22 พฤษภาคม 2561, 01:57:40
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: 1 ... 673 674 [675]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: คุย กับ คุณมานพ กลับดี อดีตประธานชมรม ๓ สมัย  (อ่าน 1711764 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16850 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2561, 19:27:59 »




ดวงตาเห็นธรรม

"คำว่า "เห็นธรรม"
ต้องเป็นการ "เห็น" ไม่ใช่ไป "เอา"
คนที่มีดวงตาเห็นธรรม
เขาไม่ได้เห็นอะไร
เป็นการเห็นกายเห็นใจตนเองตามที่เป็นจริง
การเห็นสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็น การเห็นแสงสี
เห็นตัวเลข เห็นเบอร์
เห็นเทวดา นรก สวรรค์ นั้น
ไม่ใช่เห็นธรรมะหรอก  
เป็นความหลงทั้งหมด
ของจริงมันต้องเห็นทั้งลืมตาหลับตา
เพราะการเห็นธรรม
มันเห็นด้วย "ตาปัญญา"
จึงเห็นได้ทั้งในที่มืดที่สว่าง

การบรรลุธรรม หรือการเป็นพระอริยบุคคล
มันอยู่ที่การรู้จักความจริงของตัวเอง
ถ้ารู้จักความจริงของตัวเราเองว่าเราเป็นอย่างไร
ก็อาจเป็นอริยบุคคลได้
เนื้อหาหรือเป้าหมายของการบรรลุธรรม
ก็เพื่อมารู้จักตัวเองตามความเป็นจริง
อยากบรรลุธรรมไหม ?  
รู้จักตัวเองให้มากๆ
ถ้าเรารู้จักตัวเองแล้ว
เราจะรู้จักคนอื่นทุกคนบนโลกนี้  
เราจะรู้นิสัยของคนทั้งโลกได้นั้น
ต้องมารู้จักตัวเองก่อน
เพราะคนเราทุกคน
รักความสุข เกลียดความทุกข์
มันเหมือนกันทั้งนั้นแหละ
เรารู้ตัวเราแค่คนเดียว
เราจะรู้จักคนทั้งโลกเลย
เราต้องฝึกให้มีสติมากๆ
โดยเริ่มนับ ๑ จากตัวเราก่อน
ทำให้มากๆ เรื่องคนอื่นไม่เป็นไร  
โดยมากเราจะรู้จักตัวเองจากกระจกทั้งนั้น
นั่นรู้จากข้างนอก

การปฏิบัติของเรามันเริ่มจากข้างในตัวเรา
แล้วจะไปเริ่มเห็นข้างนอก
ไหนใครเริ่มรู้จักตัวเองบ้าง?
เราเป็นคนมีนิสัยอย่างไร ?
นี่คือ การเริ่มต้นรู้จักตัวเอง

การปฏิบัติธรรม ให้ทำเล่นๆ
ทำด้วยความผ่อนคลาย แต่ต่อเนื่อง
การเดินจงกรม เหมือนเดิน ช็อปปิ้ง
การยกมือ สร้างจังหวะเหมือนการปัดยุง
ฟังธรรมเหมือน ฟังเพลง  
คุยกับใครเหมือนคุยกับเพื่อน
แต่เราทำด้วยความรู้สึกตัว
ชีวิตเราจะผ่อนคลายมาก ไม่เครียด
ลองดูนะ อันนี้เชื่อเรา

ความจู้จี้ เป็นอริยบุคคลไม่ได้
เพราะเราตั้งใจเกินไป
ฉะนั้นทำเล่นๆ ให้ผ่อนคลาย
การบรรลุธรรม จิตใจต้องผ่อนคลาย
จิตใจที่ตึงเครียด  ธรรมะไม่เกิด
จิตใจที่ฟุ้งซ่านหรือหย่อนไป ไม่เห็นธรรมะ
ให้ทำแบบสบายๆ สายกลาง
ทำอยู่เรื่อยๆ ต่อเนื่อง อันนี้ธรรมะจะเกิด"

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
เครดิตเพจ ชมรมเพื่อนคุณธรรม
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16851 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2561, 19:35:06 »



