08 ธันวาคม 2562, 16:01:13
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: [1] 2 3 4  ทั้งหมด   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องดีๆจากFW.MAIL ที่อยากให้อ่าน  (อ่าน 32310 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 14:11:08 »

       เรื่องของในหลวงที่เรา(อาจ)ไม่เคยรู้


1. ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.

2. นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์

3. พระนาม 'ภูมิพล' ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

4. พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช

5. ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก

6. ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี

    มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า 'H.H Bhummibol Mahidol'หมายเลขประจำตัว 449

7. ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า 'แม่'

8. สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง

9. แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม

10. สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง

      ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต

11. สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยทรงพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า'บ๊อบบี้'

12. ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่า

      เวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำพระองค์ต้องลุกขึ้นบ่อยๆ

13. สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที

      ในหลวงจะทรงต่อรองว่า 3 ที มากเกินไป 2 ทีพอแล้ว

14. ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์นั้นระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ

15. ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก 'การให้' โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า 'กระป๋องคนจน' เอาไว้

      หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก 'เก็บภาษี' หยอดใส่กระปุกนี้ 10%

      ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด

      มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

16. ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เขามีจักรยานกัน

      สมเด็จย่าก็ตอบว่า 'ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ

      ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน'

17. กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์

      เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา

18. ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง

19. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก 'การเล่น' สมัยทรงพระเยาว์

      เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไรต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับพระเชษฐา

      ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง

20. สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่าง

      ทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็นจิ๊กซอว์

21. ในหลวงทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องดนตรีชิ้นแรก

      ที่ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)

22. ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น

     โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้

23. ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส

24. ทรงพระราชนิพนธ์พลงครั้งแรก เมื่อพระชนมพรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ 'แสงเทียน'

      จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง

25. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย

      ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง 'เราสู้'

26. รู้ไหม...? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่5

27. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย

      ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ

      โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย

28. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง 'นายอินทร์' และ 'ติโต' ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์

      แต่ 'พระมหาชนก' ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์

29. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และ เรือใบ

      ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง

      (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น'กีฬาซีเกมส์') ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510

30. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่ง และตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า

      เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น

      แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน

31. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ ์คิดค้น

      เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ 'กังหันชัยพัฒนา' เมื่อปี 2536

33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น

      แก๊สโซฮอล์,ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว

34. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ

      วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่

      ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง

35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรา มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี

     จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

36. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น

      สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า'น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่ารักแรกพบ

      เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง

37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว..สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส

      ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป

      ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท

37. หลังอภิเษกสมรส ทรง'ฮันนีมูน'ที่หัวหิน

38. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499

      และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน

39. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

40. ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพงหรือต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวง

      จึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น

41. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา

42. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล

      เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ

43. หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด

      ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม

44. วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้าแม่ถึงตีสี่ตีห้า
 
      พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ เมื่อถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว

      ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยุ่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่

      ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง

45. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบนมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ

46. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ 3 สิ่ง คือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง

      (ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ

47.ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียวกระดาษที่จะนำมาให้ข้าราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน

48. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึง

      ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้น

      จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน

49. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯ

      ร่วมกับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน

50. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73บาท

      ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการ

      พัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห้นกันทุกวันนี้

51. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯสวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯลงมาอธิบายด้วยพระองค์เอง

      เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด

52. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า

     'ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน

     เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ

53. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5 ชั่วโมง

      (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้

      เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน

54. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา

55. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังฉ่าย

56. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก

57. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย

      โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง

58. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง

59. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศส ของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก

60. ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที ่ จส.100ด้วย โดยใช้พระนามแฝง

61. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศทุกฉบับ

      และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก

62. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูไลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ

      ถวายงานตัดเสื้อในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ

      มาถวายงานต่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว

63. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3x4 เมตร

      ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ

64. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวลแล้ว

      ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว

65. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า 'นายหลวง' ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง

66. ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน

67. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่า 'ทำราชการ'

68. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์

      รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมีอายุเพียง 20 พรรษา

      และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี

69. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้น

      เป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า'อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก'

70. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด

71. หัวใจทรงเต้นไม่ปรกติ ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อไมโครพลาสม่า

      ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี

72. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง

      ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์

73. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

      จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน

74. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่า

      เสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง

      น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน

75. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง

76. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง

77. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง

      จึงให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด

 
   



      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #1 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 14:14:51 »

 ปริญญาสองใบ...

ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก
คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร
มาเรียนที่อเมริกา
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน
ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู
ว่าสะอาดจริงมั้ย
กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย
ต้องให้ดีที่สุด
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
แกเสนอแผนที่สอง
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม
ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย แกมีบ้าน
มีรถ มีลูก มีภรรยา มีธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง แกมีทุกอย่าง
วันหนึ่งแกพักผ่อน
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย ลุกเมียไปขอพบ
บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป
ภรรยาพาเข้าโรงบาล ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย จริง ๆ
เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้
แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน บันทึกชีวิตแก
ก่อนจะเสียชีวิต แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่
กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า
พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ
ปริญญาใบที่หนึ่ง ' ปริญญาวิชาชีพ ' เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น
พูดง่าย ๆ
ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้ อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง
แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ แต่ ' ปริญญาวิชาชีวิต '
ปริญญาใบที่สอง   ' ปริญญาวิชาชีวิต ' คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง

ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้
แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง
บ้าน รถ     มอบมันให้กับลูกและภรรยา
แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย
เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย
นี่คือปริญญาวิชาชีวิต
ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง
ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี
ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ
แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง
ดูจิต ดูใจตัวเอง ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า
พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ
เพื่อที่ว่าอะไร
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต
หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป
ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว อยากพักให้ได้พัก
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง
อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด
และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของเรา
เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด บางคนก็ตอบเงิน
บางคนก็ตอบเพชร บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ บางคนก็ตอบราชบัลลังก์
 พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือ “สุขภาพและชีวิต”
สุขภาพ ก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ
และอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ชีวิตของเรา”


ด้วยความปรารถนาดี

กัญญนัท  เวชศรีชนา

 Thank you…    ^_^

      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #2 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 14:17:15 »

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน

แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ

ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง

พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

'ใครขโมยเงินไป' พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า

'ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ'

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น

ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

'ผมขโมยเองครับ'

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง

พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด

จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

และด่าว่าน้องชายของฉัน

' ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก

แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย'

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้

หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด

แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

' พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว'

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้

ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ



หลายปีผ่านไป

แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...

เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น

เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย

ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน

ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

' ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ'

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า

'แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน'

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

' ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว'

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

'ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้

ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน

พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้'

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ

ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ

ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

' ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้'

แต่ในขณะเดียวกัน

ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ .......


วันต่อมาในตอนเช้ามืด

น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

ขณะฉันกำลังหลับ

' พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....

ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่'

ฉันนั่งอยู่บนเตียง

อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......

ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน

รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น

กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......

ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก

เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า

'มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ'

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ Huh?

ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
...

ฉันถามเขาว่า

'ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ'

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า

'ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ

ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี'

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง

และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

' พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง

เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม'

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน

แล้วพูดว่า

'ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง'

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

ฉันสังเกตเห็นว่า

หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

'แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก

เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ'

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า

' แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก

วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ

น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ'

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด 'เจ็บมากไหม'

ฉันถาม

'ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ

มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ

และ...'

