    ซึ่งท่านและพี่น้องทหารทั้งหลายที่เห็นอยู่แก่ตาโดยทั่วกันแล้ว  และก่อนที่กองทัพจีนจะถอยนั้น  ได้กวาดต้อนเสบียงอาหารที่จำเป็นในการครองชีพไปเสียเกือบหมดสิ้น    ส่วนสิ่งของที่เหลือโดยเขาขนไปไม่ได้  ได้แก่เสื้อผ้า  ภาชนะใช้สอย  ตลอดจนข้าวสารเป็น พันๆ กระสอบ   ทหารจีนก็ทำการเผาอยู่  ๓  วัน    ซึ่งเหลือแต่เถ้าถ่านอยู่  ณ บัดนี้    ด้วยเหตุขัดข้อง และขัดสนดังที่ข้าพเจ้าได้เรียนมาแล้ว    

          ฉะนั้น  ข้าพเจ้า และพี่น้องพื้นเมืองทั้งหลายได้ขออภัยด้วย      ทั้งขอมอบพื้นแผ่นดินในเขตนครเชียงตุงให้แก่ท่านเพื่อดำเนินการต่อไป"

 

           จากนั้น   พลตรี  ผิน   ชุณหะวัณ   ผู้บัญชาการกองพลที่  ๓  ได้กล่าวตอบ  สรุปได้ว่า

"ท่านเจ้าบุญวาศ   ณ  เข็มรัฐ    ที่เคารพ และพี่น้องแห่งนครเชียงตุง ผู้เลือดไทยที่รัก ทั้งหลาย

          ข้าพเจ้าได้รับคำต้อนรับ  และเหตุขัดข้องต่างๆ แล้ว    ข้าพเจ้าและทหารทั้งหลาย    รู้สึกยินดี และเศร้าสลดระคนกัน      ที่ว่ายินดีก็คือ    เลือดไทยทางใต้ได้มารวมกับเลือดไทยทางเหนือ    ซึ่งถ้าจะนับเนื่องมาแต่โบราณกาลแล้ว    พี่น้องไทยในนครเชียงตุงกับพี่น้องไทยในประเทศไทยปัจจุบัน  ก็เท่ากับอยู่ในครอบครัวเดียวกัน   เรื่องที่แสดงให้เห็นเป็นหลักฐานอยู่เดี๋ยวนี้ก็คือ    เราพูดภาษาเดียวกัน  ส่วนมากนับถือศาสนาพุทธเดียวกัน  ถือขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเดียวกัน   จะมีผิดเพี้ยนอยู่บ้างก็เพียงการแต่งกายชายหญิงเท่านั้น      ส่วนข้อความที่ท่านได้กล่าวไว้ในตอนท้ายว่า    การรับรองข้าพเจ้าและพวกทหารไม่สมเกียรติ  ด้วยการขัดข้องและขัดสนนั้น    ท่านและพี่น้องชาวนครเชียงตุงอย่าได้วิตกกังวลอย่างใดเลย   เพราะแต่เพียงข้าพเจ้า และเพื่อนทหารทั้งหลายย่างเข้ามาในบริเวณนี้    ก็ประสบและเห็นเหตุการณ์อยู่แล้ว    อันเป็นภาพที่สยดสยอง และแสนจะเวทนาเป็นอย่างยิ่ง  และกล่าวโดยทั่วไปตามวิสัยของทหาร  เมื่อทำการรบได้ชัยชนะและเข้ายึดเมืองหนึ่งเมืองใดได้แล้ว    ย่อมมีการดีอกดีใจร้องไชโยโห่ฮิ้ว   มีเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ไปหมด  ดังที่ข้าพเจ้าเห็นมาแล้ว ในสงครามอินโดจีน  เมื่อทหารไทยเข้ายึดนครจำปาศักดิ์     แต่การย่างเข้านครเชียงตุงครั้งนี้  พี่น้องทั้งหลายได้สังเกตหรือเปล่าว่า    ทหารได้แสดงกิริยาวาจาคึกคนองไปตามประสาผู้รบชนะบ้างไหม   ข้าพเจ้าเห็นแต่เดินคอตกหน้าซีดไปตามๆ กัน    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า  ทหารแต่ละคนมีจิตใจสงสาร   และบังเกิดความเวทนาแก่พี่น้องในนครเชียงตุง อันเป็นเลือดเนื้อไทยเดิมเป็นอย่างยิ่ง
 

          
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #72 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2557, 11:51:59 »

ในที่สุด  ขอให้พี่น้องทั้งหลายจงระงับความเศร้าสลดเสียให้หมดสิ้น  มาร่วมสร้างสามัคคีธรรมด้วยกัน  ช่วยเสริมสร้างสิ่งที่สลักหักพังไปแล้ว  ให้ยืนยงคงเดิม  แต่บัดนี้เป็นต้นไป   สวัสดี"

จากนั้นเป็นพิธีเชิญธงไตรรงค์


                                  

ที่บริเวณ " หอห่อง "แห่งนี้ อยู่ด้านข้างหอหลวง เพียงมีถนนคั่น โดยหันหน้าไปทางหอหลวงด้วย





อีกด้านจะก่อด้วยอิฐโชว์ กว้างไปถึงรั้ว มีพื้นที่กว้างพอที่จะทำพิธีเชิญธงไตรรงค์ได้  

ในภาพทุกท่านยืนใต้ร่มละมุดต้นใหญ่ หม่องเริง2520 ยืนขวาสุด เสร็จจากนี้ไปชมกำแพงเมืองเก่า



      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #73 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2557, 12:09:26 »

                      

[ISBN 9747047349  
 ผู้แต่ง เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ, 2498-  
 ชื่อเรื่อง ดอยตุง เชียงตุง / พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  
 พิมพลักษณ์ เชียงใหม่ : สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์, 2537.  
 เลขเรียก P ท622ก 2537  
 รูปเล่ม 67 หน้า : ภาพประกอบสี ; 25 ซม.  
 หัวเรื่อง ดอยตุง  
 หัวเรื่อง เชียงตุง -- ภูมิประเทศและการท่องเที่ยว


 หมายเหตุ  ยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เลยครับ


      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #74 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2557, 17:31:30 »

พระองค์ท่านได้เคยเสด็จวัดจองคำ







      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #75 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2557, 14:33:47 »

เมื่อไทยปกครองเชียงตุง (ต่อ)


เมื่อเสร็จพิธีการแล้ว  ผู้บัญชาการกองพลที่  ๓    ในฐานะผู้บังคับหน่วยทหารเข้ายึดครอง โดยเจ้าผู้ครองนครเชียงตุง ได้ดำเนินการ   ดังนี้

          - ประกาศให้ราษฎรที่หลบหลีกภัยไปทั่วเขตนครเชียงตุง   กลับเข้าบ้านเรือนให้หมด

          - แต่งตั้งที่ปรีกษาผู้ครองนครเชียงตุง  และ รองผู้ครองนครเชียงตุงชั่วคราว

           - แต่งตั้งนายตำรวจสนามเป็นนายอำเภอ  และให้นายอำเภอเดิมเป็นที่ปรึกษา

          - แต่งตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านใหม่  โดยใช้คนเดิม   (เหล้าเก่า ในขวดใหม่)

          - ให้ผู้บังคับกองเสนารักษ์สนาม ร่วมกับนายแพทย์พื้นเมือง เร่งรักษาพยาบาลราษฎรผู้เจ็บไข้

          - ให้พลาธิการกองพล ร่วมกับข้าราชการพื้นเมืองเลาะแสวงหาแหล่งเสบียงอาหาร และเครื่องนุ่งห่ม เพื่อเกณฑ์ซื้อ  แต่ไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชน

          - เกณฑ์ให้ราษฎรเร่งทำเสาไม้ทุบเปลือก  ไม้ไผ่ และ แฝกมุงหลังคามาขายให้กองทัพโดยด่วน  เพื่อเร่งสร้างที่พักทหาร

          - ให้ผู้บังคับหน่วยทหารช่วยจัดสร้างที่พักให้แก่ราษฎรที่ยากจน หรือป่วยไข้

          - รายงานไปยังแม่ทัพพายัพ เพื่อขอรับการสนับสนุน ในเรื่อง

               + ขอให้รัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย มาเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการปกครอง

               + ขอแพทย์และพยาบาลพลเรือนมาช่วยรักษาพยาบาลราษฎรที่เจ็บป่วย

               + ขอเจ้าหน้าที่ อัยการ และผู้พิพากษา เพื่อตั้งศาลสนาม

               + ขอเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตร มาร่วมเป็นคณะกรรมการจังหวัด  สำหรับผลิตเสบียงเลี้ยงทหาร  และสอนราษฎรให้มีความรู้ เรื่องการปลูกข้าว และข้าวสาลี  การเพาะพันธุ์ ผลไม้  และไม้ยืนต้น
 
         ในตอนบ่ายของวันที่  ๕  มิถุนายน นี้   กองพลที่  ๓  ได้สั่งการให้ กรมทหารราบที่  ๔  ขึ้นไปสับเปลี่ยนกำลังกับ กรมทหารราบที่  ๘  ซึ่งเป็นกองรักษาด่านที่บ้านกาดเต่า    เหนือนครเชียงตุงขึ้นไปประมาณ  ๑๐ กิโลเมตร   ให้ กรมทหารราบที่  ๘  กลับลงมาพักที่นครเชียงตุง
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #76 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2557, 14:41:35 »

การปฏิบัติของกองพลที่  ๒  หน่วยยุทธบรรจบ        กองทัพพายัพกำหนดให้ กองพลที่  ๒ เคลื่อนที่ทาง เมืองสาด  เมืองหาง    เมื่อถึงเมืองเป็ง  ให้เคลื่อนขบวนไปทางตะวันออก  เข้าตีเชียงตุง  เข้าบรรจบ กองพลที่  ๓   (เส้นทางเดียวกับกองพันพิเศษ ของกองพลที่  ๓)  แต่ภูมิประเทศไม่อำนวยให้หน่วยทหารขนาดใหญ่เคลื่อนที่ผ่านไปได้   จึงให้กองพันทหารม้า ปฏิบัติเพียงหน่วยเดียว    กำลังที่เหลือของกองพลที่  ๒   จึงอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่  โดยไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งกองทัพพายัพ  

๘   มิถุนายน   ๒๔๘๕

กองกำลังทางบก

               กองพันทหารม้าที่  ๔  กรมทหารม้าที่   ๔๖    กองพลทหารม้าได้เคลื่อนที่เข้าเมืองเชียงตุง ภายหลังจากที่ กองพลที่  ๓  ยึดเมืองเชียงตุงได้แล้ว   ๓ วัน    และได้รับคำสั่งให้เคลื่อนที่กลับมาสมทบกับ กองพลทหารม้า   ที่อำเภอแม่จัน  จังหวัดเชียงราย

กองกำลังทางอากาศ

               ฝูงบิน   ๔๒    ย้ายที่ตั้งจากลำพูนกลับไปสนามบินเชียงใหม่

               ส่วนกองพันทหารม้าของกองพลที่  ๒  ไปถึงเชียงตุงในวันที่  ๑๒  มิถุนายน

 ปัญหา    ปัญหา  และ  ปัญหา

          เมื่อกองพลที่  ๓   เข้ายึดนครเชียงตุงได้เพียง  ๕ วันก็เกิดปัญหา  หลายประการ  กล่าวคือ

     ๑. ด้านการส่งกำลังบำรุง

          ๑.๑  การส่งกำลังเสบียงอาหาร

          เนื่องจากข้าศึกได้นำข้าวสารไปมากที่สุด และเผาทำลายส่วนที่นำไปไม่ได้   และยังเผาครกตำข้าวของราษฎรเสียด้วย  ประชาชน และ ทหารที่เข้ายึดครองจึงขาดแคลนเสบียงอาหาร    เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว   กองพลที่  ๓  ต้องช่วยราษฎรซ่อมครกตำข้าว  และร่วมกับเจ้าหน้าที่พื้นเมืองไปหาซื้อข้าวเปลือกจากเมืองใกล้เคียง    และที่ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที คือสามารถขอยืมข้าวสารจากโรงพยาบาลโรคเรื้อน ซึ่งอังกฤษได้กักตุนไว้ถึง  ๑๐๐ เกวียน  (๑๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม)    จึงได้ขอยืมมาแก้ปัญหา  เพียง  ๗๕ เปอร์เซนต์       ส่วนกับข้าวนั้น  พอหาได้  มีชาวเขานำ สุกร  ไก่  ไข่  แย้  อึ่ง  น้ำผึ้ง  ส้มมะขามเปียก  มาขายให้    และทหารสามารถ แสวงหากับข้าว ตามภูมิประเทศได้บ้าง   เพราะกองพลที่  ๓  นี้เคลื่อนย้ายมาจาก จังหวัดนครราชสีมา  กำลังพลจึงมีความสามารถในการดำรงชีพสูงอยู่แล้ว

           ส่วนอาหารของผู้บังคับบัญชา นั้นนับว่า โก้หรูมาก  คือ  มื้อกลางวัน หมูต้มหน่อไม้  ส่วนมื้อเย็น ก็หน่อไม้ต้มหมู  สลับกัน   และรับประทาน วันละ  ๒ มื้อ

          ๑.๒  การส่งกำลังเครื่องแต่งกาย

               ทหารได้รับเครื่องแต่งกายเพียงคนละ  ๑ (หนึ่ง) ชุด เมื่อเข้าที่รวมพลขั้นแรกที่ อำเภอพะเยา    เมื่อใช้จนชำรุดไปแล้ว  กองพลที่  ๓  รายงานขอเบิกทดแทนไปยังกองทัพพายัพๆ  ให้กองพลฯ ไปรับเองที่  จังหวัดลำปาง    ( ซึ่งที่ถูกต้องแล้ว หน่วยเหนือต้องจัดการส่งให้หน่วยรอง)  
กองพลที่  ๓   จึงต้องหาซื้อผ้าพื้นเมือง  แล้วขอร้องให้แม่ชีชาวอิตาเลียนในนครเชียงตุงตัดเย็บเป็นเครื่องแบบ  แก้ปัญหาไปได้ระดับหนึ่ง  

