17 สิงหาคม 2561, 12:46:34
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: 1 ... 673 674 [675] 676 677   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: คุย กับ คุณมานพ กลับดี อดีตประธานชมรม ๓ สมัย  (อ่าน 1767876 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16850 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2561, 19:27:59 »




ดวงตาเห็นธรรม

"คำว่า "เห็นธรรม"
ต้องเป็นการ "เห็น" ไม่ใช่ไป "เอา"
คนที่มีดวงตาเห็นธรรม
เขาไม่ได้เห็นอะไร
เป็นการเห็นกายเห็นใจตนเองตามที่เป็นจริง
การเห็นสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็น การเห็นแสงสี
เห็นตัวเลข เห็นเบอร์
เห็นเทวดา นรก สวรรค์ นั้น
ไม่ใช่เห็นธรรมะหรอก  
เป็นความหลงทั้งหมด
ของจริงมันต้องเห็นทั้งลืมตาหลับตา
เพราะการเห็นธรรม
มันเห็นด้วย "ตาปัญญา"
จึงเห็นได้ทั้งในที่มืดที่สว่าง

การบรรลุธรรม หรือการเป็นพระอริยบุคคล
มันอยู่ที่การรู้จักความจริงของตัวเอง
ถ้ารู้จักความจริงของตัวเราเองว่าเราเป็นอย่างไร
ก็อาจเป็นอริยบุคคลได้
เนื้อหาหรือเป้าหมายของการบรรลุธรรม
ก็เพื่อมารู้จักตัวเองตามความเป็นจริง
อยากบรรลุธรรมไหม ?  
รู้จักตัวเองให้มากๆ
ถ้าเรารู้จักตัวเองแล้ว
เราจะรู้จักคนอื่นทุกคนบนโลกนี้  
เราจะรู้นิสัยของคนทั้งโลกได้นั้น
ต้องมารู้จักตัวเองก่อน
เพราะคนเราทุกคน
รักความสุข เกลียดความทุกข์
มันเหมือนกันทั้งนั้นแหละ
เรารู้ตัวเราแค่คนเดียว
เราจะรู้จักคนทั้งโลกเลย
เราต้องฝึกให้มีสติมากๆ
โดยเริ่มนับ ๑ จากตัวเราก่อน
ทำให้มากๆ เรื่องคนอื่นไม่เป็นไร  
โดยมากเราจะรู้จักตัวเองจากกระจกทั้งนั้น
นั่นรู้จากข้างนอก

การปฏิบัติของเรามันเริ่มจากข้างในตัวเรา
แล้วจะไปเริ่มเห็นข้างนอก
ไหนใครเริ่มรู้จักตัวเองบ้าง?
เราเป็นคนมีนิสัยอย่างไร ?
นี่คือ การเริ่มต้นรู้จักตัวเอง

การปฏิบัติธรรม ให้ทำเล่นๆ
ทำด้วยความผ่อนคลาย แต่ต่อเนื่อง
การเดินจงกรม เหมือนเดิน ช็อปปิ้ง
การยกมือ สร้างจังหวะเหมือนการปัดยุง
ฟังธรรมเหมือน ฟังเพลง  
คุยกับใครเหมือนคุยกับเพื่อน
แต่เราทำด้วยความรู้สึกตัว
ชีวิตเราจะผ่อนคลายมาก ไม่เครียด
ลองดูนะ อันนี้เชื่อเรา

ความจู้จี้ เป็นอริยบุคคลไม่ได้
เพราะเราตั้งใจเกินไป
ฉะนั้นทำเล่นๆ ให้ผ่อนคลาย
การบรรลุธรรม จิตใจต้องผ่อนคลาย
จิตใจที่ตึงเครียด  ธรรมะไม่เกิด
จิตใจที่ฟุ้งซ่านหรือหย่อนไป ไม่เห็นธรรมะ
ให้ทำแบบสบายๆ สายกลาง
ทำอยู่เรื่อยๆ ต่อเนื่อง อันนี้ธรรมะจะเกิด"

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
เครดิตเพจ ชมรมเพื่อนคุณธรรม
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16851 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2561, 19:35:06 »



๖๙. จะไปถามคนอื่นได้ไหมครับว่าคิดมาจากไหน
 หากถามผม ผมจะย้อนถามว่าแล้วความคิดเกิดกับใคร ความคิดเกิดจากตอไม้ หรือความคิดอยู่ในดอกไม้ อยู่ในกระเช้าสีดา หรือว่าอยู่ที่ไหน ลองค้นหาคำตอบด้วยตัวเองซิ แล้วคุณจะไปนอนคิดปัญหานี้ไม่ได้ ถ้าคุณนอนคิดคุณจะไม่รู้อะไรเลย

 ดังนั้นคุณต้องเดิน ต้องเคลื่อนไหว ต้องดูใจอยู่อย่างนี้ จ้องเหมือนแมวที่จะจับหนู แต่ถ้าเกิดอุปสรรคขึ้นในการดู เช่นจ้องจนตึงเครียดอย่างนี้ ไม่ช้าไม่นานคุณจะดูไม่ได้ หรือว่า คนที่จะเรียนหนังสือก็ต้องรู้จักการถนอมสุขภาพ ถ้าจะเรียนหนังสือให้ได้ดี ต้องรู้จักถนอมสุขภาพให้ดี มิฉะนั้นการกระทำนั้นจะทำไม่ได้นาน

 ดังนั้นที่จะดูที่ใจนี่ ต้องเดินจงกรมเคลื่อนไหวไปมา อย่านั่งนิ่ง ผมเห็นหลายคนยังไม่เข้าใจ ชอบนั่งนิ่งหลับตาพริ้ม

 ผมกล้าพูดได้เลยว่า พระไตรปิฎกที่ผมผ่านมา ไม่มีเลยที่พระพุทธเจ้าแนะให้นั่งหลับตา คุณไปค้นดูได้ มันเพราะอะไรก็ไม่รู้ที่ประเทศนี้ ที่พม่าหรือลังกา นั่งสมาธิก็เริ่มหลับตาทันที

 มีคนหนึ่งนั่งหลับตาข้างทาง ผมเดินมาก็ไม่รู้ ผมหยุดยืนดูก็ไม่เห็น ก็มัวแต่นั่งหลับตา นั่นดีที่ผมไม่ขโมยเสื้อเอา ทำอย่างนั้นมันจะได้อะไร ผมอยากจะถาม

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงก็ไม่รู้ไม่เห็น ความคิดที่พรั่งพรูก็ไม่รู้ไม่เห็น พอผมถามก็บอกว่ากำลังดูลม แน่ะ ดูลมพอใช้ได้ แต่ดูลมไม่เห็นจำเป็นต้องหลับตา ไม่ใช่ลืมตาแล้วลมจะหายไปเสียเมื่อไร

 เรามีตา เรามีหู เรามีจมูก เรามีลิ้น เรามีกายให้สัมผัส ถ้าบุคคลปฏิเสธการสัมผัสเสียแล้วจะเกิดปัญญาปัญแญอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาทางสัมผัส และเมื่อมีสัมผัส เมื่อเห็นสัมผัสนั้นอยู่ ต่อจากนั้นปัญญาก็จะเกิดตามมา มีลูกตาดันไปหลับเสียแล้วจะเห็นอะไร

ดั่งสายน้ำไหล : เขมานันทะ
รวบรวมจากคำแนะนำต่อกลุ่มธรรมจาริณี ในรายการภาวนาประจำปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ อาศรมศานติ-ไมตรี นิคมพึ่งตนเองขุนทะเล จ.สุราษฎร์ธานี เน้นกิจภาวนาเป็นหลัก การบรรยายขยายความนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายการ
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16852 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2561, 19:37:44 »



ในกรณีที่ท่าน แยกรูป แนกนาม เห็นความคิดตนเอง เห็นอารมณ์ตนเอง

นั่นก็คือเห็นจิต-เจตสิกที่เกิดขึ้นกับตนเองที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะ ท่านรู้ ท่านเห็น เพราะท่านมีสติ และไม่หลงไปกับความคิด อารมภ์ที่ปรุงแต่ง ยังคงอุเบกขาอยู่ได้ เพราะท่านฝึกการละความเป็นตัวตนลงได้

เราระวังจิตของเรา ทุกขณะ ในการดำรวชีวิต ทำงาน ทำกิจที่พึงทำ เพราะยังมีหน้าที่ ยังต้องอยู่ในสังคม ยังต้องดูแลกาย  แต่ขอให้รู้เท่าทันจิตตนเอง  ไม่ประกอบด้วยความอยาก เป็นใช้ได้  จริง ๆ มันเบื่อหน่าย ในโลกมนุษย์ที่หลงไปกับความคิด......มากมาย

ระวังตนเอง!

