ตอบคำถามที่ว่า ทำไมหอจุฬาจึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์            " ไม่ได้เป็นแค่หอให้นอนพัก  แต่เป็นบ้านอบอุ่นรักให้อาศัยไม่เป็นแค่ที่ซุกหัวยามหลบภัย  แต่สร้างใจให้เข้มแข็งแกร่งการงาน"  <))))><
21 ธันวาคม 2557, 08:48:53
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: การนั่งสมาธิด้วยแสงสว่าง ของ ดร.อาจ อง ชุมสาย ณ อยุธยา  (อ่าน 6277 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Samrotri2517
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


จะเป็นด้านที่1และ2ของ3เหลี่ยมฯ เพื่อให้เกิดด้านที่3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: รหัสเข้า 17 รุ่น 57
คณะ: แพทยศาสตร์ จุฬาฯรุ่น 30
กระทู้: 1,915

« เมื่อ: 04 มิถุนายน 2553, 19:45:06 »

 
การนั่งสมาธิด้วยแสงสว่าง
Fw: การนั่งสมาธิด้วยแสงสว่าง



ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ที่มา: คัดลอกจากหนังสือ แนวทางสู่ความสุข เรื่อง แสงสว่างในใจ โดย
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา พิมพ์ครั้งที่ 3 สำนักพิมพ์ ฟรีมายด์ กรุงเทพฯ หน้า 143-148



เราใช้แสงสว่างในการนั่งสมาธิ เพราะแสงสว่างจะช่วยกำจัดความมืดให้ออกไป
ความมืดจะอยู่ไม่ได้เมื่อมีแสงสว่าง แสงจะเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์
เปรียบดั่งดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่างแก่ทุกสรรพสิ่ง ให้ความอบอุ่น ช่วยให้พืชเจริญเติบโต
ให้พลังและให้ชีวิตแก่ทุกชีวิต ดังนั้นแสงสว่างจึงมีความสำคัญต่อโลกเป็นอย่างมาก

ถ้าต้องการให้การนั่งสมาธิบังเกิดผลสูงสุด เราควรเตรียมตัวของเราให้พร้อมก่อน

ก่อนอื่นเราควรกำหนดเวลาที่เราจะนั่งสมาธิ ให้เวลาในแต่ละวันตรงกัน
เหตุผลก็คือ จิตใต้สำนึกของเราจะจดจำเวลาเอาไว้ และเมื่อเราปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
ก็จะกลายเป็นนิสัย จิตใต้สำนึกจะตั้งโปรแกรมช่วงเวลาของความสงบเอาไว้ ณ เวลานั้น
ซึ่งจะทำให้เราฝึกสมาธิได้ง่ายขึ้น


เวลาที่ดีที่สุดคือ เวลาเช้าระหว่าง 4.00 น. ถึง 6.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่มีพลังงานของความสงบ
แต่มิได้หมายความว่าเราไม่ควรฝึกสมาธิในช่วงเวลาอื่นๆได้ อย่างไรก็ตามสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว
ตอนเช้าเป็นเวลาที่เราตื่นและรู้สึกสดชื่น ส่วนตอนเย็นเราจะรู้สึกเหนื่อยและง่วงนอน

เราควรจะมีสถานที่เฉพาะที่เราจะฝึกสมาธิไม่ปนกับกิจกรรมอื่น มีแต่บรรยากาศของความสงบ
ซึ่งจะทำให้เราฝึกสมาธิได้ง่ายขึ้น

ถ้าเราฝึกสมาธิบนเตียง มันก็จะมีบรรยากาศของการนอนหลับ และเราก็จะรู้สึกง่วงนอนเวลานั่งสมาธิ

ถ้าเรานั่งสมาธิบนพื้น และพื้นเป็นไม้หรือคอนกรีต เราควรจะมีเสื่อหรือผ้ารองเพื่อมิให้พลังงาน
ไหลลงสู่พื้นหมด



สำหรับผู้ที่สามารถนั่งขัดสมาธิบนพื้นได้ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วหัวแม่มือจรดกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ไม่สามารถนั่งบนพื้นได้สามารถนั่งบนเก้าอี้แทนก็ได้

แต่ทั้งสองกรณี เราควรจะนั่งหลังตรง ไม่เกร็งกล้ามเนื้อมากเกินไป
แต่ควรให้ร่างกายของเราผ่อนคลาย


