14 ธันวาคม 2562, 21:05:09
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน [สมาชิกเก่าลืมรหัส โทร 081-7611760]
A A A A  ระเบียบปฎิบัติ
   
Languages    
  หน้า: 1 ... 284 285 [286] 287 288 ... 681   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: คุย กับ คุณมานพ กลับดี อดีตประธานชมรม ๓ สมัย  (อ่าน 1981570 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,521

« ตอบ #7125 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2555, 16:04:30 »

พายุโซนร้อน"พระพิรุณ" เปลี่ยนสถานะเป็นพายุไต้ฝุ่นแล้ว และยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก

แถมในมหาสมุทรอินเดีย มีหย่อมความกดอากาศขึ้นในบริเวณบังคลาเทศอีกจุดหนึ่งด้วย




ภาพดาวเทียมแสดงตำแหน่งของพระพิรุณ



ภาพแสดงตำแหน่งหย่อมความกดอากาศต่ำในมหาสมุทรอินเดีย ช่วงรอยต่ออินเดียกัยบังคลาเทศ



จุดนี้น่ากลัว หากพัฒนาขึ้นเป็นพายุ อาจชักนำ"พายุไต้ฝุ่นพระพิรุณ"ให้พัดเข้ามายังทะเลจีนใต้ได้เช่นกัน
      บันทึกการเข้า
เหยง 16
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2516
คณะ: เภสัชศาสตร์ 2516
กระทู้: 23,521

« ตอบ #7126 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2555, 16:14:41 »

เริ่มเกมไล่จับ “พระพิรุณ” ไต้ฝุ่นลูกใหม่ออกตัวแรง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 ตุลาคม 2555 10:50 น. 



แผนภูมิพยากรณ์ในเว็บไซต์ Weather.Com.Ph ซึ่งอาศัยข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา PAGASA ของฟิลิปปินส์แสดงพลังอำนาจของไต้ฝุ่นพระพิรุณ ซึ่งในเช้าวันอังคาร 9 ต.ค.นี้ กำลังบ่ายหน้าขึ้นเหนือ และมีโอกาสสปีดตัวเองขึ้นเป็นไต้ฝุ่นระดับ 5 ขณะยังอยู่ในทะเลระหว่างทางมุ่งหน้าถล่มหมู่เกาะญี่ปุ่น.. แต่ใครจะไปคาดเดาล่วงหน้าได้ทั้งหมด เวียดนามกำลังจับตาดูโอกาสที่พายุชื่อไทยจะเปลี่ยนทิศทางหันหัวเข้าทะเลจีนใต้ในวันข้างหน้า ปลายฝนต้นหนาวสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ.

       ASTVผู้จัดการออนไลน์ - พายุโซนร้อนแกมิ (Gaemi) เพิ่งจะผ่านไปเพียง 3 วัน “พระพิรุณ” ไต้ฝุ่นลูกใหม่ก่อตัวขึ้นอีกแล้ว เวียดนามที่ยังไม่หายเหนื่อยต้องเริ่มเกมไล่จับพายุอีกครั้ง
       
       พระพิรุณ (Prapiroon) ไต้ฝุ่นชื่อไทยก่อตัวขึ้นเป็นพายุโซนร้อนในทะเลแปซิฟิก ทางตะวันออกของหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในบริเวณที่เป็นจุดเริ่มต้นของพายุอีกกว่าสิบลูกในปีนี้ และในวันนี้ ได้สปีดตัวเองขึ้นเป็นไต้ฝุ่นระดับ 1 อย่างสมบูรณ์ สำนักงานพยากรณ์อากาศชั้นนำของโลกหลายแห่งชี้ชัดตรงกับว่า พระพิรุณกำลังจะปั่นตัวเองเป็นไต้ฝุ่นระดับ 3 ในอีก 2 วันข้างหน้า
       
       ต่างไปจากแกมิ “พายุโซนร้อนรุนแรง” (Severe Tropical Storm) ที่ก่อกำเนิดในทะเลจีนใต้ ไต้ฝุ่นพระพิรุณเกิดขึ้นในบริเวณที่ไกลออกไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร ถึงกระนั้นก็ไม่เป็นที่ไว้วางใจสำหรับเวียดนาม ที่มีประสบการณ์ไล่จับพายุมากกว่าใครๆ เนื่องจากในอดีตเคยมีพายุนับสิบลูกที่เกิดขึ้นในบริเวณเดียวกันนี้แต่
       เปลี่ยนทิศทางบ่ายหน้าเข้า “ทะเลตะวันออก” เข้าฝั่งเวียดนาม
       
       ด้วยข้อมูลผ่านดาวเทียม และเครื่องมือแปรความหมายที่ทันสมัย สำนักพยากรณ์อากาศหลายแห่งกล่าวว่า พระพิรุณกำลังเชิดหัวขึ้นเหนือไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ พัดเข้าถล่มคาบสมุทรเกาหลี และหมู่เกาะญี่ปุ่น แต่ในช่วงปลายฝนต้นหนาวเช่นนี้ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังพัดหอบเอามวลอากาศเย็นลงใต้ โอกาสที่พายุจะเปลี่ยนทิศทางก็ยังมีได้เสมอ
       
       พายุแกมิที่ขึ้นฝั่งภาคกลางเวียดนามในวันเสาร์ 6 ต.ค. ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ แม้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตก็ตาม
       
       สำนักงานอุตุนิยมวิทยาละอุทกศาสตร์กลางในกรุงฮานอย ได้ออกเตือนอีกครั้งหนึ่งในเช้าวันอังคารนี้ ให้ราษฎรที่อาศัยตามลำน้ำหลายสาย ตั้งแต่ จ.เหงะอาน (Nghe An) ในภาคกลางตอนบน ลงไปจนถึง จ.กว๋างหงาย (Quang Nghai) และ จ.กว๋างนาม (Quang Nam) ให้ระวังน้ำท่วมฉับพลัน ในขณะที่ระดับน้ำตามลำน้ำสายต่างๆ เอ่อขึ้นสูงหลังจากเกิดฝนตกหนักติดต่อกันตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ อันเป็นอิทธิพลโดยตรงจากพายุ
       
       อิทธิฤทธิ์ของพายุลูกที่แล้วยังไม่สร่าง สำนักข่าวออนไลน์ภาษาเวียดนามหลายแห่งกำลังจ้องไปยังไต้ฝุ่นพระพิรุณอย่างใจจดใจจ่อ ถึงแม้ว่าในวันอังคาร 9 ต.ค.นี้ มันกำลังจะหันหัวขึ้นไปทางทิศเหนือก็ตาม.




ภาพใช้ข้อมูลดาวเทียม MTSAT ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์พยากรณ์อากาศหลายแห่งในเช้าวันอังคาร 9 ต.ค. เพียงข้ามวัน "พระพิรุณ" สปีดตัวเองเป็นพายุโซนร้อน วันต่อมากลายเป็นไต้ฝุ่นระดับ 1 (Category 1) อีก 2 วันข้างหน้าคาดว่าจะเพิ่มความเร็วใกล้ศูนย์กลางขึ้นเป็นไต้ใฝุ่นระดับ 2 และ 3 และยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนทิศทางเคลื่อนตัวได้ .. โอกาสเช่นนั้นมีน้อย แต่ก็ยังมี และเวียดนามจะไม่ยอมพลาด. 



แผนภูมิโดยสำนัก Tropical Storm Risk พยากรณ์เส้นทางของไต้ฝุ่นพระพิรุณใน 72 ชั่วโมงข้างหน้า พายุใหญ่ลูกนี้มีโอกาสที่จะสปีดตัวเองขึ้นเป็นไต้ฝุ่นระดับ 4 และ 5 ขณะหันหัวขึ้นเหนือ วันนี้ยังไม่มีข้อมูลว่ามันจะปเลี่ยนทิศทาง แต่โอกาสเช่นนั้นก็ยังมี.



ก่อตัวขึ้นไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรจากอ่าวไทย แต่ระยะทางเป็นเรื่องเล็กสำหรับพายุระดับ "ซูเปอร์สตอร์ม" ไต้ฝุ่นทุเรียน (Durian) ไต้ฝุ่นชื่อไทยอีกลูกหนึ่ง เคยทำสถิติเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ก่อกำเนิดในบริเวณเดียวกันนี้ เปลี่ยนทิศเคลื่อนตัวเข้าทะเลจีนใต้ เฉียงลงอ่าวไทย ทะลุทะลวงไปจนถึงทะเลอันดามัน เวียดนามกำลังจับตาไต้ฝุ่นพระพิรุณอย่างเกาะติด.

