|
Max
|
 |
« เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 13:50:56 » |
|
เข้ามาเปิดกระทู้ไว้ก่อนครับ แล้วจะเอาบทความเกี่ยวกับการลงทุน มาลงให้อ่านครับ
ไม่ก็แนวทาง แนวคิดด้านการ บริหารมาลงครับ :wink:
เรียนเชิญ พี่ ๆ เพื่อนๆ นะครับ มาแบ่งปันความเข้าใจกันครับ
ยังไงซ้า....ชีวิตเรา ก็หนีไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
|
Max
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 13:54:42 » |
|
ช่วงแรก ผมเอาบทความ ของพี่คนนี้มาครับ คุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ เป็นพี่ที่ออฟฟิศครับ แต่ตอนนี้ลาออกมาแล้วมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนทางด้านหุ้น แต่ว่าพี่เค้าจะเน้น Long Term ครับ คนนี้สนิทกันครับเพราะว่าตีเทนนิสด้วยกันเกือบ ทุกอาทิตย์ หากใครจะฝากขอลายเซ็นต์ก็ได้ครับ :wink: เข้าไปบล็อกของพี่เค้าได้ที่ http://api.settrade.com/blog/1001ii/
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
|
Max
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 13:56:22 » |
|
เมื่อได้ยินคำว่าตลาดหุ้น พวกเรามักรู้สึกขยาดเพราะเราต่างเคยได้ยินเรื่องราวของคนที่เล่นหุ้นแล้วขาดทุน แต่ความจริงอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบก็คือ หุ้นเป็นการลงทุนที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากธนาคารมาก และยิ่งลงทุนนานเท่าไร ผลตอบแทนก็จะยิ่งมีความแน่นอนมากขึ้นเท่านั้น แต่เหตุที่คนจำนวนมากขาดทุนในตลาดหุ้นเป็นเพราะพวกเขาต้องการเห็นผลกำไรอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนในระยะยาวเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีทบต้น คนสองคนที่มีความสามารถในการหารายได้ได้เท่ากันตลอดชีวิต คนที่เลือกออมเงินไว้ในตลาดหุ้นจะสามารถทำให้เงินออมโตขึ้นได้เร็วกว่าคนที่ฝากธนาคารไว้เฉยๆ เป็นอย่างมาก ถ้าคุณออมเงินไว้ในตลาดหุ้นจนทำให้คุณมีเงินออมถึง 20 ล้านบาทเมื่อไร คุณก็จะสามารถอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ต้องทำงานเลย เพราะเงิน 20 ล้านบาทนั้น ถ้านำไปฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาทต่อปี คนที่จะเล่นหุ้นระยะสั้นให้ประสบความสำเร็จได้นั้นจำเป็นจะต้องเป็นคนที่มีความสามารถสูงมากทีเดียว แต่ การลงทุนในระยะยาวให้ประสบความสำเร็จนั้นง่ายมาก ขอแค่ เข้าใจความจริงนิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับการลงทุนแต่อาศัยความมั่งคงทางอารมณ์ที่มากกว่าคนอื่นเป็นสำคัญ ถ้าบังเอิญคุณเกิดมาแสนธรรมดา หน้าตาธรรมดา เรียนก็ธรรมดา พ่อก็ไม่รวย คุณก็ยังสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งอย่างในชีวิตไว้เป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ได้ง่ายๆ ด้วยการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นให้ประสบความสำเร็จ ตอนนี้คุณพร้อมที่จะไปเอาเงิน 20 ล้านหรือยังครับ ถ้าพร้อมแล้ว ตามผมมาเลย! copy from http://api.settrade.com/blog/1001ii/2007/06/08/50
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
|
Max
|
 |
« ตอบ #3 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 13:57:25 » |
|
