|
|
|
|
Samrotri2517
Hero Cmadong Member
 
จะเป็นด้านที่1และ2ของ3เหลี่ยมฯ เพื่อให้เกิดด้านที่3
ออฟไลน์
รุ่น: รหัสเข้า 17 รุ่น 57
คณะ: แพทยศาสตร์ จุฬาฯรุ่น 30
กระทู้: 1,906
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: 07 มีนาคม 2553, 13:53:35 » |
|
 การอยู่นิ่งเฉยบางครั้งจึงยากกว่าการไม่ยอมอยู่นิ่ง ยิ่งในยามที่ต้องเผชิญเหตุร้าย การอยู่นิ่งเฉยอาจทำให้พ้นอันตรายได้ การรู้ว่าเมื่อไรควรอยู่นิ่งเฉยจึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของชีวิต ในหนังสือเรื่องชวนม่วนชื่น พระอาจารย์พรหมเล่าถึงนายทหารชาวอังกฤษผู้หนึ่งซึ่งนำกองร้อยออกลาดตระเวนในป่าพม่าสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่กำลังหยุดพัก มีทหารมารายงานว่าพบกองทหารญี่ปุ่นหลายกองร้อยอยู่ในบริเวณนั้นและกำลังโอบล้อมอยู่ หลายคนคาดว่านายทหารผู้นั้นจะต้องออกคำสั่งให้ต่อสู้เพื่อตีฝ่าวงล้อมออกไป อย่างน้อยก็คงมีใครบางคนรอดตาย หรือถึงตายกันหมด ก็ยังได้ปลิดชีวิตข้าศึกให้ตายตามกันไปด้วย
ตรงกันข้าม นายทหารกลับสั่งให้ลูกน้องอยู่เฉย ๆ นั่งลง แล้วชงชาดื่ม ทหารเกือบทั้งหมดประหลาดใจในคำสั่ง แต่ก็ต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หลายคนดื่มไปกระสับกระส่ายไป แต่ก่อนที่จะดื่มชาเสร็จ หน่วยลาดตระเวนก็มารายงานว่าข้าศึกได้เดินผ่านไปแล้ว ได้ฟังเช่นนั้นนายทหารก็สั่งให้ทุกคนรีบเก็บสัมภาระอย่างเงียบ ๆ แล้วเคลื่อนย้ายโดยเร็ว
นายทหารรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนั้น ไม่มีอะไรดีกว่าการอยู่นิ่งและพร้อมรับมือกับเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น ในระหว่างที่รออีกฝ่ายเข้ามาปะทะ ไม่มีอะไรดีกว่าการดื่มชาให้สบายอารมณ์ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าการจมอยู่ในความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัว
ความพากเพียรไม่ยอมวางมือแม้ประสบความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า กับการอยู่นิ่งเฉย แม้มีอันตรายมาประชิดตัว หาใช่ขั้วตรงข้ามกันไม่ หากเป็นสิ่งที่หนุนเสริมกัน และต่างต้องอาศัยสติและปัญญาเป็นพื้นฐาน พากเพียรแต่ขาดปัญญาย่อมทำให้หลงทางและห่างไกลจากเป้าหมายที่ต้องการ การมีสติทำให้ไม่พะวงกับเป้าหมาย สามารถทุ่มเทจิตใจให้กับสิ่งที่ทำอย่างเต็มที่ ในทำนองเดียวกัน ปัญญาก็ทำให้รู้ว่าเมื่อไรจึงควรนิ่งเฉย ส่วนสติก็ทำให้ใจสงบนิ่งไม่หวั่นไหวต่ออันตรายที่ใกล้เข้ามา ชีวิตไม่อาจเจริญงอกงามได้หากขาดอันใดอันหนึ่ง จะว่าไปแล้วหากทำเต็มที่ พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ขณะที่รอผลปรากฏออกมา ไม่มีอะไรดีกว่าการสงบนิ่ง เพราะใจที่ปลอดโปร่ง ไร้กังวล ย่อมดีกว่าใจที่กระสับกระส่าย ในเมื่อวิตกกังวลไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่ทุกข์เปล่า ๆ แล้วจะกังวลไปทำไม
ใช่หรือไม่ว่า“ถ้าปัญหาแก้ได้ จะวิตกกังวลไปทำไม” ในยามนั้นสิ่งที่ควรทำคือลงมือแก้ไขอย่างเต็มที่ พากเพียรไม่หยุดหย่อนจนกว่าจะแก้ได้ในที่สุด
“ แต่ถ้าปัญหานั้นแก้ไม่ได้ มีประโยชน์อะไรที่จะวิตกกังวล” ไม่ดีกว่าหรือหากจะทำใจสงบนิ่งและยอมรับความจริง เคล็ดลับแห่งการสร้างดุลยภาพระหว่างความเพียรกับการอยู่นิ่งมีอยู่แล้วในภาษิตธิเบตดังกล่าว
อ่านบทความทั้งหมดได้ที่
http://www.visalo.org/article/sarakadee255301.htm