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9550000123580
      บันทึกการเข้า
kumpolcomcai
Global Moderator
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
*****


คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี อยู่ในสถานที่ดีดี
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2525
คณะ: สัตวแพทยศาสตร์
กระทู้: 10,307

เว็บไซต์
« ตอบ #7127 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 09:44:32 »

สวัสดีครับพี่สิงห์
ผม หมอตุ่น กำพล คมคาย ซีมะโด่ง 2525 คณะสัตวแพทย์ ขอรายงานตัวบนกระทู้นี้เป็นครั้งแรกครับ
ปัจจุบันผมเป็นกรรมการสมาคมซีมะโด่ง รับหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ เป็นรองเลขา และผู้ช่วยฝ่ายทะเบียนครับ
ก่อนหน้านี้ ผมได้แต่เข้ามาอ่าน ยังไม่กล้าเขียนอะไร แต่ต่อจากนี้ไป คงได้มีโอกาสเข้ามารายงานพี่สิงห์เป็นระยะๆ
.....เมื่อคืน งานวันเกิดพี่ทองอู่ครบ 85 ปี สำเร็จลงไปด้วยดี ถึงคนจะน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ผมคิดว่าอบอุ่นกว่าปีที่แล้ว
ครั้งนี้มีคาราโอเกะด้วย พวกเราหลายคนจึงอยู่กันจนร้านปิด และออกจากร้านเป็นกลุ่มสุดท้าย ....และพี่ทองอู่ ก็ได้ร้องเพลง 3  เพลงสุดท้ายของงานให้พวกเราฟัง คือ เรือนแพ หยาดเพชร และดวงจำปา ซึ่งผมจะได้นำภาพบรรยากาศของงานมาลงบนเว็บซีมะโด่งในโอกาสต่อไปครับ
หวังว่า พี่สิงห์ คงยินดีต้อนรับ และอ่านรายงานของผม พร้อมทั้งให้ข้อคิด และคำชี้แนะด้วยนะครับ
สวัสดีครับ
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7128 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 11:31:04 »

อ้างถึง
ข้อความของ kumpolcomcai เมื่อ 10 ตุลาคม 2555, 09:44:32
สวัสดีครับพี่สิงห์
ผม หมอตุ่น กำพล คมคาย ซีมะโด่ง 2525 คณะสัตวแพทย์ ขอรายงานตัวบนกระทู้นี้เป็นครั้งแรกครับ
ปัจจุบันผมเป็นกรรมการสมาคมซีมะโด่ง รับหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ เป็นรองเลขา และผู้ช่วยฝ่ายทะเบียนครับ
ก่อนหน้านี้ ผมได้แต่เข้ามาอ่าน ยังไม่กล้าเขียนอะไร แต่ต่อจากนี้ไป คงได้มีโอกาสเข้ามารายงานพี่สิงห์เป็นระยะๆ
.....เมื่อคืน งานวันเกิดพี่ทองอู่ครบ 85 ปี สำเร็จลงไปด้วยดี ถึงคนจะน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ผมคิดว่าอบอุ่นกว่าปีที่แล้ว
ครั้งนี้มีคาราโอเกะด้วย พวกเราหลายคนจึงอยู่กันจนร้านปิด และออกจากร้านเป็นกลุ่มสุดท้าย ....และพี่ทองอู่ ก็ได้ร้องเพลง 3  เพลงสุดท้ายของงานให้พวกเราฟัง คือ เรือนแพ หยาดเพชร และดวงจำปา ซึ่งผมจะได้นำภาพบรรยากาศของงานมาลงบนเว็บซีมะโด่งในโอกาสต่อไปครับ
หวังว่า พี่สิงห์ คงยินดีต้อนรับ และอ่านรายงานของผม พร้อมทั้งให้ข้อคิด และคำชี้แนะด้วยนะครับ
สวัสดีครับ

สวัสดีครับ คุณหมอตุ่น

                           ใครแวะมาเยี่ยมเยือน ในห้องนี้ย่อมดีใจ และขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

                            และเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ ที่มีไมตรีจิตที่ดี  อาทิตย์นี้พี่สิงห์ งดเดินทางไปนครศรีธรรมราช หนึ่งอาทิตย์ ไม่ได้ไปร่วมงานสารทเดือนสิบของชาวนครศรีธรรมราช

                            เช้าวันเสาร์พบกันที่รถบัส หกโมงครึ่ง พี่สิงห์ จะไปเยี่ยมชาวซีมะโด่ง ที่นครสวรรค์และพิษณุโลก ด้วย ครับ

                            สวัสดี
      บันทึกการเข้า
too_ploenpit
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2514
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 7,778

เว็บไซต์
« ตอบ #7129 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 11:57:40 »


...สวัสดีค่ะ...พี่สิงห์...

...เที่ยวเผื่อด้วยนะคะ...

...และเต้นสิงห์เผ่นเผื่อด้วยค่ะ...
      บันทึกการเข้า

i love pink, you are pink = i love you
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7130 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 12:12:08 »

สวัสดีครับ ชาวซีมะโด่ง และแขกผู้มาเยือน ที่รักทุกท่าน

                               งานเลี้ยงฉลอง สิริอายุครบ ๘๕ ปี ของพี่ทองอู่   จักรสิงห์  ก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง

                               ขอขอบคุณทุกท่านที่ไปร่วมงานและอวยพรให้กับพี่ทองอู่  จักรสิงห์  

                               ขอขอบคุณ  คุณสุภาณี   ที่นำเค็กวันเกิด  อร่อยๆ มาให่ได้รับประทานกัน

                               ขอขอบคุณพี่กาญจนา  และคุณน้องกนกวรรณ  ที่เป็นแม่งานเรื่องสถานที่  อาหาร และเก็บเงิน

                               ขอขอบคุณ  คุณอดิสร   ที่ไปช่วยถ่ายภาพ  และขอให้นำมาลงได้ชมกันด้วยครับ

                                ผมนั้น ไปสายครึ่งชั่วโมง  เพราะบ่ายมีสอน  อบรมพนักงานขายแผนกต่างประเทศ ของ SIW  มันติดพัน เพราะยังมีคำถามที่มากที่อยากถาม  ก็เลยต้องอยู่ตอบ  จึงไปถึงสายไปหน่อย ครับ ต้องขออภัยด้วย

                                เชิญชมภาพ ครับ

                                สวัสดี




















เบาๆ หน่อยน้องชายสุดที่รัก สุราเป็นบ่อเกิดแห่งอกุศลกรรม  สงสารรูปบ้าง มันจะลำบากตอนแก่





ระวังหน่อนค่ะ เธอจะสมบูรณ์มากเกินไปแล้ว











สารทเดือนสิบปีนี้ ดร.กุศล  ก็ไม่ใยดี บรรพบุรุษที่จะมาเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะคุณพ่อ-คุณแม่

กระดูกที่ฝากหลวงพ่อไว้ ที่วัดพระธาตุ ไม่มีขนมลา ขนมไข่ปลา ขนมบีซัม แล้วท่านจะเอาอะไรเป็นสะเบียงเวลาเดินทางกลับ

คงจะต้องไปขอขนมเหล่านั้น ที่เขาเอามาวางไว้ให้วิญญาณไม่มีญาติ ที่เรียกว่าขนมเปรต แทน

อนิจจา!
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7131 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 12:15:54 »

อ้างถึง
ข้อความของ too_ploenpit เมื่อ 10 ตุลาคม 2555, 11:57:40

...สวัสดีค่ะ...พี่สิงห์...

...เที่ยวเผื่อด้วยนะคะ...

...และเต้นสิงห์เผ่นเผื่อด้วยค่ะ...


สวัสดีค่ะ คุณน้องตู่  ที่รัก

                          สิงห์เผ่น  พี่สิงห์เต้นไม่เป็น  เห็นเธอเต้นแล้วยังขำ  อยู่เลย เพราะไม่เคยรู้หรือเห็นมาก่อน

                          จะลองให้ ท่านผู้ว่า ปรีชา  เต้น แล้วจะถ่ายภาพมาฝาก ครับ

                          พี่สิงห์  ตั้งใจจะไปกราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช ครับ

                          สวัสดี
      บันทึกการเข้า
kumpolcomcai
Global Moderator
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
*****


คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี อยู่ในสถานที่ดีดี
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2525
คณะ: สัตวแพทยศาสตร์
กระทู้: 10,307

เว็บไซต์
« ตอบ #7132 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 12:28:15 »

ผมส่งภาพนี้มาเพื่อพี่สิงห์ครับ
พี่ราเมศวร์มอบภาพนี้ให้ผม
เรื่องราวเป็นอย่างไร พี่คงบรรยายภาพได้ดีกว่าผม
และผมต้องขอขอบพระคุณพี่สิงห์มากๆครับ
ที่กรุณาไปร่วมในโครงการเยี่่ยมเยียนชาวจุฬาฯนครสวรรค์และพิษณุโลกในครั้งนี้
      บันทึกการเข้า
kumpolcomcai
Global Moderator
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
*****


คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี อยู่ในสถานที่ดีดี
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2525
คณะ: สัตวแพทยศาสตร์
กระทู้: 10,307

เว็บไซต์
« ตอบ #7133 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 12:36:33 »



คนไหนคือพี่สิงห์ คนไหนคือพี่ประทาน คนไหนคือพี่รุ่ง คนไหนคือพี่ราเมศวร์
      บันทึกการเข้า
too_ploenpit
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2514
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 7,778

เว็บไซต์
« ตอบ #7134 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 12:44:01 »

อ้างถึง
ข้อความของ Manop  Klabdee เมื่อ 10 ตุลาคม 2555, 12:15:54
อ้างถึง
ข้อความของ too_ploenpit เมื่อ 10 ตุลาคม 2555, 11:57:40

...สวัสดีค่ะ...พี่สิงห์...

...เที่ยวเผื่อด้วยนะคะ...