๖๙. จะไปถามคนอื่นได้ไหมครับว่าคิดมาจากไหน
 หากถามผม ผมจะย้อนถามว่าแล้วความคิดเกิดกับใคร ความคิดเกิดจากตอไม้ หรือความคิดอยู่ในดอกไม้ อยู่ในกระเช้าสีดา หรือว่าอยู่ที่ไหน ลองค้นหาคำตอบด้วยตัวเองซิ แล้วคุณจะไปนอนคิดปัญหานี้ไม่ได้ ถ้าคุณนอนคิดคุณจะไม่รู้อะไรเลย

 ดังนั้นคุณต้องเดิน ต้องเคลื่อนไหว ต้องดูใจอยู่อย่างนี้ จ้องเหมือนแมวที่จะจับหนู แต่ถ้าเกิดอุปสรรคขึ้นในการดู เช่นจ้องจนตึงเครียดอย่างนี้ ไม่ช้าไม่นานคุณจะดูไม่ได้ หรือว่า คนที่จะเรียนหนังสือก็ต้องรู้จักการถนอมสุขภาพ ถ้าจะเรียนหนังสือให้ได้ดี ต้องรู้จักถนอมสุขภาพให้ดี มิฉะนั้นการกระทำนั้นจะทำไม่ได้นาน

 ดังนั้นที่จะดูที่ใจนี่ ต้องเดินจงกรมเคลื่อนไหวไปมา อย่านั่งนิ่ง ผมเห็นหลายคนยังไม่เข้าใจ ชอบนั่งนิ่งหลับตาพริ้ม

 ผมกล้าพูดได้เลยว่า พระไตรปิฎกที่ผมผ่านมา ไม่มีเลยที่พระพุทธเจ้าแนะให้นั่งหลับตา คุณไปค้นดูได้ มันเพราะอะไรก็ไม่รู้ที่ประเทศนี้ ที่พม่าหรือลังกา นั่งสมาธิก็เริ่มหลับตาทันที

 มีคนหนึ่งนั่งหลับตาข้างทาง ผมเดินมาก็ไม่รู้ ผมหยุดยืนดูก็ไม่เห็น ก็มัวแต่นั่งหลับตา นั่นดีที่ผมไม่ขโมยเสื้อเอา ทำอย่างนั้นมันจะได้อะไร ผมอยากจะถาม

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงก็ไม่รู้ไม่เห็น ความคิดที่พรั่งพรูก็ไม่รู้ไม่เห็น พอผมถามก็บอกว่ากำลังดูลม แน่ะ ดูลมพอใช้ได้ แต่ดูลมไม่เห็นจำเป็นต้องหลับตา ไม่ใช่ลืมตาแล้วลมจะหายไปเสียเมื่อไร

 เรามีตา เรามีหู เรามีจมูก เรามีลิ้น เรามีกายให้สัมผัส ถ้าบุคคลปฏิเสธการสัมผัสเสียแล้วจะเกิดปัญญาปัญแญอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาทางสัมผัส และเมื่อมีสัมผัส เมื่อเห็นสัมผัสนั้นอยู่ ต่อจากนั้นปัญญาก็จะเกิดตามมา มีลูกตาดันไปหลับเสียแล้วจะเห็นอะไร

ดั่งสายน้ำไหล : เขมานันทะ
รวบรวมจากคำแนะนำต่อกลุ่มธรรมจาริณี ในรายการภาวนาประจำปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ อาศรมศานติ-ไมตรี นิคมพึ่งตนเองขุนทะเล จ.สุราษฎร์ธานี เน้นกิจภาวนาเป็นหลัก การบรรยายขยายความนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายการ
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16852 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2561, 19:37:44 »



ในกรณีที่ท่าน แยกรูป แนกนาม เห็นความคิดตนเอง เห็นอารมณ์ตนเอง

นั่นก็คือเห็นจิต-เจตสิกที่เกิดขึ้นกับตนเองที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะ ท่านรู้ ท่านเห็น เพราะท่านมีสติ และไม่หลงไปกับความคิด อารมภ์ที่ปรุงแต่ง ยังคงอุเบกขาอยู่ได้ เพราะท่านฝึกการละความเป็นตัวตนลงได้

เราระวังจิตของเรา ทุกขณะ ในการดำรวชีวิต ทำงาน ทำกิจที่พึงทำ เพราะยังมีหน้าที่ ยังต้องอยู่ในสังคม ยังต้องดูแลกาย  แต่ขอให้รู้เท่าทันจิตตนเอง  ไม่ประกอบด้วยความอยาก เป็นใช้ได้  จริง ๆ มันเบื่อหน่าย ในโลกมนุษย์ที่หลงไปกับความคิด......มากมาย

ระวังตนเอง!

