23 กันยายน 2562, 20:06:13
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: สมาธิรักษาโรคได้จริงหรือ  (อ่าน 7363 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ปุจฉา
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

« เมื่อ: 01 สิงหาคม 2550, 13:45:05 »

นมัสการค่ะ

มีความสงสัยอยู่มากเลยค่ะ  ว่าการนั่งสมาธิ  ภาวนา  หรือวิปัสสนา  เรียกไม่ถูกค่ะ

ไม่ทราบว่าต่างกันอย่างไร  สงสัยอยู่ว่า  รักษาโรคได้จริงหรือ?

อธิบายเป็นวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่ค่ะ  อ่านหนังสือมักจะมีบอกว่าพระอาจารย์ หรือแม่ชีที่นั่น

ที่นี่  ป่วยหนัก (มักจะเป็นมะเร็ง)หมอบอกอยู้ได้ไม่นาน  ....เลยมาบวช   ปฎิบัติภาวนาอยู่ได้มา

อีกนาน  เป็นจริงอย่างนั้นหรือค่ะ  กรุณาไขข้อข้องใจด้วยค่ะ  ขอบคุณมากค่ะ
บันทึกการเข้า

คนที่เข้มแข็งที่สุดก็ยังมีนาทีที่น้ำตาไหลริน
Begita
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2542
กระทู้: 32

« ตอบ #1 เมื่อ: 25 กันยายน 2553, 01:04:20 »

ผมเองได้ยินมาจากข่าวสารต่างๆ บ้างเหมือนกันในเรื่องสมาธิรักษาโรค  (แต่คงไม่ใช่เป้าหมายของศาสนาพุทธกระมังครับ)

ผมเองปฏิบัติในแนวทางการทำสมาธิกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์มาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินท่านเล่าถึงว่าสมาธิช่วยรักษาโรคได้จริงพ

พ่อแม่ครูบาอาาจารย์ ท่านสอนให้เราฝึกสมาธิภาวนา เพื่อความสงบของจิตใจ และเมื่อจิตใจสงบร่มเย็น ไม่ฟุ้งซ้านแล้ว

จึงได้อาศัยจิตใจพิจารณา รู้ โลกตามความเป็นจริง ละทิฐิมานะต่างๆ

ส่วนเรื่องการทำสมาธิแล้วรักษาโรค ผมเองได้เรียนจากท่านพระอาจารย์บางองค์มา ท่านก็ไม่ได้พูดฟันธงว่าสมาธิจะรักษาโรคได้

แต่ท่านอธิบายว่า คนที่ฝึกสมาธิถูกวิธี จิตใจจะร่มเย็น แต่สดชื่นปรอดโปร่ง ไม่ซึมเศร้า เหงา หรือถูกความเศร้าหมองทางจิตครอบงำ

ง่ายๆ ก็คือห่างไกลจากการเป็นโรคจิต ทีนี้ผลต่อจากนั้นคือ เมื่อจิตใจเราปรอดโปร่ง เบาสบาย ไม่มีทุกข์ร้อนกังวลทางจิต

เราก็จะมีกำลังใจในการใช้ชีวิต หรือดูแลสุขภาพของเรา โดยไม่ทุกข์ร้อนกังวลจนเกินไป

ใช้ชีวิตอย่างมีสติ สุขภาพกายเราจึงแข็งแรงตามสุขภาพใจด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ ยืดอายุของเราออกไป

จริงๆ วารสารทางการแพทย์ก็มีให้อ่านเยอะแยะนะครับ ว่าผลของจิตใจมีผลต่อการฟื้นตัว หรือการรักษาตัวของผู้ป่วยหลายโรค

ตรงนี้ก็คงเป็นข้อมูลประกอบได้บ้าง ว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

แต่สุดท้ายถ้าสุขภาพร่างกายไม่สามารถทนกับโรคที่เป็นอยู่ได้แล้วต้องตายจากไป

คนที่มีจิตใจไม่เศร้าหมอง จะไปสู่สุคติภูมิ (นอกเรื่องนิดนึงครับ) หรือพร้อมรับกับความตายที่เข้ามาได้ดีกว่า

คนที่มีจิตใจอ่อนแอ  ทุกข์เพราะความเจ็บป่วย ทุกข์เพราะความตาย และก็ทุกข์จนตาย

สุดท้ายปลายทาง เราก็ต้องเวียนตายกันทุกๆ คนไม่มีใครได้รับการยกเว้น

ผลของสมาธิเองก็ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ผลของสมาธิจะมีผลโดยตรงต่อจิตใจครับ