|
3 เหลี่ยมเขยื้้อนภูเขา เสนอโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี มี 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ด้านให้ความรู้กับกลุ่มคน ด้านที่ 2 กลุ่มคน ที่ได้รับความรู้ เห็นด้วย สร้างวัฒนธรรมไม่มีบทลงโทษถ้าไม่ทำ ด้านที่ 3 ด้านการเมือง เป็นด้านออกกฏหมาย มีบทลงโทษถ้าไม่ปฏิบัติ ถ้ามีครบ 3 ด้านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
|
|
|
|
|
|
ดร.มนตรี
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: 07 มีนาคม 2553, 16:38:42 » |
|
โยนิโสมนสิการ กับการเมืองในยุค ขยะข้อมูล ปฏิกูลข่าวสาร ...
การเมืองเป็นเรื่องต้องคิด ...
คิดถูกวิธี (อุปายมนสิการ) รู้จักคิดอย่างไม่หลงทิศผิดทางทั้งปริยัติการและปฏิบัติการ
คิดมีระเบียบ (ปถมนสิการ) รู้จักคิดอย่างเป็นขั้นตอน ไม่ด่วนสรุปตามเหตุการณ์ข่าวที่เป็นแต่ค่อยๆ เรียบเรียงระดมสติอย่างมีขั้นตอน
คิดมีเหตุผล (การณมนสิการ) รู้จักคิดโยงจากเหตุไปหาผลเกื้อกูลสัมพันธ์กันอย่างรู้เท่าทัน รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้ ถึงคราวแย่ก็ไม่จมหัวปักหัวปำ
คิดเป็นกุศล (อุปปาทกมนสิการ) รู้จักคิดสร้างสรรค์ คือรู้จักคิดในเชิงบวก คิดหาสาระจากสิ่งที่ไร้สาระ คิดให้เป็นสุขในภาวะที่เป็นทุกข์ได้ ดังวาทะกรรมของขงจื้อว่า “เมื่อข้าพเจ้าเห็นคนสองคนเดินสวนทางมา คนหนึ่งเป็นคนดี อีกคนหนึ่งเป็นคนไม่ดี คนทั้งสองเป็นครูของข้าพเจ้าได้เท่ากัน เมื่อเห็นคนดี ข้าพเจ้าพยายามเอาอย่างเขา เมื่อเห็นคนไม่ดี ข้าพเจ้าพยายามไม่เอาอย่างเขา”
|
|
|
|
|
|
|
|
ดร.มนตรี
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: 19 เมษายน 2553, 09:27:36 » |
|
เมื่อคืนดูรายการ ช่อง 5 ... ตลาดสดสนามเป้า เจอวลีเด็ด เอามาฝากครับ ... "กูว่าแล้ว ในโลกนี้ มีปัญหา เขาไม่ด่า ก็ชื่นชม หรือเฉยเฉย ของ 3 สิ่งนี้มีนานแล้วไม่เปลี่ยนเลย พี่น้องเอ๋ย ใครถือสา ก็บ้าตาย" ปล. ประมาณนี้นะครับ จำมา ไม่ได้จด เลยอาจผิดบ้างแต่ก็เนื้อหาแนวๆ นี้ เอามาฝากกัน 
|
|
|
|
|
|
ดร.มนตรี
|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: 19 เมษายน 2553, 10:04:50 » |
|
 กลอนในรูปนี้ ... ชอบมากครับ สมัยเรียนม.ปลาย เจอจากบัณฑิตแนะแนว เต็มๆ ประมาณว่า "ทางข้างหน้า รางเลือน เหมือนว่างเปล่า แดดจะเผา ผิวผ่อง เธอหมองไหม้ ที่ตรงโน้น มีหุบเหว มีเปลวไฟ ถ้าอ่อนแอ จะก้าวไป อย่างไรกัน" 
|
|
|
|
|
|
|
Samrotri2517
Hero Cmadong Member
 