แต่ถ้าในกรณีท่านอยาก เข้าฌาณ เข้าอรูปฌาณ ท่านต้อง ภาวนาแบบสมถะ  จึงจะเข้าได้ง่าย แต่ไม่ใช่สงบนิ่ง ภายใต้ความคิด! ต้องมีสติ ตามจิตตนเอง

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16853 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2561, 16:30:56 »

      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16854 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2561, 16:59:14 »



หลงลับแล

ปีนี้ ทำบุญมาก เทวดาจึงดลใจให้ผู้ใจบุญเอาทุเรียนมาให้
- คุณวีระ  
เอาหมอนทองมาให้จากจันทร์บุรี
- คุณกมอพีร์
เอากระดุม  พวงมณี และนวลจันทร์  มาให้
- คุณชัยวัฒน์
เอาหลงลับแลมาให้
- คุณวีรยา
เอาพวงมณี  มาให้อีกวันนี้

ขอบคุณทุกท่านที่ยังระลึกถึงกัน เอาทุเรียนมาฝาก

สวัสดี

หมายเหตุ
                 สรุป "หลงลับแล" อร่อยที่สุด
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16855 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2561, 17:15:30 »



คุณวีรยา(น้องสาว)
เอาพวงมณี จากจันทร์บุรีมาให้ และลองกอง ครับ
ขอบคุณมาก
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16856 เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2561, 17:16:33 »



ปล่อยวางที่ใจ

ปล่อยวางกับปล่อยปละละเลย
นั้นไม่เหมือนกัน​ บางคนเข้าใจว่า
ปล่อยวางหมายถึงอยู่เฉยๆ
งอมืองอเท้า​ นี่คือความเข้าใจผิด
ปล่อยวางแบบพุทธหมายถึง
ปล่อยวางที่ใจ​ ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ว่าเป็นของเรา​ หรือยึดมั่นให้มัน
เป็นไปตามใจเราก็จริง​ แต่ก็ต้อง
ดูแลเอาใจใส่ด้วยความรับผิดชอบ

พระไพศาล​ วิสาโล
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16857 เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2561, 12:16:30 »



เป็นมิตรกับตัวเอง

“ขอให้เราพยายามเป็นมิตรกับใจของตัวเอง ไม่ว่าใจจะพยายามหนีออกจากตัวเองเพียงใดก็ตาม ก็เรียกเขากลับมา  พยายามทนอยู่กับตัวเองให้ได้ ไม่นานก็จะเป็นมิตรกับใจ  เมื่อเป็นมิตรกับใจของเราได้  ใจก็จะกลับมาเป็นมิตรกับเรา เมื่อมีใจเป็นมิตรแล้ว อยู่ที่ไหนก็มีความสุข อบอุ่น ปลอดภัย ไม่เหงา ไม่อ้างว้าง”

พระไพศาล วิสาโล

เครดิตภาพ ปัญญา ฤา ความเชื่อ
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16858 เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2561, 18:34:29 »



***คำบรรยายต่อเนื่องจากโพสต์ ๗๗***

๗๘. ความรู้ลำดับที่สองที่จะเปลี่ยนชีวิต ก็คือ อารมณ์นามรูป

นามรูปก็คือรูปแห่งนาม ความคิดซึ่งมองเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า ต้องสัมผัสทางใจ เมื่อบุคคลมาเห็นความคิดแล้วนี่ครับ จิตก็เปลี่ยนไปอีกขั้นหนึ่ง ชีวิตก็เปลี่ยนไปอีกระดับหนึ่ง

อารมณ์นามรูปนั้นเป็นอารมณ์ซึ่งจะพลิกชีวิตของบุคคลสามัญเปิดเผยอีกด้านหนึ่ง การที่จะเห็นความคิดได้จะต้องมีการรวบรวมเข้าไปในตัวเอง

ต่างว่าเราดูใจอยู่ คิดไป ๔-๕ เรื่อง ตอนคิดนี่เราลืมตัวนั่นเอง คือเราไม่ได้ดู ลืมๆ ไป คิดไปพักหนึ่ง รู้ตัวขึ้นมา รู้ชัดว่าเมื่อกี้นี้คิด