          ในที่สุด  ทหารบางคนต้องนุ่งผ้าขาวม้า หรือ มุ้ง ในการปฏิบัติงานตามปรกติ  (เก็บเครื่องแบบไว้ใช้งานสำคัญ)

           ๑.๓  การขนส่ง

               ถนนเข้าสู่นครเชียงตุงเป็นหล่มเป็นโคลนมากขึ้น เนื่องจาก ฝนตกหนัก  และสะพานข้ามลำห้วยถูกน้ำพัดพังหมดทั้ง  ๗ แห่ง  ไม่สามารถขนส่ง  เสบียงอาหาร  และสิ่งอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติมให้ทางถนนได้     กองพลที่  ๓    พยายามแก้ปัญหาโดยใช้ขนส่งด้วยเกวียน   และใช้สายโทรเลขชักรอกสิ่งของข้ามลำห้วยก็ไม่ได้ผลเพราะวัวควายบุกโคลนไม่ไหว  ล้มตายเสียมาก      ก็เปลี่ยนวิธีมาใช้กำลังพลหาบหามแทนกลับยิ่งช้ากว่าใช้เกวียน  และต้องค้างแรมระหว่างทาง  กำลังพลที่หาบหามต้องเอาเสบียงที่ลำเลียงมาเป็นอาหารกินเสียเอง  และกำลังพลก็เจ็บป่วย  เพราะอิดโรยอยู่แล้ว     วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือใช้ช้าง  แต่ก็ตกเขาตายไปถึง  ๒ เชือก
 

      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #77 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2557, 14:56:26 »

เมื่อมีปัญหาเช่นนี้  โดยปรกติแล้ว หน่วยเหนือคือกองทัพพายัพ จะต้องช่วยแก้ปัญหา หรือพยายามสนับสนุนหน่วยรอง  แต่ปรากฏว่า  หน่วยเหนือมิได้มีส่วนในการแก้ปัญหาให้หน่วยรองเลย   กองพลที่  ๓  จึงรายงานข้ามกองทัพพายัพ ตรงไปถึงกองบัญชาการทหารสูงสุดที่ กรุงเทพ ฯ  ซึ่งได้สั่งการให้ พลตรี  พระอุดมโยธาธิยุทธ  (สด  รัตนาวดี)  ผู้บัญชาการกองพลสร้างทางคมนาคมช่วยเกณฑ์ราษฎรทางใต้ เร่งระดมกันซ่อมสะพาน และถนนให้  ทำให้การขนส่งสามารถดำเนินการได้สะดวกขึ้น

     ๒. ด้านกำลังพล  หารเป็นไข้มาเลเรีย  และโรคบิด จำนวนมาก  ถึง  ๓๐  เปอร์เซนต์   กองพลที่  ๓   รายงานขอยาจากกองทัพพายัพ  ซึ่งพยายามสนับสนุนให้ด้วยการ ส่งทางอากาศ  แต่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย  มีเมฆปกคลุมหานทึบ  เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน  นักบินต้องบินสูง   และมักจะทิ้งลง หนองตุงเสียมากเพราะเห็นรางๆ  เข้าใจว่าเป็นทุ่งโล่ง     ก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการบรรจุยาใส่กระบอกไม้ แล้วทิ้งจากเครื่องบิน    กระบอกไม้กลับตกถูกทหารและประชาชนบาดเจ็บกันหลายคนเป็นที่กาหลอลหม่านกัน     เมื่อขาดแคลนยาที่จะใช้รักษา    ทหารเจ็บป่วยก็มากขึ้นถึง  ๕๐ เปอร์เซนต์     กองพลที่  ๓  จึงรายงานขอให้กองทัพพายัพส่งยาให้ทางพื้นดิน      กองทัพพายัพ พิจารณาแล้ว     ตอบอย่างหนักแน่นว่า   ให้กองพลที่  ๓  ส่งเจ้าหน้าที่มารับยาไปเอง   และไม่เชื่อว่าทหารเจ็บป่วยจำนวนมากถึง  ๕๐  เปอร์เซนต์    

          กองพลที่  ๓  จึงรายงานยืนยันไปอีก และขอให้ทางกองทัพพายัพส่งนายทหารไปสังเกตการณ์ข้อเท็จจริง

          กองทัพพายัพ  ตอบว่า นายทหารชั้นผู้ใหญ่มีงานเต็มมือไปไม่ได้

          คราวนี้ผู้บัญชาการกองพลคงจะขัดเคืองใจมาก  ย้อนกองทัพไปว่า  ข้าพเจ้าเข้าใจว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่คงสุขสำราญกันมาก จึงขึ้นมาไม่ได้   ได้ผลครับคราวนี้   คือทำเอาแม่ทัพพายัพเงียบไปเลย    และเดินทางเขากรุงเทพฯ  เพื่อรายงานต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วยวาจา  กล่าวโทษผู้บัญชาการกองพลที่  ๓  เป็นหลายประการ

          ผู้บัญชาการทหารสูงสุด  (จอมพล แปลก  พิบูลสงคราม) ส่งนายทหารชั้นนายพลไป  ๓  นาย เพื่อหาข้อเท็จจริง   เมื่อกลับไปถึงกรุงเทพฯ แล้ว  ปรากฏว่า  ได้แต่งตั้ง  พลโท  จิร  วิชิตสงคราม  เสนาธิการมหารบก  มาเป็นแม่ทัพพายัพ  แทน พลตรีจรูญ  รัตนกุล  เสรีเริงฤทธิ์   (ใน  ๒๖  กรกฎาคม  ๒๔๘๕)

     ๓. ด้านการเงิน

          โดยปรกติ  หน่วยทหารจะต้องมีเงินตราเงินเพื่อใช้สอย และแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง   และตัวทหารก็จะได้รับเบี้ยเลี้ยงตามสิทธิ เพื่อใช้สอยส่วนตัว  แต่ศึกนี้   กองพลที่  ๓   เกิดขาดแคลนเงินตราที่จะใช้   เมื่อได้หารือกับเจ้าผู้ครองนคร และข้าราชการพื้นเมืองและสรุปได้ว่า  ไม่สามารถจะหยิบยืมเงินตราจากที่ใดได้   จึงจำเป็นต้องตั้งโรงพิมพ์    แล้วใช้กระดาษแข็งพิมพ์เป็นตั๋วแลกเงินขึ้นใช้เอง  ราคาใบละ  ๑ บาท  ๕  บาท   และ ๑๐  บาท  สำหรับกำลังพล   และใบละ  ๑๐๐ บาท  สำหรับหน่วย    ผู้ครองนครเชียงตุงประกาศแก่ราษฎรว่า  เมื่อกองทัพส่งเงินตรามาให้กองพลที่  ๓  แล้ว  จะประกาศให้นำตั๋วแลกเงินนี้มาแลกเป็นเงินสดไปได้     ก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้

          หลังจากที่กองทัพไทยยึดเมืองเชียงตุงได้แล้ว ก็ได้ออกคำสั่งจัดการปกครองเสียใหม่เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ดังนี้

          ประการแรกทางรัฐบาลไทยในสมัยนั้น พ.ศ.๒๔๘๕   ได้เลื่อนยศทางราชการทหารให้พลตรี ผิน ชุนหะวัน ผู้บัญชาการกองพลที่  ๓  ขึ้นเป็น พลโท และได้แต่งตั้งให้ พลโท ผิน ชุนหะวัน ดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงใหญ่ฝ่ายทหาร ผู้ควบคุมและรักษาความสงบในแคว้นนครเชียงตุงอีกด้ว
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #78 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2557, 16:58:36 »

ในขณะเดียวกันในเรื่องการดูแลทุกข์สุข และฟื้นฟูจิตใจของราษฎรนั้น ทางพลโท ผิน ขุนหะวัน ข้าหลวงใหญ่ฝ่ายทหารก็ได้มีความเห็นชอบกับบรรดาเจ้านายผู้เป็นโอรส  ธิดา  กับพระประยูรญาติของเจ้าฟ้าผู้ครองนครเชียงตุงผู้ล่วงลับไปแล้ว พร้อมกับบรรดาพระสงฆ์องค์เจ้า และ เสนาอำมาตย์ในราชสำนัก ตลอดจนพ่อค้า คหบดี หัวหน้าชุมชนต่างๆ ในนครเชียงตุงพร้อมใจกันส่งผู้แทนไปทูลเชิญเจ้าเมืองเหล็กพรมลือ โอรสองค์ใหญ่ของเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง  พร้อมด้วยเจ้าแม่ปทุมเทวี  ที่ไปช่วยราชการและพำนักอยู่ที่เมือง โหม่วหยั่ว ชายแดนพม่าติดกับประเทศอินเดีย ตามคำสั่งรัฐบาลอังกฤษ พร้อมด้วยเจ้าหญิงทิพวรรณ (ณ ลำปาง) ณ เชียงตุง และราชธิดา ให้กลับมาเป็นมิ่งขวัญของชาวเชียงตุง โดยมีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ พร้อมด้วยคณะสงฆ์เสนาอามาตย์ นายแคว้น นายแขวง และพ่อเมืองต่างๆ ในเขตเชียงตุงได้พร้อมใจกันจัดพิธีทำขวัญขึ้นที่คุ้มหลวงแล้วสถาปนาพระองค์เป็น"เจ้าฟ้าสิริสุวรรณราชยสพรหมลือ"ครองเมืองเชียงตุงเป็นองค์ที่ ๔๐ 

          เจ้าเมืองเหล็กพรมลือองค์นี้ไม่ลงรอยกับพวกข้าราชการอังกฤษที่มารับราชการในนครเชียงตุง และในแคว้นฉาน (สหรัฐไทยเดิม) เพราะมีความโน้มเอียงไปทางสนับสนุน แผนรวมไทย และสร้างชาติไทยให้เป็นปึกแผ่น และเป็นคนนำเพลงปลุกใจของรัฐบาลไทยโดยนำเพลง "ไทยน้อย ไทยใหญ่ ล้วนเป็นไทยด้วยกัน" มาเปิดในคุ้มของพระองค์กลางเมืองเชียงตุง อย่างไม่หวั่นเกรงใดๆตลอดจนเพลงปลุกใจ  "ข้ามโขงมาสู่แคว้นไทย " ตลอดจนเพลงอื่นๆที่เป็นปฏิปักษ์กับทางนักปกครองของรัฐบาลอังกฤษผู้ครอบครองเมืองขึ้น


เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เจ้าฟ้าพรหมลือได้อพยพครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 โดยประทับที่จังหวัดลำปางก่อน จากนั้นจึงได้เสด็จย้ายมาอยู่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2488 และเจ้าฟ้าพรหมลือเสด็จถึงแก่พิราลัย เมื่อ พ.ศ. 2498


                          

 
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #79 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2557, 15:33:13 »

ไทย-พม่าจับ 3 คู่ ประจวบฯ-มะริด, เชียงใหม่-เชียงตุง, ระนอง-เกาะสอง เป็นเมืองพี่เมืองน้อง



ไทยกับพม่า 2 ประเทศเพื่อนบ้านได้ทำพิธีสถาปนาการเมืองสำคัญของ 2 ประเทศ ให้เป็นเมืองพี่เมืองน้องกันถึง 3 คู่ ระหว่างการเยือนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันพฤหัสบดี 9 ต.ค.นี้ ซึ่งได้แก่ เมืองเชียงใหม่กับเชียงตุง ในรัฐชาน เมืองประจวบคีรีขันธ์กับเมืองมะริด ในเขตตะนาวศรี และระนองกับเกาะสอง ในจังหวัดเกาะสอง (Kawthaung) ทางตอนใต้สุดของประเทศ
       
       การเป็นเมืองพี่เมืองน้องจะทำให้ 3 เมืองคู่เหล่านี้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าว และวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว แลกเปลี่ยนการไปมาหาสู่กันมากขึ้น รวมทั้งช่่วยเหลือกันและกัน ร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 2 ฝ่าย ประธานาธิบดีพม่ากับ นรม.ไทย ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีเซ็นบันทึกช่วยความจำ ที่จัดขึ้น ณ อาคารรับรอง ทำเนียบประธานาธิบดี หนังสือพิมพ์โกลบอลนิวไล้ท์ออฟเมียนมาร์ รายงาน ในฉบับที่จะวางจำหน่ายในวันศุกร์ 10 ต.ค.นี้
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #80 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 08:13:31 »

ขณะนี้ยอดชาวหอที่จะไปทริป ไอหมอก ม่านเมฆ แห่งเมืองเชียงตุง 23-27 มกราคม 2558

รวมทั้งสิ้น 23 ท่านแล้วครับ

1. พี่ติ๋ม - ธิดา 09 ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
2. พี่อ้วน -  จิรศักดิ์  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
3. เหยง พิเชษฐ์ 16 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
4. ประทาน 14 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
5. แต๊ก-ศิริวรรณ 20 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
6. ผ่อง 14  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
7. ดนัย 12  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
8. แอ 14  นกแอร์ ถึง   + มัดจำแล้ว
9. ขิม 14  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
10. พี่สิงห์ ศิริวรรณ 12 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
11. พี่ณัฐิมาศ 12 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
12. พี่แดงดารณี 12 ซื้อตั๋วบิน แล้ว
13. ลูกสาวพี่แดง ซื้อตั๋วบิน แล้ว
14. พี่หนุ่ย บุญเพิ่ม 12 ซื้อตั๋วบินแล้ว
15. พี่แอ๋ว จีระ 12 ซื้อตั๋วบินแล้ว
16. พี่บี้ พรพินิจ 12 ซื้อตั๋วแล้ว
17. หลั่น 14 ไกด์กิตติมศักดิ์ของคณะ
18. อ้อย 14 ซื้อตั๋วบินแล้ว
19. หน่า 14
20. อภิรดี จิ๋ม 30
21 ฉัตรแก้ว อ้อ
22. พี่สุดใจ 12
23. กุ้ง 14
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #81 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 08:17:48 »