แต่ผลต่อทางร่างกายนั้น คงสืบเนื่่องมาจากจิตใจอีกที

ถ้าตอบไม่ตรงคำถามก็ขออภัยเจ้าของกระทู้ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ขอให้เจริญในธรรมครับ

แก้ไข : ผมไม่ทันได้สังเกตก่อนตอบว่า มีท่านพระอาจารย์คอยวิสัชนา กระทู้ในห้องนี้อยู่แล้ว

ต้องกราบขอขมาท่านพระอาจารย์ ด้วยครับ

ขอโทษเจ้าของกระทู้อีกครั้งที่ผมมาตอบก่อน ทั้งที่จริงๆ คงตั้งใจถามพระอาจารย์  T T
      บันทึกการเข้า

เมื่อแยกจิตและกายออกจากกัน จะเห็นว่าเราไม่มี และ ไม่มีเรา
Pete15
Cmadong Member
Cmadong ชั้นเซียน
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,460

« ตอบ #2 เมื่อ: 25 กันยายน 2553, 07:27:36 »

สวัสดีครับ..........พี่-น้อง  ไม่ทราบว่าท่านผู้ใดถาม และท่านผู้ใดตอบ....คุณปุจฉาและคุณ Begita ผมมือใหม่
                        พอจะทราบความเป็นมาของ คำถามอยู่เหมือนกัน ประมาณปี 2521 -ขณะที่ผมได้ใช้ชีวิตเป็น
                        สมภเวสี อาศัยวัดฝรั่งเพื่อการอยู่รอดและความก้าวหน้าของชีวิตที่อเมริกาอยู่นั้น ได้มีโอกาส
                        ใกล้ชิดกับผู้นับถือต่างศาสนาจากตัวเรา จึงได้(ถูก)สนทนาธรรมอยู่บ่อยๆและยังได้มีโอกาสได้
                        (ถูก)ถามและแลกเปลียนความคิดเห็นกับผู้กำลังทำปริญญาเอกทางด้านศาสนาโดยตรง ในฐานะเป็น
                        ชาวพุทธ เรื่อง ตาย แล้ว เกิด เรื่องจิตวิญญาณ ฝรังมีเรื่องผีมากๆ และ เรื่องการทำสมาธิ ซึ่ง
                        ว่าไปแล้ว ผมก็มั่วได้พอควร( เพราะเคยอยู่ทั้ง คริสต์และพุทธมาตั้งแต่เล็ก) ฝรั่งได้มีการค้นคว้ากัน
                        อย่างจริงจัง ออกเผยแผ่ทางสาธารณะด้วย เกี่ยวกับพลังงานที่เคลื่อนที่ออกจากร่างของผู้ที่
                        กำลังสิ้นใจ  เรื่องของสิ่งที่มีชีวิตจำศีล รวมถึงการเข้าสมาธิของคนว่า  ในขณะจำศีลนั้นร่างกาย
                        ของ คน-สัตว์ ทำงานอย่างไร? ในขณะที่ทางการแพทย์ก็พบสาเหตุ  ของการเกิดมะเร็ง แน่นอน
                        มากขึ้นและหาวิธีบำบัด สามารถคุยกับผมได้ทั้งวัน (เพราะชอบไปสนใจเรื่องของงานค้นคว้า)
                        พอสรุปได้ว่า (ปนๆกันนะ ระหว่างงานวิจัยกับข้อมูล ที่พอเชื่อถือได้ในเชิงวิทยาศาสตร์) เมื่อ
                        ร่างกายของ สัตว์ สงบหยุด นิ่ง การปรับสภาพความสมดุลย์ภายใน โดยธรรมชาติจะเกิดขึ้น
                        สารเคมี และการสังงานผิดพลาด ( miss order) ต่างๆจะถูกจัดการปรับเข้าสู่ ความสมดุลย์ด้วย
                       กระบวนการของเขา เอง   มะเร็งมีหลายชนิด  แต่ที่ฝรั่งเขาสรุปแน่ๆ ก็คือ กระบวน การสังงาน                                                     ผิดพลาดจาก ผนัง cell สู่ใจกลาง(nucleus) ทำให้เกิดการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง พอจะเห็นความเกี่ยว
                        เนื่องกันไหม? จิตต้องนิ่งจริงๆนะ  ฝรั่งเขารักตัวกลัวตายมากกว่าเรา เดี๋ยวนี้เลยหันมาสนใจ ศาสนาทางเอเชีย
                        กันใหญ่  พอจะตอบ ขอสงสัย ของคุณ ปุจฉาได้ไหม?    Xปิ๊ด15X
                                                                                                                       งง งง
 