แต่ว่าอย่าไปสนใจมันว่าคิดเรื่องอะไร

ในเมื่อดูอย่างนี้ถี่ขึ้นๆ บนฐานของการเคลื่อนไหว ร่างกายของเราเคลื่อนไหวหรือยกมือ ก็ดูใจไปอย่างนี้
เหมือนกับทำศึกสงครามเคลื่อนไหวไปแล้วก็ดูใจไป

ทีนี้พอตั้งใจดู มันจะดูถี่ขึ้น คนที่ยังไม่ได้อารมณ์เบื้องต้น จะไม่รู้จักความคิดว่า มันคิดเป็นเรื่องๆ เป็นตอนๆ

ถ้าเราเห็นความขาดตอนลงของความคิดแล้ว นับว่าดีมาก
ถ้าคิดไปหนึ่งขณะแล้วทัน ทันทีทันใดนั้น ได้ที่แล้ว เพราะว่าจะเกิดประสบการณ์ที่สำคัญในชีวิต ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องพูด เพราะว่ามันเป็นเรื่องเฉพาะราย มันจะเกิดเอง คือมันจะประจันหน้ากับความคิดอย่างคาดไม่ถึง

แล้วต่อจากนั้นมันก็จะชำแรกออกไปอีกด้านหนึ่ง เหมือนบุคคลที่อึดอัดในหน้าร้อนใส่เสื้อ ถอดออกแล้วก็โยนออกไป แล้วรู้สึกสัมผัสตัวเองที่โล่งๆ สดๆ

บัดนี้ความคิดไม่มีอิทธิพลที่จะครอบงำ ความคิดแต่ละครั้งไม่อาจสร้างภาวะที่เรียกว่าภพชาตินั่นได้ คนนั้นเป็นผู้เหมือนออกจากเขตหนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

เดี๋ยวนี้เรารู้ว่าเราคิด เราคิดอยู่ในภาวะ ภาวะก็คือความนึกคิดเกี่ยวกับตัวเอง ไปที่ไหนก็ถูกภาวะนั้นครอบอยู่เรื่อย ความคิดนี้แหละมันถักทอขึ้นเป็นภาวะ ความคิดแต่ละครั้ง แต่ละครั้ง จนกระทั่งเรารู้สึกว่า เราเป็นเรา นั่นคือภาวะ คือภพ

ทีนี้พอเราหั่นความคิดออกไป ด้วยกำลังของสตินี้ ในที่สุดมันก็แหวกภพออกมาได้เหมือนลูกสัตว์ที่ออกมาจากรก ออกจากครรภ์แม่

ดั่งสายน้ำไหล : เขมานันทะ
รวบรวมจากคำแนะนำต่อกลุ่มธรรมจาริณี ในรายการภาวนาประจำปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ อาศรมศานติ-ไมตรี นิคมพึ่งตนเองขุนทะเล จ.สุราษฎร์ธานี เน้นกิจภาวนาเป็นหลัก การบรรยายขยายความนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายการ

หมายเหตุ: ตั้งค่า "เห็นโพสต์ก่อน" จะเพิ่มโอกาสเห็นโพสต์เพจได้ต่อเนื่อง
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16859 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2561, 12:41:54 »



"ในการ "ดูความคิด" จะแยกได้อย่างไรว่า
ความคิดนั้นๆ เป็นกิเลสหรือสติ?"

"ในชีวิตประจำวัน ให้เอา "สติ" เฝ้าดู "ความคิด"
เฝ้าดูเฉยๆ อย่างเป็นกลาง
เห็นบ่อยๆ ดูบ่อยๆ คือ การฝึกเจริญสติ
ดูกายที่มันเคลื่อนไหว ดูจิตใจที่มันนึกคิด
จิตคนเราจะสุขหรือทุกข์นั้น ขึ้นกับ "วิธีคิด"
เมื่อความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้นมา
ให้หยุดพิจารณาก่อนว่า
"กิเลสคิด" หรือ "สติคิด" ?

..................................................................

กิเลสคิด เป็นอย่างไร?

"เวลากิเลสคิด...
มักจะเป็นเรื่องอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น
เป็นความคิดที่เหน็ดเหนื่อย เร่าร้อน กระวนกระวายใจ หนักอกหนักใจ คิดไม่เลิก นอนไม่หลับ
คิดข้ามวันข้ามคืน
คือ ถูกครอบงำด้วยโลภะ โทสะ โมหะ"

สติคิดเป็นอย่างไร?