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด

เพราะฉันหันหน้าหนีเขา

น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

'เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ'

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อออกไปแล้ว

ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...

เขาบอกกับฉันว่า

'พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง'

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล

น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

' ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!

ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้

ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง'

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด

ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

'พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน

ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ

คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด'

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

ฉันบอกกับน้องว่า

'แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่...'

'ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ'

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ  26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...



เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี

เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

' ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้'

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล 'พี่สาวของผมครับ' .....

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

'ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม.

เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง

พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง

และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว

เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น

ผมสาบานกับตัวเอง

ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี

และจะทำดีกับเธอ'

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......

'ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ'

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้

น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ

วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ

พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม


จบบริบูรณ์....


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ   ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

'ซัมซุง'

และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ

บู มิง ฮอง
เล่าเรื่อง
      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #3 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 14:19:59 »

คำเตือน : 9 เคล็ดลับ...สำหรับสุภาพสตรี และบุคคลทั่วไป

1 . เคล็ดลับจากวิชาเทควันโด้
" ข้อศอก" คือจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของร่างกาย
หากถูกทำร้าย หรือกำลังจะถูกทำร้าย
และคุณอยู่ในระยะที่ใกล้พอ
จงใช้ข้อศอกให้เป็นประโยชน์
( ถองกบาลหรือกกหูมันแรง ๆ )

2 . ข้อแนะนำจากหนังสือแนะนำ
นักท่องเที่ยวเมืองนิวออร์ลีนส์
หากถูกโจรจี้และขอกระเป๋าถือหรือ
กระเป๋าสตางค์ อย่ายื่นกระเป๋าให้โจร
แต่ให้เขวี้ยงกระเป๋าไปไกล ๆ
เพราะเป็นไปได้ว่าเจ้าโจรนั่น
อาจสนใจแค่เงินหรือข้าวของในกระเป๋า
มากกว่าตัวคุณ
มันจะวิ่งไปคว้ากระเป๋าที่คุณโยนออกไป
ทีนี้ก็จงวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต
ไปในทิศทางตรงกันข้าม

3. ถ้าถูกจับขังในฝากระโปรงท้ายรถ
พยายามทุบให้ไฟท้ายรถหลุดออก

จากนั้นยื่นแขนออกมาจากรูโหว่แล้วโบกสุดฤทธิ์
คนขับมองไม่เห็นคุณ
แต่รับรองชาวบ้านเห็นแน่ ๆ
วิธีนี้ช่วยชีวิตคน มานักต่อนักแล้ว

4. อย่านั่งแช่ในรถ

สาวๆ ทั้งหลาย เมื่อเสร็จภารกิจช้อปปิ้ง
กินข้าว เลิกงาน ฯลฯ สาว ๆ
เมื่อก้าวขึ้นรถแล้ว ก็มักจะ นั่งแช่
ทำอะไรต่อมิอะไรกระจุกกระจิก
เป็นต้นว่า ดูสมุดบัญชี จดลิสต์รายการ
ข้าวของ หรือเรื่องที่จะต้องทำ หรืออื่น ๆ
ขอเตือนว่า..อย่าทำเช่นนี้เป็นอันขาด
ผู้ร้ายอาจกำลังจับตาเฝ้าดูคุณอยู่
การที่นั่งจ่อมอยู่อย่างนี้แหละ
จะเป็นโอกาสอันงาม
ที่มันจะก้าวขึ้นมานั่งในรถข้าง ๆ คุณ
เอาปืนจี้แล้ว สั่งให้พาไปไหนต่อไหน
เพราะฉะนั้นก้าวขึ้นนั่งในรถเมื่อไร
ให้รีบล็อคประตูแล้วออกรถทันที

5. ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ
เมื่อคุณต้องเดินไปยังรถที่จอดในลานจอดรถ
โรงจอดรถ หรืออาคารที่จอดรถ

ก. สำรวจรอบตัวมองข้างในรถทั้งที่นั่งข้างคนขับ
พื้นรถรวมถึง เบาะหลังด้วย
ข. ถ้ารถคุณจอดอยู่ข้างรถตู้คันใหญ่
แนะนำให้ขึ้นรถด้านประตูผู้โดยสาร
ผู้ร้ายส่วนใหญ่มักฉวยโอกาสจังหวะที่เหยื่อกำลัง
เปิดประตูรถลากตัวเหยื่อขึ้นรถตู้
ค. ดูรถที่จอดอยู่ข้างรถคุณทั้งฝั่งซ้ายและขวา
หากมีผู้ชายนั่งอยู่คนเดียวตรงเบาะด้าน
ที่ใกล้รถคุณ ควรหลีกเลี่ยงด้วยการ
เดินกลับเข้าไปในห้างหรือที่ทำงาน
แล้วขอให้เจ้าหน้าที่ห้าง หรือ รปภ.
หรือเพื่อนชายเดินกลับมาส่งที่รถ
ปลอดภัยไว้ก่อน ดีกว่าต้องเสียใจทีหลัง
(โดนหาว่าประสาทยังดีกว่าต้องซี้ม่องเซ็ก)

6. ควรใช้ลิฟต์แทนการขึ้นลงทางบันได
บันไดเป็นจุดที่น่ากลัวที่สุดถ้าอยู่คนเดียว
รวมทั้งเป็นจุดที่เกิดอาชญากรรมได้ดีที่สุด

7. หากผู้ร้ายมีปืน และคุณยังไม่ได้ถูกจี้ ..วิ่งหนี!!!
โอกาสที่มันจะยิงโดนคุณมีเพียง 4 ใน
100 ครั้งเท่านั้น (เป้าเคลื่อนที่)
และถึงจะยิงโดน ก็เป็นไปได้มาก ว่า
จะไม่ถูกอวัยวะสำคัญเพราะงั้นวิ่งลูกเดียว!

8. อย่าใจอ่อน ผู้หญิงมักขี้สงสารและเห็นอกเห็นใจ
งานนี้อย่าเชียวนะ!! เพราะอาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย
ข่มขืน หรือฆาตกรรมได้ กรณีนี้มีตัวอย่างมาแล้ว
ฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งในอเมริกาชื่อ เท็ด เบินดี้ม
เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีการศึกษา
ใช้กลวิธีเรียกร้องความสงสารจากเหยื่อเพศหญิง
ซึ่งไม่ได้เกิดความสงสัยสักนิด
เขาหลอกลวงเหยื่อให้ตายใจด้วยการเดินโดยอาศัยไม้เท้า
หรือแสร้งทำขากะเผลก
แล้วขอ 'ความช่วยเหลือ'จากเหยื่อ
ให้ช่วยพยุงขึ้นรถ จากนั้นก็ใช้จังหวะนั้น
ลักพาตัวไป......ฆ่า?Huh?

9. ให้ร้องว่า ' ไฟไหม้ ' แทนคำว่า ' ช่วยด้วย'
จากหนังสือภัยจาก 108 มงกุฏ
เมื่อคุณกลับบ้านในเวลากลางคืน
หากถูกคนร้ายจี้ ชิงทรัพย์ ฯลฯ
เวลาร้องขอความช่วยเหลือ
คำว่าไฟใหม้จะทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้น
ตกใจตื่นและออกมาดูสถานการณ์ได้เร็วกว่า

      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
phraisohn
บักสน
Administrator
Cmadong ชั้นเซียน
*****


บักสนแคมโบ้
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu89 (ปี 2549)
คณะ: วิทยาศาสตร์
กระทู้: 9,557

เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 14:21:16 »

ชอบมากครับ เียี่ยม!!
      บันทึกการเข้า
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #5 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 14:28:36 »

                  ถังน้ำสองใบ


ชายคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร

ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ  

และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง...แต่ด้วยระยะทาง อันยาวไกล  จากลำธารกลับสู่บ้าน....

จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที ่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง....

ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจ ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง ...

ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง

มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพี ยงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น

วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า ข้ารู้สึกอับอายตัวเอง

เป็นเพราะรอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน

คนตักน้ำตอบว่า เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้น ทางในด้านของเจ้า...

แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง   เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่.... ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า

และทุกวันที่เราเดินกลับ... เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น  เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้น

กลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว  ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่ อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัว เอง...

แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ

และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้....  สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น..

และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่า นั้นเอง
      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #6 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 14:34:50 »


ระวังเติมน้ำมันตามปั้ม


_

 

เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ... .โค.. ต.. ร เลวทั้งตำรวจและพวกที่อยู่ในแก๊งค์เลย

> เท่าที่เพื่อนเคยโดนมานะครับ ... . เวลาเราไปเติมน้ำมันตามปั้ม ... ให้ลงมาดูนะครับเวลาเด็กปั้มมันเติม
> ... ... เพราะถ้าคุณไม่ดูอาจเป็นแบบเพื่อนผม ... .. เพื่อนผมไปเติมน้ำมัน ทางสายจะไปแพร่
> เติมเสร็จขับรถออกมา ดูกระจกหลังเห็นมีถุงพลาสติกปลิวไสวๆ อยู่ที่ฝาเติมน้ำมัน มันก็เลยลงมาดู ...
> .เจออะไรรู้ไหมครับ เจอยาบ้า 5 เม็ดอยู่ในถุง มันก็เลยโยนทิ้งข้างทาง พอขับรถออกมาได้ สัก 1 กม.
> เจอด่านตำรวจครับ ตำรวจเรียกตรวจ ... .. คำแรกที่ตำรวจถามมันถามว่าเปิดฝาถังน้ำมันหน่อย ... ...
> พอจะรู้กันหรือยังครับ รถเพื่อนผมโดนรื้อทั้งคันเลย ... . เพราะมันหายาบ้าไม่เจอ ท่าทางหงุดหงิดมาก
> ค้นอยู่นานเป็นชั่วโมงเลย พอไม่เจอมันก็เลยปล่อยเพื่อนผมไป พอจะวิเคราะห์ออกไหมครับ
> ตำรวจกับเด็กปั้มหากินด้วยกัน โดยการให้เด็กปั้มแอบเอายาบ้ามายัดตามรถที่เติมน้ำมัน ยัดเสร็จ
> โทรไปแจ้งรูปพรรณรถกะตำรวจ แล้วพอค้นเจอยาก็จะขอตังส์ ให้เรื่องจบ 2-3 หมื่น แล้วไปแบ่งกันกะเด็กปั้ม
> ... ! โชคดีที่เพื่อนผมเห็นทันเลยรอดตัว เวลาไปเติม น้ำมันสัง เกตกันให้ดีนะ ครับ ถ้าเจออย่างนี้








      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #7 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 14:37:07 »

เรื่องที่ 1**เตือนภัย**สาวๆที่ออกไปข้างนอกคนเดียวบ่อยๆโดยเฉพาะคนที่ออกไปข้างนอกคนเดียวบ่อยๆ

โดยเฉพาะสถานที่ซ้ำๆกันด้วย  เรื่องนี้เกิดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาค่ะเพื่อนเราไปนั่งอ่านหนังสือที่ร้านstarbucks

สาขาซีคอน ตอนประมาณเที่ยงๆระหว่างที่มันนั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆฟังไอพอดไปด้วยก็มีผู้ชายคนนึงเดินเข้ามา! คุย

ท่าทาง เกย์ๆ ตุ๊ดๆผู้ชายคนนั้นบอกว่า เค้าเป็น directorมาจากฮ่องกง หรือจีน เนี่ยแหละกำลังมองหานักแสดงหน้าตาจีนๆ

หรือเกาหลีๆไปเล่นหนัง เพื่อนเรามันก็ไม่ได้ตั้งใจฟังมาก เพราะหูข้างนึงก็ฟังไอพอดอยู่

จากนั้นผู้ชายคนนั้นก็ยืนมือมาเชคแฮนด์เพื่อนเรามันก็จับมือเค้าต่อจากนั้นแปปเดียว

เพื่อนเรามันบอกว่าเกิดอาการมึนหัวขึ้นทันที เหมือนตัวลอยๆขยับอะไรไม่ได้ยืนอยู่นิ่งๆได้อย่างเดียว

เหมือนเค้าทายาอะไรซักอย่างไว้ที่มือ เพราะเพื่อนเราจับยาก็เลยซึมเข้าร่างกาย

ผู้ชายคนนั้นก็พูดไปเรื่อยโดยที่เพื่อนเราบอกว่าได้ยินและจำได้ทุกอย่างแต่ขยับตัวหรือพูดไม่ได้เลย

ผู้ชายคนนั้นก็พูดไปเรื่อยว่านี่น้องลดแขนหน่อยได้มั้ยแล้วก็เอามือจับแขนเพื่อนเรา

ลดแก้มด้วยก็ดีแล้วก็เอามือมาดึงๆหน้าแล้วพอมันรู้ว่าเมาได้ที่แล้วมั้งก็บอกให้เอาไอพอดบัตรประชาชน

แล้วก็เอทีเอ็มมาให้ ขอpassword ไปด้วย เพื่อนเราก็ทำตามทุกอย่างมันบอกว่ามันรู้ตัวแต่ควบคุมตัวเองไม่ได้

ต้องทำตามที่มันบอกจากนั้นเพื่อนเราก็เดินกลับบ้านทั้งที่ยังไม่รู้ตัวอย่างนั้น ผ่านไปสองสามชม.

มันถึงได้สติกลับมาปรากฎว่าเงินในเอทีเอ็มหายไปหมดแล้ว น่ากลัวเนอะขนาดในร้านตอนเที่ยง

เพื่อนเราก็บอกว่าคนเยอะ ไม่ได้เปลี่ยวเลยระวังตัวกันหน่อยนะคะสาวๆเพราะคนร้ายพวกนี้

อาจจะซุ่มดูหาเหยื่อก่อนแล้วเลือกคนที่ไปคนเดียวบ่อยๆทางที่ดี อย่าคุยกับคนแปลกหน้า

แล้วก็หาเพื่อนไปด้วยดีกว่านะจ้ะ

เรื่องที่ 2ขอเล่าเรื่องจริงแบบไม่ต้องผ่านจอแก้วด้วยตัวเราเองเป็นภัยสังคมที่เกิดกับคนใกล้ตัวแบบไม่คิดว่าชาตินี้จะได้เจอะได้เจอ

เหตุการณ์เกิดกับพี่สาวของเพื่อน (ขออนุญาตนำมาเล่านะคะ)วันที่เกิดเหตุ วันที่ 9 สิงหาคม 2551

เวลาประมาณบ่ายหน่อยๆ ครอบครัวพี่สาวเพื่อนไปทานอาหารที่ร้าน ซิสล์เลอร์ สาขาอาคาร ซีพี ทาวเวอร์

(สถานที่เกิดเหตุ - ขอเน้น กลางกรุงเลยเพื่อน)ตัวพี่สาวทานเสร็จก่อนก็เลยปล่อยให้สามีและลูกทานกันต่อ

