01 เมษายน 2563, 12:06:26
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: 1 2 3 ... 29 [ทั้งหมด]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องดี--มาแบ่งปัน  (อ่าน 457670 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2549, 11:32:44 »

ผมเชื่อว่า  หนังสือเล่มนี้  ดีที่สุดในโลก  คุณจะอ่านหรือไม่มันเรื่องของคุณ ขออนุญาตนำบทความบางท่อนจาก

“หนังสือหยุดความเลวที่ไล่ล่าคุณ” ของ พ.อ.(พิเศษ) ทองคำ  ศรีโยธิน,   สมคิด ลวางกูร
****************************************************

...ตัดเงินเดือน...

พอกราบคุณย่าเสร็จ  ผมก็หันมาคุยกับอาจารย์  ถามว่า….อาจารย์กำลังทำอะไรครับ
อาจารย์ตอบว่าผมกำลังตัดรายจ่ายอยู่...คุณทองคำ   ผมต้องจ่าย..ค่าแม่ครัว..คนขับรถ  คนสวน
ค่าใช้จ่ายในบ้านและให้แม่อีกเดือนละ  300 บาท ตอนนี้รายได้กับรายจ่ายมันไม่ค่อยสัมพันธ์กันต้องตัดรายจ่ายลงบ้าง ผมก็ทำหน้าที่เป็น Advisor บอกว่า  เงินเดือนที่ให้แม่ 300 นี่ตัดได้นี่ครับ
อาจารย์หันหน้ามามองผม ...แล้วยิ้ม... ทำไมล่ะ?
ผมบอกว่า อาหาร 3 มื้อ ..อาจารย์ก็จัดให้..เรียบร้อย
เสื้อผ้า..อาจารย์ก็ซื้อให้ใหม่..ปีละ 3 ชุด ..เรียบร้อย
เจ็บป่วย ไม่สบาย ..อาจารย์ก็พาหมอมาฉีดยาให้ เรียบร้อย
เพราะฉะนั้น เงินเดือน 300 นี่ ตัดได้ครับ

ท่านบอกว่า "ตัดไม่ได้เด็ดขาด”...คุณทองคำ   300 บาทนี่ สำคัญที่สุด สำคัญยังไง?
เงิน 300 บาทนี่ เป็นเงินสำหรับ…เลี้ยงหัวใจแม่…

ผมฟังแล้ว...สะอึก   โอ...นี่เป็นเงินเลี้ยงหัวใจแม่
พวกเรา เคยได้ยินไหมครับ?
ผมนึกว่า ให้อาหาร...เสื้อผ้า.. เจ็บป่วยก็เอาหมอมารักษา น่าจะพอแล้ว
ท่านบอกว่า  อาหารกินแล้วก็ไปส้วม เสื้อผ้าเก่าแล้ว ก็เป็นผ้าขี้ริ้ว หมอรักษา ก็รักษาอาการทางกาย  สิ่งต่างๆ ที่เราจัดให้ทั้งหมดนี้ เป็นอาหารกาย แต่ 300 บาทนี่  เป็นอาหารเลี้ยงหัวใจแม่
หัวใจต้องการอาหารที่มาหล่อเลี้ยงให้..เอิบอิ่ม...เบิกบาน...เป็นสุข
คุณทองคำ ลองนึกดู  คนที่ไม่มีเงินอยู่ในตัวเลยนี่ เป็นยังไง?
"หัวใจมันแฟบ หัวใจมันเหี่ยวเฉา ...เหมือนดอกไม้ยามเย็น"
ใครที่เป็นข้าราชการจะรู้  พอเลยวันที่ 25 ไปแล้วนี่ มันเหี่ยว ๆ ยังไงชอบกล
ไม่มีเงินค่ารถไม่มีเงินค่าอาหาร ไม่มีเงินซื้อข้าวสาร  มันเหี่ยวไปจนถึงสิ้นเดือน
แม่อยู่กับเรา ก็จริง  แต่ถ้าแม่ ไม่มีเงินอยู่ในมือนี่  หัวใจท่านเหี่ยว...
พอถึงวันเงินเดือนออก  ทุกคนหน้าบาน..เหมือนดอกไม้ยามเช้า
จิตใจสดชื่น...เบิกบาน...มีความสุข  รับเงินเดือนมาใหม่ๆ หน้าสดใส
สั่งกาแฟยังเสียงดังฟังชัด  ทุกสิ้นเดือน พอเงินเดือนออก
ผมเข้าไปกราบแม่  บอกแม่ว่า วันนี้เงินเดือนออกครับ
ผมนำเงินมาบูชาพระคุณแม่ 300 บาทครับ เอาเงิน 300 บาทใส่มือแม่
แม่ก็ให้ศีล ให้พร ยกหมอนขึ้น เอาเงินวาง แล้ววางหมอนทับ  มีความสุข
เดือนละ 300  สามสี่เดือน ก็เป็นพันใช่ไหมครับ
แล้วเงินนี่สำคัญยังไง  เลี้ยงหัวใจแม่อย่างไร?


... คุณย่าให้...
ท่านเล่าต่อว่า ตอนนั้นท่านมีลูก 2 คน  เป็นผู้หญิงทั้งคู่กำลังท้องคนที่ 3
วันหนึ่ง ก็พาเมียไปโรงพยาบาล  แม่ถามว่า คลอดหรือยัง?  ยังครับแม่

วันต่อมาถามอีก คลอดหรือยัง  คลอดแล้วครับแม่
ผู้หญิงหรือผู้ชาย?  ผู้ชายครับ  โอ๊ย...แม่ดีใจจังเลย  ได้หลานไว้สืบสกุล
มานี่...มานี่..  ยกหมอนขึ้น..นับเงินส่งให้ 600 บาท
เอาเงิน 600 บาทนี่ไปซื้อทอง 6 สลึง  เอามารับขวัญหลานชาย
แต่ก่อนทองคำบาทละ 400  อาจารย์รีบไปซื้อทองมาให้
วันรุ่งขึ้น แม่เขาอุ้มลูกขึ้นมาหาย่า  ย่ากอดหลานชาย... สวมสายสร้อยให้เป่าหัวให้เสร็จ
พอเด็กคนนี้โต พูดได้  มีคนถามว่าสายสร้อยนี้ใครซื้อให้  คุณย่าซื้อให้
ชี้มือไปที่คนตาบอด  คนที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน  คือ คุณย่า  ไม่ใช่พ่อแม่
เพราะเงิน 300 บาทนี่  เสกให้คนตาบอดขลัง
ถ้าคุณย่าไม่มีเงิน  จะรับขวัญหลานได้อย่างไร ?
เห็นไหมครับ ?
ไม่ใช่ว่า..  พอโตขึ้น.. มีคนถามว่า.. คนนี้เป็นใคร.. บอกว่า ...
ยายแก่ตาบอดนี่..   มาอาศัยพ่อแม่ฉันอยู่.. เห็นหรือยังคุณทองคำ
เงินเดือนๆ ละ 300 บาทนี่ ทำให้คนแก่ตาบอด  กลายเป็นเทพเจ้า
..สร้อยนี่   คุณย่าให้...เงินเดือนมีฤทธิ์...วันดีคืนดีนะ  คุณทองคำ
แม่ครัว ล้างชามเสร็จ   คุณย่าก็บอกให้มานวดขาให้
แม่ครัวหน้ามุ่ย ทำงานเหนื่อยจะตายยังต้องมานวดให้อีก
นั่งขยำ ๆ หน้าคว่ำ  พอนวดเสร็จคุณย่าหยิบเงินให้ 30 บาท
แม่ครัวยิ้มหน้าบาน  ยกมือไหว้ขอบคุณค่ะ

วันรุ่งขึ้น พอล้างจานเสร็จรีบวิ่งมานั่งใกล้ๆ วันนี้นวด...อีกไหมคะ..คุณย่า
เห็นไหมเงินเดือน300 บาท ที่เราให้แม่เรานี่  มันมีฤทธิ์
มีคน.. มายกมือไหว้ มีคน  มาปรนนิบัติ
มีคน  มานวดให้  ถ้าไม่มีเงินเดือนๆ ละ 300 บาทนี้
แม่เราจะมีฤทธิ์ได้อย่างไร

...บันไดไปสวรรค์...
วันหนึ่งพระมาเรี่ยไร จะสร้างโบสถ์ อาจารย์นิมนต์พระเข้ามาแล้วชี้มือ ...
บอกมรรคทายก..ว่า.. โน่นไปเรี่ยไรกับคุณย่าโน่น
มรรคทายกบรรยายว่าจะสร้างโบสถ์...กว้างเท่านั้น..ยาวเท่านี้
สูงเท่าไร...สวยงามยัง...ราคาเท่าไร... คุณย่ายกหมอนขึ้น
นับเงินมา 500 พนมมืออธิษฐาน  ขอให้ศาสนาของพระองค์
ยืนยงไปอีก 5 พันปี นิพพานปัจโยโหตุ
ทำบุญ...สร้างโบสถ์ไว้เป็นมิ่งขวัญในพระศาสนา
ตกลงเงินเดือน ๆ ละ 300 ที่เราให้เป็นบันไดพาแม่ไปสวรรค์
นี่ถ้าแม่ไม่มีเงินในมือ แม่จะได้ทำบุญไหม”

...คุณยายตากผ้า...
พอพระให้พรเสร็จ ก็เดินผ่านไปบ้านถัดไป
ยายแก่บ้านโน้น  กำลังเก็บผ้าอยู่หลังบ้าน
มรรคทายก  ตะโกนข้ามรั้ว ทำบุญสร้างโบสถ์ไหม  คุณยาย
สร้างที่วัดนครนายก นี่...หลวงพ่อมาด้วย  มาบอกบุญเองเลย
เดี๋ยวอีกสักครู่  วกกลับมาใหม่ได้ไหมล่ะ ยายไม่มีเงินหรอก
ยายอาศัยลูกสาวเขาอยู่ เดี๋ยวเผื่อลูกสาวเขากลับมาทัน
จะขอเงินเขาทำบุญ ยายแก่คนนี้ ไม่มีเงิน
เพราะลูก  เอามาเลี้ยงแปะๆ  แมะๆ  ไว้ข้างรั้วบ้าน เอาไว้คอยเก็บผ้า
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #1 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2549, 23:12:11 »

ของเดิมมันเป็นเช่นนี้

 
อ้างถึง   
Mouy
เข้าร่วม: 27 Feb 2006
ตอบ: 42
ที่อยู่: Bangkhunnon BKK
 ตอบเมื่อ: Fri Mar 24, 2006 7:01 am    เรื่อง: เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน  

--------------------------------------------------------------------------------
 
เพื่อดำรงเจตนาของเจ้าแทน ผู้ที่ยังไม่กลับมาเข้า board ทั้งที่ทราบข่าวการกลับมาของ board นี้แล้ว.... เราเลยกลับมาตั้งกระทู้ที่คล้ายคลึงกันอีกครั้ง (จำหัวข้อกระทู้เก่าบ่ได่)

เมื่อวานนี้ พอดีพี่ได้เรียนหนังสือกับอาจารย์วิชัย ที่จุฬา...แล้วเกิดชอบใจในเรื่องเล่า..เลยมาเล่าสู่กันอ่าน... บางคนอาจได้อ่านแล้วใน forward mail นะ

เรื่องเล่าของเด็กขี้โมโห

ลูกชายของบ้านหลังหนึ่งเป็นเด็กที่ใจร้อน ขี้โมโห และโกรธง่าย...ซึ่งเวลาที่เค้าโมโหก็มักจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่ต้องหาวิธีระบายออก.. วันหนึ่งเค้าจึงไปปรึกษากับพ่อ

ลูก: "พ่อครับทำอย่างไรดี เวลาผมโมโห ก็มักจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ทำลายข้าวของ หรืออาจชกต่อยอยู่เรื่อยเลยครับ"
พ่อ: "งั้นเอาอย่างนี้สิ....เมื่อไหร่ที่เจ้ามีอารมณ์โกรธ อยากระบายออก เจ้าจงไปหยิบค้อนกับตะปู แล้วนำไปตอกที่รั้วหลังบ้านนะลูก"

และลูกชายก็ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพ่อด้วยดีเสมอมา .....และแล้ว.....เมื่อตะปูหมดลง... ลูกชายก็มาบอกพ่อ และเล่าให้พ่อฟังว่า
ลูก: "พ่อครับตะปูหมดแล้ว แต่ลูกรู้สึกว่าอารมณ์ของลูกเย็นขึ้นไม่เหมือนแต่ก่อนนี้..."
พ่อ: "งั้นอย่างนี้นะลูก ถ้าหากเมื่อไหร่ที่ลูกควบคุมอารมณ์โกรธของลูกได้ เจ้าจงไปถอนตะปูออกนะ"

และแล้วตะปูที่ได้เคยตอกลงไปนั้น ก็ได้ถูกถอนออกหมด..ลูกชายจึงวิ่งมาบอกพ่อ

ลูก: "พ่อครับผมถอนตะปูออกได้หมดแล้วครับ"
พ่อ: "แล้วเจ้าเห็นอะไรบ้างล่ะ"
ลูก: "Huh?..."
พ่อ: "เจ้าตามพ่อมานี่สิ"....

เมื่อมาถึงรั้วหลังบ้าน
พ่อ: "เอาล่ะ ... ตอนนี้ลูกเห็นอะไรบ้างจากการตอกตะปูของลูก"
ลูก: "เห็นรูตะปูครับ"
พ่อ: "นั่นแหละ... ถึงแม้ว่าเราพยายามที่จะแก้ไขผลจากอารมณ์โมโห โดยการดึงตะปูออก...ผลของอารมณ์โมโหของเจ้าก็ทิ้งร่องรอยเอาไว้..เห็นมั๊ยล่ะลูก...ก็เหมือนกันเมื่อเจ้าโมโห แล้วเกิดไปทำร้ายคนหรือส่งของที่เจ้าโกรธ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือรอยแผล ไม่เกิดรอยแผลนั้นกับเจ้าก็เกิดกับคนหรือสิ่งของนั้น ดังนั้นการโมโหไม่ได้ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับเราเลยนะ...ดังนั้นเจ้าจงเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของเจ้าเถอะนะ"
บันทึกการเข้า

...
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #2 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2549, 23:14:53 »

อ้างจาก: "Mouy"
Update ไม่ให้หายไป.... อิอิ หาเรื่องใหม่มาให้อ่านจ้า...  
เพื่อน ...

มีแม่ลูกคู่หนึ่งเดินบนชายหาด แล้วลูกก็ถามแม่ว่า
"แม่ครับ ทำอย่างไรจึงจะรักษาเพื่อน ให้รักและอยู่กับเรานานๆ"
แม่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ก้มลง เอามือทั้งสองกำทรายแล้วชูให้ลูกดู จากนั้นแม่ก็บีบมือข้างหนึ่งให้แน่น
ทันใดนั้นเองทรายก็ไหลออกจากมือข้างนั้นเรื่อยๆ แม่บีบมืออยู่พักหนึ่ง แล้วก็แบมือให้ลูกดู มือข้างที่บีบแน่น หรือทรายอยู่เพียงเล็กน้อย แต่มือข้างที่กำอย่างหลวมๆยังคงมี ทรายอยู่เต็ม
เมื่อลูกเห็นดังนั้นก็นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดกับแม่ขึ้นว่า "ผมเข้าใจแล้วครับ" แล้วคุณเข้าใจไหมว่าอะไร...
บันทึกการเข้า

...
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2549, 07:55:56 »

Thank u อีกทีนะจ๊ะ กำลังตามเจ้าของกระทู้น้องหมวยมาอยู่นะเนี่ย ไม่รู้หลงทาง แล้วกลับมาได้ยัง แต่ที่แน่ๆ อาทิตย์นี้เจอกัน แล้วจะเอารูปสวยๆ หล่อของชาวซีมะโด่งมาฝากนะ..."คืนสู่เหย้า" ย่อยๆ เลยหล่ะ ฮ่าๆๆๆ  :wink:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #4 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2549, 16:14:31 »

ไม่รู้จะเป็นเรื่องดีๆ หรือ เปล่า...แต่มุขนี้ขำดีนะ..ได้ forwarded mail มาคะ

*****จดหมายจากลูกถึงพ่อ******

>> >กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ

> >คุณพ่อคะ คุณแม่คะ

>>เป็นอย่างไรบ้างสบายดีหรือเปล่าคะ

>> >ผ่านมาเกือบครึ่งปีตั้งแต่หนูเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ

>> >หนูไม่ได้ติดต่อคุณพ่อคุณแม่เลย

>> >หนูอยู่ที่นี่สบายดี...พี่มากเค้ารักหนูและดูแลหนูเป ็นอย่างดี

>> >สงสัยหรือคะว่าพี่มากคือใคร

>> >จำได้มั้ยคะวันที่หนูจากคุณพ่อคุณแม่ที่สถานีรถทัวร์ เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ

>> >รถทัวร์ที่หนูนั่งมาเกิดอุบัติเหตุใกล้ปั๊มน้ำมันแห่ งหนึ่งในกรุงเทพฯ

>> >หลังเกิดอุบัติเหตุ มีคนมาล้อมหน้าล้อมหลังหนูเต็มไปหมดเลยค่ะ

>> >และมีคนขโมยกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าตังค์ไป

>> >พี่มากเค้าเป็นเด็กปั๊มที่นั่นค่ะ

>>พอรถชนกันเค้าก็เข้าไปช่วยปฐมพยาบาล

>> >เราเจอกันที่นั่นค่ะคุณพ่อเค้าเป็นคนดีมาก

>เราพูดคุยกันซักครู่ใหญ่

>>รู้สึกถูกคอกันมากคุณแม่ขา

>นี่แหละมั้งคะที่เรียกว่ารักแรกพบ

>> >พอเค้ารู้ว่าหนูยังไม่มีที่พักไม่มีญาติในกรุงเทพฯ

>> >และยังไม่รู้จะไปพักที่ไหนแถมยังบาดเจ็บจากอุบัติเหต ุ

>> >พี่มากเลยชวนหนูไปอยู่ด้วยกันที่หอพักใกล้ๆปั๊มน้ำมั นนั้น

>> >ด้วยความตกใจและไม่มีที่พึ่งทำให้หนูรับปากพี่เค้าไป โดยไม่รู้ตัว

>> >แต่ว่าคุณพ่อคะพี่มากเป็นคนดีมากค่ะ เค้าไม่เคยแตะต้องตัวหนูเลย

>> >เราอยู่ด้วยกันปร ะมาณ2เดือน พี่มากจึงขอหนูแต่งงานค่ะ

>> >หนูขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณพ่อคุณแม่ก่อน

>> >แต่ด้วยความใกล้ชิดทำให้หนูไม่สามารถยั้งใจไว้ได้

>> >จึงได้บอกตกลงพี่มากเค้าไป

> >อภัยให้เรานะคะนึกว่าเห็นแก่เด็กตาดำๆ

>>ที่จะเกิดมาดูโลกนี้อีกไม่นานเท่าไร

>หนูกำลังมีหลานให้คุณแม่ค่ะ

>> >คาดว่าการเรียนเทอมแรกนี้คงต้องพักไว้ก่อน

>>หรือไม่ก็ต้องเลิกเรียนไปเลย

>> >เพราะว่าหนูคงต้องช่วยพี่มากหาเงินก่อนที่ท้องจะใหญ่ ไปกว่านี้

>> >พอลูกคลอดแล้วก็คงต้องอยู่เลี้ยงลูกอีก คงไปเรียนไม่ได้

>> >เงินทองก็หมดไปทุกวันๆแต่หนูก็ยังสุขใจดีค่ะ ไม่ต้องห่วง

>> >คุณพ่อคุณแม่อย่าโกรธหนูนะคะ

>มันเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ

>> >แต่หนูคิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงจะให้อภัย

>> >เมื่อคลอดลูกแล้วหนูจะพาพี่มากและลูกไปกราบเท้าคุณพ่ อคุณแม่ที่บ้านนะคะ

>> > >ที่หนูเขียนจดหมายมาหาคุณพ่อคุณแม่วันนี้

>>มีข่าวดีและข่าวร้ายมาบอกค่ะ

>ข่าวดีก็คือที่หนูเล่ามาทั้งหมดนั่น

>>เป็นเรื่องไม่จริงค่ะหนูล้อเล่นค่ะ!!

>> >ส่วนข่าวร้ายก็คือเทอมแรกหนูสอบได้F 3 วิชาD 2 วิชา และ C อีก1วิชา

>> > >เห็นมั้ยคะ มันไม่ได้ร้ายแรงไปกว่าที่หนูเล่ามาตั้งแต่ต้นหรอก

>> >ดีกว่าซะอีกจริงมั้ยคะ ฉะนั้นอย่าโกรธหนูนะคะ

>> >ด้วยรักและเคารพอย่างสูง

> >หนูดาที่รักของคุณพ่อคุณแม่

>> >ป.ล.เงินที่คุณพ่อให้มาหมดแล้วล่ะค่ะ

>> >ถ้าคุณพ่อจะเห็นใจช่วยโอนเงินเข้าให้หนูด้วยนะคะ" >
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #5 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2549, 16:15:49 »

จดหมายตอบกลับ


>> >--------------------------- > >สวัสดีจ้ะลูกรักของพ่อ

>> >ที่ลูกเล่ามาทั้งหมดตั้งแต่แรกนั่นน่ะ ทำเอาพ่อใจไม่ดีไปเลยเชียว

>> >พ่ออ่านจดหมายลูกได้แค่ครึ่งเดียวก็โกรธจัดจนไม่ได้อ ่านต่อ

>> >เพราะว่าบันดาลโทสะทำให้พ่อกับแม่ทะเลาะกันยกใหญ่

>> >แม่เค้าไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเค้ารักลูกมาก

>> >คิดว่าลูกคงจะไม่ทำให้เค้าผิดหวัง

>> >แต่พ่อก็โมโหซะจนลืมตัวทะเลาะกับแม่อย่างแรง

>> >ลูกก็รู้ว่าแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่

>> >พ่อผิดเองที่ไม่รู้จักคิดรู้จักยั้งความโกรธ เราทะเลาะกันแรงมาก

>> >จนแม่เค้า......ล้มลงหัวใจวาย ยาที่เคยมีอยู่ในบ้านก็หาไม่เจอ

>> >พ่อพาแม่แกส่งโรงพยาบาลก็สายไปซะแล้ว

>> >พ่อกำลังเศร้ามากคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

>> >มันเกิดจากพ่อไม่อ่านจดหมายของแกให้จบซะก่อน

>แม่แก็เลยมีอันเป็นไป

>> > >อ้อพ่อมีข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับลูก >

>> >ข่าวดีคือแม่แกยังอยู่สบายดีไม่มีอะไรพ่อล้อเล่น

>> >ข่าวร้ายคือแม่เค้าเสียไพ่เลยไม่มีเงินส่งไปให้ลูก

>> >แต่มันก็ยังดีกว่าที่แม่เค้าจะเป็นอะไรไปใช่ไหมล่ะ

>> >หวังว่าลูกคงอ่านจดหมายจนจบนะ

>> >ไม่ใช่ตกใจตะลีตะเหลือกไปฆ่าตัวตายซะก่อน

> >รักลูกมากจ้ะ

> >พ่อ
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
i_tan
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78

« ตอบ #6 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2549, 14:25:25 »

 
อ้างถึง   
Mouy
เข้าร่วม: 27 Feb 2006
ตอบ: 42
ที่อยู่: Bangkhunnon BKK
ตอบเมื่อ: Fri Mar 24, 2006 7:01 am    เรื่อง: เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน  

--------------------------------------------------------------------------------
 
เพื่อดำรงเจตนาของเจ้าแทน ผู้ที่ยังไม่กลับมาเข้า board ทั้งที่ทราบข่าวการกลับมาของ board นี้แล้ว.... เราเลยกลับมาตั้งกระทู้ที่คล้ายคลึงกันอีกครั้ง (จำหัวข้อกระทู้เก่าบ่ได่)


-*- ผมกลับมาแล้วพี่ แต่แค่แอบเข้ามาเล่นเป็นนินจา แว๊บไปแว๊บมาก่อนชั่วคราวเท่านั้นเองแหละคับ
บันทึกการเข้า
i_tan
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78

« ตอบ #7 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2549, 14:58:02 »

จดหมายตอบกลับ (อีกที)

คุณพ่อคะ คุณแม่คะ

หนูได้อ่านจดหมายของพ่อแล้วนะคะ
ข่าวดีคือหนูอ่านจดหมายตั้งแต่ต้นจนจบเลยคะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะว่าหนูจะฆ่าตัวตาย หนูไม่กล้าหรอกคะ อีกอย่างคือหนูกลัวบาปอ่ะคะ กลัวมั๊กๆด้วย T.T
ส่วนข่าวร้ายคือตอนนี้หนูโดนมาเฟียจับตัวอยู่คะ หนูเอาเงินที่คุณพ่อคุณแม่ให้มาไปแทงพนันฟุตบอลจนเป็นหนี้เค้าหลายแสนบาทเลยค่ะ เค้าบอกว่าถ้าไม่หาเงินมาใช้หนี้ เค้าจะตัดแขนขาหนูแล้วส่งหนูไปนั่งขอทานหาเงินใช้หนี้ให้เค้าอะคะ เรื่องจิงนะคะ!! ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะเห็นใจช่วยโอนเงินเข้าให้หนูด้วยนะคะ ด่วนเลยนะคะ หนูไม่อยากถูกส่งกลับบ้านแบบแพ๊คใส่ลัง เหลือแต่หัวโผล่ออกมานอกลังอ่ะคะ Y.Y

เห็นมั้ยคะ มันไม่ได้ร้ายแรงไปกว่าที่หนูเล่ามาตั้งแต่ต้นหรอก

ด้วยรักและเคารพอย่างสูง
หนูดาที่รักของคุณพ่อคุณแม่
บันทึกการเข้า
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #8 เมื่อ: 14 พฤศจิกายน 2549, 22:28:53 »

อัพเดตสักหน่อย เดี๋ยวกระทู้ตาย Sad

อ้างจาก: "Mouy"
ไม่สนใจ โจ้แล้ว... ชอบชักใบให้เรือล่มมมมม.... เรามาอ่านเรื่องใหม่กันต่อดีกว่า... อันนี้มอบให้สำหรับคนทำงานหนักนะจ๊ะ....  

คนตัดไม้...

มีคนตัดไม้คนหนึ่ง นำฟืนไปขายให้แก่ร้านขายฟืน ซึ่งร้านขายฟืน ก็ปฏิบัติต่อคนตัดไม้ดีมาก ดังนั้นคนตัดไม้จึงคิดอยากตอบแทน โดยการจะตัดไม้ให้ได้เป็นจำนวนมากๆ
ในวันแรกคนตัดไม้ตัดไม้ได้ 20 ต้น
แล้วนำมาให้ร้านขายฟืนซึ่งร้านขายฟืนก็ชมเชยและปฏิบัติต่อ คนตัดไม้อย่างดี
แต่พอในวันที่ 2
คนตัดไม้ก็ตั้งใจจะตัดให้ได้มากขึ้นแต่ปรากฏว่ากลับตัดได้เพียง 18 ต้น
ในวันรุ่งขึ้นก็กะว่าจะตัดให้ได้มากยิ่งขึ้นแต่ก็กลับเหลือ 16 ต้น ยิ่งนับวันผ่านไปเรื่อยๆก็ตัดได้น้อยลงเรื่อยๆ จนในที่สุดคนตัดไม้ก็รู้สึกละอายใจ
จึงไปกล่าวคำขอโทษกับทางร้านขายฟืน
แต่เจ้าของร้านขายฟืนก็กลับถามคนตัดไม้ว่า คุณลับขวานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่"
คนตัดไม้ตอบว่า ผมไม่มีเวลาหยุดลัดขวานเลย เพราะขนาดไม่หยุดยังตัดไม้ได้น้อยขนาดนี้" ซึ่งเจ้าของร้านก็บอกแก่คนตัดไม้ว่า
คุณลองคิดดูสิว่าหากคุณหยุดลับขวานให้คม โดยเสียเวลาเพียงเล็กน้อย คุณอาจตัดไม้ได้มากกว่านี้ก็ได้ เปรียบได้กับการทำงาน
ถ้าคุณก้มหน้าก้มตาทำโดยไม่หยุดพักหยุดคิด ก็เปรียบได้กับคนตัดไม้ คุณก็จะล้าลงไปเรื่อย..
บันทึกการเข้า

...
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #9 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2549, 18:10:08 »

ล้วงเอากระทู้เก่ามารวมร่างกับกระทู้นี้เลยดีกว่า...
ขี้เกียจตั้งใหม่ เดี๋ยวต้องคอยอัพเดตอยู่เรื่อยๆ ทุกเจ็ดวัน(รึเปล่านะ?) :?

ความรู้สึก ระยะห่างระหว่างคน...

ตอบเมื่อ: Sat Mar 04, 2006 10:37 pm    

วันเวลาที่ผ่านมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต
ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป
แต่กลับบางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น จากคนแปลกหน้า
กลายเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน

เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน
สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า
ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จักคนคุ้นเคย
หรือ คนรักกันไว้ได้อย่างคงที่…

บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนคุ้นเคย…
จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน ....
ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้ …
และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น ...

แต่ในทางกลับกัน...
ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดหูสุดตา
จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น ....กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก ...

กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป ...
แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จัก กับ คนรัก ย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่
แต่นั่นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ...

ฉันเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเวลา
พอ ๆ กับเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก...
ไม่มีมาตราวัดใด ๆ ที่จะใช้วัดระยะห่างของความรู้สึกได้
และระยะห่างในแต่ละสถานภาพทางความรู้สึกในแต่ละคนก็คงจะไม่เท่ากัน...

เราระบุชัดไม่ได้ว่า 1 เท่ากับ 1 ในความรู้สึกของอีกคน 1
ในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็น 100 ในความรู้สึกของอีกคนก็เป็นได้ ...
และในเมื่อการคบหากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน ....
เราจึงมองเห็นความไม่ลงตัว
เห็นระยะห่างที่ไม่เท่ากันของคนสองคนได้เสมอ…

กับคนบางคน เราอยากเป็นมากกว่าคนรู้จัก
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรามันสั้นลง
กับคนบางคน เราอยากเป็นน้อยกว่าที่เป็นอยู่ . .......
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรายาวไกลออกไป...

แต่กลับบางคนเรากลับอยากจะรักษา ระยะห่าง ตรงกลาง ไว้ให้คงที่
ไม่ให้ห่างหาย จางหนี หรือ เข้ามาใกล้จนเรารู้สึกอึดอัด....
เคยรู้สึกใช่ไหมว่า ...
ขณะที่เราเดินเข้าหา บางคนกลับกำลังเดินหนี
กับบางคนเรากำลังเดินหนี บางคนกลับเดินตาม…
กับบางคนเราก็ต้องการระยะห่างประมาณหนึ่ง ไม่ต้องใกล้มาก
แต่ไม่ต้องการห่างหายไปไหน...

ขณะที่บางคนวิ่งตาม ล้มลุกคลุกคลาน…
เจ็บปวดกับระยะห่างของอีกคนที่ทิ้งไว้ตรงหน้า
ขณะเดียวกันกับที่อีกคนก็วิ่งหนี
โดยไม่คิดจะหันกลับมามองความเจ็บปวดของอีกคน
อะไรก็เกิดขึ้นได้ กับความรู้สึกคน...
เหนื่อยแสนเหนื่อย ล้าแสนล้า ....
แต่สุดท้ายก็ยังพยายาม พยายามที่จะยื้อยุดฉุดดึงอยู่เช่นนั้น

บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้ บนความห่าง ห่างจนลับตา ...
ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน
ไม่เคยรับรู้ว่า ...
ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน
แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้เพียงแค่นั้น
ไม่ต้องห่างไป แต่ เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้ ...
ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ  :roll:
การทำลายระยะห่างของคนสองคนอาจไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับอีกหลาย ๆ คน…
บางคนพยายามมาเกือบทั้งชีวิต....
ระยะห่างที่ว่าก็ยังคงห่างอยู่เช่นเดิม....  

ขณะที่บางคนอยู่นิ่ง ๆ ไม่วิ่งหนี ไม่วิ่งตาม
ปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของเวลา
ไม่เรียกร้องให้เกิดความคาดหวัง ไม่ปล่อยละเลยจนเหมือนชาเฉย…
ระยะห่างนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้ราวปฏิหาริย์...
เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังพยายามเดินเข้าหา...
ให้อีกคนหันกลับมามองบ้าง
ระยะห่างจะได้สั้นลง พยายามต่อไป
เพราะวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกว่าความพยายามของคุณมิได้ไร้ค่า …
ร้องขอสำหรับคนที่กำลังเดินหนี
ให้หันกลับมามองความรู้สึกของอีกคนบ้าง
เพราะบางทีคุณอาจจะสูญเสียอะไรดี ๆ ไป
เพราะระยะห่างที่คุณทิ้งไว้ให้อีกคน

เห็นใจกับการรักษาระยะห่างให้คงที่สำหรับบางคน
เพราะบางทีมันก็ทรมานมากกว่า
การพยายามเดินเข้าใกล้หรือห่างหนี...เสียอีก... :?  