...และเต้นสิงห์เผ่นเผื่อด้วยค่ะ...


สวัสดีค่ะ คุณน้องตู่  ที่รัก

                          สิงห์เผ่น  พี่สิงห์เต้นไม่เป็น  เห็นเธอเต้นแล้วยังขำ  อยู่เลย เพราะไม่เคยรู้หรือเห็นมาก่อน

                          จะลองให้ ท่านผู้ว่า ปรีชา  เต้น แล้วจะถ่ายภาพมาฝาก ครับ

                          พี่สิงห์  ตั้งใจจะไปกราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช ครับ

                          สวัสดี


...สวัสดีค่ะ...พี่สิงห์...

...ชมภาพทุกท่านที่มาอวยพรวันเกิดพี่ทองอู่แล้วค่ะ...ด้วยความขอบคุณค่ะ...

...ทุกท่านยังสุขภาพแข็งแรงดี...และดูมีความสุขกันถ้วนหน้าค่ะ...
      บันทึกการเข้า

i love pink, you are pink = i love you
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7135 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 12:50:05 »

อ้างถึง
ข้อความของ kumpolcomcai เมื่อ 10 ตุลาคม 2555, 12:28:15
ผมส่งภาพนี้มาเพื่อพี่สิงห์ครับ
พี่ราเมศวร์มอบภาพนี้ให้ผม
เรื่องราวเป็นอย่างไร พี่คงบรรยายภาพได้ดีกว่าผม
และผมต้องขอขอบพระคุณพี่สิงห์มากๆครับ
ที่กรุณาไปร่วมในโครงการเยี่่ยมเยียนชาวจุฬาฯนครสวรรค์และพิษณุโลกในครั้งนี้

                       คุณหมอตุ่น  คราวที่แล้วที่ไปพิจิตร  พี่สิงห์  ได้ทำภาพ Power Point หนึ่งชุด ฉายให้ทุกท่านได้ชม  เป็นภาพท่านผู้ว่า ปรีชา  สมัยอยู่หอ ครับ

                       สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7136 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 13:10:36 »

สวัสดีค่ะ คุณน้องตู่ ที่รัก

                                พระสูตร ที่ว่าคนเข้ากันได้โดยธาตุ (ชอบ  ปราถนา  ปฏิบัติ นิสัย  สันดาร ไม่ชอบ ไม่ปราถนา เหมือนกัน  ย่อมเข้ากันได้เป็นพวกเดียวกัน) นี้เป็นจริงเสมอ  ไม่เชื่อเธอลองพิจารณา แบบโยนิโสมนสิการ ดูครับ

                                 ตัวอย่าง  นักการเมืองไม่ดีๆ ที่ชอบโกหก  ทุตริต  ก็ย่อมหาพวกให้เป็นแบบอย่างเดียวกัน  จะได้ปกครองกันได้  ทำงานร่วมกันได้  เป็นต้น
    

                                สวัสดี
             


ข้อความน่ารู้จากพระไตรปิฎก

๑๓๔. เข้ากันได้โดยธาตุ




   “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้ากันได้  ย่อมลงกันได้โดยธาตุ.  คนมีศรัทธา  ย่อมเข้ากันได้กับคนมีศรัทธา.  คนมีใจละอายต่อบาป  ก็เข้ากันได้  ลงกันได้กับคนที่มีใจละอายต่อบาป.  คนมีความเกรงกลัวต่อบาป  ก็เข้ากันได้  ลงกันได้กับคนที่มีความเกรงกลัวต่อบาป.  คนที่สดับตรับฟังมากก็เข้ากันได้  ลงกันได้กับคนที่สดับตรับฟังมาก.  คนที่ปรารภความเพียร  ก็เข้ากันได้  ลงกันได้กับคนที่ปราถนาความเพียร.  คนที่มีสติตั้งมั่น  ก็เข้ากันได้  ลงกันได้กับคนที่มีสติตั้งมั่น.  คนที่มีปัญญา  ก็เข้ากันได้  ลงกันได้กับคนที่มีปัญญา.  แม้ในอดีตกาลนานไกล  ในอนาคตกาลนานไกล  ในปัจจุบันกาลนานไกล  ก็เป็นอย่างนี้.
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7137 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2555, 20:29:54 »

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร







พระพุทธชินศรี




พระศรีศาสดา


               สร้างเมื่อ พ.ศ.1900 ในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1(พญาลิไทย) เป็นวัดหลวงตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เมื่อปี พ.ศ.2458 มีพื้นที่วัด 36 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวาในปัจจุบันเป็นวัดชั้นเอกวรมหาวิหารตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านทางฝั่งตะวันออก สำคัญเพราะเป็นที่ประดิษฐานพุทธชินราช พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา โดยเฉพาะพระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะที่งดงามที่สุดในโลก
         
 
พระพุทธชินราช




                พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย ที่มีลักษณะงดงาม ที่สุดในโลก   มีขนาดหน้าตักกว้าง ห้าศอก 1 คืบ ห้านิ้ว(2.875 เมตร) สูงเจ็ดศอก(3.5 เมตร) หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ขัดเงาเกลี้ยง สมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงปิดทองเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2146 และเมื่อ พ.ศ.2478 ได้มีการลงรักปิดทองเต็มองค์อีกครั้งหนึ่ง และเป็นการถาวร อยู่จนทุกวันนี้

      พระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารทางทิศตะวันนตกของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร องค์พระนั่งขัดสมาธิอยู่บนฐานชุกชีบัวคว่ำบัวหงาย   พระพักตร์หันไปทางทิศ ตะวันตก (ด้านริมน้ำน่าน) พระพุทธชินราชมีซุ้มเรือนแก้วและสลักด้วยไม้สักลงรักปิดทอง ประดับเบิ้องพระปฤษฎางค์ ปราณีตอ่อนช้อยงดงามช่วยเน้นให้พระวรกายของพระพุทธชินราช งดงามเด่น ชัดเจนยิ่งขึ้น พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปศิลปสุโขทัย แต่มีลักษณะพิเศษที่ แตกต่างไ ปจากสุโขทัยคลาสสิก เพราะมี พระเกศรัศมียาวเป็นเปลวเพลิง วงพระพักตร์ ค่อนข้างกลมไม่ยาวรีเหมือนผลมะตูมเช่นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย มีพระอุณาโลมผลิก อยู่ระหว่างพระโขนง พระวรกายอวบอ้วนมีสังฆายาวปลายหยักเป็นเขี้ยวตะขาบ ฝังด้วยแก้วนิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ยาวเสมอกัน ฝ่าพระบาท แบนราบ ค่อนข้างแคบ เมื่อเทียบกับยุคสุโขทัย ส้นพระบาทยาว มีรูปอาฬวกยักษ์และรูปท้าวเวสสุวัณ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์เฝ้าอยู่ ที่พระเพลาเบื้องขวาและซ้ายขององค์ตามลำดับ

      พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปศิลปสุโขทัย ที่มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ ต่างไปจากพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย แบบอื่น ๆ อย่างชัดเจน เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยหมวดพิเศษ คือ พระพุทธชินราช ตามตำนาน การสร้างพระพุทธชินราช พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไทย) รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์ ได้โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1900 พระพุทธรูป ที่สร้างขึ้นในคราวเดียวกันนั้น มี 3 องค์ คือ

      1. พระพุทธชินราช หน้าตักกว้าง ห้าศอกคืบห้านิ้ว ณ วิหารใหญ่ทิศตะวันตก
 
      2. พระพุทธชินสีห์ หน้าตักกว้าง ห้าศอกคืบสี่นิ้ว ณ วิหารทิศเหนือ

      3. พระศรี ศาสดา หน้าตักกว้าง สี่ศอกคืบหกนิ้ว ณ วิหารด้านทิศใต้

                  ในการหล่อพระพุทธรูป เมื่อหล่อเสร็จแล้วยังมีทองเหลืออยู่ จึงเอามารวมกันหล่อเป็นพระพุทธรูป นั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง หนึ่งศอกเศษ เรียกพระนามว่า พระเหลือกับพระสาวเป็นพระยืนอีก 2 องค์ และอิษฐที่ก่อเตาหลอมทองและสุ่มหุ่นในการหล่อพระได้เอามารวมกันก่อเป็นชุกชี สูงสามศอก ตรงตำแหน่งที่หล่อพระพุทธชินราชและปลูกต้นมหาโพธิ์บนชุกชี 3 ต้น แสดงว่าเป็นมหาโพธิ์สถานของพระพุทธชินราช

                      พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา ทั้งสามองค์จึงเรียกว่า "โพธิ์สามเส้าสืบมา" พร้อมกันนั้นได้สร้างวิหารน้อยขึ้นระหว่างต้นโพธิ์หลักหนึ่ง และได้อัญเชิญพระเหลือพร้อมพระสาวกเข้าประดิษฐาน ณ ในวิหารนั้น วิหารน้อย หลังนี้นิยมเรียกกันต่อมาว่า " วิหารพระเหลือ" หรือ "วิหารหลวงพ่อเหลือ" ตั้งอยู่ด้านหน้าพระวิหารพระพุทธชินราชเยื้องไปทางใต้เล็กน้อย