แต่ถ้าในกรณีท่านอยาก เข้าฌาณ เข้าอรูปฌาณ ท่านต้อง ภาวนาแบบสมถะ  จึงจะเข้าได้ง่าย แต่ไม่ใช่สงบนิ่ง ภายใต้ความคิด! ต้องมีสติ ตามจิตตนเอง

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16853 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2561, 16:30:56 »

      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16854 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2561, 16:59:14 »



หลงลับแล

ปีนี้ ทำบุญมาก เทวดาจึงดลใจให้ผู้ใจบุญเอาทุเรียนมาให้
- คุณวีระ  
เอาหมอนทองมาให้จากจันทร์บุรี
- คุณกมอพีร์
เอากระดุม  พวงมณี และนวลจันทร์  มาให้
- คุณชัยวัฒน์
เอาหลงลับแลมาให้
- คุณวีรยา
เอาพวงมณี  มาให้อีกวันนี้

ขอบคุณทุกท่านที่ยังระลึกถึงกัน เอาทุเรียนมาฝาก

สวัสดี

หมายเหตุ
                 สรุป "หลงลับแล" อร่อยที่สุด
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16855 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2561, 17:15:30 »



คุณวีรยา(น้องสาว)
เอาพวงมณี จากจันทร์บุรีมาให้ และลองกอง ครับ
ขอบคุณมาก
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16856 เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2561, 17:16:33 »



ปล่อยวางที่ใจ

ปล่อยวางกับปล่อยปละละเลย
นั้นไม่เหมือนกัน​ บางคนเข้าใจว่า
ปล่อยวางหมายถึงอยู่เฉยๆ
งอมืองอเท้า​ นี่คือความเข้าใจผิด
ปล่อยวางแบบพุทธหมายถึง
ปล่อยวางที่ใจ​ ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ว่าเป็นของเรา​ หรือยึดมั่นให้มัน
เป็นไปตามใจเราก็จริง​ แต่ก็ต้อง
ดูแลเอาใจใส่ด้วยความรับผิดชอบ

พระไพศาล​ วิสาโล
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16857 เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2561, 12:16:30 »



เป็นมิตรกับตัวเอง

“ขอให้เราพยายามเป็นมิตรกับใจของตัวเอง ไม่ว่าใจจะพยายามหนีออกจากตัวเองเพียงใดก็ตาม ก็เรียกเขากลับมา  พยายามทนอยู่กับตัวเองให้ได้ ไม่นานก็จะเป็นมิตรกับใจ  เมื่อเป็นมิตรกับใจของเราได้  ใจก็จะกลับมาเป็นมิตรกับเรา เมื่อมีใจเป็นมิตรแล้ว อยู่ที่ไหนก็มีความสุข อบอุ่น ปลอดภัย ไม่เหงา ไม่อ้างว้าง”

พระไพศาล วิสาโล

เครดิตภาพ ปัญญา ฤา ความเชื่อ
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16858 เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2561, 18:34:29 »



***คำบรรยายต่อเนื่องจากโพสต์ ๗๗***

๗๘. ความรู้ลำดับที่สองที่จะเปลี่ยนชีวิต ก็คือ อารมณ์นามรูป

นามรูปก็คือรูปแห่งนาม ความคิดซึ่งมองเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า ต้องสัมผัสทางใจ เมื่อบุคคลมาเห็นความคิดแล้วนี่ครับ จิตก็เปลี่ยนไปอีกขั้นหนึ่ง ชีวิตก็เปลี่ยนไปอีกระดับหนึ่ง

อารมณ์นามรูปนั้นเป็นอารมณ์ซึ่งจะพลิกชีวิตของบุคคลสามัญเปิดเผยอีกด้านหนึ่ง การที่จะเห็นความคิดได้จะต้องมีการรวบรวมเข้าไปในตัวเอง

ต่างว่าเราดูใจอยู่ คิดไป ๔-๕ เรื่อง ตอนคิดนี่เราลืมตัวนั่นเอง คือเราไม่ได้ดู ลืมๆ ไป คิดไปพักหนึ่ง รู้ตัวขึ้นมา รู้ชัดว่าเมื่อกี้นี้คิด

แต่ว่าอย่าไปสนใจมันว่าคิดเรื่องอะไร

ในเมื่อดูอย่างนี้ถี่ขึ้นๆ บนฐานของการเคลื่อนไหว ร่างกายของเราเคลื่อนไหวหรือยกมือ ก็ดูใจไปอย่างนี้
เหมือนกับทำศึกสงครามเคลื่อนไหวไปแล้วก็ดูใจไป

ทีนี้พอตั้งใจดู มันจะดูถี่ขึ้น คนที่ยังไม่ได้อารมณ์เบื้องต้น จะไม่รู้จักความคิดว่า มันคิดเป็นเรื่องๆ เป็นตอนๆ

ถ้าเราเห็นความขาดตอนลงของความคิดแล้ว นับว่าดีมาก
ถ้าคิดไปหนึ่งขณะแล้วทัน ทันทีทันใดนั้น ได้ที่แล้ว เพราะว่าจะเกิดประสบการณ์ที่สำคัญในชีวิต ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องพูด เพราะว่ามันเป็นเรื่องเฉพาะราย มันจะเกิดเอง คือมันจะประจันหน้ากับความคิดอย่างคาดไม่ถึง

แล้วต่อจากนั้นมันก็จะชำแรกออกไปอีกด้านหนึ่ง เหมือนบุคคลที่อึดอัดในหน้าร้อนใส่เสื้อ ถอดออกแล้วก็โยนออกไป แล้วรู้สึกสัมผัสตัวเองที่โล่งๆ สดๆ

บัดนี้ความคิดไม่มีอิทธิพลที่จะครอบงำ ความคิดแต่ละครั้งไม่อาจสร้างภาวะที่เรียกว่าภพชาตินั่นได้ คนนั้นเป็นผู้เหมือนออกจากเขตหนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

เดี๋ยวนี้เรารู้ว่าเราคิด เราคิดอยู่ในภาวะ ภาวะก็คือความนึกคิดเกี่ยวกับตัวเอง ไปที่ไหนก็ถูกภาวะนั้นครอบอยู่เรื่อย ความคิดนี้แหละมันถักทอขึ้นเป็นภาวะ ความคิดแต่ละครั้ง แต่ละครั้ง จนกระทั่งเรารู้สึกว่า เราเป็นเรา นั่นคือภาวะ คือภพ

ทีนี้พอเราหั่นความคิดออกไป ด้วยกำลังของสตินี้ ในที่สุดมันก็แหวกภพออกมาได้เหมือนลูกสัตว์ที่ออกมาจากรก ออกจากครรภ์แม่

ดั่งสายน้ำไหล : เขมานันทะ
รวบรวมจากคำแนะนำต่อกลุ่มธรรมจาริณี ในรายการภาวนาประจำปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ อาศรมศานติ-ไมตรี นิคมพึ่งตนเองขุนทะเล จ.สุราษฎร์ธานี เน้นกิจภาวนาเป็นหลัก การบรรยายขยายความนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายการ

หมายเหตุ: ตั้งค่า "เห็นโพสต์ก่อน" จะเพิ่มโอกาสเห็นโพสต์เพจได้ต่อเนื่อง
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16859 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2561, 12:41:54 »



"ในการ "ดูความคิด" จะแยกได้อย่างไรว่า
ความคิดนั้นๆ เป็นกิเลสหรือสติ?"