การลงทุนระยะยาวนั้นเห็นผลช้าทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล พวกเขาก็เลยพยายามเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้นด้วยการห้นมาเทรดหุ้นแทน หรือที่เรียกว่าการ BLASH (Buy Low and Sell High) กล่าวคือ พยายามทำกำไรด้วยการคาดเดาทิศทางของราคาหุ้นในช่วงสั้น ยิ่งช่วงไหนทำผลงานได้ไม่ค่อยดีก็จะคิดว่าจะต้อง BLASH เพิ่มขึ้นเพื่อเป็น "เอาคืน" นักลงทุนคนไหนที่เชื่อมากๆ ว่าการ BLASH เท่านั้นที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าก็จะถึงกับพยายามซื้อๆ ขายๆ หุ้นทุกวัน วันละหลายๆ รอบเพื่อเพิ่มผลตอบแทนในระยะเวลาอันสั้น หรือที่เรียกว่า Daytrading สมมติว่าคุณมีเงินอยู่ในพอร์ต 1 ล้านบาท แล้วคุณใช้วิธีซื้อขายทุกวันให้ได้ Capital Gain เล็กๆ น้อยๆ ด้วยเงินทั้งหมดวันละหนึ่งรอบ (พอตลาดปิดช่วงเย็นก็ล้างพอร์ต ไม่เคยเหลือของกลับบ้าน) เช่นนี้ ถ้าหนึ่งปีมีวันทำงาน 200 วัน คุณจะเสียค่าคอมมิชชั่นปีละ 1,000,000x0.0025x2x200 = 1,000,000 บาท หรือเท่ากับ 100% ของเงินทุนทั้งหมดของคุณ ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนก่อนหักค่าคอมมิชชั่น 11% ต่อปี แต่ถ้าคุณเดย์เทรด คุณต้องเสียค่าคอมฯ ปีละ 100% ต่อปี นั่นแสดงว่า แค่คุณจะเดย์เทรดให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับคนที่ลงทุนในระยะยาว คุณก็จะต้องทำผลตอบแทนก่อนหักค่าคอมมิชชั่นให้ได้อย่างน้อย 111% ต่อปี ถ้าคุณคิดจะทำกำไรด้วยการเดย์เทรด ค่าคอมมิชชั่นจะกินคุณเป็นๆ!!! copy from http://api.settrade.com/blog/1001ii/2007/06/12/69
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
|
ชาร์ป
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 14:06:00 » |
|
หุ หุ
ดีครับ มีคนมาคุยเรื่องหนัก ๆ กับผมได้แล้ว ...
แต่แถวนี้ มีเซียนพระ ด้วย ...
ลงทุนเช่าพระ ก็น่าจะคล้ายๆ ในการลงทุนในทรัพย์สิน ที่ไม่ได้สร้างกระแสเงินสดไหล แต่ สร้างมูลค่าของทรัพยสิน ... :lol:
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Max
|
 |
« ตอบ #5 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 14:42:54 » |
|
พี่ก็ไม่รู้ว่าถือเป็นการ Financing หรือเปล่าอ่ะ แต่ถ้าใจเย็นพอ แล้วมาลงทุน แบบลองเทอมด้วย ก็ลองอ่านนี้นะ พี่ว่าผลตอบแทนมันโอเค เลยอ่ะครับ "พลังของการถือหุ้นไว้เฉยๆ" เชื่อว่านักลงทุนทุกท่านคงเคยได้ยินกองทุนรวมประเภท Index Fund มาบ้าง กองทุนประเภทนี้มีวิธีการลงทุนที่แปลก กล่าวคือ ซื้อหุ้นทุกตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีหุ้นอะไรสักอย่างแบบปูพรมคือซื้อทุกตัวแล้วก็ถือมันไว้เฉยๆ อย่างนั้นโดยไม่บริหารจัดการ ถ้ามีใครมาซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มก็เอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นในดัชนีเพิ่มแบบปูพรมในวันนั้นทันทีอีกโดยไม่มีการรอจังหวะที่เหมาะสม ถ้าได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุนมาก็เอาเงินที่ได้นั้นกลับไปซื้อหุ้นเดิมอีกเช่นกัน คุณว่านโยบายการลงทุนแบบนี้จะทำผลงานได้ดีแค่ไหน? เผอิญว่าในตลาดหุ้นไทยมีกองทุนแบบนี้อยู่ด้วย นั่นคือ กองทุนรวมทหารไทย SET50 ซึ่งลงทุนในหุ้นทั้ง 50 ตัวที่อยู่ในดัชนี SET50 Index แบบปูพรม ปรากฏว่าผมเพิ่งไปเช็คมาหมาดๆ ผลตอบแทนรวมตลอด 3 ปีที่ผ่านมาของกองทุนนี้เท่ากับ 48.34% (ผลตอบแทนรวมตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเท่ากับ 20.94%) ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเจอทั้ง ซึนามิ ไข้หวัดนก สถานการณ์ภาตใต้ รัฐประหาร มาตรการ 30% และระเบิดกลางกรุง แต่การถือหุ้น "ไว้เฉยๆ" โดยไม่พยายามขายหนีความเสี่ยงมาถือเงินสดไว้ชั่วคราว หรือพยายาม BLASH ให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น กลับทำผลงานได้ถึง 48.34% หรือเพิ่มขึ้นมาเกือบครึ่งหนึ่งของพอร์ตเลยทีเดียว เห็น "พลังของการถือหุ้นไว้เฉยๆ" มั้ยครับ การถือหุ้นไว้เฉยๆ นั้นจริงๆ แล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจผันผวนบ้างตามข่าวที่เข้ามากระทบ แต่ในระยะยาวแล้วราคาหุ้นจะขึ้นไปตามกำไรที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นของธุรกิจ แล้วลองเปรียบเทียบกับผลงานของพอร์ตแบบซื้อๆ ขายๆ ของคุณดูสิครับ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คุณสร้างผลตอบแทนโดยรวมได้สักเท่าไร? copy from http://api.settrade.com/blog/1001ii/2007/06/13/70
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
|
LadyBamboo
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 21:06:44 » |
|
คุณน้อง MAX คะ คนแถวบ้านพี่ถือหุ้นไอทีวีอยู่เฉยๆ เลยค่ะ ตอนนี้ ฮือๆๆๆๆ แล้ว CSLOX มันจะขยับไปถึง 9-10 บาทได้ไหมคะ..... ตอนที่ซื้อมัน 11 บาท และทำท่าจะรุ่ง แต่ตอนนี้มันหล่นแอ้กลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ชินมีปัญหาอ่ะค่ะ วิเคราะห์ให้ฟังหน่อยสิคะ ขอบคุณค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
As long as you wish beautiful, you will be beautiful!
|
|
|
|
|
|
|
|
หล้า
|
 |
« ตอบ #9 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 23:18:40 » |
|
ขอบคุณพี่ๆ ที่ให้ความรู้เรื่องการลงทุนค่ะ เอาไว้จะรบกวนปรึกษาพี่ๆหลังไมค์นะคะ :wink:
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Max
|
 |
« ตอบ #10 เมื่อ: 21 มิถุนายน 2550, 23:19:11 » |
|
พี่ครับ ผมยังไม่เก่งขนาดวิเคราะห์ขนาดนั้นอ่ะครับ
อย่างมากทำได้แค่ หามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นตัวนี้อ่ะครับ
แล้วก็เทียบกับราคาปัจจุบันน่ะครับว่า เราควรถือหรือว่า ขายดี
เพราะว่ายังไงหุ้นที่มันมีมูลค่าที่แท้จริงดี มันก็ต้องสะท้อนราคาดีออกมาครับ
ไว้ผมจะถามๆ พี่ๆ พวก Fund Manager ให้นะครับว่าอนาคตดีไหม
แต่เห็นว่าส่วนใหญ่จะบอกว่ายังไงสิ้นปีน่าจะแตะ 800 ครับ
ที่แนะนำเพื่อนๆ ส่วนใหญ่อยากจะแนะนำให้ saving ในรูปแบบหุ้นมากว่าน่ะครับ
ไม่อยากให้มองเป็นการเก็งกำไรครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
|
|
|
ชาร์ป
|
 |
« ตอบ #12 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2550, 02:28:04 » |
|
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Max
|
 |
« ตอบ #13 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2550, 10:32:26 » |
|