จะเป็นด้านที่1และ2ของ3เหลี่ยมฯ เพื่อให้เกิดด้านที่3
ออฟไลน์
รุ่น: รหัสเข้า 17 รุ่น 57
คณะ: แพทยศาสตร์ จุฬาฯรุ่น 30
กระทู้: 1,906
|
 |
« ตอบ #9 เมื่อ: 26 พฤษภาคม 2553, 07:02:48 » |
|
|
3 เหลี่ยมเขยื้้อนภูเขา เสนอโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี มี 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ด้านให้ความรู้กับกลุ่มคน ด้านที่ 2 กลุ่มคน ที่ได้รับความรู้ เห็นด้วย สร้างวัฒนธรรมไม่มีบทลงโทษถ้าไม่ทำ ด้านที่ 3 ด้านการเมือง เป็นด้านออกกฏหมาย มีบทลงโทษถ้าไม่ปฏิบัติ ถ้ามีครบ 3 ด้านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
Samrotri2517
Hero Cmadong Member
 
จะเป็นด้านที่1และ2ของ3เหลี่ยมฯ เพื่อให้เกิดด้านที่3
ออฟไลน์
รุ่น: รหัสเข้า 17 รุ่น 57
คณะ: แพทยศาสตร์ จุฬาฯรุ่น 30
กระทู้: 1,906
|
 |
« ตอบ #16 เมื่อ: 12 กันยายน 2553, 13:52:16 » |
|
กระดุมเม็ดแรก