"ในชีวิตประจำวัน ให้เอา "สติ" เฝ้าดู "ความคิด"
เฝ้าดูเฉยๆ อย่างเป็นกลาง
เห็นบ่อยๆ ดูบ่อยๆ คือ การฝึกเจริญสติ
ดูกายที่มันเคลื่อนไหว ดูจิตใจที่มันนึกคิด
จิตคนเราจะสุขหรือทุกข์นั้น ขึ้นกับ "วิธีคิด"
เมื่อความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้นมา
ให้หยุดพิจารณาก่อนว่า
"กิเลสคิด" หรือ "สติคิด" ?

..................................................................

กิเลสคิด เป็นอย่างไร?

"เวลากิเลสคิด...
มักจะเป็นเรื่องอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น
เป็นความคิดที่เหน็ดเหนื่อย เร่าร้อน กระวนกระวายใจ หนักอกหนักใจ คิดไม่เลิก นอนไม่หลับ
คิดข้ามวันข้ามคืน
คือ ถูกครอบงำด้วยโลภะ โทสะ โมหะ"

สติคิดเป็นอย่างไร?

"สติ...เป็นธรรมฝ่ายกุศล เป็นความคิดที่เบาสบาย
มีธรรมะเข้าประกอบ
เป็นความคิดที่ออกจากความโลภ
ความโกรธ ความหลง
ออกจากความพยาบาทเบียดเบียน
เรียกว่า "ดำริชอบ" จิตใจจึงเบา สบาย
เห็นแต่ความไม่เที่ยง บังคับบัญชาไม่ได้
ไม่เป็นตัวตน จึงรู้สึกปล่อยวาง
เหลือแต่หน้าที่ จบง่าย
ความคิดจึงไม่ยาว "

(ฟังธรรม...แล้วนำมาเล่า)
ท่าน อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16860 เมื่อ: 17 พฤษภาคม 2561, 19:02:00 »



คนหลงอยู่ในความคิด !

เพราะความยึดมั่นว่า นี่คือตัวตนของเรา เราเป็นนั่น นั่นของเรา ไปยึดไปถือแบบนี้ ตั้งแต่จำความได้ มันจึงสะสมอัตตา มาตลอดจนถึงปัจจุบัน คนจึงหลง ไหล ไปกับความคิด และอารมภ์ที่ผัสสะมาทางทวารทั้งหก หรืออายตนะ เพื่อตัวกู ของกู

ทั้ง ๆ ที่ มันเป็นเพียงรูป กับ นาม ที่มีเหตุปัจจัยทางธรรมชาติ เมื่อเราสามารถแยกเห็นรูป เห็นนาม จะเห็นความคิด อารมภ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ด้วยสติ เห็นธรรมที่เกิดขึ้น

แต่เรายังต้องใช้ความคิดในการดำรงชีวิต เพราะมีสติ มีธรรม(คำสอนขอวพระพุทธองค์) เป็นตัวช่วย เช่น หิริ โอตัปปะ  จึงทำให้เราสามารถ จะอุเบกขา กระทำแต่สิ่งที่เป็นกุศล  ก่อประโยชน์

เมื่อเราเห็นความคิด เราก็ไม่พลั้งเผลอ หลง ไหล ไปกับมันได้  และคอยดูมันคิดตลอดเวลา เพราะบังคับมันไม่ได้  แต่เราไม่ทำตามมันได้ ด้วยปัญญา และความเมตตา

เราก็สามารถอยู่อย่างไม่ทุกข์(ใจ)ได้  แต่สังคมมันอยู่อยาก พาทุกข์มาให้เสมอ  เราจึงต้องมีสติ ระวังใจ ไม่ให้หลงไปตามความคิดของคนอื่น เพราะเรารู้ความจริงในเรื่องความคิดของคน ว่าคนนั้น หลง ไหล ไปกับความคิด !

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16861 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2561, 13:11:44 »



ปุจฉา "เราเจริญสติไปเพื่ออะไร?"

อ.กำพลวิสัชนา "เราเจริญสติไป ก็เพื่อทำให้เกิด "ปัญญา" ปัญญาทำให้ไปรู้ความเป็นจริงของกายของจิต"

ปุจฉา "ความจริงของกายของจิตคืออะไร?"

อ.กำพลวิสัชนา "ก็คือ เขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์ เขาไม่ใช่ตัวใช่ตน เมื่อรู้แล้วก็อย่าไปยึดถือหมายมั่นเขานะ เมื่อรู้ความจริงแล้ว จิตก็จะค่อยๆปล่อยวาง เพราะไม่ถือมั่น ผลก็คือ ความทุกข์ไม่เกิด ตอบให้ง่ายๆ คือ เราปฏิบัติไปเพื่อพ้นจากความทุกข์เท่านั้นเอง

โดยทั่วไป ปุถุชนชอบนึกคิดปรุงแต่งไปกับอารมณ์ต่างๆ แล้วขาดสติ ไปยึดมั่นถือมั่นว่า "เราเป็นผู้คิด" (หรือกระโจนเข้าไปในความคิด) ทำให้เราเหน็ดเหนื่อย ขาดสติ ขาดปัญญา เมื่อรู้ไม่เท่าทันความคิดปรุงแต่ง ก็เกิดเป็นความทุกข์ ถ้าเรามีสติ เราจะรู้เท่าทันความคิดปรุงแต่งที่เกิดในใจ ความคิดปรุงแต่งก็ดับไปในใจเรา เกิดความรู้สึกโล่งโปร่งเบา สงบ ใจสบาย ไม่มีตัวตน ไม่มีเรามีเขา ไม่มีใครสุขใครทุกข์มีแต่ "ปัญญา"ล้วนๆ

เราจะเข้าถึงสภาวะนี้ได้นั้น วิธีง่ายๆคือ
เปลี่ยนความเคยชิน เปลี่ยนอุปนิสัยเก่าๆให้เป็นแบบใหม่ คือ เปลี่ยนจากการมองออกข้างนอก ให้กลับมาดูใจเรา สังเกตกายใจเราด้วย "สติ" กายใจของเราเป็นอย่างไรให้รู้ต่อเนื่องเข้าไว้ "รักษาจิต" ให้เป็นปกติอย่างต่อเนื่อง บ่อยๆ นานๆ

การดูกายดูจิตแต่ละครั้ง ให้ "รู้เฉยๆ"รู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าโดยไม่ต้องปรุงแต่งความคิดใด ๆทั้งสิ้น การตามดูกายจิตอย่างต่อเนื่องเป็นอุปนิสัยนี้
จะนำพาชีวิตเราออกจาก ความทุกข์ทนหม่นหมอง เร่าร้อน ไปสู่ชีวิตที่สงบเย็น การเจริญสติ จึงเป็นวิธีลัดสั้นไปสู่การดับทุกข์โดยตรงเลยทีเดียว"

ฟังธรรม...แล้วนำมาเล่า
(อ.กำพล ทองบุญนุ่ม)
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16862 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2561, 08:22:35 »



"เส้น ผม บัง ภูเขา"

"การปฏิบัติธรรม คือ การเรียนรู้วิธีการแก้ทุกข์ ทุกข์ทางกาย นั้น คนเรามีสัญชาตญาณเหมือนๆ กัน อย่าว่าแต่มนุษย์เลย สัตว์ก็มีสัญชาตญาณแก้ทุกข์ทางกายด้วยกันทั้งนั้น เวลาหิวก็กิน ง่วงก็หาที่นอน ป่วยไข้ก็หายารักษา อันนี้ไม่ต้องสอนก็ได้ แต่เรื่องของจิต บางครั้งเหมือนเส้นผมบังภูเขา บางทีได้ฟังนิดเดียวเท่านั้น ทำให้เส้นผมนั้นหลุดออกไปได้ ในด้านจิตใจเรา ก็ต้องช่วยใจเราเอง ไม่ให้เป็นทุกข์ บางสถานการณ์ บางคนเป็นทุกข์มาก แต่บางคนเป็นปกติอันนี้ขึ้นกับ "ภูมิจิตภูมิธรรม" ของแต่ละคน