วันนี้พี่หลั่น จะเดินทางกลับจากจีนแล้วครับ

คงจะได้มีรายละเอิีดอื่นเพิ่มเติม
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #82 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 10:27:50 »

บ. บุญค้ำ     จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


         บุญสิงห์ บุญค้ำ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย จังหวัดลานช้างและสหรัฐไทยเดิม
 
บ. บุญค้ำ นามปากกาของนาย บุญสิงห์ บุญค้ำ (15 กุมภาพันธ์ 2444 - 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2515) นักเขียน นักการศึกษา ทนายความ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย จังหวัดลานช้าง (พ.ศ. 2484 - พ.ศ. 2488 ปัจจุบันอยู่ในประเทศลาว) สหรัฐไทยเดิม (ของไทยระหว่าง พ.ศ. 2485 -พ.ศ. 2488 ปัจจุบันคือเมือง เชียงตุง ในสหภาพพม่า) ผู้แต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองเชียงตุงและแคว้นสาละวิน" และอื่นๆ

บ. บุญค้ำ เกิดที่อำเภอลุมพุก (อำเภอคำเขื่อนแก้วในปัจจุบัน) จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับการศึกษาขั้นต้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จบมัธยมศึกษาปีที่ 8 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานครเมื่อ พ.ศ. 2464 ประโยคครูมัธยม (ป.ม.) กระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2466 ประกาศนียบัตรนิติศาสตร์และได้เข็ม (น.) จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2474 ซึ่งต่อมาได้นับเป็นปริญญาตรีกิตติมศักดิ์แห่ง มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน เริ่มรับราชการเป็นครูโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร และอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ ต่อมาย้ายไปเป็นศึกษาธิการอำเภอกบิลบุรี และศึกษาจังหวัดเชียงราย
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #83 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 10:29:58 »



เมื่อเกิดสงครามอินโดจีนและกรณีพิพาทเรียกร้องดินแดนฝั่งซ้ายคืนจากฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2484 บ. บุญค้ำได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการรับมอบดินแดนและเป็นศึกษาธิการจังหวัดลานช้าง อีก 2 ปีต่อมาเมื่อไทยยึดเชียงตุงได้จากอังกฤษและตั้งชื่อใหม่ว่า สหรัฐไทยเดิม ก็ถูกย้ายไปเป็นศึกษาธิการจังหวัดที่นั่นอีก 2 ปี ก่อนสงครามเลิกและไทยต้องคืนเชียงตุงแก่อังกฤษเล็กน้อย บ. บุญค้ำได้รับคำสั่งย้ายไปเป็นศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดินทางกลับเชียงรายก็ได้ถูกกองรังควานแนวหลังของสัมพันธมิตรซุ่มยิงรถที่โดยสารบาดเจ็บสาหัสจนขาขวาพิการไปตลอดชีวิต หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนแพทย์ คือนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ก็คงไม่รอดชีวิต เมื่อหายป่วยจึงได้ขอลาออกจากราชการเพื่อประกอบอาชีพทางกฎหมายและเขียนหนังสือเมื่อปลายปี พ.ศ. 2488

เมื่อปี พ.ศ. 2483 ในฐานะศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายได้ร่วมเดินทางร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัดฯ เพื่อไปเยี่ยมข้าหลวงใหญ่แห่ง สหรัฐเงี๊ยว (รัฐฉานในปัจจุบัน) เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ต่อมาเมื่อกองทัพไทยโดยกองพลที่ 3 โดยมีจอมพลผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้บัญชาการกองพลเข้าตีเมืองเชียงตุงเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 บ. บุญค้ำ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นศึกษาธิการเชียงตุงซึ่งได้ชื่อใหม่ว่า "สหรัฐไทยเดิม" เมื่อ พ.ศ. 2486 และถอยกลับเมื่อ พ.ศ. 2488 เมื่อไทยต้องคืนสหรัฐไทยเดิม หรือเมืองเชียงตุงให้แก่อังกฤษ

บ. บุญค้ำ เป็นผู้สนใจในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี และชอบเขียนหนังสือ จึงได้บันทึกเรื่องราวของชนเผ่าต่างๆ ศึกษาประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงตุง พร้อมทั้งรวบรวมเอกสารต่างๆ ทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาอิตาเลียน และภาษาไทยใหญ่ (สมุดกระดาษสา) ความที่มีความสนใจเรื่องเมืองเชียงตุงและได้ติดต่อสนิทสนมกับเจ้านายเชียงตุง (เจ้าบุญวาทย์วงศา และเจ้าพรหมลือ ณ เชียงตุง) คณะมิชชันนารีโรมันคาทอลิก (Sister Madellina) และพระสงฆ์ (ท่านสิทธิแสง เจ้าอาวาสวัดเชียงยืน) อยู่มากพอควร ท่านเหล่านี้ได้นอกจากจะค้นหาเอกสารมาให้ยืมแล้วยังได้เมตตาแปลจากภาษาไทยใหญ่เป็นภาษาไทย และภาษาอิตาเลียนเกี่ยวกับชนชาวดอยในรัฐฉานเป็นภาษาอังกฤษให้อีกด้วย
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #84 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 10:38:02 »



หนังสือ "เที่ยวเมืองเชียงตุงและแคว้นสาละวิน" ได้รับการตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2499 ที่โรงพิมพ์รัตนสุวรรณ จังหวัดพิษณุโลก โดยความช่วยเหลือในการจัดจำหน่ายของสำนักพิมพ์คลังวิทยา โดยมี "เหม เวชกร" เป็นผู้ออกแบบปกและเป็นการตีพิมพ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

หนังสือ "เที่ยวเมืองเชียงตุงและแคว้นสาละวิน" เป็นมากกว่าหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั่วไป เนื้อหาของหนังสือมีเรื่องราวต่างๆ ที่ได้จากเอกสารประวัติศาสตร์เชียงตุงที่เป็นต้นตอ มีรายละเอียดที่ชัดเจน น่าสนใจและเพลิดเพลิน โดยเฉพาะเรื่อง "ละว้าสร้างบ้าน" ชาวละว้าที่สมัยนั้นยังต้องออกล่าหัวมนุษย์

หนังสือแบ่งออกเป็น 11 บทและภาคผนวก มีภาพถ่ายประกอบมากเกือบ 80 ภาพ ทั้งที่ถ่ายเองและถ่ายทอดจากหนังสืออื่น มีรายการอ้างอิงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 11 รายการ นับเป็นหนังสือหายากที่เป็นที่ต้องการของผู้ที่สนใจหรือ "คอหนังสือ" ด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และประเพณีของชนเผ่า รวมทั้งด้านมานุษยวิทยาโดยเฉพาะในพื้นที่เชียงตุง แคว้นสาละวินไปถึงเชียงรุ้งในช่วง 60-80 ปีก่อน

ดังนั้น แม้ถึงปัจจุบัน ก็ยังมักผู้ตามหาและสอบถามถึงนามปากกา บ. บุญค้ำ ผู้แต่งหนังสือนี้อยู่เนืองๆ ว่าเป็นผู้ใด
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #85 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 10:48:50 »

พิมพ์ใหม่แล้ว และยังมีขายด้วยครับ

            

เที่ยวเมืองเชียงตุงและแคว้นสาละวิน รหัสสินค้า: 005737
ราคาปกติ 290.00 บาท
ราคาพิเศษ 261.00 บาท
ประหยัด 29.00 บาท
รายละเอียด:
หนังสือเรื่อง “เที่ยวเมืองเชียงตุงและแคว้นสาละวิน” นี้เดิมข้าพเจ้าตั้งใจจะทำเป็นหนังสือ ๒ เล่ม คือเรื่องเมืองเชียงตุงเล่มหนึ่งกับเรื่องแคว้นสาละวินอีกเล่มหนึ่ง แต่ภายหลังมีผู้แนะนำว่าควรจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการนำเที่ยวรวมเป็นเล่มเดียวกันดีกว่า ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยและจัดทำเป็นหนังสือนี้ขึ้น

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเที่ยวเชียงตุงแคว้นฉาง และพม่า ได้ผ่านบ้านเมืองของชนเผ่าไทยและชนชาวดอยในแคว้นฉาน เห็นความเป็นอยู่และได้ฟังเรื่องราวของพวกเขาแล้ว ก็รู้สึกตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น แต่เวลาเที่ยวเพียงเล็กน้อยจะทำได้อย่างไรนอกจากอาศัยหนังสือที่เขาเขียนไว้มาอ่านหาความรู้เพิ่มเติมเท่านั้น

ครั้งมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปรับราชการในตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดประจำ “สหรัฐไทยเดิม” และอยู่เชียงตุงเป็นเวลา ๒ ปีเศษ มีเวลาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประวัติเมืองเชียงตุงและความเป็นอยู่ของคนเผ่าไทยกับชนชาวดอยได้บ้าง จึงได้พยายามรวบรวมเอาไว้เป็นหลักประกอบการแต่งหนังสือที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำขึ้นในโอกาสอันสมควร โดยเฉพาะประวัติของเมืองเชียงตุงซึ่งไม่เคยปรากฏอยู่ในที่ใดเลย ก็บังเอิญโชคดีที่ไปพบตันฉบับเข้าที่เจ้าบุญวาทย์วงศาเป็นภาษาไทยเขิน ท่านเจ้าของได้เอื้อเฟื้อให้ยืมและแปลข้อความให้ข้าพเจ้าบันทึกเอาไว้เป็นภาษาไทย ซึ่งข้าพเจ้าของคุณเป็นอย่างสูงไว้ที่นี้ด้วย....
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #86 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 10:51:39 »

ริง


น่าสนใจครับ ใช่ของสำนักพิมพ์มติชน หรือเปล่า??
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #87 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 10:52:26 »

ทริป เชียงตุง ครบ 24 คนแล้วครับ

พี่ตั้ง-ศิริชัย เภสัช 2514 ชาวสิงห์บุรี เป็นลำดับที่ 24 สุดท้ายของทริปใน 2 ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง

1. พี่ติ๋ม - ธิดา 09 ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
2. พี่อ้วน -  จิรศักดิ์  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
3. เหยง พิเชษฐ์ 16 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
4. ประทาน 14 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
5. แต๊ก-ศิริวรรณ 20 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
6. ผ่อง 14  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
7. ดนัย 12  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
8. แอ 14  นกแอร์ ถึง   + มัดจำแล้ว
9. ขิม 14  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
10. พี่สิงห์ ศิริวรรณ 12 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
11. พี่ณัฐิมาศ 12 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
12. พี่แดงดารณี 12 ซื้อตั๋วบิน แล้ว จ่ายมัดจำแล้ว
13. ลูกสาวพี่แดง ซื้อตั๋วบิน แล้วจ่ายมัดจำแล้ว
14. พี่หนุ่ย บุญเพิ่ม 12 ซื้อตั๋วบินแล้ว
15. พี่แอ๋ว จีระ 12 ซื้อตั๋วบินแล้ว
16. พี่บี้ พรพินิจ 12 ซื้อตั๋วแล้ว
17.หลั่น 14
18. อ้อย 14 ซื้อตั๋วบินแล้ว
19. หน่า 14
20. อภิรดี จิ๋ม 30
21 ฉัตรแก้ว อ้อ
22. พี่สุดใจ 12
23. กุ้ง 14
24. ตั้ง 14
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #88 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 10:56:04 »

จ่ายเงินมันจำครั้งแรก 4000 บาทแล้ว

อย่าลืมส่งสำเนาบัตร ปชช พร้อมรับรองถูกต้อง 3 ฉบับ
พร้อมรูป 1 นิ้วครึ่ง รวม 3 บาน ไปให้พี่หลั่น-รัตนาพร ที่เชียงราย ด้วยนะครับ
เพื่อทำบอร์เดอร์พาส ไปเชียงตุง
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #89 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 10:57:01 »

หนังสือของสำนักพิมพ์เคล็ดไทย ครับ

รับการสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ตลอด 24 ชั่วโมง หากติดต่อบริษัทรบกวนทุกท่านติดต่อในเวลาทำการ จันทร์ - ศุกร์ ช่วงเวลา 9.00 - 17.00 น.  โทรสอบถามได้ที่ 02-2259536-39 ต่อ 11,22 E-mail: kledthai@kledthai.com ตอบอีเมล์ทุกๆ วันภายในเวลาทำการ 
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #90 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 12:57:29 »

รายละเอียดหนังสือ
ISBN : 9789743158025 (ปกอ่อน) 392 หน้า
ขนาดรูปเล่ม : 145 x 210 x 23 มม.
น้ำหนัก : 465 กรัม
เนื้อในพิมพ์ : ขาวดำ
ชนิดกระดาษ : กระดาษถนอมสายตา
สำนักพิมพ์ : ศยาม, สนพ.
เดือนปีที่พิมพ์ : 11/2012
เนื้อหาโดยสังเขป
    นี่คืองานเขียนจากศึกษาธิการคนแรกแห่ง "สหรัฐไทยเดิม" หรือ "เชียงตุง" เป็นบันทึกการเดินทางเที่ยวชมเชียงตุง แคว้นฉาน และพม่า ในปี พ.ศ. 2483 โดยเล่าเรื่องราวที่ได้พบเห็นเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอย่างออกรส การเดินทางเริ่มจากเชียงราย เข้าสู่เมืองเชียงตุง ผ่านเมืองสำคัญในรัฐฉาน อาทิ ตองกี กะลอ แล้วเข้าเขตพม่าเพื่อเที่ยวชมแรงกูน หรือย่างกุ้ง ตองอู พะโค มัณฑเลย์ จากนั้นเดินทางกลับมาชมเมืองสำคัญในรัฐฉาน อาทิ สิป๊อ แสนหวี เมืองกึ๋ง ลายข้า เป็นต้น

    ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เขียนได้บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงตุง โดยอาศัยข้อมูลจากเอกสารพื้นเมืองและเอกสารหลายชาติหลายภาษา ตั้งแต่กำเนิดการเกิดขึ้นของเชียงตุง จนถึงลำดับกษัตริย์และเหตุการณ์สำคัญในแต่ละรัชสมัย รวมทั้งเรื่องราวของเจ้าฟ้ามสหาเทวีหลายพระองค์ ความสัมพันธ์ของเชียงตุงกับไทย พม่า และอังกฤษ ตลอดจนนำเสนอภาพของเชียงตุง และแคว้นสาละวินในแง่มุมต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนควรค่าแก่การศึกษา และสามารถใช้อ้างอิงได้เป็นอย่างดีสารบัญ
บทที่ 1 เชียงตุงหรือเขมรัฐนคร
บทที่ 2 ละว้าสร้างบ้าน
บทที่ 3 เม็งรายแปลงเมือง
บทที่ 4 ผู้ครองนครเชียงตุง
บทที่ 5 คดีฆาตกรรมเจ้าฟ้า
บทที่ 6 เชียงตุงกับเมืองไทย
บทที่ 7 เชียงตุงใต้แอกพม่า
บทที่ 8 อังกฤษเข้าเมือง
บทที่ 9 ผู้ครองสาละวิน
บทที่ 10 ผู้ครองสาละวิน
บทที่ 11 อนาคตของเชียงตุงและแคว้นสาละวิน
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #91 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 13:36:32 »

วิธีเที่ยวเชียงตุง  
  โดย ผศ.เบญจพงษ์ พรนิมิตร

สวัสดีครับ
 นำข้อมูลการเดินทางไปเชียงตุงมาฝาก  หากต้องการเดินทางไปเอง

เริ่มต้นจากด่านแม่สาย  ให้ทำเรื่องออกจากแผ่นดินไทย  ใช้บัตรปชช (ตัวจริง) + เงิน 30 บาท
เมื่อเข้าเขตพม่าแล้ว  ขณะที่อยู่กลางสะพาน ก่อนที่จะถึงจุดเก็บเงินค่าเข้าพม่า 10 บาท  (ขาไปอยู่ทางด้านขวามือ) จะเห็นป้ายเป็นภาษาอังกฤษเขียนว่า   TOURIST INFORMATION CENTER (คล้ายๆว่าอย่างนี้)
ให้เดินเข้าไป  เอกสารที่ใช้มี  บัตรปชช (ตัวจริง) สำเนาบัตร ปชช 1  แผ่น  รูป 1 นิ้ว 3 ใบ + เงิน 500 บาท
จากนั้นเขาจะถามเราว่ามีคนขับรถให้แล้วหรือยัง  ถ้ายังเขาก็จะมีบริการเรียกให้  
ถ้าไป 4 คนจะสะดวกเพราะว่าเหมารถไปได้เลย 4 คน x 500 บาท
ถ้าไปไม่ถึง 4 คน  แนะนำว่าให้นั่งรถ มอเตอร์ไซค์ (10 บาท)  ไปคิวรถ  เพื่อรอสมทบกับคนอื่นๆ (ถ้ามี)
 
ผมใช้บริการของคนไทยใหญ่ที่ชื่อว่า  ซาย  วิน  หม่อง  เยี่ยมมากเลยครับ
เบอร์โทร  (เมืองไทย)  081-7962763  ถ้าเขาอยู่เชียงตุงจะไม่สามารถติดต่อได้  ให้ลองโทรในอีกวันหนึ่ง
แนะนำว่า  ไป 3 วัน 2  คืน  กำลังดี  ผมพักที่โรงแรม แสงทิพย์  คืนละ 500 บาท  ห้องพัก  OK
ค่าใช้จ่ายทุกอย่างแค่คนละ 3000 บาท ว่างๆ  ลองไปเที่ยวดูนะครับ  หากชอบแนว เก่าๆ  ศิลป  วัฒนธรรม
 
BEN

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย me141
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #92 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2557, 13:52:47 »

อัพเดทครับ.....

1. พี่ติ๋ม - ธิดา 09 ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
2. พี่อ้วน -  จิรศักดิ์  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
3. เหยง พิเชษฐ์ 16 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
4. ประทาน 14 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
5. แต๊ก-ศิริวรรณ 20 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
6. ผ่อง 14  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
7. ดนัย 12  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
8. แอ 14  นกแอร์ ถึง   + มัดจำแล้ว
9. ขิม 14  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
10. พี่สิงห์ ศิริวรรณ 12 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
11. พี่ณัฐิมาศ 12 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
12. พี่แดงดารณี 12 ซื้อตั๋วบิน แล้ว จ่ายมัดจำแล้ว
13. ลูกสาวพี่แดง ซื้อตั๋วบิน แล้วจ่ายมัดจำแล้ว
14. พี่หนุ่ย บุญเพิ่ม 12 ซื้อตั๋วบินแล้ว
15. พี่แอ๋ว จีระ 12 ซื้อตั๋วบินแล้ว
16. พี่บี้ พรพินิจ 12 ซื้อตั๋วแล้ว
17. พี่หลั่น 14 มัคคุเทศน์ของทริ๊ปนี้
18. พี่อ้อย 14 ซื้อตั๋วบินแล้ว
19. พี่หน่า 14 ซื้อตั๋วบินแล้ว
20. อภิรดี จิ๋ม 30 มัดจำแล้ว
21 ฉัตรแก้ว อ้อ มัดจำแล้ว
22. พี่สุดใจ 12
23. พี่กุ้ง 14 ซื้อตั๋วบินแล้ว
24. พี่ตั้ง 14 ซื้อตั๋วบินแล้ว
      บันทึกการเข้า
Dtoy16
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: อักษรศาสตร์
กระทู้: 1,420

« ตอบ #93 เมื่อ: 14 ตุลาคม 2557, 09:18:31 »

             น้องเริง คุณเหยง น่าสนุกน่ะค่ะ ทริปนี้จะตามรอยที่น้องเริงหามาให้อ่าน? เดี๋ยวต้องมีทริปหน้าเชียงตุง 2 แน่
      บันทึกการเข้า

เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #94 เมื่อ: 14 ตุลาคม 2557, 11:40:08 »

ครับ

อีกสองปีจะไปอีกครั้ง  แต่คงเปลี่ยนไปมากแน่
 
ไปปี 56 ยังไม่มีรัานสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชม. ปีที่พวกเราจะไปครั้งนี้อาจมีแลัวก็ได้

ไม่มีร้านขายของทึ่ระลึก "เสื้อไปมาแล้วเชียงตุง"

นอกจากนั้นไฟฟ้าจะดับ 4 ทุ่ม โรงแรมบางแห่งใช้ปั่นของตนเอง  

ครั้งที่ไปไม่มีไฟฟ้าหลัง 4 ทุ่ม พนักงานใหัเทียนไขและไม้ขีดตอนติดต่อเข้าพักเลย
 
โรงแรมนั้นคือที่เป็นหอหลวงเก่า

ที่กาดหลวงตอนเช้าคนมาก  คนเชียงตุงมาทานอาหารเช้าที่นี่  คงไม่นิยมทานที่บ้าน



ไม่เห็นมีอาหารสดที่จะซื้อกลับได้เลย มึแต่ร้านขายทอง

เครื่องเขินมีทำอยู่แห่งเดียวแล้ว


ส่วนเครื่องปั้นจะเป็นเตา กระเบืัองหลังคา


 มีช่างตีมีด ให้ได้ชมกัน


แต่ละวัดจัดสร้างมานานมากราว  600 - 700 ปี

ข้อสำคัญงามทุกวัด
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #95 เมื่อ: 14 ตุลาคม 2557, 12:41:12 »

อ้างถึง
ข้อความของ Dtoy16 เมื่อ 14 ตุลาคม 2557, 09:18:31
             น้องเริง คุณเหยง น่าสนุกน่ะค่ะ ทริปนี้จะตามรอยที่น้องเริงหามาให้อ่าน? เดี๋ยวต้องมีทริปหน้าเชียงตุง 2 แน่

ไปไม่ได้ ฝากตังส์ไปเที่ยวแทนก็ได้นะครับ
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #96 เมื่อ: 14 ตุลาคม 2557, 12:44:26 »

เชื่อว่า ในอนาคต พม่าคงต้องยอมให้เชียงตุงมีพัฒนาการขึ้น

ไปตอนนี้เหมือนยังไปในช่วงเป็นเมืองเก่า
เพราะหากพัฒนาแล้ว ยังไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
จะคงรูปแบบเดิม หรือพัฒนาไปแบบกู่ไม่กลับ
ดังเช่นหลายๆเมืองของลาว ที่ให้ทุนจีนเข้าไปพัฒนาเพื่อเป็นเมืองคาสิโน+ท่องเที่ยว
ซึ่งเปลี่ยนโฉมเมืองไปแบบคนละทิศเลย ก็มีเกิดขึ้นมาให้เห็นแล้ว
จนเสียอัตตลักษณ์ของเมืองเก่าไป
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #97 เมื่อ: 14 ตุลาคม 2557, 15:22:14 »

ครับ เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ไม่เหมือนเดิมแน่  เช่นที่เมืองลา มีบ่อนฯซะแล้ว

เชียงตุง ที่เป็นอาคารเก่า มีหอของเจ้านายเชียงตุงเท่าที่เห็นเหลือ 2
  


 แห่งนี้ทำเป็นห้องพักแล้ว


 บ้านพักจอมพลผิน 1


 และประตูเมือง 1


ริมหนองตุง บ้านพักเปิดเป็นร้านเล็กๆ ขายกาแฟ ชา ในยามค่ำ ไม่เห็นมีร้านใหญ่กว่านี้



2 ภาพนี้ของท่านอื่น

 รวมทั้งรถยนต์เห็นไม่กี่คันเลย

      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #98 เมื่อ: 14 ตุลาคม 2557, 21:19:31 »

รวบรวมจากในไลน์ที่พี่อ้อย โพสต์ไว้ครับ

เบอร์โทร สมาชิกทริปเชียงตุง
  1.อ้อย 085-000-8077
  2.แอ   081-458-2900
  3. ขิม  086-530-9876
  4.หน่า  087-005-5357
  5. ผ่อง 084-156-1685
  6.พี่ติ๋ม 081 826 9571
  7.หนูจิ๋ม 085 100 8558
 8.พี่สิงห์ ศิริวรณ 081 234 1294
 9.หลั่น 081 884 5508
10. ประทาน 081 831 6373
11.แต๊ก ศิริวรรณ 081 413 9001
12.พี่หนุ่ย 081-398 8633
13.พี่ณัฐิมาศ(สาวิตรี)081 868 1781
14.พี่แอ๋ว จีระ081-8152598
15.พี่สุดใจ 089-4497010
16.เหยง-พิเชษฐ์ 081-533 1951
17.กุ้ง 090 -198 -7058
18.ตั้ง ศิริชัย 085 900 5829

ที่เหลืออีก 6 ท่านน่าเป็นสมาชิกในครอบครัว
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #99 เมื่อ: 17 ตุลาคม 2557, 21:54:07 »

สมาชิกผู้เริ่มเดินทางได้จองตั๋วเครื่องบิน ดอนเมือง-เชียงราย ไป 23 มค. กลับ 27 มค. 58 เป็นที่เรียบร้อย
พร้อมชำระเงินมัดจำเพื่อให้พี่หลั่นไปดำเนินการ ในการจัดทัวร์-รถสำหรับเดินทาง-จองที่พัก งวดแรก 4,000 แล้ว
ต่อไป ขอเชิญสมาชิกจัดส่งสำเนาบัตรประชาชนพร้อมรับรองถูกต้องและภาพถ่าย นิ้วครึ่ง รวม 3 ชุด
ส่งไปให้พี่หลั่น-รัตนาพร ภายในเดือนนี้ด้วยครับ
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #100 เมื่อ: 17 ตุลาคม 2557, 21:57:31 »

ที่อยู่ ที่ใช้ส่งเอกสาร......

รัตนาพร เศรษฐกุล
120/99 หมู่บ้านปาล์มสปริงส์
ถนน มหิดล ตำบลหนองหอย
อำเภอเมือง  เชียงใหม่50000

ขอให้จัดส่งแบบ EMS จะได้ชัวร์ครับ
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #101 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2557, 19:21:20 »

ใน Line เชียงตุง

วิ่งกันละเกิน 100 กระทู้เลย
แต่ในเว็ป เดินไม่เป็น ??
      บันทึกการเข้า
รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #102 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2557, 19:40:06 »

ขณะนีิคณะซีมะโด่งเยือนเชียงตุงมีสมาชิก24ท่านแล้วนะคะ กำลังทะยอยส่งเแกสารเพื่อทำบัตรผ่านแดน ขอบคุณน้องเริงที่โพสข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเชียงตุง ทริปนี้เราเน้นประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ชมวัด เข้าตลาด เยี่ยมหมู่บ้านไตเขิน ไตหลอยปะหล่อง. ชิมอาหารพื้นเมือง
      บันทึกการเข้า

รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #103 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2557, 19:42:18 »

เวปเข้าไม่ได้เลยค่ะ ขอบคุณเหยงที่ส่งเข้าไปที่ไลน์ ให้อภัยนักประวัติศาสตร์ด้วยค่ะ ยังอยู่สมัยกาวิละตีเชียงตุงค่ะ
      บันทึกการเข้า

เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #104 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2557, 19:51:13 »

ผมทบทวนนะครับ
ผู้ที่ส่งเอกสารพร้อมรูปแล้ว มีดังนี้
1.พี่สิงห์
2.พี่แอ
3.เหยง
4.พี่ธิดา
5.พี่อ้วน
6.พี่ประธาน
7.น้องแตีก
8.พี่กุ้ง-ชุติมา
9.พี่สุดใจ
10.พี่ตั้ง
11.น้องฉัตรแก้ว เสสะเวช
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #105 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2557, 09:40:27 »

ผมทบทวนนะครับ
ผู้ที่ส่งเอกสารพร้อมรูปแล้ว มีดังนี้
1.พี่สิงห์
2.พี่แอ
3.เหยง
4.พี่ธิดา
5.พี่อ้วน
6.พี่ประธาน
7.น้องแตีก
8.พี่กุ้ง-ชุติมา
9.พี่สุดใจ
10.พี่ตั้ง
11.น้องฉัตรแก้ว เสสะเวช
12.แฟนของพี่กุ้ง-ชุติมา รับ 2514
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #106 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2557, 15:19:45 »

สนใจไปด้วย  ช้าไปเล็กน้อย

 แจ้งให้พี่หลั่น ทราบแล้ว จะดำเนินการตามข้อกำหนดภายในวันที่ 31 ตุลาคม

ด้วยข้อความนี้โดนใจมากๆ "ทริปนี้เราเน้นประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ชมวัด เข้าตลาด เยี่ยมหมู่บ้านไตเขิน ไตหลอยปะหล่อง. ชิมอาหารพื้นเมือง"

คณะจะได้เยี่ยมชมที่นี่ไหมหนอ...งามมากๆ

      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #107 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2557, 21:09:19 »

ยินดีต้อนรับร่วมคณะครับ
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #108 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2557, 21:19:06 »

อัพเดทครับ.....