แล้วคุณ ๆ เล่า …
เคยนึกย้อนกลับมามอง ระยะห่าง ของคุณกับผู้คนรอบตัวกันบ้างไหม...
เคยรู้สึกไหมว่า…บางที ความห่างไกล
กับ ระยะห่างของความรู้สึกเป็นกลับเป็นตัวแปรผกผันกัน

เคยรู้สึกได้ถึงระยะห่างทั้งที่ตัวอยู่ใกล้ๆ
หรือรู้สึกใกล้กันแล้วทางความรู้สึกทั้งที่ตัวอยู่แสนไกล กันบ้างไหม....
เคยคิดกันบ้างไหมว่า …
ระหว่างคนพยายามเดินหนี
คนที่พยายามเดินตาม
และคนที่พยายามยังไงระยะห่างกลับเท่าเดิม

คนไหนเจ็บปวดไปกว่ากัน... :|
บันทึกการเข้า

...
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #10 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2549, 18:20:32 »

อ้างจาก: "Max"
เราเหนื่อยอ่ะ

ไม่เดิน ไม่วิ่งตามใครแล้ว ตอนแรกก็นั่ง ยองๆ รอมีแรงแล้วค่อย เดิน

ได้ที่แล้วก็ค่อยวิ่งอ่ะ แต่ตอนนี้ นั่งขัดสมาธ แล้ว สักพักก็ว่าจะนอนหงาย

มองทองฟ้าแล้วอ่ะ เหนื่อยแล้ว ใครจะทำอะไรก็ช่างเค้าเถอะ

ใครคิดถึงเรา เดี๋ยวก็คงเดินมาหา แล้วก็ชะโงกหน้ามาขัดจังหวะตอนเรามองท้องฟ้า

ว่า " ทำอะไรอยู่อ่ะ" :wink:


อ้างจาก: "apirat"
เรื่องบางเรื่อง การยืนรอนั้นเร็วกว่าการวิ่งตาม
แต่ จงอย่าคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอ
บางครั้ง เราก็ต้องออกแรงวิ่งบ้าง แม้จะไม่ได้อะไรเลย ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายล่ะกัน หุ หุ


อ้างจาก: "ppornson"
ก่อนจะวิ่งก็ต้องดูทิศด้วยนะโว้ย...


อ้างจาก: "ป๋าบอล"
อือ..ไอ้ MAX มันนอนอยู่เดี๋ยวไปเหยียบมันเข้า


อ้างจาก: "Max"
นั่นดิ วิ่ง ๆ กันเนี่ย

ระวังเหยีบบ ข้าพเจ้าเข้านะ

พักเหนื่อยเดี๋ยวค่อยวิ่ง ต่อ :wink:


อ้างจาก: "apirat"
มันนอนอยู่คนเดียว
หรือมีคนนอนอยู่ข้างล่างมันอีกคนวะ

ตาแคม


อ้างจาก: "Max"
มีคนนอนอยู่ข้างล่าง

ดีกว่ามีคนนอนอยู่ข้างบนว่ะ ตาแคม


อ้างจาก: "sharp"
ตอบเมื่อ: Sat Mar 18, 2006 9:49 pm      
ห่างก็คือห่าง ใกล้ก็คือใกล้
เดี๋ยวห่างเดี๋ยวใกล้ ... ให้ใจคอยวุ่นวายสับสน

ไม่รู้ว่าควรห่างเท่าไร ไม่รู้ว่าต้องเข้าไกล้เท่าไร
รู้แต่ว่า อยากมองข้าง ๆ แล้วยังเห็นว่ายังอยู่ ...

บางครั้งก็อยากเดินคนเดียว บางครั้งก็อยากมีเพื่อนเดิน
บากครั้งอยากพาใครเดิน แต่หลายครั้งที่อยากอยู่เฉย ๆ มองชีวิตคนอื่นเดินไป

ชีวิต มันต้องมีแรงดันให้ก้าวเดิน ทำเพียงแค่ตัวเอง แรงอาจจะไม่พอ แต่ถ้าทำเพื่อใครคนหนึ่ง
แรงมันมากมายมหาศาล ทำให้ทุกก้าวของชีวิต นั้นเปี่ยมด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น และความหมาย

ความรู้สึก มันอาจห่างเหินไป แต่ความทรงจำมันยังอยู่ ... รอจังหวะเพียงสักครั้งให้ได้แว่บขึ้นมาให้ระลึกถึง

เมื่อห่างเหิน มองข้างก็ห่างหายไป แรงผลักดันของชีวิตก็เหือดหายไป ...
เมื่อได้เข้าใกล้ มองข้างก็อุ่นใจ แรงผลักอันมหาศาลก็ได้ขับเคลื่อนชีวิตต่อไป ... Shocked


อ้างจาก: "tem"
เราคิดว่า หากเราได้มีกิจกรรมใหม่ๆ หรือพัฒนาสิ่งเดิมที่เคยทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอแล้ว ก็จะเป็นสื่อเบื้องต้นที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน แต่ทุกอย่างย่อมต้องมีการพักบ้างนะคะ มีระยะห่างเล็กน้อยก็ยังดี เพื่อให้สายใยที่มีความผูกพันทำงานแทนน่ะ หากยังสามารถทำงานได้ก็เกิดความรู้สึกคิดถึงกัน ก็เป็นอารมณ์ที่มีความสุขอย่างหนึ่งนะคะ


อ้างจาก: "Iamfrommoon"
น้อง Sharp ขอยกนิ้วให้...มัน "โดนใจ" มาก...ซึ้งมาก ถึง มากที่สุด...

แล้วจะรออ่านเรื่อยๆ นะคับ

อ้างจาก: "ppornson"
มีอยู่ช่วงนึง ผมมักจะเขียนใส่ในสมุดประจำตัวแต่ละคนตอนจบค่าย สำหรับคนที่มีแฟนอยู่แล้วตอนนั้น JIB JIB น่าจะเคยอ่าน...

......ความรัก..หาใช่แต่เพียงการยอมรับความเป็น "ปัจเจกชน" ของแต่ละฝ่ายเท่านั้น หากแต่เป็น

การเปิดโอกาสให้อีกฝ่าย ได้มีโอกาสพัฒนาความเป็น "ปัจเจกชน" ของตนเอง ถึงแม้ว่าการทำ

อย่างนั้น จะเสี่ยงต่อการอยู่"ห่างกัน" ก็ตาม...

อ่านจากหนังสือประวัติส่วนตัวของคุณนฤมล..(ไม่รู้เขียนถูกรึเปล่า..)ที่เป็นพิธีกรรายการทุ่งแสงตะวันน่ะ..
บันทึกการเข้า

...
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #11 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2549, 08:27:39 »

จาย์โอ ข้อความของกระผมไม่ต้อง post ก้อได้นะ
รู้สึกผมจะเป็นพวกชอบออกนอกประเด็นเรื่อยอ่ะ หุหุ

ตาแคม  :lol:
บันทึกการเข้า
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #12 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2549, 22:57:43 »

อัพเดตครับ :wink:
อ้างจาก: "ผู้เยี่ยมชม"
เรื่อง: เจ้าหญิงก้อนหินกับเจ้าชายน้ำหยด
ที่มา: ไม่ระบุ

หลังจากผิดหวังในความรัก เจ้าหญิงก็เสียใจ นั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว
จนร่างกายค่อยๆ กลายเป็นหิน
ชายใดสามารถทนกอดก้อนหินได้ด้วยความรักจริง
ก้อนหินจะกลับมาเป็นเจ้าหญิงงดงามดั่งเดิม
เจ้าชายน้ำหยดอ่านแผ่นป้ายหน้าก้อนหินรูปทรงประหลาดอย่างสนใจ
"ต้องกอดนานเท่าไหร่" เจ้าชายถามคนเฝ้าก้อนหิน
"ไม่รู้... เพราะยังไม่มีใครทนกอดได้สำเร็จสักคน"
คนเฝ้าก้อนหินตอบโดยไม่เงยหน้า
"เราจะกอดเจ้าหญิงเอง" แล้วเจ้าชายก็ค่อยๆ
นั่งลงบรรจงกอดก้อนหินอย่างทะนุถนอม
..........

หนึ่งปีผ่านไป เจ้าชายน้ำหยดยังกอดก้อนหินอยู่ "นี่ท่านยังกอด
ก้อนหินอยู่อีกหรือ" คนเฝ้าก้อนหินรู้สึกทึ่งกับความอดทนของเจ้าชาย
"ท่านทำได้อย่างไร"
"เพราะข้าอยู่กับปัจจุบัน" เจ้าชายเห็นคนเฝ้าก้อนหินงง
เจ้าชายจึงอธิบายต่อ "ถ้าท่านกอดก้อนหิน หนึ่งวัน ท่านทำได้หรือไม่"
"สบายมาก" คนเฝ้าก้อนหินตอบโดยไม่ต้องคิด
"แล้วถ้ากอด สองวัน ล่ะ"
"อาจเริ่มเบื่อนิดๆ"
"แล้วถ้า สามวัน สี่วัน หรือสิบวันล่ะ"
"ไม่เอา ข้าไม่มีความอดทนขนาดนั้นหรอก"
"นั่นเพราะท่านไม่อยู่กับปัจจุบัน... ท่านคิดไปก่อนล่วงหน้าว่าไม่ไหว"
"ไม่เข้าใจ"
"ในเมื่อท่านบอกว่ากอดก้อนหินหนึ่งวันได้สบายมาก พรุ่งนี้หรือวันต่อไป
มันจะต่างกันตรงไหน มันก็เป็นแค่ หนึ่งวัน ที่ผ่านไปเช่นเดียวกัน"
เจ้าชายลูบก้อนหินราวกับมีชีวิต
"ในสายตาท่าน อาจจะเห็นว่าข้ากอดก้อนหินนี้มาเป็นเวลาหนึ่งปี
แต่ในความรู้สึกข้า ข้าเพิ่งกอดเจ้าหญิงผ่าน 'หนึ่งวัน' มาแค่ 365
ครั้งเท่านั้นเอง"
"ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่ช่างมันเถอะ ข้าต้องการรู้แค่ว่า
ที่ท่านกอดก้อนหินเพราะท่านรักเจ้าหญิงจริง ๆ หรือเพราะต้องการเอาชนะ"
"ข้ารักจริง" ปากเจ้าชายตอบโดยมือยังไม่คลายกอดจากก้อนหิน
"เอาอย่างนี้ละกันท่าน... นั่นน่ะมันแค่ก้อนหิน ส่วนข้าสิ 'เจ้าหญิง' ตัวจริง"
คนเฝ้าก้อนหินลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อผ้าชุดมอมแมมออก
"ข้าว่า... ท่านมากอดข้าดีกว่า"

......... ตกลงเลยไม่รู้ว่าจะให้เจ้าชายดีใจ หรือกระโดดเตะเจ้าหญิงดี
บันทึกการเข้า

...
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #13 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2549, 22:59:58 »

อ้างจาก: "ป๋าบอล"
ตอบเมื่อ: Fri Apr 21, 2006 12:02 pm    

นี่มันแค่ภาคแรกเอง
ภาคแรก..สอนให้รู้ว่า
1.ผู้ชายบอกว่ารักได้ เมื่อเห็นแค่หน้าตา
2.ผู้หญิงสวย จะเอาแต่ใจ เย็นชาและเรื่องมาก เลยจำเป็นต้องเลือกผู้ชายโดยดูที่ความอดทน

- - - - - - - - - - -
อ่ะ..แต่งต่อให้ เนื้อเรื่องภาคสอง
เจ้าชายกะเจ้าหญิงอยู่กันอีก 1 ปี ก็เลิกกัน เจ้าชายพบว่าเจ้าหญิงไม่ได้ดีอย่างที่คิด
เจ้าชายตัดสินใจบอกข้อเสียของเจ้าหญิงให้เธอฟัง
แล้วบอกเธอว่า ถ้าเธอไม่แก้ไข เจ้าชายคงทนไม่ไหว
เจ้าหญิงตัดพ้อว่าเจ้าชายเปลี่ยนไปไม่อดต่อเธอเหมือนเมื่อก่อน
เมื่อเจ้าหญิงไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง..เจ้าชายจึงเดินทางจากไป
เจ้าหญิงเสียใจกลับไปนั่งเฝ้าที่หน้าก้อนหินเหมือนเดิม

ภาคสอง..สอนให้รู้ว่า
1.ความรักของผู้ชาย ที่เกิดจากการมองแค่ภายนอก อาจจะไม่ยั่งยืนนัก
2.รอคอยให้ได้มาซึ่งรัก ทำให้เราทรมาน แต่การต้องอยู่กับความรักที่ทำให้เราเจ็บ มันทรมานกว่า
เราอดทนกับอย่างแรกได้ แต่อาจทนกับอย่างที่สองไม่ได้
3.เค้าทนข้อเสียเราได้ ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะทนตลอดไป
เมื่อรู้ข้อเสียของตัวเอง ควรพยายามลดมันลงเพื่อให้คนที่คุณรักอยู่กับคุณนานๆ
4.แต่ไม่มีใครสามรถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ 100% มันมากเกินไป
เราขอให้เค้าเปลี่ยนเพื่อเราได้ แต่เราเองก็ควรเปิดใจยอมรับความเป็นตัวเค้าเช่นกัน

เด๋ว ว่างๆจะมาแต่งภาคสามต่อนะ
บันทึกการเข้า

...
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #14 เมื่อ: 23 พฤศจิกายน 2549, 12:53:05 »

เมื่อชัยอายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด
พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป
พ่อหันมาพูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก เงินแค่นี้ซื้อเวลา ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 8 ขวบ ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท
เมื่อป้าไปชำระเงิน ยื่นธนบัตรร้อยบาทให้พนักงาน ได้รับเงินทอน 55 บาท เพราะลูกค้ามาก
และเข้าใจว่าธนบัตร 50 บาทคือ 20 บาท ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที
แทนที่จะบอกพนักงานว่าทอนเงินผิด
เมื่อออกจากร้านป้าก็พูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรหลาน ความผิดของเขาเองใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์ แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน
แม่ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ชัย เมื่อครบกำหนดวันส่ง แม่ให้พ่อไปซื้อต้นหอมแดงที่ตลาด
และฝังลงในกระบะให้ชัยนำไปส่งครู
และพูดว่า "ไม่เป็นไรลูก ครูไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 12 ขวบ ชัยทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของลุงแตก ลุงจึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทเครดิต
ที่ลุงใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมยได้รับเงินชดใช้มา 15,000 บาท เต็มราคาที่ซื้อมา
ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า "ไม่เป็นไรหรอกหลาน สิทธ์ของเราใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 15 ปี ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน ครูฝึกได้สอนวิธีกลั่นแกล้ง
ฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บโดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม
ครูฝึกบอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 16 ปี ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต ของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง
หัวหน้าแผนกให้ชัยจัดกระเช้าผลไม้ โดยแนะนำให้จัดวางผลไม่สวยจวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า
คัดผลสวย ใบโตสีสด จัดวางอยู่ส่วนบน
หัวหน้าแผนกสอนว่า "ไม่เป็นไรหรอก ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เอง แต่นำไปฝากคนอื่น ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 18 ปี ได้สมัครสอบเพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัย ปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2
เมื่อพ่อรู้เข้าจึงไปพูดกับกรรมการซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ในที่สุดชัยก็ได้รับทุน
พ่อพูดกับชัยว่า "ไม่เป็นไรลูก เป็นโอกาสของเรา ใครใครถ้ามีโอกาส เขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 19 ปี เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับชัยเป็นเงิน 1,500 บาท ชัยลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด
เพราะเพื่อนพูดว่า "ไม่เป็นไรหรอกชัย เกรดมีผลกับอนาคตนะ ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ"

เมื่อชัยอายุ 24 ปี ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 700,000 บาท และต้องติดคุก
พ่อกับแม่ไปเยี่ยมและตัดพ้อต่อว่า "ทำไมลูกทำอย่างนี้กับพ่อแม่
ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนขี้โกงเลยนะ"


แนวคิดจาก It' s ok , son , everybody does it.
ที่มา Forward Mail

ตาแคม  :arrow:
บันทึกการเข้า
audit
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 136

« ตอบ #15 เมื่อ: 23 พฤศจิกายน 2549, 13:47:38 »

โอ๊ะ โอ พี่แคมก็มีสาระกะเค้าเป็นด้วยแฮะ

นึกว่าคิดแต่เรื่องแบบนั้นเป็นอย่างเดียว 555

 :wink:
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #16 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2549, 12:43:39 »

จริงๆ แล้วพี่เป็นคนดีมีสาระนะน้องออดิท
แต่ไม่แสดงออก ฮ่าๆ

ตาแคม  :lol:
บันทึกการเข้า
MahDee
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,081

« ตอบ #17 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2549, 16:09:08 »

คติสอนใจ จากโน๊ต อุดม

ความรู้มาก ๆ บางทีเหมือนกำแพงอิฐที่เรียงตัวสูง ความรู้สูง กำแพงสูง ความรู้รอบด้าน ก็เหมือนกำแพงสูงรอบตัว บางครั้งมันอาจทำให้มองออกไปไม่เห็นอะไร นอกจากอิฐที่ตนเองก่อขึ้นมา

กลิ่นของความรัก ก็เช่นเดียวกับห้องน้ำ เข้าไปแรก ๆ จะรู้สึกว่าได้กลิ่น อยู่ในนั้นนาน ๆ ไปจะเคยชิน จนลืมว่ามีกลิ่นนั้นอยู่ จนกว่าจะออกมาจากบริเวณนั้นและกลับเข้าไปใหม่

ถ้าเรารักใครสักคน เราควรเปิดโอกาสให้เขาได้ทำผิดหลาย ๆ ครั้ง เพราะเราเองก็ต้องการโอกาสอย่างนั้นเช่นกัน อย่าบอกเลยว่าเป็นคนดี ความหยิ่งยโส ก็มีอยู่ในคนถ่อมตัว ครูที่สอนนักเรียน ก็มีความโง่ ซ่อนอยู่ ความขลาดกลัว ก็มีอยู่ในนักมวยแชมป์โลก ความเบื่อหน่าย ก็มีอยู่ในพนักงานต้อนรับที่กระตือรือร้น ความเห็นแก่ตัว ก็มีอยู่ภายในใจของนักสังคมสงเคราะห์ มันอยู่คู่กัน รอวันปรากฏตัวออกมา

ถ้าสันดานห่วย ๆ มันเป็นกระดาษ เรามีแค่หินทับกระดาษคนละก้อน ลมกิเลสพัดมา ก็ขึ้นกับว่าก้อนหินของใครก้อนใหญ่พอที่ทับมันไว้ ไม่ให้ปลิวเพ่นพ่านเท่านั้นเอง..
บันทึกการเข้า

RCU 2541>> ปะกาโด่ง 81
----------------------------
http://www.facebook.com/MrMahD
MahDee
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,081

« ตอบ #18 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2549, 16:17:03 »

มีเรื่องเล่าว่า...

มีพระองค์หนึ่ง...ชอบทำอะไรแปลกๆ...
วันหนึ่ง...พวกกรุงเทพฯ...เอากฐินไปทอดที่วัด...

จัดงานกันใหญ่โต...มีหนัง...มีลิเก...มีดนตรี...ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน...
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา...

หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา...

บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง...แล้วเอาเชือกมาด้วย...
หลวงพ่อจัดการ...เอาเนื้อ...ผูกติดกับหลังหมา
 
ผูกเสร็จ...ก็ปล่อยหมา ...

หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง...ก็ไล่งับ...
พอหัวโดดงับ...ตัวก็ขยับหนี...
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง...

ยิ่งโดดงับเร็ว...ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว...
โดดไม่หยุด...เนื้อก็หนีไม่หยุด...น่าสงสารหมามาก...  
 
หมาโดดอยู่นาน...งับเท่าไหร่...เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที...

ผู้คนบนศาลา...พากันหัวเราะชอบใจ...
หัวเราะเยาะหมา...ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้...
ไล่งับ...จะกินเนื้อ...ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต...  
 
หลวงพ่อ...มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว...

ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา...
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า...

 
มนุษย์เรา...มีความรู้สึกว่า...ตัวเองพร่อง...ตัวเองยังไม่เต็ม...
ต้องเติมตลอดเวลา...เติมไม่หยุด...เพื่อให้ตัวเองเต็ม...
 
เราอยากสวย...อยากทันสมัย...

ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด...ทันสมัยที่สุดใส่...
ดีใจได้เดือนเดียว...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...สวยกว่า...ทันสมัยกว่า...
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่...
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน...รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว...  
 
ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด...

๒ เดือนต่อมา...มีรุ่นใหม่กว่าออกมา...ของเราตกรุ่น...

ซื้อรถเบนซ์...ทันสมัยที่สุด...แพงมาก...
ขับได้ ๖ เดือน...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...
ทันสมัยกว่า...แพงกว่า...ของเรากลายเป็นเชย...
 
เราต้องก้มหน้าก้มตา...ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน...หาเงินมา...

เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย...
ซื้อเสื้อผ้าใหม่...มือถือใหม่...คอมพิวเตอร์ใหม่...รถยนต์คันใหม่...
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส...
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น...
 
ปัจจุบัน...

เรากำลังไล่งับความทันสมัย...เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน...
ทั้งที่รู้ว่า...ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต...ก็ไม่มีทางตามทัน...
น่าสงสารไหมโยม...  
 
คนเต็มศาลา...เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น...

ด่าว่า...หมามันโง่...
ตอนนี้เงียบสนิท...เหมือนไม่มีคนอยู่...  
 

ไม่รู้ว่า...กำลังสงสารหมา...
หรือ...กำลังทบทวนความโง่...ตัวเอง
บันทึกการเข้า

RCU 2541>> ปะกาโด่ง 81
----------------------------
http://www.facebook.com/MrMahD
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #19 เมื่อ: 27 พฤศจิกายน 2549, 18:30:49 »

เรื่องแบบนั้นของน้องออดิทมันเป็นเรื่องแบบไหนหว่า..

ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทุกท่าน..ช่วงนี้ขอเก็บข้อมูลอย่างเดียวก่อนนะ..
บันทึกการเข้า
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #20 เมื่อ: 29 พฤศจิกายน 2549, 11:12:45 »

Tongue  Tongue  Tongue

บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #21 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2549, 11:34:40 »

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ไปซื้อหนังสือชุด เรื่อง "มิเกะเนะโกะ โฮล์มส์ แมวสามสียอดนักสืบ" เป็นเรื่องแนวสืบสวน สอบสวนของญี่ปุ่น อ่านเรื่องย่อแล้วน่าสนใจ (มากกก)เลยไปหามาอ่านปรากฎว่าตอนนี้ไปถึงเล่มที่ 9 แล้วจะอ่านเล่ม 9 เลยก้อกลัวไม่ได้อรรถรส เลยเริ่มอ่านตั้งแต่เล่ม 1 ตอน..ปริศนาศพนักศึกษาสาว...ผลปรากฎว่า...

สนุกมากกกก..อ่านแล้ววางไม่ลง..จะจบเล่ม 1 แล้ว..plotเรื่องจะเป็นแนวแบบ เรื่อง "โคนัน" คะ สนุกจริงๆ หรือว่า พี่คนไหนอ่านแล้วบ้างคะ ถ้ายังขอแนะนำให้อ่าน เผื่อบางท่านจะเป็นยาแก้เหงาได้คะ :lol:
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #22 เมื่อ: 16 ธันวาคม 2549, 21:54:13 »

ลองอ่านเรื่องเครียดๆดูหน่อย  :shock:
http://www.cmadong.com/community/board/viewforum.php?f=10
บันทึกการเข้า

...
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #23 เมื่อ: 21 ธันวาคม 2549, 14:48:32 »

อันนี้ขอวิจารณ์ค่านิยมที่ถือสืบๆกันมา เพราะโลกแห่งประชาธิปไตย ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถามและโต้แย้งความเชื่อเดิมๆได้
พระพุทธเจ้ายังสอนหลักกาลามสูตรไว้ ทำไมเราจะวิพากษ์ความเชื่อเดิมๆไม่ได้ล่ะ


การบริจาคแบบพระเวสสันดร ผมมองว่าเป็นการบริจาคที่งี่เง่า :twisted:

เหตุผลคือ เมื่อมีคนที่บริจาคแบบไม่หวังผล ไม่ตรวจสอบผล หวังเพียงให้ทานแล้ว
จะมีคนอีกประเภท คือ พวกกาฝากสังคม เกิดขึ้นตามมาด้วย
บางคนอาจมองว่าไม่เกี่ยวกัน แต่ผมเห็นว่า มันเกี่ยวข้องกันอย่างมาก!

ผมเคยอ่านบทความของคุณประภาส ชลสรานนท์(ขวัญใจคุณ ppornson) เค้าเขียนวิจารณ์เปรียบเทียบสังคมทั้งสอง
เขากล่าวว่า สังคมไทยมีการเอาเปรียบกันบ่อยครั้งกว่าสังคมอเมริกัน ไม่ใช่ว่าคนอเมริกันมีความเคารพกันมากกว่า แต่คนอเมริกันเวลาถูกเอาเปรียบเค้าจะต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของตน ในขณะที่คนไทยหลายคนมักทำทองไม่รู้ร้อน ถือว่าทำบุญทำทาน!?! :x และพวกฝรั่งเวลาเสียภาษีหรือบริจาคเงินให้มูลนิธิอะไรแล้ว เค้ามักจะตรวจสอบด้วย ว่าภาษีหรือเงินบริจาคที่เสียไปนั้น ถูกนำไปใช้ตามเจตนารมณ์ของเขาหรือเปล่า? ในขณะที่คนไทยปล่อยเลยตามเลย ทำให้พวกสิบแปดมงกุฏจอมเรี่ยไรทั้งหลายถือกำเนิดขึ้นมากมาย
ถ้าไม่มีคนอย่างพระเวสสันดร คนอย่างชูชกก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เช่นกัน เมื่อไม่มีคนให้(อย่างไร้เหตุผลอันควร)ย่อมไม่มีคนที่เอาแต่ขอ(โดยไม่พึ่งพาตนเอง)
บันทึกการเข้า

...
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #24 เมื่อ: 27 ธันวาคม 2549, 21:51:15 »

เราว่ามันเป็นเชิงปรัชญา โดยมีนัยเรื่องการบริจาคขั้นสูงสุดมากกว่านะ AJ O..

เพราะอยู่ใน10ชาติที่บำเพ็ญบารมีต่างๆ จนครบ10 ประการ..(พระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ทรงเป็น ปัญญาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญพระบารมีโดยทรงใช้ปัญญาอย่างแรงกล้า โดยกำหนดระยะเวลาการบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขย กับ ๑oooo กัป..)

ดังนั้น..การบริจาคในชาติสุดท้าย คือพระเวสสันดอนนั้น คงเอาตรรกะทางสังคมปัจจุบันไปรองรับไม่ได้..เนื่องจากเป็นการบรรยายการตัดทิ้งทุกอย่างถึงขั้นสูงสุด..

ดังเช่นในปัจจุบันที่เราแปลคำว่า..สันโดษ..ผิดกันซะส่วนมาก..ซึ่งเราเอาตรรกะในปัจจุบันไปรองรับเช่นกัน..

เป็นนามธรรมมากกว่านะ..AJ.O
บันทึกการเข้า
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #25 เมื่อ: 04 มกราคม 2550, 11:31:19 »

นิยามรัก ฉบับขำขำ

รัก.......... แท้..เป็น..................ตำนาน
รัก.......... สิ้นลมปราน..เป็น.......บทประพันธ์

รัก.......... ไม่แปรผัน..เป็น.........นิยาย
รัก.......... จนวันตาย..เป็น.........นิทาน

รัก.......... ตลอดกาล..เป็น.........ละคร
รัก.......... อยู่ทุกตอน..เป็น.........ละครน้ำเน่า

รัก.......... ไม่เคยเก่า..เป็น.........จริงช่วงแรก
รัก.......... ในความแปลก..เป็น....คำฮิต

รัก.......... ด้วยชีวิต..เป็น...........ลิเก
รัก.......... ไม่โลเล..เป็น.............ความฝัน

รัก.......... เธอนิรันด์..เป็น..........ชื่อเพลง
รัก.......... นะตัวเอง..เป็น...........เด็กอมมือ

รัก.......... ซื่อสัตย์..เป็น.............คำลวง
รัก.......... หมดทรวง..เป็น..........คำติดปาก

รัก.......... เธอมาก..เป็น.............คำฮอต
รัก.......... เดียวตลอด..เป็น........ไปไม่ได้!!!!!


 :lol:  :lol:  :lol:
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 12 มกราคม 2550, 08:44:10 »

บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #27 เมื่อ: 17 มกราคม 2550, 01:40:58 »

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=22371

 Shocked
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 23 มกราคม 2550, 17:45:26 »

อ่านแล้ว น่ารักดี เลยเอามาแบ่งปัน


************************************************************


***********************************************************


*************************************************************


*************************************************************


************************************************************


************************************************************


*************************************************************


***********************************************************
 :lol:  Cool  :lol:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #29 เมื่อ: 23 มกราคม 2550, 19:56:40 »

ฮิ้ว...
บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #30 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 10:16:24 »

เฮ....
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #31 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 10:51:44 »

เหมาะสำหรับ พี่ปุ๊กกี้,นู๋แอน, คุณผึ้ง (แหม ชื่อน่าเคารพจิงๆ) และสาวที่ยังโสด

8 อาชีพที่ควรหาเป็นแฟนครับ

1. นักปีนเขา
      - เพราะความใฝ่ฝันของนักปีนเขา คือ จุดสุดยอด และเขามักไม่ไปคนเดียว
2. นักยิมนาสติก
      - ทุกท่าของเขาล้วนมีคะแนนเสมอเขาอาจจบด้วยท่าตีลังกาหลังเหยียดตรงสองรอบแถมเกลียวอีกครึ่งรอบให้คุณหวาดเสียวเล่นและถ้าคุณเจอนักยิมนาสติกลีลาล่ะก็ว๊าว...ว....ว.
3. นักกอฟล์
      -เขาสามารถตีได้ถึง 18 หลุมในวันเดียว
4. นักฟุตบอล
      -คุณจะเลิกกังวลเรื่องเขาจะยิงเข้าทางประตูหลังไปได้เลย
5. นักเต้นรำ
      -เขาจะถามคุณก่อนเสมอว่า "ชอบจังหวะไหนครับ" ถ้าคุณชอบ แทงโก้ก็บอกได้หรือจะเอานุ่ม
นวลแบบวอลซ์ ก็ไม่เลว
6. นักรักบี้
      -ลีลาการปล้ำของเขาสะใจอย่าบอกใคร
7. นักว่ายน้ำ
      -มีให้เลือกหลายท่า ทั้งท่ากบท่าฟรีสไตล์ กรรเชียง หรือผีเสื้อ
8. หมอฟัน
      -เพราะหมอฟันมักจะถามคุณด้วยความห่วงใยเสมอว่า "เสียวไหมครับ"

อุ๊ยตาย...อุ๊ยตาย...คนอาไรลามก
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
jviruch-78
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,601

« ตอบ #32 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 10:54:14 »

รับไม่ได้
บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #33 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 11:11:14 »

ฮ่า  มากคับพี่น้อง...

ชอบ ชอบ :lol:
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 11:21:02 »

:shock:  :shock:  :shock: ต๊ายตา Eggman คิดเองปะ...สุดยอด ฮา อ้อ request อยากรู้ๆ 2 อาชีพจ๊ะ (คิดเหมือนกันกับพี่ปะ อุบไว้ก่อนนะ เหอเหอ)


9. นักธุรกิจ
........

10. Sales Representation ให้หลิมกับแคมเลย
.........




 :lol:  :lol:  :lol:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #35 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 11:53:18 »

9. นักธุรกิจ
- ก็ดีครับ ชอบได้เสีย แต่พวกนี้เป็นนักลงทุน ดังนั้นจะไม่ออกแรงพร่ำเพรื่อ

10. พวกเซลล์ เนี่ย
- ไม่ค่อยดีครับ มักจะโอ้อวดเกินความเป็นจริง พูดอย่างเดียวไม่ค่อยลงมือทำ

อิอิอิ
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
BeKamon
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235

« ตอบ #36 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 12:51:34 »

Eggman นายไข่ -- ขอบคุณที่แนะนำนะคะ อืมมมมมมมม  :shock:
บันทึกการเข้า

Something might change, but something never changes. (The Matrix Revolution)
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #37 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 13:17:31 »

ขอนอกเรื่องอีกที แม๊น ลืมได้ไง

11. วิศวกร
........

12. สถาปนิก
........