การปฏิบัติธรรมว่าไปแล้ว คือ ก า ร รั ก ษ า จิ ต ใ จ ข อ ง เ ร า ไ ม่ ใ ห้ ทุ ก ข์ ใ น ทุ ก ส ถ า น ก า ร ณ์ ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ใจเราก็ไม่ทุกข์ อันนี้สำคัญมากเลย แม้ว่าร่างกายเราจะพิการเจ็บป่วยอย่างไร ใจก็ไม่เป็นทุกข์ ถ้ าไ ม่ เ ป็ น ทุ ก ข์ ก็ จ บ แ ล้ ว  จ บ... เ รื่ อ ง ข อ ง ชี วิ ต

เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยตนเองไม่ให้เป็นทุกข์ ด้วยการปฏิบัติธรรม ไม่มีใครช่วยเราได้ และเราก็ปฏิบัติแทนใครไม่ได้เหมือนกัน เรื่องของธรรมะ ใครทำใครได้ เป็นเรื่องเฉพาะตน ผมเป็นเพียงแค่ผู้ให้แง่คิด ให้กำลังใจ เพราะหลักธรรมคำสอนในทางพุทธศาสนา สอนให้พึ่งตนเองเป็นหลักการอ้อนวอน ไม่ใช่พุทธศาสน อธิษฐานต่างจากอ้อนวอนนะ

การอธิษฐาน เป็นการตั้งจิตมั่น แน่วแน่ให้บรรลุถึงความปรารถนา อธิษฐานบารมีเป็นสิ่งดี ส่วนการอ้อนวอน บางทีไม่ได้ลงมือทำ แต่ขอให้ได้ ซึ่งไม่ใช่แนวทางของพุทธศาสนา สาระสำคัญมีเรื่องเดียว คือ "เจริญสติ" จะทำให้เราช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องอาศัยศรัทธา ใครปฏิบัติอย่างไม่มีศรัทธา ไปไม่รอด ต้องมีศรัทธาเป็นพื้นฐาน เราเชื่อมั่นสิ่งใด เราต้องขวนขวายหาสิ่งนั้นมาให้ได้

บางคนสงสัย ปฏิบัติแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย ที่จริงเราได้รับผลในขณะที่ปฏิบัติแล้ว เวลากายเคลื่อนไหว...รู้สึก เวลาจิตคิดนึก ให้รู้ว่าคิด ก็ได้ผลแล้วในตัวมันเอง แต่เราไปคาดหวังว่าการได้นั้นต้องถึงที่สุดเลย

อุปมาเหมือนกับเราจะเดินไปซื้อของที่ปากซอย เราต้องเดินหลายก้าวจึงจะถึง เดินก้าวเดียวจะให้ถึงเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นต้องสะสมก้าว แต่ละก้าวๆ ไม่ต้องหวังว่าจะถึงเมื่อไหร่ การถึงก็เกิดขึ้นได้เอง เมื่อเราก้าวเดินไปเรื่อยๆ

ดังนั้นเวลาเราเคลื่อนไหวกายครั้งหนึ่ง
รู้สึกครั้งหนึ่ง ก็ได้แล้ว สะสมไปอย่างนี้ ทำเรื่อยๆ ให้รู้เฉยๆ อย่างนี้ รู้ให้ต่อเนื่อง อย่าลืมรู้ หลงไปเผลอไป ก็รู้ใหม่
อย่างลืมที่จะรู้สึกก็แล้วกัน รู้เท่าที่รู้ได้
การปฏิบัติถ้ารู้อย่างนี้ไปเรื่อยๆ รู้เฉยๆ
ต่อไปจะเข้าถึงฐานของจิตเดิมแท้
คือ รู้ เ ฉ ย ๆ อ ย่ า ง เ ป็ น ป ก ติ

ในการทำความรูสึกตัว
เมื่อรู้สึกตัวแล้ว รู้แล้วก็ผ่านเลย
อ ย่ าไ ป ติ ด ใ น สิ่ ง ที่ รู้
อ ย่ า ไ ป ติ ด ใ น ตั ว รู้
อ ย่ า ไ ป ติ ดใ น สิ่ ง ที่ ถู ก รู้
รู้ สึ ก แ ล้ ว ผ่ า น ไ ป เ ล ย
จิ ต จ ะ ผ่ อ น ค ล า ย
เห็นไหมง่ายนิดเดียว
ที่เราเครียด เป็นทุกข์
ก็เพราะรู้แล้วไม่จบ ชอบสงสัย
วิพากษ์วิจารณ์ หาเหตุหาผล ไม่ยอมให้ผ่านไป จิตจะเครียด ยิ่งหาเหตุหาผลเอาถูกเอาผิดแล้วล่ะก็ ยิ่งปรุงแต่ง ไม่ผ่านไปซะที เรารู้อะไรก็ผ่านไปเลย อย่าไปติดในสิ่งที่รู้ จิตก็จะผ่อนคลาย

แล้วเราจะรู้สึกตัวไปทำไม?
ก็รู้เพื่อป้องกันความหลง
เพราะทุกครั้งที่รู้สึก
ความหลงก็จะหายไป
ถ้าไม่รู้สึกตัว ความหลงก็เข้ามาแทรก
สองสภาวะนี้เกิดพร้อมกันไม่ได้
ถ้ารู้ต่อเนื่องไปนานๆ จิตจะตื่น
ก็จะเข้าถึงความรู้สึกตัวได้"

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม ชมรมเพื่อนคุณธรรม
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16863 เมื่อ: 01 มิถุนายน 2561, 08:53:25 »



สวัสดี ทุกท่านครับ

วิสาขะบูชา ที่ผ่านมา ไม่ได้ไปทำบุญที่วัด เพราะก่อนหน้านั้น ต้องช่วยงานฌาปนกิจ ถึง ๒ ศพ ตลอดอาทิตย์ และยังเพิ่งเดินทางกลับจากการทำงานที่นครศรีธรรมราช มันเหนื่อยจนร่างกายมันฟ้อง ว่าไม่ไหวแล้ว

แต่ได้สวดมนต์ บทธัมมจักรฯ อนันตลักษณฯ และอาทิตยสูตร ที่พระพุทธองค์ทรงใช้สอนเหล่า ปัญจวัคคีย์ และเหล่าปริพาชกฯ  จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ที่บ้านแทน เพื่อทบทวนตนเอง

วันพุธที่ผ่านมาเป็นวันที่ร่างกายมันฟ้องมาก ยกขาขวาก้าวเดินลำบากมาก กล้ามเนื้อขาขวาลีบ

เป็นสัญญาณ ที่ไม่ดีต้องหาสาเหตุให้พบและแก้ที่สาเหตุการเกิด ที่เฝ้าดูอาการมา สามปี แล้ว ขาขวามันเล็กลง ๆ ที่ละน้อยจนมีผลกระทบกับชีวิตประจำวันแล้ว

อาทิตย์หน้า จะไปทำ MRI พบคุณหมอ ที่สถาบันปราสาทวิทยา กระทรวงสาธารณสุข  ที่พี่ชาย คุณหมอกิตติศักดิ์  จะประสานให้  ก็ขอขอบคุณพี่ชาย  ที่ยังเป็นห่วง  มากครับ

การออกกำลังกาย  อาหาร นอนหัวเข้า ฝึกสติ  เหตุปัจจัยอะไรที่จะต้องทำเพื่อรูป-นาม ก็ได้ทำเกือบครบหมดแล้ว เหลือแต่กรรมเก่าที่เคยกระทำ ทั้งที่รู้ และไม่รู้ ที่ต้องชดใช้ให้หมดในชาตินี้  ก็ชดใช้ด้วยการกระทำความดี อยู่ในศีล ในธรรม มีสติ ใช้ปัญญา ในการดำรงชีวิต จนกว่าจะตาย และสร้างกุศล-บารมี

อะไร? จะเกิดก็ยอมรับความจริงอันนั้น เพราะหนีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่พ้น

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16864 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2561, 09:35:05 »



ยิ่งมีหลายโรค รุมที่กาย

จิตมันก็ยิ่งแสดงตัวตนชัดเจนขึ้น เพราะมันไม่ต้องการจากไป
จิตนั้น ไม่ใช่สัตว์ ไม่ัใช่บุคคล(ไม่มีตัวกู ของกู) ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา  มันเป็นธรรมชาติ คู่กับโลก