1. พี่ติ๋ม - ธิดา 09 ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
2. พี่อ้วน -  จิรศักดิ์  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
3. เหยง พิเชษฐ์ 16 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
4. ประทาน 14 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
5. แต๊ก-ศิริวรรณ 20 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
6. ผ่อง 14  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
7. ดนัย 12  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
8. แอ 14  นกแอร์ ถึง   + มัดจำแล้ว
9. ขิม 14  ซื้อตั๋วบิน + มัดจำแล้ว
10. พี่สิงห์ ศิริวรรณ 12 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
11. พี่ณัฐิมาศ 12 ซื้อตั๋วบิน & มัดจำแล้ว
12. พี่แดงดารณี 12 ซื้อตั๋วบิน แล้ว จ่ายมัดจำแล้ว
13. ลูกสาวพี่แดง ซื้อตั๋วบิน แล้วจ่ายมัดจำแล้ว
14. พี่หนุ่ย บุญเพิ่ม 12 ซื้อตั๋วบินแล้ว
15. พี่แอ๋ว จีระ 12 ซื้อตั๋วบินแล้ว
16. พี่บี้ พรพินิจ 12 ซื้อตั๋วแล้ว
17. พี่หลั่น 14 มัคคุเทศน์ของทริ๊ปนี้
18. พี่อ้อย 14 ซื้อตั๋วบินแล้ว
19. พี่หน่า 14 ซื้อตั๋วบินแล้ว
20. อภิรดี จิ๋ม 30 มัดจำแล้ว
21 ฉัตรแก้ว อ้อ มัดจำแล้ว
22. พี่สุดใจ 12
23. พี่กุ้ง 14 ซื้อตั๋วบินแล้ว
24. พี่ตั้ง 14 ซื้อตั๋วบินแล้ว
25.เริง 20 กำลังทำทุกขั้นตอนก่อนสิ้นเดือนนี้


หมายเหตุ: ลำดับที่ 1-24 น่าจะจองตั๋วและจ่ายมัดจำงวดแรกทั้งหมดแล้ว
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #109 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2557, 21:21:18 »

ผมทบทวนนะครับ
ผู้ที่ส่งเอกสารพร้อมรูปแล้ว มีดังนี้
1.พี่สิงห์
2.พี่แอ
3.เหยง
4.พี่ธิดา
5.พี่อ้วน
6.พี่ประธาน
7.น้องแตีก
8.พี่กุ้ง-ชุติมา 14
9.พี่สุดใจ
10.พี่ตั้ง
11.น้องฉัตรแก้ว เสสะเวช
12.แฟนของพี่กุ้ง-ชุติมา รับ 2514
13.พี่หน่า 14
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #110 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2557, 12:10:12 »

เริง

เตรียมซื้อตั๋ว ดอนเมือง-เชียงราย ไป/กลับ
หากไปเที่ยวเช้า (พี่หลายคนไปเที่ยวนี้) มีรายการทัวร์เมืองเชียงรายด้วย
(พี่ไปเที่ยว 11.15 น.)
ขากลับส่วนใหญ่กลับเที่ยว 19.55 น.
อย่าลืมส่งเงินมัดจำ, สำเนาบัตรและรูป รวม 3 ชุดให้พี่หลั่นอย่างด่วน
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #111 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2557, 15:35:07 »

ครับ

จากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ก่อน และนั่งรถบัสไปเชียงรายยาวถึงแม่สาย เจอกันที่โรงแรมทวีพรฯ ที่พัก

ส่วนกลับ กลับเที่ยวบินเดียวกันครับ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #112 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2557, 16:01:27 »

ภาพนี่คือบ้านแสน ที่คณะจะไปทานอาหารกลางวันในวันที่ ๒๖ มกราคม  ..น้องๆวัดเชียงทอง ที่หลวงพระบาง..นะเนี่ย




                            

ใกล้กันมีบ้านหลังยาวที่อยู่กันหลายครอบครัว..ต่อขยายไปเรื่อยๆๆ

                              

หนึ่งกองไฟเท่ากับหนึ่งครอบครัว..มีจริงเหรอนี่

                              
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #113 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2557, 17:47:07 »

ผมทบทวนนะครับ ณ วันนี้ 25 ตค.57
ผู้ที่ส่งเอกสารพร้อมรูปแล้ว มีดังนี้
1.พี่สิงห์
2.พี่แอ
3.เหยง
4.พี่ธิดา
5.พี่อ้วน
6.พี่ประธาน
7.น้องแตีก
8.พี่กุ้ง-ชุติมา 14
9.พี่สุดใจ
10.พี่ตั้ง
11.น้องฉัตรแก้ว เสสะเวช
12.แฟนของพี่กุ้ง-ชุติมา รัฐ 2514
13.พี่หน่า 14
14.และ15. อจ.ผ่องพรรณ-พี่ดนัย
      บันทึกการเข้า
รัตนาพร14
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21

« ตอบ #114 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2557, 20:51:04 »

ทริปเราไปบ้านแง้กบ้านแสนของไตหลอย ได้ดูวัดสุดอลังการแน่นอนค่ะ
      บันทึกการเข้า

ทราย 16
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,838

« ตอบ #115 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2557, 21:01:44 »

ภาพของน้องเริงและเนื้อหาดี๊ดี ขอบคุณที่แบ่งปันน่ะคะ รอชมภาพค่ะ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #116 เมื่อ: 26 ตุลาคม 2557, 06:43:51 »

อีกสองเดือน....แป๊บเดียว

      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #117 เมื่อ: 26 ตุลาคม 2557, 17:00:59 »

เชียงตุงมีรถไฟ ทานอื่นตามไปดู เมื่อปี ๒๕๕๕

สถานี่เชียงตุงห่างเมืองสามกิโลเมตร มาจากท่าขี้เหล็กจะถึงก่อน ด้านซ้ายมือใกลักับมหาวิทยาลัย ภาพแรกประตูหน้ามหาวิทยาลัย






ป้ายสถานีรถไฟเชียงตุงด้านตะวันออก (มองไปทางตัวเมืองเชียงตุง) มองไปไกล ๆ จะเห็นอาคารสำนักงานโครงการทางรถไฟสายโมเน (เมิงนาย) -เชียงตุงครับ หน้าตาคล้ายสำนักงานชั่วคราวของกรมทางหลวงบ้าน














      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #118 เมื่อ: 26 ตุลาคม 2557, 17:26:38 »

การก่อสร้าง
พม่ายึดที่ดินนับพันเอเคอร์ สร้างทางรถไฟเมืองนาย – เชียงตุง  khonkhurtai : 6 มีนาคม 2553



(SHAN 4 มี.ค. 53) – ทางการพม่ายึดที่ดินในเมืองเชียงตุงนับพันเอเคอร์ ทั้งของสาธารณะและไร่นาชาวบ้าน ใช้เป็นพื้นที่สร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมภาคใต้ – ภาคตะวันออกของรัฐฉาน ด้านชาวบ้านเจ้าของที่ไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ

แหล่งข่าวชาวบ้านเมืองเชียงตุงแจ้งว่า มีที่ดินจำนวนมากทั้งของสาธารณะและเป็นไร่นาชาวบ้าน ซึ่งประมาณการหลายพันเอเคอร์ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทางการพม่ายึด เพื่อนำไปใช้เป็นพื้นที่โครงการสร้างเส้นทางรถไฟระหว่างเมืองเชียงตุง รัฐฉานภาคตะวันออก และเมืองนาย รัฐฉานภาคใต้

พื้นที่ที่ถูกยึดส่วนใหญ่อยู่ในตำบลเก็งพอง, นาคำ, และเชียงคำ ซึ่งชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของที่ดินไม่ได้รับการชดเชยแต่อย่างใด มีเพียงผู้ที่กล้าแสดงตัวไปติดต่อเจ้าหน้าที่เท่านั้นที่พอได้รับเงินชดเชยบ้าง อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่กล้าไปติดต่อเนื่องจากไม่สามารถพูดภาษาพม่าได้

ก่อนหน้านี้สื่อของรัฐบาลทหารพม่ารายงานว่า ทางการมีโครงสร้างเส้นทางรถไฟในรัฐฉาน เชื่อมจากเส้นทางเดิมเพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่เส้นทางเมืองน้ำจ๋าง – เมืองสี่ป้อ (ภาคใต้สู่ภาคเหนือ) ระยะทางประมาณ 250 กม. / เมืองน้ำจ๋าง – เมืองเชียงตุง (ภาคใต้สู่ภาคตะวันออก) ระยะทางประมาณ 330 กม. และเมืองล่าเสี้ยว – เมืองหมู่แจ้  (รัฐฉานภาคเหนือ) รวมระยะทางราว 170 กม. ทั้งนี้ ทางการพม่าอ้างว่าสร้างเพื่อใช้ขนส่งมวลชนและการพาณิชย์

สำหรับโครงการเส้นทางรถไฟระหว่างเมืองนาย – เชียงตุง มีกำหนดผ่าน เมืองลางเคอ, เมืองปั่น, (รัฐฉานภาคใต้) เมืองโต๋น, เมืองสาด, เมืองโก๊ก, และเมืองพยาก (รัฐฉานภาคตะวันออก)

มีรายงานว่า ขณะนี้ทางการพม่าได้ลงมือดำเนินการก่อสร้างอาคารสถานี้รถไฟสายนี้แล้ว อยู่ระหว่างตำบลเก็งพอง – นาคำของเมืองเชียงตุง ไม่ไกลจากมหาวิทยาวิทยาลัยของเมืองเชียงตุงมากนัก โดยมี นายจายติ๊บ นักธุรกิจในท้องที่ เป็นผู้ทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง โดยวัสดุส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศไทย

นอกจากนี้ ทางการพม่ากำลังเตรียมสร้างสะพานเส้นทางรถไฟ ข้ามแม่น้ำสาละวิน ใกล้กับสะพานท่าซาง อยู่ระหว่างเมืองโต๋น – เมืองปั่น เพื่อใช้เป็นสะพานเชื่อมเส้นทางรถไฟสายเมืองนาย – เชียงตุง อีกด้วย

ไม่นานก่อนหน้านี้ หนังสือนิวไลท์ออฟเมียนมาร์ สื่อกระบอกเสียงรัฐบาลทหารพม่า รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา พล.ท.มินอ่องหล่าย รมต.กลาโหมของพม่า ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟที่เมืองเชียงตุง ด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟในรัฐฉานของทางการพม่า ได้ถูกนักวิเคราะห์มองว่า มีเป้าหมายเพื่อใช้ในด้านการทหารมากกว่าการพาณิชย์ โดยให้สังเกตุได้จากรถไฟในรัฐฉานปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้ในด้านการทหารมากกว่าการขนส่ง มวลชนและการค้า


 
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #119 เมื่อ: 26 ตุลาคม 2557, 17:32:19 »

เชียงตุงมีการพัฒนาขึ้น ความเป็นเมืองเก่า วิถีชิวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงแน่



      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #120 เมื่อ: 26 ตุลาคม 2557, 20:16:10 »

ผมทบทวนนะครับ ณ วันนี้ 26 ตค.57
ผู้ที่ส่งเอกสารพร้อมรูปแล้ว มีดังนี้
1.พี่สิงห์
2.พี่แอ
3.เหยง
4.พี่ธิดา
5.พี่อ้วน
6.พี่ประธาน
7.น้องแตีก
8.พี่กุ้ง-ชุติมา 14
9.พี่สุดใจ
10.พี่ตั้ง
11.น้องฉัตรแก้ว เสสะเวช
12.แฟนของพี่กุ้ง-ชุติมา บัญชี 2514
13.พี่หน่า 14
14.และ15. อจ.ผ่องพรรณ-พี่ดนัย
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #121 เมื่อ: 27 ตุลาคม 2557, 10:37:19 »

  มีเรื่องเกี่ยวข้องเล็กน้อย

จากหนังสือ"พม่าเสียเมือง" บทประพันธ์ของท่านคึกฤทธิ์ ปราโมช  เป็นการเสียเมืองพม่าในกษัตริย์องค์นี้