 :lol:   Cool  :lol:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Joker_rcu79
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 332

« ตอบ #38 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 13:33:05 »

คิดได้ไง เจ๋งดีวะ
แถมวะ แบบว่าอยากรู้
13.นักเคมี ..............
14.นักกายภาพบำบัด...........
ตอบดีๆนะมรึง ฮีืึฮึ :twisted:

joker
บันทึกการเข้า
jviruch-78
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,601

« ตอบ #39 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 16:51:22 »

ไม่อยากตอบเอง
บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #40 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 17:17:44 »

ช่วยตอบครับ

11. วิศวกร
- เรื่องโครงสร้างและสรีระเป็นหลัก คุณต้องเป็นคนที่โครงสร้างแข็งแรง มั่นคงและสามารถรองรับแรงกระแทกได้ดี  :lol:

12. สถาปนิก
- คุณสบายใจได้ครับ เค้าเก่งเรื่องการออกแบบ ต่อให้คุณหุ่นเป็นอย่างไร เค้าสามารถดีไซน ให้ออกมาดูเก๋ แต่ระวังนะครับแบบแปลก ๆ ที่คนอื่นมักงง เค้าจะเห็นว่ามันสวยเสมอ



หนุ่มกำลังหัด
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #41 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 17:25:40 »

เก่งจิง ๆ สมเกียรติ

งั้นถ้าเป็น

วิศวกรไฟฟ้า ล่ะ

 :twisted:
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #42 เมื่อ: 24 มกราคม 2550, 17:32:58 »

วิศวะ ไฟฟ้า น่ะเหรอ

- หลักๆจะเป็นพวก ไฟ(ราคะ) แรงสูง แต่มักจะมีปัญหาเรื่องลัดวงจร สาวๆต้องระวังไว้นะ

แต่วิศวะ โยธา เนี่ย ขอแนะนำ เพราะเค้าถนัดงาน "เอาเสาไปลงหลุม"

ทะลึ่งเล็กน้อย
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
jviruch-78
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,601

« ตอบ #43 เมื่อ: 25 มกราคม 2550, 08:14:49 »

ดีน่ะ กรูเป็นวิศวะเคมี ไม่ถนัดเรื่องเอาเสาลงหลุม ถนัดแต่ ใช้สารหล่อลื่น
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #44 เมื่อ: 25 มกราคม 2550, 08:19:33 »

มีอาชีพแมวเป่า

ตาแคม
บันทึกการเข้า
(n_n)Cellkrub
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2540
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์
กระทู้: 579

« ตอบ #45 เมื่อ: 25 มกราคม 2550, 08:58:09 »

อ้างจาก: "jviruch-78"
ดีน่ะ กรูเป็นวิศวะเคมี ไม่ถนัดเรื่องเอาเสาลงหลุม ถนัดแต่ ใช้สารหล่อลื่น


เหอะๆๆ คิดได้ไง
บันทึกการเข้า
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #46 เมื่อ: 25 มกราคม 2550, 10:23:24 »

สำหรับ วิศวะเคมี เนี่ย นะนอกจากเรื่องสารหล่อลื่นแล้ว ยังชำนาญเรื่องของการคำณวนการปล่อยของเหลวในท่อด้วยใช่ไหมคร้าบ (Fluid)
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #47 เมื่อ: 30 มกราคม 2550, 12:45:28 »

ช่วยเพิ่มเติม เซียนพระ (ppornson)
         และ จัดซื้อ (ไอ้ชาร์ป) ให้ด้วยพี่ไข่  Cool
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
MahDee
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,081

« ตอบ #48 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2550, 11:09:55 »

ขอเปลี่ยนแนวหน่อยนะครับ พอดีอ่านแล้ว เออ...มันก็จริงแฮะ...

-----------------------------------------------------------------------

คุกกี้ 1 ห่อกับการตัดสินคน                                          
                                                                           
 ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก                                                                                    
 มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3 ชั่วโมง                                  
 ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง                                        
                                                               
 เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1ห่อ
 และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลางๆ
 เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง
                                                 
 เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ                              
 เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร                    
 ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา
                                                     
 สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ                                                    
 ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง                              
 แล้วกินมันอย่างละชิ้นเธอมองด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย
                     
 เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ                                                          
 เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา                                        
 ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป  
                         
 เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า " ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็....ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลก
 ไปเลย "                                                                    
 ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น                                    
 ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย                                    

 เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร                                          
 ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น                                  
 ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า              
 " เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ  ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ"  


                                                                         
 เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง                                
  ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม                          
                                                                           
 ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว                                    
 เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง                                            
 
 ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ เธอตกใจมากมาก                                  
  ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า...คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน                  
 
 เธอลุกขึ้นทันที                                                                
 แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม                                        
 แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า                                                      
 มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง                        
                                                                           
 เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ                                                          
 เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท                                                          
 เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง..........                                        
                                                                           
 มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า
                                       
 " สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด                                  
 
 มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น                                            
 
 และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง                                  
 
 ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย "
                                           
                                                                           
 ......... นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น                            
 
 หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า                  
                                                                           
 " เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง ?                                              
 เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่ "..........                          


บันทึกการเข้า

RCU 2541>> ปะกาโด่ง 81
----------------------------
http://www.facebook.com/MrMahD
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #49 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2550, 11:26:08 »

น่าสนใจดี มะดี พี่ว่าเนี่ยคือการที่เราเที่ยวไปตัดสินคนอื่น โดยอาศัยตัวเราเองเป็นหลัก มันจะทำให้ง่ายต่อการเกิดอคติ หรือ bias น่าเก็บไปคิด

ยกตัวอย่าง :
ไอ้ดล : วันนั้นไปเที่ยวที่รัชดา มา เห็นพี่โต้ง ไปเดินเข้าๆออกๆ ที่อาบอบนวดแห่งหนึ่ง
ไอ้โก๋ (ลิ้นสว่าน) : โอะโหย๋ ว่าแล้ว เนี่ยเราอ่านใน webboard เห็นพี่โต้งชอบพูดเรื่อง ไปอาบน้ำอะไรนองเนี่ย ตอนแรกนึกว่าล้อเล่น ที่แท้ก็ของจริง

ผลที่เกิดขึ้น : เพื่อนโต้งในสายตาน้องๆ กลายเป็นคนติดอ่าง
ความจริง : วันนั้นมันไปตามเก็บงานที่สร้างไว้

ดังนั้นอย่าด่วนตัดสินว่าใครดีหรือเลว เพราะเราอาจจะยังไม่เข้าใจสถานะการณ์ดีพอ(จริงไหม...น้าแคม)

เหตุการณ์สมมุติอีกครั้ง

ตึกยังรู้พัง   สตางค์ยังรู้หมด แต่มิตรภาพที่สวยสด ไม่มีหมดเหมือนสตางค์คร้าบ
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #50 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2550, 13:15:46 »

เกี่ยวอะไรกับตูอีกล่ะเนี่ย

ตาแคม
(คนเลวในสายตาเธอ)
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #51 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2550, 14:13:38 »

เดี๋ยวนี้ติดอ่างต้องเป็นเสี่ยบั๊มโว้ย..คุยกับมันมาเมื่อวาน...ไอ้นี่..สุดยอด..
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #52 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2550, 14:01:04 »

เมื่อกี้นี้ได้รับเมล์จากแพะ-เพื่อนรัก เห็นแล้วรู้สึก ปลื้มใจไปกับเพื่อนด้วย ที่ตุ๊กตาโป๊ะโกะของแพะไปถึงน้องๆ เหล่านี้  Cheesy แล้วเราจะพลาดโอกาสดีๆ ที่จะทำให้เด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสที่จะมีตุ๊กตาดีๆ ไว้กอดและเป็นของรักของเขาเหรอคะ  หากใครอยากร่วมโครงการก็โทร.ตามเบอร์ที่อยู่ในรูปก็ได้นะคะ

From: somluk
Date: 02/13/07 12:51:13
To: Pookkie;
Subject: : Bear Project from Dek Toh
 
เคยได้ยินป่ะ โครงการเด็กโต๋ น้องที่บริษัทเขาร่วมกับโครงการนี้แหละ
แพะก็ฝากตุ๊กตาเขียวในรูปที่น้องผู้ชายน่ารัก ๆ ยกมือน่ะ
(น้องมีแววฉลาดเหมือนแพะ 555)
ถ้ามีโครงการอีกปีหน้าจะบอกนะจ๊ะเผื่อใครอยากร่วมบริจาค
เห็นแล้วคิดถึงตอนไปค่ายเนอะ

 


----- Original Message -----
From: "Ms. Kannarat"
To: "'somluk'"
Sent: Tuesday, February 13, 2007 11:50 AM
Subject: FW: Bear Project from Dek Toh

> มีน้องโป๊ะโก๊ะ ของใครก้อไม่รู้เป็นนายแบบด้วยหล่ะ


ปล. แพะจ๊ะ ฉันขอเอาเมล์เรื่องดีๆ ของแกมาแบ่งปันให้น้องๆ ได้อ่าน คงไม่ว่าอะไรนะเพื่อน L O V E

 :lol:  Cool  :lol:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #53 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2550, 18:42:16 »

เรื่องการตัดสินคนเนี่ยะ ผมมีประสบการณ์มาแล้วครับ

เพื่อนผม ไปเที่ยวหมอนวด เจอหมอน้อยหน้าตาไม่ดี และคงคิดว่าบริการไม่ดีด้วย...ที่ไหน ประทับไปเลยครับ อย่าไปตัดสินคนที่ภายนอก (ภายในดีมาก ๆ )  :lol:


เพื่อนนะครับ เพื่อน....จิง จิ๊ง.... :lol:
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #54 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2550, 23:23:49 »

หุ หุ

สำหรับข้าพเจ้า

หน้าตาดี แต่ ใจดี อีกต่างหาก

 :lol:
บันทึกการเข้า
Dr.Poot
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,330

« ตอบ #55 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2550, 15:10:22 »

อ้างจาก: "iamfrommoon"
เมื่อกี้นี้ได้รับเมล์จากแพะ-เพื่อนรัก เห็นแล้วรู้สึก ปลื้มใจไปกับเพื่อนด้วย ที่ตุ๊กตาโป๊ะโกะของแพะไปถึงน้องๆ เหล่านี้  Cheesy แล้วเราจะพลาดโอกาสดีๆ ที่จะทำให้เด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสที่จะมีตุ๊กตาดีๆ ไว้กอดและเป็นของรักของเขาเหรอคะ  หากใครอยากร่วมโครงการก็โทร.ตามเบอร์ที่อยู่ในรูปก็ได้นะคะ

From: somluk
Date: 02/13/07 12:51:13
To: Pookkie;
Subject: : Bear Project from Dek Toh
 
เคยได้ยินป่ะ โครงการเด็กโต๋ น้องที่บริษัทเขาร่วมกับโครงการนี้แหละ
แพะก็ฝากตุ๊กตาเขียวในรูปที่น้องผู้ชายน่ารัก ๆ ยกมือน่ะ
(น้องมีแววฉลาดเหมือนแพะ 555)
ถ้ามีโครงการอีกปีหน้าจะบอกนะจ๊ะเผื่อใครอยากร่วมบริจาค
เห็นแล้วคิดถึงตอนไปค่ายเนอะ

 


----- Original Message -----
From: "Ms. Kannarat"
To: "'somluk'"
Sent: Tuesday, February 13, 2007 11:50 AM
Subject: FW: Bear Project from Dek Toh

> มีน้องโป๊ะโก๊ะ ของใครก้อไม่รู้เป็นนายแบบด้วยหล่ะ


ปล. แพะจ๊ะ ฉันขอเอาเมล์เรื่องดีๆ ของแกมาแบ่งปันให้น้องๆ ได้อ่าน คงไม่ว่าอะไรนะเพื่อน L O V E

 :lol:  Cool  :lol:


มีโอกาสได้ดู หนังเรื่องเด็กโต๋ ด้วย สนุก และน่ารัก
ดูแล้วอมยิ้ม ทะเล ความใฝ่ฝันของเด็ก...
บันทึกการเข้า
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #56 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2550, 15:28:56 »

แต่พี่ๆละคนเริ่มมีรูปเป็นของตัวเองแล้ว....หล่อลากดินนนนนนนนนนน...จริงๆ 555555  :lol:  :lol:
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #57 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2550, 22:22:07 »

กรูไม่เชื่อมรึง..ไอ้หลิม..
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #58 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2550, 08:27:36 »

อ้างจาก: "party"
แต่พี่ๆละคนเริ่มมีรูปเป็นของตัวเองแล้ว....หล่อลากดินนนนนนนนนนน...จริงๆ 555555  :lol:  :lol:


คนเข้าบอร์ดจะเริ่มน้อยลง
เพราะเริ่มเห็นถึงความน่ากลัวของแต่ละคน

ตาแคม
บันทึกการเข้า
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #59 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2550, 08:40:40 »

อ้างจาก: "apirat"
อ้างจาก: "party"
แต่พี่ๆละคนเริ่มมีรูปเป็นของตัวเองแล้ว....หล่อลากดินนนนนนนนนนน...จริงๆ 555555  :lol:  :lol:


คนเข้าบอร์ดจะเริ่มน้อยลง
เพราะเริ่มเห็นถึงความน่ากลัวของแต่ละคน

ตาแคม


แต่หนูเชื่อคะว่า....ความน่ารักของพี่แคม...ยังคงอยู่คะ..55555 :lol:
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
Dr.Poot
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,330

« ตอบ #60 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2550, 08:46:03 »

อ้างจาก: "party"
แต่พี่ๆละคนเริ่มมีรูปเป็นของตัวเองแล้ว....หล่อลากดินนนนนนนนนนน...จริงๆ 555555  :lol:  :lol:


พี่ว่าเหมือนถูกบังคับต่างหาก  :cry:  :cry:
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #61 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์ 2550, 11:16:09 »

อ่านในกรุงเทพธุรกิจ หน้า ไอทีไร้พรมแดน แล้วได้ความรู้ดีมากก็เลยเอามาฝากค่ะ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
สมดุลของงานและความสำเร็จ (1)
26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 18:56:00
โดย : แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ email : jack@svoa.co.th


จะลำบากยากจนหรือรวยล้นฟ้า คนเราก็มีเวลาจำกัดแค่วันละ 24 ชั่วโมงเหมือนๆ กันครับ ที่สำคัญคือในรอบวันนั้น เราต้องใช้ถึง 1 ในสามหรือราวๆ 8 ชั่วโมงไปกับการนอนหลับพักผ่อน เวลาที่เหลือจริงๆ จึงมีแค่ 16 ชั่วโมงต่อวัน

โดยเวลาที่เหลือนี้ หากแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือเวลาทำงาน ที่เหมือนกับการเปิดเครื่อง ก็ต้องให้สมดุลกับการปิดพักเครื่อง ด้วยการใช้ชีวิตส่วนตัวกับครอบครัว ซึ่งผมเชื่อว่าใครบริหารเวลาให้กับตัวเองได้ดีกว่า ก็ย่อมได้เปรียบมากกว่า

หันมาดูที่เวลางานที่หากแบ่งครึ่งกับครอบครัวแล้ว ก็เหลือแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น หากเราต้องใช้ฝ่าการจราจรช่วงเช้าและเย็นอีกวันละ 2 ชั่วโมง ก็จะเห็นว่ายิ่งเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จึงไม่น่าแปลกอะไรที่คนประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนใหญ่มักจะตื่นเช้า เพราะใช้เวลาได้คุ้มค่ากว่านั่นเอง

เวลาในช่วงเช้าเป็นเวลาที่เราสดใสที่สุด และมีสถิติบันทึกไว้ว่าการเจรจาธุรกิจ หรือเซ็นสัญญาในช่วงเวลานี้มักจะราบรื่นกว่าเวลาในช่วงอื่นๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราสดชื่นมากที่สุด ภาษิตจีนโบราณจึงบอกไว้ว่า 1 ชั่วโมงในเวลาเช้า เอาชนะ 3 ชั่วโมงเวลาเย็นได้

การสร้างสมดุลให้กับเวลาทั้งในโลกการทำงานและโลกส่วนตัว จึงเป็นเรื่องจำเป็น และใครที่หาสมดุลให้กับทั้งสองส่วนได้ ก็ย่อมมีภาษีดีกว่าคนอื่น ซึ่งการสร้างสมดุลนี้แม้จะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายนักเพราะมี กฎพื้นฐานที่สำคัญคือ

1. ต่อให้เราทุ่มเทแค่ไหน และต่อเนื่องแค่ไหน ทุกคนมีชีวิตเดียวเท่ากันหมด

2. มนุษย์เรา ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีใครพิเศษเกินหน้าคนอื่น เพราะทุกคนถูกควบคุมด้วยเวลาที่มีจำกัดวันละ 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน

3. ภายใต้สภาพแวดล้อมของสังคม ที่มีการแข่งขันสูงเหมือนในทุกวันนี้ ความพยายามแค่ไหนก็ยัง

ไม่พอ เพราะเราไม่สามารถเดาได้ว่า เบื้องหน้าเรามีอุปสรรคที่ยากแค่ไหน

ที่สำคัญการสร้างสมดุลให้กับชีวิตต้องทำพร้อมๆ ไปกับการบริหารความคิด และหมั่นจัดระเบียบอารมณ์ความรู้สึกของเราให้อยู่กับร่องกับรอย เพราะทั้งสองส่วนนี้ มีผลต่อการคิดของเราว่าจะคิดมองโลกให้เป็นบวกหรือลบ

ผลสำรวจวิจัยในทุกวันนี้ชี้ชัดแล้วครับ ว่าคนมองโลกในแง่ดีมักใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและยืนยาวกว่าคนมองโลกในแง่ร้าย

(อ่านต่อฉบับหน้า)
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #62 เมื่อ: 07 มีนาคม 2550, 09:06:58 »

ดีหรือไม่ดี.....ยากที่จะบอก

นานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง พระราชาองค์นี้ มีคนสนิทคนหนึ่งที่พระองค์สนิทมาก และมักจะพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอในทุกๆที่

แล้ววันหนึ่ง พระราชาก็ถูกหมาตัวหนึ่งกัดนิ้ว แผลฉกรรจ์มาก
พระราชาจึงถามคนสนิทว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า

คนสนิทกลับตอบว่า " ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก "
และในที่สุด พระราชาก็ถูกตัดนิ้ว และพระราชาก็ถามคนสนิทอีกว่า
นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า คนสนิทกลับตอบว่า
" ดี หรือไม่ดียากที่จะบอก " พระราชาโกรธมาก เลยจับคนสนิทขังไว้ในคุก

วันหนึ่ง พระราชาก็ได้เสด็จออกป่าล่าสัตว์ พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก
แล้วก็มุ่งเข้าไปในป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็พบว่าพระองค์ได้หลงทางเสียแล้ว
แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านั้น พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองในป่าแห่งนั้น
คนป่าพวกนั้น ต้องการจับพระราชาไปบูชายัญ

แต่พวกเขาก็พบว่าพระราชานิ้วขาด
จึงรีบปลดปล่อยพระราชา เพราะเชื่อว่าพระราชาไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์เลย และไม่เหมาะที่จะนำไปบูชายัญ พระราชาจึงตัดสินใจกลับพระราชวังในที่สุด
และสุดท้าย พระองค์ก็เข้าใจคำพูดของคนสนิทที่บอกว่า
" ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก "
เพราะถ้าพระองค์มีนิ้วครบสมบูรณ์ พระองค์ต้องถูกฆ่าโดยคนป่าพวกนั้นอย่างแน่นอน

พระราชาจึงสั่งปล่อยตัวคนสนิท และขอโทษเขา แต่พระราชากลับประหลาดใจ เมื่อคนสนิทกลับไม่โกรธพระองค์เลย ในทางตรงข้ามเขากลับบอกว่า

มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่ท่านขังข้าไว้ ทำไมงั้นหรือ
เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้ ข้าก็จะต้องตามท่านไปในป่า
และในเมื่อท่านไม่เหมาะจะถูกบูชายัญ ข้าคงจะถูกนำไปบูชายัญแทนเป็นแน่

อีกครั้งกับคำที่ว่า ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก
เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไม่มีการสรุปได้อย่างแน่นอนว่า
ดี หรือ ไม่ดี บางครั้งสิ่งที่ดี อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย ในขณะที่สิ่งที่เลวร้ายอาจกลายเป็นดีได้

สิ่งดีๆอะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นกับเรา จงสนุกสนานกับมัน แต่อย่าไปยึดติดกับมัน
จงคิดเสียว่ามันเป็นสิ่งที่มาสร้างความประหลาดใจให้กับชีวิตของคุณ
อะไรต่างๆ ที่มันเลวร้าย ซึ่งเกิดขึ้นกับคุณ
ไม่จำเป็นต้องไปเศร้าเสียใจ ในตอนท้าย มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย
.........................................................


ถ้าพวกเราเข้าใจได้อย่างนี้
พวกเราจะพบว่า การใช้ชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Ton(Poodle)
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #63 เมื่อ: 08 มีนาคม 2550, 17:28:05 »

ข้อความดีๆ จาก หนังสือ วันแรกของวันที่เหลือ (วิน เหลียววาริน)
บันทึกการเข้า
Ton(Poodle)
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #64 เมื่อ: 08 มีนาคม 2550, 17:37:55 »

อ้างจาก: "Ton(Poodle)"
ข้อความดีๆ จาก หนังสือ วันแรกของวันที่เหลือ (วิน เหลียววาริน)


แก้ตัวหน่อย

ข้อความนี้แล้วกัน

Subject: คน 1 คน ^____^
>> >การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน
>>>ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม
>>>
>>>สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง
>>>ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ
>>>
>>>“คน”
>>>เป็นสิ่งมีชีวิต
>>>ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น
>>>
>>>อย่าตั้งใจกับคน
>>>1 คนมากเกินไป>>>
>>>เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว>>
>>>
>>>อย่าคาดหวังกับ คน
>>>1 คนมากเกินไป>>>
>>>
>>>เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง
>>>ที่ทุกคนอยากให้เป็น>>>
>>>
>>>อย่าให้เวลากับคน
>>>1 คนมากเกินไป>>>
>>>
>>>เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว.. . คนเดียว
>>>
>>>อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน
>>>1 คนมากเกินไป
>>>
>>>เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง
>>>
>>>อย่าควบคุมชีวิตคน
>>>1 คนมากเกินไป
>>>
>>>เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว
>>>เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด>>>
>>>
>>>อย่าบีบบังคับคน
>>>1 คนมากไปกว่านี้

>>>เพราะถ้าคนๆนั้น
>>>หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้
>>>
>>>คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที
>>>
>>>เธอ. . . ลองมองดูฉันดีๆ
>>>ฉันมีลมหายใจ
>>>
>>>ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา
>>>
>>>ฉันเองก็เป็น “คน”
>>>เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน.. . เช่นกัน

>>>...อยากรู้จักใครสักคน
>>>ต้องหัดเรียนรู้
>>>ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง...
>>>
บันทึกการเข้า
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #65 เมื่อ: 09 มีนาคม 2550, 08:05:41 »

พี่Ton(Poodle)--- นี้แหละ คือความจริงที่ไม่อิงนิยายคะ ---- :lol:  :lol:
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #66 เมื่อ: 12 มีนาคม 2550, 07:56:20 »

ได้อ่านเรื่องการใช้ชีวิตกลางทะเลทรายของพี่รังสรรค์ RS_Oman รุ่นพี่ซีมะโด่งเราที่เป็นคนไทยของ PTTEP ไปทำการค้นหาขุดเจาะแหล่งน้ำมัน เพื่อประเทศไทยเรา...อยากให้น้องๆ ไปอ่านค่ะ หรือหากอยากได้ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมก็ไปคุยกับพี่รังสรรค์ได้ เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของซีมะโด่งเหมือนกันค่ะ ตามไปได้ที่ลิ้งค์นี้เลย

http://www.cmadong.com/community/board/admin/index.php?admin=1&sid=be48680faf5a347147c49bb022cd6c15

 :lol:  Cool  :lol:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Dr.Poot
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,330

« ตอบ #67 เมื่อ: 12 มีนาคม 2550, 12:12:59 »

อ้างจาก: "iamfrommoon"
ได้อ่านเรื่องการใช้ชีวิตกลางทะเลทรายของพี่รังสรรค์ RS_Oman รุ่นพี่ซีมะโด่งเราที่เป็นคนไทยของ PTTEP ไปทำการค้นหาขุดเจาะแหล่งน้ำมัน เพื่อประเทศไทยเรา...อยากให้น้องๆ ไปอ่านค่ะ หรือหากอยากได้ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมก็ไปคุยกับพี่รังสรรค์ได้ เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของซีมะโด่งเหมือนกันค่ะ ตามไปได้ที่ลิ้งค์นี้เลย

http://www.cmadong.com/community/board/admin/index.php?admin=1&sid=be48680faf5a347147c49bb022cd6c15

 :lol:  Cool  :lol:


เข้าไม่ได้ง่ะ  :?:
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #68 เมื่อ: 12 มีนาคม 2550, 12:14:57 »

อ้างจาก: "poot"
อ้างจาก: "iamfrommoon"
ได้อ่านเรื่องการใช้ชีวิตกลางทะเลทรายของพี่รังสรรค์ RS_Oman รุ่นพี่ซีมะโด่งเราที่เป็นคนไทยของ PTTEP ไปทำการค้นหาขุดเจาะแหล่งน้ำมัน เพื่อประเทศไทยเรา...อยากให้น้องๆ ไปอ่านค่ะ หรือหากอยากได้ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมก็ไปคุยกับพี่รังสรรค์ได้ เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของซีมะโด่งเหมือนกันค่ะ ตามไปได้ที่ลิ้งค์นี้เลย

http://www.cmadong.com/community/board/admin/index.php?admin=1&sid=be48680faf5a347147c49bb022cd6c15

 :lol:  Cool  :lol:


เข้าไม่ได้ง่ะ  :?:



แฮ่ๆๆ ลืม ดันก๊อปมาผิดเอาใหม่นะจ๊ะ...

http://www.cmadong.com/community/board/viewtopic.php?t=460&start=0

 :lol:  Cool  :lol:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Dr.Poot
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,330

« ตอบ #69 เมื่อ: 12 มีนาคม 2550, 12:42:43 »

อ้างจาก: "iamfrommoon"
อ้างจาก: "poot"
อ้างจาก: "iamfrommoon"
ได้อ่านเรื่องการใช้ชีวิตกลางทะเลทรายของพี่รังสรรค์ RS_Oman รุ่นพี่ซีมะโด่งเราที่เป็นคนไทยของ PTTEP ไปทำการค้นหาขุดเจาะแหล่งน้ำมัน เพื่อประเทศไทยเรา...อยากให้น้องๆ ไปอ่านค่ะ หรือหากอยากได้ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมก็ไปคุยกับพี่รังสรรค์ได้ เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของซีมะโด่งเหมือนกันค่ะ ตามไปได้ที่ลิ้งค์นี้เลย

http://www.cmadong.com/community/board/admin/index.php?admin=1&sid=be48680faf5a347147c49bb022cd6c15

 :lol:  Cool  :lol:


เข้าไม่ได้ง่ะ  :?:



แฮ่ๆๆ ลืม ดันก๊อปมาผิดเอาใหม่นะจ๊ะ...

http://www.cmadong.com/community/board/viewtopic.php?t=460&start=0

 :lol:  Cool  :lol:


เย้ ได้อ่านแย้วว  :lol:
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #70 เมื่อ: 17 เมษายน 2550, 09:45:52 »

จริงเท็จ ลองพิจารณากันดูนะ
----------------------------------------------------------------

ข้อความนี้คัดลอกมาจากเว็บอื่น
จาก กระแสที่ มี การ ห้อย ตุ๊กตา เอาไว้ ท้ายรถเป็นจำนวน มาก
เริ่มจาก คนกลุ่ม เล็กๆ แล้วก็ มากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น แฟชั่น ในที่สุด
พ่อ แม่ พี่ น้อง บนท้องถนน
หรือกระทั่ง คนขับรถโดยสารสาธารณะ
เริ่ม เอามาห้อยบ้าง (โดยไม่รู้ที่มาที่ไป)
ลุกลามไป ถึง รถกระป้อ รถบรรทุก รถมอไซด์ รถยนต์ทุกชนิด
มันดูน่ารัก เท่ห์ และไม่เสียหายอะไร
ค่าใช้จ่ายต่ำมาก (ผมก็ว่าเช่นนั้น)
และ เป็น จุดสังเกต ว่านั่นคือรถของเรา
ซึ่งผมเองยังไม่มีรถ
และกำลังจะซื้อรถเร็วๆนี้
ก็มีความคิดที่จะทำเช่นกัน
แต่พอได้อ่านกระทูก่อนหน้านี้
เรื่องที่มาที่ไปของการห้อยตุ๊กตา
ได้ความว่า
--------------------------------------------------------------------------------

ในเริ่มแรกเดิมทีนั้น
ตอนแรกๆจะห้อยตุ๊กตาที่มีรูปร่าง "เหมือนคน " กันครับ
พวกตุ๊กตาบาบี้ หรืออะไรก็ได้ ที่ดูออกว่า " เป็นรูปคน"

แล้วเค้าห้อยทำไม ... การห้อยตุ๊กตารูปคน ทำเพื่อแก้เคล็ดครับ
สำหรับรถที่เคย "ลากคนไปอยู่ใต้ท้องรถ " มาแล้ว
ด้วยความเชื่อที่ว่า เพื่อไม่ให้วิญญาณคนที่ถูกลาก
ตามติดอยู่ใต้ท้องรถตลอดไป จะขายราคาก็ตก เงินก็ไม่มี เดี๋ยวไม่มีรถใช้
[ คล้ายๆกับเรื่องที่เราไปแย่งนอนเตียงผีน่ะครับ ถ้าเราไปนอนแทน ผีก็นอนไม่ได้]
เรื่องตุ๊กตาห้อยท้องรถก็เช่นกัน
ห้อยไว้ เพื่อเอาตุ๊กตามา " แย่งที่" ไม่ให้วิญญาณ มาอาศัยใต้ท้องรถเราอยู่ครับ
บางคนซื้อรถมือสอง แล้วเห็นอะไรแปลกๆขณะขับรถ
หรือไม่ไว้ใจประวัติรถ ก็มักจะมาห้อย กันเอาไว้ก่อนน่ะครับ
.......
มาตอนนี้กลายเป็นว่า ... ห้อยเป็นแฟชั่น

แต่การห้อยเป็นรูปตุ๊กตาหมีหรืออะไรต่างๆน่ะ กันวิญญาณไม่ได้นะครับ
แต่อาจจะทำให้วิญญาณเร่ร่อน ตามติดรถไปได้อีก
การโชว์ ตุ๊กตา หรืออะไรต่างๆที่เป็นของที่มนุษย์ใช้ที่มันดูน่ารักน่าเล่นน่ะ
ไม่ต่างอะไรกับการ " เชื้อเชิญ" นะครับ ถ้าใส่ไว้ในรถจะไม่เป็นไร แต่ถ้านอกรถเป็นการ แสดงการเชื้อเชิญครับ
[คล้ายๆกับการตอบ " ครับ" หรือเปิดประตูรับน่ะครับ ทำให้วิญญาณเข้ามาในบ้านเราได้]
ถ้าเผลอไปลากคนไปอยู่ใต้ท้องรถมาแล้ว
ไม่จำเป็นต้องห้อยตลอดไปนะครับ แค่ 49 วันก็พอ
กลัวนับผิด จะห้อยเกินไปบ้างก็ไม่เป็นอะไร
วิญญาณใต้ท้องรถน่ะ แม้โดนแย่งที่ แต่มีสิ่งเหนี่ยวอยู่สิ่งเดียวครับ
ก็คือใต้ท้องรถที่ลากเค้าน่ะแหละครับ
วิญญาณที่สามารถยึดติดอยู่กับสิ่งเหนี่ยวได้ จะไม่ไปผุดไปเกิดนะครับ
แต่ถ้าไม่สามารถยึดติดได้ จะไปผุดไปเกิดในช่วง 49 วันครับ
ฉะนั้น ถ้าเผลอห้อยแล้วหลุด หรือโดนหมางับหายไป
ให้เริ่มต้นห้อยและนับ 1 ใหม่ ไปอีก 49 วันนะครับ
--------------------------------------------------------------------------------
นั่น คือ สาเหตุ และ ดูเหมือนการห้อย จะมีผลร้าย
ด้านความเชื่อ ซึ่ง ถ้า ไม่ห้อยรูป คน อาจทำให้มีวิญญานติดรถไปได้
ผมจึงคิด สรุป ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า

--> ห้อยตุ๊กตารูปคน = กันผี = แฟชั่น = ห้อยได้ไม่มีผลเสีย

--> ห้อยรูป อื่นๆที่ไม่ใช่รูปคน = เรียกผีมา = แฟชั่น = น่ารัก
แต่อาจมีวิญญาณคนตายตามท้องถนนติดมา = มีผลเสีย (ถ้าไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร)

--> ถ้าอยากห้อยรูป อื่นๆที่ไม่ใช่รูปคน = ห้อยได้ตามปกติ = แฟนชั่นสวยงาม = ดึงดูดผีตามตุ๊กตามา = มีผีติดรถ = เอาพระมาห้อยในรถ

 = ผีจะโดนพระไล่ไปเองโดยอัตโนมัติ = ผีตัวไหม่ไม่รู้ว่ามีพระ ก็ เข้ามาตามตุ๊กตาอีก = โดนพระไล่ ไปอีก เป็นแบบนี้ เรื่อยไป


ที่มา : Forward Mail คับ
-------------------------------------------------------------------

ตาแคม
บันทึกการเข้า
Platongkoh
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 344

« ตอบ #71 เมื่อ: 17 เมษายน 2550, 10:44:07 »

กระจ่างครับ........
ขอบคุณพี่แคมมาก  ผมสงสัยมานานแล้ว........ช่วงนี้ก็เห็นเยอะขึ้น....
บันทึกการเข้า

ttp://platongkohphoto.multiply.com/
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #72 เมื่อ: 17 เมษายน 2550, 11:29:05 »

ถามต่อ

ตอนนี้เห็นเค้า ไปห้อยตุ๊กตากันที่ปลายท่อไอเสียด้วย

Huh?