โดยที่ตัวเองจะลงไปซื้อของที่ร้านวัตสันที่อยู่ชั้นล่าง ระหว่างที่ลงบันไดเลื่อนก็มีชายหญิงคู่หนึ่งอยู่ข้างหน้าแต่งตัวดี

สักพักพี่สาวเพื่อนรู้สึกได้กลิ่นเหม็นเหมือน กลิ่นตด มาจากข้างหน้า (เค้ายังนึกด่าในใจว่าแต่งตัวดีแต่ดันตดมาได้)

พอลงจากบันไดเลื่อนก็เดินตรงไป เข้าร้านวัตสัน สักครู่ก็รู้สึกง่วงนอนมากเหมือนจะหลับให้ได้(ปกติจะเป็นคนไม่ชอบนอนกลางวัน)

เลยคิดว่าโดนดีเข้าแล้วเรา(เวลามีเมล์เรื่องภัยสังคมมอมยาแบบนี้ เพื่อนมักจะแฟ็กซ์ไปให้พี่สาวอ่านบ่อยๆ)

พี่สาวเพื่อนรีบหยิบมือถือโทรหาสามีกับลูกให้รีบมาเจอกัน เดชะบุญเก่ายังดีอยู่ สามีกับลูกเช็คบิลเสร็จแล้ว

และกำลังจะลงไปหา เลยรีบตามมาสมทบ แล้วพากันกลับบ้านเพื่อนเล่าว่า ขึ้นรถปุ๊บ

พี่สาวก็หลับปั๊บทันทีเลยสรุปกันว่าเจอตดมหาภัยซะแล้วก็เล่ามาเพื่อเตือนเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ กันไว้

(ช่วยกันส่งต่อเตือนพี่น้องเพื่อนฝูงของตัวเองด้วยนะ)เพราะสถานที่เป็นที่เราคุ้นเคยเดินเล่นกันบ่อย ๆ

จนอาจจะไม่ระวังตัวเปิดช่องให้พวกมารสังคมมาทำมิดีมิร้ายกับตัวเราและทรัพย์สินได้วันที่เกิดเหตุ

เพื่อนเล่าว่าพี่สาวเขาใส่จี้เพชรอยู่แต่ก็ไม่ใช่วูบวาบใหญ่โตขนาดจะนำภัยมาหาตัวได้เพราะแต่งตัวก็ธรรมดา

ไม่ฟู่ฟ่าอะไรมีกระเป๋าตังค์ติดตัวไปด้วยใบหนึ่งหากเราไปเดินคนเดียวและเจอเหตุการณ์แบบนี้

ขอแนะนำเพื่อน ๆถ้าได้กลิ่นแปลก ๆ ให้รีบกลั้นลมหายใจแล้วรีบออกมาให้พ้นแถวนั้น

พยายามฝืนตัวเองหาพนักงานขายของ(อย่าเอาคนแถว นั้น เพราะอาจเป็นพวกมันรออยู่ก็ได้)

แล้วรีบบอกพนักงานก่อนเลยว่า เรามาคนเดียวเพราะพวกมารสังคมอาจจะทำเนียน

เห็นยาออกฤทธิ์แล้วอ้างตัวว่ามากับเราได้...เฮ้อ... ทำได้แต่เตือน ๆ กัน

เมื่อไหร่พวกมารจะหมดไปจากสังคมกันซะทีขอให้ปลอดภัยกันทุก ๆ คนนะคะ

เรื่องที่ 3คนมาแจกโบร์ชัร์ก็ต้องระวังนะเรื่องคนเอาเอกสารหรือโบร์ชัวร์มาแจกตามห้างก้อน่ากลัวนะ

ต้องระวังด้วยเมื่อก่อนก็จะรับๆ ไว้เพราะสงสารคนแจก แต่ไม่กี่เดือนนี่เองน้องที่ทำงานเก่าเพิ่งโดนไปที่ โลตัสคลองสี่รังสิต

เรื่องก้อคือเค้าจะไปซื้อของใช้เข้าบ้าน ไปกันสามคน พ่อ แม่ ลูก ตัวน้องผู้หญิงเข้าไปซื้อของใช้และให้สามีพาลูกไปรอ

 และเล่นที่บ้านบอล พอเค้าซื้อของเสร็จมาหาสามีที่บ้านบอล มองหาลูกในบ้านบอลก็ไม่มีแล้ว

สามีก็นั่งอยู่ที่หน้าบ้านบอลที่เดิม เรียกอยู่ตั้งพักถึงจะรู้สึกตัว สามีรู้สึกตัวก็ตกใจมากที่รู้ว่าลูกหายไปแล้วเค้าบอกว่า

ขณะนั่งดูลูกเล่นอยู่ดีดี ก็มีคนเดินเข้ามาแจก โบร์ ชัวร์ให้อ่าน ก็เลยรับไว้แล้วพอเปิดปุ๊บก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย

มารู้ตอนที่ภรรยามาเรียกนี่แหละ เค้าหากันให้ทั่วห้างเลยแหละ แต่เป็นโชคดีของครอบครัวนี้มากๆ

เพราะก่อนที่จะเข้าไปซื้อของเค้าแวะซื้อขนมที่ร้านขนมไทยตรงทางเข้าห้างแล้วแม่ค้าขนมก็จำครอบครัวนี้ได้

แม่ค้าเล่าว่าเด็กออกมากับผู้ชาย คนนึงแต่เด็กร้องไห้เสียงดังลั่นเลยก็เลยเป็นที่สังเกตุแม่ค้าก็เลยเรียกไว้

แล้วถามหาพ่อแม่เด็ก ระหว่างนั้นคนร้ายก็เลยชิงหนีไป.....คิดดูสิ.....ถ้าแม่ค้าจำเด็กไม่ได้

หรือถ้าคนร้ายมันทำให้เด็กหมดสติแล้วทำทีเป็นเด็กหลับแล้วอุ้มไปหละไม่อยากคิดเลยว่า

ตอนนี้ครอบครัวนี้จะเป็นยังไง ตอนนี้น้องที่ทำงานเก่าที่เป็นแม่เด็กยังขวัญผวาไม่หายเลยกลัวไปหมด

โชคดีมากๆ บุญช่วยจริงๆ
      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #8 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 14:45:11 »

ประสบการณ์ตรงจากคนไข้ อันตรายจากยาที่หลายคนคาดไม่ถึง " Paracetamol "


เมื่อสักครู่ใหญ่ๆหลังจากผมและทีมพยายามช่วยชีวิตและพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ใน ICUมาตลอดทั้งคืน

คนไข้ท่านนี้อายุ 46 ปีมีปัญหาเรื่องเป็นไข้ตลอดทุกๆวันมาตลอดหนึ่งเดือนแต่ไม่ได้ไปพบแพทย์

รักษาตนเองโดยทานยาลดไข้ paracetamol ที่ใครๆเรียกว่าพาราเป็นตัวเดียวกับยาที่มีชื่อทางการค้า

คุ้นหูขึ้นต้นด้วย  “ท.”ที่โฆษณาเป็นชาวต่างชาติพูดไทยไม่ชัดมาขอซื้อยา

ปัญหาก็คือผู้ป่วยท่านนี้ทานวันละ 8-10 เม็ดมาตลอด 1เดือนถึง 1 เดือนครึ่ง !!!!