      บันทึกการเข้า
Pete15
Cmadong Member
Cmadong ชั้นเซียน
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,460

« ตอบ #3 เมื่อ: 01 ตุลาคม 2553, 20:14:01 »

สวัสดีครับ  .........คุณปุจฉา และ คุณ Begita......ทำไมเงียบกันไปหมดเลย ถ้าพอมีเวลา ก็ขอเชิญ post
                         เข้ามาอีกนะครับ จะได้แบ่งปันความรู้ ในโลกกว้าง ให้กันและกัน     x15ปิ๊ดx
      บันทึกการเข้า
Begita
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2542
กระทู้: 32

« ตอบ #4 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2553, 01:57:15 »

 เหนื่อย   นานๆ จะได้เข้าใช้เว็บซักทีนึงครับ

ไปห้องอื่นๆ ก็ไม่มีน้องๆ มาคุยกันเท่าไร 

กฐินปีนี้ มีแพลนทำบุญมั้ยครับผม  เผื่อได้แวะมาใกล้ๆ จะได้ต้อนรับ อนุโมทนาบุญกันครับ  บ่ฮู้บ่หัน
      บันทึกการเข้า

เมื่อแยกจิตและกายออกจากกัน จะเห็นว่าเราไม่มี และ ไม่มีเรา
Begita
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2542
กระทู้: 32

« ตอบ #5 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2553, 02:00:14 »

ส่วนเรื่องสมาธิรักษาโรคเนี่ย ต้องขอบอกก่อนว่า

พ่อแม่ครูบาอาจารย์ผม ท่านไม่ได้ชี้แนะทางนี้เท่าไรนัก

ท่านให้เร่งทำความเพียร เจริญสติ เป็นบาทฐาน ครับผม

ส่วนเรื่องสมาธิ กับ ผลของสมาธิ นั่น นี่ โน่น ก็เป็นผลที่ได้รับประสบมาซะมากกว่าครับผม

ไว้รอให้พี่ๆ มาแชร์ให้ฟัง ดีกว่าครับ

เจริญในธรรมครับ
      บันทึกการเข้า

เมื่อแยกจิตและกายออกจากกัน จะเห็นว่าเราไม่มี และ ไม่มีเรา
โจโฉ คร้าบบบ
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 24

เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2553, 01:15:56 »

การทำจิตให้เป็นกุศล ทำให้ระบบร่างกายทำงานดี

หากร่างกายเป็นกรด ร่างกายจะเจ็บป่วยได้ง่าย
หากร่างกายเป็นด่าง ร่างกายจะรักษาซ่อมแซมตัวเองได้ครับ
โดยปกติร่างกายจะเป็นกรดเฉพาะตับและไต นอกนั้นเป็นด่าง

สุขภาพที่ดีต้องทำให้ร่างกายเป็นด่างในประมาณ 80 เปอร์

อาหารที่ทำให้เป็นด่างได้แก่ ผักผลไม้สด สมุนไพร  ยกเว้นผักกลิ่นฉุน
อาหารที่ทำให้เป็นกรดได้แก่เนื้อสัตว์ ไขมัน อาหารหมักดองทุกชนิด น้ำปลา ซีอิ้ว ฯลฯ 
กาแฟ น้ำอัดลม ขนมอบกรอบ เนย นม ครีม อาหารปรุงสุกเกิน 3 ชั่วโมง  อาหารสำเร็จรูป
แม้แต่โปรตีนเกษตรก็จัดอยู่ในอาหารเป็นกรด

กรดคือพิษ  หากร่างกายมีแต่พิษ ร่างกายก็ไม่แข็งแรง
พยายามหลีกเลี่ยงและกินให้น้อย 

ร่างกายจะแข็งแรงได้ ต้องขจัดของเสียให้หมดก่อน แล้วคงสภาพให้เป็นด่างในร่างกายได้ 80 เปอร์ขึ้น
การอดอาหารล้างพิษ การดีท๊อกซ์จึงจำเป็นมาก การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต
เลือกอาหาร และทำอารมณ์ เพื่อให้ร่างกายเป็นด่างให้มากที่สุดครับ   

จริงๆ ยังมีรายละเอียดอีกมาก เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่คงเป็นทางโภชนาการแล้วหละ