ดังนั้น มันไม่สมควรที่จะไปยึดว่า เป็น ตัวกู  ของกู เลย มันเป็นเพียงธาตุรู้ ที่มาอาศัยกาย ตามเหตุ-ปัจจัย เท่านั้นเอง

เราจึงมีหน้าที่ คอยดูมัน อยู่กับมัน จะทำตามมันในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นกุศล เท่านั้น เพราะเรายังต้องมีชีวิต ยังต้องอยู่ในสังคม  มันยังไม่ตายจากโลกนี้ไป จึงต้องอยู่กับความคิด แต่ไม่เป็นธาตุมัน

ความคิดก็คือ จิตอย่างหนึ่ง มันเป็นการแสดงของจิต

การคิดจะเกิดคู่กับการผัสสะทางอายตนะ รวมทั้งเจตสิก มันเกิดคู่กัน  เราอย่าไปหลง อย่าไปไหลกัยมัน รู้เฉย ๆ นี่ละเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16865 เมื่อ: 02 มิถุนายน 2561, 16:06:16 »



ธรรมะจากชีวิต วันหนึ่งคืนหนึ่ง ตอน ดวงตาเห็นธรรม ภาค ๕

"จิตกับความคิด เป็นส่วนของนามธรรม ทำงานกันโดยธรรมชาติของมันอย่างนั้น เมื่อก่อนเราคิดว่า นี่คือตัวตนของเรา แต่ถ้าเราสามารถแยกได้ว่า ความคิดคือความคิด จิตคือจิต เราก็จะรู้ว่า จิตเดิมนี่มันเป็นปกติ มันเป็นตัวชีวิตจิตใจ คือ ตัวที่แท้จริงของความบริสุทธิ์ของชีวิตคน แก่นของชีวิต คือ จิตใจ จะเรียกว่า ชีวิตจิตใจก็ได้ เป็นเรื่องของธรรมชาติระหว่างจิตกับความคิด มันทำงานกันตามกระแสธรรมชาติ เมื่อเรารู้ทันว่า มันเป็นอาการของธรรมชาติ จิตมันก็ถอนความยึดมั่นถือมั่น แต่ก่อนจิตมันหลง มันจึงถอนความยึดมั่นถือมั่น เมื่อสัมผัสความจริงตรงนี้ได้ มันจึงถอนอัตตาได้

เห็นกระบวนการ จิตมันวางของมันเองเลย ไม่ต้องไปทำอะไร มันวางเมื่อเห็นกระบวนการของจิตมันทำงานอย่างนั้น พอวางไปได้ สังเกตใจเรามันจะเบา ทุกข์ที่มีอยู่เต็มร้อยมันก็จะค่อยๆ ลดลงไป ลดลงไปตามลำดับของมัน เพราะเราไม่ได้ไปเติมเชื้อมัน เหมือนอย่างเราตั้งกาน้ำไว้บนเตา น้ำมันเดือด ต้องการจะให้น้ำนั้นมันเย็นและดื่มได้ ก็ต้องยกกาน้ำลงมาตั้งไว้ข้างล่าง แล้วน้ำนั้นมันก็จะค่อยๆ เย็นลงไปช้าๆ เราไม่สามารถให้มันเย็นทันทีไม่ได้ เมื่อความร้อนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ความเย็นก็ปรากฏ มันก็เหมือนกับที่เราปฏิบัตินั่นแหละ

พอเราเจริญสติ เราปฏิบัติแล้วนี่ ความทุกข์มันก็ค่อยๆ ลดลงไป พอทุกข์มันจางคลายลงไป มันจะหมดเมื่อไหร่ เราก็ไม่ได้ไปสนใจ แต่รู้ว่าทางนี้ มันทำให้ทุกข์ลดลงไปได้ พอถึงตรงนี้ ลำดับการปฏิบัติมันก็จะหมดคำพูดอยู่เพียงแค่นี้ เกี่ยวกับเรื่องการเจริญสติ พูดถึงการปฏิบัติธรรมนี่ ผมคิดว่า ถ้าทุกข์มันลดลงนี่ก็ใช้ได้แล้ว มันจะไม่เห็นการสิ้นทุกข์หรือพ้นทุกข์ในขณะปัจจุบัน แต่ทุกข์มันเริ่มลดลง เพียงแต่เราเริ่มต้นจากการเจริญสติ กรรมฐานทั้งหลายที่ถูกต้อง

เริ่มต้นจากการเจริญสติ รู้กายรู้ใจทั้งนั้น แล้วจะปล่อยวางในบั้นปลาย การเจริญสติรู้กายรู้จิตไปเรื่อยๆ ทำให้จิตตื่น พอจิตตื่นมันก็จะเกิดปัญญา ทำให้เรารู้เรื่องกายเรื่องจิตว่ามันมีธรรมดาไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่มีตัวมีตนอยู่จริง อันนี้เรียกว่า เรารู้ความจริงของมัน ทำให้เราถอนความยึดมั่นถือมั่นกายจิตว่าเป็นตัวตนของเราได้นะ ถ้ารู้ความจริงเราก็จะเลิกยึดมั่น มันถอนเพราะเห็นว่ามันมีแต่ทุกข์มีแต่โทษ มีแต่ของมายา หลอกลวง และปล่อยวางมันได้

อันนี้เป็นปัญญาในทางพุทธศาสนา สติเมื่อเจริญมากๆ มันจะกลายเป็นปัญญา เป็นปัญญาในทางพุทธศาสนา คือ ปัญญาที่ทำให้พ้นทุกข์ได้ เป็นปัญญาที่เกิดจากการภาวนา ปฏิบัติ ไม่ใช่ปัญญาจากการคิดนึก ใครปฏิบัติอย่างนี้ก็ต้องเห็นอย่างนี้แหละ ถ้าปฏิบัติจริงมันก็พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน ผลของการปฏิบัติ เราจะสังเกตได้ว่า ถ้าเราปฏิบัติได้ถูกทาง มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ ถ้าปฏิบัติแล้วยิ่งทุกข์หรือเหมือนเดิมนี่แสดงว่ายังไม่ถูกทาง มันจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี คือทุกข์จะลดลง อย่างของผม มันเปลี่ยนจาก จิตที่เราเคยเป็นทุกข์มากๆ กลายมาเป็นทุกข์น้อยลง

จิตที่เคยเป็นทุกข์มากเมื่อทุกข์ลดลง มันเบาลงไป มีความสบาย เบากายเบาใจ แต่เปลี่ยนแค่จิตใจนะ แต่ร่างกายมันก็ยังพิการเหมือนเดิม แต่ใจมันเปลี่ยนไป ทุกข์ทางร่างกายไม่ได้ลดลง เพียงแต่เรารู้สึกมันเบาๆ เพราะความยึดมั่นถือมั่นในกายนี่มันถูกวางไปเลย มันไม่สนใจกายเท่ากับสนใจเรื่องของจิตแท้ ๆ มันเป็นชีวิตใหม่ได้เลย จะว่าไปแล้ว การเปลี่ยนชีวิตใหม่ มันเริ่มตั้งแต่เห็นจิตคิดแล้ว

พอเห็นจิตคิด...ชีวิตมันก็เริ่มเปลี่ยน มันพลิกชีวิตใหม่เลยนะ มันเกิดเป็นชีวิตใหม่ทันทีได้ในขณะนั้น ขณะที่เห็นจิตมันคิด อย่างน้อยเราก็เบาลงไป จากทุกข์มากเป็นทุกข์น้อยลง มันวางภาระลงไปได้เยอะ เหมือนเราแบกของหนักมาแล้ววางลงไป มันมีความเหนื่อยบ้าง แต่มันก็ไหลเทไปในทางที่มันจะหายเหนื่อย ทุกข์มากก็เป็นทุกข์ลดลง มันมั่นใจในการใช้ชีวิต มันมั่นใจจนสามารถที่จะรับรองตัวเองได้ว่า เราจะไม่กลับไปเป็นทุกข์เหมือนเดิมอีกแล้ว”