ญาติตัดสินใจนำผู้ป่วยส่งโรงพยายบาลด้วยปัญหาคือผู้ป่วยมีเลือดออกจากทางเดินอาหารจำนวนมาก

 (ถ่ายดำ +อาเจียนป็นเลือด ) หลังจากตรวจอย่างละเอียดแล้วพบปัญหาดังนี้

1.มีจุดเลือดออกอยู่ที่ทางเดินอาหารส่วนบน

2.ภาวะการทำงานของตับล้มเหลวรุนแรง

3.การแข็งตัวของเลือดผิดปกติดอย่างรุนแรงจาก ภาวะการทำงานของตับล้มเหลว

4.พบก้อนกดเบียดจากด้านนอกของหลอดอาหารและทางเดินอาหารได้ทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ

   หลังจากทำการรักษาที่พยายามหยุดการไหลของเลือดในทางเดินอาหารชดเชยเลือดที่เสียไป

   และรักษาการทำงานที่ผิดปกติของตับ จากตับวายคนไข้อาการทรุดลงเรื่อยๆจากภาวะไตวาย
 
   น้ำท่วมปอด ภาวะเลือดเป็นกรดอย่างรุนแรง

ผลตรวจชิ้นเนื้อพบว่าคนไข้เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรักษาให้หายได้ด้วยยา

ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้เรื้อรังมาตลอดเดือนถึงเดือนครึ่งและทำให้คนไข้ต้องกินยาลดไข้มาตลอด

แต่ปัญหาก็คือขณะที่ผู้ป่วยมาที่โรงพยายบาลผู้ป่วยมีภาวะการทำงานของตับและไตล้มเหลวแล้ว

(ตับวาย ไตวาย ) จึงเป็นอุปสรรคต่อการรักษาและทำให้อาการคนไข้ทรุดลงเรื่อยๆ

จนเสียชีวิตในเช้าวันนี้ ในที่สุด

โดยสรุปก็คือหากอาการป่วยของคนไข้ครั้งนี้ไม่มีภาวะตับวายจากพิษของยาParacetamol

(ไตวายเป็นภาวะที่เกิดจากตับวายอีกที)การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเลย

เป็นโรคที่รักษาหาย และอัตราเสียชีวิตต่ำมาก ยา Paracetamol โดยปกติจะถูกทำลายที่ตับ

โดยขนาดที่เป็นพิษคือทาน > 150 mg/Kg

ใน 24 ชั่วโมง หรือคิดง่ายๆคือ ขนาด 500 mg 15 เม็ด ในคนน้ำหนัก 50 Kg ใน 24ชั่วโมง

ปัญหาก็คือ

1. เมื่อทานปริมาณมากพอสมควรติดต่อกันแม้จะไม่กี่เม็ดต่อวัน(ในเด็กหรือผู้มีน้ำหนักน้อยจะยิ่งแย่

   เนื่องจากปริมาณยาต่อน้ำหนักตัว )จะทำให้เกิดถาวะตับวายได้

   จะเห็นได้จากที่ฉลากหรือข้างกล่องจะมีข้อความเตือนว่าไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 5วัน

2.หลายๆคนใช้เป็นยาประชดฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าเป็นแค่ยาลดไข้ไม่รุนแรงมั่นใจว่า "ไม่ตาย " 

   ........แต่ปัญหาก็คือหลายๆครั้งการรักษาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้ง

   จากโรคประจำตัวของผู้ป่วย หรืออาจจะมีโรคที่ทำให้ตับทำงานไม่ดีอยู่แล้วหรืออื่นๆ

   และหากมาพบแพทย์ช้ากว่า 24 ชั่วโมงหลังทานยา

  การล้างท้องและการให้ยาต้านพิษของ Paracetamol ก็แทบจะไม่มีประโยชน์เลยคนไข้มักจะลงเอย

  ด้วยอาการตับวายอย่างรุนแรงและเสียชีวิตในที่สุด(หลายๆท่านคงเคยพบคนที่กินเยอะมาก
 
  ไปพบแพทย์ก็ช้า แต่ไม่สียชีวิตก็มาจากการที่อาเจียนทำให้ปริมาณยาที่ได้รับลดลง หรือ ทานไม่มากจริง หรืออื่นๆ

ผมเคยพบคนไข้ที่ตัวเหลืองเข้มทั้งตัวจากภาวะตับวาย จากการที่ทาน Paracaetamolประชดพ่อแม่ 

แต่มาถึงโรงพยาบาลช้า คนไข้ท่านนั้นร้องให้กับผมบอกว่า

"หนูไม่อยากตาย หนูแค่คิดจะประชด "ผมสะทือนใจกับความไร้เดียงสาและความไม่รู้ของคนไข้อย่างมาก

จนจำภาพติดตามาจนถึงทุกวันนี้

ผมพยายามรักษาอย่างสุดความสามารถและด้ส่งคนไข้ต่อไปยัง รพ. ที่ใหญ่กว่า

แต่สุดท้ายคนไข้ท่านนั้นก็เสียชีวิตในที่สุด


ที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา ก็เพราะอยากจะเตือนให้ทุกท่านที่ได้อ่านกระทู้นี้ทานยา Paracetamol

ด้วยความระมัดระวัง ทานเมื่อจำเป็น

อย่าเห็นว่าเป็นแค่"ยาลดไข้ "และควรไปพบแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ เมื่ออาการป่วยของท่านไม่ดีขึ้น

และอย่าลืมหันมองดูการกินยาของคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ตัวด้วยนะครับ

ขอบคุณครับ

 

   

      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #9 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 15:31:25 »