พี่ Max ดีเลยครับ ... พอมีข้อมูลการคำนวณมูลค่าหุ้น ตามกระบวนการ DCF หรือเปล่าครับ ผมพยายามหาอ่านใน เวป หลายที่ ก็ยังไม่เข้าในในตัวแปรหลายตัวที่นำมาคิดน่ะครับ (อันนี้จริงจัง ครับ  ) ... ชาร์ป พี่ว่าถ้ามุ่งมุ่นไปเรียน Finance เลยก็ดีอ่ะ เรียนตอนแก่แบบพี่นี่ เข้าหัวช้าว่ะ พวกหลักสูตรปีเดียวภาคภาษาอังกฤษของที่จุฬาก็มีนะ DCF(Discount Cash Flow) มีอ่ะ แต่วันควรอ่านที่มาที่ไปของตัวอื่นก่อนด้วยอ่ะ พวก CAPM อีก พี่แนะนำหนังสือก่อนนะที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ของ อ. เริงรัก จำปาเงินน่ะ อ่านเข้าใจง่าย จะได้ความรู้ด้านอื่นๆ ด้วย พวก Bond ด้วยครับ ในนั้นมี DCF อยู่ด้วยนะ :wink: แล้วก็จะได้รู้นโยบายการเงินต่างๆ ของบริษัท คือจะได้รู้ว่าผู้บริหารเค้าคิดอะไรจะทำอะไรต่อ ตอนนี้ถืออยู่กี่ตัวอ่ะ แล้วก็มีหนังสือที่แบบภาษาเข้าใจง่ายของพี่คนที่แนะนำนี่แหละ คุณนรินทร์ ชื่อ การวัดมูลค่าหุ้นด้วยตนเองอันนี้ก็ดีนะ ลองดู พี่เค้าใช้ นามแฝงว่า สุมาอี้ ไม่รู้เคยได้ยืนไหมนะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
Imm
มือใหม่หัดเมาท์
ออฟไลน์
กระทู้: 240
|
 |
« ตอบ #14 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2550, 10:43:44 » |
|
คนไม่มีวินัยทางการเงินอย่างข้าเจ้าขอเข้ามาดูอย่างเดียว ^^
ปล. ตอนนี้ทำ PR กะ Event plan ให้กองทุนรวมอยู่ ปวดหัวมั่กๆ งงแอนด์เง็ง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Max
|
 |
« ตอบ #15 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2550, 11:20:09 » |
|
คนไม่มีวินัยทางการเงินอย่างข้าเจ้าขอเข้ามาดูอย่างเดียว ^^
ปล. ตอนนี้ทำ PR กะ Event plan ให้กองทุนรวมอยู่ ปวดหัวมั่กๆ งงแอนด์เง็ง บลจ. อะไรอ่ะ แต่คงไม่ใช่บริษัทเราอ่ะ เพราะว่าไม่มีเงินจ้างอ่ะ :lol:
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
Imm
มือใหม่หัดเมาท์
ออฟไลน์
กระทู้: 240
|
 |
« ตอบ #16 เมื่อ: 22 มิถุนายน 2550, 18:10:14 » |
|
ด้วยจรรยาบรรณจึงมิอาจเปิดเผยรายชื่อลูกค้าให้สาธารณชนได้ทราบก่อนได้ เป็นกองทุนรวมน้องใหม่ยังไม่เปิดตัวเป็นทางการละกัน
อะ...เลียนแบบไทยรัดหน่อยก็ล่าย ดารารายนี้มีตัวย่อว่า S อิอิ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
ppornson
|
 |
« ตอบ #18 เมื่อ: 23 มิถุนายน 2550, 20:02:02 » |
|
555..แบบว่างูๆปลาๆ..
เลยมิกล้า..อ่านอย่างเดียวยังไม่รู้เรื่องเลย..
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
dto80
|
 |
« ตอบ #19 เมื่อ: 23 มิถุนายน 2550, 21:47:57 » |
|
เห็นภาพกันง่าย ๆ เราทำงาน 12 เดือน โดนหักภาษี 10% ของรายได้ ก็ 1 เดือนเข้าไปแล้ว คล้าย ๆ กับว่ารายได้เราจริง ๆ11 เดือน (ทำงานใฟ้รัฐบาลไป 1 เดือน)
อธิบายงี้เด๋วคนไม่ทำงานกันพอดี อิ อิ 10 % ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อนไม่ใช่เหรอ ? ภาษีที่เสียให้รัฐอ่ะ ่? เล่นหุ้น หรือซื้อกองทุนรวมเพื่อเพิ่มค่าลดหย่อน ได้น่ะ (หาทางไม่เลี่ยงภาษีนั่นเอง อิ อิ)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Max
|
 |
« ตอบ #20 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2550, 01:13:19 » |
|
แต่ก็อย่าลืมนะครับว่า บ้านเมืองเรามันไม่นิ่งนัก
กองทุนรวมเค้ามีพวก inside มากกว่าเยอะครับ ข่าวข้อมูลยังไงก็ต้องซื้อครับ
แล้วก็พวก Fund Manager เนี่ย เอาเงินเค้ามาบริหาร
เห็นพี่ๆ แต่ล่ะคน แมร่งเครียดอ่ะ อัดบุหรี่กันเป็นว่าเล่นเลยอ่ะ