อ.กำพล ทองบุญนุ่ม ชมรมเพื่อนคุณธรรม
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16866 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2561, 12:01:54 »



พบสุขที่ใจ

ใคร ๆ ก็ปรารถนาความสุข ดังนั้นจึงดิ้นรนไขว่คว้าหาความสุขไม่หยุดหย่อน แต่คนจำนวนไม่น้อยกลับหาความสุขไม่พบ ซ้ำยังเต็มไปด้วยความทุกข์  ไม่ใช่ทุกข์ที่จับพลัดจับผลูเข้ามาในชีวิตเท่านั้น  บ่อยครั้งเป็นทุกข์ที่เกิดจากการแสวงหความสุข  ซึ่งมีทั้งความผิดหวังเพราะไม่ได้อย่างที่คิด  หรือเพราะได้ไม่มากพอ   ใช่แต่เท่านั้นแม้ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ก็ยังทุกข์เพราะเหนื่อยในการรักษา และกังวลว่าจะถูกใครแย่งชิงไป   สุดท้ายเมื่อเสียมันไปก็ทุกข์อีก เศร้าโศกเสียใจ อาลัยอาวรณ์ และคับแค้น

นี้คือชะตากรรมของผู้คนจำนวนไม่น้อย  ยิ่งแสวงหาสุข กลับพบทุกข์ ทั้งนี้ก็เพราะสุขที่ผู้คนแสวงหานั้น เป็นสุขที่อยู่นอกตัว  ต้องอาศัยการแก่งแย่งแข่งขันกับผู้อื่น อีกทั้งไม่สามารถให้ความพอใจได้อย่างแท้จริง เสพไปนาน ๆ ก็รู้สึกเบื่อ อยากได้ใหม่หรือมากกว่าเดิม  แม้บางครั้งดูเหมือนสมหวัง แต่ก็เป็นสุขชั่วคราว ตามมาด้วยทุกข์ทียาวนาน
 
หากหวังความสุขจากทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศ ความสำเร็จ ก็ไม่มีวันพบสุขอย่างแท้จริง  แม้แวดล้อมด้วยบริษัทบริวารที่สนองและปรนเปรอทุกสิ่งสรรพ อยู่ในคฤหาสน์อันโอฬาร หรือสถานที่อันงามวิจิตร ก็ยากที่จะพึงพอใจในชีวิตได้  เพราะสุขที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่อยู่ในใจเราต่างหาก

ใจที่มองเป็น เห็นถูก  มีเมตตา เข้าใจความจริงของชีวิต และรู้จักปล่อยวาง คือใจที่เปี่ยมสุข    สุขจึงมิใช่สิ่งที่ต้องดิ้นรนแสวงหาจากที่ใด หากวางใจให้เป็น ก็พบสุขได้ทันที  ดังนั้นแทนที่จะมองออกไปนอกตัว  ควรหันกลับมาที่ใจของตน ปรับจิตรักษาใจให้ดี ก็จะพบความสุข ดังพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “จิตที่ฝึกไว้ดีแล้วนำสุขมาให้”

หลวงพ่อไพศาล วิสาโล
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16867 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2561, 18:12:28 »



Ariya Jutanugan
จากที่นำที่สองถึง 7 strok คือนำที่ -16 สุดท้ายจบลงที่ ต้อง play off หาผู้ชนะ ที่ -11 จากจิตที่ตกต่ำ กลับมาชนะได้นั้น ต้องเอาชนะจิตตนเองจริง ๆ ถ้าไม่ได้ฝึกมาอย่างดี คงไม่สาทารถกลับมาได้

อย่างซารา ที่อยู่ที่สอง ก่อนออกรอบ วันสุดท้าย ตีออกทะเลเพราะคิดมาก ควบคุมจิตไม่ได้ จึงไกลจากดวงดาว

นีาละจิตมนุษย์ ที่หลงไปกับความคิด

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16868 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2561, 18:17:26 »



ผมในฐานะ เพื่อนนักกอล์ฟอาชีพ ขอแสดงความยินดีกับ โปร.เอริยา  ที่สามารถชนะ US Women's Open 2018 ได้ มันเป็นเกียรติยศของประเทศไทยครับ

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16869 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2561, 07:21:18 »



Patty
นักเรียนไทยใน UCLA ผู้ซึ่งเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่น
Qualify ตั้งแต่รอบแรกคัดเลือก จนได้สิทธิ เข้ามาแข่งขัน US. Women's Open 2018 และจบที่ -2 ได้อันดับ 5

มีอนาคตแน่นอน ใน LPGA

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16870 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2561, 07:33:41 »



ข้อคิด..."ชีวิตทวนกระแส"

"ในทางพระพุทธศาสนา "การปฏิบัติธรรม"ก็เป็นเรื่อง"ทวนกระแส"อยู่ไม่น้อย การดำเนินชีวิตตามแบบพุทธนั้นเป็นชีวิตที่"ทวนกระแส" พระพุทธเจ้าตั้งพระพุทธศาสนาขึ้นทวนกระแสสังคมสมัยนั้น ซึ่งพระองค์ทรงเห็นว่าไม่ถูกต้อง อย่างที่เราเห็นชัดๆ เช่น กระแสความเชื่อและการปฏิบัติในเรื่อง"วรรณะ" การยึดถือชาติกำเนิดเป็นตัวกำหนดถึงความสูงต่ำของมนุษย์ กระแสการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องการบวงสรวงอ้อนวอนเทพเจ้า ให้ดลบันดาลอะไรต่างๆ หรือการหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีการบูชายัญและพิธีกรรมต่างๆ ที่ประดิษฐ์ปรุงแต่งขึ้นมาเพื่ออ้อนวอนเทพเจ้า สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าได้ประสบแต่พระองค์ไม่เห็นด้วย จึงทรงมาแนะนำสั่งสอนประชาชนใหม่ และได้ตั้งคณะสงฆ์ขึ้นทำการชักชวนประชาชนให้ดำเนินชีวิต ซึ่งถือได้ว่า"ทวนกระแส"ในสมัยนั้น

การเป็นพระเป็นการทวนกระแสโดยภาวะเลยทีเดียว อย่างเช่นคนในโลกทั่วไปตกอยู่ในกระแสที่ท่านเรียกว่า"กาม" คือ ความหลงระเริงเพลิดเพลินติดใจอยู่ใน..รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และสิ่งที่ทำให้ชื่นชม สบายใจถูกใจ มุ่งแต่จะเสพรสของอารมณ์ที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น คนเรามุ่งดำเนินชีวิต ทำกิจกรรมต่างๆ ทำความเพียรพยายามต่างๆ เพื่อหาสิ่งที่จะมาปรนเปรอบำรุงบำเรอ..ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของตน พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าการกระทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เพราะทำให้มนุษย์มัวเมาและเป็นทาสของวัตถุ ไม่พัฒนาตนเอง และขัดขวางปิดบังการที่จะเข้าถึงสิ่งที่ดีงามที่สูงขึ้นไป

เมื่อมัวแต่ต้องหาสิ่งต่างๆ ที่เป็นวัตถุภายนอกคือ..รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น มาบำเรอตา หู จมูก ลิ้นของตน เราจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อได้รับสิ่งเหล่านี้ ความสุขของเราขึ้นต่อสิ่งเหล่านี้ เราก็ตกเป็นทาสของวัตถุ ชีวิตของคนในแง่ส่วนตัวก็ไม่เป็นอิสระ