ผมมีตัวตนแต่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ
> เรื่องต่อไปนี้จะเป็นตัวบอกว่าทำไมผมจึงบอกไม่ได้
>
> ประมาณสองสัปดาห์หลังปีใหม่ ภรรยาผมลางานเพื่อไปติดต่องานราชการ
> เสร็จแล้วแวะ Central ลาดพร้าว เพื่อหาซื้อหนังสือแนวที่เธอชอบอ่านที่ B2S
>
> ระหว่างที่กำลังเลือกหาซื้อหนังสืออยู่นั้น
> ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ
> สามสิบเข้ามาทักทาย
> บอกว่าชอบหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนเช่นกันและ
> มีหนังสือที่น่าสนใจหลายเล่มที่น่าอ่านมาก การสนทนาก็เป็นไปอย่างมี
> มิตรไมตรีต่อกัน เพราะจากลักษณะท่าทางและการแต่งตัวดูเหมือนเป็น
> คนทำงานทั่วไป แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ให้นามบัตรภรรยาผมมา ส่วนภรรยาผม
> ก็ให้เบอร์มือถือเธอไปเพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิงด้วยกัน การติดต่อพูดคุยก็
>
> มีขึ้นเป็นระยะๆ
> และมีนัดเจอกันเพื่อให้หนังสือภรรยาผมมาอ่านแล้วก็บอกว่า
> จะรีบไปทำงาน
> แต่หนังสือที่ให้มาเป็นหนังสือแนวสืบสวนธรรมดาที่ภรรยาผม
> เคยอ่านมาแล้ว
> จึงอยากจะคืนกลับไป
>
> การนัดเจอกันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
> แต่คราวนี้ผู้หญิงคนนั้นชวนทานข้าวเพราะเป็น
> ช่วงเกือบเที่ยงวันแล้ว
> และได้แนะนำให้รู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งรออยู่ที่ Food Center
> เธอบอกว่าเป็นเพื่อนที่ทำงานชอบอ่านหนังสือแนวนี้เช่นกัน ผู้ชายคนนั้น
> ถามภรรยาผมและผู้หญิงคนนั้นว่า จะทานอะไรจะไปซื้อมาให้ ด้วยความเกรงใจ
> จึงทานเหมือนกันเป็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมู แต่ภรรยาผมก็พยายามจะขอตัวไปซื้อ
>
> น้ำมาให้แต่ทางผู้หญิงคนนั้น ชิงเดินไปซื้อมาให้ก่อน
> พอนั่งทานไปได้ประมาณ
> ครึ่งชามและดื่มน้ำไปหน่อย
> ภรรยาผมก็เกิดอาการมึนๆ และเริ่มง่วงนอน เพียงอีก
> ไม่กี่นาทีต่อมา
> เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ผู้หญิงคนนั้นก็เข้ามาประคองตัวภรรยาผม
> แล้วพูดบอกผู้ชายว่า คงเป็นลมช่วยพาออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อย ตอนนั้น
> ภรรยาผมบอกว่าไม่สามารถพูดอะไรได้ ร่างกายยืนแทบไม่ไหว ระหว่างเดินผ่าน
> ตัวห้างมาลานจอดรถเห็นผู้ชายโทรศัพท์เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที
> รถตู้สีขาวก็มาจอด
> แล้วทั้งคู่ก็พาภรรยาผมขึ้นรถ
> วินาทีนั้นภรรยาผมบอกว่าเธอพยายามขัดขืนแต่
> ทั้งคู่ก็ใช้กำลังพาเธอขึ้นรถแล้วปิดประตูรถ
>
> บนรถมีผู้ชายสองคนนั่งมาในรถด้วย เมื่อรถวิ่งออกจากห้างภรรยาผมพยายาม
> ร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีเสียงและผู้ชายที่นั่งอยู่บนรถเอามือมาปิดปากเธอไว้
>
> พอรถวิ่งออกมาระยะหนึ่งผู้ชายที่เจอกันที่ Food Center
> เริ่มปลดเสื้อผ้าภรรยาผม
> เธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือและต่อสู้แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรง
> ผู้ชายอีกสองคนที่นั่ง
> รออยู่บนรถก็ช่วยกันถอด
> สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคงไม่ต้องบรรยายกันอีก
> โดยมีผู้หญิงเป็น
> คนเก็บภาพเป็นระยะๆ เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่ทราบ
> รู้สึกตัวอีกทีภรรยาผมถูกนำ
> มาทิ้งที่ห้องน้ำหญิงของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งแถวสุขาภิบาล 2 ย่านบางกะปิ
>
> ผมไปรับเธอแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น
> เธอไม่พูดอะไรได้แต่ร้องไห้และไม่ไปทำงานอีกเลย
> นั่งซึมอยู่กับบ้าน
>
> สามวันต่อมาคุณแม่ของภรรยาโทรมาบอกว่ามีจดหมายลงทะเบียนส่งมาที่
> บ้านให้ไปรับผมก็ไปรับ แล้วเปิดออกดู
> มีภาพถ่ายพร้อมขอเงินสดสี่แสนบาทเป็นค่าฟิล์มและ
> ภาพถ่ายทั้งหมด
> ผมพูดไม่ออก ทุกความรู้สึกวิ่งพุ่งเข้ามาในใจ สับสน เสียใจ
> แค้นใจ
> เจ็บใจ
> ผมปรึกษาเรื่องนี้กับคุณพ่อและเพื่อนท่านที่เป็นนายตำรวจ
> มีความเห็นเหมือนกันว่าต้องแจ้งความกับตำรวจ
> เพราะเงินสี่แสนครอบครัวเราคงหามาให้ได้ยาก
> ผมกับภรรยาเป็นเพียงลูกจ้าง กินเงินเดือนเท่านั้น
> ในวันส่งเงินตามนัดหมายตำรวจกองปราบวางแผนอย่างดีและสามารถจับ
> พวกเดนสังคมได้สองคนได้ฟิล์มและภาพจำนวนหนึ่ง
> และตำรวจกำลังตามจับพวกที่เหลืออีกสามคน
> แต่ก็ไม่แน่ใจว่าภาพถ่ายยังคงมีเหลืออยู่อีกหรือเปล่า
> ซึ่งหลังจากพวกมันถูกจับผมก็ได้รับโทรศัพท์ขู่ว่าจะภาพลง internet สองครั้ง
>
> ทุกวันนี้ภรรยาผมไม่ได้ทำงานอีกแล้ว
> อยู่บ้านด้วยอาการซึมเศร้าและไม่ต้องการ
> พบปะกับใครเลย
> ส่วนผมก็ไม่กล้าออกไปไหนเช่นกันทำงานเสร็จก็กลับบ้าน
> ชีวิตความเป็นอยู่ มีแต่ความกลัว ระแวง คิดมาก เหมือนเป็นโรคประสาท
>
>
> ผมจึงอยากฝากบอกเรื่องราวของ
> ผมให้เป็นข้อมูลกับทุกคน
> ทุกวันนี้การหากินบนความทุกข์ร้อนของคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดา
> ไปแล้วครับ ขอบุญกุศลในการให้ข้อมูลนี้ ทำให้ชีวิตครอบครัวผมดีขึ้นด้วยเถอะ
>
>
> อย่าลืมบอกต่อๆกันไปด้วยครับ
>
> พ. ศรีฯ
>
      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #10 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 15:38:00 »

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่างๆ

อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
 
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ
อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศ สัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
การตรวจโดยขูด นื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้
2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึก
ว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออนหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ >
มีปัญหา เกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติ
มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
และมักจะเกิดร่วมกับอาหาร ปวด ตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดู
จะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง
5. มะเร็ง ปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย
น้ำหนักลดอย่าง ฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วย
ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็ง ตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลือง
และเหลืองจัดจนเห็นได้ ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็ง สมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียน
หรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ
 อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน
เช่นมีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัว
ที่มีอาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปาก
ที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ
หรือ เป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ   อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก
หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึก ได้
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืด
หรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ
แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวม
หรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้
บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คน
จะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า
ซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกัน แน่
13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมาก
และระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
**** ซึ่ง มีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิช ชูซับ
แล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น
คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง
อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ
หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่ง
ที่ เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma ) คือ เนื้อ งอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่
 เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ
      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
ตุ๋ย 22
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: RCU2522
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 20,173

« ตอบ #11 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 18:58:01 »

ที่เรารับฟอเวอร์ดเมลล์มีแต่ไร้สาระ
      บันทึกการเข้า

น้ำใจน้องพี่สีชมพู ไม่เสื่อมคลายหายไปจากหัวใจ
kdecha
Full Member
**


ผู้ชายที่ไม่เหลือหัวใจไว้ให้ผู้หญิงคนไหนแล้ว เหลือ
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 856

« ตอบ #12 เมื่อ: 09 เมษายน 2552, 12:55:21 »

โห น้องเจตน์ fw ให้ผมเจ๋งกว่านี้อีก
แต่ว่าผมไม่กล้า post อ่ะครับ
เกรงใจ admin



อย่าลืมส่งอีกนะเจตน์
      บันทึกการเข้า
เจตน์
Cmadong Member
Cmadong ชั้นเซียน
****


ใครๆเรียกผมว่า "กุ๊ปปิ๊"
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: RCU2534
คณะ: ครุฯ พลศึกษา
กระทู้: 6,520

« ตอบ #13 เมื่อ: 09 เมษายน 2552, 14:50:10 »