                        พระพุทธชินราชในประเทศไทย มีพระนามว่า " พระพุทธชินราช" อยู่ 2 องค์ คือ
 
        1. พระพุทธชินราชที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

        2. พระพุทธชินราชวโรภาสธรรมจักรอรรคปฐมเทศนา นราสบพิตร ประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารวัดพระเชตุพน เป็นพระพุทธรูปนั่ง ปางปฐมเทศนา หน้าตักกว้าง สี่ศอกห้านี้ว

                            เมื่อการสร้างพระพุทธรูปเสร็จสมบูรณ์แลพระมหาธรรมราชชาที่ 1 โปรดให้อัญเชิญ พระพุทธชินราช ประดิษฐาน ณ พระวิหารใหญ่ด้านทิศตะวันตก พระพุทธชินศรี ประดิษฐาน ณ พระวิหารด้านทิศเหนือ พระศรี ศาสดา ประดิษฐาน    ณ พระวิหารด้านทิศใต้ เนื่องจากพระพุทธชินราช มีลักษณะงดงามที่สุดในบรรดาพระพุทธรูปในประเทศไทย และเป็นที่เคารพสักการบูชาของประชาชนทุกชั้น พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดให้หล่อพระพุทธชินราชจำลองขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ร.ศ.120 (พ.ศ.2444) แล้วอัญเชิญไปประดิษฐาน เป็นพระประธาน ณ พระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร จังหวัดพระนคร (กรุงเทพฯปัจจุบัน)

                                พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ที่ประดิษฐานในวัดพระศรี รัตนมหาธาตุปัจจุบันนี้ เป็นพระพุทธรูปปั้นก่ออิฐถือปูน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้สร้างขึ้นใหม่แทน พระพุทธชินสีห์ และพระ ศรีศาสดาองค์เดิม และอัญเชิญองค์เดิมไปประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ประตูประดับมุก 1 คู่ ณ พระวิหารหลวงพ่อพุทธชินราช

           เมื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จขึ้นมานมัสการพระพุทธชินราชครั้งที่ 2 ได้ทรงสร้างบานประตูประดับมุกคู่หนึ่ง สำหรับพระวิหารพระพุทธชินราชติดอยู่ที่ประตูพระวิหาร ชั้นนอกจารึกที่บานประตูข้างขวามือ (ผู้เข้าไป) ว่า " โปรดเกล้าฯ ให้ช่าง 130 คน เขียนรายประดับมุก เมื่อ พ.ศ.2299 รวมเวลาประดับมุก 5 เดือน 20 วัน บานหนึ่ง ประตู ไม้จำหลักเดิม นำไปเป็น บานประตูพระวิหารพระแท่นศิลาอาสน์จังหวัดอุตรดิตถ์ (พระพุทธชินราช ในพระราชนิพนธ์ของ ร.5 พ.ศ.2460)

ตำนานพระพุทธชินราช
 
                              ตำนานการสร้างพระพุทธชินราชปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีว่า พระมหาธรรมราชาที่ (พญาลิไทย) รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์พระรวง กรุงสุโขทัย โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1900 ตามพงศาวดารเหนือ ได้กล่าวเรื่องการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา เจือนิยายไว้ มีใจความว่า เมื่อพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกได้โปรดให้สร้าง เมืองพิษณุโลก เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตรัสให้สร้างวัดพระรัตนมหาธาตุ มีพระมหาธาตุ รูปปรางค์ สูง 8 วา และ พระวิหารทิศ กับระเบียงรอบพระมหาธาตุ ทั้ง 4 ทิศ โปรดให้ช่างชาวชะเลียง (สวรรคโลก) เชียงแสน และหริภุณชัย(ลำพูน) ร่วมมือกันสร้าง พระพุทธรูป หล่อด้วยทองสัมฤทธฺ์ 3 องค์ สำหรับประดิษฐานในพระวิหารทิศ ได้เริ่มทำพิธีเททองหล่อ ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะ สัปตศกจุลศักราช 317 (พ.ศ.1498) เมื่อกะเทาะหุ่นออกแล้ว ทองคงแล่น ติดเป็นองค์พระบริบูรณ์เพียง 2 องค์ คือ พระพุทธชินสีห์ กับพระศรีศาสดา ส่วนพระพุทธชิราชทองไม่แล่นติดเต็มพระองค์ ต้องทำพิธีหล่อต่อมาอีก 3 ครั้งก็ยังไม่สำเร็จ ครั้งหลังสุด พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ต้องตั้งสัษจาธิษฐาน แล้วทำพิธีเททองหล่อเมื่อ วันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง นพศกจุศักราช 319 (พ.ศ.1500) จึงสำเร็จเป็นองค์พระบริบูรณ์ในการหล่อครั้งหลังสุดนี้ปรากฏว่ามีปะขาวผู้หนึ่งจะมาแต่ใด ไม่มีใครทราบได้มาช่วยปั้นหุ่น และเททองหล่อพระด้วยเมื่อสร็จพิธีหล่อพระแล้ว ปะขาวก็ออกเดินทาง ไปทางเหนือเมืองพอถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งก็หายตัวไปไม่มีผู้ ใดพบเห็นอีก ดังนั้น จึงเข้าใจกันว่าปะขาว ผู้นั้นคือ เทวดา แปลงตัวมาช่วยหล่อพระพุทธชินราชจึงได้พุทธลักษณะงดงามยิ่งนัก เลยเป็นเหตุให้เกิด ความเลื่อมใสในพระพุทธรูปองค์นี้ยิ่งขึ้น ส่วนหมู่บ้านที่ปะขาวไปหายตัวนั้น ก็เลยได้นามในภายหลังว่า บ้านปะขาวหาย หรือตาผ้าขาวหาย มาจนทุกวันนี้(พระพุทธชินราช ในพระราชนิพนธ์ของ ร.5 พ.ศ.2460)

พระวิหารพระพุทธชินราช

      เป็นวิหารเก้าห้องช่นเดียวกันกับวิหารพระอัฏฐารส แต่ย่อมกว่าเล็กน้อย ออกแบบแผนผังเป็นพิเศษเพื่อเชิดชูพระพุทธชินราชให้เด่นขึ้นพื้นวิหารได้ลดระดลงทีละน้อยเมื่อมองจากภายนอกพระวิหารองค์พระจะอยู่ในระดับสายตา พอดี มีหน้ามุกโถง ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นโครงสร้างเครื่องประดุ แบบสุโขทัย หลังคาซ้อน สามชั้น ชั้นบนสุดอยู่ตรงช่วง พระประธาน และมี หลังคา ปีกนกสองชั้นเลยออกมา สี่ชั้น หน้าบันของมุกโถงเป็นแบบลูกฟักหน้าพรหมหรือ จั่วภควัม ชั้นล่างสุดจำหลักไม้ เป็นรูป เทพพนม ช่วงละองค์ ล้อมรอบด้วย ลาย ดอกไม้ประกอบ และชั้นบนสุดตรงหน้าพรหมแกพสลักเป็นรูปแจกันดอกไม้ มีเทพยดายืประนมมือ อยู่ทั้งสองข้าง หน้าบันและลวดลายลงรักปิดทองทั้งหมด ปั้นลมมีลักษณะเส้นอ่อนโค้งน้อย ๆ ประดับด้วยใบ ระกา แบบสุโขทัย มีหลังคาต่ำเพราะมีช่วง ปีกนก ถึงสี่ชั้น ผนังจึงต่ำมาก หน้าต่าง เป็นแบบลูกตั้ง ด้านละเจ็ดบาน ปิดเปิดได้ อยู่ระหว่างเสาแบน แต่ละบานเจราะช่องลม และช่องแสงสว่าง บานละ หกช่อง เป็นช่องเล็ก ๆ แสงสว่างผ่านเข้าออกได้น้อยมาก พื้นผนังภายในระหว่างช่วงหน้าต่าง มีงานจิตกรรมฝาผนังทุกช่อง แต่ละช่องมีรูป ทวยเทพ พับเพียบประนมกรกลุ่มละสามองค์ หันหน้าสู่พระประธาน พื้นหลัง ของเทพยดาเป็นลาย ดอกไม้ร่วง ยังคงมีสีสดใสงดงาม สองทางเข้า มีจิตกรรม ฝาผนังเรื่องเวสสันดอนชาดก และพุทธประวัติ อยู่ทางซ้ายและขวามตามลำดับ ส่วนเบื้องหลังองค์พระพุทธชินราช นั้นใช้สีดำทา เป็นพื้นมีรูปเทพยดาประนมกร อยู่ข้างละองค์ประดับด้วยลายดอกไม้ร่วงสีทองระยะห่างกันพองามมภายใน พระวิหาร มีเสาร่วมในประธาน สองแถวเป็นเสากลม ขนาดใหญ่แถวละเจ็ดต้น รับบชายคาปีกนก อีกสองแถวเป็นเสากลมขนาดเล็กอีกแถว ๆ ละเจ็ดต้น รวมเสาทั้งหมด 28 ต้น เสาแต่ละต้นเขียนลายทองประดับพื้นสีดำ เป็นลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง ช่วงคอเสาและเชิงเสาเขียนลายกรุยเชิงอย่างสวยงาม มีกลีบบัวซ้อน สลับกันห้าชั้น ลงรักปิดทองแวววาวรองรับขื่อและโครงสร้างแบบเครื่องประดุ ซี่งเป็นเครื่องบน ขื่อ ทาด้วยสีชาด ตอนหัวและท้ายขื่อ เขียนประดับ ด้วยลายกรุยเชิง ตรงเสาและขื่อ ช่วงหน้าพุทธชินราช มีลายรวงผึ้ง และที่เสามีสลายสาหร่ายหัวนาคทั้งสองด้าน (พระพุทธชินราช ในพระราชนิพนธ์ ของ ร.5 พ.ศ.2460)
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7138 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2555, 11:31:08 »