แล้วสมาธิเกี่ยวยังไง

สมาธิ และจิตใจดี มีน้ำใจ มีความสุข ทำให้ร่างกายเป็นด่างครับ
ส่วนคนเห็นแก่ตัว คนเครียด ร่างกายเป็นกรด

นั่นจึงตอบปัญหาได้ว่า สมาธิรักษาบรรเทาโรคได้อย่างไร
อันนี้เอาแค่หยาบๆ นะครับ

มันมีลึกๆ กว่านี้ เมื่อสติสมบูรณ์ เมื่อละความยึดมั่นได้ เมื่อจิตเกิดปัญญา
สภาวะจิตที่สูงขึ้น จะทำให้ไม่ยึด พอไม่ยึดก็ไม่ทุกข์ พอไม่ทุกข์ไม่ยึด โรคหลายโรคมันก็หายได้

ปัจจุบันจากงานทดลองเรื่องโมเลกุลน้ำ ทำให้ทราบว่า
พลังงานกุศลแผ่ออกสะสมในสิ่งรอบตัวได้ และมีผลต่อสิ่งต่างๆ
โดยเฉพาะน้ำ ที่ทำให้เป็นผลึกหกเหลี่ยม

จากงานทดลองของ คุณสุกัญญา คมสัน  พยาบาลจาก รพ.จุฬา
พบว่า น้ำที่นำไปผ่านพิธีสวดพุทธมนต์ โดยพระอาจารย์ที่ปฏิบัติดี มีกำลังสมาธิสูง
สามารถเปลี่ยนน้ำให้มีคุณสมบัติรักษาโรคได้จริง

ที่แน่ๆ คือ เปลี่ยนเป็นหกเหลี่ยมและมีพลังงานบางอย่าง
ซึ่งคุณสมบัติของน้ำหกเหลี่ยม คือดูดซึมนำพาสารอาหารเข้าเซลล์ได้ง่ายและไว
ขับถ่าย ขับพิษได้ดี  มีอ๊อกซิเจนสูง และมีฤทธิ์เป็นด่าง
และยังมีคุณสมบัติอีกมากมาย

ที่ทำให้งานทดลองระบุว่า ทำให้เปอร์เซ็นต์ผุ้ป่วยหายไวขึ้นอย่างมาก
เทียบทั้งเดือน ลดค่าใช้จ่ายไปถึงครึ่งหนึ่ง

และพอจะสรุปได้ว่า น้ำหกเหลี่ยมเราก็สร้างได้ ให้น้ำในร่างกายเราเป็นหกเหลี่ยม
การทำบุญ จิตใจผ่องใส สวดมนต์ ทำสมาธิ ล้วนทำให้น้ำในร่างกายเป็นหกเหลี่ยม
เรียงตัวเป็นระเบียบ โมเลกุลเล็ก ส่งผลดีต่อร่างกาย

นั่นจึงทำให้สมาธิ รักษาโรคได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับคนทำว่า ทำแบบบังคับกาย บังคับจิต
หรือว่าทำแบบถูกวิธี ทำแบบมีความสุข และเกิดปัญญา จนจิตผ่องใส ลดความยึดมั่นได้มากน้อยแค่ไหน

พอดีบรรยายเรื่องนี้อยู่อะคับ
แล้วก็มีแนวทางการทำสมาธิ การทำจิตให้ผ่องใส แบบง่ายๆ

ที่ไปบรรยายมาหลายที่แล้ว เขาก็ว่าเวริ์คกัน  สำหรับคนธรรมดาทั่วไปนะครับ
คงไม่เหมาะกับพวกคงแก่เรียน หรือพวกเก่งๆแล้ว
ไม่เชื่อก็พิสูจน์ได้ครับ    คาดว่าเร็วๆ นี้
หากมีบุญ คงได้ไปรับใช้ที่จุฬาอีกรอบ


ผมอาจจะไม่ใช่นักวิชาการ พูดอะไรอาจจะดูไม่ถูกกฎเกณฑ์นะครับ
แต่ผมเน้นไม่ได้พูดให้พิสูจน์ แต่ให้ฟังแล้วคิดตามว่าใช่หรือไม่
ของหลายอย่าง ภาษามันสื่อได้ไม่หมด แต่ใช้ใจพิสูจน์
และการใช้ภาษาง่ายๆ ก็เหมาะสมกับคนทั่วไปมากกว่า

เคยเห็นนักวิชาการไปอธิบายอะไรออกทีวี หรือพยายามให้ชาวบ้านเข้าใจป๊ะคับ
น้านแหละ..   บางทีเก่งมากไป ติดกฎกติกามากไป  อธิบายซะยิ่งฟังยิ่ง งง 
เหมือนการสอนศาสนาบ้านเราไง 