"สติ...เป็นธรรมฝ่ายกุศล เป็นความคิดที่เบาสบาย
มีธรรมะเข้าประกอบ
เป็นความคิดที่ออกจากความโลภ
ความโกรธ ความหลง
ออกจากความพยาบาทเบียดเบียน
เรียกว่า "ดำริชอบ" จิตใจจึงเบา สบาย
เห็นแต่ความไม่เที่ยง บังคับบัญชาไม่ได้
ไม่เป็นตัวตน จึงรู้สึกปล่อยวาง
เหลือแต่หน้าที่ จบง่าย
ความคิดจึงไม่ยาว "

(ฟังธรรม...แล้วนำมาเล่า)
ท่าน อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16860 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2561, 19:02:00 »



คนหลงอยู่ในความคิด !

เพราะความยึดมั่นว่า นี่คือตัวตนของเรา เราเป็นนั่น นั่นของเรา ไปยึดไปถือแบบนี้ ตั้งแต่จำความได้ มันจึงสะสมอัตตา มาตลอดจนถึงปัจจุบัน คนจึงหลง ไหล ไปกับความคิด และอารมภ์ที่ผัสสะมาทางทวารทั้งหก หรืออายตนะ เพื่อตัวกู ของกู

ทั้ง ๆ ที่ มันเป็นเพียงรูป กับ นาม ที่มีเหตุปัจจัยทางธรรมชาติ เมื่อเราสามารถแยกเห็นรูป เห็นนาม จะเห็นความคิด อารมภ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ด้วยสติ เห็นธรรมที่เกิดขึ้น

แต่เรายังต้องใช้ความคิดในการดำรงชีวิต เพราะมีสติ มีธรรม(คำสอนขอวพระพุทธองค์) เป็นตัวช่วย เช่น หิริ โอตัปปะ  จึงทำให้เราสามารถ จะอุเบกขา กระทำแต่สิ่งที่เป็นกุศล  ก่อประโยชน์

เมื่อเราเห็นความคิด เราก็ไม่พลั้งเผลอ หลง ไหล ไปกับมันได้  และคอยดูมันคิดตลอดเวลา เพราะบังคับมันไม่ได้  แต่เราไม่ทำตามมันได้ ด้วยปัญญา และความเมตตา

เราก็สามารถอยู่อย่างไม่ทุกข์(ใจ)ได้  แต่สังคมมันอยู่อยาก พาทุกข์มาให้เสมอ  เราจึงต้องมีสติ ระวังใจ ไม่ให้หลงไปตามความคิดของคนอื่น เพราะเรารู้ความจริงในเรื่องความคิดของคน ว่าคนนั้น หลง ไหล ไปกับความคิด !

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16861 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2561, 13:11:44 »



ปุจฉา "เราเจริญสติไปเพื่ออะไร?"

อ.กำพลวิสัชนา "เราเจริญสติไป ก็เพื่อทำให้เกิด "ปัญญา" ปัญญาทำให้ไปรู้ความเป็นจริงของกายของจิต"

ปุจฉา "ความจริงของกายของจิตคืออะไร?"

อ.กำพลวิสัชนา "ก็คือ เขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์ เขาไม่ใช่ตัวใช่ตน เมื่อรู้แล้วก็อย่าไปยึดถือหมายมั่นเขานะ เมื่อรู้ความจริงแล้ว จิตก็จะค่อยๆปล่อยวาง เพราะไม่ถือมั่น ผลก็คือ ความทุกข์ไม่เกิด ตอบให้ง่ายๆ คือ เราปฏิบัติไปเพื่อพ้นจากความทุกข์เท่านั้นเอง

โดยทั่วไป ปุถุชนชอบนึกคิดปรุงแต่งไปกับอารมณ์ต่างๆ แล้วขาดสติ ไปยึดมั่นถือมั่นว่า "เราเป็นผู้คิด" (หรือกระโจนเข้าไปในความคิด) ทำให้เราเหน็ดเหนื่อย ขาดสติ ขาดปัญญา เมื่อรู้ไม่เท่าทันความคิดปรุงแต่ง ก็เกิดเป็นความทุกข์ ถ้าเรามีสติ เราจะรู้เท่าทันความคิดปรุงแต่งที่เกิดในใจ ความคิดปรุงแต่งก็ดับไปในใจเรา เกิดความรู้สึกโล่งโปร่งเบา สงบ ใจสบาย ไม่มีตัวตน ไม่มีเรามีเขา ไม่มีใครสุขใครทุกข์มีแต่ "ปัญญา"ล้วนๆ