เหตุผลเดียวกันหรือเปล่านะ

 :?:
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #73 เมื่อ: 17 เมษายน 2550, 23:27:52 »

บทความของตาแคมได้สาระดีมากครับ Cool

ปล.ว่าแต่ว่า วิญญาณที่ตาแคมพูดถึง คงอยากเห็นหมีกระมัง..ถึงได้ชอบมาอาศัยรถที่มีตุ๊กตาหมี  :lol:
บันทึกการเข้า

...
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #74 เมื่อ: 18 เมษายน 2550, 07:57:28 »

ก๊อปเค้าอีกทีครับ
ถ้าอยากรู้ที่นอกเหนือจากนี้ ก็มิสามารถตอบได้
ไว้ถ้าเจออะไรใหม่ จะมา post อีกที หุหุ

ตาแคม
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #75 เมื่อ: 18 เมษายน 2550, 08:06:29 »

Thank you  นะตามแคม พี่ก็สงสัยเหมือนกัน ทำไมคนถึงเอามาห้อยท้ายรถ...ที่แท้ก็กลัวผีนี่เอง 555 เอ แล้วถ้าเอาตุ๊กตาลิงไปไว้ล่ะคับมันหมายถึงอะไรฮับ อิอิ :wink:


 :lol:  Cool  :lol:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

ป๋าบอล
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 196

« ตอบ #76 เมื่อ: 18 เมษายน 2550, 13:03:35 »

อืมๆๆ...กำลังสงสัยเรื่องนี้พอดีเลย
สรุปว่า
ถ้าใครกลัวตุ๊กตาหมี ให้เอาศพมาห้อยไว้ท้ายรถใช่มั้ยครับ
เข้าใจแล้วๆ
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #77 เมื่อ: 18 เมษายน 2550, 15:00:31 »

แล้วถ้าคนไม่อยากเห็นหมีทำงายอ่ะ ป๋าบอล (คำถามจากจารย์โอ หุหุ)
ต้องเอาอะไรไปแขวนไว้ที่รถ

------------------------------------------------------------
ข้อมูลจากการวิจัยโดยดูเร็กซ์
สำรวจประชากร 26,000 คู่ ทั่วโลก

โดยเฉลี่ยคนมีเพศสัมพันธ์ 104 ครั้ง/ปี
กรีกเฉลี่ยมากสุด 164 ครั้ง/ปี (แทบจะวันเว้นวันเลยนะเนี่ย)
ญี่ปุ่นเฉลี่ยต่ำสุด 48 ครั้ง/ปี (ถึงว่าผลิตอุปกรณ์กันซะเยอะเชียว หุหุ)

เวลาการมีเพศสัมพันธืเฉลี่ย 18.3 นาที/ครั้ง
ไนจีเรียเฉลี่ยสูงสุด 24 นาที/ครั้ง
อินเดียวต่ำสุด 13.2 นาที/ครั้ง

ที่มา นสพ. ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 18 เม.ย. 50 หุหุ

ตาแคม  Cool
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #78 เมื่อ: 19 เมษายน 2550, 10:07:42 »

ท่าทางจะตก mean กระฉูด..เพราะสถิติเป็นศูนย์...ฮือๆๆ
บันทึกการเข้า
BeKamon
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235

« ตอบ #79 เมื่อ: 19 เมษายน 2550, 10:36:12 »

พี่ปุ๊ก -- ชอบเรื่อง "ดี / ไม่ดี...อยากที่จะบอก" อืมมมม บางที ก็ค้นหาคำตอบว่า สิ่งนี้ดีหรือไม่ดี แต่มันไม่เจอคำตอบอะ พออ่านเรื่องนี้ มันก็เป็นการมองกันคนละแง่มุมนะคะ

บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่า มันไม่ดี มันอาจจะดีก็ได้ อืมมม ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาวัด มาแบ่งกัน หรือว่า เพื่อนๆ พี่ๆ มีเกณฑ์อะไรมาวัดการกระทำ หรือสิ่งต่างๆ ว่า ดีหรือไม่ดีบ้างคะ ช่วยโพสต์ให้ความกระจ่างหน่อย จะขอบคุณมากเลยค่ะ
บันทึกการเข้า

Something might change, but something never changes. (The Matrix Revolution)
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #80 เมื่อ: 19 เมษายน 2550, 10:39:18 »

ชึวิตจริงของใคร บางคน....

เมา....แต่ได้ใจภรรยา

บุญนำ ตื่นขึ้นมาตอนสาย ๆ ของวันเสาร์ เขารู้สึกปวดหัวและเมาค้าง เนื่องจากเมื่อคืนดื่มหนักไปหน่อย

แต่เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อเขาพบว่ามียาแก้ปวดหัว ไทลินอล 2 เม็ด
กับน้ำหนึ่งแก้ววางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง
เสื้อผ้าที่เขาใส่เมื่อคืนนี้
ได้ถูกซักสะอาดและรีดอย่างเรียบร้อย
ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนอนถูกจัดไว้เป็นระเบียบ
ขณะที่เขาเอายาขึ้นมากิน
เขามองเห็นโน้ตวางอยู่บนโต๊ะมีข้อความว่า

>" ที่รัก อาหารเช้าของคุณอยู่ในเตา > > > กาแฟอยู่ในกระ ติกน้ำร้อน

> ฉันไปซื้อของที่ตลาดประเดี๋ยวกลับมา

> รักคุณมากที่สุด " บุญนำขยี้ตาแล้วลองหยิกแขนตัวเอง> >

เมื่อรู้ว่านี่ไม่ใช่เขาฝันไปแน่นอนจึงเกิดความสงสัย " มันเกิดอะไรขึ้น ? ">

โดยปกติ เขาจะมีปากเสียงกับภรรยาของเขาทุกครั้งที่เขาเมากลับบ้าน> >

แต่เมื่อคืนนี้เขาเมายิ่งกว่าคืนใด ๆ> >

แต่ทำไมทุกอย่างมันกลับเป็นตาลปัตรอย่างนี้> > >> > >เขาเดินเข้าไปในครัว

อาหารเช้ากาแฟถูกเตรียมไว้อย่างดีสำหรับเขา> > >เมื่อยกมานั่งกินที่โต๊ะอาหาร>

เขาพบว่าลูกชายนั่งกินอาหารเช้าอยู่ก่อนแล้ว> > >บุญนำ :

เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ ้น ?> > >ลูกชาย : เมื่อคืนนี้พ่อกลับบ้านตอนตีสาม

พ่อเมามากเดินโซเซชนตู้แตก> > >เก้าอี้หัก แล้วพ่อยังอาเจียนเลอะบ้านไปหมด> >

บุญนำ : จริงเหรอ ? แม่ไม่โกรธหรือ ?> > >ลูกชาย : แม่ลงมาดูแล้วโกรธมาก

แม่ลากพ่อไปยังห้องนอน> > >แล้วแม่ก็ถอดกางเกงที่เลอะอาเจียรของพ่อออก> >

บุญนำ : แล้วไงต่อ ?

> > >ลูกชาย : พ่อไม่ยอมให้แม่ถอด พ่อได้แต่พูดว่า " คุณ คุณ อย่าดีกว่า> > >ผมมีเมียแล้ว

 
 Cheesy  Cheesy  Cheesy


อนาคตของใคร!!!
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #81 เมื่อ: 19 เมษายน 2550, 13:03:16 »

ผู้ชายเลวๆที่แสนดี

 Cheesy
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
Ton(Poodle)
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #82 เมื่อ: 19 เมษายน 2550, 13:42:42 »

ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
      ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
      ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
      ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่ง ซูริค
      ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้า ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของ ตัวเองตลอดเวลา"
      ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

      ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์
      ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที             ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
      ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม           ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
      ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ               ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้สำเร็จ

               ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์" ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง

      ชายกล ุ่มหนึ่งเป็นนักดนตรี
      ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผู้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
           ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า"เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว”
      ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน

      ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
      ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
      ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
      ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน"
      หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก

      ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
      ชายคนนั้น...สูญเสามสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
      ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
      ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด
      ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" (Ludwig van Beethoven) นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก

      ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
      ชายคนนั้น...เคยมีชีวิ ตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
      ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
      ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
      ชายคน ั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

      ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
      ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท่านั้น
      ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
      ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

      ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
      ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แก รนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
      ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
      ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

     หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
     หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัท Blue Book Modeling Agency
     หญิงคนนั้น...เคยโดน ผอ.บริษัท บลูบุ๊ค โมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า "เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯหรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
     หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร" นั่นเอง

      ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
      ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮา วาร์ดอันเลื่องชื่อ
      ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
      ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
            ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
      ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐจากเงินลงทุนเพียง 100เหรียญสหรัฐ
      ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์"  นักลงทุนอัจฉริยะอภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

      ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
      ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
      ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
      ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
      ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
      ชายคนนั้น...ปัจนคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์
      ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
      ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
      ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม " บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์    
            มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก  ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

เชื่อว่า...ทุกคนเคยแพ้           เชื่อว่า...ทุกคนเคยล้มเหลว          แต่...คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว
คนล้มเหลวคือ........คนที่ล้มเลิกต่างหาก

____________
ชีวิตต้องสู้ :wink:
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #83 เมื่อ: 19 เมษายน 2550, 16:26:01 »



มหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่ง
สุดแสนจะภูมิใจที่ลูกชาย
วัยห้าขวบของเขากำลังจะได้
เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง
ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น

โดยส่วนตัวของเขาเอง
ก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก
ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน
ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียวไป
ท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ
แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่อง
”ความยากจน”
เพราะเขามีความเชื่อว่า
ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง
และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน

เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมา
มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่า
ลูกชายได้อะไรบ้างจากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดา ว่า
เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนา
และพักแรมที่นั่น
ซึ่งทำ ให้เขาได้พบว่า....
ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง
แต่ก็ยังน้อยกว่าห้องทำงานของชาวนา

อาหารที่ชาวนารับประทานสามารถหาได้ตลอดเวลา
รอบๆบริเวณบ้านโดย ไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้น ที่เป็นที่เก็บอาหาร
เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อน
คุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหาร
กับโต๊ะอาหารที่ยาวเกือบสิบเมตร
และ มีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน

ลูกชาวนา ที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา
ต้องกอดเอวพ่อให้แน่น
เพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน

แต่เขาเอง ต้องนั่งในรถที่ใหญ่โต
อยู่ข้างหลังเพียงลำพังโดยมีคนขับรถพาไปทุกที่

ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟ
ส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน
แต่เขา ก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน
......... ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีดหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย

เขาขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้เขารู้คำตอบว่า.....
จริงๆ แล้ว.......เรายากจนกว่าชาวนามาก
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #84 เมื่อ: 20 เมษายน 2550, 11:40:22 »

ทำไงถึงจะคิดแบบนี้ได้
เหมือนง่ายๆ นะ แต่ทำได้ยาก

ตาแคม :?
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #85 เมื่อ: 20 เมษายน 2550, 16:56:34 »

>>> กาแฟใส่เกลือ

>>>เขาเจอเธอในงานเลี้ยงแห่งนึง
>>>เธอดูโดดเด่นมากและมีคนมากมายรุมล้อมเธอ
>>>ในขณะที่เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดาคนนึง
>>>ไม่มีใครใส่ใจเขาเลย
>>>
>>>และหลังงานเลี้ยงเลิก
>>>เขาได้มีโอกาสชวนเธอไปทานกาแฟต่อ
>>>เธอประหลาดใจมาก
>>>แต่ท่าทีที่สุภาพของเขา ทำให้เธอตอบตกลง
>>>
>>>พวกเขานั่งในร้านกาแฟดีๆแห่งนึง
>>>เขาดูประหม่าจนพูดอะไรไม่ออก
>>>เธอรู้สึกอึดอัดมาก จนคิดในใจว่า
>>>ได้โปรดให้ฉันกลับบ้านเหอะ
>>>
>>>แต่ทันใดนั้น.....เขาถามบ๋อยว่า ขอเกลือป่นได้ไหม
>>>อยากเอามาใส่ในกาแฟ
>>>ทุกคนในร้านหันมาจ้องเขาด้วยความประหลาดใจ
>>>เขาอายจนต้องก้มหน้า
>>>แต่ก็ยังเติมเกลือลงในกาแฟ และก็ดื่มมันเสียด้วย
>>>
>>>ทำให้เธอต้องถามเขาอย่างอดไม่ได้ว่า ทำไมชอบกาแฟรสชาติแบบนี้
>>>เขาตอบว่า เมื่อเขายังเด็กบ้านเกิดเขาอยู่ริมทะเล
>>>เขาเป็นลูกน้ำเค็มเล่นกับทะเลทุกวัน เคยชินกับรสเค็มของเกลือ
>>>เหมือนกับรสชาติของกาแฟเค็ม
>>>เพราะฉะนั้นเมื่อทุกครั้งที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟเค็มๆเขาก็จะคิดถึงวัยเด็ก
>>>คิดถึงบ้านเกิด เขาคิดถึงพ่อแม่ทียังอยู่ที่นั่น
>>>
>>>เขาเล่าไปก็น้ำตาไหลอาบแก้ม
>>>เธอรู้สึกสงสารเขาจับใจ
>>>นั่นเป็นความในใจลึกๆของเขา
>>>ผู้ชายคนไหนที่กล้าบอกว่าเขาคิดถึงบ้าน
>>>แสดงว่าเขาต้องรักครอบครัวอย่างมาก
>>>และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว
>>>ดังนั้นเธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขา เริ่มชวนเขาคุย
>>>เล่าถึงบ้านเกิดของเธอบ้าง ชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวของเธอ
>>>เธอกับเขาคุยกันถูกคอมากขึ้นเรื่อยๆ
>>>และจากการเริ่มต้นที่ดี ทำให้เขากับเธอคืบหน้าความสัมพันธ์ต่อไป
>>>
>>>
>>>จนในที่สุด เธอก็ค้นพบว่า เขาคือผู้ชายแบบที่เธอต้องการอย่างแท้จริง
>>>เขาใจกว้าง อ่อนโยน อบอุ่น และดูแลเป็นอย่างดี เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ
>>>แต่เธอเกือบจะมองข้ามเขาไป!
>>>ต้องขอบคุณกาแฟแก้วนั้น
>>>
>>>และชีวิตรักที่สวยงามเช่นนี้ ก็เหมือนดังเรื่องทั่วไป
>>>เมื่อเธอตกลงใจแต่งงานกับเขา และก็มีความสุขมาโดยตลอด....
>>>โดยทุกๆครั้งที่เธอชงกาแฟให้กับเขา
>>>เธอต้องใส่เกลือลงไปในกาแฟให้ทุกครั้งไป
>>>เธอรู้ว่านี่เป็นกาแฟที่เขาชอบมากที่สุด
>>>
>>>
>>>หลังจากนั้นอีกสี่สิบปีเขาก็จากเธอไป
>>>ทิ้งจดหมายไว้ให้เธอฉบับนึงข้างในมีใจความว่า
>>>
>>>ที่รัก อภัยให้ผมด้วย
>>>ที่ต้องโกหกคุณชั่วชีวิต
>>>มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมโกหกคุณ เรื่องกาแฟเค็มนั่น
>>>จำวันแรกที่เรามีนัดกันได้ไหม
>>>ผมประหม่ามากในตอนนั้น
>>>จริงๆแล้วผมต้องการน้ำตาล แต่ผมพูดผิดเป็นขอเกลือ
>>>ซึ่งมันยากที่จะกลับคำในตอนนั้น ผมจึงต้องปล่อยมันไป
>>>ซึ่งผมไม่คิดว่า นั่นจะทำให้เราได้เริ่มต้นการพูดคุยกัน
>>>ผมพยายามที่จะสารภาพกับคุณหลายต่อหลายครั้ง
>>>แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป
>>>ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า จะไม่โกหกอะไรคุณอีกแม้แต่ครั้งเดียว
>>>ตอนนี้ผมจากไปแล้ว ผมไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีก
>>>ดังนั้นจึงเล่าความจริงในจดหมายฉบับนี้
>>>
>>>แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทานกาแฟรสเค็มเลยแม้แต่น้อย
>>>มันรสชาติค่อนข้างแย่ทีเดียว
>>>แต่ว่าผมทานมันตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ได้รู้จักคุณ
>>>ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำเพื่อคุณเลย
>>>การได้พบคุณเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของผม
>>>ถ้าผมได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้ง ผมก็ยังอยากจะได้พบคุณ
>>>และมีคุณเป็นภรรยาผมอีกครั้งเช่นกัน
>>>แม้ว่าผมจะต้องดื่มกาแฟรสเค็มอีกตลอดชีวิตก็ตาม!
>>>
>>>น้ำตาของเธอหยดใส่กระดาษจดหมายจนเปียกชุ่ม
>>>และหลังจากนั้น หากมีใครถามเธอ
>>>กาแฟรสเติมเกลือรสชาติเป็นเช่นไร
>>>
>>>
>>>เธอก็จะตอบเสมอว่า "มันหวาน"


 :oops:  :oops:  :oops:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Mr.EggMan
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,826

« ตอบ #86 เมื่อ: 21 เมษายน 2550, 15:52:10 »

เพื่อเป็นประโยชน์ครับ อยากให้รู้กันมากๆ...
กฎหมายใหม่ของกระทรวงยุติธรรม คุ้มครองประชาชน
- ผู้หญิงโดนข่มขื่น แจ้งความ และใบรับรองแพทย์แจ้งว่าโดนข่มขืน  รับเงิน 30,000
บาท
- ถูกทำร้ายร่างกาย แจ้งรับเงิน 30,000-70,000 บาท
- เป็นพลเมืองดี แต่ถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ แจ้งรับเงิน 100,000 บาท
อายุการแจ้งความไม่เกิน 1 ปี ดำเนินการอย่างข้า 4 เดือน
โทรสอบถามได้ที่กระทรวงยุติธรรม หรือโทร 1133
หาดูหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 11-12 มกราคม 2550 ได้ ถ้าไม่เชื่อ…
ส่งต่อด้วย ขอบคุณคนไทยทุกคน
บันทึกการเข้า

jakkreepan@hotmail.com
Love is in the A...I...R......H
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #87 เมื่อ: 21 เมษายน 2550, 16:18:13 »

โดนผู้หญิงรังแกหัวใจ..กรูจะได้เท่าไหร่คับ..
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #88 เมื่อ: 22 เมษายน 2550, 02:54:35 »

อ้างจาก: "ppornson"
โดนผู้หญิงรังแกหัวใจ..กรูจะได้เท่าไหร่คับ..


รังแกจนได้ัหัวใจเราไปรึเปล่า ถ้าอันนี้คงไม่มีโรงพักไหนรับแจ้งครับ เพราะสมยอมน่ะ ฮ่าๆๆๆ :lol:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #89 เมื่อ: 23 เมษายน 2550, 11:12:19 »

อ้างจาก: "ppornson"
โดนผู้หญิงรังแกหัวใจ..กรูจะได้เท่าไหร่คับ..


ของผมหนักไปทาง...ข่มขืนจิตใจ แต่ไม่สามารถออกใบรับรองแพทย์ได้ เพราะโดนหมอ (     ) ข่มขืน... :oops:  :oops:


น่าสงสารจัง
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #90 เมื่อ: 23 เมษายน 2550, 11:18:57 »

เพื่อนกลุ่มหนูผู้ชายตอนที่ยังเรียนเศรษฐฯ เค้าบอกว่า เวลาเข้าห้องน้ำทีไร โดนข่มขืนทางสายตา ทู้กกกกที 5555555
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #91 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2550, 16:11:14 »

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง...เป็นชาวสงขลา...

เรียนเก่งมาก...

ได้ทุนไปเรียนอเมริกา...ตั้งแต่เด็ก...จนจบด็อกเตอร์...

จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน...
 


บ้านของเด็กหนุ่ม...

อยู่อีกฟากหนึ่ง...ของทะเลสาบสงขลา...

ต้องนั่งเรือแจว...ข้ามไป...ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง...




 


เรือที่ติดเครื่องยนต์...ไม่มีเหรอ...ลุง... ?

ไม่มีหรอกหลาน...ที่นี่มันบ้านนอก...

มันห่างไกลความเจริญ...มีแต่เรือแจว...

โอ...ล้าสมัยมากเลยนะลุง...โบราณมาก...

ที่อเมริกา....เขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง...ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก...




 


ไปส่งผมฝั่งโน้น...เอาเท่าไร...ลุง... ?

80 บาท...

OK ...ไปเลยลุง...




 


ในขณะที่ลุงแจวเรือ...

หนุ่มนักเรียนนอก...ก็เล่าเรื่องความทันสมัย...

ความก้าวหน้า...ความศิวิไลช์...ของอเมริกาให้ลุงฟัง...




 


เมืองไทย...เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้ว...ล้าสมัยมาก...

ไม่รู้คนไทย...อยู่กันได้ยังไง... ?

ทำไมไม่พัฒนา...ทำไมไม่ทำตามเขา...เลียนแบบเขาให้ทัน... ?

ลุง...ลุงใช้คอมพิวเตอร์...ใช้อินเตอร์เน็ต...เป็นไหม... ?




ลุงไม่รู้หรอก...ใช้ไม่เป็น...

โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ....ชีวิตลุงหายไปแล้ว...25 %... .




 


แล้วลุงรู้ไหมว่า...เศรษฐกิจของโลก...ตอนนี้เป็นยังไง... ?

ลุงไม่รู้หรอก...

ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ...ชีวิตของลุงหายไป...50 %




 


ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหม...ลุง... ?

ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหม...ลุง... ?

ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย...

ชีวิตของลุง...ลุงรู้อยู่อย่างเดียว...

ว่าจะทำยังไง...ถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น...

ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้...ชีวิตของลุง...หายไปแล้ว...75 %




 


พอดีช่วงนั้น...

เกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง...คลื่นลูกใหญ่มาก...ท้องฟ้ามืดครึ้ม...

นี่พ่อหนุ่ม...เรียนหนังสือมาเยอะ...จบดอกเตอร์จากต่างประเทศ...

ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม... ?

ได้...จะถามอะไรหรือลุง... ?




 


เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม... ?

ไม่เป็นจ๊ะ...ลุง....




 


ชีวิตของเอ็ง...กำลังจะหายไป 100 % ...แล้วพ่อหนุ่ม...



 :lol:  Cool  :lol:
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #92 เมื่อ: 26 พฤษภาคม 2550, 15:54:01 »

จาก webboard thaivi.com


http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25482

เรื่องที่น่ารู้และควรรู้ของผู้ชาย (และผู้หญิง)    

 
อ้างถึง   
ความจริงแล้วเรื่องที่น่ารู้ และควรรู้ของผู้ชายนั้น มีมากมาย แล้วแต่ความสนใจ ของแต่ละคน อย่าลืมนะครับว่า
ผู้ชายนั้นเกิดมา เพื่อที่จะรักอิสระ อยากแสวงหาอะไร ที่แปลกใหม่ออกไป

จากเดิม อยากลองโน่นลองนี่ ฯลฯ พูดง่ายๆ ก็คือผู้ชายนั้นเป็นพวกหัวก้าวหน้า ขณะที่ผู้หญิงนั้น เป็นพวก
อนุรักษ์นิยม... โดยเฉพาะเรื่องราว เกี่ยวกับความรัก และกามารมณ์ ความคิดและการกระทำของผู้ชาย กับ
ผู้หญิงยิ่งแตกต่างกัน

ว่าด้วยความรัก
ผู้ชายรักง่ายหน่ายเร็ว ผู้หญิงรักยาก แต่เมื่อรักแล้วจะรักตลอดไป

ก่อนจะแต่งงานผู้ชายจะพูดแต่คำว่ารักโดยมิรู้จักเบื่อ และผู้หญิงก็อยาก
ที่จะฟัง ครั้นใช้ชีวิตคู่กันไปนานๆ เข้า ผู้ชายพูดคำว่ารักน้อยลง ในขณะ
ที่ผู้หญิงอยากที่จะรับฟังคำว่ารักจากเขาคนนั้นให้มากขึ้น ยิ่งนานไปๆ
ผู้หญิงจะเริ่มพูดว่าฉันรักเธอ หรือน้องรักพี่ แต่ผู้ชายก็เริ่มเบื่อที่จะฟัง
แล้วในตอนนั้น

ผู้ชายเกิดมาเพื่อที่จะมีหลายรัก แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่เกิดมาเพื่อที่จะมี
รักเดียวด้วยเหตุผลตามธรรมชาติที่ว่า ผู้ชายนั้นเกิดยาก ตายง่าย ส่วน
ผู้หญิงนั้นอดทน แก่ง่ายแต่ตายยาก จึงทำให้สัตว์โลกทั้งหลายนั้นตัวผู้
จะเป็นจ่าฝูงและมีตัวเมียในสังกัดหลายตัวตามกฎแห่งธรรมชาติดังกล่าว
มนุษย์เราก็เช่นกัน ผู้ชายจึงเกิดมาเจ้าชู้ และมีหลายรักโดยธรรมชาติ แต่
เมื่ออยู่รวมเป็นสังคมแล้ว วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามจึงจำกัดให้ผู้ชาย
ต้อพยายามมีรักเดียวใจเดียว... แต่ไม่ทราบว่าแป๊บเดียวหรือเปล่า
ความเจ้าชู้ของผู้ชายจึงแก้ไม่หาย แต่สามารถที่จะกล่อมเกลาหรือสั่งสอนได้ตั้งแต่วัยเด็กวัยเรียนให้มี
รักเดียวใจเดียว ผลที่ตามมาคือ ผู้ชายส่วนใหญ่จะถูกเก็บกดและถ้าได้คู่ครองที่ไม่เข้าใจในตัวเขาแล้ว
ความสุขในชีวิตคู่ก็จะลดลงไป

ผู้หญิงต้องการความรัก ผู้ชายต้องการสัมผัสรัก WOMAN NEED LOVE, MAN
NEED MAKING LOVE เข้าใจไหมครับ เพราะผู้หญิงจะมีเพศสัมพันธ์นั้นส่วนใหญ่เธอ
ต้องรักเขาอยู่ก่อนจึงจะยอมเป็นของเขา แต่ผู้ชายนั้นเซ็กซ์ก็คือความรักในเจตคติของเขา เขา
จะมีเซ็กซ์ที่สุขสมก่อน ความรักของเขาต่อเธอจึงจะเพิ่มพูนขึ้นมา ผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่หลายราย
ในประวัติศาสตร์จึงสามารถใช้ความงามและบทบาทการแสดงความรักสยบนักรบชายมา
มากต่อมาก ให้มาสยบอยู่ภายใต้ชายกระโปรงของพวกเธอ

ผู้ชายมักจะใฝ่ฝันที่จะเจอรักแรกพบ หรือ LOVE AT FIRST SIGHT แต่ผู้หญิงมัก
ต้องการที่จะพบกับใครสักคนหนึ่งซึ่งจะรักเธอเป็นคนสุดท้าย และรักเธอตลอดไป สิ่งที่เธอ
ต้องการจึงเป็น ETERNAL LOVE

ผู้ชายมักจะใจร้อน อยากจะให้ผู้หญิงรับรักของเขาโดยเร็ว ยิ่งถ้าได้มีอะไรเป็นเครื่องประกัน
ว่าเธอจะรับรักเขาแล้วเขาจะยิ่งพอใจมากขึ้น ผู้ชายหลายรายจึงร้อนรนที่จะได้ครอบครอง
ผู้เป็นที่รักทั้งกายและใจ  

ว่าด้วยกามารมณ์ : สีสันแห่งความรัก
กามารมณ์ หรือ SEX นั้น กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในสมองของผู้ชายตราบเท่าที่เขายังมีการ
สร้างฮอร์โมนเพศชายตามปกติ เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายนั้นเป็นฮอร์โมนของความต้องการ
ทางเพศ ต่างจากฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความรัก

แน่นอนว่า ความรักย่อมคู่กับกามารมณ์ อันเป็นความต้องการของธรรมชาติเพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์
ของมนุษยชาติ กามารมณ์จึงอยู่คู่กับโลกนี้มานานตั้งแต่เริ่มเกิดมีมนุษย์ขึ้นมา

ผู้ชายหลายรายไม่ได้เข้าใจหรอกว่า ความรักคืออะไร และจำเป็นจะต้องมีความรักด้วยหรือ จึงจะมี
ความสัมพันธ์ทางเพศที่ลึกซึ้งต่อกันได้
กามารมณ์ในอดีตจึงเกิดเพื่อการเจริญเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติอย่างเดียว
เป็นสัญชาตญาณพื้นฐาน หรือ BASIC INSTINCT ที่ผู้ชายจะต้อง
มีการนำอวัยวะแห่งความเป็นชายของเขาผ่านเข้าไปในช่องทางการ
เจริญพันธุ์ของเธอ และกระทำการจนหลั่งเอาน้ำอสุจิออกมาเพื่อที่จะให้
ตัวอสุจิอันเป็นสายพันธุ์ของเขาเข้าไปผสมกับไข่ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของเธอ
เกิดการปฏิสนธิจนได้ทายาทไว้สืบสกุล

ด้วยเหตุนี้การมีเพศสัมพันธ์ในอดีตจึงเป็นไปโดยมีจุดประสงค์ หรือ GOAL ORIENTED ที่จะ
ผ่องถ่ายสายพันธุ์เท่านั้น โดยที่ไม่ได้รู้ซึ้งถึงสัมผัสแห่งรักจากการเคลื่อนไหวทางกายที่ประสาน
สอดคล้องกันทั้งสองฝ่าย

ผู้ชายจะรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ไปถึงจุดสุดยอด เมื่อเกิดความสุขแล้วจึงเกิดการติดอกติดใจ
ที่จะปฏิบัติการอันสุนทรในการจะนำเขาไปสู่จุดสุดยอดด้วยเหตุนี้ผู้ชายหลายรายจึงหมกมุ่น
กับการกระทำที่จะนำเขาไปสู่จุดสุดยอดดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือตนเอง หรือการมี
กิจกรรมทางเพศกับคู่ของเขา

เมื่อคิดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเซ็กซ์ ผู้ชายจะคิดถึงว่าจะมีอะไรกับเธอที่ไหนในแบบไหนดี ท่วง
ท่าลีลาแห่งความรักที่แปลกใหม่และเร้าใจ จะอยู่ภายในความคิดคำนึงของเขาเสียเป็นส่วน
ใหญ่ เขาสามารถที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิง สาว สวย ในอุดมคติของเขาโดยที่
ไม่จำเป็นว่าจะต้องเริ่มต้นด้วยความรักก่อน ตรงกันข้ามกับผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ถ้าเธอจะมีอะไร
กับใครสักคน เธอจะคิดก่อนว่าสมควรไหม มีเหตุผลที่ดีงามอะไรบ้างที่เธอจะต้องมอบกาย
มอบใจให้แก่เขา เขาจะรักเธอมากขึ้นไหมหลังจากที่มีสัมพันธสวาทกันแล้ว นั่นแหละครับ
เซ็กซ์ที่ต่างกันระหว่างชายและหญิงในจุดเริ่มต้น

ผู้ชายมักจะไม่พยายามเข้าใจว่า "เมื่อถึงวัย ร่างกายย่อมเปลี่ยนแปลง" เขาพยายามที่จะมี
กิจกรรมทางเพศให้ได้ในปริมาณที่เท่าเดิม และเมื่อเขาไม่สามารถที่จะทำได้เท่าสถิติเดิม เขา
ก็มักจะถามตัวเองว่า ทำไมนะจึงไม่เหมือนเดิม และส่วนใหญ่ก็มักจะโทษภรรยาของเขาว่า
ไม่เร้าใจเหมือนเดิมบ้างละ ไม่ตามใจเขาเหมือนเดิมบ้างละ ไม่กระชับเหมือนเดิมบ้างละ โดย
ลืมไปว่าที่ไม่เร้าใจเหมือนเดิมน่ะ เป็นเพราะเมื่อเขาอายุมากขึ้น ปริมาณฮอร์โมนเพศชายใน
ร่างกายของเขาก็ลดลง

ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า การจะมีอะไรกันกับเธอให้เป็นที่ติดอกติดใจนั้นขึ้นอยู่กับเวลาในการ
ไปถึงดวงดาวผู้หญิงใช้เวลาอย่างน้อย 13 นาที กว่าจะไปถึงจุดสุดยอด ในขณะที่ผู้ชายที่มี
สุขภาพดีและแข็งแรงจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 นาทีครึ่งก็ไปถึงดวงดาวแล้ว ที่เหลือ
10 นาที นั่นแหละปัญหา

ปัญหาใหญ่ของชายชาตรีจึงเป็นการหลั่งเร็วเกินไปกว่าที่ต้องการ  บางคนแค่สามารถทำให้
เธอเกิดความรู้สึกแค่แวบๆ เท่านั้น ก็เรียบร้อยแล้ว

เปรียบผู้หญิงก็เหมือนเตาอบไฟฟ้า นั่นแหละครับ กว่าจะร้อนก็ต้องใช้เวลาพอควร ส่วนผู้ชาย
เปรียบได้กับเตาแก๊ส เปิดก็ร้อนเลยทันที ถ้าจะเปรียบกับรถยนต์ก็เป็นประเภทเครื่องยนต์เบนซิน
6 สูบ 24 วาว์ล กับรถเครื่องดีเซลนั่นแหละครับ

FOREPLAY หรือการเล้าโลมเท่านั้นที่จะทำให้เธอมีความสุขพร้อมคุณผู้ชายได้ โดยไม่
จำเป็นต้องพึ่งพาเทคนิคอื่นๆ ในการชะลอการหลั่งเลย

เหล่านี้แหละครับเป็นเรื่องน่ารู้ที่ผู้ชายทุกคนควรจะรับรู้ และเธอผู้เป็นที่รักก็ควรจะรู้ด้วย เพราะสิ่งที่ผู้ชายต้องการจากเธอคือ " ความเข้าใจ"


 :lol:

 
อ้างถึง   


เพศสัมพันธ์ VS ความเครียด
 
 ||\\_
/ /_
                       

มนุษย์เราเมื่อหายเครียด ก็จะมีความสุข เมื่อมีกามารมณ์ที่สุขสม ก็มีความสุข ถ้าเช่นนั้น ผู้หญิง
เพศสัมพันธ์ และความเครียด มันมาเกี่ยวข้องกันตรงไหน