 ปิ๊งๆ ปิ๊งๆ ปิ๊งๆ

ขั้นตอนการนั่งสมาธิด้วยแสงสว่าง
เราจะเริ่มด้วยการหายใจเข้าออกลึกๆช้าๆ ไปพร้อมๆกับการภาวนาคำว่า พุทโธ
(หรือ คำบริกรรม ตามความถนัดของแต่ละบุคคล) การทำเช่นนี้จะช่วยให้จิตใจของเราสงบและ
เตรียมพร้อมสำหรับการนั่งสมาธิด้วยการใช้แสงสว่าง



สำหรับผู้ที่ไม่สามารถนึกภาพแสงสว่างในใจได้ ควรจะจุดตะเกียงหรือเทียนไขไว้ข้างหน้า และ
เพ่งมองแสงสว่างจากเทียนหรือตะเกียงสักครู่ จากนั้นจึงหลับตาลง แล้วเริ่มนึกภาพตาม หรือ
คิดตามคำกล่าวนำสมาธิ ดังต่อไปนี้ (ครู หรือ ผู้ปกครอง อาจเป็นผู้กล่าวนำสมาธินี้ก็ได้)


“   ขอให้นึกถึงแสงสว่าง...แสงสว่างที่อยู่ตรงหน้าของเรา...และให้จดจำแสงสว่างนี้ไว้..
นำแสงสว่างเข้ามาที่หน้าผากและเข้ามาในศีรษะของเรา..ให้ศีรษะของเราเต็มไปด้วยแสงสว่าง..
แสงสว่างอยู่ที่ไหนความมืดย่อมอยู่ไม่ได้..ศีรษะของเราเต็มไปด้วยความคิดที่ดี..
คิดในสิ่งที่มีประโยชน์..เราคิดอย่างไร..เราก็เป็นอย่างนั้น..ในความคิดของเรา..
เต็มไปด้วยความรัก..และความเมตตา…”


 
“...จากนั้น..นำแสงสว่าง..มาไว้ที่หัวใจของเรา..ให้หัวใจของเราเต็มไปด้วยแสงสว่าง..
ให้คิดว่า..ที่หัวใจของเรานั้นมีดอกบัว..เมื่อดอกบัวได้รับแสงสว่าง..ดอกบัวก็ค่อยๆผลิบานเป็น
ดอกไม้ที่สวยงาม..เช่นเดียวกับจิตใจของเรา..จิตใจของเราก็ดีและบริสุทธิ์..
เต็มไปด้วยความรัก..และความเมตตา…”

 
“...จากนั้น..นำแสงสว่าง..ลงมาไว้ที่แขนและมือทั้งสองข้างของเรา..ให้แขนและมือ
ทั้งสองข้างของเรานั้น..เต็มไปด้วยแสงสว่าง..เราจะทำแต่ความดี..ทำในสิ่งที่มีประโยชน์..
เราจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด..จะรับใช้ช่วยเหลือทุกๆคน..ด้วยความรัก..และความเมตตา...”
 
“...จากนั้น..นำแสงสว่างนั้น..มาไว้ที่ขาและเท้าทั้งสองข้างของเรา..ให้ขาและเท้าทั้งสองข้าง
ของเรานั้น..เต็มไปด้วยแสงสว่าง..เราจะก้าวเดินไปข้างหน้า..ก้าวเดินไปยังหนทางที่ดี..
ก้าวไปพบเจอกับคนที่ดีๆ..ไปในสถานที่ดีๆ..ก้าวไปทำประโยชน์ให้กับสังคม..
และในทุกย่างก้าวของเรา..จะเต็มไปด้วยความมั่นใจ..และตั้งใจที่จะทำความดี...”
 
“...จากนั้น..ให้นำแสงสว่าง..ผ่านร่างกาย..กลับขึ้นมาเข้าไปไว้ที่ปากและลิ้นของเรา..
ให้ปากและลิ้นของเรานั้น..เต็มไปด้วยแสงสว่าง..เราจะพูดแต่สิ่งที่ดี..พูดแต่สิ่งที่มีประโยชน์..
ด้วยคำพูดที่ไพเราะ..อ่อนหวาน..สุภาพ..อ่อนน้อมกับทุกๆคน..และ
ทุกคำพูดของเรา..จะเต็มไปด้วยความรัก..และความเมตตา...”

 
“...จากนั้น..ให้นำแสงสว่าง..มาไว้ที่หูทั้งสองข้างของเรา..ให้หูทั้งสองข้างของเรา..
เต็มไปด้วยแสงสว่าง..เราจะรับฟังแต่สิ่งที่ดี..รับฟังแต่สิ่งที่มีประโยชน์..
ได้ยินแต่สิ่งที่ดีและมีประโยชน์..เราจะรับฟังผู้อื่นทุกเมื่อด้วยความรักและความเมตตา...”
 