“เต็งเส่ง”  ทูลเชิญเชื้อพระวงศ์พระเจ้าธีบอ กลับประเทศ




มุมไบ (เอเอฟพี) - ประธานาธิบดีเต็งเส่งแห่งพม่า ได้กลายเป็นผู้นำประเทศคนแรกที่ไปเยี่ยมเยือนสุสานของกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของประเทศ ที่ทรงลี้ภัยอยู่ในอินเดียเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ประธานาธิบดีได้ถวายสักการะสุสานสถานของพระเจ้าธีบอ (Thibaw) ที่เมืองรัตนกิริ (Ratanagiri/รัตนคีรี) ทางตะวันตกอินเดีย
      
       “การเยี่ยมเยือนดังกล่าวเป็นไปภายใต้อารมณ์ความรู้สึก” เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นผู้หนึ่งบอกกับสำนักข่าวเพรสทรัสต์แห่งอินเดีย และยังเปิดเผยด้วยว่า ระหว่างการไปเยือนเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ประธานาธิบดีได้ทูลเชิญบรรดาเชื้อสายพระวงศ์ของอดีตกษัตริย์ ให้กลับไปพม่าอีกด้วย
      
       ผู้นำพม่าเดินทางจากเมืองมุมไบไปยังรัตนคีรีที่อยู่ห่างออกไปราว 300 กิโลเมตร โดยเฮลิคอปเตอร์
      
       พระเจ้าธีบอทรงสิ้นสุดการครองราชย์ในปี พ.ศ.2428 หลังจากทรงจำนนต่อกองกำลังอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งเวลาต่อมา ได้นำกษัตริย์พม่าพร้อมพระมเหสี เสด็จไปทรงพำนักอยู่ในรัตนคีรี แหล่งที่เสด็จสวรรคต
      
       เจ้าหน้าที่พม่ากล่าวกับเอเอฟพีในวันศุกร์ว่า ประธานาธิบดีเต็งเส่งเป็นผู้นำพม่าคนแรกที่ไปสักการะสุสานกษัตริย์ธีบอ ที่ทรงพ่ายแพ้สงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าครั้งที่ 3 และประเทศนี้ตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษมาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2491
      
       ระหว่างทรงพำนักในอินเดีย อังกฤษได้ถวายพระตำหนักที่ดูดีมาก แด่พระเจ้าธีบอกับพระราชินีศุภยลัต (Queen Supayalat) ถึงแม้ว่าทั้งสองพระองค์จะไม่ได้รับอนุญาตให้ไปไหนมาไหนก็ตาม นายตั๊นมิ้นอู (Thant Mynt-U) กล่าวถึงเรื่องนี้ในหนังสือ “แม่น้ำแห่งรอยเท้าที่สูญหาย” (The River of Lost Footsteps) ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พม่า
      
       อดีตกษัตริย์เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2459 หลังจากทรงมีพระอาการพระหทัยวาย และหลังจากนั้น เชื้อพระวงศ์ส่วนหนึ่งได้เดินทางกลับพม่า แต่อีกส่วนหนึ่งยังคงอาศัยอยู่ในอินเดียต่อมา
      
       นายตั๊นต์มิ้นต์อู กล่าวถึงการเยือนสุสานของประธานาธิบดีเต็งเส่งก่อนหน้านี้ว่า เป็นการเยือนที่มีความสำคัญมากในเชิงสัญลักษณ์
      
       “กษัตริย์ทรงเป็นศูนย์รวมของรัฐเก่า ความพ่ายแพ้ของพระองค์นับเป็นการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ที่มีอายุนับพันปี รวมทั้งทำลายระบบการปกครอง กับระบบขุนนางลงด้วย”
      
       ในปี พ.ศ.2505 พม่าได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายทหาร ซึ่งผู้นำฝ่ายทหารได้ยกเลิกอำนาจของกษัตริย์ในช่วงก่อนยุคอาณานิคม
      
       เต็งเส่งซึ่งเป็นอดีตนายพลผู้หนึ่ง แต่เมื่อได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2554 ได้ทำการปฏิรูปพม่าอย่างใหญ่โต ได้ไปเยี่ยมสักการะสุสานดังกล่าว หลังเข้าร่วมการประชุมหารืออย่างเป็นทางการกับบรรดาผู้นำของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้เป็นเวลา 2 วัน ในกรุงนิวเดลี และเมืองมุมไบ
      
       เว็บไซต์ในพม่าแห่งหนึ่งรายงานเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว โดยอ้างการเจรจาระหว่างสองฝ่ายว่า ทางการอินเดียกำลังจะฟื้นฟูบูรณะสุสานสถานที่ทรุดโทรมของพระเจ้าธีบอขึ้นใหม่.




ภาพที่เผยแพร่โดยสำนักงานข่าวสารอำเภอรัตนคีรี ประธานาธิบดีพม่าเต็งเส่งมอบเงินกับของขวัญแด่เชื้อพระวงศ์พระเจ้าธีบอที่ยังอาศัยอยู่ในอินเดียสืบมา ทั้งยังเชื้อเชิญให้กลับไปพม่าด้วย สำนักข่าวเพรสทรัสต์แห่งอินเดีย รายงาน. - AFP Photo/ Prasad Joshi/DIO Ratnagiri.

ข่าวไม่ได้แจ้งว่าพวกเขาจะกลับไปพม่าหรือไม่  

      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #122 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2557, 13:46:04 »

100 ปีผ่านไปแล้ว
การกลับไปพม่า ก็อาจจะมีปัญหาในการปรับตัว
ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นคุ้นเคยกับวัฒนธรรมของเมืองรัตนบุรีไปแล้ว
อีกทั้งการกลับต้องได้รับการตอบสนองจากสังคมชาวพม่า
และรัฐบาลต้องช่วยอุ้มชูด้วย จึงจะพอปรับตัวได้
เป็นเรื่องยากในการตัดสินใจ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #123 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2557, 16:46:57 »

จากคำสัมภาษณ์ของเจ้านางสุคันธา ( ณ เชียงตุง ) ณ เชียงใหม่

เหตุการณ์เมือเกือบร้อยปีมาแล้ว

".........ที่เชียงตุงมีงานเทศกาลบ้างไหมค๊ะ.....

 แต่ละปีจะมีงานอยู่สองครั้ง งานหนึ่งคืองานที่โป่งน้ำร้อน ซึ่งอยู่ไกล้กับเมืองไทยห่างจากเวียงมาก

ประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ที่นั่นจะมีบ่อน้ำร้อนอยุ่สามบ่อ แต่ละบ่อกว้างเท่าห้องห้องหนึ่ง ขนาดใหญ่กว่าบ่อน้ำร้อนที่เชียงใหม่.....
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #124 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2557, 16:57:15 »

เวลาที่น้ำเดือดแต่ละครั้งฟองอากาศจะกระเด็นสูงขึ้นไปเป็นเมตรแล้วไปตกลงใน ร่องที่เขาทำรองไว้

นอกจากนั้นเขายังทำร่องไว้อีกร่องหนึ่งเป็นร่องน้ำเย็นที่รองมาจากบ่น้ำอีก

แห่งหนึ่งต่อลงมายังที่อาบน้ำที่ทำเอาไว้ซึ่งหางจากบ่อน้ำร้อนประมาณกิโลเมตรหนึ่งได้

แล้วน้ำร้อนกับน้ำเย็นก็จะมาผสมกันพอดี

เจ้าพ่อโปรดให้สร้างห้องอาบน้ำสำหรับข้าราชบริพาร สามห้อง สำหรับเจ้าพ่อหนึ่งห้อง
สำหรับพวกเราผู้หญิงหนึ่งห้อง สำหรับราษฎรอีกหนึ่งห้อง

ห้องอาบน้ำไม่ได้ทำแบบหรูหราอะไรเพียงแต่ใช้ฟากไม้ไผ่มาทำเป็นฝากั้นพลับพลา

ภายในนั้นทำเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ลึกแค่เอว ใครมีชุดอาบน้ำก็ใส่รวมกันเป็นงานหน้าหนาวที่ใหญ่โต

และมีการละเล่นสนุกๆหลายอย่าง พอตกกลางคืนมีหนังมีละครตอนกลางวันมีซอ บางปียาวนานถึงเจ็ดวันบางปีก็ห้าวัน

แต่ถ้าปรกติไม่มีงานฉันกับน้องๆจะขับรถ ยนต์ไปที่นั่นด้วยตัวเองบ่อยๆ พอถึงเดือนห้าจะมีงานบอกไฟ เหมือนบ้องไฟ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #125 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2557, 17:00:00 »

ตามเส้นทางกลับ ออกจากเชียงตุงไปแม่สาย ได้มีโอกาสแวะ "โป่งน้ำร้อน " แห่งนี้

ที่บ้านหล้าว เมื่อไปเชียงตุงในกลางปี ๒๕๕๖

น้ำร้อนไม่พุ่งแล้ว  มีห้องอาบน้ำ (ไม่ได้ถ่ายภาพไว้) และน้ำยังคงร้อนตัมไข่สุก




      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #126 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2557, 14:55:20 »

อากาศวันนี้ที่เชียงตุง

วันพุธที่ 29 ตุลาคม
พายุฟ้าคะนอง. สูงสุด 27° C.
 
 วันพุธตอนกลางคืน
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. ต่ำสุด 12° C.
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #127 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2557, 20:33:45 »

โอ เค
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #128 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2557, 09:13:47 »

ภาพเก่าเชียงตุง

เจ้าจายหลวง เจ้าฟ้าลำดับที่ ๔๘ พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์มังราย แห่ง เชียงตุง"



เจ้าจายหลวง ประสูติในปี พ.ศ. 2470 พระราชบุตรในเจ้าฟ้ากองไท เจ้าฟ้าแห่งเชียงตุง ราชบุตรในเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง ส่วนพระมารดาคือเจ้านางจ่ายุ้นท์ เจ้าจายหลวงมีพระพี่น้องด้วยกัน 5 พระองค์ ส่วนพระมหาเทวีของพระองค์ คือ เจ้านางจันแก้วมหาเทวี มีพระทายาทด้วยกัน 2 องค์

เจ้าพ่อคือเจ้าฟ้ากองไท ได้ถูกลอบปลงพระชนม์ตั้งแต่เจ้าจายหลวงยังพระเยาว์อยู่ เมืองเชียงตุงจึงมีผู้สำเร็จราชการแทน

เจ้าจายหลวงได้ไปศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ปีต่อมาจึงได้บวชเป็นเจ้าส่างที่วัดหัวข่วงเป็นเวลา 15 วัน ต่

ในปี พ.ศ. 2484-2490 เจ้าจายหลวงไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2490 ได้ราชาภิเษกเป็นเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง แต่ต่อมาภายหลังใน พ.ศ. 2502
เจ้าจายหลวงได้สละพระยศเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงตามข้อตกลงของพม่า
โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2505 นายพลเนวิน ได้ยึดอำนาจการปกครองพม่า และได้ดำเนินนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการยกเลิกระบอบเจ้าฟ้า โดยเจ้าจายหลวงได้ถูกคุมองค์ไปคุมขัง ณ กรุงย่างกุ้ง เป็นเวลา 6 ปี
และหลังจากนั้นมา ทางการพม่าก็ให้เจ้าจายหลวงประทับอยู่ในกรุงย่างกุ้งต่อมา จนสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 14 กันยายน  2540


      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #129 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2557, 09:15:55 »

ไม่มีคำบรรยายจากต้นฉบับ







      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #130 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2557, 09:44:49 »

เจ้าสุรินทร์ และ เจ้าแสนดา หลานของเจ้าแสนเมือง
ที่เกิดและโตในแคนาดาประเทศที่เจ้าเชียงตุงส่วนใหญ่ไปลี้ภัย






      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #131 เมื่อ: 31 ตุลาคม 2557, 20:04:39 »

อากาศที่เชียงตุง วันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์นี้

Forecast as of 06:30 AM MMT วัน ตุลาคม 31, 2014

 วันศุกร์
พายุฟ้าคะนอง. สูงสุด 28° C. 
 วันศุกร์ตอนกลางคืน
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. ต่ำสุด 22° C.
 
 วันเสาร์
พายุฟ้าคะนอง. สูงสุด 29° C. 
 วันเสาร์ตอนกลางคืน
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. ต่ำสุด 14° C.
 
 วันอาทิตย์
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. สูงสุด 29° C. 
 วันอาทิตย์ตอนกลางคืน
หมอกคลุม. ต่ำสุด 13° C. 
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #132 เมื่อ: 01 พฤศจิกายน 2557, 16:43:20 »

ดำเนินการ สามอย่างแล้ว

ส่งไปรษณีย์ด่วนสำเนาบัตรประชาชนและรูป อย่างละสาม




โอนเงินงวดแรกสี่พันบาท



ซื้อบัตรโดยสารกลับจากเชียงราย ๒๗ มกราคม ๕๘

      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #133 เมื่อ: 01 พฤศจิกายน 2557, 16:59:00 »

จะต้องดำเนินการโอนเงินงวดสอง ๔,๙๐๐ บาท และจองตั๋วรถไฟตู้นอน เตียงล่างไปเชียงใหม่ ขบวนด่วนนครพิงค์  ล่วงหน้าภายในเวลา ๖๐ วัน

 คาดว่าวันที่ ๒๔ เดือนนี้คงเสร็จเรื่องรถไฟ


และเมื่อถึงเชียงตุง จะได้สู่บรรยากาศอดีตของหัวเมืองตอนเหนือของไทย ก่อนพ.ศ. ๒๕๐๐

บางท่านได้กล่าวว่าเชียงตุงถูกสต๊าปไว้
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #134 เมื่อ: 02 พฤศจิกายน 2557, 20:36:21 »

ไม่ได้เข้ามาในห้องนี้หลายวัน
มีทั้งงานกฐิน งานศพ
เดี่ยวตามข้อมูลของน้องเริงและทุกคนก่อนครับ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #135 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2557, 13:21:13 »

รายการทัวร์นี้ไปเมืองลา ด้วย โดยห่างจากเชียงตุง 90 กม.