เพศสัมพันธ์ VS ความเครียด
ความเครียด มีผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกายหลายอย่างและมากมาย จนไม่อาจเล่าได้หมด
ความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ อันเป็นตัวการที่ไปทำลายและเร่งความเสื่อม
ของเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกาย มีผลทำให้คนเราในปัจจุบันเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น เป็น
โรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงเพราะเส้นเลือดเสื่อมสภาพ และไขมันเกาะผนังเส้นเลือดทำให้อุดตัน
ได้ง่าย เป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น เพราะเซลล์เนื้อเยื่อถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ ทำให้เปลี่ยนแปลงไป
เป็นเซลล์ชนิดใหม่ที่แบ่งตัวผิดประเภทเป็นเนื้อร้าย

ความเครียดทำให้นอนไม่หลับ เมื่อนอนไม่หลับร่างกายที่ไม่มีเวลาพอเพียงที่จะซ่อมแซมส่วนต่างๆ
ที่สึกหรอไปจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศลดลง

ฮอร์โมนเพศที่ลดลงยังมีผลไปทำให้อารมณ์และความต้องการทางเพศลดลง ผู้หญิงที่มีความ
เครียด จะมีผลกระทบต่อการสร้างฮอร์โมนเพศ และการตกไข่ ทำให้รอบเดือนเพี้ยนหรือเปลี่ยน
แปลงมาไม่เป็นปกติ ทำให้หงุดหงิดและกังวลเพิ่มไปอีก เพราะกลัวจะเป็นนั่น กลัวจะเป็นที่ทำให้
หลายรายอยู่ในสภาพที่เรียกว่าวิตกจริต เบื่อหน่ายการงานเบื่อหน่ายที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศ
กับคู่ครอง หลายรายเกิดปัญหาถ้าคู่ครองไม่เข้าใจ เมื่อเกิดปัญหาความเบื่อหน่ายที่จะมีเพศสัมพันธ์
ไปนานๆ เข้าจะทำให้เมื่อคิดจะมีอะไรกันใหม่นั้น กล้าๆ กลัวๆ เลยไม่มีความสุข หรือมีความสุข
ไปแกนๆ ไม่มีความรู้สึกสุดยอด ไม่สมปรารถนา เลยพลอยทำให้เบื่อหน่ายที่จะมีสัมผัสรักกับคู่
ครองอีก กลายเป็นวัฏจักรแห่งความล้มเหลวไป

ความเครียด VS เพศสัมพันธ์
เพศสัมพันธ์ การแสดงความรักด้วยภาษากาย ทางออกที่เรียบง่ายในการมีความสุขทางโลก
ของหนุ่มสาว ความเพริศแพร้วและสีสันแห่งความรัก

คนที่มีคู่ครองเป็นตัวเป็นตนนั้น เพศสัมพันธ์เป็นการสื่อรักด้วยภาษากายที่เรียบง่าย รวดเร็ว และได้
ผลในการทำให้เกิดความสุขสมในการครองชีวิตคู่ของปุถุชนคนธรรมดา เป็นกิจกรรมที่คนสองคน
ร่วมมือกันกระทำ ส่งภาษาแห่งความรักความปรารถนา ช่วยเหลือและนำพาซึ่งกันและกันไปยังจุด
หมายปลายทางที่ปรารถนาร่วมกัน

และเมื่อไปถึงดวงดาวที่ปรารถนาสูงสุดแล้ว ความอิ่มเอมในอารมณ์ก็จะตามมา ความเครียดส่วน
หนึ่งก็ลดลง และถ้ากระบวนการนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องแล้ว ชีวิตคู่ก็เริ่มมีส่วนหนึ่งที่ไปด้วยกันได้
มีเยื่อใยต่อกัน มีสายใยที่โยงไม่เห็นเชื่อมกันไว้ ผลกระทบจากความเครียดจึงลดลงไปเป็นธรรมดา

มาดูผลดีของการมีกามารมณ์ที่สุขสมกันดีไหมครับ




กามารมณ์ที่สุขสมช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศทั้งชายและหญิง ทำให้มีหน้าตาผ่องใส
ผู้หญิงมีน้ำมีนวล


ลดความเครียด นอนหลับสบาย สุขภาพจิตดี


ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายดีขึ้น เจ็บป่วยน้อยลง


อาการต่างๆ ของรอบเดือนที่ไม่พึงประสงค์น้อยลง อย่างผิดหูผิดตา


กามารมณ์ที่สุขสมช่วยให้มีการหลั่งสารแห่งความสุขที่เรียกว่า เอ็นโดฟิน ซึ่งมีคุณสมบัติ
ิช่วยลดอาการปวดต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดประจำเดือน
ปวดข้อ ฯลฯ


การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ผิวพรรณเต่งตึง


ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้รูปร่างเอวบางร่างน้อยสมส่วน


กามารมณ์ที่สุขสมช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจ ทำให้สุขภาพดี และ
ครอบครัวเป็นสุข


ทำให้ชีวิตยืนยาว แก่ช้า


ผลดีต่างๆ ดังกล่าวนั้น คุณหมอเท็ด แมคเวนนา ประธานสถาบันเพศศาสตร์แห่งมหานคร
ซานฟรานซิสโก เป็นผู้กล่าว และยังเน้นต่อไปด้วยว่า
'เพศสัมพันธ์ หรือเซ็กซ์ อาจจะเป็นการแพทย์ในแนวป้องกันที่ดีที่สุดก็ว่าได้'

เคล็ดไม่ลับในการมีความสัมพันธ์ทางเพศที่สุขสม

มีเมื่อพร้อม กามารมณ์หรือเพศสัมพันธ์นั้น แม้ว่าจะเป็นทางออกที่เรียบง่ายในการบอกคำ
ว่า 'รัก'ด้วยภาษากายที่ตอบสนองซึ่งกันและกัน แต่การจะบอกรักด้วยภาษากายนี้ ต้องการ
ตอบสนองด้วยการกระทำ ไม่ใช่เพียงการบอก 'รัก' ออกจากปาก

ดังนั้น ถ้ายังไม่พร้อมอย่าเพิ่งไปมี เพราะจะทำให้การตอบสนองไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และยังจะ
เครียดด้วย ระหว่างที่กิจกรรมแห่งความรักกำลังดำเนินอยู่ ถ้ายังไม่มีอารมณ์ กระซิบบอกเขาคนนั้น
ให้รอหน่อย แต่ต้องให้ความหวังเขาด้วยนะครับ และเมื่อมีอารมณ์พร้อมแล้ว ตอบสนองเขาด้วย
อารมณ์ปรารถนานำไปสู่ความสุขสมไปถึงดวงดาวด้วยกันทั้งสองฝ่ายก็จะรู้สึกผ่อนกายและ
คลายเครียด


เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ตอบสนองต่อความรักของเขาด้วยกระบวนท่วงท่าและลีลา
ที่เขาชอบ และเขาคนนั้นก็มักจะตอบสนองที่ดีตามมาผลการสำรวจในปัจจุบันพบว่า
ผู้ชายส่วนใหญ่นั้นเวลาจะมีอะไรกันกับคนรักแล้วเขาคำนึงถึงความสุขของสาวคนรัก
เป็นส่วนหนึ่งในการมีชีวิตคู่แล้ว การห่วงหาอาทรซึ่งกันและกันในขณะที่กิจกรรมแห่ง
ความรักดำเนินอยู่ จะทำให้รู้สึกเกิดความผูกพัน

อย่าลืมเซ็กซ์เซอร์ไซส์ การออกกายบริหารกล้ามเนื้อของอุ้งเชิงกราน
ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อโดยรอบช่องคลอดนั้นจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อของช่องทางแห่งความสุขแข็งแรง
ยืดหยุ่นได้ดี ผนังที่คลุมอยู่หนานุ่มชุ่มชื้น ต่อมต่างๆ ได้รับเลือดไปเลี้ยงดีขึ้น ทำให้ผลิตน้ำหล่อลื่น
ออกมาได้พอเพียงต่อการใช้ในขณะมีกิจกรรมแห่งความรักใคร่

การตอบสนองของกล้ามเนื้อในขณะที่กิจกรรมแห่งความรักใคร่ดำเนินอยู่เป็นไปตามธรรมชาติ
และได้สัมผัสรักอย่างเต็มที่ กระชับและเปี่ยมไปด้วยแรงดีดสะท้อน ทำให้มีความสุขทั้งสองฝ่าย
นอกจากนี้ยังทำให้การไหลเวียนของเลือดดี มีเลือดมาคั่งเมื่อเวลามีอารมณ์ทำให้ความสุขสม
เพิ่มขึ้น อย่าลืมนะครับว่า 'ขมิบวันละร้อย ไม่ต้องกลัวเมียน้อยมาราวี' และก็ไม่ต้องกลัวว่าจะ
หย่อน หลวม เมื่ออายุมากขึ้นด้วย


คำนึงถึงคุณภาพเสมอ ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะนึกถึงปริมาณในการมีเซ็กซ์ แต่ถ้าต้องการ
คลายเครียดแล้วคุณภาพสำคัญกว่า ท่วงท่าและลีลาแห่งความรักที่คนสองคนร่วมแรง
ร่วมใจกันกระทำเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางแห่งความสุขสม จะนำความพึงพอใจ
มาให้มากกว่าความถี่ของการร่วมรักเสียอีก

อย่าให้จำเจ คนเราเบื่อง่าย ทำอะไรเป็นประจำซ้ำๆ ซากๆ ย่อมจะเบื่อจริงไหมครับ
ลองนึกดูว่าในแต่ละครั้งที่จะมีกิจกรรมทางเพศกัน 'เริ่มต้นแบบนี้...ลงท้ายก็จบลงแบบนั้น'
คุณจะเบื่อไหม จะมีเพศสัมพันธ์ที่สุขสม เพื่อลดความเครียดแล้ว คุณจะต้องไม่ยึดติด
ปลี่ยนเวลา สถานที่ บรรยากาศบางซิครับจะทำให้กระฉับกระเฉงกระตือรือร้นและมี
ความสุขเพิ่มขึ้น

มีบุตรเมื่อพร้อม อย่ารีบมีบุตรเมื่อแต่งงานใหม่ๆ ให้เวลาเรียนรู้ความต้องการของ
กันและกันก่อน หาความสุขพื้นฐานจากเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตคู่ก่อนระยะ
หนึ่งจนอิ่มเอมเปรมใจแล้วค่อยมีลูกน้อยมาเป็นโซ่ทองคล้องชีวิตคู่ต่อไป หลังจากมีบุตร
แล้วก็ควรที่จะมีกิจกรรมทางเพศต่ออย่างสม่ำเสมอกับคนที่คุณรัก โอยแบ่งเวลาให้เขาบ้าง
อย่าให้ลูกไปหมด

อาหารเพิ่มพลังรักใคร่ จะคลายเครียดและมีเพศสัมพันธ์ที่สุขสมนั้น การรับประทาน
อาหารที่ครบถ้วนทุกหมวดหมู่จะทำให้มีสุขภาพดี และการรับประทานอาหารที่มี
แร่ธาตุครบถ้วน หลักเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสัตว์สูง จะทำใหการไหลเวียนของเลือด
ดีขึ้น ทำได้เท่านี้ คุณก็หายเครียดแล้ว และอย่าลืมนะครับว่า การนอนหลับพักผ่อนที่
พอเพียง จะทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ทำให้ชีวิตรักสดใสด้วยนะครับ
บันทึกการเข้า
นายป้อ
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,124

« ตอบ #93 เมื่อ: 26 พฤษภาคม 2550, 16:18:35 »

:lol: แหม...เพื่อนชาร์ป..นายนี่นะ...

...ต้องรีบมีแฟนเป็นตัวเป็นตนได้แล้วล่ะ.....
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #94 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2550, 11:08:11 »

เรื่องของคนไทยที่น่ายกย่อง ครับ

มีคนมา post ไว้ในกระทู้นี้

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25083&start=90

 Shocked

 
อ้างถึง   

อีกท่านก็ซู้ดดด..หยอดดดดดด....

Quote:

 

ความยิ่งใหญ่ผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ทะเลทรายซาฮาร่า

เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์(ปัจจุบัน ขณะนี้ ไทยกำลังมีปัญหากับอเมริกา เพราะข้อขัดแย้ง เรื่องราคายา ที่ไทยไม่ยอมอเมริกา เรื่อง สิทธิบัตรยา)

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่เร่ร่อนไปทั่วเเอฟริกาจนเป็นที่รู้จักจนอเมริกานำชีวิตเธอสร้างเป็นละครบรอดเวย์ แต่คนไทยไม่รู้จักเธอ

ชื่อ - ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เป็นคนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีพี่น้อง 2 คน พ่อเป็นหมอ คุณแม่ เป็นพยาบาล
เรียน - นักเรียนประจำที่ รร.ราชินี ปริญญา คณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ปริญญาโท สาขาเภสัชวิเคราะห์ ม.Strahclyde ปริญญาเอก สาขาเภสัชเคมี ม.Bath ที่อังกฤษ
(ฐานะทางบ้าน ก็สบายๆ ญาติพี่น้อง ทำธุรกินโรงแรมที่เกาะสมุย)

ชอบเล่นดนตรี เคยฝันอยากเป็น Conductor

เคยอยากเปลี่ยนสายเรียน ไปเป็น ไบโอเคมี (ชีวเคมี )แต่เห็นว่า คณะที่เรียนอยู่ ในเมืองไทย มีคนเรียน แค่ 5 คน จึงก้มหน้าก้มตาเรียนต่อไป

ปี 2535 เริ่มมีผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจาก พบในเอดส์ในไทยครั้งแรก ปี 2526 ทำไห้ตัดสินใจศึกษาวิจัยยาต้านไวรัสเอดส์ คิดค้นอยู่ 3 ปี แรกๆทำงานคนเดียวหมด

ประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกของโลก ที่ผลิตยาชื่อสามัญว่า ยาเอดส์ ในปี 2538 ได้

โดนคดีขึ้นศาลกับบริษัทยา(ชื่อของอจ. ถูกบรรจุอยู่ในแบล็กลิสต์ของบริษัทยาเกือบทุกบริษัท) จากเรื่องของผลประโยชน์ เพราะถ้า ผลิตยาได้สำเร็จ ยอดขายของผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็ต้องตกแน่นอน เพราะว่า ราคาต่างกันค่อนข้างมาก  ถือว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะตบหน้าใคร หรือมาทำให้ยอดขายของบริษัทไหนลดลง (ก็คนกำลังจะตายอยู่แล้ว ไม่มีเงินซื้อยาแพงๆกิน ก็ต้องช่วยกันไป)

คือ ยา ZIDOVUDINE (AZT)- ยาที่ลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก จาก แคปซูลละ 40 บาท เหลือ 7-8 บาท

อีกตัวคือ จากเดิม ขาย แคปซูลละ 284 บาท เหลือ 8 บาท

ยาที่มีชื่อเสียงมาก คือ GPO-VIR สามารถทำให้ยา 3 เม็ดรวมอยู่ในเม็ดเดียว จากต้องทาน วันละ 6 เม็ด เหลือเพียง 2 เม็ดเท่านั้น

รัฐบาลไทย สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ จาก 1000คน เพิ่มเป็น 10000 คนค่ายา จาก คนละ 20,000 เหลือ 1,200 บาท

ปี 2545 ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อจะไปช่วยเหลือทางแอฟริกาใต้อย่างเต็มตัว (เห็นว่า เมืองไทย เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ) ไม่มีใคร(รวมทั้งรัฐมนตรี)ยอมเซ็นใบอนุมัติการลาออกให้

มีการยื่นข้อเสนอ ให้เปลี่ยนตำแหน่งสูงขึ้น และการเอายาของเราไปขายที่แอฟริกาแทน แต่ไม่เอาด้วยเหตุผล

ต้องการให้พวกเขาทำเองให้พึ่งตนเอง เชื่อว่า ถ้าเขาอยากกินปลา เราก็ควรสอนเขาตกปลาเอง ไมใช่ว่าเอาปลาไปให้เขากิน เพราะไม่อย่างนั้น เขาจะไม่มีวันพึ่งตัวเองได้ เมืองไทยไปจำหน่ายได้ มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่มีความยั่งยืน(ไม่สนเงินเข้ากระเป๋า ว่างั้น)

เดินทางไปคองโก ไปบุกเบิกใหม่หมด วาดแปลนโรงงาน ที่จะผลิตยา ใช้เวลา 3 ปี โรงงานดังกล่าว ผลิต ยาต้านไวรัสเอดส์ ชื่อ AFRIVIR เหมือนเมืองไทยทุกอย่าง ได้สำเร็จ

ปี 2546 ผลิตยาที่ทวีปแอฟริกา ที่ดังมาก และขายดีที่สุดในประเทศแทนซาเนีย คือ ยามาลาเรีย (THAI-TANZUNATE) ยาราคาถูก จาก 360 บาท ผลิตได้ ในราคา 36 บาทเท่านั้น

ประเทศด้วยพัฒนาในแอฟริกายากจนมาก สมมติว่าโรงพยาบาลหนึ่งมีเตียง 150 เตียงแต่มีคนไข้ที่มาแอดมิด 450 คน นั่นหมายถึง ใน 1 เตียง มีคนไข้ 3 คน นอนบนเตียงเดียวกัน 2 คน นอนกลับหัวกลับหางกัน และนอนใต้เตียงอีก 1 คน

เวลาอยู่ที่แอฟริกา ก็ร่อนเร่ไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยมีหลักแหล่ง บางทีก็มีคนช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายการเดินทาง บางทีออกเอง เพราะประเทศเขายากจน ไม่มีตังค์ให้หรอก

อุปสรรคชีวิตโลดโผน

เจอเครื่องบินดีเลย์ ไป 24 ชม.
บางที เครื่องบินก็พาไปลงผิดประเทศ
เสื้อผ้า ต้องมีติดกระเป๋าสะพายตลอดอย่างน้อย 3 ชุด เพราะชุดในกระเป๋าเดินทางที่โหลดไว้ใต้ท้องเครื่องอาจมาช้า ไม่ก็หายไปเลย
ที่คองโก นอนอยู่ดีๆ ก็มีแสงสว่างวาบๆขึ้นมา ก็คิดในใจว่า ทำไมถึงสว่างเร็วจัง ปรากฏว่าไม่ใช่แต่เป็น ระเบิดที่เขายิงมา โดยมีเป้าหมายที่บ้านพักของดิฉัน แต่เขากะพลาดไปหน่อย เลยไปตกข้างๆบ้านแทน คิดว่า คงเป็นฝีมือของพวกที่เขาคิดว่าดิฉันเป็นศัตรูนั่นแหล่ะค่ะ

ตอนไปช่วยเหลือที่ ไนจีเรีย ต้องเดินทางตอนตี 1 จากสนามบิน เข้าสุ่ที่พัก คนเดียว ไม่มีคนมารับ นั่งแท๊กซี่ไป ถูกคนเอาปืนมาจี้ 5 ครั้ง ในคืนเดียว รอดมาได้หมดทุกครั้ง และไม่มีใครเอาทรัพย์สินไปเลยสักคนเดียว ด้วยเหตุผล " ฉันมาช่วยคนในประเทศเธอน่ะ อยากได้อะไรก็เอาไปเลย" เลยไม่มีคนจี้ต่อ แต่เสียเวลาไป 4 ชั่วโมง กับการเดินทาง 20 กม. เพราะมัวแต่โดนจี้ ไป 5 ครั้ง

สื่อของฝรั่งเศสและเยอรมนี ชื่นชมการทำงานมาก นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ จนได้รับรางวัลจาก เทศกาลหนังเมืองคานส์ 3 รางวัล

เรื่องหนังสารคดี
A Right to Live – Aidsmedication for Millions

A film by ARTE / WDR, 2006
45 min. documentary
Directed by: Birgit Schulz

http://www.imdb.com/name/nm1663523/


อเมริกา นำไปสร้างเป็นละครบรอดเวย์เรื่อง COCKTAIL แสดงในเดือนพฤษภาคมนี้
ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ประวัติการทำงานของอาจารย์  
ในแง่ของละคร Cocktail ทำได้ดีทีเดียวค่ะ สามารถถ่ายทอดทั้งประวัติชีวิตและการทำงานของอาจารย์ได้ดีและจับใจมาก
เรื่องนี้ได้ผู้กำกับและร่วมเขียนบท รวมทั้งผู้แสดงเป็นอาจารย์ระดับมืออาชีพ ผู้กำกับและเขียนบททำการบ้านได้ดีมากค่ะ
มีการปูเรื่องถึงความเมตตาของอาจารย์ซึ่งถ่ายทอดมาจากการใช้ชีวิตในวัยเด็กกับคุณยายซึ่งเป็นช่วงสั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง  
มีช่วงที่เล่าถึงความยากลำบากของอาจารย์ในการทำงาน อุปสรรคทั้งในแง่การเมือง ธุรกิจ และองค์กร NGO ต่าง ๆ
แต่อาจารย์ก็ฝ่าฟันอุปสรรคและสามารถคิดค้นพัฒนายารักษาโรคเอดส์ได้ในราคาที่ถูกมาก
หลังจากพัฒนาได้สำเร็จในประเทศไทยแล้ว อาจารย์จึงตัดสินใจไปช่วยพัฒนายารักษาโรคเอดส์ในหลายๆประเทศในแอฟริกาซึ่งเป็นพื้นที่ที่โรคเอดส์ปัญหาร้ายแรง
หลังละครจบและทุกครั้งหลังการบรรยายของอาจาย์ผู้ชมจะยืนขี้นปรบมือทั้งโรงละคร เป็นภาพที่น่าปลื้มใจแทนอาจารย์และภูมิใจในฐานะคนไทยค่ะ
ลิงค์รายละเอียดละคร Cocktail
http://www.swinepalace.org/explore.cfm/20062007season/cocktail/

ลิงค์เบื้องหลังการซ้อมละครและบทสัมภาษณ์ผู้กำกับและผู้เขียนบท
http://www.lpb.org/programs/swi/streaming.cfm
click ที่ SWI 3032 - Swine Palace's Cocktail 13-Apr-07

ไปสัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุของอเมริกาแค่ครึ่งชั่วโมง มีทั้งอังกฤษและอเมริกา เสนอปริญญากิตติมศักดิ์ให้ไม่รู้กี่ใบ



รางวัลนักวิทยาศาสตร์โลก (Global Scientist Award 2004) จากประเทศนอร์เวย์ และได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์ จาก Mauny Holly Oke College, USA
โดยเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล ดังกล่าว

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคเอดส์มาโดยตลอด และประสบความสำเร็จเป็นประเทศแรกของโลกในการผลิตยาชื่อสามัญ AZT ป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก ในปี 2535 หลังจากนั้น ในปี 2545 ได้คิดค้นยาชื่อ GPO (Government Pharmacy Organization) หรือยาต้านเอดส์สตรี ค็อกเทล ที่มีส่วนประกอบของยา 3 ชนิดในเม็ดเดียว ส่งผลให้ยา มีราคาถูกลงมาก โดยผู้ป่วยจะเสียค่ายาเพียงเดือนละ 1,200 บาท ซึ่งปกติต้องจ่ายค่ายาเดือนละ 20,000 บาท ราคายาที่ถูกลงทำให้ ผู้ป่วยเอดส์ได้รับยาอย่างเท่าเทียมกันและทั่วถึงยิ่งขึ้น

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ยังได้ช่วยเหลือ 5 ประเทศในทวีป แอฟริกา ได้แก่ ประเทศอิริคเทอร์เรีย แทนซาเนียน คองโก เบนิน และประเทศไลบีเรีย ซึ่งมีปัญหาผู้ป่วยเอดส์ประมาณ 30 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 90 จากผู้ป่วยเอดส์ 38 ล้านคนทั่วโลก รวมถึงปัญหาโรควัณโรคและโรคมาลาเรีย โดยรับผิดชอบถ่ายทอดเทคนิคการ ผลิตยา ในระหว่างนั้นยังประสบผลสำเร็จในการผลิตยารักษาโรคมาลาเรีย ชื่อ Thai Tan Zumate และผลิตยาเหน็บทวารเด็กสำหรับรักษาโรคมาลาเรีย เนื่องจากเด็กเล็กไม่สามารถกลืนยาได้ การใช้ยาเหน็บจึงมาความจำเป็นมาก นอกจากนี้ ดร.กฤษณา ยังได้นำความรู้ความสามารถที่ได้สั่งสมมาไปปฏิบัติงานร่วมกับองค์กรในต่างประเทศอีกหลายแห่ง

ที่มาและเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน :

*ดูจับเข่าคุยสิ สัมภาษณ์ผู้หญิงคนนึงเกี่ยวกับยาต้านเอดส์ วีรกรรมเธอมีคนเอาไปทำละครบรอดเวย์ด้วย *

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5402900/A5402900.html

**เมื่อคืน ดู ภญ อ. ดร กฤษณา ไกรสินธ์ ในรายการ สรยุทธ จับเข่าคุย แล้วน้ำตาซึมครับ

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L5403940/L5403940.html

***ละครบรอดเวย์ สร้างจากชีวิตจริง เภสัชกรยิปซีไทย (แต่คนไทย ไม่รู้จัก)

http://www.roorha.com/main/view_joke.php?id=6875

 



Quote:


ความคิดเห็นที่ 231  

ขอบคุณจากใจจาก ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์


ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้ทุกท่าน สำหรับคำติชม ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และที่สำคัญที่สุด คือ กำลังใจที่ส่งมาให้อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการที่กำลังทำอยู่ และที่กำลังจะทำในอนาคตในทวีปแอฟริกา
ไม่มีบริษัทยาไหนจะให้สูตรและวิธีการผลิตยาแก่ประเทศด้อยพัฒนา หรือฝึกอบรมให้เขาทำยาเองได้ การพัฒนาสูตรตำรับยาเป็นสิ่งที่ไม่ยากเย็นอะไร เภสัชกรไทยทุกท่านสามารถทำได้แต่ก็ต้องอาศัยเวลา ตลอดเวลาที่ทำงาน ไม่เคยลอกสูตรยาของใครมา และไม่เคยละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทยาใด ๆ สิ่งที่ถ่ายทอดให้ประเทศในทวีปแอฟริกา แม้จะไม่ยิ่งใหญ่ตามความรู้สึกของบางท่าน ก็มีความภูมิใจ เพราะอย่างน้อยก็ได้ช่วยชีวิตคนแอฟริกันได้นับเป็นล้าน ๆคน
ตลอดเวลาที่ทำงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่เคยหวังการตอบแทนอะไร ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ เงินทอง ชื่อเสียง หรือรางวัลต่าง ๆ มีความสุขกับการทำงานและผลงานที่ได้รับ คือ การที่ผู้ป่วยยากจนได้รับยา แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายก็ตาม
ขณะนี้ กำลังผลิตยาต้านมาลาเรียชนิดเม็ดที่เป็นยาผสมระหว่าง Artesunate และ Amodiaquine ที่ประเทศมาลี ซึ่งเป็นประเทศยากจนหนึ่งในสิบของโลก อากาศที่นี่โดยเฉพาะเดือนนี้ร้อนมาก (อุณหภูมิเฉลี่ย
40 C) แต่ก็มีความสุขกับงาน ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาให้กับคนที่นี่ พนักงานในโรงงานยาก็สามารถผลิตยาเองได้แล้ว นี่ความภูมิใจที่ได้รับ

หากใครต้องการจะติดต่อโดยตรง ก็ส่งอีเมล์มาที่ kraisintu@yahoo.com


จากคุณ : ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ - [ 21 พ.ค. 50 22:57:19 A:216.252.179.145 X: ]

ตอบจากกระทู้
*ดูจับเข่าคุยสิ สัมภาษณ์ผู้หญิงคนนึงเกี่ยวกับยาต้านเอดส์ วีรกรรมเธอมีคนเอาไปทำละครบรอดเวย์ด้วย *

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5402900/A5402900.html

 


ประชาสังคม ในฐานะสมาชิก เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ควรที่พวกเราจะได้ช่วยกันเป็นกำลังใจ ยกย่อง ส่งเสริม สนับสนุนการทำงานของคนดี คนที่เสียสละ และช่วยกันเผยแพร่เกียรติคุณของท่านเหล่านั้นให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างต่อไป คนทำงานเช่นนี้ต้องการกำลังใจมากคับ

ขอคาราวะจากใจ

bsk(มหาชน)

.
.
.

 
อ้างถึง   

มติชน วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10672

ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย

โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์


จากข้อเขียนในเรื่องเมธีตะวันออกของท่านอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทยผู้มีอายุสั้นเหลือเกิน น่าเสียดายที่ท่านจากโลกนี้ไปด้วยอายุเพียง 37 ปีเท่านั้นเอง ท่านอาจารย์เสถียรเขียนถึงอุดมคติการเมืองของขงจื๊อไว้ดังนี้คือ

อุดมคติการเมืองของขงจื๊อเรียกว่า "ไต้ท้ง" แปลตามตัวอักษรว่า ความเสมอภาคอันใหญ่ยิ่ง ลัทธิไต้ท้งของขงจื๊อไม่ยอมให้มีการแบ่งชาตินั้นชาตินี้ แต่ให้ถือว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมโลกเหมือนกันหมด จึงเป็นสากลนิยม สมมุติถ้ามีใครมาถามคนที่ถือลัทธิสากลนิยมว่า ท่านเป็นคนชาติอะไร? เขาจะตอบว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษยชาติเป็นแน่ ขงจื๊อเห็นว่าความเดือดร้อนในโลกเกิดจากการแบ่งเป็นชาติ จากชาติก็แบ่งแยกออกมาเป็นรัฐ เป็นแคว้น เป็นเมือง เป็นคณะ เป็นพวก แก่งแย่งเบียดเบียนกันไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น ถ้าจะสร้างสันติภาพในโลกก็ต้องเลิกความรู้สึกแบ่งแยกนี้โดยสิ้นเชิง ให้ถือว่าทุกคนเป็นพลโลก มีชาติชาติเดียวกันคือมนุษยชาติเท่านั้น

คราวหนึ่งเจ้าครองนครฌ้อออกไปประพาสป่ากลับมา แต่ลืมทิ้งคันศรไว้ในหนทาง พวกมหาดเล็กจะกลับไปค้นหา เจ้าครองนครฌ้อตรัสว่า "ไม่ต้องค้นหาให้เสียเวลาหรอก เพราะพระราชาฌ้อทำตกหายไป แต่ราษฎรฌ้อเป็นผู้ได้ไป จะเป็นไรมี"

ขงจื๊อทราบเรื่องนี้ก็วิจารณ์ว่า "น่าเสียดายนัก ที่เจ้าครองนครฌ้อยังคับแคบไป ไฉนไม่พูดว่ามนุษย์ทำคันศรตกหาย แต่มนุษย์ด้วยกันเป็นผู้ได้ไปจะเป็นไรมี ทำไมจะต้องเจาะจงเป็นชาวฌ้อเล่า"

ทรรศนะการเมืองของขงจื๊อ คือพลโลกเป็นครอบครัวเดียวกันหมด

ผู้เขียนได้อ่านข้อความนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วก็ได้แต่รำพึงในใจว่า "ยังจะมีคนที่คิดและทำอย่างนี้บ้างไหมหนอในโลกนี้ หากมีโอกาสพบเห็นคงเป็นมงคลในชีวิตเป็นที่ยิ่ง!"

พบแล้วละคนไทยเรานี่เอง คือเภสัชกร ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คนเกาะสมุย ท่านเป็นผู้มีความเมตตาอันไพศาลดังมหาสมุทร เริ่มจากการก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาให้กับองค์การเภสัชกรรมด้วยการเข้าไปทำงานเป็นคนแรกและคนเดียวเท่านั้นใน พ.ศ.2539 ทำได้ 6 ปีก็ลาออกเพื่อไปช่วยผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์และมาเลเรียให้แก่ชาวแอฟริกาทั้งทวีปเมื่อ พ.ศ.2545 ในขณะที่สถาบันวิจัยและพัฒนาของไทยมีบุคลากรคุณภาพถึง 70 คนและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ก่อนอื่นท่านผู้อ่านต้องเข้าใจความหมายของยาสามัญ (generic drug) เสียก่อน (ผู้เขียนเองทีแรกก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน)

กล่าวคือ ยาชนิดเดียวกันเมื่อมีการผลิตจากหลายบริษัทอาจมีราคาขายที่แตกต่างกันได้มากเนื่องจากยาเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง

คราวนี้ยาใหม่มักจะมีราคาแพงมากกว่ายาเก่าในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากบริษัทยาผู้ผลิตจำเป็นต้องได้รับกำไรชดเชยค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนายาชนิดนั้นๆ ก่อนที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนให้นำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้

บริษัทยาเจ้าของสิทธิบัตรของยาใหม่จึงได้รับความคุ้มครองในช่วงเวลาหนึ่ง (ประมาณ 15-20 ปีนับแต่วันจดทะเบียนสิทธิบัตรการค้นพบ)

เมื่อครบกำหนดบริษัทยาอื่นก็สามารถผลิตยาชนิดเดียวกันนั้นออกจำหน่ายด้วยเช่นกัน แต่ต้องใช้ชื่อการค้าอื่นหรือใช้ชื่อทางเคมีของยาโดยตรงจึงนิยมเรียกยาที่ผลิตออกมาจากต่างบริษัทในภายหลังว่าเป็นยาเลียนแบบหรือ ยาสามัญ (generic drugs) ซึ่งส่วนใหญ่มักมีราคาถูกลงมาก เนื่องจากบริษัทที่ผลิตขึ้นตามในภายหลังเหล่านี้ไม่มีต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากเหมือนบริษัทต้นแบบ

อีทีนี้ปัญหามันมีอยู่ว่าบรรดาบริษัทยานั้น (ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา) มีความโลภอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เวลาคิดราคายาที่ตนเองผลิตขึ้นมาก็เอากำไรกันด้วยการคิดราคายาที่ขายสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่า 30-40 เท่าตัวแบบว่าไม่คำนึงถึงชีวิตคนโดยไม่มีมนุษยธรรมเลยนั่นแหละก็จะพยายามไม่ให้ใครผลิตยาสามัญขึ้นมา

แต่ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ของเรานี่แหละได้พยายามผลิตยารักษาโรคเอดส์ขึ้นเป็นคนแรกและประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์ขึ้นใน พ.ศ.2538 ซึ่งยานี้เป็นตัวอย่างการผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์ที่ไทยเราทำออกมาขายในราคาแคปซูลละ 8 บาท ในขณะที่บริษัทยาของฝรั่งที่มาฟ้องร้องนั้นขายแคปซูลละ 284 บาท

การผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์นี้ทำให้รัฐบาลไทยแต่เดิมสามารถแจกยารักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ได้ประมาณพันคนสามารถช่วยเหลือคนเป็นหมื่นๆ ได้เนื่องจากราคายาถูกลง (ยารักษาโรคเอดส์ต้องกินทุกวัน วันละ 2 เวลาไปตลอดชีวิต ขาดไม่ได้

ใน พ.ศ.2542 ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เห็นว่าทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่โชคร้ายมีผู้ป่วยเอดส์เป็นสิบล้านคนท่านจึงคิดที่จะไปช่วยสอนให้คนแอฟริกาสามารถผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์นี้ได้เอง เนื่องจากอย่างที่ว่าแหละยารักษาเอดส์นี้ต้องกินทุกวันขาดไม่ได้

คงมีคนสงสัยว่าทำไมเราไม่ส่งยาสามัญของเราเองไปขายที่แอฟริกาเล่า?