สวัสดีครับ ชาวซีมะโด่ง ทัวร์ นครสวรรค์-พิษณุโลก ที่รักทุกท่าน

                               ใครที่มีความประสงค์จะปฏิบัติธรรมเดินจงกรมออกกำลังกาย  ฝึกรำชิกง และโยคะ ขอเชิญได้ครับ พบกันตีห้า ที่โรงแรมเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งผมจะไปหาสถานที่อีกทีหนึ่งแล้วแจ้งให้ทราบ

                               เพราะเราออกเดินทางวันอาทิตย์ 09:00 น. มีเวลามาก  ท่านนอนดึก ก็จริง แต่เช้ามันก็ตื่นแล้ว

                                และตอนเย็นวันเสาร์ เมื่อเราไปถึงโรงแรม และมีเวลา ผมก็จะไปออกกำลังกายของผม ท่านจะมาร่วมด้วยก็ยินดี

                               ขอให้จัดเตรียมชุดออกกำลังกายไปด้วยครับ

                                สวัสดี










ขอขอบคุณ ดร.สุริยา และคุณอดิสร  ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพ
      บันทึกการเข้า
เอมอร 2515
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu 2515
คณะ: รัฐศาสตร์(นิติศาสตร์)
กระทู้: 4,562

« ตอบ #7139 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2555, 11:55:49 »

สวัสดีค่ะ พี่สิงห์
เข้ามาห้องพี่สิงห์ ได้อ่านแล้วสบายใจค่ะ
เสียดายไม่ได้ไปนครสวรรค์กับพี่สิงห์ 
พอดี เป็นช่วงที่ต้องดูแลแม่ ผลัดกับน้องสาวค่ะ
จังหวะพอดีกัน หวังว่าโอกาสหน้าคงมีโอกาสไปเที่ยวกับพี่สิงห์นะคะ
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7140 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2555, 12:00:08 »

อ้างถึง
ข้อความของ เอมอร 2515 เมื่อ 11 ตุลาคม 2555, 11:55:49
สวัสดีค่ะ พี่สิงห์
เข้ามาห้องพี่สิงห์ ได้อ่านแล้วสบายใจค่ะ
เสียดายไม่ได้ไปนครสวรรค์กับพี่สิงห์ 
พอดี เป็นช่วงที่ต้องดูแลแม่ ผลัดกับน้องสาวค่ะ
จังหวะพอดีกัน หวังว่าโอกาสหน้าคงมีโอกาสไปเที่ยวกับพี่สิงห์นะคะ


สวัสดีค่ะ คุณน้องเอมอร ที่รัก

                               ยังมีที่ว่าง เอาคุณแม่ ลูกๆ ไปด้วย ได้ครับ กรณีที่ท่านยังสามารถเดินได้

                               เธอเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือเปล่า

                              พี่สิงห์ ยังหาเวลาไปสอนชิกงเธอยังไม่ได้เลยครับ

                             สวัสดี
      บันทึกการเข้า
เอมอร 2515
Cmadong พันธุ์แท้
****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu 2515
คณะ: รัฐศาสตร์(นิติศาสตร์)
กระทู้: 4,562

« ตอบ #7141 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2555, 12:06:33 »

อ้างถึง
ข้อความของ Manop  Klabdee เมื่อ 11 ตุลาคม 2555, 12:00:08
อ้างถึง
ข้อความของ เอมอร 2515 เมื่อ 11 ตุลาคม 2555, 11:55:49
สวัสดีค่ะ พี่สิงห์
เข้ามาห้องพี่สิงห์ ได้อ่านแล้วสบายใจค่ะ
เสียดายไม่ได้ไปนครสวรรค์กับพี่สิงห์ 
พอดี เป็นช่วงที่ต้องดูแลแม่ ผลัดกับน้องสาวค่ะ
จังหวะพอดีกัน หวังว่าโอกาสหน้าคงมีโอกาสไปเที่ยวกับพี่สิงห์นะคะ


สวัสดีค่ะ คุณน้องเอมอร ที่รัก

                               ยังมีที่ว่าง เอาคุณแม่ ลูกๆ ไปด้วย ได้ครับ กรณีที่ท่านยังสามารถเดินได้

                               เธอเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือเปล่า

                              พี่สิงห์ ยังหาเวลาไปสอนชิกงเธอยังไม่ได้เลยครับ

                             สวัสดี

ขอบคุณค่ะ พี่สิงห์
คงมีโอกาสได้สอนเวลาไป trip ของหอดวยกันค่ะ
ตอนเกษียณ กรมได้ให้คุณศุภกิจ นิมมานนรเทพ
มาสอนฝึก พลังลมปราณ น่าสนใจเหมือนกันะคะ
พี่สิงห์เคยทราบไหมคะ เห็นว่า สอนกันที่ธรรมศาสตร์ค่ะ
หากสนใจจะforwordให้ค่ะ
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7142 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2555, 13:06:07 »

ข้อความน่ารู้จากพระไตรปิฎก

๖๑. สิ่งที่ขอร้องหรือปราถนาให้เป็นไปอย่างใจไม่ได้





   “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ฐานะ ๕  อย่างเหล่านี้  อันสมณะ  หรือพราหมณ์  เทวดา  มาร  พรหม  หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้ คือ :-

   ๑.ของสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา  อย่าได้แก่เลย

   ๒.ขอสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา  อย่าได้เจ็บเลย

   ๓.ขอสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา  อย่าได้ตายเลย

   ๔.ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา  อย่าได้สิ้นไปเลย

   ๕.ขอสิ่งที่มีความพินาศไปเป็นธรรมดา  อย่าได้พินาศไปเลย

   “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับ  เมื่อสิ่งที่มีความแก่ ,  ความเจ็บ,  ความตาย,  ความสิ้นไป,  ความพินาศไปเป็นธรรมดา.  แก่,  เจ็บไข้,  ตาย,  สิ้นไป,  พินาศไปแล้ว  ย่อมไม่พิจารณาอย่างนี้ว่า “มิใช่เราคนเดียวที่มีสิ่งซึ่งมีความแก่,  ความเจ็บไข้,  ความตาย,  ความสิ้นไป ,  ความพินาศไปเป็นธรรมดา.  อันแก่, เจ็บไข้,  ตาย,  สิ้นไป,  พินาศไป  แท้จริงสัตว์ทั้งหลายที่มีการมา  การไป  การตาย  การเกิดทั้งหมด  ก็มีสิ่งซึ่งมีความแก่  ความเจ็บไข้  ความตาย  ความสิ้นไป  ความพินาศไปเป็นธรรมดา.  อันแก่  เจ็บไข้  ตาย  สิ้นไป  พินาศไป  เช่นเดียวกัน  ก็ถ้าเมื่องสิ่งซึ่งมีความแก่  ฯลฯ  มีความพินาศไปเป็นธรรมดา.   แก่แล้ว  ฯลฯ  พินาศไปแล้ว  ฯลฯ  เราจะพึงเศร้าโศก  ลำบากใจ  บ่นเพ้อ  ตีอก  คร่ำครวญ  หลงใหล  แม้อาหารของเราก็จะไม่ทำความพอใจให้(รับประทานข้าวไม่ลง)  แม้ความเป็นผู้มีผิวพรรณทรามก็จะก้าวลงในกาย  แม้การงานก็จะไม่ดำเนินไป  แม้ศัตรูก็จะดีใจ  แม้มิตรก็จะเสียใจ.  เมื่อสิ่งที่มีความแก่ ฯลฯ  ความพินาศไปเป็นธรรมดา.  แก่ ฯลฯ  พินาศไปแล้ว  เขาก็จะเศร้าโศก  ลำบากใจ  บ่นเพ้อ  ตีอก  คร่ำครวญ  หลงใหล  ปุถุชนผู้มิได้สดับนี้เรากล่าวว่า  ถูกลูกศร  คือความโศกอันมีพิษแทงเอาแล้ว  ย่อมทำตัวเองให้เดือดร้อน.