แบบ พวกเก่งโคดๆ ก็มีอ่ะคิด Model ทางด้าน Finance อ่ะ
ถ้าใคร อยากลองดูซื้อเรื่อยๆ บวกใจแข็ง ลองดู set index fund
ที่ผมเอาข้อมูลมาลงให้ดูก็ได้ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
|
Max
|
 |
« ตอบ #21 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2550, 01:15:36 » |
|
กองทุน รับประกันเงินต้น
เพื่อน มาดูกันว่าเค้าทำงานกันยังไง มันถึงมารับประกันเงินต้นของเรา
สมมุติ ผมมีเงิน หนึ่งร้อยบาท ที่ได้มาจากนักลงทุน
ผมก็จะเอาเงินสักประมาณ เก้าสิบแปดบาทไปลงทุน
ในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือได้ว่ามีความเสี่ยงน้อยที่สุด
สมมุติว่า มีอายุของกองที่สองปี ผมก็จะหาลงทุนพันธบัตรที่มีอายุสองปี
ที่ให้ผลตอบแทนจากการที่ลงทุนไป เก้าสิบแปดบาทเพื่อใด้ได้สองบาทกลับมา
ซึ่งกลายเป็นร้อยบาท ส่วนสองบาทที่เหลือ ผมก็จะเอาไปลงทุน
อะไรก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งถ้าได้กำไรขึ้นมาก็จะมีผลตอบแทน
ต่อผู้ลงทุน แต่ถ้าหากว่า ขาดทุนขึ้นมาก็จะไม่กระทบต่อเงินต้นครับ
:wink:
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
|
ชาร์ป
|
 |
« ตอบ #22 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2550, 15:07:15 » |
|
เห็นภาพกันง่าย ๆ เราทำงาน 12 เดือน โดนหักภาษี 10% ของรายได้ ก็ 1 เดือนเข้าไปแล้ว คล้าย ๆ กับว่ารายได้เราจริง ๆ11 เดือน (ทำงานใฟ้รัฐบาลไป 1 เดือน)
อธิบายงี้เด๋วคนไม่ทำงานกันพอดี อิ อิ 10 % ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อนไม่ใช่เหรอ ? ภาษีที่เสียให้รัฐอ่ะ ่? เล่นหุ้น หรือซื้อกองทุนรวมเพื่อเพิ่มค่าลดหย่อน ได้น่ะ (หาทางไม่เลี่ยงภาษีนั่นเอง อิ อิ)
จริง ๆ แล้วพยายามให้เห็นภาพ ง่าย ๆ ถ้าจะให้ละเอียด กลัวเดี๋ยวยิ่ง งง ... :lol:
เพราะ มันจะมีระดับเงินเดือน อยู่ระดับหนึ่งที่ไม่เสียภาษี (ที่ไม่เสียเพราะ มีการหักค่าลดหย่อยแล้ว ไม่เข้าเกณฑ์ รายได้ให้เสียภาษี)
ใช่จะบอกว่า หาทางเลี่ยงไม่เสียภาษีหรือเปล่า ครับ อืม ... ก็คล้าย ๆ กันครับ หาทางลดการเสียภาษี โดยถูกกฎหมายแล้วกัน หุ หุ (เพราะ เดี๋ยวบอกว่าเลี่ยงภาษี เดี๋ยวเข้าใจว่าทำผิดกฎหมายอีก ... )
แต่ซื้อหุ้น นี้ จะไม่ได้รับลดหย่อนภาษี จากเงินที่ซื้อ ... แต่ถ้าชื้อกองทุน LTF (ที่มีนโยบายซื้อหุ้น .. ไว้ระยะยาว) จะลดหย่อนภาษีได้ ... กฎหมายนี้ออกสมัย นายก ทักษิน .. (แต่มีทั้งดี และไม่ดีนะครับ กฎหมายนี้ วิเคราะห์ กันดี ๆ จะได้ไม่เข้าปรนะเด็นการเมืองมากไป หุ หุ)
แต่ก็ต้องระวัง ... ผมมีตัวอย่างการซื้อกองทุนหุ้นกู้ ที่ไปเข้าซื้อหุ้นกู้ของ PICNI ... (gas Picnic นั้นล่ะครับ ... น้าแครม เคยทำงานที่บริษัทนี้ ...แกคงรู้ดีว่าเป็นอย่างไร หุ หุ) ที่พอครบกำหนดสัญญาการจ่ายคืนดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหุ้นกู้ แล้ว PICNI ผิดสัญญา ไม่สามรถหาเงินมาจ่ายได้ ... คราวนี้ ผู้ถือกองทุน ก็เร่กันขายกองทุน เพื่อถอนเอาเงินออกมาก่อน ... ผลที่ได้ ก็คล้าย ๆ กับ ผู้ฝากเงินกับ Bank แห่กันถอนเงินออกมาหมด แล้ว Bank ไม่มีเงินจ่าย เท่านั้นเอง ... แต่ต่างกันที่กองทุนนั้น ไม่มีภาระรับผิดชอบเงินลงทุนของเรา ... เพราะ การลงทุนมีความเสียง ผู้ลงทุนควรศึกษาให้รอบคอบก่อนลงทุน ...