ดร.กฤษณาท่านตอบว่า "ดิฉันต้องการให้พวกเขาทำเองให้พึ่งตนเอง ดิฉันเชื่อว่า ถ้าเขาอยากกินปลา เราก็ควรสอนเขาตกปลาเองไม่ใช่ว่าเอาปลาไปให้เขากิน เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะไม่มีวันพึ่งตนเองได้ ถ้าเรามองว่าเราสามารถนำยาจากเมืองไทยไปจำหน่ายได้ มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่มีความยั่งยืน บุคลากรที่มาผลิตยา ก็เป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น"

ท่านไปแอฟริกาคนเดียวนะแถมยังต้องควักกระเป๋าตัวเองด้วยเหมือนกันอย่างประเทศแรกที่ท่านไปช่วยคือประเทศคองโก (ซาร์อี) ซึ่งกำลังมีสงครามกลางเมือง ที่คองโกนอกจาก ดร.กฤษณาจะไปช่วยผลิตยารักษาโรคเอดส์แล้วยังต้องไปออกแบบแปลนสร้างโรงงานให้ด้วยเพราะเวลาไปถึงมีแต่ที่ดินว่างๆ เท่านั้น

ช่วยคองโก 3 ปีจนสำเร็จเป็นแห่งแรกต่อจากนั้นก็ไปที่ประเทศแทนซาเนียซึ่งที่นี่นอกจากยารักษาโรคเอดส์แล้ว ดร.กฤษณายังคิดและผลิตยารักษามาเลเรียขึ้นมาเองโดยตั้งชื่อว่า "THAI-TANZUNATE" ซึ่งเป็นยามาเลเรียราคาถูกที่สุดในโลกคือตกราว 36 บาทต่อเม็ด

ในขณะที่ยามาเลเรียของฝรั่งทุกยี่ห้อราคาประมาณเม็ดละ 360 บาท

ดร.กฤษณาได้เดินทางไปตามประเทศต่างๆ ในแอฟริกาทำอย่างนี้จนปัจจุบันยาที่มีคำว่า THAI ขึ้นหน้าเป็นที่รู้จักทั่วแอฟริกา ซึ่งตลอดเวลาที่ท่านอยู่ในแอฟริกานั้นท่านต้องเจออากาศที่ร้อนถึง 50 องศาเซลเซียส ถูกปืนจี้ 5 ครั้ง เจอระเบิดตกลงข้างที่พักและที่สำคัญคือพูดกับคนแอฟริกาไม่รู้เรื่องด้วยซี

ที่น่าสนใจคือสื่อต่างประเทศเขาชื่นชมการทำงานของ ดร.กฤษณาถึงกับเอาไปสร้างภาพยนตร์จนได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 3 รางวัล นอกจากนี้ทางอเมริกายังนำเรื่องของท่านไปสร้างป็นละครบรอดเวย์เรื่อง "Cocktail" เปิดแสดงในเดือนพฤษภาคมนี้เอง และยังได้รับการเสนอปริญญากิตติมศักดิ์จากอังกฤษและอเมริกาไม่รู้กี่ใบแล้ว

รางวัลโนเบลสำหรับคนไทยคนแรกอยู่ไม่ไกลหรอก แต่ ดร.กฤษณาท่านไม่สนใจหรอกเพราะท่านคือ "มหาตมะ" ของแท้แน่นอน


เป็นเรื่องราวให้กำลังใจสำหรับคนทำงาน ตั้งใจดี ครับ ...   Shocked
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #95 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2550, 11:22:48 »

อ้างจาก: "ชาร์ป"
เรื่องของคนไทยที่น่ายกย่อง ครับ

มีคนมา post ไว้ในกระทู้นี้

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=25083&start=90

 Shocked

 
อ้างถึง   

อีกท่านก็ซู้ดดด..หยอดดดดดด....

Quote:

 

ความยิ่งใหญ่ผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ทะเลทรายซาฮาร่า

เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์(ปัจจุบัน ขณะนี้ ไทยกำลังมีปัญหากับอเมริกา เพราะข้อขัดแย้ง เรื่องราคายา ที่ไทยไม่ยอมอเมริกา เรื่อง สิทธิบัตรยา)

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่เร่ร่อนไปทั่วเเอฟริกาจนเป็นที่รู้จักจนอเมริกานำชีวิตเธอสร้างเป็นละครบรอดเวย์ แต่คนไทยไม่รู้จักเธอ


เป็นเรื่องราวให้กำลังใจสำหรับคนทำงาน ตั้งใจดี ครับ ...   Shocked



อิอิ....ขอเสริมค่ะว่า หากใครอยากอ่าน ผู้หญิงเก่งแม่พระแห่งประเทศแถบแอฟริกาท่านนี้...ไปอ่านได้ในหนังสือ "คู่สร้างคู่สม" ฉบับ 10-20 พ.ค. 2550 ค่ะ อาจารย์ให้สัมภาษณ์แบบ 4 หน้ากระดาษเลย
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

ลูกพิ้ง
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,287

« ตอบ #96 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2550, 11:35:03 »

:shock: กำลังจะพิมพ์บอกเหมือนพี่ปุ๊กกี้เล้ย.....

สงสัยต้องหลีกทางให้แฟนพันธุ์แท้คู่สร้างคู่สมตัวจริงอย่างพี่ปุ๊กกี๊ซะแล้วเจ้าค่ะ :lol:  :lol:
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #97 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2550, 12:26:45 »

อ้างจาก: "ลูกพิ้ง"
:shock: กำลังจะพิมพ์บอกเหมือนพี่ปุ๊กกี้เล้ย.....

สงสัยต้องหลีกทางให้แฟนพันธุ์แท้คู่สร้างคู่สมตัวจริงอย่างพี่ปุ๊กกี๊ซะแล้วเจ้าค่ะ :lol:  :lol:


ฮิ ฮิ....เขาเรียกอีกอย่างว่า "ใจตรงกัน"....ฮิ ฮิ


แฟนพันธุ์แท้ ณ "คู่สร้าง-คู่สม" 15 ปีแล้ว
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Mouy (Again)
มือใหม่หัดเมาท์
*

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 150

« ตอบ #98 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 00:05:47 »

เข้ามาช่วยปั่นกระทู้นี้ ดีกว่า.....อิอิ รอบนี้ไม่มีเรื่องมาเล่าอ่ะ แต่มีบอร์ดของอาจารย์มาแนะนำ เผื่อใครสนใจจ้า.....http://www.pasuonline.net/
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #99 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2550, 07:53:12 »

เปิดแล้วเครียดเลยอ่ะพี่หมวย
เพิ่งสอบ compre เสร็จ
ยังฝันร้ายอยู่ ฮ่าๆๆๆๆๆ

ตาแคม  :lol:
บันทึกการเข้า
Mouy (Again)
มือใหม่หัดเมาท์
*

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 150

« ตอบ #100 เมื่อ: 17 มิถุนายน 2550, 22:29:31 »

รสชาติของชีวิต

ใครคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งคนไทยไปท่องฝรั่งเศส เข้าภัตตาคารและสั่งอาหารมาทาน เมื่อบริกรยกอาหารมาเสิร์ฟ คนไทยก็ควักเครื่องปรุงสารพัดที่เตรียมมาทำการปรุงรสเป็นการใหญ่

พ่อครัวฝรั่งเศสตะลึงและโกรธมาก บอกว่าอาหารที่เขาทำมาดีที่สุดแล้ว การใส่เครื่องปรุงโดยไม่รู้ความเป็นการทำลายรสอาหาร

เชื่อว่าพ่อครัวฝรั่งเศสคงไม่ได้โมโหคนกินที่ไม่รู้จักมารยาทและวัฒนธรรมของเขา แต่คงอยากตั้งคำถามว่า "รู้ไหมว่าอะไรคือรสชาติที่ดีที่สุด?"

พ่อครัวหลายคนไม่คิดว่าอาหารเป็นเพียงอาหาร แต่เป็นศิลปะด้วย ออกแบบทั้งหน้าตาและรสชาติอาหารมาเสร็จสรรพ

การปรุงรสก่อนกินจึงเป็นการดูถูกฝีมือของคนปรุง เหมือนกับการปรับสีผิวของ โมนาลิซา เพื่อตามใจความชอบของตนเอง หรือแต่งหน้ารูปปั้น เดวิด ให้มีเค้าไทยมากขึ้น

วัฒนธรรมการปรุงรสก่อนกินเป็นสิ่งที่ทำให้ผมทึ่งมานานแล้ว

พวกเขาตักพริกป่น 2-3 ช้อน น้ำตาล 2-3 ช้อน น้ำส้มหนึ่งช้อน ถั่วป่นอีกหนึ่งช้อน ปฏิบัติเช่นนี้กับอาหารแทบทุกเมนูโดยเท่าเทียมกัน ตั้งแต่ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส เส้นหมี่ต้มยำ ไปจนถึงบะหมี่น้ำเป็ด ทำให้อดตั้งคำถามมิได้ว่า ไฉนแม่ครัวไม่ปรุงรสตามที่ลูกค้าส่วนใหญ่กระทำไปเสียเลย น่าจะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก

บางครั้งผมก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า พวกเขาชอบปรุงเพราะติดนิสัยปรุงรสก่อนชิม หรือเพราะความจำเป็น?

เนื่องจากปริมาณพริก น้ำตาล น้ำส้มสายชู ถั่ว มากเช่นนั้นกลบรสชาติดั้งเดิมของอาหารหมด หรือทำให้แยกความแตกต่างระหว่างรสชาติอาหารสองชนิดไม่ออก

ปรมาจารย์การครัวชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 Anthelme Brillat-Savarin เชี่ยวชาญการกินมากจนสามารถเอ่ยคำพูดว่า "บอกผมสิว่าคุณกินอะไร แล้วผมจะบอกว่าคุณเป็นคนยังไง" อาหารบ่งบอกที่มาของคนคนนั้น

ชีวิตก็เหมือนอาหาร บางช่วงจืด บางช่วงหวาน บางครั้งก็เค็ม เผ็ด

ทุกรสมีความหมายของมัน

เราไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตทุกรสในเวลาเดียวกันได้ บางครั้งสุขด้วยรสหวานของรัก บางทีขมด้วยความผิดหวัง เค็มด้วยหยาดเหงื่อของความอดทน เผ็ดด้วยการทดลองทำสิ่งที่ไม่เคยกล้าทำมาก่อน

ชีวิตเป็นการปรับตัวไปตามสถานการณ์ ความสนุกอยู่ที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรรอเราอยู่

การปรุงรสชีวิตก่อนก็เหมือนไม่ทันกินอาหาร ก็ปรุงรสเป็นการใหญ่

จะทำอะไรก็วางแผนว่าอย่างนั้นอย่างนี้ล่วงหน้านานเป็นปีๆ จะต้องเป็นเศรษฐีก่อนวัยสามสิบ จะมีแฟนเป็นคนแบบนั้นแบบนี้

แต่ความจริงชีวิตไม่เคยสั่งการได้

เมนูชีวิตเป็นหน้าว่างเปล่าที่รอให้เราเขียนเอง

บางทีชีวิตอาจจะน่าสนุกกว่าหากเราชิมรสของมันให้ครบรส เข้าใจสภาวะและคุณค่าของแต่ละช่วงชีวิต

ที่มา www.winbookclub.com
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #101 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2550, 13:21:14 »

โอ้..เจ๊หมวยชอบวินทร์เหมือนผมเรยยยย..

ท่าทางเราจะไปด้วยกันได้ดีนะ..ชอบอะไรคล้ายๆกันเยอะเลย..

จุ๊บ..จุ๊บ..
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #102 เมื่อ: 25 มิถุนายน 2550, 23:14:08 »

หาอะไรที่ช่วยให้ยิ้มได้มา อ่านกันดีกว่า ...  Shocked

copy เรื่องเล่าจริงของคนอื่นมาอีกที

 
อ้างถึง   
ปกติผมจะตื่นแต่เช้าตรูทุกวันไม่ว่าจะเมามายขนาดไหนผมต้องตื่นก่อนไก่โห่ฮา
ป่าฮิวหลายอาทิตย์ก่อนเป็นวันเกิดหลานสาววัย 14 ก็เลยชวนน้าเท่ห์ๆอย่างผม
ออกมายืนเป็นเพื่อนใส่บาตร ก็ตระเตรียมอาหารแพคสำเร็จรูป เป็นชุดกิ๊ฟเซท
สวยงามครบหลักใหญ่ใจความ ปกติการตักบาตรพระก็จะเดินมาเป็นกลุ่มเป็นก็น ประมาณ
2-3รูปแถวเรียงหนึ่งเข้ามารับนิมนต์ตักบาตร....... " นิมนต์คับ หลวงพ่อ "
ผมเอื้อนเอ่ยนิมนต์หลวงพ่อ ผสมหลวงพี่ รับบาตร หลานสาวก็ใส่บาตร
ใส่เสร็จหลานสาวก็จะบอกหลวงพ่อว่า " วันนี้วันเกิดค่ะ "
หลวงพ่อ/หลวงพี่ก็ให้พร ผมก็นั่งคุกเข่า พนมมือรับพรไปกะหลานด้วย
แต่แอบๆนึกในใจ ตรูเกี่ยวอะไรฟ่ะ?........... ......... ......... ........
ประเด็นมาเกิดตอนแพ๊คสุดท้ายหลังจากตักบาตรให้หลวงพ่อ
ซึ่งเดินนำหน้าทิ้งช่วงน้องหลวงเณรไป ประมาณ 30 เมตร
น้องหลวงเณรวัยสัก ประมาณ 12-13 ปี เห็นจะได้
ตะแรกก็เดินเลี่ยงเปิดไฟเลี้ยวขวา ทำท่าจะไม่รับบาตร หลานสาวผมก็
นิมนต์ค่ะ "หลวงเณร ตบไฟเลี้ยวซ้ายเบี่ยงเข้ามาชิดริมฟุตบาท
หลานสาวผมก็ตักบาตร กิ๊ฟเซท ชุดสุดท้ายเสร็จ พร้อมๆ กับ
วันนี้วันเกิดค่ะขอพรด้วยค่ะหลวงเณรค่ะ ? "
ผมยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นสีหน้าน้องหลวงเณร ทำหน้าทำตาแบบบอกบุญไม่รับ
ดูเหมือนจะมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาที่ใบหน้าเล็กน้อย
............ ......... .......เอ่อ.....
คือว่าโยม หลวงเณรเอง
เพิ่งจะบวชได้ไม่กี่วันเองปกติก็จะเดินรับบาตรติดๆ
กะอาจารย์
แต่พอดีตะกี้อาจารย์ทิ้งช่วงไปหน่อย หลวงเณรสวดให้พรยังไม่เป็นคับ!
อะ.......อะ..... ......เอ่อ......
เอางี้ละกันเพื่อไม่ให้โยมเสียศรัทธาเอาเท่าที่หลวงเณรจะให้ได้น่ะคับโยม "
ค่ะหลวงเณร "หลานสาวผมตอบพลางพนมมือไหว้รอรับพร
ผมก็ย่อตัวลงพนม มือไหว้ รอรับพรเช่นกัน
“ แฮปปี้ เบริด์ เดย์ ทู๊ยู แฮปปี้ เบริด์ เดย์ ทู๊ยูแฮปปี้ เบริ๊ดดดด เดย์”
“ แฮปปี้ เบริ๊ดดดด เดย์ แฮปี้ปปปปปปปปป ปี๊เบริด์ เดยย์ ทู๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ยู!”

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก............ ......... ......... .
ผมอุทานในใจพลางอมยิ้มแก้มตุ่ย เหลือบตาไปมองหลานสาว หลานสาวก็อึ้งกิมกี่
บันทึกการเข้า
por-sim
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,123

« ตอบ #103 เมื่อ: 27 มิถุนายน 2550, 18:51:54 »

เป็นกระทู้ที่ดีมาก วันหลังจะมาเยี่ยมอีกค่า
บันทึกการเข้า
too
ตู้ rcu85
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

คณะ: วิศวกรรมศาสตร์
กระทู้: 1,281

เว็บไซต์
« ตอบ #104 เมื่อ: 27 มิถุนายน 2550, 21:02:41 »

กระทู้นี้ดีมากครับ ขอนำบทความดีๆมาแบ่งปันกันบ้าง เอามาจากเว็บที่ผมเข้าไปอ่านเป็นประจำ

ไม่หลงกล

รินใจ
Kids & Family ธันวาคม ๒๕๔๗
         
             
ปรีชาเจอสมชายในงานเลี้ยงรุ่น เลยทักเพื่อนเก่าว่ายังทำโดนัทขายอยู่หรือเปล่า

"ยังทำอยู่ แต่เห็นจะต้องเลิกเร็ว ๆ นี้" สมชายพูดเนือย ๆ

ปรีชาถามเหตุผล สมชายจึงตอบว่า "ทำยังไงก็ไม่มีกำไรน่ะซี ถ้าหากฉันทำให้รูมันโต ลองคิดดูสิว่าฉันจะต้องใช้แป้งมากแค่ไหน ถึงจะล้อมไอ้รูนั้นให้รอบ"

"ไม่เห็นยากเลย แกก็ทำให้รูมันเล็กลงสิ" ปรีชาแนะ            

"ทีแรกฉันก็คิดอย่างนั้น แต่พอฉันทำให้รูมันเล็กลง ก็ต้องเพิ่มแป้งให้มากขึ้นเพื่อไปแทนส่วนที่เป็นรู แล้วฉันจะมีกำไรได้อย่างไร " สมชายตอบ

สมชายพูดมีเหตุผล แต่เป็นเหตุผลที่ชวนให้งงงวย เพราะในความเป็นจริงถ้ารูโตใช้แป้งเยอะ รูเล็กก็ต้องใช้แป้งน้อยลงเนื่องจากมีขนาดเล็กลง ปัญหาของสมชายก็คือเขาไม่ได้นึกถึงการทำให้โดนัทมีขนาดเล็กลง เมื่อในใจของเขายังติดยึดอยู่กับขนาดเดิมของโดนัท จึงคิดว่าถ้ารูเล็กลงก็ต้องใช้แป้งมากขึ้น

เหตุผลนั้นมีประโยชน์ แต่ถ้าใช้ไม่เป็นก็อาจทำให้เจ้าตัวคิดผิดพลาดหรือมองคลาดเคลื่อนจากความ เป็นจริง ความเป็นจริงนั้นมีเพียงหนึ่ง แต่เหตุผลนั้นมีหลากหลาย บางเหตุผลก็มีข้อจำกัดที่ทำให้มองไม่เห็นความจริง

ขณะที่ศาสตราจารย์กับนักศึกษาเดินคุยกันอยู่ที่สวนสาธารณะ นักศึกษาก็ชี้ให้ศาสตราจารย์ดูธนบัตร๑,๐๐๐ บาทที่ตกอยู่บนพื้นหญ้า แต่ศาสตราจารย์ไม่เชื่อว่าเป็นธนบัตร ๑,๐๐๐ บาท เหตุผลก็คือ "ถ้าเป็นแบ๊งค์พันก็ต้องมีคนเก็บไปแล้ว ที่มันยังอยู่ตรงนั้นก็เพราะว่ามันเป็นแบ๊งค์ปลอม"

เหตุผลของศาสตราจารย์ดูน่าฟัง แต่คุณคิดว่า ใครน่าเชื่อมากกว่ากัน ศาสตราจารย์หรือนักศึกษา ?

บางครั้งเพียงแค่สามัญสำนึกก็ทำให้เราเห็นความจริงได้ ขณะที่เหตุผลอาจทำให้เราห่างไกลจากความเป็นจริง ดังกรณีข้างต้น ใครที่เห็นธนบัตร ๑,๐๐๐ บาทตกอยู่บนพื้นก็ต้องเก็บทั้งนั้น แต่ที่มันยังอยู่ตรงนั้นเพราะไม่มีคนเห็นต่างหาก เรื่องแบบนี้เด็ก ๆ ก็รู้ได้จากประสบการณ์และสามัญสำนึก

เนื่องจากเหตุผลและการคิดของเรามีข้อจำกัด เราจึงไม่ควรติดยึดกับเหตุผลหรือข้อสรุปของเรามากเกินไป มิเช่นนั้นเหตุผลจะกลายมาเป็นนายเรา มันไม่เพียงครอบเราไม่ให้เห็นความจริงซึ่งปรากฏอยู่ซึ่ง ๆ หน้าเท่านั้น หากยังสามารถทำให้เรากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ดังที่คนจำนวนไม่น้อยมีเหตุผลสารพัดในการคอร์รัปชั่นหรือทุจริต เช่น "ถึงฉันไม่ทำคนอื่นก็ทำ" หาไม่ก็อ้างความยากจน ที่อ้างว่าตัวเองเสียสละมามากแล้ว เพราะฉะนั้นขอเม้มเข้าตัวบ้าง ก็มีอยู่บ่อย ๆ

กิเลสนั้นก็รู้จักหาเหตุผลเพื่อประโยชน์ของมันเอง เหตุผลที่ใช้ก็ดูดีทั้งนั้น บางทีก็เถียงยาก

ชายผู้หนึ่งชอบโหนตัวอยู่บนบันไดรถเมล์ ไม่ยอมเข้าไปข้างในรถ ทั้ง ๆ ที่มีที่ว่างมากมาย กระเป๋ารถเมล์จึงขอร้องว่า "พี่ ๆ ช่วยเข้ามาข้างในหน่อย อย่าโหนอย่างนั้น เดี๋ยวจะตกลงไป"

"เรื่องของกู"

"ไม่ใช่อะไร ถ้าพี่เกิดพลัดตกลงไป ตำรวจจะเล่นงานผม"

"เรื่องของมึง"

ยิ่งเรียนสูงหรือคิดเก่ง กิเลสก็ยิ่งเก่งในการหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของมัน มันมีเหตุผลร้อยแปดที่จะโมโหเคียดแค้นเวลาไม่ได้ดังใจ หรือเศร้าโศกเสียใจเมื่อประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย ซึ่งก็เท่ากับซ้ำเติมให้เราเป็นทุกข์มากขึ้น ดังนั้นถ้าไม่อยากให้กิเลสมาเป็นนายเรา จนพาเราจมปลักแห่งความทุกข์ ก็ต้องรู้เท่าทันเหตุผลที่มันเอามาใช้ ไม่เชื่อเหตุผลหรือหลงกลมันง่าย ๆ

ขณะเดียวกันถ้าอยากให้ชีวิตมีความสุข ก็ต้องรู้จักใช้เหตุผลมาส่งเสริมคุณภาพจิตที่ดีงาม เช่น นึกถึงผลดีของการให้อภัยและการมีเมตตาจิต เวลาประสบกับความล้มเหลวก็มองหาสาเหตุแห่งความผิดพลาดมากกว่าที่จะหาเรื่อง แก้ตัวหรือโทษคนอื่น

เหตุผลถ้ารู้จักใช้ ก็สามารถช่วยให้เราปล่อยวางหรือยอมรับความจริงได้มากขึ้น

เด็กน้อยเห็นแม่ป่วย จึงช่วยแม่หุงข้าว แต่ข้าวกลับแฉะ รู้สึกเสียใจ แม่จึงบอกว่า

"อย่าเสียใจเลยลูก หุงข้าวด้วยน้ำ มันก็ต้องมีแฉะบ้างเป็นธรรมดา"

วันต่อมาเด็กน้อยหุงข้าวให้แม่อีก แต่คราวนี้ข้าวไหม้ จึงโมโหตัวเอง แม่ก็บอกว่า

"อย่าโมโหเลยลูก หุงข้าวด้วยไฟ มันก็ต้องมีไหม้บ้างเป็นธรรมดา"

ข้าวจะแฉะหรือไหม้ ก็เป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับได้หรือเสีย แพ้หรือชนะ สรรเสริญหรือนินทา สำเร็จหรือล้มเหลว ถ้ามองเห็นเช่นนี้ได้ ชีวิตจะปล่อยวางได้มากขึ้น และเป็นทุกข์น้อยลง



ที่มา http://www.budpage.com/ba160.shtml
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #105 เมื่อ: 28 มิถุนายน 2550, 07:53:42 »

Cool!! มากน้องตู้


ตาแคม  Cool
บันทึกการเข้า
นายป้อ
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,124

« ตอบ #106 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2550, 15:09:00 »

:lol: กระทู้เข้า....กับตัวเอง...หุๆๆๆ

....ใครแช่งใครชังช่างเถิด
ใครเชิดใครชูช่างเขา
ใครเบื่อใครบ่นทนเอา
ใจเราร่มเย็นเป็นพอ.....

....จิตมนุษย์ไซร้ยากแท้หยั่งถึง.....

....ก่อนที่จะหยั่งรู้จิตใคร.....จงหยั่งรู้จิตตัวเองนะครับ....
บันทึกการเข้า
telek78
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: RCU2538
กระทู้: 1,924

เว็บไซต์
« ตอบ #107 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2550, 15:10:59 »

อ้างจาก: "นายป้อ"
:lol: กระทู้เข้า....กับตัวเอง...หุๆๆๆ

....ใครแช่งใครชังช่างเถิด
ใครเชิดใครชูช่างเขา
ใครเบื่อใครบ่นทนเอา
ใจเราร่มเย็นเป็นพอ.....

....จิตมนุษย์ไซร้ยากแท้หยั่งถึง.....

....ก่อนที่จะหยั่งรู้จิตใคร.....จงหยั่งรู้จิตตัวเองนะครับ....


ป้อ เปลี่ยนไป
บันทึกการเข้า
wara_thip
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 79

« ตอบ #108 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2550, 18:06:42 »

แป๊ะกระทู้นี้ไว้ก่อนน่ะค่ะ วันหลังจะเข้ามาอ่านอย่างจริงจัง (เนื่องจากตัวหนังสือเยอะเหลือเกิน)
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #109 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2550, 18:14:44 »

เหมือนกันครับ พี่ชอบแบบ

บรรทัด เว้นบรรทัดอ่ะครับ
บันทึกการเข้า
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #110 เมื่อ: 04 กรกฎาคม 2550, 17:48:12 »

=แบนเรียบ VS โหนกนูน= :shock:

http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3517070/L3517070.html
บันทึกการเข้า

...
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #111 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2550, 08:19:47 »

อ้างจาก: "Aj.O"
=แบนเรียบ VS โหนกนูน= :shock:

http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3517070/L3517070.html


หึหึหึหึหึหึหึหึหึหึหึ  :twisted:



เอามาฝากกัน tip ในการเมมเบอร์โทรศัพท์ไว้ในมือถือ
ถ้ามือถือหาย คนที่เก็บได้เค้าจะรู้ได้อย่างไงว่าต้องโทรไปบอกใคร
ว่าเก็บมือถือได้ เพราะในมือถือมีเบอร์เป็นร้อยเป็นพัน

ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ เค้าจะเมมเป็นคำว่า ICE แล้วต่อด้วยชื่อของคนคนนั้น
ICE = In Case of Emergency
เช่น ICE Sharp, ICE Lim

หรือภาษาไทย เค้าจะเมมว่า "ด่วน" นำหน้าชื่อ
เช่น ด่วน ไข่, ด่วน โจ้เลีย

ใครจะเอาไปใช้ก้อได้ หรือเผื่อเก็บมือถือได้
ไม่รุจะโทรไปบอกใคร ก้อลอง search ชื่อที่ขึ้นต้นด้วยคำเหล่านี้ดู (เผื่อมี)

ตาแคม  :wink:
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #112 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2550, 10:13:10 »

อ้างจาก: "apirat"
อ้างจาก: "Aj.O"
=แบนเรียบ VS โหนกนูน= :shock:

http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3517070/L3517070.html


หึหึหึหึหึหึหึหึหึหึหึ  :twisted:



เอามาฝากกัน tip ในการเมมเบอร์โทรศัพท์ไว้ในมือถือ
ถ้ามือถือหาย คนที่เก็บได้เค้าจะรู้ได้อย่างไงว่าต้องโทรไปบอกใคร
ว่าเก็บมือถือได้ เพราะในมือถือมีเบอร์เป็นร้อยเป็นพัน

ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ เค้าจะเมมเป็นคำว่า ICE แล้วต่อด้วยชื่อของคนคนนั้น
ICE = In Case of Emergency
เช่น ICE Sharp, ICE Lim

หรือภาษาไทย เค้าจะเมมว่า "ด่วน" นำหน้าชื่อ
เช่น ด่วน ไข่, ด่วน โจ้เลีย

ใครจะเอาไปใช้ก้อได้ หรือเผื่อเก็บมือถือได้
ไม่รุจะโทรไปบอกใคร ก้อลอง search ชื่อที่ขึ้นต้นด้วยคำเหล่านี้ดู (เผื่อมี)

ตาแคม  :wink:


โปรดอย่าใช้ ICE Sharp ...
ถ้าจะใช้ทำได้อย่างเดียว จองวัด ให้ หุ หุ  :lol:
บันทึกการเข้า
yungying
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,987

« ตอบ #113 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2550, 11:28:31 »

อ่านแล้วได้สาระดีจริงๆ

 
อ้างถึง   
=แบนเรียบ VS โหนกนูน=  

http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/L3517070/L3517070.html
บันทึกการเข้า

ttp://dekhorcu.multiply.com/
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #114 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2550, 14:27:31 »

ชาร์ป แมร่งคงว่างมาก หาเรื่องให้อ่านได้ตลอด...
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #115 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2550, 16:32:55 »

อ้างจาก: "หลิม 81"
ชาร์ป แมร่งคงว่างมาก หาเรื่องให้อ่านได้ตลอด...


บังเอิญหัวใจมันยังว่างอยู่น่ะ ... ชีวิตมันก้เลยว่างตาม ฮิ้วววววว .. :lol:
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #116 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2550, 16:54:52 »

อ้างจาก: "ชาร์ป"
อ้างจาก: "หลิม 81"
ชาร์ป แมร่งคงว่างมาก หาเรื่องให้อ่านได้ตลอด...


บังเอิญหัวใจมันยังว่างอยู่น่ะ ... ชีวิตมันก้เลยว่างตาม ฮิ้วววววว .. :lol:



สาธุ!!!!!
บันทึกการเข้า
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #117 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2550, 16:56:48 »

อ้างจาก: "ชาร์ป"
อ้างจาก: "หลิม 81"
ชาร์ป แมร่งคงว่างมาก หาเรื่องให้อ่านได้ตลอด...


บังเอิญหัวใจมันยังว่างอยู่น่ะ ... ชีวิตมันก้เลยว่างตาม ฮิ้วววววว .. :lol:


" หัวใจผมว่าง จะมีใครบ้างจับจอง เป็นโอกาสให้คุณครอบครอง มาจับมาจองหัวใจผมได้  :lol: "
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #118 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2550, 16:59:02 »

บักซ๊าป เค้าชอบของสูงอ่ะ

แต่ไม่แน่นะ  ของสูงอาจจะหล่นทับสักวันก็ได้อ่ะ  :wink:
บันทึกการเข้า
telek78
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: RCU2538
กระทู้: 1,924

เว็บไซต์
« ตอบ #119 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2550, 17:33:50 »

อ้างจาก: "party"
อ้างจาก: "ชาร์ป"
อ้างจาก: "หลิม 81"
ชาร์ป แมร่งคงว่างมาก หาเรื่องให้อ่านได้ตลอด...


บังเอิญหัวใจมันยังว่างอยู่น่ะ ... ชีวิตมันก้เลยว่างตาม ฮิ้วววววว .. :lol:


" หัวใจผมว่าง จะมีใครบ้างจับจอง เป็นโอกาสให้คุณครอบครอง มาจับมาจองหัวใจผมได้  :lol: "


เล่นเพลงของครูเพลง สุรพล เลย
บันทึกการเข้า
นายป้อ
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,124

« ตอบ #120 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2550, 18:39:30 »

:lol: หุๆๆ............
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #121 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2550, 05:16:36 »

ไม่รู้จะลงกระทู้ไหน ...

