24 กันยายน 2561, 12:28:36
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: 1 ... 676 677 [678]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: คุย กับ คุณมานพ กลับดี อดีตประธานชมรม ๓ สมัย  (อ่าน 1790343 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,570

« ตอบ #16925 เมื่อ: 13 กันยายน 2561, 08:19:23 »

“รู้” ตรงข้ามกับ “หลง”   เมื่อใดที่เราหลง ปัญหาและความทุกข์ก็มักจะตามมา  เราไม่เพียงแต่หลงทางหรือหลงเชื่อคนอื่นเท่านั้น  ที่สำคัญและเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็คือ “หลงความคิด”  และ“หลงอารมณ์”  ซึ่งทำให้เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว จนพลั้งเผลอหรือผิดพลาด เช่น  พูดร้าย หรือทำร้ายผู้อื่น  กระทั่งทำร้ายตนเอง  แม้ไม่ถึงขั้นนั้น แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้นก็คือ จมอยู่ในความทุกข์ เพราะจิตหลงเข้าไปในอดีตอันเจ็บปวด หรือติดอยู่ในภาพอนาคตที่ปรุงแต่งในทางลบ จนเกิดความเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์  โกรธแค้น ขุ่นมัว หรือไม่ก็วิตกกังวล หนักอกหนักใจ

เพียงแค่กลับมารู้สึกตัว หรือรู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เผลอพลัดเข้าไปเท่านั้น จิตก็จะกลับมาเป็นปกติสุข หลุดพ้นจากอารมณ์เหล่านั้นได้  ทุกวันสามารถเป็นวันแห่งความสดชื่นเบิกบานได้ หากเรามีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีสติช่วยเตือนใจให้รู้ทัน ไม่หลงเข้าไปในความคิดและอารมณ์เหล่านั้นจนหมดเนื้อหมดตัว

ทุกท่านสามารถ ฝึกความรู้สึกตัว จนสามารถแนกรูป-แยกนาม ได้ จะเห็นความคินตนเอง รู้ความคิดตนเอง เห็นอารมภ์ที่มาแรุงแต่งตอตตนเอง และเมื่อเห็น มีสติ มีปัญญา รู้ว่าธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น สามารถอุเบกขา ไม่หลงไปกับอารมภ์ ไม่หลงไปกับความคิด ตนเองได้

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,570

« ตอบ #16926 เมื่อ: 14 กันยายน 2561, 06:52:04 »

อยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์

เมื่อเจอทุกข์ อย่างแรกที่ควรทำก็คือ การยอมรับ  กล่าวคือ ไม่ผลักไส ปฏิเสธ หรือตีโพยตีพาย โวยวายคร่ำครวญ  เพราะการทำเช่นนั้นมีแต่จะเพิ่มทุกข์ให้แก่เรา นั่นคือทุกข์ใจ แต่ทันทีที่เรายอมรับได้ หยุดบ่น หยุดโวยวาย ใจก็จะกลับมาเป็นปกติ  ทำให้สมองโล่ง สามารถนำปัญญามาใช้แก้ทุกข์ให้ลุล่วง หรือแก้ปัญหาให้เบาบางลงได้

จะว่าไปแล้ว อะไรเกิดขึ้นกับเรา ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกหรือมีท่าทีกับมันอย่างไร  เจอเหตุร้าย แต่ใจยอมรับได้ หรือรู้จักมองบวก คือ หาประโยชน์จากมัน   รวมทั้งมองว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิตและโลก  รู้จักปล่อยวางได้ ใจก็ไม่เป็นทุกข์  ในทางตรงข้ามแม้เจอโชคลาภ แต่ไม่รู้จักพอ อยากได้มากกว่านั้น หรือเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ได้มากกว่า ใจกลับเป็นทุกข์ด้วยซ้ำ

พระไพศาล วิสาโล

สังคมปัจจุบันอยู่ยาก!

ดังนั้น เราอย่าไปเกาะอยู่กับมัน ทั้งกาย และใจ ระวังใจของเราอย่างเดียว ด้วยการทีสต รู้สึกตัว อยู่อย่างพอเพียง เราสามารถอยู่อย่างไม่ตกกระแสสังคม  แต่เราไม่จำเป็นต้องทำตามกระแสสังคม(ความคิด) เพราะเราอยู่ของเราตามปกติ ประกอบไปด้วยจิตที่เป็นกุศล  ไม่ทำให้ใครเดิอดร้อน อยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,570

« ตอบ #16927 เมื่อ: 17 กันยายน 2561, 18:53:45 »



นายกไก่  พาคณะกรรมการซีมะโด่งกราบสมเด็จพระสังฆราชฯ
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,570

« ตอบ #16928 เมื่อ: 17 กันยายน 2561, 18:54:16 »



คณะกรรมการ สมาคมนิสิตเก่าหอพักนิสิต จุฬาฯ
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,570

« ตอบ #16929 เมื่อ: 18 กันยายน 2561, 07:19:06 »

"ทุกข์" พระพุทธองค์ท่านให้ "กำหนดรู้"

ทุกข์นั้นเป็นเสมือนประตูสู่ธรรม ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงยกทุกข์ให้เป็นอริยสัจข้อแรก จากนั้นจึงตามมาด้วยสมุทัย นิโรธ และมรรค ถ้าไม่เจอทุกข์ ก็ยากที่จะเข้าใจสมุทัย ไม่เห็นคุณค่าของมรรค และไม่อาจเข้าถึงนิโรธได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเจอทุกข์แล้ว ก็ต้องเกี่ยวข้องกับทุกข์ให้เป็นนั่นคือ รู้ทุกข์ ไม่ใช่เป็นทุกข์ ดังนั้นพระองค์จึงสอนว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องละ ผลักไส หรือถลำเข้าไป

จะเห็นธรรมหรือถึงธรรมได้ ก็ต้องผ่านทุกข์เสียก่อน สำหรับผู้ใฝ่ธรรม ทุกข์จึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย น่ารังเกียจ หากแต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ หากใช้มันให้เป็น เกี่ยวข้องกับมันให้ถูก ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะสามารถเปิดทางไปสู่การพ้นทุกข์ได้

พระไพศาล   วิสาโล
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,570

« ตอบ #16930 เมื่อ: 18 กันยายน 2561, 07:26:56 »

"สมุทัย" พระพุทธองค์ท่านให้ "ละ"

สมุทัย คือต้นเหตุแห่งการเกิดทุกข์ คือ "ตัณหา หรือความทะยานอยาก"

เมื่อเราเห็นความจริงในสมุทัยแล้ว  เราก็จะ "ละ" ลงได้ เมื่อเหตุ-ปัจจัย ไม่มี ผลก็ไม่มี

ตัณหา เป็นต้นเหตุแห่งการสร้างภพ สร้างชาติ ประกอบไปด้วย
- กามะตัณหา คือ ความอยากในรูป  รส  กลิ่น  เสียง  และโผฐทัพพะ
- ภวะตัณหา คือความอยากมี อยากเป็น อยากได้ อยากเอา เป็นความอยากทางจิตใจ  เป็นทุกข์ทางใจ
- วิภาวะตัณหา คือความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากพ้นทุกข์  เป็นทุกข์ทางใจ

เมื่อเราเห็นความจริงในสมุทัยแล้ว เราก็สามารถที่จะ "ละ" ลงได้ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ สมุทัย ท่านให้ "ละ"
เมื่อเหตุ-ปัจจัย ไม่มี ผลก็ไม่มี

สวัสดี ทุกท่านครับ
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,570

« ตอบ #16931 เมื่อ: 18 กันยายน 2561, 08:00:43 »

"นิโรธ"  พระพุทธงค์ท่านให้ ทำให้ "แจ้ง"

นิโรธ คือความจริงที่เราไม่รู้ มาตั้งแต่เกิด ที่เราหลงไปยึด(อุปาทาน) กาย ใจนี้ ว่าเป็นตัวตนของเรา  ชื่อของเรา เราเป็นนั่น(มีตำแหน่ง มีหน้าที่ สวมหัวโขน) นั่นเป็นของเรา(มีทรัพย์สมบัติ) หรือ ตามที่พระพุทธทาสท่านให้เข้าใจง่าย ไ คือ "ตัวกู  ของกู" นั่นเอง

เพราะความหลงผิดแท้ ๆ เลยจึงไปยึดมั่น ถือมั่น (อุปสทาน)แบบนั้น
แท้จริงแล้ว กาย-ใจ นั้น มันเป็นเพียง รูป-นาม หรือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นเอง เพราะความเข้าใจผิดจริง ๆ นี่เอง
เมื่อเรา ไปรู้ความจริง อันนี้ จากการภาวนา ที่สามารถแยกรูป  แยกนาม ออกมาได้ เป็น รูป จิต เจตสิก นิพพาน เราก็สามารถ ที่จะ"ละ" ความเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา ลงได้ หรือ "ละ" อุปาทานขันธ์ ๕ ที่ประกอบไปด้วย รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ ลงได้นั่นเอง