   “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนอริยสาวก(ผู้นับถือศาสนาของพระอริยะ)  ผู้ได้สดับแล้ว  เมื่อมีสิ่งที่มีความแก่  ฯลฯ  ความพินาศไปเป็นธรรมดา.  แก่แล้ว ฯลฯ พินาศไปแล้ว  ย่อมพิจารณาอย่างนี้ว่า  “มิใช่เราคนเดียวที่มีสิ่งซึ่งมีความแก่ ฯลฯ  ความพินาศไปเป็นธรรมดา.  อันแก่ ฯลฯ  พินาศไป  แท้จริงสัตว์ทั้งหลายที่มีการมา  การไป  การตาย  การเกิดทั้งหมด  ก็มีสิ่งซึ่งมีความแก่ ฯลฯ  ความพินาศไปเป็นธรรมดา.  อันแก่ ฯลฯ  พินาศไปเช่นเดียวกัน  ก็ถ้าเมื่อสิ่งซึ่งมีความแก่ ฯลฯ  ความพินาศไปเป็นธรรมดา.  แก่แล้ว ฯลฯ  พินาศไปแล้ว  เราจะพึงเศร้าโศก  ลำบากใจ  บ่นเพ้อ  ตีอก  คร่ำครวญ  หลงใหล  แม้อาหารของเราก็จะไม่ทำความพอใจให้(รับประทานข้าวไม่ลง)  แม้ความเป็นผู้มีผิวพรรณทรามก็จะก้าวลงในกาย  แม้การงาน  ก็จะไม่ดำเนินไป  แม้ศรัตรูก็จะดีใจ  แม้มิตรก็จะเสียใจ.  เมื่อสิ่งซึ่งมีความแก่  ฯลฯ  ความพินาศไปเป็นธรรมดา  แก่แล้ว ฯลฯ  พินาศไปแล้ว   เขาก็จะไม่เศร้าโศก  ไม่ลำบากใจ  ไม่บ่นเพ้อ  ไม่ตีอก  ไม่คร่ำครวญ  ไม่หลงใหล  อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วนี้  เรากล่าวว่า  ถอนเสียได้ซึ่งลูกศร คือความโศก  อันมีพิษที่ปุถุชนผู้มิได้สดับถูกแทงแล้ว  ทำตนเองให้เดือดร้อน  ส่วนอริยสาวกเป็นผู้ไม่เศร้าโศก  เป็นผู้ปราศจากลูกศร  ย่อมทำตนเองให้สงบระงับ.

   “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ฐานะ ๕  อย่างเหล่านี้แล  อันสมณะ  หรือพราหมณ์  เทวดา  มาร  พรหม  หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้ (ทำให้ไม่ได้  คุณมานพ  ขยายความเอง).”
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7143 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2555, 13:08:20 »

อ้างถึง
ข้อความของ เอมอร 2515 เมื่อ 11 ตุลาคม 2555, 12:06:33
อ้างถึง
ข้อความของ Manop  Klabdee เมื่อ 11 ตุลาคม 2555, 12:00:08
อ้างถึง
ข้อความของ เอมอร 2515 เมื่อ 11 ตุลาคม 2555, 11:55:49
สวัสดีค่ะ พี่สิงห์
เข้ามาห้องพี่สิงห์ ได้อ่านแล้วสบายใจค่ะ
เสียดายไม่ได้ไปนครสวรรค์กับพี่สิงห์ 
พอดี เป็นช่วงที่ต้องดูแลแม่ ผลัดกับน้องสาวค่ะ
จังหวะพอดีกัน หวังว่าโอกาสหน้าคงมีโอกาสไปเที่ยวกับพี่สิงห์นะคะ


สวัสดีค่ะ คุณน้องเอมอร ที่รัก

                               ยังมีที่ว่าง เอาคุณแม่ ลูกๆ ไปด้วย ได้ครับ กรณีที่ท่านยังสามารถเดินได้

                               เธอเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือเปล่า

                              พี่สิงห์ ยังหาเวลาไปสอนชิกงเธอยังไม่ได้เลยครับ

                             สวัสดี

ขอบคุณค่ะ พี่สิงห์
คงมีโอกาสได้สอนเวลาไป trip ของหอดวยกันค่ะ
ตอนเกษียณ กรมได้ให้คุณศุภกิจ นิมมานนรเทพ
มาสอนฝึก พลังลมปราณ น่าสนใจเหมือนกันะคะ
พี่สิงห์เคยทราบไหมคะ เห็นว่า สอนกันที่ธรรมศาสตร์ค่ะ
หากสนใจจะforwordให้ค่ะ

  สวัสดีค่ะ คุณน้องเอมอร

                         ส่งมาเลย  จะพิจารณา  ศึกษาดูก่อน ครับ

                            สวัสดี
      บันทึกการเข้า
too_ploenpit
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2514
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 7,778

เว็บไซต์
« ตอบ #7144 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2555, 13:22:34 »


...สวัสดีค่ะ...พี่สิงห์...

...อ่านพระสูตรแล้วค่ะ...

...สำหรับตู่หากเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริงๆ...

...คงไม่ตีอกชกหัวค่ะ...แต่คงอดเศร้าโศกไม่ได้...

...เมื่อคืนก่อนได้ฟังหลวงพ่อองค์หนึ่งเทศน์ในทีวี...

...บอกว่าการทำบุญให้ผู้ตายตามกำหนดในช่วงของแต่ละวันและเมื่อครบ 3 วัน 7 วัน 100 วัน...หรือเมื่อครบหนึ่งปี...

...จะทำให้ตัวญาติคลายจากความเศร้าโศกได้ดีขึ้นเป็นลำดับค่ะ...
      บันทึกการเข้า

i love pink, you are pink = i love you
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7145 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2555, 17:24:29 »

อ้างถึง
ข้อความของ too_ploenpit เมื่อ 11 ตุลาคม 2555, 13:22:34

...สวัสดีค่ะ...พี่สิงห์...

...อ่านพระสูตรแล้วค่ะ...

...สำหรับตู่หากเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริงๆ...

...คงไม่ตีอกชกหัวค่ะ...แต่คงอดเศร้าโศกไม่ได้...

...เมื่อคืนก่อนได้ฟังหลวงพ่อองค์หนึ่งเทศน์ในทีวี...

...บอกว่าการทำบุญให้ผู้ตายตามกำหนดในช่วงของแต่ละวันและเมื่อครบ 3 วัน 7 วัน 100 วัน...หรือเมื่อครบหนึ่งปี...

...จะทำให้ตัวญาติคลายจากความเศร้าโศกได้ดีขึ้นเป็นลำดับค่ะ...


สวัสดีค่ะ คุณน้องตู่ ที่รัก

                         มันก็ถูกต้องของหลวงพ่อ ในทางโลก  เพราะจะทำให้ญาติสบายใจว่าได้ทำบุญให้แล้ว ถูกต้องครบตามประเพณี  ไม่มีอะไรที่จะต้องติดค้าง เสียดาย  คร่ำครวญอีกแล้ว  ผู้ตายก็ได้จากไปจริงๆ นานแล้ว ความเศร้าโศกมันก็จะหายไปเพราะรู้ความจริง ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์

                          จากพระสูตรที่นำมานั้น พระพุทธองค์ให้รู้จักทุกข์  แต่ไม่ให้ไปเป็นทุกข์เสียเอง มันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน หลีกหนีไม่พ้น  ให้คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องประสบ คือ
                          - ความเกิดก็เป็นทุกข์ และเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ที่จะตามมา
                          - ความแก่ก็เป็นทุกข์
                          - ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์
                          - ความตายก็เป็นทุกข์
                          - ความประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ไม่ชอบ ไม่พอใจ ก็เป็นทุกข์
                          - ความปราถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์
                          - ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์

                            เมื่อมันเป็นอย่างนี้ทุกคน เราก็วางจิตของเราให้ถูกที่ มันก็จะพ้นทุกข์ไปได้พอสมควร  ด้วยการอยู่อย่างไม่ประมาท  ด้วยการอยู่กับสติ เพราะมันจะไม่ทุกข์

                            สวัสดี


      บันทึกการเข้า
too_ploenpit
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2514
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 7,778

เว็บไซต์
« ตอบ #7146 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2555, 09:57:09 »


...สวัสดีค่ะ...พี่สิงห์...

...ตอนคุณพ่อคุณแม่เสีย...ทานข้าวไม่ลงเป็นปีๆเลยค่ะ...

...แบบว่าอยู่กับคุณพ่อคุณแม่มาตลอด...ยกเว้นตอนเรียนจุฬาฯ...

...เวลาทานข้าวจะคิดถึงทั้งสองท่านตลอด...

...พอทานไปสองสามคำ...มันจะทานไม่ลงทันทีเลยค่ะ...

...ตอนอยู่หอตู่ผอมมาก...

...จบแล้วไปทำงานก็ยังเป็นอยู่ค่ะ...

...ขนาดชุดแต่งงานยังต้องปิดคอปิดแขนแถมมีระบายเหนืออกค่ะ...

...ความเศร้ามันเกาะกินใจทำยังไงก็ไม่คลายค่ะ...

...ถ้าไม่มีหลักธรรมะของพระพุทธองค์มาปลุกปลอบใจ...คงแย่ค่ะ...
      บันทึกการเข้า

i love pink, you are pink = i love you
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7147 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2555, 11:13:42 »

อ้างถึง
ข้อความของ too_ploenpit เมื่อ 12 ตุลาคม 2555, 09:57:09

...สวัสดีค่ะ...พี่สิงห์...

...ตอนคุณพ่อคุณแม่เสีย...ทานข้าวไม่ลงเป็นปีๆเลยค่ะ...

...แบบว่าอยู่กับคุณพ่อคุณแม่มาตลอด...ยกเว้นตอนเรียนจุฬาฯ...

...เวลาทานข้าวจะคิดถึงทั้งสองท่านตลอด...