สวัสดีตอนเช้าสำหรับ ... วันที่น่าจะดี  สำหรับทุกคน  Shocked

07 07 07 07

วันเสาร์ (วันที่ 7 ของสัปดาห์) ที่ 07 เดือน 7 ปี 2007

บอลไทย เตะเวลา 19.35

07 pm เข็มยาว ชี้เลข  7

และ จะ ชนะ 7-0 ...  :lol:
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,794

« ตอบ #122 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2550, 05:38:13 »

Hey,i think I am faster enough to wake up webboard..you are faster!!!what are you doing at this time?Huh?
p.07.07.07
บันทึกการเข้า


yungying
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,987

« ตอบ #123 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2550, 09:13:56 »

Cheesy  Cheesy  Cheesy
บันทึกการเข้า

ttp://dekhorcu.multiply.com/
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #124 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2550, 16:06:18 »

อ้างจาก: "ชาร์ป"
ไม่รู้จะลงกระทู้ไหน ...

สวัสดีตอนเช้าสำหรับ ... วันที่น่าจะดี  สำหรับทุกคน  Shocked

07 07 07 07

วันเสาร์ (วันที่ 7 ของสัปดาห์) ที่ 07 เดือน 7 ปี 2007

บอลไทย เตะเวลา 19.35

07 pm เข็มยาว ชี้เลข  7

และ จะ ชนะ 7-0 ...  :lol:



โอ้...มีบอลไทย ลืมเลย

นี่ม่รอนั่งเรียน ตอนทุ่ม ถึงสี่ทุ่มอ่ะ เซ็งโคดๆ

อาจารย์เลื่อนเวลาสอน จะโดดก็ไม่ได้  Sad
บันทึกการเข้า
นายป้อ
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,124

« ตอบ #125 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2550, 13:15:36 »

:shock: เชื่อได้เร้อ.........
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #126 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2550, 09:50:44 »

ช่วงนี้หลายคนอาจเบื่องาน แล้วคิดจะเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนแล้ว พอดีอ่าน Bizweek ประจำ มีแง่คิดหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการทำงาน และชีวิตก็เลยขอเอามาฝากน้องๆ นะคะ

สุขและทุกข์ในงานมาจากไหน  โดย รัศมี ธันยธร ผู้อำนวยการศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ www.creativitycenter.co.th

ดิฉันสนใจเรื่องการทำงานอย่างมีความสุข เพราะเห็นว่าความสุขและความรู้สึกดีๆ นั้น ทำให้คนมีกำลังใจ มีแรงใจ ซึ่งจะส่งผลให้มีกำลังกายมีแรงกายด้วย เมื่อแรงใจแรงกายดี เราจะสามารถใช้กายและใจนี้สร้างสรรค์สิ่งดีงามที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว องค์กร ประเทศชาติ และสังคมโลกได้อย่างเต็มที่ได้ เราใช้เวลาในที่ทำงานเกือบทั้งวัน ถ้าเราทำงานแล้วมีความสุข ความสุขนั้นมีแนวโน้มว่าจะติดตัวเราไปถึงคนที่บ้านและคนนอกที่ทำงานด้วย


ตอนเด็กๆ บางครั้งเราเคยคิดว่าคนทำงานเพราะเงินอย่างเดียว แต่เมื่อโตขึ้นและได้ทำงานจริงๆ สิ่งต่างๆ และประสบการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทำให้เราได้รับความรู้สึกใหม่ๆ ที่ทำให้ความคิดสมัยเด็กๆ เริ่มเปลี่ยนไป คนที่ทำงานมานานแล้วมักจะบอกคนรุ่นหลังว่า เขาทำงานเพราะเขามีความสุขที่ได้ทำ คนที่ยังไม่ได้ทำงานหรือเด็กไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก เพราะในความเห็นของเด็กนั้น การเล่นไปวันๆ โดยไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นเป็นเรื่องที่สุขมาก แต่เมื่อมาดูคนทำงานแล้วดูเหมือนต้องทำโน่นทำนี่ตลอดวัน แทบไม่ได้มีโอกาสเล่นเท่าใดนัก แล้วจะมีความสุขได้อย่างไรกัน

อะไรที่ทำให้คนมีสุขหรือทุกข์ในการทำงาน

ในห้องสัมมนาด้านการคิดสร้างสรรค์ทางบวกของบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวหน้าแห่งหนึ่ง ดิฉันขอให้ผู้เข้าสัมมนาเขียนว่าอะไรที่ทำให้เขามีความสุขในการทำงาน และอะไรที่ทำให้เขามีความทุกข์ในการทำงาน โดยให้เขาเขียนเป็นข้อๆ ลงในกระดาษเปล่า

พออ่านมาถึงตรงนี้อาจมีบางท่านเห็นว่าคำตอบมีชัดเจนอยู่แล้ว จะมาถามอีกทำไมให้เสียเวลา เพราะคนจะสุขในงานก็เพราะได้เงินเยอะ และทุกข์ในงานเพราะได้เงินน้อย แต่คนทำงานที่เขียนเล่าให้ฟังนั้นเขาบอกอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอ่านแล้วเราจะเข้าใจเลยว่า บางอย่างทำให้สุขได้มากกว่าได้เงินเยอะ และบางอย่างทำให้ทุกข์หนักว่าได้เงินน้อยเสียอีก

จากการสำรวจพบว่าคนทำงานรู้สึกมีความสุขจากปัจจัยหลักๆ ดังนี้

1. สุขจากการที่ตนเองทำงานได้สำเร็จราบรื่น เช่น ทำงานได้สำเร็จลุล่วง ทำงานที่ยากและท้าทายได้สำเร็จด้วยดี วางแผนแล้วได้ทำตามแผน แบ่งงานได้เหมาะสมกับงานที่รับ นำเสนองานเสร็จ เพื่อนร่วมงานช่วยกันทำงานเสร็จ ได้รับความร่วมมือจากคนรอบข้าง ทำงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ งานเสร็จตามเป้าหมายและเวลา ส่งมอบงานให้ลูกค้าสำเร็จสามารถปิดโครงการได้

2. สุขจากการคิดแก้ปัญหาได้ เช่น สามารถแก้ปัญหาได้ เวลามีปัญหาแล้วแก้สถานการณ์ตรงนั้นได้ เวลาลูกค้าเจอปัญหา หรือต้องการคำแนะนำ สามารถช่วยลูกค้าให้ผ่านเรื่องดังกล่าวได้ ให้คำปรึกษาแก่เพื่อนร่วมงานได้

3. สุขจากความภูมิใจที่ได้สร้างประโยชน์ให้คนอื่น เช่น ได้สร้างสรรค์งานใหม่ สร้างประโยชน์ที่แท้จริงโดยใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ เห็นคนได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราทำในระยะยาว คนรอบข้างมีความรู้เพิ่มขึ้นโดยเรา ตอบคำถามลูกค้าได้ ได้ช่วยเหลือลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน เห็นลูกค้าและทีมงานได้ประโยชน์จากงานที่เราทำ เห็นลูกค้าสนุกและมีความสุขในงานของเขา เห็นทีมงานมีความสนุกกับงานที่กำลังทำ ช่วยเหลือครอบครัวและคนอื่นได้

4. สุขจากการที่ได้พัฒนาตนเอง เช่น มีโอกาสได้พัฒนาตนเอง ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แล้วทำให้ ได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ แล้วท้าทายดี ได้เจอเรื่องใหม่ คนใหม่ มีความรู้ความสามารถที่ดีเพียงพอต่อการทำงาน

5. สุขจากการมีสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เช่น สามารถเข้ากับลูกค้าได้เป็นอย่างดี เพื่อนร่วมงานน่ารักสนุกสนาน ทำงานเป็นทีม ทุกคนทำงานอย่างมีความสุข ได้ความเป็นมิตรจากทุกคน ได้กำลังใจจากคนรอบข้าง ได้รับคำชมเชยและขอบคุณจากคนรอบข้าง ได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ในปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่กั๊ก เพื่อนมาช่วยแก้ปัญหาให้กับเรา ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ได้เฮฮาสนุกสนาน เพื่อนร่วมงานเข้าใจซึ่งกันและกัน ลูกค้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรา หัวหน้ามีความเข้าใจลูกน้อง ได้รับการยอมรับจากลูกค้า ได้รับความชื่นชมจากลูกค้า มีลูกค้าเข้ามาต่อเนื่อง สามารถบาลานซ์ชีวิตและงานได้ มีเวลาสำหรับตัวเอง บ้าน ครอบครัว และงานอย่างสมดุล สิ่งแวดล้อมเหมาะแก่การทำงาน

ขณะที่ทุกข์ในที่ทำงานมาจากปัจจัยหลักๆ ดังนี้

1. ทุกข์จากการคิดแก้ปัญหาไม่ได้ เช่น เกิดปัญหาในที่ทำงาน เช่น คิดไม่ออก ทำไม่ทัน รู้สึกว่าทำไม่ได้ตามที่ได้รับมอบหมาย ทุกข์ตอนที่ลูกค้าต้องการอะไร แล้วหาวิธีไม่ได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ใช้เวลานาน เวลาลูกค้ามีปัญหาแล้วหาทางออกได้ช้ากว่าที่เราคาดหวัง แก้ปัญหาให้คนในทีมงานไม่ได้ บางครั้งทำงานแล้วมีปัญหากันในทีมแล้วไม่สามารถเคลียร์กันได้ ทำงานไม่ค่อยทันไม่มีใครสนับสนุนช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา พอแก้ปัญหาไม่ได้แล้วไม่รู้จะปรึกษาใคร งานเสร็จแล้วแต่ต้องกลับมาแก้ไข

2. ทุกข์จากความไม่ราบรื่นในการทำงาน เช่น ทำได้ตามที่ต้องการแล้วอยู่ดีๆ ก็เปลี่ยน ทำเท่าไรก็ไม่เคยพอใจกับงานที่เขาต้องการ เจอคนไม่มีเหตุผล เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าไม่เข้าใจเรา และเราก็ไม่สามารถอธิบายให้ได้ เพราะเขาไม่รับฟังเรา โดนลูกค้าต่อว่า ลูกค้าไม่รับฟังในสิ่งที่พูด ถูกเร่งงานทุกอย่างให้ได้เร็วทันใจ ทั้งๆ ที่มีงานล้นมือแล้ว ไม่ชัดเจนว่าลูกค้าจะเอาอะไร มีตั้งหลายวิธีแต่ลูกค้าไม่พอใจ

3. ทุกข์จากความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับคนรอบข้าง เช่น มีปัญหาภายในทีม คุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่คุยกัน เพื่อนร่วมงานคิดไม่ดีต่อกัน ไม่สามารถไว้วางใจเพื่อนร่วมงาน คนรอบข้างทำงานร่วมกับเราแล้วไม่ได้ดังใจ คนใกล้ชิดเราไม่เข้าใจการทำงานของเรา

4. ทุกข์จากงานและอื่นๆ เช่น การทำงานไปวันๆ งานไม่ท้าทาย งานผิดพลาด สุขภาพไม่แข็งแรง อึดอัด สุขภาพเสื่อมโทรม สภาพแวดล้อมไม่ดี อุณหภูมิในห้องไม่เหมาะสม

คนทำงานต่างอาชีพกันมีรายละเอียดในงานต่างกัน แต่ในประเด็นของความสุขและความทุกข์ในงานนั้นมีแก่นหลักๆ อยู่ไม่ต่างกันเท่าใดนัก
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

yungying
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,987

« ตอบ #127 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2550, 12:33:02 »

การเรียนมีแต่.......ทุกข์ :cry:  :cry:  :cry:
บันทึกการเข้า

ttp://dekhorcu.multiply.com/
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #128 เมื่อ: 13 กรกฎาคม 2550, 02:31:49 »

เอ้า ... นำเรื่องที่น่ารัก ๆ มาฝาก ... เป็นเรื่องของคนที่ใช้นามแฝง ว่า por_jai นะครับ

 Shocked

ไม่ได้ สรุปมา ครับ ก็ลองอ่านดูทั้งกระทู้แล้วกันนะครับ

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=26510
บันทึกการเข้า
too
ตู้ rcu85
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

คณะ: วิศวกรรมศาสตร์
กระทู้: 1,281

เว็บไซต์
« ตอบ #129 เมื่อ: 13 กรกฎาคม 2550, 14:20:41 »

^
^
เข้าไปดูมาแล้ว น่ารักดีครับ
บันทึกการเข้า
นายป้อ
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,124

« ตอบ #130 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2550, 02:02:43 »

:shock: ........... :lol:
บันทึกการเข้า
yungying
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,987

« ตอบ #131 เมื่อ: 16 กรกฎาคม 2550, 12:26:51 »

อ้างจาก: "ชาร์ป"
เอ้า ... นำเรื่องที่น่ารัก ๆ มาฝาก ... เป็นเรื่องของคนที่ใช้นามแฝง ว่า por_jai นะครับ

 Shocked

ไม่ได้ สรุปมา ครับ ก็ลองอ่านดูทั้งกระทู้แล้วกันนะครับ

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=26510


 อ่านแล้ว  Cheesy  Cheesy  Cheesy  Cheesy
บันทึกการเข้า

ttp://dekhorcu.multiply.com/
too
ตู้ rcu85
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

คณะ: วิศวกรรมศาสตร์
กระทู้: 1,281

เว็บไซต์
« ตอบ #132 เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2550, 14:08:28 »

แวะเอาเรื่องราวของคุณหมอที่ติดเชื้อ HIV มาให้อ่านครับ

http://www.medchula.com/54/question.asp?GID=1657

หากรักสบายซักนิด
นึกคิดทำขี้เกียจ
ถึงตอนนี้คงไม่เครียด
ที่กระเดียดมาเป็นหมอ

เวลาย้อนกลับไม่ได้
สิี่งที่เปลี่ยนไม่รั้งรอ
หากยังนั่งเพียงวอนขอ
ก็ไม่รูต้องรออีกเท่าใด

ชีวิตในวันนี้
โทษใครดีที่เปลี่ยนไป
เพราะเราหรือเพราะใคร
หรือเพราะไซร้ที่เกิดมา

ทุกคนมีความทุกข์
แต่ถ้าลุกมารักษา
อย่ายอมแพ้กับชะตา
เพราะว่าข้าคือคนจริง
บันทึกการเข้า
Mouy (Again)
มือใหม่หัดเมาท์
*

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 150

« ตอบ #133 เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2550, 10:09:53 »

ไม่รู้ว่ามีใครได้อ่าน forward mail นี้หรือยังนะคะ... น่าสนใจดีทีเดียวล่ะค่ะ...

วิธีใช้กระดาษหน้าที่สาม

ได้รับ ฟอร์เวิร์ด เมล ฉบับหนึ่ง ไม่ใช่ฉบับที่ขอซื้อ "ปาติหาน" ด้วยเงิน 80 บาท แต่เป็นเมลที่ต้องการกระดาษที่ใช้แล้วทั้งสองหน้า
เมื่อแรกที่เห็น.-เมลฉบับนี้ก็งงว่า ใครหนอจะสามารถเอากระดาษสองหน้าไปใช้ประโยชน์ได้อีก เลยลองถามคนรอบข้างว่า ถ้าจะเอากระดาษที่ใช้แล้วสองหน้าไปใช้อีกจะเอาไปทำอะไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ชั่งกิโลขาย พับถุงใส่กล้วยแขก ทำเปเปอร์มาร์เช่ พับนก ห่ออะไรที่ไม่ใช้แล้ว ฯลฯ มีใครคิดได้มากกว่านี้ดิฉันไม่รู้ แต่ไม่มีใครคิดถึงเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เลย
นัยยะสำคัญของเมลฉบับนี้ คือ ต้องการใช้ประโยชน์จากกระดาษหน้าที่สาม แปลกใจใช่ไหม เพราะกระดาษหนึ่งแผ่นก็จะมีแค่ด้านหน้ากับด้านหลัง แค่ได้ใช้กระดาษรีไซเคิลแทนการใช้กระดาษใหม่ก็นับว่าช่วยในเรื่องการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ คือ ต้นไม้ ได้มากโข
แต่นี่เป็นรีไซเคิลซ้อนรีไซเคิล ให้ได้ใช้ประโยชน์อีกต่อหนึ่ง ก่อนที่จะส่งไปชั่งกิโลขาย
ผู้ที่ร้องขอบริจาคกระดาษที่ใช้แล้วทั้งสองหน้า คือ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ทางมูลนิธิต้องการนำกระดาษที่ใช้แล้วทั้งสองหน้าไปใช้กับการเรียนการสอนภาษาเบลล์ของคนตาบอด ในเมื่อคนตาบอดมองไม่เห็นอะไรอยู่แล้ว กระดาษจะใช้แล้วไปมากน้อยขนาดไหน จะสีอะไรย่อมไม่มีผล เพราะทางสมาคมต้องการแค่ไปสอนภาษาเบลล์ให้คนตาบอดได้หัดเขียนหัดอ่านเท่านั้น
ถ้าใครช่วยได้ ส่งกระดาษที่คุณใช้แล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพดีไปได้ที่
มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
เลขที่ 420 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2354-8365
ช่วยกัน...ช่วยกัน เป็น "ปาติหาน" เล็กๆ น้อยๆ  

 :wink:
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #134 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2550, 12:05:39 »

สมาธิ สมาธิ ..

ลองอ่านกระทู้นี้ครับ

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=26763

 Shocked
บันทึกการเข้า
yungying
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,987

« ตอบ #135 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2550, 23:13:42 »

Cheesy  Cheesy
บันทึกการเข้า

ttp://dekhorcu.multiply.com/
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #136 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 10:39:30 »

ให้พี่ Bekamon เห็นร่ำ ๆ ว่าอยากรู้ทำไมถึงแต่งงาน ... แสดงว่า ท่าทางพี่ bekamon กำลังจะแต่งงาน  :lol:

 
อ้างถึง   

นำมาฝากสำหรับคน  จะสละโสด



ความเชื่อ 10 อย่างเกี่ยวกับการแต่งงาน



ก่อนที่จะเริ่มความสัมพันธ์ถึงขั้นแต่งงานกันนั้น
ลองมองความเชื่อเก่าๆและ
วิเคราะห์ดูสักหน่อยว่าเป็นอย่างไร
ทำไมคนที่แต่งงานแล้วถึงได้หย่าร้างกันมาก
นัก



1. ความเชื่อ :
ผู้ชายได้ประโยชน์มากกว่าผู้หญิงเมื่อแต่งงานกันแล้ว

ความจริง :
จากที่มีการวิจัยศึกษามาแล้วพบว่า
ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบ
แม้ว่าแต่ละคู่จะใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน
แต่เมื่อแต่งงานพวกเขา
ก็จะมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น ... มีความสุขขึ้น
สุขภาพดีขึ้นแถมยังอาจจะรวยขึ้นอีกต่างหาก
ฝ่ายสามีโดยมากจะได้ประโยชน์เรื่องสุขภาพที่ดีขึ้นส่วนฝ่ายภรรยานั้นแน่นอน ... ทางด้านการเงิน

2. ความเชื่อ :
การมีบุตรทำให้ชีวิตแต่งงานได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นและเพิ่มความสุข
ให้ชีวิตแต่งงานด้วย

ความจริง :
และจากหลายๆการวิจัยพบว่า
บุตรคนแรกจะทำให้ช่องว่างระหว่างแม่และพ่อ
ห่างกันขึ้นและเพิ่มความกดดันให้แก่กัน
ด้วยความที่เป็นมือใหม่ในการเลี้ยงลูก
แต่อย่างไรก็ตาม
การที่มีบุตรทำให้อัตราการหย่าร้างนั้นลดน้อยลง

3. ความเชื่อ :
ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่คือโชคและความรักที่แสนโรแมนติก

ความจริง :
นอกเสียจากโชคและความรักแล้ว
สิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตคู่ที่จะนำไป
สู่การใช้ชีวิตที่ยาวนานร่วมกันคือความเป็นมิตรความเป็นเพื่อน
เพราะหลังจากการแต่งงาน
ต่างฝ่ายต่างต้องทำงานหนัก
ต้องเสียสละและข้อสัญญาต่างๆ
คู่ที่มีความสุขที่สุดก็คือคู่ที่รักกันเป็นดั่งเพื่อน
สามารถแชร์ในทุกๆเรื่องและมีความสนใจในสิ่งเดียวกัน
ทำให้มีความเข้าใจกันได้ดี

4. ความเชื่อ :
ผู้หญิงที่มีการศึกษายิ่งสูง
ยิ่งทำให้ได้แต่งงานช้าลง

ความจริง :
จากการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้
ผู้หญิงที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้
แต่งงานไปมากกว่าคนที่ไม่จบการศึกษา
ความจริงๆแล้วผู้หญิงยิ่งมีการศึกษาจะยับยั้งเรื่องการใช้ชีวิตคู่มากขึ้น
และเลือกที่จะอยู่เป็นโสดกันมากขึ้น ... นั่นเอง

5. ความเชื่อ :
คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานและดูใจศึกษากันก่อนจะมาอยู่กันจริง
มีความพึงพอใจในคู่รักและทำให้รักกันได้ยาวนานยิ่งกว่าคู่ที่แยกกันอยู่

ความจริง :
หลายๆการวิจัยที่พบว่าคู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานจะมีความพึงพอใจ
กันน้อยลงและโอกาสที่จะหย่าร้างหรือเลิกรากันไปมีสูงขึ้น
เหตุผลหนึ่งก็คือ
เมื่อมีปัญหามักจะเพิ่มปัญหากันเข้าไปอีก
และทัศนคติในการจะใช้ชีวิตแต่งงานด้วย
กันก็จะเป็นเรื่องที่ยากอยู่สักหน่อย
หากการอยู่กินด้วยนั้นไม่สามารถจะแก้ปัญหาต่างๆเมื่อพบได้
และไปใช้ชีวิตหลังแต่งงานด้วยกันปัญหาก็มักจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

6. ความเชื่อ :
ผู้คนไม่สามารถที่จะคาดหวังได้ว่าจะอยู่ด้วยกันหลังแต่งงานไปได้
ตลอดชีวิตเหมือนที่เคยคิดเอาไว้
เพราะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมามากพอ

ความจริง :
คนในยุคปัจจุบันแต่งงานกันช้าที่อายุมากขึ้นกว่าสมัยก่อนและการใช้
ชีวิตอิสระเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการกันมากขึ้น
เมื่อได้เห็นได้รู้จักกันมากขึ้น ... ก็เกิดความเบื่อ
ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มักจะมองหาสิ่งใหม่ๆให้เรียนรู้อยู่เสมอ
ครึ่งหนึ่งของการหย่าร้างใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาได้ 7 ปี

7. ความเชื่อ :
การแต่งงานทำให้ผู้หญิงเสี่ยงกับความรุนแรงในครอบครัวมากกว่า
เมื่อตอนที่เป็นโสด

ความจริง :
เป็นดั่งเช่นว่า
การจดทะเบียนสมรสนั้นเป็น
"ใบอนุญาตในการทำร้ายร่างกาย"
จากการสำรวจพบว่าคู่ที่แต่งงานกันแล้วมักมีปัญหาที่รุนแรงมากกว่าก่อนที่จะ
แต่งงานกันเสียอีก
และโดยมากแล้วหากสามีทำร้ายภรรยาก็จะไม่พบการรายงานหรือแจ้งความใดๆ
เหตุผลหนึ่งที่เกิดความรุนแรงขึ้นเพราะฝ่ายชายมักจะต้องดูแลให้ฝ่ายหญิงกินดีอยู่ดีอยู่เสมอ
ทำให้เกิดความขัดแย้งกันและเมื่อเกิดความรุนแรงในครอบครัวขึ้น
ผู้หญิงมักจะคิดเรื่องการหย่าร้างมากขึ้น

8. ความเชื่อ :
คู่ที่แต่งงานแล้วจะมีเซ็กซ์กันน้อยลงกว่าตอนที่ยังเป็นโสดกันอยู่

ความจริง :
คู่ที่แต่งงานกันแล้วจะมีทั้งเซ็กซ์ที่มากขึ้นและดีขึ้นอีกด้วย
ไม่เพียงแต่มีเซ็กซ์ได้บ่อยขึ้นแต่พวกเค้ายังสนุกไปกับมัน
ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

9. ความเชื่อ :
คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานก็เหมือนแต่งงานนั่นแหละ
เพียงแค่ ... ไม่มี"ใบสมรส"

ความจริง :
คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานมักไม่ได้รับสิ่งที่คู่แต่งงานได้รับ
ทั้งทางสุขภาพ ฐานะ และความรู้สึก
และด้วยความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในความรักจึงไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้น
เพราะถึงอย่างไรผู้หญิงก็ยังเป็นนางสาวเมื่อเลิกร้างกับฝ่ายชายนั่นเอง

10. ความเชื่อ :
เพราะว่ามีอัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้น
คู่ที่รักกันอย่างมีความ
สุขหลังแต่งงานทำให้พวกเขาไม่คิดหย่าร้างไม่ว่าการแต่งงานนั้นจะเป็นอย่างไร

ความจริง : เมื่อสมัย 20 - 30 ก่อนนั้น
จะมีความเครียดในการงาน และข้อขัดแย้ง
มากมายในการแต่งงาน
ทำให้คู่รักมักจะคิดหย่าร้างกัน
แต่ในปัจจุบันคู่รักโดยมาก
มักจะคบหาดูใจกันนานหลายปีจนมีความมั่นใจในคู่ของตน
และมีหน่วยงานที่คอยช่วย
เหลือสำหรับผู้หญิงที่มีปัญหา
ในการตอบคำถามและช่วยในด้านจิตใจ

อย่างไรก็ตาม
การแต่งงานคือการตัดสินใจของคนสองคน
การจะมีความสุขหรือไม่นั้นก็
ขึ้นกับคนเพียงสองคนที่จะมีความเข้าใจ
เห็นอกเห็นใจกันมากน้อยเพียงใด

จากคุณ : GABLIEL
บันทึกการเข้า
too
ตู้ rcu85
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

คณะ: วิศวกรรมศาสตร์
กระทู้: 1,281

เว็บไซต์
« ตอบ #137 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 11:48:18 »

เพิ่งอ่านเรื่องนี้มา ได้ข้อคิดอะไรดีๆเหมือนกัน

ความสุขที่ถูกมองข้าม
พระไพศาล วิสาโล

คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผิน ๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล ่าง ๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว ่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ" ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่น ๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไป ด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?

คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว ่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด
แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่

แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้า ที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน
ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าส ิ่งที่ได้มาใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื ้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกันมีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบ ปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน
พูดอีกอย่างก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการ มี มีเท่าไรก็ยังอยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่ม ีอยู่เดิม บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา

    จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแ ต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา

ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง ๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นาน
ก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ? เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า
หรือซิดนีย์ดี

ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หาไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบ เทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใคร ๆ ก็นิยมใช้กัน

    นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้มีแฟนที่ดี ก็ยังไม่พอใจ เพราะรู้สึกว่าแฟนของคนอื่นสวยกว่า หล่อกว่า หรือเอาใจเก่งกว่า แม้มีลูกที่น่ารัก ก็ยังไม่พอใจเพราะรู้สึกว่าสู้ลูกของคนอื่นไม่ได้ แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา
    การมองแบบนี้ทำให้ "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง


ไม่มีอะไรที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ

บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น
แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้ ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจากสิ่งที่ มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้ กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข

สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการ ไม่มี นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้

เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการ ให้ และ การ ไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง

ที่มา http://www.biolawcom.de/?/article/231
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #138 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 12:55:33 »

อารมณ์ประมาณ อยากมีกิ๊ก หลายคน ช่ายเปล่า  Cheesy
บันทึกการเข้า
party
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,875

« ตอบ #139 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 13:12:12 »

อ้างจาก: "Max"
อารมณ์ประมาณ อยากมีกิ๊ก หลายคน ช่ายเปล่า  Cheesy


ฮั่นแน่...แอบรู้และเข้าใจความรู้สึกคนอื่น อยางนี้พี่Maxต้องเคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนแน่เลย 555
บันทึกการเข้า

http://happinessparty.multiply.com/
<embed src=\\\"http://images.multiply.com/multiply/horizontal-headshot-badge.swf\\\" type=\\\"application/x-shockwave-flash\\\" wmode=\\\"transparent\\\" FLASHVARS=\\\"user_id=happinessparty&enc=U2FsdGVkX1.XgxV7rEZX6q1u2Jyr2y9bKY8Amx,Hc,GTybsHCwE8.8sOCJWnoHQj
MahDee
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,081

« ตอบ #140 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 15:22:48 »

ได้ข้อคิดดี ดี ครับ  :wink:

จะสุขหรือทุกข์ อยู่ที่ตัวเอง...
บันทึกการเข้า

RCU 2541>> ปะกาโด่ง 81
----------------------------
http://www.facebook.com/MrMahD
yungying
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,987

« ตอบ #141 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 15:51:52 »

อ้างจาก: "MahDee"
ได้ข้อคิดดี ดี ครับ  :wink:

จะสุขหรือทุกข์ อยู่ที่ตัวเอง...


เห็นด้วยอย่างยิ่ง Cheesy  Cheesy
บันทึกการเข้า

ttp://dekhorcu.multiply.com/
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,794

« ตอบ #142 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 16:34:47 »

Nong Sharp,
your text is...excelllent!
applaud!
p.nn(married)
บันทึกการเข้า


ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #143 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2550, 23:16:54 »

นั่งฝังวิทยุในรถ ...

คอนโด โครงการนี้น่าสนใจดีเหมือนกัน  Shocked

เขาบอกว่า ผ่อนเริ่มต้น 4 พันกว่าบาท ... (ราคาถูกสุดของโครงการล่ะนะ ... 1.49 ล้านบาท)

แต่ดู Floor Plan แล้วน่าสนใจดี

http://www.ps-condo.com/ivyriver/ivycondo.wmv

http://www.ps-condo.com/ivyriver/location.html

วันที่ 4-5 ส.คน นี้ เขามี event กันอีกครั้ง  น่าไปดูเหมือนกัน ...

 Shocked
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #144 เมื่อ: 27 กรกฎาคม 2550, 10:55:54 »

ไอ้ชาร์ปมันถูกฝังในรถพร้อมวิทยุไปแล้ว..
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #145 เมื่อ: 27 กรกฎาคม 2550, 12:02:28 »

555 หน่วยพิสูจน์หลักฐาน  Cheesy
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #146 เมื่อ: 08 สิงหาคม 2550, 13:24:30 »

เมื่อได้รับเมล์จากแพะมา และพี่อ่านเรื่องนี้เสร็จไม่รู้คนอื่นจะเหมือนพี่ปุ๊กมั้ย รู้แต่ว่า...ตัวเองน้ำตาไหลออกมาเอง...เพราะนั่นคือ สิ่งที่แม่พี่ทำกับพี่ในทุกๆ วันด้วยคำถามเดิมๆ...ตั้งแต่ได้รับ forward mail มาเสมอๆ เรื่องดี ดีนี้...ทราบซึ้ง กินใจที่สุด เลยอยากเอามาแบ่งปันค่ะ...ใกล้ถึงวันแม่แล้วพี่ก็เตรียมอะไรเล็กๆ น้อยๆ ส่งให้ท่านแล้วหล่ะ แม่บอกว่า ไม่ต้องการอะไรมากแค่ลูกเป็นคนดีของแม่ก็ภูมิใจและดีใจยิ่งกว่าของขวัญใดๆ แล้ว...