รับทราบ ครับผม
      บันทึกการเข้า

ชีวิตผมเป็นดั่งวงกลม จึงได้แต่ดอมดมความสุขจากคนอื่นๆ
เจษฎา
Cmadong พันธุ์แท้
****


the more you get ,the less you feel
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,682

« ตอบ #14 เมื่อ: 09 เมษายน 2552, 15:05:54 »

ฮี่ๆๆ
      บันทึกการเข้า

ไม่หล่อ แต่ไม่ค่อยว่าง
kdecha
Full Member
**


ผู้ชายที่ไม่เหลือหัวใจไว้ให้ผู้หญิงคนไหนแล้ว เหลือ
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 856

« ตอบ #15 เมื่อ: 09 เมษายน 2552, 16:49:56 »

hero member
นี่เสียค่าเมมเบอร์เท่าไรครับ
      บันทึกการเข้า
ตุ๋ย 22
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: RCU2522
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 20,173

« ตอบ #16 เมื่อ: 09 เมษายน 2552, 19:46:23 »

ชอบเกร็ดความรู้ของในหลวงจัง
      บันทึกการเข้า

น้ำใจน้องพี่สีชมพู ไม่เสื่อมคลายหายไปจากหัวใจ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #17 เมื่อ: 18 เมษายน 2552, 15:48:47 »

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่างๆ

อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
 
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวด
และมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด นื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าว
ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้
2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อ
หรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออนหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์
มีปัญหา เกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว
หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหาร ปวด ตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
บางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง
5. มะเร็ง ปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ
เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็ง ตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็ง สมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น
ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหัน
อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษ
หากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา
หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือ เป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ   อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก
หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึก ได้
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยบ่อย
รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น
มีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวัง
เพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุ
ของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกัน แน่
13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ
มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
**** ซึ่ง มีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิช ชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสด
นั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อ
ในบางส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ
หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma )
คือ เนื้อ งอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกาย
หรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ
      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #18 เมื่อ: 18 เมษายน 2552, 16:02:18 »

สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้ของ 'โน้ส' อุดม แต้พานิช

         
         ในโลกใบนี้มีสิ่งที่เราไม่รู้อีกมากมาย แต่บางครั้งเราก็มองข้ามเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเราไป วันนี้
'นมอุโด้ส' จะมาบอกถึง   สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้ รับรอง สุหนัดแน่ๆ!!
 


          1. มนุษย์ต้องการสิ่งที่ตนเองไม่มี


          2. เวลาที่เราวิ่งมารับโทรศัพท์จากที่ไกลๆ เมื่อถึงโทรศัพท์ เสียงมันมักจะหยุด เราจะช้าไป 1 จังหวะเสมอ


          3. ถ้าแอบรักใคร อย่าฝากใครไปบอก บอกด้วยตัวเองจะดีกว่า


          4. เวลาสั่งอาหารไว้นานแล้วยังไม่ได้สักที ให้พูดว่าไม่เอา จะได้เร็ว



          5. ถ้าเรียกเก็บเงินแล้วไม่มีใครมาเก็บเสียที ให้ลุกขึ้นทำท่าจะกลับทั้งโต๊ะ จะมีพนักงานพุ่งมาทันที



          6. ปลูกต้นลั่นทมไว้หน้าบ้าน ไม่เกี่ยวอะไรกับความทุกข์ระทมของตัวเราเลย



          7. ระวังคนขายโรตี ที่เพิ่งเดินออกมาจากป่าละเมาะ, พุ่มไม้, ซอกตึก อย่าตัดสินใจซื้อจนกว่าเขาจะล้างมือ



          8. ไม่มีสัจจะในร้านตัดเสื้อ



          9. ระวังคนที่แสดงออกว่าเป็นคนดีมากๆ

       
        10. อย่าซื้อทุเรียนมาปอกเอง 

 
        11. หนังสือดี คือหนังสือที่เราชอบอ่าน,  หนังดีคือ หนังที่เราชอบดู


        12. อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่เรานินทามากๆ อย่าลืมย้ำบ่อยๆ ว่าอย่าบอกใครนะ


        13. อย่าทิ้งกระดาษชำระไว้ในชามก๋วยเตี๋ยว คนล้างจะเสียความรู้สึก

     
        14. เรียกยามว่าซีเคียวรีตี้ การ์ด ยามจะตั้งใจโบกรถ

     
        15. อย่าซื้ออะไรที่ต้องเอามาซ่อมต่อ

     
       16. รถในเมืองไทยพวงมาลัยอยู่ทางขวา แต่ฝาน้ำมันไม่อยู่ขวาเสมอไป

     
       17. ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนไม่ต้องเอายาสีฟันไปก็ได้ ยังไงเพื่อนต้องมี

   
       18. ตลาด อ.ต.ก. มาจากคำว่า เอเวอรี่ติง เกินราคา

     
          19. เวลาดูหนังโรง ควรจำว่ากระปุกน้ำอยู่ด้านไหน
 
          20. ตัดผมวันพุธได้ ไม่บาป

          21. คนไม่กินเนื้อ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีเสมอไป

          22. เวลาบ้วนน้ำยาลิสเตอรีนออกจากปาก ให้หลับตาด้วย

          23. ปูอัด มันทำจากปลา

          24. กินก๋วยเตี๋ยวจากตะเกียบไม้อร่อยกว่า

          25. อย่าไปจ่ายตลาดเวลาหิว เราจะซื้อมาเยอะเกินจำเป็นเสมอ

          26. ในโลกนี้จะชอบมีคนมาทักอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น ประเภทแรก อ้วนขึ้นนะ กับประเภทที่ 2 ผอมลงนะ
ไม่มีใครเข้ามาทักว่าปกติดีนี่ไปทำอะไรมา

          27. คนที่เอาหมวกตำรวจ หรือชุดตำรวจแขวนไว้หลังรถมิใช่เพราะบ้านเค้าไม่มีตู้ เค้าไม่ได้ลืม
เค้าแค่กลัวคนไม่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร

          28. คนที่มีรถทะเบียนเลขเดียวเรียงติดกันหลายๆ ตัว เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา

          29. คนที่มีความรู้มากๆ เขามักจะใช้ความรู้ขังจินตนาการ

          30. ฟู่ฟ่าเดี๋ยวก็วาย เรียบง่ายอยู่ได้นาน 

          31. จงอย่าอิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา

          32. เวลาที่เปิดหนังสือให้เพื่อนดู หน้าที่ตัวเองพูดถึงมักจะหาไม่เจอ

          33. ขนมและน้ำในโรงหนัง จะแพงกว่าข้างนอก

          34. ห้องน้ำผู้หญิง ผู้ชายเข้าไปดูเป็นพวกโรคจิต, ห้องน้ำผู้ชาย ผู้หญิงเข้ามาดูเป็นแม่บ้าน

          35. เวลารถติด เลนอื่นมักไปได้เร็วกว่าเลนเราเสมอ

          36. ถ้าเราขับรถไม่ทันไฟเขียวเป็นคันสุดท้าย ให้คิดว่าเดี๋ยวเราจะได้ไปเป็นคันแรก

          37. ถ้ามีการแนะนำตัวว่า 'นี่เพื่อนฉัน' หมายความว่า 'แฟนฉัน'

          38. ถ้ามีการแนะนำตัวว่า 'นี่แฟนฉัน' หมายความว่า 'ผัว/เมียฉัน

 
 

      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #19 เมื่อ: 18 เมษายน 2552, 17:07:29 »