เังนั้น พระพุทองค์ ท่านจึงสิน  นิโรธ ต้องทำให้ "แจ้ง" ในความจริงอันนี้

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,570

« ตอบ #16932 เมื่อ: 18 กันยายน 2561, 08:10:05 »

มรรค พระพุทธองค์ ท่านให้ "เจริญ"

มรรค คือทางเดิน วิถีในการดำรงชีวิต หรือวิธีปฏิบัติไปสู่การพ้นทุกข์ จนถึงซึ่งพระนิพพานได้
ประกอบไปด้วย
- สัมมาทิฐิ   ความเห็นชอบตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔
- สัมมาสังกัปปะ  ความดำริชอบ ในการที่จะไม่ยินดี ยินร้าย ในกามคุณ คือ รูป รส กลิ่น เสียง โผฐทัพพะ ธัมมารมภ์ นำไปสู่การประพฤติพรหมจรรย์
- สัมมาวาจา  การพูดจาชอบ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
- สัมมากัมมันตะ การกระทำที่ชอบ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
- สัมมาอาชีโว  มีอาชีพที่ชอบ หากินด้วยใจสุจริต
- สัมมาวายามะ สร้างกุศลใหม่ ละอกุศลใหม่ ทำอกุศลเก่าให้หมดไป ทำกุศลเก่าให้เจริญยิ่งขึ้น
- สัมมาสติ ระลึกชอบ มีสติที่กาย เวทนา จิต ธรรม
- สัมมาสมาธิ  ความตั้งใจมั่นชอบ ทำสติให้อยู่ในฌาณที่ ๑, ๒ , ๓ และ ๔

มรรค พระพุทธองค์ ท่านสอนให้ ปฏิบัติ หรือให้ทำให้ "เจริญ" ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงซึ่งพระนิพพาน

สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,570

« ตอบ #16933 เมื่อ: 20 กันยายน 2561, 09:37:00 »

ความตาย

เป็นเพราะเห็นความตายเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัว เราจึงไม่อยากนึกถึงความตายของตนเอง (แต่อาจสนใจอยากรู้ความตายของคนอื่น ทั้งโดยผ่านสื่อนานาชนิดและด้วยพฤติกรรม “ไทยมุง”) สุดท้ายก็เลยลืม (หรือแกล้งลืม)ว่าตนเองจะต้องตาย แต่ไม่ว่าจะปัดไปให้พ้นตัวเพียงใด ในที่สุดความตายก็ต้องมาถึงจนได้

ความตายนั้นเป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดของชีวิต บททดสอบอื่น ๆ นั้นเราสามารถสอบได้หลายครั้ง แม้สอบตกก็ยังสามารถสอบใหม่ได้อีก แต่บททดสอบที่ชื่อว่าความตายนั้น เรามีโอกาสสอบได้ครั้งเดียว และไม่สามารถสอบแก้ตัวได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นบททดสอบที่ยากมาก และสามารถเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ โดยไม่ทันได้ตั้งตัว เป็นบททดสอบที่เราแทบจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าเวลา สถานที่ หรือแม้กระทั่งร่างกายและจิตใจของตนเอง

พระไพศาล วิสาโล
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง พอเพียง
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,570

« ตอบ #16934 เมื่อ: 23 กันยายน 2561, 21:21:20 »

การช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ช่วยขัดเกลาและปรับปรุงจิตใจของเราโดยไม่รู้ตัว  ทำให้เราเห็นแก่ตัวน้อยลง และมีจิตใจอ่อนโยนมากขึ้น  ที่สำคัญอีกประการก็คือ ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น  หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ทีแรกคิดจะไปให้ความสุขแก่เขา กลับกลายเป็นว่า เขาให้ความสุขแก่เรา สอดคล้องกับพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข”

ดังนั้นถ้าเรารักตนเองจริง ๆ อยากให้ตนเองมีความสุขและมีจิตใจเจริญงอกงาม  ควรช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นมาก ๆ เพราะ “รักษาผู้อื่นก็คือรักษาตน”
      บันทึกการเข้า
  หน้า: 1 ... 676 677 [678]   ขึ้นบน
  
กระโดดไป:  

     

ทำไมหอพักนิสิตจุฬาจึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์            " ไม่ได้เป็นแค่หอให้นอนพัก  แต่เป็นบ้านอบอุ่นรักให้อาศัย  ไม่เป็นแค่ที่ซุกหัวยามหลบภัย  แต่สร้างใจให้เข้มแข็งแกร่งการงาน"  <))))><