*************************************************************

>ก่อนอื่นต้องขออภัยสำหรับเจ้าของต้นเรื่อง มันอาจตอกย้ำความเจ็บปวดกับคุณในเรื่องนี้
>แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่ เพื่อตอกย้ำคนที่ได้ชื่อว่าลูกทุกคนให้หันกลับมาดูคนที่ส่งเสียคุณเลี้ยงดูคุณมาด้วยความเหนื่อยยาก

> วันนี้เราหันไปเหลียวท่านบ้างหรือเปล่า ก่อนจะไม่มีโอกาสดูแล เมื่อท่านจากเราไปแล้วการจัดงานใหญ่โตมันไม่มีประโยชน์อะไร เวลาท่านอยู่ทำไมไม่ทำ?
>ความรู้สึกของน้องคนหนึ่งที่บรรยายออกมาจากใจ ในขณะที่.... ผมก็เป็นเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป เรียน เที่ยว นอน กิน ดึกๆผมก็โทรคุยกับแฟนของผม ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของผม และผมก็เชื่อว่าใครๆเค้าก็ทำแบบนี้กัน

>'จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวรื้อยาง '
>'กิน
>กับอะไรบ้าง แล้วตอนกินตัวเองคิดถึงเค้ามั้ยเนี่ย'
>'รู้มั้ยตัวเอง ถ้าเค้า
>เป็นผีเนี่ย เค้าอยากเป็นกระสือที่รักจะได้เห็นใจไง'
>'ตัวเองวางก่อนดิ ก่อน
>ดิ'
>
> ประโยคต่างๆที่ผมได้คิดและคัดสรร เตรียมพร้อมมาต่างๆก่อนโทร ผมยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนดึกไปกับการคุยโทรศัพท์ ระยะเวลาอันผมได้ใช้ไปในแต่ละครั้งนั้น พอรู้สึกอีกทีก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่ผมก็ไม่ชอบนะ หากใครจะมาว่าผมไร้สาระ ก็ไม่เห็นหรอคนส่วนใหญ่เค้าก็ทำกัน

>'เอ้อ เกือบลืมไปอีกอย่างกิจวัตรอีกอย่างนึงของผมก็คือ แม่ของผมมักชอบโทรหาผมทุกวัน'
>'ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง'
>'เย็นนี้กินข้าวอิ่มมั้ย'
>'วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง'
>'อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ '

>โธ่!คำถามเดิมๆ ผมก็ตอบไปแบบเดิมๆ แม่ผมก็ไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาผมเป็นประจำ
>โชคดีที่ผมพยายามตัดบทคุย ผมกับแม่น่ะคุยกันไม่กี่นาทีก็วางแล้ว ก็มันไม่มีอะไรจะคุยจะให้ผมทำยังไง จนกระทั่งวันนั้น

>' ตัวเองตอบเค้าได้รึยังว่ารักเค้ามั้ย'
>'เร็วๆสิ เค้ายังอุตส่าห์
>บอกรักตัวเองไปแล้วนะ '
>'แล้วยังจะใจร้ายไม่บอกรักเค้าอีกหรอ'
>
> ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกผมว่ามีสายซ้อน ผมมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อว่า 'Home'
>'โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย'
>
> ผมไม่สลับสายผม ผมยังคงคุยกับสุดที่รักของผมต่อไป เพราะผมรู้ว่า
> สิ่งที่แม่จะคุยกับผมก็คงเป็นประโยคเดิมๆ 'และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้ายที่ผมจะมีโอกาสฟังเสียงของแม่'
>
>หลังจากนั้นไม่นานทางญาติของผมโทรมาแจ้งผมว่า
>
>เมื่อคืนนี้บ้านของผมถูกขโมยเข้า และแม่ของผมขัดขืนและได้ต่อสู้กับโจรจึง
>ถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง แม่เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
>ญาติของผมเล่าอีกว่า ตอนไปพบศพแม่นั้น ในมือของแม่กำโทรศัพท์ไว้แน่นและเบอร์โทรออก
> ล่าสุดของเธอไม่ใช่โทรแจ้งตำรวจหรือเรียกรถพยาบาลแต่แม่เลือกที่จะโทรหา 'ผม' สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม่ผมเลือกที่จะทำคือ โทรศัพท์หาผมเพื่อฟังเสียงของผม
>
>วินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลอาบแก้ม ผมพูดอะไรไม่ออก มือและตัวของผมสั่น
>วันนั้นผมเลือกที่จะคุยกับแฟนผม ดีกว่าที่จะคุยกับแม่ของผม
>
>ผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่คุยกับผมเป็นคนแรกในชีวิต
>ผู้หญิงคนเดียวที่ผมสามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา โดยที่ผมไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ
>ไม่ต้องกังวลว่าเธอจะประทับใจหรือไม่ ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ
>คนเดียวในโลกที่โทรมาหาผมเพียงแค่ฟังผมพูดประโยคเดิมๆ
>คนเดียวในโลกที่ไม่ว่าโทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่นแพงแค่ไหนก็ยังโทรหาผม
>'และคนเดียวในโลกที่เลือกคุยกับผมในวินาทีสุดท้ายในชีวิต'
>
> ในบางครั้งประโยคที่ว่า 'ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว' มันก็ไม่เป็นความจริง
>'เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว'

> อาจเป็นเพราะเวรกรรมของผม
>หลังจากนั้นไม่นานแฟนผมที่ผมใช้เวลาคุยกับเธอวันหลายๆชั่วโมงคุยกับเธอก็ทิ้งผมไป
>วันนี้ผมเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้นหลายๆอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำมิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
>เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรับผลการกระทำของเราเอง
>'เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไป'
>ทุกวันนี้ผมนั่งมองโทรศัพท์ รอที่จะตอบคำถามเดิมๆให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง
>แต่ผู้หญิงคนนั้นคงไม่มีอีกแล้ว

***********************************************************
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Dr.Poot
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,330

« ตอบ #147 เมื่อ: 08 สิงหาคม 2550, 13:26:38 »

:cry:  :cry:  :cry:  :cry: ซึ้งจังเลยค่า
บันทึกการเข้า
Dr.Poot
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,330

« ตอบ #148 เมื่อ: 08 สิงหาคม 2550, 13:29:57 »

ซึ้งกันอีกเรื่องแล้วกันนะ

>>แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต 1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเกิดใน
>ครอบครัวยากจน ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึง
>เวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวม าให้ผมเพิ่มขึ้นอีก พร้อมทั้งพูดว่า"ลูกต้องกิน
>ข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม ่ไม่ค่อยหิว" นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม 2.
>เมื่อผม
>เติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ เพื่อว่าผมจะได้กิน
>อาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติ บโตของผม แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผม
>กิน ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้าง ๆผม แทะกิน เศษเนื้อปลาที่ติดอยู่
>ตามก้างปลาหลังจากที่ผมไ ด้กินเนื้อปลาไปแล้ว ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายาม
>แบ่งเนื้อปลาให้แม่ แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า "ลูกกินเถอะ...แม่ไม่
>ค่อยชอบกินเนื้อปลา" นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม 3. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้น
>มัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก
>ๆน้อย
>จากโรงงานมาทำที่บ้าน บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2...ผมยังเห็นแม่
>กำลังทำงาน "แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก"
>แม่ยิ้มกับผมพูดว่า "ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่เหนื่อย...นอนไม่หล ับ" ครั้ง
>ที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม 4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย
>แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจใ ห้ผม
>มันเป็นวันที่แดดร้อน
>มาก ๆ...แม่ต้องรอผมอยู่หลายชม. เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ เห็นแม่
>ผมมีเหงื่อออกท่วมตัว.. แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม ผมเห็นแม่
>รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อ น แม่พูดขึ้นว่า "ลูกดื่มเถอะ....
>แม่ยังไม่กระหายน้ำ" นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม 5. หลังจากที่พ่อผมล้ม
>ป่วยและเสียชีวิต คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจ ุนเจือ
>ครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมากขึ้นเ พียงไร
>คุณลุงที่
>อยู่ข้าง ๆบ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ....เช่นซ่อมแซม
>บ้า นที่ผุพัง..ฯลฯ เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงาน ใหม่
>แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย แม่พูดกับผมว่า
>"แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องความ
>รักอีก" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 5 แล้ว 6. ในทื่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ
>ผมอยาก
>ให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาด
>ทุกเช้า ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง ๆที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่ (ผม
>ต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงิน
>กลับคื นให้ผมอีก แม่พูดกับผมว่า
>"แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้าง
>ฐานะ" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 6 7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า.. ผมตัดสินใจเรียนต่อ
>ปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่ม ีชื่อเสียงในอเมริกา
>เมื่อผมเรียนจบก็ได้งาน
>ทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมา
>อยู่กับผมท ี่อเมริกา
>เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของ
>ชีวิต แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...บอกผมว่า "แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน"
>ครั้ง
>ที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม 8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ..
>ในที่สุดแม่ก็เป็น
>มะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โ รงพยาบาล ผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุด
>ที่รักทันที แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึง น้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อ
>เห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโ ทรมลงอย่างมาก แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม....
>พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวด
>ร้าวอย่างสุดฝืน จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว ผมโอบกอดแม่พร้อมกับ
>ร้องไห้ด้วยความสงสาร หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด แม่
>พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ "ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่
>ไม่รู้สึกเจ็บแล้ ว" นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แม่โกหก และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต
>ของแม่ที่โกหกผม แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มี
>วันกลับ หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง.........
บันทึกการเข้า
portpatt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #149 เมื่อ: 08 สิงหาคม 2550, 17:59:06 »

ชอบมากทั้งสองเรื่องเลยค่ะ ฝากเพลงมาให้ฟังกันด้วยนะค่ะ :)
บันทึกการเข้า
หลิม 81
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,840

« ตอบ #150 เมื่อ: 20 สิงหาคม 2550, 10:49:40 »

เอามาฝาก

รู้หรือไม่? ชาชนิดใดเหมาะกับเรา
 
 1. ผู้ที่ทำงานแบบใช้สมอง ต้องซีเรียสเครียดทั้งวัน หรือนักเรียนนักศึกษาที่ตรากตรำอ่านตำหรับตำราจนดึกดื่น ควรดื่ม ชามะลิ

2. ผู้ที่รักการออกกำลังกาย หรือทำงานที่ต้องใช้แรง เสียเหงื่อมาก เหมาะกับ ชาอูหลง

3. ผู้ที่ต้องผจญสูดดมอากาศเป็นพิษอยู่เสมอ อาทิ ผู้ที่ขับขี่หรือสัญจรไปมาด้วยรถจักรยานยนต์เป็นประจำ เหมาะกับ ชาเขียว

4. ผู้ที่ในแต่ละวันนั่งตัวติดกับเก้าอี้ ไม่ค่อยขยับเขยื้อนกายไปไหนเลย อีกทั้งปกติไม่ชอบออกกำลังกายด้วยแล้ว เหมาะอย่างยิ่งกับ ชาเขียว หรือ ชาดอกไม้

5. ผู้ที่ชอบดื่มสุรา เครื่องดื่มมึนเมา ควรดื่ม ชาเขียว
6. ผู้นิยมรับประทานเนื้อสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ เหมาะกับ ชาอูหลง

7. ผู้ที่เข้าห้องน้ำแต่ละครั้งช่างทุกข์ทรมานเสียเหลือ เกิน แล้วยังมักท้องผูกเสมอๆ เหมาะกับ ชาผสมน้ำผึ้ง

8. ผู้ที่มีระดับคอเรสเตอรอลสูง ไขมันในเลือดสูง เหมาะที่จะดื่ม ชาอูหลงหรือชาเขียว

9. มนุษย์ยุคไฮเทคที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้ง วันทั้งคืน หากได้ดื่มชาเป็นประจำจะดีมากๆ (ชาอะไรก็ได้ทั้งนั้น) เช่น ว่างเมื่อไหร่ก็คว้าแก้วน้ำชาข้างมือยกมาดื่มสักอึกสองอึกแก้กระหาย จะช่วยป้องกันรังสีที่แผ่ออกมาจากเครื่อง อีกทั้งช่วยคลายเส้นคลายกระดูก ลดความอาการอ่อนเพลียได้อย่างชะงัดนักแล
บันทึกการเข้า

@ ปีนี้ปีของผม @
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #151 เมื่อ: 20 สิงหาคม 2550, 11:25:12 »

สำหรับผู้ที่ต้องการความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ
ขอแนะนำให้ดื่ม ชา-เหลิม


ตาแคม  :x
บันทึกการเข้า
Aj.O
Cmadong Member
Hero Cmadong Member
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,241

« ตอบ #152 เมื่อ: 25 สิงหาคม 2550, 19:19:43 »

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=667696

กางเกงลิง
ที่มา
คอลัมน์รู้ไปโม้ด โดยน้าชาติ ประชาชื่น


พจนานุกรมฉบับมติชน นิยามศัพท์ "กางเกงลิง" ว่าหมายถึงกางเกงชั้นในรัดแนบเนื้อ ไม่มีขา เป็นภาษาปาก หรือภาษาพูด

เชื่อว่าน่าจะมาจากศัพท์ที่ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษใช้ด้วยกันว่า "ลิงเจอรี-lingerie" ที่แปลว่าชุดชั้นในสตรี

สมัยโบราณผู้หญิงไทยนุ่งโจงกระเบน เข้าใจว่าคงไม่มีการใส่กางเกงชั้นใน ต่อมาเมื่อรับกระโปรงแบบแหม่มมาสวมจึงเริ่มใช้ชุดชั้นในแบบแหม่มด้วย แต่นิสัยคนไทยชอบพูดย่อๆ จึงเรียกกางเกงชั้นในแบบแหม่มเพียงคำต้นของ ลิงเจอรี ว่ากางเกงลิง
 :shock:
บันทึกการเข้า

...
Mouy (Again)
มือใหม่หัดเมาท์
*

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 150

« ตอบ #153 เมื่อ: 28 สิงหาคม 2550, 00:50:22 »

สวัสดีคร้าบบบบ.............. หายไปนาน... และก็โผล่มาเสียที..... :lol:   ได้มาจากบอร์ดของเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกัน ซึ่งเค้าก็ได้มาจาก forward mail อีกที... เรื่องราวมีดังว่า.............


คำถามสามข้อของจักรพรรดิ์


นานมาแล้ว จักรพรรดิ์องค์หนึ่ง ทรงแสวงหาปรัชญาในการดำเนินชีวิต
ท่านต้องการปัญญา เพื่อใช้ในการปกครอง และควบคุมดูแลตัวท่านเอง
ศาสนาและหลักปรัชญาในสมัยนั้นยังไม่เป็นที่พอใจของท่าน
ท่านจึงแสวงหาปรัชญาจากระสบการณ์ชีวิต
ในที่สุด ท่านตระหนักว่า ท่านต้องการคำตอบสำหรับปัญหาพื้นฐานเพียงสามข้อเท่านั้น
ท่านจะได้การนำทางที่ชาญฉลาดทั้งหมดที่ท่านต้องการจากคำตอบเหล่านั้น
คำถามเหล่านั้นคือ


๑.เวลาที่สำคัญที่สุดคือเวลาใด?
๒.บุคคลที่สำคัญที่สุดคือใคร?
๓.สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำคืออะไร?


หลังจากการค้นหายาวนาน ซึ่งถ้าจะให้เล่าต้องใช้เวลานานมาก
ท่านได้คำตอบทั้งสาม เมื่อได้ไปเยี่ยมฤาษีท่านหนึ่ง
โยมคิดว่าคำตอบเหล่านั้นคืออะไร?
โปรดอ่านทวนปัญหาอีกครั้ง หยุดคิดก่อนที่โยมจะอ่านต่อไป


เราทุกคนรู้คำตอบของปัญหาแต่แรก แต่เรามักจะลืมเสมอ
แน่นอนว่า เวลาที่สำคัญที่สุด ก็คือ "ปัจจุบัน" มันเป็นเวลาเดียวจริงๆที่เรามีอยู่
ดังนั้นถ้าเราอยากจะบอกพ่อแม่ว่าเรารักท่านเพียงใด
เราซึ้งใจเพียงใดที่ได้เป็นลูกของท่าน
ก็จงทำเสียบัดนี้
ไม่ใช่พรุ่งนี้
ไม่ใช่อีกห้านาทีข้างหน้า

ถ้าโยมอยากจะขอโทษคู่ชีวิตของโยม
ก็ไม่ต้องเริ่มคิดหาเหตุผลร้อยแปดว่าไม่น่าจะต้องทำหรอกนะ
จงทำเสียเดี๋ยวนี้เลย
โอกาสมันอาจจะไม่หวนกลับมาอีกแล้วก็ได้
จงคว้ามันไว้เสียเดี๋ยวนี้


คำตอบสำหรับข้อที่สองนี้ลึกซึ้งยิ่ง
น้อยคนนักที่จะเดาคำตอบถูก
อาตมาได้อ่านคำตอบนี้เมื่อยังเป็นนักเรียน
มันทำเอาอาตมามึนไปหลายวัน
เพราะมันลึกซึ้งเกินกว่าที่อาตมาจะคาดคิด
คำตอบเป็นดังนี้
บุคคลที่สำคัญที่สุด
คือบุคคลที่เรากำลังอยู่ด้วย


อาตมายังจำได้ถึงครั้งที่เรารวบรวมความกล้า
เข้าไปหาองค์ปาฐกผู้มีชื่อเสียงมากเพื่อจะถามคำถามเป็นการส่วนตัว
แล้วอาตมารู้สึกแปลกใจและปลื้มใจมากที่ท่านตั้งใจฟังอาตมาอย่างเต็มที่
มีโปรเฟสเซอร์คนอื่นๆ รอที่จะพูดกับท่านอยู่
อาตมาเป็นเพียงนักศึกษาผมยาวคนหนึ่งเท่านั้น
แต่ท่านทำให้อาตมารู้สึกว่าอาตมามีความสำคัญ
มันแตกต่างกันอย่างมหาศาลทีเดียว
การสื่อสารและความรักจะสามารถแบ่งปันกันได้
เมื่อคนที่เราอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เป็นคนที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับเรา ณ เวลานั้น
เขาจะรู้สึกได้ เขาจะเข้าใจได้ และเขาจะตอบสนองเรา


สามีภรรยามักจะบ่นว่าคู่ครองของเขาไม่เคยฟังเขาเลย
เขาตั้งใจจะบอกว่าคู่ครองของเขาไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าเขายังมีความหมายใดๆเหลืออยู่
ทนายจัดการเรื่องหย่าร้างคงต้องหางานใหม่แน่ๆ ถ้าทุกๆคนที่มีความสัมพันธ์ต่างระลึกได้
ถึงคำตอบของคำถามข้อที่สองของจักพรรดิ์และนำมาปฏิบัติ
แม้ว่าเราเหนื่อยและยุ่งเพียงใดก็ตาม เมื่อเราอยู่กับคู่ครอง
เราจะทำให้เขารู้สึกราวกับว่า เขาเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในโลก

คำตอบของคำถามข้อที่สามของจักรพรรดิ์ที่ว่า "สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องทำคืออะไร?"
คือการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยความเมตตากรุณา (to care)
ในภาษาอังกฤษคำว่า"to care" เป็นที่รวมของคำอีกสองคำ
คือ 'careful' ซึ่งมีความหมายทางด้านสติและการระมัดระวัง
และ 'caring' ซึ่งมีความหมายทางด้านความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
คำตอบนี้แสดงว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจเรา
ก่อนที่จะขยายความด้วยการเล่านิทานหลายเรื่อง


อาตมาขอสรุปคำถามสามข้อของจักรพรรดิ์พร้อมคำตอบอีกครั้ง

๑.เวลาที่สำคัญที่สุดคือเวลาใด? : ปัจจุบัน
๒.บุคคลที่สำคัญที่สุดคือใคร? : ผู้ที่เราอยู่ด้วย
๓.สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำคืออะไร? : to care

...

คัดมาจากบางตอนในหนังสือ ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า
โดยพระอาจารย์พรหม
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #154 เมื่อ: 28 สิงหาคม 2550, 08:22:36 »

คิดถึงพี่หมวยจางงงงงงงง

ตาแคม  :oops:  :oops:  Tongue  Cheesy
บันทึกการเข้า
mmwindoo_79
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 254

« ตอบ #155 เมื่อ: 29 สิงหาคม 2550, 10:31:42 »

คิดถึงพี่หมวย ไม่จืดจางงงงงงงง
บันทึกการเข้า
ppornson
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,724

« ตอบ #156 เมื่อ: 29 สิงหาคม 2550, 15:32:51 »

คิดถึ๊งงงง..คิดถึง..มามะ..จุ๊บ จุ๊บ
บันทึกการเข้า
audit
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 136

« ตอบ #157 เมื่อ: 29 สิงหาคม 2550, 17:34:31 »

แหม มี่นานๆมาที ในบอร์ดกิ๊วก๊าวกันใหญ่เลย

งี้ต้องมาบ่อยๆหน่อยนะ

 :wink:
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #158 เมื่อ: 30 สิงหาคม 2550, 08:47:19 »

- ปรับภาษีบุหรี่ขึ้นอีก
- ต่อไปการประกันเงินฝาก จะรับประกันให้เพียง 1 ล้านบาท
สำหรับทุกๆ บัญชี ต่อ หนึ่งสถาบันการเงิน
- บริษัทประกันภัย ต้องเป็นบริษัทมหาชนให้ได้ภายใน 5 ปี
เก็บข่าวเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก

ตาแคม
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #159 เมื่อ: 30 สิงหาคม 2550, 09:58:48 »

ต่อไปจะดูที่อัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่ได้แล้วนะครับ

ต้องดูที่ความน่าเชื่อถือของแบงค์ด้วย

แต่ยังไงผมก็คงไม่มีเงินฝากเกิน 1 ล้าน อยู่ดีล่ะครับ  :wink:
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #160 เมื่อ: 07 กันยายน 2550, 13:21:33 »

> กลยุทธ์ดัดหลังแก๊งฉกมือถือ
> >มือถือทุกเครื่องมีเลขหมายเฉพาะตัว เพียงคีย์  *#06#
> >มือถือของคุณก็จะปรากฏตัวเลข 15 หลักบนจอ นี่แหละคือ Serial No.
> >ของเครื่องคุณ จงจดบันทึกและเก็บไว้ให้ดี ถ้าหากมือถือของคุณถูกขโมยไป
> >คุณก็นำหมายเลขนี้แจ้งให้ Mobile Service Provider ทราบ
> >เพื่อล็อกเครื่องไว้ แม้จะเปลี่ยนซิมการ์ดก็ไม่สามารถใช้เครื่องได้อีก
> >จริงอยู่ คุณอาจไม่มีโอกาสได้คืนมือถือ แต่คนที่ได้ไปก็ไม่มีประโยชน์
> >ถ้าทุกคนรู้ Serial No.ของตัวเอง การขโมยมือถือก็จะไม่มีความหมาย
> >จงบอกข้อมูลนี้ให้ทราบกันแพร่หลาย
> >โอกาสที่คนดีตกเป็นเหยื่อคนร้าย(เฉพาะมือถือ)ก็จะลดน้อยลง
> >หวังว่าสิ่งนี้จะช่วยให้สังคมน่าอยู่กว่าเดิม

ที่มา : forward mail

ตาแคม  :wink:
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #161 เมื่อ: 12 กันยายน 2550, 00:08:46 »

พี่หมวยยยยยยยยยยยยยยยย


คิด ฮอด คือ กัน เด้อลา...
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,794

« ตอบ #162 เมื่อ: 12 กันยายน 2550, 00:11:37 »

is nong Muey men or women??
p.gatuey
บันทึกการเข้า


ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #163 เมื่อ: 21 กันยายน 2550, 23:19:31 »

http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=28142

 :wink:

น่าจะเป็นเรื่องดีนะ เลยเอามาฝาก
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #164 เมื่อ: 02 ตุลาคม 2550, 09:23:12 »

บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #165 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2550, 17:06:25 »

Positive Thinking, Positive Life

เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต

เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ
(perfectionist)

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง

เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความเป็นอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง

เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสอบที่ว่า
"มารไม่มีบารมีไม่เกิด"

เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม "ในวิกฤตย่อมมีโอกาส"

เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต

เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์
Internal Virus Database is out-of-date.


^
^
^
มีคนเขา forward มาให้
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #166 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2550, 10:11:40 »

ดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ดีอย่างไร? .....ไม่เสียหาย น่าลองดู .......อย่างมากก็ฉี่บ่อย.......แล้วก็อย่าให้ท้องแตกหรือเกินกำลังตัวเองแล้วกัน......


         การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะเพื่อรักษาสุขภาพที่ดี ในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้เป็นที่นิยมการดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟัน) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าน้ำ สามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคได้ เราสามารถใช้น้ำเพื่อบำบัดรักษาโรคได้หลายโรค มีการพิสูจน์จนยอมรับว่าสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100%  (ค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็วโรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไต และยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆโรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวง โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง และรอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก

วิธีการรักษาปฏิบัติดังนี้
1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)
2. หลังจากนั้นสามารถแปรงฟันและล้างหน้าได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไรจนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ
3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที  ต้องไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานเลย จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป
............งง.........เป็นอันว่าท้องว่าง ก็แล้วกันที่กินน้ำจำนวนมาก ดูเหมือนจะอ่านเจอว่ากินพร้อมอาหาร น้ำจะไปเจือจาง อะไรสักอย่างทำให้มีผลเรื่องการย่อย ......คิดอย่าง...ธรรมชาติที่สุด ก็คือหลังอาหารจิบแก้กระหายนิดหน่อย ...... ถ้าจำนวนมากที่ว่าจะรักษานี้ก็น่าจะต้องตอนท้องว่าง   อย่างว่าไม่เสียหายอะไร ระวังอย่าให้ท้องแตกแล้วกัน กระเพาะคนเราน่าจะไม่เท่ากัน ประมานให้เหมาะกับตัวเองเป็นดีที่สุด.......
4. ผู้ป่วย หรือ คนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ขอให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว

ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าวจะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆ  เบาและหายขาดได้ในที่สุด วิธีนี้ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น จะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษาทำให้หายได้ภายในเวลาดังนี้
1. โรคความดันโลหิตสูง          30 วัน
2. โรคกระเพาะ                    10 วัน
3. โรคเบาหวาน                    30 วัน
4. โรคท้องผูก                      10 วัน
5. โรคมะเร็ง                      180  วัน 6. โรควัณโรค                      90  วัน

สำหรับโรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน ในสัปดาห์แรกให้ปฏิบัติทุกวัน วิธีรักษาแบบนี้ไม่มีผลเสียแต่อย่างใด เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น และหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ
บันทึกการเข้า
ชาร์ป
Global Moderator
Hero Cmadong Member
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2,119

« ตอบ #167 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2550, 17:22:52 »

 
อ้างถึง   

พ่อกับแม่ ไม่มีทอง จะกองให้
จงใฝ่ใจ พากเพียร เรียนหนังสือ
หาวิชา ความรู้ เป็นเครื่องมือ
เพื่อยึดถือ ไว้ใช้ จนวันตาย
  พ่อกับแม่ มีแต่ จะแก่เฒ่า
จะเลี้ยงเจ้า จนชีวา นั้นอย่าหมาย
หาวิชา ความรู้ ไว้คู่กาย
ลูกสบาย แม่พ่อ ก็ดีใจ



พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เรื่องการศึกษาของพระราชโอรสพระราชธิดา
บันทึกการเข้า
Max
Hero Cmadong Member
***

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,435

« ตอบ #168 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2550, 18:48:07 »

มีอยู่อันนึงชอบมากๆ

ปะ ไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้า เพราะจะได้เห็นทุกวัน

เด๋วพรุ่งนี้จะจดมาอ่ะ
บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,794

« ตอบ #169 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2550, 18:58:22 »

อ้างจาก: "apirat"
สำหรับผู้ที่ต้องการความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ
ขอแนะนำให้ดื่ม ชา-เหลิม
ตาแคม  :x


Nong sweet eyes,
don't confuse me! do you mean"ชา-เหลิม"?
or do you mean"ชา-หลิม"??
p.nn
บันทึกการเข้า


khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,794

« ตอบ #170 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2550, 19:00:35 »

อ้างจาก: "ชาร์ป"
 
อ้างถึง   

พ่อกับแม่ ไม่มีทอง จะกองให้
จงใฝ่ใจ พากเพียร เรียนหนังสือ
หาวิชา ความรู้ เป็นเครื่องมือ
เพื่อยึดถือ ไว้ใช้ จนวันตาย
  พ่อกับแม่ มีแต่ จะแก่เฒ่า
จะเลี้ยงเจ้า จนชีวา นั้นอย่าหมาย
หาวิชา ความรู้ ไว้คู่กาย
ลูกสบาย แม่พ่อ ก็ดีใจ



พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เรื่องการศึกษาของพระราชโอรสพระราชธิดา

that is the motto of my parents too...I miss them!
thanks nong Sharp...this one is comprehensive and brief...
p.ning does not have a concentration to read a long version kaaaa.
p.nn
บันทึกการเข้า


khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,794

« ตอบ #171 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2550, 19:02:24 »

Nong Lim,
how about coffee??
p.nn
บันทึกการเข้า


นายป้อ
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,124

« ตอบ #172 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2550, 20:23:25 »

:oops: ใครอยากลดน้ำหนักลองดู.......

.........รับประทานพวกธัญพืชติดต่อกัน 7 วัน...น้ำหนักลด 2 กิโลกรัม...

.....ธัญพืชติดต่อกัน 15 วัน...น้ำหนักลด 5 กิโลกรัม...

.....ลองดูนะครับข้าเจ้าลองแล้ว.....ลดได้จริงๆๆ....

....แต่ทรมานมากๆๆ.....กินอย่างเดียว..เน้นที่ความอดทน......หุๆๆ
บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #173 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2550, 08:10:44 »

อ้างจาก: "นายป้อ"
:oops: ใครอยากลดน้ำหนักลองดู.......

.........รับประทานพวกธัญพืชติดต่อกัน 7 วัน...น้ำหนักลด 2 กิโลกรัม...

.....ธัญพืชติดต่อกัน 15 วัน...น้ำหนักลด 5 กิโลกรัม...

.....ลองดูนะครับข้าเจ้าลองแล้ว.....ลดได้จริงๆๆ....

....แต่ทรมานมากๆๆ.....กินอย่างเดียว..เน้นที่ความอดทน......หุๆๆ


เปลี่ยนจากกินธัญพืช มาเตะบอลทุกอาทิตย์แล้ววิ่งให้มันมากๆ หน่อย
น่าจะ work กว่านะไอ้กล้าม

ม่ายงั้น ก้อซักผ้า รีดผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน ทุกวัน (เหมือนได้หลิม)
รับรองเห็นผล

ตาแคม  :lol:
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #174 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2550, 09:02:33 »

อ้างจาก: "นายป้อ"
:oops: ใครอยากลดน้ำหนักลองดู.......

.........รับประทานพวกธัญพืชติดต่อกัน 7 วัน...น้ำหนักลด 2 กิโลกรัม...

.....ธัญพืชติดต่อกัน 15 วัน...น้ำหนักลด 5 กิโลกรัม...

.....ลองดูนะครับข้าเจ้าลองแล้ว.....ลดได้จริงๆๆ....

....แต่ทรมานมากๆๆ.....กินอย่างเดียว..เน้นที่ความอดทน......หุๆๆ


โอ้...เจ๋งมาก แต่คาดว่า ทำไม่ได้แน่ๆ...แต่จะลองอดทนดูนะ  :wink:

ปล.ป้อพี่นึกว่า เราใช้วิธีสลับรางให้วุ่น น้ำหนักจะลดลงเร็วซะอีก ก๊ากกกกกกกกกกกก
บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

ลูกพิ้ง
Hero Cmadong Member
***


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,287

« ตอบ #175 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2550, 11:06:50 »

อ้างจาก: "Max"
มีอยู่อันนึงชอบมากๆ

ปะ ไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้า เพราะจะได้เห็นทุกวัน

เด๋วพรุ่งนี้จะจดมาอ่ะ


:shock: อะไรอ่ะ MAX จดมายัง...จะรออ่านน๊า :wink:
บันทึกการเข้า
iamfrommoon
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2535
คณะ: พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
กระทู้: 8,396

เว็บไซต์
« ตอบ #176 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2550, 13:07:34 »

วันนี้เป็นเรื่องดีๆ ของตัวเองที่ตั้งแต่อยู่กรุงเทพมา 10 กว่าปียังไม่เคยได้เห็นปรากฏการณ์แบบนี้เลย อยากเอามาโชว์ แม้มันจะไม่ได้ดีเด่อะไร แต่ก็อยากบอกว่า ได้ดีใจมากที่ได้เห็นแบบนี้...

เมื่อคืนฝนตกหนักมาก คิดว่า น่าจะทั่วกทม. ตอนเช้าที่ตื่นมาก็ไปทำงานปกติ แต่ก็รู้สึกว่า อากาศเย็นๆ ขึ้นทางด่วนจากด่านบางนา แล้วลงที่อนุสาวรีย์ชัยฯ วันนี้นึกไงไม่รู้ไม่เลี้ยววกลอดใต้ทางด่วนเพื่อเข้าด้านหลังบริษัท...แต่เลือกจะตรงดิ่งเข้าพหลโยธินเพื่อเข้าด้านหน้าบริษัท แล้วก็แปลกนะ มีรถเราวิ่งลงคันเดี๊ยในเวลานั้น แถมตำรวจกันรถลงจากทางด่วนให้เลี้ยวซ้ายติดไฟแดงรอวิ่งไปทางพญาไท...แบบว่า จังหวะเหมาะมาก...นั่งๆ อยู่ตาก็เหลือบขึ้นไปบนสะพานลอย...แล้วพี่ก็ตาค้าง...เพราะมันจะมองเห็นตึกใบหยกสูงเสียดฟ้า...แล้วอะไรรู้มั้ย...ถ้าใครพักเมื่อเช้านี้นะ คงนึกว่าอยู่บนสวรรค์ เพราะก้อนเมฆมันปิดหลายส่วนของตึก มันลอยเป็นเมฆกลุ่มใหญ่มาก...(คล้ายทะเลหมอกนะ) แล้วเห็นแค่เสาและยอดของตึกใบหยก...เห็นแล้วมันตื่นเต้นมากสำหรับพี่เอง ที่อยู่กทม.มาตั้งนาน ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้...เลยหยิบมือถือมาถ่าย...มันอาจจะไกลนะ แต่ก็อยากให้คนอื่นๆ ที่ไม่เคยเห็นได้เห็นเหมือนพี่....ใครเคยเจอแบบนี้บ้างมั้ย บอกหน่อยนะคะ...



บันทึกการเข้า

@@ธรรมชาติสร้างความขัดแย้ง เพื่อให้คนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดียิ่งขึ้น@@@

Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #177 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2550, 08:34:22 »

ชอบภาพชุดนี้มากๆ ได้มาจาก foward mail ครับ
ใครเป็นเจ้าของมิทราบ แต่อนุญาตมา post ให้หลายๆ คนได้ดูล่ะกัน

ตาแคม





บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,357

« ตอบ #178 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2550, 08:41:41 »

-----





บันทึกการเข้า
Apirat T.
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์