เราจะเข้าถึงสภาวะนี้ได้นั้น วิธีง่ายๆคือ
เปลี่ยนความเคยชิน เปลี่ยนอุปนิสัยเก่าๆให้เป็นแบบใหม่ คือ เปลี่ยนจากการมองออกข้างนอก ให้กลับมาดูใจเรา สังเกตกายใจเราด้วย "สติ" กายใจของเราเป็นอย่างไรให้รู้ต่อเนื่องเข้าไว้ "รักษาจิต" ให้เป็นปกติอย่างต่อเนื่อง บ่อยๆ นานๆ

การดูกายดูจิตแต่ละครั้ง ให้ "รู้เฉยๆ"รู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าโดยไม่ต้องปรุงแต่งความคิดใด ๆทั้งสิ้น การตามดูกายจิตอย่างต่อเนื่องเป็นอุปนิสัยนี้
จะนำพาชีวิตเราออกจาก ความทุกข์ทนหม่นหมอง เร่าร้อน ไปสู่ชีวิตที่สงบเย็น การเจริญสติ จึงเป็นวิธีลัดสั้นไปสู่การดับทุกข์โดยตรงเลยทีเดียว"

ฟังธรรม...แล้วนำมาเล่า
(อ.กำพล ทองบุญนุ่ม)
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,475

« ตอบ #16862 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2561, 08:22:35 »



"เส้น ผม บัง ภูเขา"

"การปฏิบัติธรรม คือ การเรียนรู้วิธีการแก้ทุกข์ ทุกข์ทางกาย นั้น คนเรามีสัญชาตญาณเหมือนๆ กัน อย่าว่าแต่มนุษย์เลย สัตว์ก็มีสัญชาตญาณแก้ทุกข์ทางกายด้วยกันทั้งนั้น เวลาหิวก็กิน ง่วงก็หาที่นอน ป่วยไข้ก็หายารักษา อันนี้ไม่ต้องสอนก็ได้ แต่เรื่องของจิต บางครั้งเหมือนเส้นผมบังภูเขา บางทีได้ฟังนิดเดียวเท่านั้น ทำให้เส้นผมนั้นหลุดออกไปได้ ในด้านจิตใจเรา ก็ต้องช่วยใจเราเอง ไม่ให้เป็นทุกข์ บางสถานการณ์ บางคนเป็นทุกข์มาก แต่บางคนเป็นปกติอันนี้ขึ้นกับ "ภูมิจิตภูมิธรรม" ของแต่ละคน

การปฏิบัติธรรมว่าไปแล้ว คือ ก า ร รั ก ษ า จิ ต ใ จ ข อ ง เ ร า ไ ม่ ใ ห้ ทุ ก ข์ ใ น ทุ ก ส ถ า น ก า ร ณ์ ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ใจเราก็ไม่ทุกข์ อันนี้สำคัญมากเลย แม้ว่าร่างกายเราจะพิการเจ็บป่วยอย่างไร ใจก็ไม่เป็นทุกข์ ถ้ าไ ม่ เ ป็ น ทุ ก ข์ ก็ จ บ แ ล้ ว  จ บ... เ รื่ อ ง ข อ ง ชี วิ ต

เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยตนเองไม่ให้เป็นทุกข์ ด้วยการปฏิบัติธรรม ไม่มีใครช่วยเราได้ และเราก็ปฏิบัติแทนใครไม่ได้เหมือนกัน เรื่องของธรรมะ ใครทำใครได้ เป็นเรื่องเฉพาะตน ผมเป็นเพียงแค่ผู้ให้แง่คิด ให้กำลังใจ เพราะหลักธรรมคำสอนในทางพุทธศาสนา สอนให้พึ่งตนเองเป็นหลักการอ้อนวอน ไม่ใช่พุทธศาสน อธิษฐานต่างจากอ้อนวอนนะ