เคยไหมที่คุณตื่นนอนยามเช้า ครึ่งหลับครึ่งตื่น สวมเสื้อราวกับคนไร้วิญญาณ เมื่อกลัดกระดุมเสร็จแล้วก็พบว่าชายเสื้อทั้งสองข้างไม่เท่ากัน คุณกลัดกระดุมผิดทั้งแถว!
มันเริ่มจากการที่คุณไม่รู้ว่าคุณกลัดเม็ดแรกผิด แล้วกลัดต่อไปทีละเม็ดอย่างถูกต้อง เมื่อกลัดกระดุมเสร็จสิ้น ก็ผิดทั้งหมด
ในตัวอย่างนี้ ความไม่รู้ทำให้คุณ 'กลัดกระดุม' ผิดทั้งแถว!
เคยไหมที่คุณเก็บเนื้อในตู้เย็นนานข้ามปีจนเนื้อหมดอายุ แต่ไม่ยอมทิ้ง เพราะเป็นเนื้อจากต่างประเทศ ราคาแพง คุณปรุงอาหารจนเสร็จ เมื่อกินแล้วไม่อร่อยหรืออาหารเป็นพิษ
ในตัวอย่างนี้ ความเสียดายทำให้คุณ 'กลัดกระดุม' ต่อไป ทั้งที่รู้ว่าเม็ดแรกผิดรู!
กระดุมเม็ดแรกสำคัญอย่างยิ่ง มันเป็นรากฐานของกระดุมเม็ดที่สอง สาม สี่... กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ผิดหมดทั้งแถว ผิดทั้งยวง และอาจจะผิดทั้งชีวิต!
เด็กไม่ว่าฉลาดเพียงไร หากเอาแต่เล่นเกม ดูแต่หนังรุนแรง เอาแต่ใจตัวเอง โตขึ้นก็อาจเป็นปัญหาภาระที่สังคมต้องแบกรับ
การแก้ปัญหาของการ 'กลัดกระดุมผิดเม็ด' นี้มีทางเดียวคือ
ปลด 'กระดุม' ทั้งหมดออกมาก่อน แล้วกลัดใหม่ หลายคนทำงานตามคำสั่งทั้งที่รู้ว่า 'กระดุมเม็ดแรก' ไม่ตรงรูกระดุมของมัน กว่าจะรู้ตัว ก็กลายเป็นปัญหาลูกโซ่
หลายๆ ระบบในสังคมเช่น ระบบการเมือง การศึกษา ฯลฯ ดำเนินมานานปีทั้งที่เรามองเห็นปัญหา แต่ก็ดำเนินต่อไปทั้งด้วยความไม่รู้ ความเขลา ความปล่อยปละละเลย ด้วยความเชื่อว่าอย่างนกกระจอกเทศว่า มุดหัวลงดินสักพัก เดี๋ยวปัญหาก็หายไป แต่ปัญหาไม่เคยหายไป มีแต่สะสมด้วยดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งแก้ไขช้า ราคาแก้ไขยิ่งแพง บางครั้งการตัดใจเข้าห้องผ่าตัดปฏิรูปตัวเองก็เป็นทางแก้ที่ถูกต้อง
ยอมตัดใจตัดวงจรเดิมนั้นทิ้ง แล้วเริ่มต้นใหม่ เพราะความเสียหายในระยะยาวน้อยกว่า ประหยัดเวลาโดยรวมมากกว่า ทุกๆ หลายก้าวที่เดินหน้า เราควรหยุดและทบทวนดู 'กระดุม' ของเราหรือของสังคมว่ากลัดถูกรูไหม ถ้าไม่ก็อย่ารอช้า ปลด 'กระดุม' ทั้งหมดออกมาก่อน แล้วกลัดใหม่ วินทร์ เลียววาริณ 22 พฤษภาคม 2533
คมคำคนคม
ผู้ทำผิดแล้วไม่แก้ไข กำลังทำผิดอีกครั้งหนึ่ง
ขงจื๊อ

|
3 เหลี่ยมเขยื้้อนภูเขา เสนอโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี มี 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ด้านให้ความรู้กับกลุ่มคน ด้านที่ 2 กลุ่มคน ที่ได้รับความรู้ เห็นด้วย สร้างวัฒนธรรมไม่มีบทลงโทษถ้าไม่ทำ ด้านที่ 3 ด้านการเมือง เป็นด้านออกกฏหมาย มีบทลงโทษถ้าไม่ปฏิบัติ ถ้ามีครบ 3 ด้านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
|
|
|
|
|
|
|
Samrotri2517
Hero Cmadong Member
 
จะเป็นด้านที่1และ2ของ3เหลี่ยมฯ เพื่อให้เกิดด้านที่3
ออฟไลน์
รุ่น: รหัสเข้า 17 รุ่น 57
คณะ: แพทยศาสตร์ จุฬาฯรุ่น 30
กระทู้: 1,906
|
 |
« ตอบ #19 เมื่อ: 30 กันยายน 2553, 08:33:02 » |
|
[narongsak.com] ข้อคิดสอนใจจากเรื่องคนตัดไม้ Reply ▼ Chawannut Lerdchalunthorn นิทานคนตัดไม้ ให้ข้อคิดอะไร