              เมืองลา เป็นเขตปกครองพิเศษที่ 4 ของพม่า  ประเทศพม่ามีการปกครองแบบเผด็จการ โดยทหารมีอำนาจสูงสุด  แบ่งการปกครองออกเป็น  7 รัฐ  7  มณฑล  4  เขตปกครองพิเศษ  เขตปกครองพิเศษเมืองลา เป็นเขตพิเศษกว่าเขตอื่นๆ เพราะไม่มีทหาร  ตำรวจ ของพม่า  ที่นี่พูดภาษาจีนไม่พูดภาษาพม่า  ใช้เงินหยวน  ไม่ใช้เงินจ๊าดของพม่า  และไม่ใช้กฎหมายของพม่า แต่ใช้กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ของเมืองลาโดยตรง  จึงมีคำกล่าวของคนพม่าว่า  ถ้าจับผู้หญิงข่มขืน จะติดคุกแค่วันเดียวรุ่งขึ้นนำไปประหารชีวิตเลย  ก่อนประหารชีวิตนั้นจะมีการนำคนผิดแห่ไปรอบเมืองก่อนเพื่อประจาน ที่สำคัญคนที่โดนประหารชีวิตนั้นจะได้กินทุกอย่างที่ขอไว้ เช่นเมื่อแห่รอบเมืองผ่านร้านอาหารใด ผู้ทำผิดอยากกินร้านนั้น  ร้านดั่งกล่าวก็ต้องให้กิน การประหารชีวิตนั้นจะใช้การยิงเป้าเพียง 3 นัดเท่านั้น ในกรณีที่ไม่ตายรัฐจะรักษาให้ เพราะถือว่ายิง 3 นัดแล้วไม่ตาย  ส่วนการขโมยของผู้อื่นจะถูกตัดนิ้วทิ้ง  หรือทะเลาะเบาะแว้งกัน ตำรวจจับปรับทั้งคู่ ฝ่ายละ 25,000 บาทเงินบาทนะครับ

                   

            เมืองลา มีประวัติศาสตร์การต่อสู้กับทหารพม่ามายาวนานนัก  โดยมีจีนอยู่เบื้องหลังการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ตลอด ต้องยอมรับว่าประเทศพม่านั้นมีชนกลุ่มน้อยเป็นจำนวนมาก ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับพม่าเช่น  กะเหรี่ยง  ไทยใหญ่   หรือแม้แต่กลุ่มว้า  แต่กองกำลังติดอาวุธเมืองลา  ถือว่า  ได้บรรลุผลสำเร็จที่สามารถเจรจาวางอาวุธและ แบ่งเป็นเขตปกครองพิเศษได้   โดยจีนเป็นสปอนเซอร์ใหญ่นั้น  เมื่อปี  พ.ศ. 2534  มีนาย จาง ซี โฟ  หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธเมืองลา  เข้าร่วมเจรจาและได้เป็นเจ้าเมืองปกครอง เป็นคนแรกของเขตปกครองพิเศษเมืองลา  

             ดังนั้นเมืองลาจึงเป็นดินแดนของพม่า  แต่ปกครองโดยจีน  ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา  น่าสนใจมากเลย


      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #136 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2557, 13:45:18 »

 เมื่อถึงเชียงใหม่ ก่อนไปเชียงราย แม่สายและเชียงตุง หากมีเวลาจะแวะชม 2 แห่งนี้คือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดเกตและตามมาด้วยชมที่นี่ซึ่งเป็นบ้านพักเก่าของนายหลุยส์  ลูกชายของแหม่มแอนนา ที่ย่านวัดเกต ริมแม่น้ำปิง เลยสันป่าข่อยไปนิด ก่อนข้ามแม่น้ำปิง ซึ่งย่านเก่าของเมืองเชียงใหม่ เคยเป็นย่านการค้า สินค้ามาทางทางน้ำ และทางรถไฟ

ในหนังสือลูกผู้ชายชื่อนายหลุยส์  
 
หลุยส์ได้พักที่นี่เมื่อมาทำงานที่เชียงใหม่ หนังสือกล่าวถึงการดำเนินชีวิตของเขาที่บ้านหลังนี้




"ย้อนอดีตไปเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ในสมัยที่เชียงใหม่ยังอุดมไปด้วยป่าไม้สัก และมี “บริษัทอีสบอร์เนียว จำกัด” ของต่างชาติมารับสัมปทานทำป่าไม้

ในเชิงพาณิชย์โดยถูกกฎหมาย บริษัทอีสบอร์เนียวฯ ได้มาสร้างออฟฟิศแห่งแรกในเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2432(ค.ศ. 1889)

ในปีเดียวกันนี้บ้าน 137 เสา(ดั้งเดิม) ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นบ้านพักของ “คุณหลุยส์ ลีโอโนเว่นส์”

เหตุที่บ้านหลังนี้ได้ชื่อว่า บ้าน 137 เสา ก็เพราะบ้านนี้มีเสามากถึง 137 ต้นด้วยกัน

   บ้าน 137 เสา ถูกใช้เป็นบ้านพักของผู้จัดการบริษัทอีสบอร์เนียวฯ มาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2470(ค.ศ. 1927)

กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาควบคุมเชียงใหม่ ทำให้ผู้จัดการบริษัทอีสบอร์เนียวฯในยุคนั้นต้องหลบหนีไปอยู่พม่า และปล่อยบ้านทิ้งไว้                            

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณวิลเลี่ยม เบน(บิดาของลุงจรินทร์(แจ็ค) เบน ผู้เป็นหัวแรงสำคัญในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วัดเกตุ ได้เข้ามาซื้อบ้านหลังนี้ และสร้างครอบครัวอยู่ที่นี่

ผ่านมาในปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ.2002) “คุณพนิดา วงศ์พันเลิศ” ได้เดินทางมาพักผ่อนในเชียงใหม่และได้พบกับบ้านหลังนี้  จึงทำการขอซื้อบ้านหลังนี้  ที่ขณะนั้นเป็นที่รู้จักกันในนาม“บ้านดำ” เพื่อปรับปรุง พร้อมสร้างอาคารเพิ่มเติมเพื่อเป็นที่พัก

และได้เปลี่ยนชื่อจาก "บ้าน 137 เสา" เป็น “137 Pillars House”  ในราคาต่อคืนอย่างน้อย ฿13,595.49  


                           
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #137 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2557, 15:10:24 »

อีกแห่งคือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดเกต ซึ่งอยู่ระแวกเดียวกันกับบ้านพักนายหลุยส์



“ชุมชนวัดเกต” เป็นชุมชนโบราณที่เป็นที่อยู่อาศัยของคนหลายเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็นชาวจีน ชาวฝรั่ง และชาวพื้นเมือง สถาปัตกรรมที่หลงเหลืออยู่ สามารถบ่งบอกได้ถึงความเป็นศูนย์รวมของหลายๆเชื้อชาติ เมื่อสมัยก่อนที่นี่จะเป็นท่าน้ำสำคัญองการเดินทางเรือระหว่างกรุงรัตนโกสินทร์มายังเชียงใหม่



พิพิธภัณฑ์วัดเกต ตั้งอยู่ในบริเวณวัดเกตุการามจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.พ.ศ. 2542 เดิมเป็นกุฏิเก่าของอดีตเจ้าอาวาส



 เปิดให้เข้าชมกันแบบฟรีๆ ใช้เป็นสถานที่เก็บพวกสมบัติเก่าๆของทางวัด เช่นพวกช่อฟ้า

ใบระกาซึ่งเป็นไม้แกะสลักลวดลายสวยงาม พวกถ้วยชามสังคโลก ถ้วยชามฝาจีบ จักรยานโบราณ วิทยุโบราณ ผ้าไหมทอมือ ฯลฯ



และที่สำคัญเราได้มีโอกาสเห็นธงชาติไทยผืนแรกของเมืองสยามที่เดินเส้นด้วยทองคำ มีชื่อเรียกว่า “ธงช้างเผือก”  เป็นธงชาติเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5- ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นธงไตรรงค์ในสมัยรัชกาลที่ 7


      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #138 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2557, 08:11:58 »

อ่านข้อความที่ปิดไว้ที่ปิ่นโต

"แม่" อยากได้และรอคำตอบจาก "ลูก"
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #139 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2557, 11:48:31 »

วัดเกตสร้างในปี พ.ศ. 1971 สมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน (พ.ศ. 1954-1985) พระราชบิดาของพระเจ้าติโลกราช ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. 1981 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

                         

          วัดเกต มีศิลาจารึกหลักหนึ่ง ตั้งอยู่บนมุขด้านใต้ของพระวิหาร จารึกเป็นอักษรฝักขามบนหินทรายสีแดง กว้าง 58 เซนติเมตร สูง 176 เซนติเมตร หนา 21 เซนติเมตร ด้านหน้าลบเลือนไปหมด เหลือแต่ดวงศิลาจารึก ด้านหลังพออ่านได้ สรุปได้ว่า ศักราช 940 (ประมาณ มกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2121) มีการบูรณะพระเกศธาตุเจดีย์ที่พังลง สันนิษฐานว่า น่าจะพังลงในปีเดียวกับยอดพระธาตุวัดเจดีย์หลวง คือ ปี พ.ศ. 2088 ที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เชียงใหม่ มีความรุนแรงขนาด 5.0 - 5.9 ริกเตอร์ พอศักราช 943 (ประมาณ ธันวาคม - มกราคม พ.ศ. 2124) มีงานฉลองพระเจดีย์แจ้งความกว้างความยาวของพระอาราม ถวายคนประมาณ 100 ครอบครัว เป็นข้าวัด พร้อมทั้งแจ้งชื่อหัวหน้าและสมาชิกและครอบครัวด้วย

          ยุคนี้เป็นยุคที่พม่าเข้ามาครองเมืองเชียงใหม่  จนถึงปีพ.ศ.2317 "พม่าได้ใช้นโยบายให้ประชาชนปฏิบัติไปตามจารีตเดิมของท้องถิ่น การกัลปนาหรือเจาะจงให้คนเป็นข้าวัดของวัดเกต การสร้างเจดีย์ก็ยังคงใช้ศิลปะแบบล้านนา อย่างไรก็ตาม ล้านนาก็ยังรับอิทธิพลบางอย่างจากพม่า เช่น เรื่องอาหารการกิน ประเพณีการสร้างรูปสิงห์ตามประตูวัดต่างๆ ส่วนวัดเกต เป็นวัดที่มีมาก่อนที่พม่าจะเข้ามา ทั้งยังเป็นวัดใหญ่และมีความสำคัญที่พม่ายอมรับการกัลปนาข้าวัดตามจารีตที่มีมาแต่เดิม จึงไม่มีการสร้างรูปสิงห์ที่ประตูวัด ส่วนรูปสิงห์ที่ประตูหลังวัดเกตนี้ พึ่งจะนำมาติดตั้งเมื่อต้นปี พ.ศ. 2542 นี่เอง
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #140 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2557, 11:53:50 »

 ชุมชนย่านวัดเกต เคยเป็นชุมชนนานาชาติ

                                  

ในสมัยก่อน วัดเกตเป็นย่านการค้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นชุมชนใหญ่ เนื่องจากย่านนี้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่มาหล่อเลี้ยงประชากรที่อาศัยอยู่ทั้งสองฟากฝั่ง ทุกบ้านที่ทำการค้าจะมีท่าเรือเป็นของตนเอง ใช้เรือหางแมงป่อง (หรือเรือสะดอ เรือสีดอ เรือแม่ปะ) เป็นพาหนะขึ้นล่องตามลำน้ำปิง



           ความเจริญรุ่งเรืองของย่านวัดเกตเริ่มซบเซาลง นับตั้งแต่กบฏพระยาปราบสงคราม (พญาผาบ) พ.ศ. 2432 เนื่องจากคนไทยภาคกลางขึ้นมาข่มเหง และถูกคนจีนที่เป็นนายอากรเก็บภาษีต้นหมากต้นพลู ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว พญาผาบจึงได้รวบรวมผู้คนก่อการกบฏขึ้นและคิดฆ่าคนจีนที่วัดเกตให้หมด คนจีนและลูกหลานคนจีนเกิดความเกรงกลัว พากันลี้ภัยข้ามไปอยู่ฝั่งตะวันตก (ปัจจุบันด้านถนนท่าแพ ข้ามแม่น้ำปิง)คงเหลือแต่เพียงครอบครัวนายหน้อย แซ่แต่เท่านั้นที่ยังอยู่ เพราะเคยช่วยเหลือรับซื้อครั่งจากพญาผาบและชาวบ้านอำเภอสันทราย จึงมีความรักใคร่ชอบพอกัน

          ต่อมาในปี พ.ศ. 2464มีการสร้างทางรถไฟมาถึงเชียงใหม่ และเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2477 มีอากาศยานมาลงที่สนามบินเชียงใหม่เป็นครั้งแรก การคมนาคมทางน้ำถูกลดบทบาทลง เนื่องจากมีความยากลำบากกว่า ทั้งยังกินเวลาและเสียค่าใช้จ่ายสูง ย่านวัดเกตจึงลดบทบาททางการค้ากลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว คนที่อยู่ในย่านนี้ส่วนใหญ่ก็คือลูกหลานของคนที่มาตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม และแม้จะมีบางคนย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีสายใยผูกพันกับย่านนี้อยู่

                     

          นอกเหนือจากคนจีนแล้ว ย่านวัดเกตยังมีคนเชื้อชาติอื่นอพยพเข้ามาอยู่ ได้แก่

          - ชาวอเมริกันที่เป็นคริสเตียน ได้เข้ามาเผยแพร่ศาสนา มีการตั้งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค โรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย โรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียน มหาวิทยาลัยพายัพ (พัฒนาจากวิทยาลัยพยาบาลและผดุงครรภ์แมคคอร์มิค) ทั้งยังตั้งโบสถ์คริสจักรหลายแห่งเพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของคริสเตียน

          - ชาวอังกฤษเข้ามาทำไม้ (บริษัทบอร์เนียว)