และในแง่สังคม เมื่อแต่ละคนมุ่งแต่หาสิ่งที่มาบำเรอตา หู จมูก ลิ้นของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อจะมีความสุขให้เต็มที่ที่สุด ก็ทำให้ต้องเบียดเบียนกัน เพราะวัตถุมีจำกัด การเบียดเบียนแย่งชิงกัน ครอบงำกัน ข่มเหงกันก็เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม วัตถุก็มีความจำเป็น โดยเฉพาะในแง่ปัจจัย ๔ สำหรับเลี้ยงชีวิต แต่เราต้องแยกให้ได้ว่า ในส่วนที่เป็นปัจจัยของชีวิตนั้นแค่ไหน และในส่วนที่เป็นเครื่องบำรุงบำเรอนั้นแค่ไหน มนุษย์เราจะมีทางมีความสุขหรือพบสิ่งที่ดีงามนอกเหนือจากนั้นไหม พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์สามารถหาความสุขที่ประณีตกว่าการบำเรอ..ตา หู จมูก ลิ้น กาย ความสุขแบบนั้น ท่านเรียกว่าเป็นความสุขที่ประณีตขึ้น ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ "เป็นอิสระ" มนุษย์มีความสุขได้โดยลำพังตัวเองในใจและไม่ต้องขึ้นต่อวัตถุภายนอก หมายความว่า แม้วัตถุภายนอกนั้นไม่มีอยู่ เราก็มีความสุขได้ ข้อสำคัญก็คือมันเป็นความสุขพื้นฐานที่จะทำให้การแสวงหา หรือการเสพความสุขภายนอกเป็นไปอย่างพอดี อยู่ในขอบเขตที่สมดุล ทำให้มีความสุขแท้จริง และไม่เบียดเบียนกันในทางสังคม

ชีวิตทวนกระแส
ต้องมีความสุขและอิสรภาพเป็นฐาน

คนที่ทำจิตใจตัวเองให้มีความสุขได้ มีความสุขที่ท่านเรียกว่าทางจิตและทางปัญญา สามารถมีความสงบในใจของตนเองและมีความสุขได้ อย่างที่เรียกว่ามีสมาธิ หรือมีความสุขจากการรู้เท่าทันเข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลาย เป็นความสุขทางปัญญาเนื่องจากเห็นแจ้งความจริง เป็นความปลอดโปร่งโล่ง ไม่มีความติดขัดบีบคั้นใจ อันนี้เป็นความสุขภายในของบุคคล ถ้าคนมีความสุขประเภทนี้เป็นรากฐานอยู่ภายในตนเองแล้ว การหาความสุขทางวัตถุมาบำเรอ..ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะมีขอบเขต ท่านเรียกว่า..รู้จักประมาณ

ถ้าเรามีความสุขข้างในแล้ว ความสุขที่ได้ข้างนอกก็เป็นความสุขที่เติมเข้ามา เป็นของแถม หรือกำไรพิเศษ และอิ่มอยู่เสมอ แต่ถ้าเราไม่มีความสุขในจิตใจ มีใจเร่าร้อน กระวนกระวาย หรือมีความเบื่อ มีความเครียด มีปัญหาอยู่ภายในใจของตนเองแล้ว พอหาวัตถุมาบำเรอตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะต้องมีปัญหาต่อไปอีกคือ (๑) ไม่สามารถมีความสุขได้เต็มที่ (๒) เมื่อทำโดยมีปมปัญหาในใจ ก็ทำอย่างไม่พอดี ทั้งทำให้เกิดปัญหาวุ่นวาย และตัวเองก็ไม่ได้ความสุขจากภายนอกเต็มที่ด้วย และประการสำคัญก็คือ พอทำอะไรออกมาเพื่อหาความสุขเหล่านั้น ก็ทำให้เกิดการปะทะ กระทบซึ่งกันและกัน ก็เลยกลายเป็นปัญหาสังคมขยายบานปลายออกไป

เป็นอันว่า ประการที่หนึ่ง มนุษย์ไม่จำเป็นต้องขึ้นต่อวัตถุภายนอกอย่างเดียว เราสามารถมีอิสรภาพของตนเองที่จะมีความสุขภายใน ประการที่สอง ความสุขภายในทางจิตใจและทางปัญญา กลับมาเป็นฐานที่จะทำให้ความสุขภายนอกที่มนุษย์แสวงหานั้นเป็นความสุขที่เต็มอิ่มในส่วนชีวิตของตน และไม่เกิดโทษในการเบียดเบียนกันในสังคมด้วย พระพุทธเจ้าก็จึงสอนให้มนุษย์มีดุลยภาพในเรื่องของความสุข

ความสุขทางด้านวัตถุที่บำรุงบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ด้วยการเสพหรือบริโภคนั้น ท่านไม่ได้ปฏิเสธ ท่านยอมรับว่ามนุษย์ต้องอาศัยวัตถุภายนอก แต่พร้อมกันนั้นมนุษย์ก็จะต้องมีความสุขทางจิตใจและทางปัญญาเป็นฐาน การขึ้นต่อวัตถุหรือสิ่งภายนอกจะได้น้อยลง มนุษย์จะได้อยู่อย่างมีอิสรภาพมากขึ้น พอมนุษย์มีความสุขในตนเองได้ เขาก็ไม่ต้องอาศัยวัตถุภายนอกในการที่จะมีความสุขเสมอไป ทำให้ไม่เป็นทาสของวัตถุภายนอก จึงเป็นเรื่องของมนุษย์ที่จะต้องพัฒนาตนเอง การที่จะมีความสุขซึ่งเป็นรากฐานทางจิตใจและทางปัญญาได้ มนุษย์จะต้องพัฒนาตนเองขึ้นไป เมื่อพัฒนาตนเองขึ้นไปแล้ว เขาก็จะมี "ดุลยภาพในชีวิต" มีความสุขที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์ เพราะครบทุกด้านหรือครบทุกระดับมาดึงมาดุลและเสริมเติมแก่กัน"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ เรื่อง "ข้อคิด ชีวิตทวนกระแส"
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16871 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2561, 08:33:01 »



ทำจิตอย่างไรจึงไกลทุกข์

ไม่ว่าเราจะพยายามเพียงใด ก็หนีทุกข์ไม่พ้น  ทุกข์นั้นมีสองอย่าง คือ ทุกข์กาย กับ ทุกข์ใจ   ทุกข์กายนั้นมักจะเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ดินฟ้าอากาศ เชื้อโรค สารพิษ อุบัติเหตุ รวมทั้งคนที่มุ่งร้าย  ส่วนทุกข์ใจนั้น แม้มีปัจจัยภายนอกมาเกี่ยวข้อง แต่สาเหตุหลักนั้นอยู่ที่ใจของเราเอง  เช่น มองลบ คิดร้าย ผูกใจเจ็บ และเมื่อสาวไปให้ถึงที่สุด ก็จะพบว่า เกิดจากความเห็นผิดในตัวกูของกู

เมื่อมีความทุกข์ใจ คนส่วนใหญ่มักจะโทษปัจจัยภายนอก  มองไม่เห็นสาเหตุที่ใจของตน  ดังนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไร  ใจก็ยังเป็นทุกข์อยู่นั่นเอง  ต่อเมื่อตระหนักว่าตัวการที่แท้นั้นอยู่ที่ภายใน มิใช่ภายนอก  การทำใจให้กลับมาเป็นปกติจึงจะเกิดขึ้นได้

ใจจะเป็นอิสระจากทุกข์อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อละความเห็นผิดในตัวกูของกูได้อย่างสิ้นเชิง   แต่ในขณะที่ยังละความเห็นผิดดังกล่าวไม่ได้  อีกทั้งยังลดไม่ได้มาก  ทุกข์ใจก็ยังบรรเทาได้ ด้วยการรู้จักวางใจอย่างถูกต้องจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีสติรู้ทันอาการของใจเมื่อเกิดทุกข์หรือมีเหตุร้ายมากระทบ  แม้เหตุร้ายยังแก้ไขไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ซ้ำเติมตัวเอง ด้วยการรักษาใจให้เป็นปกติ

ผู้คนยุคนี้มีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น  ทุกข์กายมีน้อยลง  แต่ทุกข์ใจกลับเพิ่มมากขึ้น จนผู้คนมากมายหันไปพึ่งยาและวัตถุสิ่งเสพ  สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเรามองข้ามจิตใจของตน ไม่เห็นความสำคัญของการฝึกจิตรักษาใจ  แต่ในระยะยาวแล้วเราทุกคนก็หนีความทุกข์กายไม่พ้น โดยเฉพาะเมื่อร่างกายแก่ชรา หรือล้มป่วย  ถึงตอนนั้นหากไม่รู้จักรักษาใจ ก็จะยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้น   จะว่าไปแล้ว กายนั้นมีแต่จะทุกข์มากขึ้น ส่วนใจนั้นสามารถเป็นอิสระจากความทุกข์ได้ หากเราหมั่นฝึกจิตรักษาใจ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ปล่อยวางความทุกข์ได้อย่างรวดเร็ว ปัญญาที่เกิดขึ้นยังช่วยให้ละวางความเห็นผิดในตัวกูของกูได้ในที่สุด จนทุกข์ไม่อาจย่ำยีบีฑาได้อีกต่อไป

พระไพศาล วิสาโล
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16872 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2561, 08:35:13 »



ทุกสิ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และดับไปเป็นธรรมดา!