นานมาแล้วยังมีคนตัดไม้คนหนึ่ง เป็นคนที่ขยันขันแข็ง ใช้ขวานสับต้นไม้เพื่อให้โค่นลงมา เขาขยันมาก วันแรกเขาตัดได้ถึง ๒๐ ต้นต่อวัน แต่ยิ่งตัด นานวันเข้าจำนวนซุงที่เขาตัดได้กลับลงลดเรื่อยๆ จนเหลือ ๑๐ ต้นต่อวัน ทั้งๆที่เขาไม่ได้อู้เลย
วันหนึ่งมีคนเดินผ่านมาเห็นชายตัดไม้กำลังใช้ขวานสับต้นไม้อยู่อย่างแข็งขัน จากการสังเกตอยู่ราวชั่วโมงหนึ่ง ชายคนที่เดินผ่านมาจึงเอ่ยปากกับชายตัดไม้ว่า
"ทำไมท่านไม่หยุดพักก่อนและลับคมขวานเสียให้คมกริบ จะได้ตัดไม้ได้เร็วขึ้น"
คนตัดไม้บอกว่า " ไม่ได้หรอก ถ้าเราหยุด ก็จะทำให้ตัดไม้ได้น้อยลงสิ"
ชายคนที่เดินผ่านมาพูดว่า "ลองหยุดพักสักนิด และมองหาข้อผิดพลาดจากการทำงาน เพื่อที่จะได้ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น"
นิทานเรื่องนี้สอนอะไรเรา
๑. การทำงานนอกจากจะต้องมีใจรักงาน หรือ มีฉันทะ ,มีความเพียร(วิริยะ) ความตั้งใจเอาใจจดจ่ออยู่กับงาน(จิตตะ) ยังไม่พอ ต้องใช้สติปัญญาทบทวน ใคร่ครวญหาสาเหตุข้อบกพร่องของงานเพื่อทำให้ดียิ่งขึ้น
๒. การทำงานโดยไม่หยุดพัก ทำให้เราพลาดโอกาสในการมองเห็นความสุขของเนื้องาน การมุ่งแต่เป้าหมายไม่สนใจระหว่างทาง ก็ทำให้เราไม่ซาบซึ้งกับความสุขที่ได้ ทำงาน ต้องใช้วิธีของ เณรน้อยเจ้าปัญญา อิกคิวซัง บอกตนเองว่า
"จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน...พักเดี๋ยวหนึ่งสิครับ" รับรองได้เห็นอะไรดีๆอีกมากครับ
๓. การเสียเวลาลับคมขวานก็เหมือนกับการศึกษาหาความรู้ โดยเข้าห้องรับการฝึกอบรม จริงอยู่ว่ามันเสียเวลา แต่สิ่งที่ได้จากการศึกษาอบรมอาจจะช่วยทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น
จากนิทานเรื่องนี้ ถ้าชายตัดไม้หยุดและลับคมขวาน เขาก็จะตัดไม้ได้เร็วเท่าเดิม เขาก็มีงานทำ ไม่ต้องโดนไล่ออกจากงาน ความขยันอย่างเดียวไม่ได้ช่วยอะไร

|
3 เหลี่ยมเขยื้้อนภูเขา เสนอโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี มี 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ด้านให้ความรู้กับกลุ่มคน ด้านที่ 2 กลุ่มคน ที่ได้รับความรู้ เห็นด้วย สร้างวัฒนธรรมไม่มีบทลงโทษถ้าไม่ทำ ด้านที่ 3 ด้านการเมือง เป็นด้านออกกฏหมาย มีบทลงโทษถ้าไม่ปฏิบัติ ถ้ามีครบ 3 ด้านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
|
|
|
Samrotri2517
Hero Cmadong Member
 
จะเป็นด้านที่1และ2ของ3เหลี่ยมฯ เพื่อให้เกิดด้านที่3
ออฟไลน์
รุ่น: รหัสเข้า 17 รุ่น 57
คณะ: แพทยศาสตร์ จุฬาฯรุ่น 30
กระทู้: 1,906
|
 |
« ตอบ #20 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2553, 17:41:49 » |
|
|
3 เหลี่ยมเขยื้้อนภูเขา เสนอโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี มี 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ด้านให้ความรู้กับกลุ่มคน ด้านที่ 2 กลุ่มคน ที่ได้รับความรู้ เห็นด้วย สร้างวัฒนธรรมไม่มีบทลงโทษถ้าไม่ทำ ด้านที่ 3 ด้านการเมือง เป็นด้านออกกฏหมาย มีบทลงโทษถ้าไม่ปฏิบัติ ถ้ามีครบ 3 ด้านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
|
|
|
|