...พอทานไปสองสามคำ...มันจะทานไม่ลงทันทีเลยค่ะ...

...ตอนอยู่หอตู่ผอมมาก...

...จบแล้วไปทำงานก็ยังเป็นอยู่ค่ะ...

...ขนาดชุดแต่งงานยังต้องปิดคอปิดแขนแถมมีระบายเหนืออกค่ะ...

...ความเศร้ามันเกาะกินใจทำยังไงก็ไม่คลายค่ะ...

...ถ้าไม่มีหลักธรรมะของพระพุทธองค์มาปลุกปลอบใจ...คงแย่ค่ะ...


สวัสดีค่ะ คุณน้องตู่ ที่รัก

                         ปุถุชนทุกคน ที่ไม่ได้สดับในคำสอนของพระพุทธองค์  ถึงแม้สดับคำสอนของพระพุทธองค์แล้วก็ตาม  ถ้ายังไม่สามารถได้ดวงตาเห็นธรรม(เข้าใจในความหมายได้เอง ว่ามันเป็นจริงเช่นนั้น  ไม่ได้เสแสร้งความคิด)  ย่อมถูกลูกศรอาบยาพิษทำร้าย คืออยู่ในความเศร้าโศก จากทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากของผู้ให้กำเนิด คือบิดา-มารดา  มันก็สมควรอยู่

                          แต่ถ้าได้สดับตามคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว  ย่อมคิดได้ เพราะมันก็เป็นความจริงตามนั้น  เมื่อมันเกิดกับคนทุกคนไม่ละเว้น  มันย่อมเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เมื่อคิดได้ดังนี้  ความเศร้าโศกมันก็จะค่อยๆ  คลายไปเอง

                          เดี๋ยวนี้เธอเป็นศิษย์ของ สมณโคดม แล้ว ขอให้อยู่กับความจริง  อยู่กับธรรมชาติ  มีความรู้ตัว(สติ)  ความคิดมันจะน้อยลง(จะเกิดโดยธรรมชาติที่ไม่รู้ตัว)  เมื่อความคิดน้อยลง  ความทุกข์มันก็น้อยลงตามไปด้วย  ยิ่งเธอ ณ ปัจจุบัน  ไม่มีอะไรต้องกังวลมากมายนัก  มันควรจะใช้ชีวิตที่สุข  สงบได้  หรือหาความสุขที่แท้จริง ตามคำสอนของพระพุทธองค์ได้

                           อย่าลืม  ใครจะเป็นอะไร   ทำอย่างไร  ถูกใจเราหรือไม่ถูกใจเรา มันก็เป็นเรื่องของคนอื่น  ไม่ใช่ตัวเรา  เราเพียงสำรวมอินทรีย์ คือ รักษากาย  วาจา  ใจ  ของเราให้เป็นปกติ ด้วยเห็นสักแต่ว่าเห็น  ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน  ได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น  ได้ลิ้มรสสักแต่ว่าได้ลิ้มรส  ได้สัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส และไม่ปล่อยใจลอยหรือคิดนอกตัว ณ ปัจจุบัน  เราก็ไม่ปรุงแต่ง  ไม่อยาก  ไม่ทำให้ใครหรือสัตว์เดือดร้อน  นี่ละการปฏิบัติธรรม อย่างแท้จริง  ยังสามารถทำงาน  ทำกิจวัตรส่วนตัว เป็นประจำทุกวันได้

                          อย่าลืมให้ "รู้"(สติ) มากกว่า "หลง" (อยู่ในความคิด และอารมณ์)

                         สมมติ ถ้าตอนที่เธอเศร้าโศกเสียใจถึงบิดา-มารดา อยู่นั้น  ถ้าเธอมีสติอยู่กับอิริยาบถของรูป  เธอก็จะทราบได้ทันทีว่า ความคิดเศร้าโศกนั้นมันจะหายไป  บังเอิญเธอไม่รู้ในขณะนั้น  เธอหลงในโมหะ  เธอจึงมีแต่เศร้าโศก

                         เธอลองพิจารณาดูเมื่อเทียบกับตอนนี้  เธอก็จะได้คำตอบเอง เพราะเธอได้ก้าวล่วงไปอีกก้าวหนึ่งแล้วในทางธรรม

                         สวัสดี
      บันทึกการเข้า
Manop Klabdee
Cmadong อภิมหาอมตะเซียน
******


พอเพียง มีสติ เกิดปัญญา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: 2513 วศ. รุ่นที่ 54
คณะ: วิศวกรรมศาสตร์ แผนกวิชาวิศวกรรมโยธา
กระทู้: 11,641

« ตอบ #7148 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2555, 12:31:48 »

คำถาม - คำตอบ ถูกใจก็ดี  ไม่ถูกใจมีแต่วิวาท

                             มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง น่าเลื่อมใส  ยกย่อง เป็นผู้อาวุโส  ในที่นี้ผมขอตั้งชื่อให้ว่า พี่ ก.ไก่ ครับ

                             พี่ ก.ไก่  เป็นคนศึกษาทางธรรมะ มามาก  ชอบเป็นคนตั้งคำถามให้ผู้ปฏิบัติธรรม ตอบ รวมทั้งหลวงพ่อต่างๆ ด้วย มานานแล้ว และผลคือ คำตอบที่ได้นั้นไม่ถูกใจตนเอง  ตนเองก็หลงดีใจว่า เขา(ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น หลงอยู่แต่ตำรา  ไม่รู้จริง)  สู้เราไม่ได้  มีแต่เราที่รู้จริง ในคำตอบนั้น

                              ประมาณ สองปี  ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรม  พี่ ก.ไก่  ก็ตั้งคำถามกับผมว่า "คุณในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม  คุณรู้ไหมว่า คำว่า "วาโยธาตุ" ที่แปลว่า "ธาตุลม" นั้น  มันผิด  ที่จริงมันควรจะแปลว่าอากาศ ที่เราหายใจเข้าต่างหาก"  คุณว่าถูกต้องไหม ?

                              ผมก็ตอบว่า  ผมไม่ทราบ  ในเมื่ออรรถกถาบอกว่า "รูป" นั้น ประกอบไปด้วย ธาตุดิน (ในส่วนที่เป็นของแข็ง เช่นกระดูก เนื้อ ผิวหนัง เอ็น) ธาตุไฟ (ส่วนที่รับรู้ได้ว่าร้อน เย็น)  ธาตุน้ำ(ในส่วนที่เป็นของเหลว)  และธาตุลม   ธาตุลมในที่นี้คืออากาศที่หายใจ  อากาศตามช่องว่างในร่างกาย-อวัยวะ และส่วนที่ไม่มีอากาศที่เป็นที่ว่างในร่างกาย-อวัยวะ.

                              พี่ ก.ไก่  ก็ยังยืนกรานว่า ธาตุลม คืออากาศที่หายใจเข้า นั้นถูกต้องแล้ว

                              ผมก็ไม่พูดอะไรอีก  นิ่งไปเฉย ๆ

                              เมื่อเร็ว ๆ นี้ พี่ ก.ไก่  พอสบโอกาสก็ตั้งคำถามกับผมขอให้ตอบด้วย คือ

                              คำถามแรก  คุณในฐานะนักปฏิบัติธรรม คุณว่า หลักปฏิบัติหรือหลักการ ของพุทธศาสนา ที่คุณเข้าใจนั้นเป็นอย่างไร?

                              ผมก็ตอบว่า หลักปฏิบัติ หรือหลักการของพุทธศษสนา นั้น คือ "ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น" (ที่จริง จะตอบว่าทุกข์ก็ได้  อริยสัจ ๔ ก็ได้ มรรคองค์ ๘ ก็ได้ ความเป็นอนัตตา ก็ได้  ความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน  แต่ผมตอบในหลักของการปฏิติบัติธรรม คือไม่ยึดมั่นถือมั่น เพื่อการปล่อยวางของรูป-นาม ตามธรรมชาติ)

                              พี่ ก.ไก่  ตอบว่า  ผิด คุณเข้าใจผิดแล้ว  ผมศึกษามาทางเซ็น  คำตอบคือ "นิพพาน"

                              ผมก็ตอบกลับไปว่า ถ้า พี่ ก.ไก่  ถามผมว่าจุดมุ่งหมายของพุทธศาสนา คืออะไร  ผมก็จะตอบว่าคือ "นิพพาน" (ในสมัยพุทธกาล  การปฏิบัติทางจิตไม่ว่า พราหมณ์  สำนักทั้ง ๖ ก็เหมือนกับพุทธศาสนา เพียงแต่พุทธศาสนา มีจุดประสงค์ศูงสุดคือ นิพพาน  ซึ่งสำนักอื่นๆ ไม่มี  นอกจากนี้พุทธศาสนายึดหลักทางสายกลาง  อยู่ในศีล  ซึ่งต่างจากศาสนาอื่นทั้งสิ้น ที่มีแต่คำสอน  หลักปฏิบัติ  และไม่มีจุดประสงค์สุดท้าย)

                             คำถามที่สอง ในมรรคมีองค์ ๘ ข้อที่ว่า สัมมาอาชีโว  มีอาชีพชอบนั้น  ถ้าคนมีอาชีพฆ่าสัตว์ เป็นอาชีพที่สุจริต  ไม่เบียดเบียนใคร  คุณว่าเขามีอาชีพชอบไหม ? หรือ ชาวประมงที่มีอาชีพประมง ในการจับปลามาขาย  เป็นอาชีพที่สุจริต  ไม่เบียดเบียนใคร คุณว่าเขามีอาชีพชอบไหม?