“...จากนั้น ให้นำแสงสว่าง..มาไว้ที่ตาทั้งสองข้างของเรา..ให้ตาทั้งสองข้างของเราเต็มไปด้วย
แสงสว่าง..เราจะมองไปข้างหน้า..มองในสิ่งที่ดี..มองเห็นความดีในทุกๆคนและในทุกๆสิ่ง..
มองทุกๆคน..ด้วยความรัก..และความเมตตา...”
 
“…และจากนั้น..ให้นำแสงสว่าง..กลับมาไว้ที่ศีรษะของเราอีกครั้งหนึ่ง..ให้ศีรษะของเรา..
เต็มไปด้วยแสงสว่างและปัญญา..ขอให้เราแผ่ขยายแสงสว่างจากตัวเราออกไปมอบให้
ทุกๆคนที่เรารัก..ไปมอบให้กับคุณพ่อคุณแม่..ผู้ที่มีพระคุณอันยิ่งใหญ่..ผู้ที่ให้กำเนิดและ
เลี้ยงดูเรามา..ขอให้ท่านเต็มไปด้วยความสงบสุข..แผ่กระจายแสงสว่างออกไป..ไปยังคุณครู..
ผู้อบรมสั่งสอน..ให้วิชาความรู้และปัญญาแก่เรา..ขอให้ท่านเต็มไปด้วยความสงบสุข..


นำแสงสว่างแผ่กระจายไปยังญาติพี่น้องและเพื่อนๆของเรา...นำแสงสว่างแผ่กระจายไปยังทุกๆคน..
รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทุกๆชีวิตบนโลกนี้..ให้ทั่วทั้งโลก..ไม่ว่าจะเป็นคน..สัตว์..หรือต้นไม้..ให้ทุกๆชีวิตนั้น..
ได้รับแสงสว่างแห่งความรัก..และความเมตตา..ให้โลกของเราเต็มไปด้วยความรักและความสงบสุข...
แผ่กระจายแสงสว่างออกไปให้ ทั่วทั้งจักรวาล..ให้ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยแสงสว่าง...
เรามองเห็นแสงสว่างในทุกๆชีวิต และแสงสว่างในทุกๆชีวิตก็เหมือนกับแสงสว่างที่อยู่ในตัวเรา...”


 
“...เราอยู่ในแสงสว่าง...
...แสงสว่างอยู่ในตัวเรา...
...เรา..คือ..แสงสว่าง...”

 
(หยุดนิ่งประมาณ 1 – 2 นาที)
 
“...และในตอนนี้..ให้เก็บความรู้สึกที่บริสุทธิ์ของแสงสว่างมาไว้ที่หัวใจของเรา..
(หรือ อาจนึกถึงรูปหรือพระนามของพระเจ้าที่เราบูชา ให้ปรากฏอยู่ในแสงสว่างในหัวใจของเรา)...
ให้หัวใจของเราเต็มไปด้วยแสงสว่าง..เราจะเป็นคนดี..มีความรัก..และความเมตตา..และ
เราจะเก็บแสงสว่างนี้ไว้..ให้อยู่กับตัวเรา..ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ที่ไหน
เราจะมีแต่แสงสว่างในหัวใจของเราตลอดไป”
 
ขอให้นั่งสงบนิ่งสักครู่ นึกถึงแสงสว่างและความสงบที่เราได้รับก่อนที่จะจบการนั่งสมาธิ

ปิ๊งๆ ปิ๊งๆ ปิ๊งๆ

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

ได้รับมาจากอีเมลล์ จึงนำมาให้พวกเราที่หาวิธีนั่งสมาธิอยู่ จะได้อ่านและตัดสินใจเลือกกัน

 รักนะ รักนะ รักนะ

      บันทึกการเข้า

3 เหลี่ยมเขยื้้อนภูเขา เสนอโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี มี 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ด้านให้ความรู้กับกลุ่มคน ด้านที่ 2 กลุ่มคน ที่ได้รับความรู้ เห็นด้วย สร้างวัฒนธรรมไม่มีบทลงโทษถ้าไม่ทำ ด้านที่ 3 ด้านการเมือง เป็นด้านออกกฏหมาย มีบทลงโทษถ้าไม่ปฏิบัติ ถ้ามีครบ 3 ด้านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
  หน้า: [1]   ขึ้นบน
  
กระโดดไป:  

     

ตอบคำถามที่ว่า ทำไมหอจุฬาจึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์            " ไม่ได้เป็นแค่หอให้นอนพัก  แต่เป็นบ้านอบอุ่นรักให้อาศัยไม่เป็นแค่ที่ซุกหัวยามหลบภัย  แต่สร้างใจให้เข้มแข็งแกร่งการงาน"  <))))><