ยิ่งสอน เด็กยิ่ง งง  ยิ่งเรียน เด็กยิ่งเบื่อ  สอนให้มันยากซะอย่างนั้นแหละ



      บันทึกการเข้า

www.jozho.net
แจก CD ธรรมะฟรี ดาวน์โหลดธรรมะฟรีมากมาย
เสียงเทศนาหลากหลายครูบาอาจารย์
เสียงอ่านหนังสือธรรมะสำหรับคนรุ่นใหม่ ฟังสบาย เข้าใจง่าย
jitwang
มือใหม่หัดเมาท์
*


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 37

« ตอบ #7 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์ 2554, 12:37:24 »

ขออนุญาติครับ...
การที่มีเรื่องเล่าและการเข้าใจในเรื่องสมาธิรักษาโรคร้ายต่างๆ
แต่ในมุมที่ผมเข้าใจการนั่งสมาธิหรือวิปัสนาไม่ช่ายการรักษาโรค
จากกายแต่น่าจะเป็นรักษาโรคจากใจมากกว่า แต่การที่เราปฏิบัติ
ธรรมนั้นเพื่อให้การเข้าใจโลกและยอมรับสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้น
เพราะไม่ว่าจะเป็นโรคอะใรหรือไม่ได้เป็นโรคอะใรสุดท้ายไม่สามารถ
หยุดซึ่งวัฏฏะสงสารได้ท่านอาจารย์หลายท่านก็ปฏิบัติเพื่อวางจากสรรพสิ่ง
มองเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งเมื่อใจวางได้แล้วอะใรจะเกิดก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ
ไม่เอาใจไปยึดในสิ่งต่างๆ อย่างที่บางท่านทราบกันบางครั้งผู้ป่วยในโรคนั้น
ช่วงแรกอยู่ได้เพราะความไม่รู้ว่าตนเป็น แต่พอหมอตรวจพบแล้วแจ้งผลทำให้
ผู้ป่วยท่านนั้นป่วยจนอาการทรุดเลยที่เดียว เพราะตรงนี้ผลก็มาจากใจที่ไปทำร้ายกาย
อีกทางหนึ่ง แต่ถ้าพิจารณาว่าไม่ว่าเป็นอะใรก็ต้องตายเหมือนกัน สิ่งที่สำคัญน่าจะอยู่ที่ประโยชน์
ในการดำรงค์เพื่อสังคมมากกว่า อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนสรรพสิ่งล้วนเป็นธรรมดา
ซึ่ง อนิจัง/ทุกขัง/อนัตตา/แล้วใจจะไปเป็นทุกข์ทำไม ในมุมของผมที่พิจารณาสรรพสิ่งล้วนธรรมดา
แต่ใจคนนั้นแลที่ไม่ธรรมดา..?
      บันทึกการเข้า
เอมอร 2515
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu 2515
คณะ: รัฐศาสตร์(นิติศาสตร์)
กระทู้: 4,562

« ตอบ #8 เมื่อ: 28 กุมภาพันธ์ 2554, 14:28:38 »

จากประสบการณ์ของตนเอง
ในฐานะผู้เริ่มปฏิบัติมือใหม่
พบว่าการนั่งสมาธิทำให้ความเจ็บปวดลดน้อยลง
หากถือว่าเป็นการรักษาอย่างหนึง ก็ถือได้ว่าได้ผลดีมาก
ตลอดเวลาที่เรานั่งสมาธิจิตใจเราจะสงบ  และไม่ไปสนใจว่าเจ็บตรงไหน เจ็บมากแค่ไหน
 ความเจ็บก็ไม่มีผลต่อร่างกาย และจิตใจของเราเหมือนที่เคยเป็น
และใจเป็นนาย กายเป็นบ่าวจริงๆ ใจสงบ กายก็ทุรนทุรายน้อยลง
ในส่วนตัว รับได้ว่าการทำสมาธิ เป็นการรักษาความเจ็บป่วยของร่างกายได้วิธีหนึ่ง
      บันทึกการเข้า
  หน้า: [1]   ขึ้นบน
  
กระโดดไป:  

     

สมาคมนิสิตเก่าหอพักนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มวลสมาชิกสมาคม คณาจารย์ และนิสิตเก่าทุกคน ขอน้อมเกล้าถวายความอาลัย  พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อน ขอเดชะ <;))))><