                               ผมก็ตอบพี่ ก. ไก่ ไปว่า (ถึงตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่า ผมกำลังเจอกับคนเช่นไร  ผมพยายามมีความรู้สึกตัว  ทำจิตให้ปกติ  เพราะผุ้ถามไม่ใช่  สัพพัญญูชน แบบสัจจกนิครนณ์  ที่ยอมรับในความเป็นจริง  หรือทีฆนขะปริพาชก)  ผมก็ตอบว่า  คำถามนี้ผมขอไม่ตอบได้ไหม  เพราะถ้าผมตอบทางโลก  ก็ถูกใจ พี่ ก.ไก่  ถ้าตอบทางธรรม ก็ไม่ถูกใจพี่ ก.ไก่  ก็จะว่าผมผิด  จิตคนมันเป็นอย่างนี้ เมื่อผมรู้ความจริงแห่งจิตคน  ผมไม่อยากวิวาท กับคนอีกแล้ว เพราะไม่มีประโยชน์

                               พี่ ก.ไก่  ทำสีหน้าไม่สบอารมณ์เอากับผม  ที่ผมตอบอย่างนี้ หาว่าผมมีทิฏฐิ

                               ข้อนี้จริงๆ  ผมจะตอบว่า  มันคงไม่ใช่อาชีพชอบ  ตามที่พระพุทะองค์ ทรงสั่งสอน  เพราะอาชีพอย่างอื่นก็มีให้เลือกที่จะไม่เบียดเบียนสัตว์ หรือฆ่าสัตว์  อย่าลืม มรรคองค์ที่ ๖ ก็บอกเอาไว้แล้วว่า สัมมาวายามะ มีความเพียรชอบ คือ เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น  เพียรละอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น  เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป และเพียรทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ยิ่งๆ ขึ้นไป  ในเมื่อมีอาชีพ ฆ่าสัตว์  จับปลา เป็นการทำลายชีวิตผู้อื่น  ผิดศีล ๕  จะเรียกว่าอาชีพชอบได้เช่นไร  ผิดจากคำสอนของพระพุทธองค์    ถ้าผมตอบไปตามนี้มีแต่วิวาท  สู้ไม่ตอบดีกว่า  ประเสริฐกว่า เพราะไม่มีใครผิด-ถูก

                                พี่ ก.ไก่  ก็ยังไม่ลดละ ถามผมต่อไปว่า  ในมรรคข้อที่ว่า สัมมากัมมันโต  การทำการงานชอบนั้น  พระท่านแปลผิด  ที่จริงควรจะแปลว่า การปฏิบัติชอบ   คุณมีความเห็นอย่างไร ?

                                 ผมก็ตอบพี่ ก.ไก่  ไปว่า  สัมมากัมมันโต  มันเป็นเรื่องของการประพฤติชอบทางกาย  ในมรรคมีองค์ ๘ นั้นพระพุทธองค์ได้อธิบายเอาไว้แล้ว ตามที่มีในพระสูตรบทสวดมนต์ของพระ คือ การทำการงานชอบนั้นเป็นไฉน  คือ ๑.ไม่ฆ่าสัตว์ ๒.ไม่ลักทรัพย์ ๓. ไม่พรากลูกเมียเขา มันชัดเจนอยู่แล้ว ในคำตอบ มันก็ต้องเป็นไปตามนั้น

                                  พี่ ก.ไก่  ก็ว่า ผมมีทิฏฐิ

                                  ที่จริงสิ่งที่ผมตอบนั้น  ก็ตอบตามข้อความในพระสูตร ทั้งนั้น  ผมก็ต้องยึดตามนั้น  จะว่าผมมีทิฏฐิ ได้อย่างไร ?

                                  สุดท้ายผมก็เรียน พี่ ก.ไก่ ว่าจิตคนมันเป็นอย่างนี้  พระพุทธองค์ให้ระวัง เพราะมันจะมีแต่วิวาท ไม่ก่อประโยชน์

                                  พี่ ก. ไก่  ก็มองหน้าผมแบบ.... ผมเลยถือโอกาส ตอบไปว่า สุดท้ายพระพุทธองค์ก็ทรงสอนว่า ธรรมทั้งหลายล้วนเป็นอนัตตา  ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ทั้งสิ้น แล้วผมก็เดินหนี ไม่ขอโต้คารมด้วย เพราะมีแต่ วิวาท เพราะ พี่ ก.ไก่ ไม่ได้เป็นสัพพัญญูแบบ สัจจกนิครนณ์ ที่ฟังคำตอบของพระพุทธองค์แล้ว รู้ว่าสิ่งไหนถูก  สิ่งไหนผิด  แต่พี่ ก.ไก่ ไม่ใช่อย่างนั้น  ถ้าตอบตรงความเห็นของตนนั้น ถูก  ตอบอย่างอื่นผิด เป็นทิฏฐิ  อย่างนี้อย่าคุยด้วยเป็นดีที่สุด  ถ้าคุยด้วย ต้องตั้งสติให้มั่น เพราะจะมีแต่วิวาททางความคิด  ไม่ก่อประโยชน์  ปล่อย พี่ ก. ไก่ แกหลงอยู่ในความคิดของแกแบบนั้นดีแล้ว  ในทางธรรม  ท่านก็ไปได้แค่นั้น  ติดอยู่กับสมมติบัญญัติถอนตัวเองไม่ออกจากโมหะ  ทั้งๆที่ศึกษาพระไตรปิฎกมามาก เพราะ พี่ ก.ไก่  รู้ในสิ่งที่ผมตอบ เพียงแต่ตัวเองไม่ชอบคำตอบอย่างนั้น

                                  นั่นละ ทำไมพระพุทะองค์จึงบัญญัติศ๊ล ๒๒๗ ข้อให้ภิกษุ ปฏิบัติ  เพราะกลัวถูกทำร้าย เมื่อต้องโต้คารมย์กับพวกที่มีทิฏฐิ เพราะภิกษุทั่วไป  ไม่เหมือนพระองค์  ดังนั้นเวลาพระจะเทศน์ จึงต้องมีอาสนะสูงกว่า ผู้ฟัง เพราะจิตอ่อนแล้ว  จึงสั่งสอนได้

                                  และพระพุทธองค์ก็บอกแล้วว่า สิ่งที่พระองค์รู้นั้น มากมายนัก  แต่พระองค์เอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์เท่านั้นมาสอน

                                  สวัสดี


















      บันทึกการเข้า
too_ploenpit
Cmadong ชั้นเซียน
*****


ออฟไลน์ ออฟไลน์

รุ่น: rcu2514
คณะ: รัฐศาสตร์
กระทู้: 7,778

เว็บไซต์
« ตอบ #7149 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2555, 14:42:44 »


...สวัสดีค่ะ...พี่สิงห์...

...ตอนที่ตู่เสียคุณแม่ไปนั้น...ยังไม่เคยได้ศึกษาหรือได้อ่านหนังสือธรรมะค่ะ...

...เพียงแค่ได้เรียนพุทธประวัติและหลักธรรมะบางข้อในโรงเรียน...

...แต่ตอนนั้นเราก็ไม่นึกถึงหรือคิดที่จะนำหลักนั้นมาใช้เลย...

...เพราะเราไม่ได้ปฎิบัติมาก่อนค่ะ...

...พี่สิงห์ไม่ได้ไปเถียงกับคุณ ก.ไก่...ก็ดีแล้วค่ะ...

...ในสังคมไทยยังมีคนแบบนี้อีกเยอะเลยค่ะ...

...คุยไปก็คงไม่ได้ประโยชน์ค่ะ...เพราะเค้ามีมิจฉาทิษฐิ...

...จะพลอยทำให้พี่สิงห์รำคาญใจและพลอยไม่สบายใจไปด้วยค่ะ...

...สู้คุยกับคนที่มีพื้นฐานแบบเดียวกันไม่ได้ค่ะ...

...หรือคนที่กระหายธรรมะจะเข้าคอกันมากกว่าค่ะ...

...แบบพวกที่อยู่วัดค่ะ...จะคุยเรื่องเกจิอาจารย์ที่พวกเค้านับถือกันได้เป็นวันๆค่ะ...

...สะดุดใจกับคำที่ว่า...ถ้าตอบทางโลกก็ถูกใจพี่ ก.ไก่...

...ถ้าตอบทางธรรมก็ไม่ถูกใจพี่ ก.ไก่...ค่ะ...
      บันทึกการเข้า

i love pink, you are pink = i love you
  หน้า: 1 ... 284 285 [286] 287 288 ... 681   ขึ้นบน
  
กระโดดไป:  

     

ทำไมหอพักนิสิตจุฬาจึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์            " ไม่ได้เป็นแค่หอให้นอนพัก  แต่เป็นบ้านอบอุ่นรักให้อาศัย  ไม่เป็นแค่ที่ซุกหัวยามหลบภัย  แต่สร้างใจให้เข้มแข็งแกร่งการงาน"  <))))><