ถ้าใครมี FW.MAIL ดีๆมีสาระที่น่าสนใจ  อย่าเก็บเอาไว้เฉยๆ
ช่วยเอาเรื่องมาลงให้ชาวซีมะโด่งได้อ่านกันมากๆนะคะ
 ปิ๊งๆ
      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
paitoonx
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 586

« ตอบ #20 เมื่อ: 18 เมษายน 2552, 18:28:17 »

ข้าพเจ้าขอสงบปากสงบคำไว้สักหนึ่งกระทู้ก็แล้วกัน
      บันทึกการเข้า

$$ พรุ่งนี้จะเป็นคนดี ฿฿฿
ตุ๋ย 22
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: RCU2522
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 20,173

« ตอบ #21 เมื่อ: 18 เมษายน 2552, 20:20:46 »

ชอบจังโพสต์มาอีก
      บันทึกการเข้า

น้ำใจน้องพี่สีชมพู ไม่เสื่อมคลายหายไปจากหัวใจ
ตุ๋ย 22
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: RCU2522
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 20,173

« ตอบ #22 เมื่อ: 19 เมษายน 2552, 20:31:54 »

ช่วงสมัยการอพยพของคนจีนสู่โพ้นทะเล  ก็มีคนจีนเข้ามาอยู่เมืองไทยไม่น้อยหน้าที่อื่น  ก็มีตาแป๊ะคนหนึ่งอพยพ
มาจากเมืองจีนด้วยเสื่อผืนหมอนใบ  ด้วยความขยันก้สร้างฐานะมั่นคงด้วยการเปิดร้านทอง  แล้วมีเมียคนไทยแสนน่ารัก
หนึ่งคน  จนได้ลูกได้เต้าเป้นลูกชายโทน  แสนถูกใจอาเตี่ยมาก
ปกติแล้วคนจีนมีนิสัยไม่ดีอันหนึ่งคือชอบขากเสลด  ขากถุยไม่เป้นที่เป็นทาง  ตอนเด้กอาศัยอยู่กับอาแป๊ะ  แกก็มีนิสัยแบบนี้
แต่แกขากถุยใส่กระโถน  เสลดเขียวๆ เหลืองๆ  เหนียว  บางวันครึ่งกระโถนที่เราต้องเอาไปเททิ้งแล้วล้างกระโถน
เสลดมันชอบติดมือเหนียวตอนล้าง   นึกแล้วสยอง
กลับ มาพูดถึงตาแป๊ะอีกครั้งหนึ่งแกรักลูกชายส่งเสียให้ร่ำเรียนจนจบวิศวะ จุฬา  ลุกชายแกเรียนเก่ง  เลยคิดไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ  แต่เผอิญเมียแก่มาตายทิ้งตาแป๊ะไว้คนเดียว  ลูกชายเรียนจบที่อังกฤษแล้วไม่อยากกลับเมืองไทย
เลยชวนอาเตี่ย ทั้งอ้อนวอน ทั้งกล่อมจนอาเตี่ยยอมขายร้านทองแล้วไปอยู่อังกฤษ  พอถึงอังกฤษลูกชายก้พาอาเตี่ยเที่ยวอังกฤษตามสถานที่สำคัญ เช่นบิกเบล สะพานข้ามแม่น้ำเทมส์  จนอาเตี่ยแกพอใจ  ลูกชายเลยพาอาเตี่ยไปเที่ยวดูโอเปร่า
แล้วบอกอาเตี่ยว่ามันเหมือนกับงิ้ว ที่อาเตี่ยเคยดู  อาเตี่ยก้ถุกใจ  ยอมเข้าไปดู  ก่อนเข้าไปลูกชายก็ซื้อโค้กแก้วหนึ่งดุดน้ำแล้วเทน้ำแข็งทิ้ง  ยื่นให้อาเตี่ยถิอ  เพราะรู้ว่าอาเตี่ยแกชอบขากถุย  แล้วเข้าไปดูโอเปร่า  นั่งไปนั่งมาอาเตี่ยแกดุไม่รู้เรื่อง  มันไม่เหมือนงิ้วที่ลูกชายเคยบอกไว้เลย  แกก็เลยเซ็งหนักยิ่งเซ็งยิ่งอยากขากถุยเต็มที    แกขากจนเต็มแก้ว  ขยับตัวนิดเสลดเหลืองๆ  เขียว ๆ มันกระฉอกรดง่ามมือ  เหนียวๆ น่าแขยง  แต่โอเปร่าไม่ยอมจบสักที   แกอยากขากถุยต่อมันก้เต็มแก้ว  จะเทลงพื้นพื้นก้เป็นพรม  แล้วจะไหลไปใส่คนอื่น  รู้ไหมแกทำอย่างไร      แกยกเสลดเขียว เหลืองในแก้ว ดื่มอักๆๆๆๆๆ  แล้วขากถุยต่อเฉยเลย
      บันทึกการเข้า

น้ำใจน้องพี่สีชมพู ไม่เสื่อมคลายหายไปจากหัวใจ
suriya2513
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,448

« ตอบ #23 เมื่อ: 19 เมษายน 2552, 20:55:57 »

อ้างถึง
ข้อความของ อ้อยเค็ม เมื่อ 18 เมษายน 2552, 17:07:29
ถ้าใครมี FW.MAIL ดีๆมีสาระที่น่าสนใจ  อย่าเก็บเอาไว้เฉยๆ
ช่วยเอาเรื่องมาลงให้ชาวซีมะโด่งได้อ่านกันมากๆนะคะ
 ปิ๊งๆ

ของผมก็พอมีบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะไร้สาระ
เก็บไว้ไปลงที่กระทู้แนวฮาครับ
      บันทึกการเข้า

[โบราณคดี]จุดกำเนิดเริ่มต้นของ cmadong.com by : มานพ กลับดี  คลิ๊ก->
อ้อย31
Full Member
**


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2531
คณะ: ครุศาสตร์
กระทู้: 342

« ตอบ #24 เมื่อ: 25 เมษายน 2552, 11:22:23 »

* วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด *
 
ถ้าเรารู้สึกไม่ชอบหน้าใครสักคนหนึ่งแต่จำเป็นต้องอยู่ทำงานด้วยกันในที่ทำงานเดียวกันทุกๆ วัน ผมควรจะวางตัวอย่างไรดีครับ
มันอึดอัดไปหมด ไม่มีความสุขเลยตลอดเวลาที่อยู่ในสำนักงานร่วมกันคนคนนี้
==========================
วิสัชนา โดย ว.วชิรเมธี

รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี
ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้! อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)

คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า

'' น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง       ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
 ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน         จะกำนัลโลกนี้มีงานใด ''

คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเห! นื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า

ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ

นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้

เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า

บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย

ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า

คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
คว! ามโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย !
มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า

วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า '' การกลับมาอยู่กับตัวเอง ''
กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา '' มองด้านใ! น ''
แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น

วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่กับเราทุกขณะ
      บันทึกการเข้า

สุขภาพดีชีวีมีสุข สุขได้เมื่อใจรู้จักพอ
  หน้า: [1] 2 3 4  ทั้งหมด   ขึ้นบน
  
กระโดดไป:  

     

ทำไมหอพักนิสิตจุฬาจึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์            " ไม่ได้เป็นแค่หอให้นอนพัก  แต่เป็นบ้านอบอุ่นรักให้อาศัย  ไม่เป็นแค่ที่ซุกหัวยามหลบภัย  แต่สร้างใจให้เข้มแข็งแกร่งการงาน"  <))))><