ทุกท่านจงมองเห็นด้วยปัญญา หรือเห็นความคิด-อารมณ์ ที่เกิดธาตุรู้ หรือวิญญาณธาตุ(ธาตุรู้ทั้งหก จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ) ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะของอายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ผัสสะ กับอายตนะภานนอก(รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธัมมารมภ์)
เมื่อท่านรู้ด้วยสติ เห็นด้วยสติ ถ้าท่านละความเป็นตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีของเรา ไม่มีของเขา หรือตัวกู ของกู ลงได้ ธาตุรู้นั้นมันก็ดับไปเป็นธรรมดา ของมันเอง วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา เมื่อท่านตื่น หรือฝัน(คิด) มันเป็นธรรมชาติของโลก เพราะท่านมีอายตนะ ท่านมีธาตุรู้(วิญญาณธาตุ)

ดังนั้น เมื่อมีเหตุ-ปัจจัยในการเกิด มันก็เกิด ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น

แต่ถ้าท่านไม่เห็นความคิด-อารมณ์ ที่เกิดขึ้นจากการผัสสะของอายตนะ และท่านก็หลง ไหลไปกับความคิด ความฝัน อารมณ์ที่มากระทบนั้น เพราะท่านหลงเข้าไปเป็น มีตัวกู ของกู นี่ตัวเรา ของเรา มันจึงไปเสวยเวทนา (เข้าไปเป็น) มันจึงเกิดการชอบ ไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ เฉย ๆ อันไหนชอบก็อยากได้อีกเสมอ อันไหนไม่ชอบ ไม่พอใจ ก็ไม่อยากประสพอีก
ธรรมชาติ มันเป็นอย่างนี้
ดังนั้น ท่านต้องหมั่น ฝึกสติ ให้เห็นความจริงในรูป-นาม ในธรรม ที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับธาตุรู้นั้น เป็นธรรมะ ทั้งหมด
มันเกิดขึ้นเป็นธรรมดามีเหตุ-ปัจจัยเกิด และดับไปเป็นธรรมดาเมื่อเหตุ-ปัจจัยดับเพราะไม่มีตัวกู ของกู อุเบกขามันก็เกิดเอง

อย่าไปภาวนา เพียงแค่ว่ามันสงบดี เท่ดี
แต่จงภาวนา ให้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตลอดเวลา ท่านสามารถทำได้
หรือลองเข้ากรรมฐาน ขังตนเองอยู่แต่ในห้อง ท่านจะเห็นจิตมันพิโรธ แสดงตน ออกมาให้ท่านเห็น  แต่ท่านต้องไม่หลงไปกับจิตนั้น ท่านต้องมีสติที่แข็ง คอยดูมัน แต่ท่านต้องไม่ทดลองคนเดียว ต้องมีครู อาจารย์ คอยควบคุม สอบอารมณ์ ไม่ให้หลง-ไหล ไปกับจิต จนเกิดวิปัสสนู กิเลสได้

สาธุ สาธุ สาธุ
สวัสดีครับ
      บันทึกการเข้า
khesorn mueller
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2527
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 71,152

« ตอบ #16873 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2561, 19:39:05 »



พี่ท่าน,
พี่บอกไว้ว่าจะไปตรวจ MRIสัปดาห์นี้?
ผลเป็นยังไงบ้างคะ?
รู้สึกเป็นห่วงค่ะ เพราะพี่สิงห์เป็นคนออกกำลัง
น่าจะเดินมาก มีกล้ามมีเนื้อ จะว่าเพราะอาหาร
ที่พี่รับประทานก็ไม่น่าจะใช่กะการลีบ ไร้เรี่ยวแรง
ตรวจทางneuroจึงน่าจะได้ความอะไรใหม่ๆคะ

เพื่อนแฟนหนิงเค้าเพิ่งเสียชีวิตไป สาเหตุไม่รู้อยู่นาน
จู่ๆกล้ามขาไม่ทำงาน สมองสั่งขาให้ก้าวเท้าเดินไม่ได้
เริ่มจากการต้องใช้ไม้ค้ำ ไม้เท้า ลามไปจนไร้แรงที่จะเดิน
นั่งรถเข็น จนนอนติดเตียง เดินไม่ได้คะ...กว่าจะวินิจฉัย
จนทราบว่าเป็นAmyotrophe Lateralsklerose (ALS)
วิ่งตรวจหลายหมอคะแต่ทรุดเร็ว-ไปเร็วมากๆ ตกใจกันทั้งรุ่น
เพราะเค้าสูงใหญ่ ออกกำลัง มีเนื้อมีนวล จู่ๆบอก
ขาชา เดินลำบาก สมองสั่งการให้ขาเดินขาไม่เดิน..อะไรทำนองนี้

ดูภาพนักกอล์ฟที่พี่แปะล้วนกล้ามขาแข็งแรง
พี่ก็โปรคนนึง ขออย่าให้มีอะไรที่ร้ายแรงคะ
แบ่งกล้ามแบ่งไขมันให้พี่ท่านได้...หนูไม่รีรอค่ะ!
หนูไปออกกำลังว่ายน้ำ3000 กว่าเมตร x 2ครั้งในสัปดาห์
สร้างกล้ามสร้างเนื้อแข็งแรงเนื้อแน่นตัน แหล่งพลังงาน
ทั้งนั้นคะ ถึงทราบว่าคนออกกำลังจะดูมีพลานามัยค่ะ
ไม่ใช่ผอมเหี่ยวลีบแน่ๆ...
      บันทึกการเข้า


Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,552

« ตอบ #16874 เมื่อ: 09 มิถุนายน 2561, 11:43:36 »



สวัสดีค่ะ คุณน้องหนุ๋งหนิ๋ง ที่รัก

ขอบคุณมาก

พี่สิงห์ ไปตรวจ MRI ที่สถาบันประสาท เมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมา และจะไปรับฟังผลตรวจ MRI และ X-Ray วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน ค่ะ จึงยังไม่ทรายผล ในตอนนี้

ตอนนี้ก็พยายาม ขี่จักรยานสร้างกล้ามเนื้อขวา มันก็ดีขึ้นมามาก แต่ คุณหมอ พยาบาล เขามองออกว่ากล้ามเนื้อขวา มันลีบ เล็กกว่าข้างซ้าย จริง

ยังต้องรอต่อไป ค่ะ  แต่ยังใช้ชีวิตปกติ
ยอมรับสภาพได้ทั้งนั้น  ปล่อยให้คุณหมอรักษาอาการทางกายไป

เรารักษาจิตของเราให้เป็นปกติ เป็นพอแล้ว ไม่ทุกข์ไปกับมัน มันเป็นเรื่องของกรรมเก่า ที่เราไม่รู้ เราระวังของเราพอใช้ได้แล้ว แต่มันยังไม่พอ

เธอเป็นอย่างไร? บ้าง ดูแลร่างกายด้วย

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
  หน้า: 1 ... 673 674 [675] 676 677   ขึ้นบน
  
กระโดดไป:  

     

ทำไมหอพักนิสิตจุฬาจึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์            " ไม่ได้เป็นแค่หอให้นอนพัก  แต่เป็นบ้านอบอุ่นรักให้อาศัย  ไม่เป็นแค่ที่ซุกหัวยามหลบภัย  แต่สร้างใจให้เข้มแข็งแกร่งการงาน"  <))))><