...
เพราะ ฉะนั้นการลงทุนทุกอย่างมีความเสียง ... (ฝากเงินใน Bank แล้ว Bank ล้มละลาย ก็ถือว่ามีความเสี่ยง) ... คนที่เขาลงทุนเก่ง ๆ นั้น เขาจะรู้มากจนที่บอกว่าเสี่ยงนั้น จะไม่เสี่ยงสำหรับเขาเลย ...
พี่ Max มีรายละเอียด กองทุนประกันเงินต้น มากกว่านี้หรือเปล่าครับ ... น่าจะลองมา comment กันดูได้ครับ เป็น Question and Ask ถือเป็นความรู้ ให้คนที่สนใจการลงุน ได้นะเนี่ย ... ...

|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
dto80
|
 |
« ตอบ #23 เมื่อ: 24 มิถุนายน 2550, 20:07:24 » |
|
แต่ก็อย่าลืมนะครับว่า บ้านเมืองเรามันไม่นิ่งนัก
กองทุนรวมเค้ามีพวก inside มากกว่าเยอะครับ ข่าวข้อมูลยังไงก็ต้องซื้อครับ
แล้วก็พวก Fund Manager เนี่ย เอาเงินเค้ามาบริหาร
เห็นพี่ๆ แต่ล่ะคน แมร่งเครียดอ่ะ อัดบุหรี่กันเป็นว่าเล่นเลยอ่ะ
แบบ พวกเก่งโคดๆ ก็มีอ่ะคิด Model ทางด้าน Finance อ่ะ
ถ้าใคร อยากลองดูซื้อเรื่อยๆ บวกใจแข็ง ลองดู set index fund
ที่ผมเอาข้อมูลมาลงให้ดูก็ได้ครับ ผมเคยใส่ comment เรื่อง model ในกระทู้นี้มาทีแล้วแต่โพสไม่ติด เน็ทเจ๊งพอดี T-T เลยไม่ได้พิมพ์ใหม่ กองทุนเมกาเขาลงทุนทุกอย่างตาม model เลยครับ ใช้ computer run กันแบบ real time ทีม R&D นี่ ระดับ ป.เอก MIT ซึ่งถือว่าดังมากด้าน computer science (พี่เพื่อนผมเอง ไม่ใช่ผม T-T) รายได้ก็หลายอยู่ เพราะ model ต้องปรับตัวได้ตามข้อมูล (ทางตลาดหุ้นเมืองนอก) ซึ่งเมืองไทยคงยากครับ เพราะว่าตลาดเล็ก inside มันมาได้ ธรรมมาภิบาล มันยังไม่มีมากพอ แต่ถ้าใครทำ model ที่ปรับสภาพตามลักษณะข่าว insider ได้นี่เจ๋งมากเลยครับ (ตอนนี้ที่รู้มายังแค่ถ้ามีข่าวดี อย่างนั้นอย่างนี้ ข่าวร้าย อย่างนั้นอย่างนี้ ให้ทำไง) ป.ล. ตอนนี้ผมก็ยังไม่ต้องเสียภาษี สบายใจจัง (ดีไหมเนี้ยะ T-T)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
Max
|
 |
« ตอบ #24 เมื่อ: 25 มิถุนายน 2550, 09:25:35 » |
|
อันที่เป็นประกันเงินต้น
พี่ใช้ความรู้ตอนที่เรียนมานะครับ
หลักการที่เค้าใช้กันจะใช้แนวๆ นี้ครับ
เพื่อใครแบบที่คิดว่าชั้นซื้อแบบประกันเงินต้นดีกว่า ไม่เสี่ยงดี
จะได้เอาไปใช้ตัดสินใจน่ะครับว่าเค้าไม่ได้ ใช้ Model อะไรเท่าไหร่เลยครับ :wink:
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
# Hight Risk, NO!! Return #
|
|
|
|