การอธิษฐาน เป็นการตั้งจิตมั่น แน่วแน่ให้บรรลุถึงความปรารถนา อธิษฐานบารมีเป็นสิ่งดี ส่วนการอ้อนวอน บางทีไม่ได้ลงมือทำ แต่ขอให้ได้ ซึ่งไม่ใช่แนวทางของพุทธศาสนา สาระสำคัญมีเรื่องเดียว คือ "เจริญสติ" จะทำให้เราช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องอาศัยศรัทธา ใครปฏิบัติอย่างไม่มีศรัทธา ไปไม่รอด ต้องมีศรัทธาเป็นพื้นฐาน เราเชื่อมั่นสิ่งใด เราต้องขวนขวายหาสิ่งนั้นมาให้ได้

บางคนสงสัย ปฏิบัติแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย ที่จริงเราได้รับผลในขณะที่ปฏิบัติแล้ว เวลากายเคลื่อนไหว...รู้สึก เวลาจิตคิดนึก ให้รู้ว่าคิด ก็ได้ผลแล้วในตัวมันเอง แต่เราไปคาดหวังว่าการได้นั้นต้องถึงที่สุดเลย

อุปมาเหมือนกับเราจะเดินไปซื้อของที่ปากซอย เราต้องเดินหลายก้าวจึงจะถึง เดินก้าวเดียวจะให้ถึงเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นต้องสะสมก้าว แต่ละก้าวๆ ไม่ต้องหวังว่าจะถึงเมื่อไหร่ การถึงก็เกิดขึ้นได้เอง เมื่อเราก้าวเดินไปเรื่อยๆ

ดังนั้นเวลาเราเคลื่อนไหวกายครั้งหนึ่ง
รู้สึกครั้งหนึ่ง ก็ได้แล้ว สะสมไปอย่างนี้ ทำเรื่อยๆ ให้รู้เฉยๆ อย่างนี้ รู้ให้ต่อเนื่อง อย่าลืมรู้ หลงไปเผลอไป ก็รู้ใหม่
อย่างลืมที่จะรู้สึกก็แล้วกัน รู้เท่าที่รู้ได้
การปฏิบัติถ้ารู้อย่างนี้ไปเรื่อยๆ รู้เฉยๆ
ต่อไปจะเข้าถึงฐานของจิตเดิมแท้
คือ รู้ เ ฉ ย ๆ อ ย่ า ง เ ป็ น ป ก ติ

ในการทำความรูสึกตัว
เมื่อรู้สึกตัวแล้ว รู้แล้วก็ผ่านเลย
อ ย่ าไ ป ติ ด ใ น สิ่ ง ที่ รู้
อ ย่ า ไ ป ติ ด ใ น ตั ว รู้
อ ย่ า ไ ป ติ ดใ น สิ่ ง ที่ ถู ก รู้
รู้ สึ ก แ ล้ ว ผ่ า น ไ ป เ ล ย
จิ ต จ ะ ผ่ อ น ค ล า ย
เห็นไหมง่ายนิดเดียว
ที่เราเครียด เป็นทุกข์
ก็เพราะรู้แล้วไม่จบ ชอบสงสัย
วิพากษ์วิจารณ์ หาเหตุหาผล ไม่ยอมให้ผ่านไป จิตจะเครียด ยิ่งหาเหตุหาผลเอาถูกเอาผิดแล้วล่ะก็ ยิ่งปรุงแต่ง ไม่ผ่านไปซะที เรารู้อะไรก็ผ่านไปเลย อย่าไปติดในสิ่งที่รู้ จิตก็จะผ่อนคลาย

แล้วเราจะรู้สึกตัวไปทำไม?
ก็รู้เพื่อป้องกันความหลง
เพราะทุกครั้งที่รู้สึก
ความหลงก็จะหายไป
ถ้าไม่รู้สึกตัว ความหลงก็เข้ามาแทรก
สองสภาวะนี้เกิดพร้อมกันไม่ได้
ถ้ารู้ต่อเนื่องไปนานๆ จิตจะตื่น
ก็จะเข้าถึงความรู้สึกตัวได้"

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม ชมรมเพื่อนคุณธรรม
      บันทึกการเข้า
  หน้า: 1 ... 673 674 [675]   ขึ้นบน
  
กระโดดไป:  

     

ทำไมหอพักนิสิตจุฬาจึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์            " ไม่ได้เป็นแค่หอให้นอนพัก  แต่เป็นบ้านอบอุ่นรักให้อาศัย  ไม่เป็นแค่ที่ซุกหัวยามหลบภัย  แต่สร้างใจให้เข้มแข็งแกร่งการงาน"  <))))><