          - ชาวฝรั่งเศสเข้ามาเพื่อเหตุผลทางการเมือง
         

   ชาวซิกข์จากแคว้นปัญจาบในอินเดีย เมื่อ 90 ปีมาแล้วมาตั้งวัดอยู่คนละฝั่งถนนเล็กๆที่ติดกำแพงวัดเกต

          - คนจีนยูนนาน หรือเรียกว่า จีนฮ่อ มีทั้งฮ่อภาห้ากินเนื้อหมู นับถือศาสนาพุทธ ฮ่อภาษีกินเนื้อภาษีนับถือศาสนาอิสลาม

          - มุสลิมที่ไม่ใช่คนจีน มีโรงเรียนและสุเหร่าตั้งอยู่ในย่านนี้ด้วย

          - และผู้มีบทบาทสำคัญในด้านแรงงานยุคนั้นได้แก่ ขมุ ที่มาจากเมืองชัยบุรีในประเทศลาว

                    

        ทุกเชื้อชาติที่กล่าวมานี้ มีการแต่งงานผสมผสานกลมกลืนกลายเป็นคนเมืองย่านวัดเกต เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน เอื้ออาทรต่อกันประดุจพี่น้อง นับได้ว่าบ้านวัดเกต เป็นศูนย์รวมคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างศาสนา โดยมีคนเชื้อสายจีนนับถือศาสนาพุทธเป็นคนส่วนใหญ่ในย่านนี้



          ปัจจุบันศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของย่านวัดเกต คืออาคารบ้านเรือนที่งดงามโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าตลอดสองฟากถนน เช่น บ้านอรพินท์ บ้านนิมมานเหมินท์ บ้านสี่เสาหกเสา บ้านคุณารักษ์ บ้านท่าช้าง บ้านเหลี่ยวย่งง้วน (เดอะแกลลอรี่) บ้านเบนนิวาส ที่เคยเป็นสำนักงานบริษัทบริติชบอร์เนียว อาคารบางหลังยังคงใช้เป็นที่อยู่อาศัยแต่บางหลังก็ทำเป็นร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ผับ นอกจากนี้ บนถนนนี้ยังมีขนมของว่างดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงของวัดเกตุ เช่น ข้าวเกรียบปากหม้อ สาคูไส้หมู สูตรลุงจรและขนมตาลตระกูลเข็มเพชร์



      
      บันทึกการเข้า
Dtoy16
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: อักษรศาสตร์
กระทู้: 1,420

« ตอบ #141 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน 2557, 12:39:28 »

        น้องเริง คุณเหยง พี่ป๋อง พี่หล้า ทริปนี้น่าสนุกมากยิ่งอ่านยิ่งชอบเชียงตุงเมืองลา ไม่เคยทราบมาก่อนเลยค่ะ
          ว่ามีประวัติศาสตร์ มีไกด์กิตติมศกดิ์แบบพี่หล้าและน้องเริง เป็นทริปที่ยอดๆ
      บันทึกการเข้า

เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #142 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2557, 10:09:39 »

อากาศที่เชียงตุงวันนี้ ๖ ถึง ๙ พย. เริ่มเย็นแล้ว

 วันพฤหัสบดี
มีโอกาสเกิดฝนตก. สูงสุด 27° C. 
 วันพฤหัสบดีตอนกลางคืน
มีโอกาสเกิดฝนตก. ต่ำสุด 13° C. 
 วันศุกร์
ฝนตก. สูงสุด 25° C. 
 วันศุกร์ตอนกลางคืน
ฝนตก. ต่ำสุด 14° C. 
 วันเสาร์
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. สูงสุด 26° C. 
 วันเสาร์ตอนกลางคืน
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. ต่ำสุด 12° C. 
 วันอาทิตย์
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. สูงสุด 28° C. 
 วันอาทิตย์ตอนกลางคืน
มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง. ต่ำสุด 13° C. 
 
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #143 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2557, 10:27:05 »

กลุ่มทัวร์เชียงตุง พักที่นี่หรือไม่เอ่ย

                                  


          
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #144 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2557, 13:00:08 »

ครับ พี่ต้อย

ผมได้ยินชื่อเชียงตุงครั้งแรกๆ เมื่อเป็นเด็ก ด้วยคนแถวบ้าน 2 คน เขาเล่าว่าเขาเป็นทหารเกณฑ์ และไปรบที่เชียงตุง หนึ่งในสองท่านนี้ได้สาวเชียงรายมาเป็นภรรยาด้วย ลูกๆเขายังอยู่แถวบ้านจนถึงปัจจุบันนี้

ดังนั้น การไปเชียงตุงเป็นความตั้งใจเดิมๆอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับช่องแคบมะละกา ได้ยินมาเมื่อเป็นเด็กและได้ไปเห็นตามที่ตั้งใจแล้วเช่นกัน  


ไกลๆโน้นเป็นอินโดนีเซีย


แต่จะมีการสร้างสะพานข้ามช่องแคบนี้แล้ว
รัฐมะละกาของมาเลเซียปัดฝุ่นแผนสร้างสะพานยาวร่วม 50 ก.ม. มูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท เชื่อมเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ภายใต้โครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ
มุขมนตรีของมะละกา ไอดริส ฮารอน กล่าวเมื่อวันอังคารว่า รายละเอียดของโครงการเชื่อมโยงเมือง Teluk Gong ในมะละกาบนแหลมมลายู กับท่าเรือ Dumai บนเกาะสุมาตรา จะมีการเปิดเผยเมื่อจัดทำกลไกรองรับต่างๆแล้วเสร็จ
แผนการก่อสร้างสะพานข้ามช่องแคบมะละกา เชื่อมโยงมาเลเซียกับอินโดนีเซียทางรถยนต์
หากมีการก่อสร้าง สะพานแห่งนี้จะทอดข้ามเส้นทางเดินเรือที่จอแจที่สุด ด้วยความยาว 48.69 ก.ม. ซึ่งยังไม่รวมทางหลวงที่จะสร้างระหว่างดูไมกับปาเลารูปัต ซึ่งเป็นจุดเชื่อมที่ใกล้ที่สุด ระยะทาง 71.2 ก.ม
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #145 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2557, 13:37:57 »

เริง


พี่หลั่น-รัตนาพร ได้รับเอกสารแล้วครับ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #146 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2557, 13:38:29 »

เมืองที่ชอบจะไปสองครั้ง (ก่อน) เช่น มะละกา ปีนังและเชียงตุง

แต่หลวงพระบางเพิ่งไปได้ครั้งเดียว น่าจะมีครั้งที่สองอีกแน่
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #147 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2557, 13:40:10 »

อ้อ..เกือบลืมครับ


ได้รับเงินมัดจำงวดแรกแล้วด้วย
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #148 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2557, 13:41:08 »

อ้างถึง
ข้อความของ Dtoy16 เมื่อ 05 พฤศจิกายน 2557, 12:39:28
        น้องเริง คุณเหยง พี่ป๋อง พี่หล้า ทริปนี้น่าสนุกมากยิ่งอ่านยิ่งชอบเชียงตุงเมืองลา ไม่เคยทราบมาก่อนเลยค่ะ
          ว่ามีประวัติศาสตร์ มีไกด์กิตติมศกดิ์แบบพี่หล้าและน้องเริง เป็นทริปที่ยอดๆ

คุณต้อย

ยังทันนะครับ เพราะเห็นว่าเต็มที่ได้ 28 ที่
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #149 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2557, 13:43:03 »

ครับผม ขอบคุณมาก

วันที่ ๒๓ เดือนนี้ จะซื้อตั๋วรถไฟไปเชียงใหม่ล่วงหน้าสองเดือน

ถึงเชียงใหม่จะไปย่านวัดเกตก่อน แล้วนั่งรถบัสไปเชียงรายตามเส้นทางที่ไม่ได้ผ่านหลายปีแล้วและนั่งยาวถึงแม่สายโดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๕ ชั่วโมง อาจถึงแม่สายประมาณ ๑ ทุ่มครับ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #150 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2557, 13:47:40 »

จริงๆด้วย ได้ถึง ๒๘ ที่  นะพี่ต้อย

ไปเชียงตุงไปเองไม่ได้ บังคับต้องมีพม่าไปด้วย และใช้รถพม่า

ทัวร์ไทยที่ไปต้องใช้ไก้ด์และรถพม่าทุกราย
      บันทึกการเข้า
Dtoy16
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: อักษรศาสตร์
กระทู้: 1,420

« ตอบ #151 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2557, 17:22:15 »

        คุณเหยง น้องเริง ไปได้อีกหรือเสร็จทำบุญเก้าพ.ยนี้ จะชวนใครไปอีกคน
        ยังไงบินจากภูเก็ตลงเชียงราย หรือกระบี่เชียงไหม่
         โอ้ย ดีใจถ้าได้ไป ลงตัว ขอเวลาเสาร์อาทิตย์ทำบุญก่อน
         เชิญญาต เชิญเพื่อนไว้เยอะ ทำหลายเรื่องค่ะ
      บันทึกการเข้า

เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #152 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2557, 06:57:26 »

ครับ ยินดีร่วมทัวร์ด้วย

พี่บี้ พินิจ(ผู้หญิง) บ้านพี่เขาอยู่ภูเก็ต แต่ยังไม่มีเบอร์โทรที่พี่เหยงแจ้งไว้ หากได้เบอร์ โทรติดต่อเรื่องการเดินทางได้

บอกว่าได้เบอร์จาก เริง (เพื่อนกับคุณจิ๋ม ครุศาสตร์) ที่เคยไปแพร่และน่านด้วยกัน จะได้เดินทางด้วยกันได้


หากจะบินไปลงเชียงใหม่ ก็ไปเชียงรายพร้อมกับผมได้ แต่จากเชียงใหม่ต้องนั่งรถอีกไกล ไม่น้อยกว่า สี่ชม.เพื่อสมทบกับคณะที่เชียงราย

ช้าสุดเที่ยงวันที่ ๒๓ มค.ต้องอยู่บนรถบัสแล้ว แต่หากมีรถตู้ ก็น่าจะไปรถตู้เพราะเร็วกว่าครับ

ดังนั้นจากภูเก็ตไปเชียงราย น่าจะดีกว่ามาก
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #153 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2557, 16:42:26 »

วันเพ็ญเดือนสิบสอง เป็นวันพระและวันลอยกระทงที่เชียงตุง

เช้าตักบาตร





น้ำพริกถั่วดิน (ถั่วลิสง ) กับ ดอกไม้หนาม อีกหนึ่งเมนูจานโปรดของคนเชียงตุง ใครอยากกินบ้าง
Cr. Aungkham Kham




ค่ำลอยกระทง ที่เชียงตุงคืนนี้ ก็ลอยกระทงเหมือนกัน ที่แม่น้ำขืน
Cr. boy & girl Kengtung


   
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #154 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2557, 17:00:32 »

เก็บตกงานทำบุญกฐินผ้าป่าที่เชียงตุง หลายๆพื้นที่ ส่วนมากก็จะมีพี่น้องชาวไทยมาร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพ — กับ Sai Huk

  


 
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #155 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2557, 17:09:42 »

ส่วนหนึ่งของเส้นทางทัวร์ครั้งนี้



หมู่บ้านชาวไตหลอย(ลั้วะ) เมืองแง่น




      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #156 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2557, 19:26:59 »

สวัสดียามเช้า ๑๐ พย. เชียงตุงวันนี้หนาวๆ หมอกลงหนาแน่น @ กาดเต่า

Cr. เทพ กระต่ายเทพ


                  


      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,515

« ตอบ #157 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2557, 21:07:42 »

ได้รับแจ้งแล้วว่า
ทัวร์คณะนี้ ส่งเอกสารเพื่อทำ border pass ทั้งหมดแล้วครับ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #158 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2557, 08:54:05 »

ไปกันได้แน่นอนครับ
      บันทึกการเข้า
เริง2520
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,341

« ตอบ #159 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2557, 13:24:35 »

จากรายการทัวร์ จะผ่านเมืองท่าเดื่อ

วันที่ 24 มค. 2558
7.00 น. อาหารเช้า
8.00 น. ออกเดินทางไปที่ด่านพรมแดนแม่สาย ศุลกากร ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-พม่า ผ่านจังหวัดท่าขี้เหล็กสู่เมืองเชียงตุง ระยะทาง 168 กิโลเมตร เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่สวยงามสอง
ข้างทางเลียบแม่น้ำเลน รื่นรมย์กับนักร้องRCU
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวันที่เมืองท่าเดื่อ
ระหว่างทางมีการหยุดตรวจเอกสารเป็นระยะๆตามธรรมเนียมพม่า คณะทัวร์สามารถเข้าห้องน้ำเป็นระยะๆเช่นกัน
15.00 น.ถึงเชียงตุง เข้าที่พักโรงแรม Golden View

     ในปี 2554 มีแผ่นดินไหวที่นี่ เราไปในวันนั้นจะพบบ้านเรือนที่มีขี้นใหม่ และทุกอย่างเหมือนเดิมแล้ว ไม่มีอะไรที่จะกังวล


 "ความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อคืนวันพฤหัสบดี 24 มี.ค. แรงสั่นสะเทือน 6.8 ริคเตอร์ มีจุดศูนย์กลางลึกลงไปใต้ดินราว 10 กิโลเมตร บริเวณเทือกเขาในอำเภอท่าเดื่อ จังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉานภาคตะวันออก ห่างจากชายแดนไทยด้านอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประมาณ 48 กม.



แหล่งข่าวในรัฐฉานหลายแห่งแจ้งว่า ในพื้นที่อำเภอท่าเดื่อ จังหวัดท่าขี้เหล็ก มีสิ่งปลุกสร้างทั้งอาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม โรงเรียน โรงพยาบาล ถนน ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก บ้านสองชั้นที่ตั้งอยู่สองฟากถนนพังราบกว่า 70 – 80 หลัง"




      บันทึกการเข้า